Friday, 24 July 2026
NEWS FEED

OMODA & JAECOO ล็อตแรก!! ย้ำผู้นำรถไฟฟ้าไทยต่อเนื่อง ผลิต JAECOO 5 EV Max+ ที่ระยอง ตั้งเป้าส่งมอบ 6,000 คัน มิ.ย.69 ขอบคุณความเชื่อมั่นตลอด 6 เดือน

OMODA & JEACOO ขอบคุณทุกความเชื่อมั่นส่งมอบครบทุกยูนิตสำหรับ JAECOO 5 EV (รุ่นนำเข้า)

พร้อมส่งมอบ JAECOO 5 EV Max+ ล็อตแรกที่ผลิตในประเทศไทยจากโรงงานจังหวัดระยอง

ภายในเดือนพฤษภาคมนี้ และตั้งเป้าส่งมอบครบ 6,000 คัน ในมิถุนายน 2569

เป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของบริษัทในการยกระดับศักยภาพการผลิตยานยนต์พลังงานใหม่ในประเทศไทย พร้อมตอกย้ำบทบาทของไทยในฐานะศูนย์กลางการผลิตสำคัญของภูมิภาคอาเซียน

กรุงเทพฯ 11 พฤษภาคม 2569 — ขอบคุณทุกความเชื่อมั่นและกระแสตอบรับส่งมอบครบทุกยูนิตที่ทำให้ JAECOO 5 EV (รุ่นนำเข้า) ได้รับความนิยมครองอันดับ 1 ยอดจดทะเบียนรถไฟฟ้าในประเทศไทย ติดต่อกัน 6 เดือน (ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2568 – เดือนเมษายน 2569 แยกรายโมเดล) เตรียมพร้อมส่งมอบ JAECOO 5 EV Max+ ล็อตแรกที่ผลิตในประเทศไทย จากโรงงานผลิตยานยนต์พลังงานใหม่จังหวัดระยอง สะท้อนความมุ่งมั่นของบริษัทฯในการลงทุนและพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์พลังงานใหม่ในประเทศไทย พร้อมตอกย้ำบทบาทของไทยในฐานะศูนย์กลางการผลิตสำคัญของภูมิภาคอาเซียน

การส่งมอบ JAECOO 5 EV Max+ ที่ผลิตในประเทศไทยล็อตแรก ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของ OMODA & JAECOO ในการเปลี่ยนวิสัยทัศน์ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ความสำเร็จครั้งนี้สะท้อนถึงความเชื่อมั่นที่มีต่อประเทศไทย ไม่เพียงในฐานะตลาดสำคัญ แต่ยังรวมถึงการเป็นฐานการผลิตเชิงกลยุทธ์สำหรับภูมิภาคอาเซียนในระยะยาว โรงงาน OMODA & JAECOO Manufacturing (Thailand) จังหวัดระยอง แสดงถึงศักยภาพการผลิตที่แข็งแกร่ง พร้อมแผนการขยายกำลังการผลิตอย่างต่อเนื่อง สำหรับ JAECOO 5 EV Max+ ชุดแรกที่ประกอบผ่านกระบวนการ Knocked Down (KD) โดยตั้งเป้าผลิตรวม 6,000 คันภายในสิ้นเดือนมิถุนายน 2569 เตรียมส่งมอบให้กับลูกค้าทั่วประเทศในเดือนพฤษภาคมนี้ สะท้อนความพร้อมด้านการผลิตและความเชื่อมั่นที่มีต่อการเติบโตของตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย และกำลังจะส่งมอบล็อตแรกจากโรงงาน OMODA & JAECOO Manufacturing (Thailand) จังหวัดระยอง

JAECOO 5 EV Max+ มาพร้อมราคาเริ่มต้นเพียง 599,000 บาท (จากราคาคาดการณ์ 6XX,XXX บาท) สะท้อนแนวคิด SUV ที่แข็งแกร่งและอเนกประสงค์ รองรับทั้งการใช้งานในเมืองและการเดินทางที่หลากหลาย สำหรับลูกค้าที่จองภายในเดือนพฤษภาคม และส่งมอบภายในเดือนมิถุนายน จะได้รับสิทธิประโยชน์พิเศษ ได้แก่

  • การรับประกันตลอดอายุการใช้งาน (Lifetime Warranty)*
  • ประกันภัยชั้น 1 และ พ.ร.บ.*
  • Wall Charger พร้อมติดตั้ง*
  • ฟรี! พรม JAECOO*
  • ฟรี! AC Portable Charger*
  • ฟรี! Application T-Box 1 ปี*
  • ฟรี! บริการรถช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง
  • เป็นระยะเวลา 5 ปี*

*เงื่อนไขที่บริษัทฯ กำหนด

OMODA & JAECOO ยังคงมุ่งมั่นในการนำเสนอยานยนต์ไฟฟ้าที่มีคุณภาพตามมาตรฐานสากล ควบคู่กับการพัฒนาเทคโนโลยีและบริการอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับประสบการณ์การขับขี่ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคในประเทศไทยในระยะยาว

นักวิชาการชี้รับมือพายุ!! แนะรัฐปล่อยกู้ฉุกเฉินช่วยปรับบ้าน ตรวจโครงสร้างหลังคาและรางน้ำ พร้อมย้ำจุดเด่นประสานผู้เชี่ยวชาญ จ่ายเยียวยาภัยพิบัติสูงสุด 88,600 บาท

นักวิชาการแนะวิธีเช็กบ้าน รับมือพายุระลอกใหม่

ชงรัฐปล่อยกู้ฉุกเฉินปรับปรุงที่อยู่อาศัย

นักวิชาการธรรมศาสตร์ เสนอรัฐบาลใช้ “วิศวกรรมป้องกัน” รับมือพายุฤดูร้อน แนะปล่อยเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำหนุนประชาชนปรับปรุงอาคาร-บ้านเรือน พร้อมแนะวิธีตรวจสอบจุดเสี่ยง “หลังคา-รางน้ำ-โครงสร้างที่เกาะตัวอาคาร” ระบุ หากประสบภัยขอเงินเยียวยาความเสียหายจาก ปภ. ได้

