Sunday, 14 June 2026
NEWS FEED

ผบ.กองเรือยุทธการ มอบนโยบาย การเตรียมความพร้อมกำลังรบทางเรืออากาศยานหน่วยซี

เมื่อวานนี้ (5 มิ.ย.68) พลเรือเอก ณัฏฐพล เดี่ยววานิช ผู้บัญชาการ กองเรือยุทธการมอบนโยบายการเตรียมความพร้อมกำลัง ระดับ พ.2 ของกองเรือยุทธการ ณ ดาดฟ้าบิน เรือหลวง ร.ล.จักรีนฤเบศร อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี ใจความว่า กองเรือยุทธการ เป็นหน่วยกำลังรบหลักของกองทัพเรือ เตรียมความพร้อมทั้งด้านกำลังพล เรือ อากาศนาวี และหน่วยสงครามพิเศษทางเรือ สามารถประกอบกำลังเป็น กองเรือเฉพาะกิจปฏิบัติการระยะไกลป้องกันเชิงรุกตามแนวทางการใช้กำลังโดยรุกออกนอกประเทศ เป็นเครื่องมือทางทหารของรัฐบาล ที่จะก่อให้ให้เกิดการเจรจาโดยสันติ บนพื้นฐานของกฎหมายและข้อตกลงระหว่างประเทศ 

กำลังทางเรือ ของกองเรือยุทธการ ได้ผ่านการฝึกภายในประเทศและฝึกร่วมกับมิตรประเทศ มีขีดความสามารถในการคุ้มครองเส้นทางคมนาคมทางทะเล เรือในทะเล สามารถโจมตี ไล่ล่า ทำลายกำลังฝ่ายตรงข้ามและส่งกำลังรบยกพลขึ้นบกของนาวิกโยธิน ทำการยุทธบรรจบกับกำลังทางบก

หน่วยกำลังรบทางเรือของกองทัพเรือ มีความพร้อมที่จะปฏิบัติหน้าที่ได้ทันทีตามภารกิจที่ได้รับมอบหมาย

จเรตำรวจแห่งชาติได้รับรางวัล บุคคลต้นแบบ ด้านการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ ในงาน 'วันรณรงค์ต่อต้านการค้ามนุษย์ ประจำปี 2568'

เมื่อวานนี้ (5 มิ.ย.68) เวลา 13.30 น. พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ต่อต้านการค้ามนุษย์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ร่วมงาน 'วันรณรงค์ต่อต้านการค้ามนุษย์ ประจำปี 2568' ภายใต้แนวคิด 'Together We Can Stop Human Trafficking' จัดโดยกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ณ อาคารอิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น เซ็นเตอร์ เมืองทองธานี โดยมี นายธเนศพล ธนบุณยวัฒน์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นประธานเปิดงาน

สำหรับการจัดงาน 'วันรณรงค์ต่อต้านการค้ามนุษย์ ประจำปี 2568' มีวัตถุประสงค์เพื่อแสดงให้ประชาชนตระหนักว่า การค้ามนุษย์เป็นภัยใกล้ตัว คนทุกช่วงวัยอาจตกเป็นผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ รวมทั้งแสดงถึงการบูรณาการความร่วมมือของทุกภาคส่วนในการต่อต้านการค้ามนุษย์ให้หมดสิ้นไป 

ภายในงานมีการมอบรางวัลดีเด่นด้านการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ จำนวน 4 ประเภท รวมทั้งสิ้น 31 รางวัล ประกอบด้วย บุคคลต้นแบบ จำนวน 3 รางวัล , บุคคลดีเด่น จำนวน 16 รางวัล , หน่วยงานดีเด่น จำนวน 6 รางวัล และจังหวัดต้นแบบขับเคลื่อนการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ จำนวน 6 รางวัล 