รศ. ดร.สายันต์ ศิริมนตรี อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า เหตุการณ์พายุฤดูร้อนได้สร้างความเสียหายรุนแรงต่อโครงสร้างอาคารและบ้านเรือนของประชาชนในหลายจังหวัดทางภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประกอบกับกรมอุตุนิยมวิทยาได้พยากรณ์ว่าระหว่างวันที่ 7-12 พ.ค.นี้ จะมีฝนฟ้าคะนองและลมกระโชกแรงในบางพื้นที่ ส่วนตัวมองว่า นอกจากกลไกการจ่ายเงินเยียวยาแล้ว อีกหัวใจสำคัญคือการป้องกันเพื่อลดความเสี่ยงก่อนเกิดเหตุ ดังนั้นรัฐบาลควรจะมีมาตรการหรือแนวทางในเชิงวิศวกรรมป้องกัน เช่น อาจมีกลไกเงินกู้ฉุกเฉินดอกเบี้ยต่ำ เพื่อสนับสนุนให้ประชาชนสามารถปรับปรุงความแข็งแรงของตัวบ้านและอาคาร เพื่อรับมือกับภัยพิบัติหรือพายุฤดูร้อนที่จะเกิดขึ้นอีกในอนาคต

รศ. ดร.สายันต์ กล่าวว่า ความเสี่ยงจากพายุฤดูร้อนคือการมีลมกระโชกแรงจนหลังคาบ้านหรือชิ้นส่วนอาคารพังถล่มและหลุดลอยปลิวออกไป ฉะนั้นผู้ที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยง เช่น ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ควรทำการตรวจสอบโครงสร้างอาคารหรือบ้านเบื้องต้นด้วยสายตาก่อน หากมีจุดที่น่ากังวลก็สามารถติดต่อขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญได้ อาทิ วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ซึ่งเปิดคลินิกช่างให้เข้าไปขอคำปรึกษาได้ หรืออาจส่งข้อความหรือรูปมาทางเพจเฟซบุ๊ก Civil Engineering, Thamasat University ให้ภาควิชาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ มธ. ช่วยประเมินเบื้องต้นได้ว่าจุดใดจำเป็นต้องเสริมกำลังหรือไม่

สำหรับข้อแนะนำในการตรวจสอบด้วยสายตา ประกอบด้วย

1. โครงสร้างหลังคา กันสาด โครงสร้างต่อเติม ไม่ว่าหลังคาจะเป็นแผ่นเมทัลชีทหรือกระเบื้อง สิ่งสำคัญคือดูว่ายึดติดกับตัวบ้านหรืออาคารดีอยู่ไหม อย่างตัวยึดหรือรอยต่อที่เป็นเหล็ก หากเกิดสนิมต้องรีบเปลี่ยน หรือหากรู้สึกว่ายึดไม่เพียงพอให้ยึดเพิ่ม หรือจุดต่อเติมที่ดูไม่มั่นคง โครงสร้างเรียวบาง ควรให้ช่างเข้ามาเสริมกำลัง โดยอาจมีการนำชิ้นส่วนเข้ามาเสริมเพิ่มแล้วเชื่อมติดกัน ซึ่งจะช่วยป้องกันลมพายุได้ในระดับหนึ่ง

2. ต้นไม้ ป้ายโฆษณา โครงสร้างที่เกาะอยู่กับตัวอาคาร ให้สำรวจดูว่ามีสิ่งใดที่มีโอกาสหักแล้วจะมาทับกันสาดหรือชายคาบ้าน โดยเฉพาะชิ้นส่วนที่มักทำด้วยเหล็กฉากทาสี แล้วยึดด้วยนอตหรือใช้การเชื่อมกับตัวอาคาร ก็ควรมีการขึ้นไปตรวจสอบรอยเชื่อมต่างๆ หากมีสีลอกเสื่อมสภาพและเป็นสนิม ควรให้ช่างมาเชื่อมเพิ่มแล้วทาสีทับ

3. รางระบายน้ำต่างๆ ที่ควรตรวจสอบว่าดูว่ายังสามารถระบายน้ำได้อยู่หรือไม่ มีเศษสกปรกหรือใบไม้เข้าไปอุดตันหรือไม่ ถ้ามีก็ควรกำจัดให้เรียบร้อย เพราะหากรางระบายน้ำอุดตันจะทำให้มีปริมาณน้ำค้างสะสม เมื่อรางแบกรับน้ำมากเกินไปก็อาจเกิดการร่วงหลุดลงมาสร้างความเสียหายได้

4. อาคารสูง สิ่งที่ควรตรวจสอบคือกระจกบานขนาดใหญ่ ดูตามรอยต่อว่ายังมั่นคงแข็งแรงหรือไม่ ขณะที่ในส่วนของโครงสร้างอาคาร แม้จะไม่ค่อยเป็นที่น่ากังวลจากพายุ แต่หากเจ้าของอาคารกังวลก็สามารถให้วิศวกรเข้าไปตรวจสอบอาคาร เพื่อเช็กโครงสร้างของอาคารทั้งหลังได้ โดยเฉพาะอาคารที่ถูกสร้างก่อนมีกฎหมายใหม่เข้ามาความคุม

นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวต่อไปว่า ในส่วนบ้านเรือนหรืออาคารที่ได้รับความเสียหายจากภัยพิบัติหรือพายุ สามารถที่จะติดต่อขอเงินเยียวยาจากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กระทรวงมหาดไทย ผ่านสายด่วน 1784 โดยสิ่งสำคัญคือจะต้องทำการถ่ายรูปความเสียหายที่เกิดขึ้น เพื่อประกอบเป็นหลักฐานในการขอรับเงินเยียวยา ซึ่งภาครัฐจะพิจารณาจ่ายให้ตามความเสียหายจริง แต่สูงสุดไม่เกิน 88,600 บาท

นอกจากนี้ ในส่วนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ไม่ว่าองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) หรือเทศบาล ส่วนใหญ่มักจะมีงบฉุกเฉินที่ให้ความช่วยเหลือได้ ตัวอย่างเช่น หากถูกพายุพัดจนหลังคาเกิดความเสียหาย ประชาชนในท้องถิ่นก็สามารถขอเบิกเงินไปซ่อมแซมหลังคา เพื่อให้สามารถกลับเข้าไปอยู่อาศัยได้

กตป. เผยผล กสทช. ปี 68 แถลงผลติดตามงาน กสทช. ปี 2568 ประเมิน 6 มิติสอดคล้องมาตรฐานสากล ชี้ช่องว่างกฎหมายบริการ OTT ดิจิทัล เสนอนโยบายปรับปรุงรองรับโลกใหม่

คณะ กตป. แถลงผลการดำเนินงานการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการทำงานของ กสทช. สำนักงาน กสทช. และเลขาธิการ กสทช. ประจำปี 2568

วันที่ 8 พฤษภาคม 2569 ณ โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชัน คณะกรรมการติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงาน หรือ กตป. ร่วมกับบริษัท อินไซท์ คอนซัลติ้ง รีเสิร์ช จำกัด จัดงานแถลงผลและเผยแพร่ข้อมูลต่อสาธารณะเกี่ยวกับการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการดำเนินงานของ กสทช. สำนักงาน กสทช. และเลขาธิการ กสทช. รวมถึงนโยบายสำคัญ ประจำปี 2568 โดยใช้กรอบประเมิน 6 มิติที่เชื่อมโยงกับมาตรฐาน OECD, ERGA และ ITU เพื่อสะท้อนศักยภาพการกำกับดูแลทั้งด้านโครงสร้าง กระบวนการ และผลลัพธ์ของการกำกับดูแล

กตป. 5 ด้าน ได้ดำเนินการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการปฏิบัติงานของ กสทช. สำนักงาน กสทช. และเลขาธิการ กสทช. จากการรวบรวมข้อมูลการจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้เสียส่วนกลางและส่วนภูมิภาค การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงสถิติจากแบบสอบถาม การสัมภาษณ์เชิงลึก และความเห็นจากผู้ทรงคุณวุฒิภายนอก
.
ผลการประเมินภาพรวมปี 2568 พบว่า กสทช. สามารถกำกับดูแลกิจการภายใต้กรอบกฎหมายเดิมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งด้านการอนุญาต การจัดสรรคลื่น การกำกับการแข่งขันหลังการควบรวมธุรกิจ การคุ้มครองผู้บริโภค การสื่อสารในภาวะฉุกเฉิน การส่งเสริมการเข้าถึงสื่อของคนพิการผ่าน AD, CC และ SL รวมถึงการลดความเหลื่อมล้ำผ่านโครงการ USO อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนผ่านสู่บริการดิจิทัล แพลตฟอร์มข้ามพรมแดน และ OTT ทำให้เกิดช่องว่างทางกฎหมาย ความไม่เท่าเทียมในการแข่งขัน และความเสี่ยงต่อผู้บริโภค จึงควรกำหนดทิศทางนโยบายให้ชัดเจน ปรับปรุงกฎหมายให้ทันสมัย และกำหนดขอบเขตการกำกับดูแลบริการใหม่อย่างเหมาะสม เพื่อให้ระบบสื่อสารไทยมีประสิทธิภาพ ปลอดภัย เป็นธรรม และรองรับโลกดิจิทัลที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

พลตำรวจตรี เอกธนัช  ลิ้มสังกาศ ประธานคณะกรรมการติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงาน และกรรมการติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงาน ด้านกิจการกระจายเสียง พบผลการประเมินว่า กสทช. มีการดำเนินงานตามภารกิจที่มีกฎหมายรองรับได้เป็นไปอย่างดี เช่น การประมูลคลื่น FM ระดับท้องถิ่น การจัดทำแผนความถี่และมาตรฐานทางเทคนิค การพัฒนาระบบ e-BCS ให้การยื่นผังรายการเป็นดิจิทัล การลดระยะเวลาการจัดการเรื่องร้องเรียน และการกำกับโฆษณาเกินจริงร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ขณะเดียวกัน ประเด็นที่ต้องเร่งพัฒนา โดยเฉพาะการกำกับดูแลวิทยุออนไลน์และบริการรูปแบบใหม่ซึ่งกฎหมายยังไม่ครอบคลุม การบูรณาการฐานข้อมูลระหว่างสายงาน การผลักดันวิทยุดิจิทัล DAB+ มาตรการสนับสนุน และความเข้าใจจากผู้ประกอบกิจการ ตลอดจนสนับสนุนผู้ประกอบกิจการรายย่อยที่ยังเผชิญข้อจำกัดด้านต้นทุนและความพร้อมทางเทคโนโลยี
ดร. พันธ์ศักดิ์ จันทร์ปัญญา กรรมการติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงาน ด้านกิจการโทรทัศน์ พบผลการประเมินว่า กสทช. ยังสามารถกำกับดูแลโทรทัศน์แบบดั้งเดิมได้ค่อนข้างดี ทั้งด้านใบอนุญาต การติดตาม

ผังรายการ การจัดการเรื่องร้องเรียน การกำกับมาตรฐานเนื้อหา และการส่งเสริมบริการ AD, CC, SL สำหรับคนพิการ อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมโทรทัศน์ไทยเผชิญพฤติกรรมผู้ชมที่เปลี่ยนไปสู่การรับชมหลายช่องทาง ขณะเดียวกัน ยังมีข้อกังวลด้านคุณภาพเนื้อหา เช่น ข่าวเชิงดราม่า โฆษณาเกินจริง และรายการรีรันจำนวนมาก ประเด็นท้าทายในระยะต่อไปคือ การอุดช่องว่างกฎหมายต่อ OTT และแพลตฟอร์มออนไลน์ การกำหนด Roadmap หลังปี 2567 และการพัฒนาเครื่องมือ Real-time Monitoring/AI รวมถึงยกระดับผู้ประกอบกิจการโทรทัศน์ไทยให้แข่งขันได้ พร้อมผลักดัน EWS ให้ใช้งานจริง เพื่อคงบทบาทโทรทัศน์ในฐานะสื่อสาธารณะทั้งภาวะปกติและฉุกเฉินได้อย่างมีประสิทธิภาพ
รองศาสตราจารย์ ดร. อุรุยา วีสกุล กรรมการติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงาน ด้านกิจการโทรคมนาคม ผลการประเมินพบว่า กสทช. มีความเข้มแข็งในการขับเคลื่อนภารกิจเชิงโครงสร้างและเครื่องมือกำกับดูแล โดยเฉพาะระบบ e-FA และ e-Licensing ที่ลดภาระเอกสาร เพิ่มความโปร่งใส และตรวจสอบย้อนหลังได้ รวมถึงการพัฒนา CBS, EWS และ Mobile ID เพื่อยกระดับความปลอดภัยของธุรกรรมดิจิทัลและบริการสื่อสารสมัยใหม่ ขณะเดียวกันการดำเนินงานตามแผนแม่บทกิจการโทรคมนาคม ฉบับที่ 3 สะท้อนความก้าวหน้าด้านโครงสร้างพื้นฐาน การบริหารคลื่นความถี่ เลขหมายโทรคมนาคม และการเตรียมพร้อมสู่ 5.5G/6G อย่างไรก็ตาม ยังต้องเร่งปรับกฎหมายให้ทันต่อบริการ OTT และบริการข้ามพรมแดน พัฒนาระบบเฝ้าระวังการใช้คลื่นแบบ Real time และคุ้มครองผู้บริโภคจากค่าบริการ คุณภาพบริการ การหักเงินโดยไม่ตั้งใจ และภัยหลอกลวง ตลอดจนการส่งเสริมการแข่งขันรายใหม่ เช่น MVNO/Wholesale