โดย พล.ต.อ.ธัชชัยฯ ได้รับรางวัล “บุคคลต้นแบบ ด้านการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์” ซึ่งมีผลงานสำคัญ ได้แก่
- ออกมาตรการป้องกันการหลอกลวงนำคนไปทำงานแก๊งคอลเซ็นเตอร์ และช่วยเหลือผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ที่ถูกหลอกลวงไปทำงานแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในประเทศเพื่อนบ้าน 
- จัดการประชุมร่วมกับผู้แทนสถานทูตจากประเทศต่างๆ และการประชุมหน่วยเฉพาะกิจ UNODC ต่อต้านอาชญากรรมคอลเซ็นเตอร์และการค้ามนุษย์ 
- จับกุมหัวหน้าองค์กรอาชญากรรมคอลเซ็นเตอร์และขบวนการค้ามนุษย์ข้ามชาติญี่ปุ่น และช่วยเหลือผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ชาวญี่ปุ่น

โอกาสนี้ ยังมีข้าราชการตำรวจที่ได้รับรางวัล ได้แก่ พล.ต.ต.ฐิตวัฒน์ สุริยฉาย รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 ได้รับรางวัล “บุคคลต้นแบบ ด้านการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์” 

รางวัล “บุคคลดีเด่น ด้านการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์” จำนวน 6 คน ได้แก่ 
- พ.ต.อ.กรีธา ตันคณารัตน์ รองผู้บังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์ 
- พ.ต.อ.กวินศักดิ์ พีรยศธนนนท์ รองผู้บังคับการตำรวจตระเวนชายแดนภาค 4 
- พ.ต.อ.ศิริพงศ์ ศรีทันฐ์ รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดตาก 
- พ.ต.ท.ชัยชนะ สุริยวงค์ รองผู้กำกับการ (สอบสวน) กองกำกับการ 1 กองบังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์ 
- พ.ต.ท.หญิง กัลย์สุดา จุลประเสริฐ สารวัตรตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดเพชรบุรี 
- ร.ต.อ.ณัฏฐพร ไผ่ประดิษฐ์ รองสารวัตร (สอบสวน) กองกำกับการ 5 กองบังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์ 

นอกจากนี้ กองกำกับการ 1 กองบังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์ ยังได้รับรางวัล “หน่วยงานดีเด่น ด้านการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์” อีกด้วย

ทั้งนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ตระหนักถึงความสำคัญในภารกิจการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ ซึ่งเป็นวาระแห่งชาติที่รัฐบาลให้ความสำคัญ และ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้มีนโยบายให้ดำเนินการแก้ปัญหาดังกล่าวอย่างต่อเนื่องในทุกมิติ เพื่อให้ปัญหาดังกล่าวลดลงและหมดไปจากสังคมไทย

นราธิวาส-แม่ทัพภาคที่ 4 ลงพื้นที่สุไหงโก-ลก ย้ำทุกหน่วยเฝ้าระวังเข้มช่วงใกล้วันฮารีรายอ

 

พลโท ไพศาล หนูสังข์ แม่ทัพภาคที่ 4 / ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 พร้อมด้วยผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส และผู้บังคับบัญชาหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินกองทัพเรือ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมจุดตรวจความมั่นคงในพื้นที่ อำเภอสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส การลงพื้นที่ครั้งนี้ ครอบคลุมการตรวจเยี่ยม 3 จุดตรวจหลัก ได้แก่ ด่านตรวจบ้านน้ำตก จุดตรวจสุไหงวัสดุ (จุดตรวจที่สร้างใหม่หลังเหตุการณ์ยิงหน้าอำเภอ) และด่านตรวจบุญยลาภ พร้อมทั้งตรวจติดตามการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ ณ ด่านศุลกากรสุไหงโก-ลก ซึ่งเป็นจุดผ่านแดนถาวรที่มีประชาชนจำนวนมากจากประเทศมาเลเซียเดินทางเข้ามายังประเทศไทย โดยบรรยากาศบริเวณด่านศุลกากรเป็นไปอย่างคึกคัก เต็มไปด้วยพี่น้องประชาชนจากฝั่งมาเลเซียเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวและเยี่ยมญาติ เนื่องในโอกาสใกล้เทศกาลฮารีรายออีฎิ้ลอัฎฮา เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายจึงเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัย ตรวจสอบเอกสารการเข้าออกอย่างเข้มงวด และเน้นย้ำการปฏิบัติงานร่วมกันของทุกหน่วยในพื้นที่