พลเอก สิทธิชัย มากกุญชร กรรมการติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงาน ด้านการคุ้มครองผู้บริโภค พบผลการประเมินว่า กสทช. มีความก้าวหน้าในการพัฒนาเครื่องมือและมาตรการด้านความปลอดภัย เช่น CBS, EWS, Mobile ID การจัดการ SIM Box และการป้องกันการใช้ซิมในทางมิชอบ รวมถึงส่งเสริมความรู้เท่าทันสื่อตามแนวทาง MIDL โดยผลการดำเนินงานเห็นผลชัดเจน โดยเฉพาะการลดระยะเวลาจัดการเรื่องร้องเรียน และการเพิ่มเครื่องมือคุ้มครองผู้ใช้บริการ อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ต้องเร่งผลักดัน ได้แก่ ช่องว่างการกำกับดูแล OTT ผลกระทบหลังการควบรวม ราคาค่าบริการ คุณภาพสัญญาณ ความชัดเจนของแพ็กเกจ ภัยไซเบอร์ และการรับรู้ช่องทางร้องเรียนไม่ทั่วถึง ระยะต่อไปจึงควรยกระดับสู่การกำกับเชิงรุก ผ่าน Real-time Monitoring Dashboard การใช้ AI ป้องกันปัญหาล่วงหน้า การปิดช่องว่างกฎหมาย และมาตรการที่ตอบโจทย์พฤติกรรมผู้ใช้บริการจริง

นางสาวอิสรารัศมิ์ เครือหงส์ กรรมการติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงาน ด้านการส่งเสริมสิทธิและเสรีภาพของประชาชน พบผลการประเมินว่า กสทช. มีความก้าวหน้าในการวางหลักการและพัฒนาเครื่องมือคุ้มครองสิทธิประชาชน เช่น CBS, EWS, Digital ID และมาตรการลดค่าบริการสำหรับกลุ่มเปราะบาง รวมถึงการส่งเสริมบริการ AD, CC และ SL เพื่อเพิ่มการเข้าถึงข้อมูลของคนพิการ และการพัฒนา MIDL เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันทางดิจิทัล อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อท้าทายเรื่องช่องว่างการกำกับดูแล OTT ความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต และคุณภาพบริการสำหรับคนพิการที่ต้องสอดคล้องกับการใช้งานจริงโดยเฉพาะมาตรการดิจิทัลบางประเภท เช่น Face Scan หรือบริการผ่านเสียง ที่อาจไม่เหมาะกับข้อจำกัดของคนพิการบางกลุ่ม จึงควรออกแบบมาตรการร่วมกันและมีหลายช่องทาง ทั้งข้อความ ภาพ เสียง และระบบเฉพาะทาง เพื่อให้สิทธิของประชาชนเกิดผลจริงในทางปฏิบัติอย่างเท่าเทียม ทั่วถึง และทันต่อการเปลี่ยนแปลงของแพลตฟอร์มและบริการใหม่

SPRC ไตรมาสแรกกำไรโตแรง!! จากราคาน้ำมันโลกพุ่ง–กำไรสต็อกหนุน แม้เดินหน้าซ่อมบำรุงใหญ่ SPRC รายได้ Q1 แตะ 1,626.7 ล้านดอลลาร์ ตอกย้ำบริหารเสี่ยงท่ามกลางตะวันออกกลางผันผวน

SPRC ประกาศผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2569 พร้อมตอกย้ำความมุ่งมั่นสนับสนุนความมั่นคงทางพลังงานของประเทศไทย

กรุงเทพฯ วันที่ 14 พฤษภาคม 2569 — บริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ SPRC รายงานผลประกอบการในไตรมาสแรกของปี 2569 มีรายได้รวม 1,626.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และกำไรสุทธิ 228.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาสที่แล้ว กำไรสุทธิเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยส่วนใหญ่เป็นผลกำไรจากสต็อกน้ำมัน (สุทธิภาษี) จำนวน 177.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวสูงขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง ซึ่งหากไม่รวมกำไรจากสต็อกน้ำมัน บริษัทฯ มีกำไรสุทธิหลังปรับปรุงอยู่ที่ 51.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนถึงผลการดำเนินงานที่ลดลงเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า โดยเป็นผลมาจากอัตราการนำน้ำมันดิบเข้ากลั่นที่ลดลงจากการซ่อมบำรุงใหญ่ตามแผน (Turnaround & Inspection - T&I) รวมถึงมีค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องในไตรมาสดังกล่าว

อัตราการนำน้ำมันดิบเข้ากลั่นในไตรมาสที่ 1/2569 คิดเป็น 63.2% เทียบกับ 92.6% ในไตรมาสที่ผ่านมา โดยส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการซ่อมบำรุงใหญ่ตามแผนงาน ซึ่งสำเร็จลุล่วงตามแผนที่วางไว้ โดยการซ่อมบำรุงดังกล่าวจะช่วยเสริมสร้างประสิทธิภาพการดำเนินงานของโรงกลั่น พร้อมเสริมสร้างเสถียรภาพและความสามารถในการดำเนินธุรกิจได้อย่างมั่นคงในระยะยาว

ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกมีความผันผวนสูง ซึ่งกระทบต่อผลการดำเนินงานในไตรมาส 1/2569 อย่างมีนัยสำคัญ โดยบริษัทฯ ได้รับรู้กำไรจากสต็อกน้ำมันอันเป็นผลจากราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม หากราคาน้ำมันเคลื่อนไหวในทิศทางตรงกันข้าม บริษัทฯ อาจได้รับผลกระทบเชิงลบจากการขาดทุนสต็อกน้ำมัน นอกจากนี้ ค่าส่วนต่างราคาน้ำมันดิบและค่าขนส่งทางเรือที่ปรับตัวสูงขึ้น ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อห่วงโซ่อุปทานของน้ำมันในตลาดโลก ตลอดจนผลการดำเนินงานของบริษัทฯ อีกด้วย

นายเฮอร์เบิร์ต แมทธิว เพนน์ ที่ 2 ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการ SPRC กล่าวว่า “บริษัทฯ ยังคงติดตามสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์และสภาวะของตลาดอย่างใกล้ชิด ควบคู่ไปกับการบริหารสต็อก กระแสเงินสดและสภาพคล่อง เพื่อสร้างความยืดหยุ่นของการดำเนินงาน และการสนับสนุนความมั่นคงทางพลังงาน

ของประเทศไทย นอกจากนี้ เรายังได้จัดสรรกำไรเพื่อการจัดซื้อน้ำมันดิบ การเสริมประสิทธิผลในการดำเนินงาน การยกระดับโรงกลั่นและคุณภาพผลิตภัณฑ์ เพื่อเสถียรภาพของผลการดำเนินงานในระยะยาว นอกจากนี้ เรายังคงเดินหน้าเสริมความแข็งแกร่งของแพลตฟอร์มการดำเนินธุรกิจแบบครบวงจรอย่างต่อเนื่อง เพื่อการปรับปรุงผลกำไร ความปลอดภัย ความน่าเชื่อถือ การปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อม การพัฒนาและปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน ตลอดจนการขับเคลื่อนด้านดิจิทัล”

“ในฐานะธุรกิจโรงกลั่นที่มีลักษณะการดำเนินธุรกิจเป็นวัฏจักร SPRC ยังคงมุ่งมั่นบริหารธุรกิจและการเงินอย่างเต็มกำลังเพื่อรับมือกับทุกวงจรของวัฏจักรเพื่อสร้างผลตอบแทนสูงสุดสำหรับผู้ถือหุ้น ควบคู่ไปกับการสร้างความเชื่อมั่นในการจัดหาน้ำมันเชื้อเพลิงให้พอเพียงกับความต้องการภายในประเทศ และสนับสนุนความมั่นคงทางพลังงานของประเทศไทย” นายแมทธิว เพนน์ กล่าวสรุป

ฟีฟ่ากุมขมับ!! ‘จีน–อินเดีย’ ตกรอบบอลโลก แถมเมินซื้อลิขสิทธิ์ จากหวังโกยเงิน ‘จีน–อินเดีย’ สู่ดีลล่ม ทำรายได้ตลาดยักษ์สะดุด

ฟีฟ่ากุมขมับ 'จีน-อินเดีย' ตกรอบ แถมเมินซื้อลิขสิทธิ์บอลโลก

สื่ออังกฤษ เดอะการ์เดียน รายงานว่าจานนี อินฟานติโน (Gianni Infantino) ประธานฟีฟ่า (#FIFA) ถึงกับ “นอนไม่หลับ” ในช่วงนี้ เพราะปวดหัวอย่างหนักหลังจีนและอินเดียปฏิเสธที่จะเซ็นสัญญาซื้อลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก

เดิมทีการเพิ่มจำนวนทีมในฟุตบอลโลกเป็น 48 ทีม ก็เพื่อปูทางให้จีนและอินเดียผ่านเข้ารอบ หวังจะกอบโกยผลกำไรมหาศาลจากค่าลิขสิทธิ์และสปอนเซอร์จากตลาดประชากรรวม 2.7 พันล้านคน แต่ผลปรากฏว่านอกจากจีนและอินเดียจะไม่ผ่านเข้ารอบแล้ว ทั้งสองประเทศยังไม่ยอมทุ่มเงินซื้อลิขสิทธิ์ในราคาสูงอีกด้วย

ในทางกลับกัน ประเทศเล็กๆ อย่าง กาบูเวร์ดี (Cape Verde) ประเทศเกาะที่ตั้งอยู่บริเวณนอกชายฝั่งตะวันตกเฉียงเหนือของแอฟริกา (ประชากร 5.7 แสนคน) และ กือราเซา (Curaçao) (ประชากร 1.5 แสนคน) กลับทะลุเข้าสู่รอบสุดท้ายเป็นครั้งแรก ทำเอาฟีฟ่าถึงกับเหงื่อตก

จีน: ฟีฟ่าเสนอราคาเริ่มต้นที่ 250-300 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อทัวร์นาเมนต์ (ก่อนจะยอมลดลงเหลือ 120-150 ล้านดอลฯ) แต่สถานีโทรทัศน์ CCTV ของจีนตั้งราคาในใจไว้เพียง 60-80 ล้านดอลฯ เท่านั้น การเจรจาจึงล่มไม่เป็นท่า

อินเดีย: แพ็กเกจลิขสิทธิ์รวม 2 ทัวร์นาเมนต์ถูกหั่นราคาจาก 100 ล้านดอลลาร์ฯ เหลือเพียง 35 ล้านดอลลาร์ฯ แต่ JioStar สื่อท้องถิ่นของอินเดียยอมจ่ายสูงสุดแค่ 20 ล้านดอลฯ ดีลนี้จึงถูกปัดตกไป