แม่ทัพภาคที่ 4 กล่าวว่า ช่วงเทศกาลสำคัญเช่นนี้ ประชาชนจะมีการเดินทางเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งภายในและระหว่างประเทศ จึงจำเป็นต้องดำเนินมาตรการป้องกันและดูแลความสงบเรียบร้อยอย่างเคร่งครัด โดยได้สั่งการให้ทุกจุดตรวจใช้ความระมัดระวัง สังเกตสิ่งผิดปกติ รวมถึงเฝ้าระวังยานพาหนะและบุคคลต้องสงสัยที่อาจฉวยโอกาสกระทำผิดกฎหมาย ทั้งนี้ ยังมีการเสริมมาตรการด้านเทคโนโลยี ด้วยการติดตั้งกล้องวงจรปิด (CCTV) ตามเส้นทางหลัก เส้นทางรอง และด่านพรมแดน เพื่อช่วยเฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง และใช้เป็นหลักฐานหากมีเหตุการณ์ไม่คาดคิดเกิดขึ้น ซึ่งแน่นอนว่าความร่วมมือของทุกฝ่าย ทั้งทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครอง และประชาชน คือหัวใจสำคัญในการสร้างพื้นที่ปลอดภัย ความสงบจะเกิดขึ้นได้จากการทำงานร่วมกันอย่างเข้มแข็งและต่อเนื่อง

AIS-GULF-JAS คว้าลิขสิทธิ์ถ่ายไทยลีก 4 ปี มูลค่า 2 พันล้าน ‘มาดามแป้ง’ คอนเฟิร์ม!!…เพิ่มเงินสนับสนุนสโมสรครบทุกลีก

(6 มิ.ย. 68) ‘มาดามแป้ง’ นวลพรรณ ล่ำซำ นายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ แถลงยืนยันว่า กลุ่มบริษัท AIS, GULF และ JAS เป็นผู้คว้าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลไทยลีกทุกระดับแบบ Exclusive ในประเทศ ตั้งแต่ฤดูกาล 2025/26-2028/29 พร้อมเงื่อนไขขยายต่ออีก 2 ปี 

ลิขสิทธิ์ครอบคลุมทั้ง ไทยลีก 1, ไทยลีก 2, ไทยลีก 3, ฟุตบอลถ้วย (เอฟเอ คัพ, รีโว่ คัพ), ลีกเยาวชน U21 และฟุตบอลหญิงลีก โดยมีมูลค่ารวมไม่ต่ำกว่า 2,000 ล้านบาท ตลอด 4 ฤดูกาล แบ่งเป็นค่าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดฤดูกาลละ 350 ล้านบาท และค่าผลิตสัญญาณอีกไม่ต่ำกว่า 150 ล้านบาทต่อฤดูกาล

ขณะเดียวกัน มาดามแป้งยังเสนอเพิ่มเงินสนับสนุนแบบให้เปล่าแก่สโมสรสมาชิกในทั้ง 3 ลีก เริ่มฤดูกาล 2025/26 ได้แก่ ไทยลีก 1 ทีมละ 15 ล้านบาท, ไทยลีก 2 ทีมละ 4 ล้านบาท และไทยลีก 3 ทีมละ 1.25 ล้านบาท รวมวงเงินทั้งสิ้น 398.5 ล้านบาท เพื่อส่งเสริมพัฒนามาตรฐานและความมั่นคงของวงการฟุตบอลไทยในระยะยาว

ผบ.ตร. ย้ำแสดงจุดยืนในการปกป้องอธิปไตยของชาติ จากกรณีที่ช่องบก

เมื่อวานนี้ (5 มิ.ย.68) พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวถึง กรณีความขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชา ในการอ้างสิทธิเกี่ยวกับพื้นที่ และเกิดการปะทะระหว่างกองกำลังไทยและกัมพูชา บริเวณช่องบก จังหวัดอุบลราชธานี เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2568 ทีีผ่านมา อันอาจส่งผลกระทบต่อประเทศไทย ว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติให้ความสำคัญสูงสุดในการพิทักษ์ปกป้องรักษาชาติ และคุ้มครองอธิปไตยของดินแดนไทย โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้สั่งการให้ ตำรวจตระเวนชายแดนเตรียมความพร้อมกำลัง และนำเครื่องมืออาวุธยุทโธปกรณ์พร้อมในการปฏิบัติและสนับสนุนอย่างเต็มที่ กรณีการปฏิบัติการ หากกำลังพลและเครื่องมืออาวุธยุทโธปกรณ์ของหน่วยปฏิบัติการไม่เพียงพอ สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะสนับสนุนอย่างเต็มกำลังความสามารถ โดยไม่ให้ผู้ใดล่วงล้ำอธิปไตยของชาติไทยอย่างเด็ดขาด