ความเจ็บปวดของฟีฟ่าคือการขาดจีนและอินเดียไป ทำให้สูญเสียรายได้ส่วนเพิ่มจากค่าลิขสิทธิ์ไปถึง 30% แม้จะมี 175 ประเทศทั่วโลกเซ็นสัญญาซื้อลิขสิทธิ์ไปแล้ว แต่กลับขาดตลาดใหญ่อันดับ 1 และ 2 ของโลกที่มีประชากรรวมกันเกือบ 3 พันล้านคนไปเสียอย่างนั้น

แม้จะอ้าง "โลกาภิวัตน์ ฟุตบอลไร้พรมแดน" แต่ความในใจที่แท้จริงคือฟีฟ่าต้องการคือทีมชาติจากประเทศมหาอำนาจที่ทำเงินได้ ไม่ใช่ทีมน้องใหม่จากประเทศเล็กๆ

ที่มา : Jeenthainews

https://www.facebook.com/100059514523438/posts/1347620260565112/?rdid=W7slyLXZFG3HDitJ#

รัฐเร่งจัดระเบียบโซลาร์บ้าน!! “เอกนัฏ” รับเรื่องผู้เสียหายโซลาร์บ้าน สั่งตรวจติดตั้งจริง เร่งมาตรฐานบังคับ เอาผิดผู้ประกอบการไร้คุณภาพ หลังผู้เสียหายร้องติดตั้งผิดสเปก ไม่มีวิศวกรควบคุม

“เอกนัฏ“ รับจบ แก้ปัญหาโซลาร์บ้านปชช.ไม่ได้มาตรฐาน สั่งหน่วยงานช่วยเหลือ ยกระดับความปลอดภัย

วันนี้ (14 พฤษภาคม 2569) นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน พร้อมด้วยนายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน และหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สกพ.) การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) และทีมสุดซอย โดยนายเอกนัฎลงมารับเรื่องร้องเรียนด้วยตัวเองจากนายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ ประธานมูลนิธิรณรงค์ทวงคืนความยุติธรรม ซึ่งได้นำกลุ่มผู้เสียหายจากการติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์เข้ามาร้องเรียน หลังพบปัญหาในการใช้งานมาโดยตลอด ซึ่งปัญหาเกิดจากการติดตั้งโดยใช้อุปกรณ์ที่ไม่เหมาะสมกับระบบไฟฟ้า การติดตั้งอุปกรณ์ยี่ห้อไม่ตรงตามที่ตกลงกับผู้เสียหาย รวมถึงการติดตั้งที่ไม่ได้มาตรฐานและไม่มีวิศวกรควบคุมงาน  รวมทั้งได้สั่งการเร่งด่วนให้ พพ. พลังงานจังหวัด ร่วมลงพื้นที่กับ กฟน. และ กฟภ. ลงพื้นที่ตรวจสอบสถานที่ติดตั้ง พร้อมทั้งขอให้ สมอ. เร่งกำหนดมาตรฐานแผงโซลาร์เซลล์และสายไฟ โดยให้เสนอเป็นมาตรฐานบังคับโดยเร็ว ในส่วนของ สคบ. ได้รับมอบหมายให้เร่งดำเนินคดีกับผู้ประกอบการที่ได้รับร้องเรียน

“ผมรู้สึกเป็นห่วงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับผู้เสียหายทุกท่าน  โดย กระทรวงพลังงาน จะเป็นตัวกลางรับเรื่องร้องเรียน ผ่านช่องทางออนไลน์ให้ประชาชนแจ้งปัญหาโซล่าร์เซลได้ง่ายๆ และจะเร่งดำเนินการเพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายไปมากกว่านี้ ทั้งนี้ แม้ กระทรวงพลังงาน จะเตรียมออกมาตรการส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์เซลล์ภาคประชาชนอย่างเต็มรูปแบบเพื่อเป้าหมายในการลดการนำเข้าพลังงานของประเทศ แต่สิ่งสำคัญที่ผมต้องขอเน้นย้ำและจะกำกับดูแลอย่างเข้มงวดคือ การติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์จะต้องใช้อุปกรณ์ที่ได้มาตรฐาน ผู้ประกอบการจะต้องมีความชำนาญ มีความรับผิดชอบ และต้องมีวิศวกรควบคุมการติดตั้งเพื่อสร้างความมั่นใจในการใช้งานและเกิดความปลอดภัยสูงสุดกับประชาชนทั่วประเทศ” นายเอกนัฏ กล่าว

"แก้วตา ธิษะณา" ออกโรงหนุน ‘เนติวิทย์’ “รักชาติไม่ควรถูกบังคับ” ปฏิเสธเกณฑ์ทหารด้วยหลักอารยะขัดขืน แก้วตาย้ำไม่ใช่ความขี้ขลาด แต่คือการท้าทายระบบที่ไม่เป็นธรรม

“เนติวิทย์ปฏิเสธเกณฑ์ทหาร ไม่ได้ปฏิเสธสังคม ความรับผิดชอบต่อประเทศชาติ แค่ไม่ยอมรับที่ต้องบังคับให้มนุษย์คนนึงต้องถืออาวุธ ในโครงสร้างอำนาจที่เขาไม่ได้เลือก แต่รัฐกำหนดให้มีโทษทางอาญา การปฏิเสธของเนติวิทย์ไม่ใช่ความขี้ขลาดไม่รักชาติ

ไม่ใช่หนีหน้าที่โดยไร้เหตุผล แค่อารยะขัดขืนยอมเอาตัวเองเสี่ยงคุก เพื่อบอกว่าสังคมว่าผิดปกติ แค่บอกว่าผมไม่ยอมรับระบบนี้ แต่รัฐกลับตอบกลับเขาด้วยการจำคุก  รักชาติไม่ควรโดนบังคับการเกณฑ์ทหาร “ แก้วตา ธิษะณา ชุณหะวัณ อดีตสส.พรรคก้าวไกล ไลฟ์สด กรณีเนติวิทย์ อดีตนิสิตจุฬาคนดัง ไม่รับการเกณฑ์ทหาร มีแววว่าโดนจำคุก