พร้อมได้สั่งการให้ตำรวจพื้นที่ 7 จังหวัดชายแดนไทย สืบสวนหาข่าวในพื้นที่ จัดเตรียมความพร้อมแผนปฏิบัติการ แผนเผชิญเหตุ สนับสนุนการปฏิบัติเมื่อได้รับการสั่งการ และให้กองบังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยีติดตามเฝ้าระวัง การโจมตีทางไซเบอร์ การปล่อยข่าวปลอมทางสื่อโซเชียล ให้บังคับใช้กฎหมาย ปิดกั้นกรณีที่มีการกระทำความผิดเกี่ยวกับทางเทคโนโลยีอย่างเด็ดขาด เพื่อมิให้มีการแพร่กระจายข่าวหรือปล่อยข่าวปลอมที่จะส่งผลกระทบต่อประเทศไทย อีกทั้งได้สั่งการให้สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองเพิ่มความเข้มในการคัดกรองคนต่างด้าวเข้าประเทศไทยตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมืองอย่างเข้มงวด โดยได้สั่งการให้ พล.ต.อ.ไกรบุญ ทรวดทรง รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เดินทางลงพื้นที่ตรวจสอบความพร้อมทั้งด้านแผนการปฏิบัติ แผนเผชิญเหตุ กำลังพล เครื่องมือ อาวุธยุทโธปกรณ์ ให้พร้อมในการปฏิบัติหน้าที่ ร่วมสนับสนุนการปฏิบัติกับฝ่ายทหารและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติย้ำจุดยืนในการปกป้องรักษาอธิปไตยของชาติ จะไม่ให้ผู้ใดล่วงล้ำอธิปไตยของชาติไทยอย่างเด็ดขาด พร้อมบังคับใช้กฎหมายและสนับสนุนการปฏิบัติทางยุทธการ พิทักษ์พื้นที่ชายแดนและพื้นที่ส่วนหลังอย่างเต็มกำลังความสามารถ

โออาร์ เติมเต็มรอยยิ้มให้เกษตรกรไทย แจกฟรี! มะม่วงแฟนซี กว่า 400,000 กิโลกรัม เมื่อเติมน้ำมันที่ พีทีที สเตชั่น ระหว่างวันที่ 6 – 8 มิถุนายน 2568 เฉพาะสถานีฯ ใน 4 จังหวัด

นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน และ นายกรนิจ โนนจุ้ย รองอธิบดีกรมการค้าภายใน พร้อมด้วย นายสถิตพงษ์ เงางาม ผู้จัดการฝ่ายบริหารสถานีบริการส่วนกลาง บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ โออาร์ ร่วมสานต่อโครงการ 'เติมเต็มรอยยิ้มให้เกษตรกรไทย เติมน้ำมันรับฟรี มะม่วงแฟนซี' ณ พีทีที สเตชั่น ในพื้นที่กรุงเทพฯ สมุทรปราการ นนทบุรี และปทุมธานี รวม 360 สถานี เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรไทยในช่วงที่ผลผลิตล้นตลาด พร้อมส่งต่อผลไม้คุณภาพจากแหล่งผลิตโดยตรงสู่มือผู้บริโภค โดย โออาร์ ได้รับซื้อมะม่วงแฟนซีหลากหลายสายพันธุ์จากเกษตรกรในภาคเหนือ เพื่อส่งมอบเป็นของขวัญแทนคำขอบคุณให้กับลูกค้าที่เติมน้ำมันครบ 300 บาทขึ้นไปต่อใบเสร็จ รับฟรี! มะม่วงแฟนซี 1 ถุง (จำกัด 1 ถุง/ใบเสร็จ) โดยรวมแล้วมีการจัดสรรผลผลิตกว่า 400,000 กิโลกรัม เพื่อกระจายให้กับลูกค้าในสถานีบริการที่ร่วมรายการ ระหว่างวันที่ 6 – 8 มิถุนายน 2568 หรือจนกว่าสินค้าจะหมด