ชวนมาฝึกเขียน (Writing)สำหรับเด็กม.ต้น สอบชิงทุนการศึกษา กับครูฮ้วง 

ครั้งแรกในประเทศไทย จัดสอน Academic Writing Workshop เพื่อสอบชิงทุนรัฐบาลสิงคโปร์(asean scholarship) 
.
Workshop รุ่นที่ 1 10 คนแรกแค่ 8,500 บาท จากราคาต็ม 10,800 บาท 
ติดต่อสาขา หน้าโรงเรียนโยธินบูรณะ (Little Thinkerland)080-0517755 
ติดต่อสาขา  CP 3 พญาไท (GDD Coding) 096-6345485
.
#THESTATESTIMES
#NEWS
#NewsFeed

สสส.หนุน “Dental Mind Connect 360°” ดูแลสุขภาพจิตเชิงรุกนิสิตทันตแพทย์ 19 สถาบัน เปิดโมเดลดูแลใจนิสิตทันตแพทย์ สร้างด่านหน้ารับมือภาวะเสี่ยง สสส.ชี้วัย 18–24 ปี เสี่ยงซึมเศร้าสูง

สสส.หนุน “Dental Mind Connect 360°” สร้างระบบดูแลสุขภาพจิตเชิงรุกในโรงเรียนทันตแพทย์ 19 สถาบัน รับมือวิกฤตเยาวชนเครียด–ซึมเศร้า

เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2569 –สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับองค์กรผู้บริหารคณะทันตแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย และมหาวิทยาลัยนเรศวร จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการ “DENTAL MIND CONNECT 360° : Integrated Digital Counseling & Proactive Mental Health Screening for Dental Students”ขึ้น ณ โรงแรมอมารี ดอนเมือง แอร์พอร์ต กรุงเทพฯ ภายใต้โครงการส่งเสริมสุขภาพจิตและเสริมความเข้มแข็งเครือข่ายในโรงเรียนทันตแพทย์ เพื่อพัฒนาระบบดูแลสุขภาพจิตเชิงรุกสำหรับนิสิตทันตแพทย์ทั่วประเทศ

โดย ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม รองผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าวว่า ความร่วมมือในการสร้างระบบดูแลสุขภาพจิตเชิงรุกครั้งนี้ นับเป็นอีกก้าวสำคัญที่มุ่งเน้นการดูแลสุขภาพจิตในกลุ่มเยาวชนและนิสิตนักศึกษา ซึ่งกำลังเผชิญความเสี่ยงด้านสุขภาพจิตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทั้งนี้ จากข้อมูลการประเมินสุขภาพจิตคนไทย ปี 2567 พบว่า กลุ่มเยาวชนวัยเรียนมหาวิทยาลัยและวัยทำงานตอนต้น อายุ 18–24 ปี มีความเสี่ยงด้านสุขภาพจิตสูงกว่ากลุ่มอื่น โดยมีความเสี่ยงภาวะซึมเศร้าร้อยละ 26.9 มีภาวะเครียดสูงร้อยละ 24.5 และนำไปสู่การป่วยซึมเศร้าถึงร้อยละ 6 ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพจิต การเรียน การใช้ชีวิต และปัญหาอื่น ๆ ตามมา

ดร.นพ.ไพโรจน์ กล่าวว่า สสส. จึงร่วมกับเครือข่าย พัฒนารูปแบบการสร้างเสริมสุขภาพจิตสำหรับกลุ่มเยาวชนในระดับมหาวิทยาลัยหลายโมเดล รวมถึงการพัฒนารูปแบบเฉพาะสำหรับเครือข่ายโรงเรียนทันตแพทย์ โดยร่วมกับองค์กรผู้บริหารคณะทันตแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย และมหาวิทยาลัยนเรศวร ออกแบบแนวทางที่สอดคล้องกับบริบทปัญหาของโรงเรียนทันตแพทย์โดยเฉพาะ ตั้งแต่การส่งเสริมความรู้ ความเข้าใจ และทักษะด้านสุขภาพจิต การพัฒนาสภาพแวดล้อม หลักสูตรและแนวทางการเรียนการสอนที่เอื้อต่อสุขภาวะทางใจ การสร้างกลไกดูแลสุขภาวะทางจิต ระบบให้คำปรึกษาและเฝ้าระวังปัญหาสุขภาพจิต รวมถึงการพัฒนาแนวปฏิบัติร่วม นวัตกรรมด้านสุขภาพจิต และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านสุขภาพจิต

“เรื่องสุขภาพจิตในระบบการศึกษา ถือเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเกี่ยวข้องกับคุณภาพชีวิต การเรียนรู้ การประชุมครั้งนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญในการพัฒนาบุคลากรโรงเรียนทันตแพทย์จาก 19 สถาบัน ให้สามารถดูแลนิสิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ และการดำเนินงานสามารถถอดบทเรียนให้เห็นรูปแบบเพื่อขยายผลเป็นองค์ความรู้ให้หน่วยงานอื่นต่อไป” ดร.นพ.ไพโรจน์ กล่าว

ด้าน รศ.ดร.ทพ.ภัชรพล สำเนียง คณะทันตแพทย์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ผู้รับผิดชอบโครงการส่งเสริมสุขภาพจิตและเสริมความเข้มแข็งเครือข่ายในโรงเรียนทันตแพทย์ กล่าวว่า ปัญหาสุขภาพจิตในกลุ่มนิสิตทันตแพทย์เป็นประเด็นสำคัญที่ทุกสถาบันต้องร่วมกันให้ความสนใจอย่างจริงจัง จากการสำรวจนิสิตทันตแพทย์จำนวน 4,255 คน จาก 17 มหาวิทยาลัย พบว่าสถานการณ์สุขภาพจิตอยู่ในระดับน่ากังวล โดยมีนิสิตจำนวนมากที่มีภาวะเสี่ยง แต่ยังไม่เคยเข้าถึงบริการช่วยเหลือทางสุขภาพจิต สะท้อนช่องว่างสำคัญของระบบดูแลและการเข้าถึงบริการ ทั้งนี้ ปัจจัยความเครียดสำคัญของนิสิตทันตแพทย์เกิดจากภาระการเรียน การฝึกปฏิบัติทางคลินิก ความสัมพันธ์ในสังคมการเรียน และสภาพแวดล้อมทางการศึกษาที่มีความเข้มข้นสูง ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน คุณภาพชีวิต และสุขภาวะทางใจของนิสิต

รศ.ดร.ทพ.ภัชรพล กล่าวว่า โครงการนี้องค์กรผู้บริหารคณะทันตแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย จึงมุ่งพัฒนาระบบดูแลสุขภาพจิตที่ครอบคลุมและยั่งยืนสำหรับบุคลากรและนิสิตทันตแพทย์ สำหรับการประชุมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้ มีคณะทันตแพทยศาสตร์ 19 สถาบันทั่วประเทศเข้าร่วม มุ่งพัฒนาศักยภาพบุคลากรให้สามารถทำหน้าที่เป็น “ด่านหน้า” ในการดูแลนิสิตได้อย่างเหมาะสม ผ่านการเรียนรู้เรื่องการประเมินสุขภาพจิตเบื้องต้น เทคนิคการฟังอย่างใส่ใจ การสร้างพื้นที่ปลอดภัย การรักษาความลับทางวิชาชีพ ตลอดจนการวางระบบส่งต่อและติดตามผู้มีความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ ยังเป็นโอกาสในการสร้างเครือข่ายความร่วมมือ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และร่วมกันพัฒนาแนวทางปฏิบัติร่วมระหว่างสถาบัน เพื่อให้หวังให้เกิดกลไกการดูแลสุขภาพจิตที่เป็นระบบในโรงเรียนทันตแพทย์ ทั้งในมิติการคัดกรอง เฝ้าระวัง ให้คำปรึกษา ส่งต่อ และติดตามผล พร้อมสร้างสภาพแวดล้อมทางการศึกษาที่เอื้อต่อการเติบโตของนิสิตทั้งด้านวิชาการ วิชาชีพ และสุขภาวะทางใจอย่างสมดุล

ฝนถล่มไทย!! วิเคราะห์ฝน 15 วันล่วงหน้า ฝนตกทั่วไทยโดยเฉพาะตะวันตก คลื่นลมแรงในอันดามันระวัง เกษตรกรเตรียมกักเก็บน้ำทันที

อัพเดทภาพผลการพยากรณ์ฝนสะสมรายวัน (ทุกๆ 24 ชม.:(นับตั้งแต่ 07.00น. ถึง 07.00น.วันรุ่งขึ้น) และลมที่ระดับ 925hPa (750ม.) 15 วันล่วงหน้า ระหว่าง 14-27 พ.ค.69

วิเคราะห์จากแบบจำลองฯของศูนย์พยากรณ์อากาศยุโรป( ECMWF)  init. 2026051312: มีสัญญาณของลมตะวันตกเฉียงใต้เริ่มพัดปกคลุมทะเลอันดามันและภาคใต้ฝั่งอันดามัน สภาพอากาศยังแปรปรวน ช่วง 14-22 พ.ค.69 ทั่วไทยมีฝนเ/ฝนฟ้าคะนอง โดยเฉพาะพื้นที่ทางด้านตะวันตกของไทย ภาคเหนือ( จ.ตาก แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย ) ภาคกลาง (อุทัยธานี กาญจนบุรี ราชบุรี) ภาคตะวันออก ตามแนวชายฝั่ง กทม. ปริมณฑล และภาคใต้ฝั่งอันดามัน (ระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่  )

ส่วนภาคอีสานมีฝนบางแห่ง (ฝนน้อยกว่าภาคอื่นๆ) ฝน/ฝนฟ้าคะนองเกิดขึ้นได้หลายเวลา ยังต้องติดตามเฝ้าระวัง กำลังจะเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนถ่ายฤดูกาล (จากฤดูร้อน เตรียมเข้าสู่ฤดูฝน)  สภาวะฝนของไทยยังตกไม่สม่ำเสมอ ทั้งเชิงพื้นที่และเชิงปริมาณ เช้าถึงบ่ายอากาศร้อน เย็นถึงค่ำมีฝนฟ้าคะนอง ช่วง18-20 พ.ค.69 ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษบริเวณภาคเหนือ ภาคกลางด้านตะวันตก

คลื่นลมในทะเลอันดามันแรงขึ้น ท่องเที่ยวในระยะนี้ต้องระวังฝนฟ้าคะนองคลื่นลมแรง ส่วนชาว กทม.และปริมณฑล ฝนจะเริ่มมีในช่วงบ่ายถึงค่ำ (ฝนหลังเลิกงาน) ต้องเฝ้าระวัง ฝนตกรถติด การจราจรติดขัดโดยเฉพาะใกล้เปิดเทอม ต้องเผื่อเวลาเดินทาง ใช้รถใช้ถนนด้วยความระมัดระวัง โดยเฉพาะบริเวณที่มีน้ำท่วมขัง ออกนอกบ้านพกร่มไปด้วย รวมถึงเสื้อกันฝนโดยเฉพาะผู้ที่ขับขี่จักรยานยนต์ สำหรับช่วง 23 - 28 พ.ค.69 ฝนของประเทศไทยตอนบน ลดลงบ้าง แต่ยังมีฝนบางแห่ง เน้นด้านรับมรสุมสำหรับภาคใต้ฝั่งอันดามันยังมีฝนกระจายและมีฝนตกหนักได้  ขอให้ติดตามการพยากรณ์อากาศอย่างต่อเนื่องอย่างใกล้ชิด

ส่วนการเริ่มต้นเข้าสู่ฤดูฝน รอประกาศอย่างเป็นทางการจากกรมอุตุนิยมวิทยาเร็วๆนี้ ในระยะนี้พื้นที่ใดที่เริ่มมีฝนแล้ว พี่น้องเกษตรกร ควรหาวิธีกักเก็บน้ำและสำรองน้ำไว้ใช้ ในช่วงที่มีฝนน้อย การลงมือเพาะปลูกพืช ควรเตรียมการ รอให้ฝนตกสม่ำเสมอมากว่านี้จึงค่อยลงมือเพื่อป้องกันความเสียหาย กิจกรรมกลางแจ้งยังมีความเสี่ยงพายุฝนฟ้าคะนอง ในระยะนี้ต้องระวัง ข้อมูลยังมีการเปลี่ยนแปลงตามข้อมูลที่มีการนำเข้าและประมวลผลใหม่ ใช้เป็นแนวทางในการติดตามสภาพอากาศ)


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top