นายสถิตพงษ์ เปิดเผยว่า กิจกรรมนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกผลไม้ไทยตามมาตรการบริหารจัดการผลไม้ ปี 2568 ซึ่งเป็นหนึ่งในความตั้งใจของ พีทีที สเตชั่น ที่จะสนับสนุนเกษตรกรไทยให้สามารถระบายผลผลิตได้อย่างเหมาะสม และช่วยลดผลกระทบจากภาวะราคาตกต่ำ พร้อมเติมเต็มความสุขให้กับผู้ใช้บริการ พีทีที สเตชั่น ผ่านผลไม้คุณภาพจากพี่น้องเกษตรกรไทย โดย โออาร์ ร่วมกับกรมการค้าภายในรับซื้อมะม่วงหลากหลายสายพันธุ์ รวมจำนวน 400,000 กิโลกรัม เพื่อนำมากระจายสู่ผู้ใช้บริการ พีทีที สเตชั่น ซึ่งกิจกรรมนี้ไม่เพียงเป็นการแบ่งเบาภาระของพี่น้องเกษตรกร แต่ยังตอกย้ำว่า พีทีที สเตชั่น เป็นศูนย์กลางของชุมชนตามแนวคิด Living Community รวมถึงได้ร่วมเติมเต็มรอยยิ้มให้ชุมชน และส่งต่อความสุขให้กับผู้คนที่มาใช้บริการ โดย โออาร์ ยังคงมุ่งมั่นดำเนินธุรกิจควบคู่กับการพัฒนาสังคม พร้อมสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับคนไทยในทุกมิติ โดยเฉพาะในภาคการเกษตรที่ถือเป็นรากฐานสำคัญของประเทศ

‘กรมสมเด็จพระเทพฯ’ เสด็จฯ ปราสาทตาเมือนธม ตอกย้ำ เป็นของไทยชัดเจน ไม่ใช่พื้นที่ทับซ้อน

‘กรมสมเด็จพระเทพฯ’ เสด็จฯ ปราสาทตาเมือนธม โดยมีเจ้าหน้าที่ ข้าราชการ ทหาร และประชาชนไทย ในพื้นที่เฝ้าฯ รับเสด็จอย่างพร้อมเพรียง

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ขณะดำรงพระราชอิสริยยศ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จพระราชดำเนินไปยังปราสาทตาเมือนธม อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2523 เพื่อทรงทัศนศึกษาและทอดพระเนตรงานสำรวจทางโบราณคดี 

ปราสาทตาเมือนธมนั้น กรมศิลปากร ทำการสำรวจพบและขึ้นบัญชีเป็นโบราณสถานของไทยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2478  หรือเมื่อ 90 ปีที่แล้ว และปัจจุบันอยู่ในความดูแลของสำนักศิลปากรที่ 5 ปราจีนบุรี (ขณะที่กัมพูชาได้รับเอกราชคืนจากฝรั่งเศส ปี 2496 และเป็นที่ยอมรับจากสหประชาชาติ ปี 2498)

เป็นของไทย ไม่ใช่พื้นที่ทับซ้อน ไม่ใช่ของกัมพูชา

'หมอเหรียญทอง' เปิดพื้นที่ รพ.มงกุฎวัฒนะ เตรียมพร้อมรองรับการรักษาชีวิตกำลังรบ

(5 มิ.ย.68) พลตรี นายแพทย์เหรียญทอง แน่นหนา ผู้อำนวยการโรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า ผมเป็นทหารเก่าและแก่แล้ว ถึงแม้ผมจะเรียนแพทย์ แต่ผมมีกำเนิดทางทหารมาจากการเป็นนักเรียนทหาร ผมถูกหล่อหลอมและเติบโตจากชีวิตนักเรียนทหารจนเริ่มรับราชการก็เป็นผู้บังคับหมวดเสนารักษ์ กองพันทหารราบ และไต่เต้าเติบโตเรื่อยมา

ชีวิตของผมจึงไม่ใช่แค่ชีวิตแพทย์เพียงอย่างเดียว แต่ชีวิตของผมมีชีวิตของการเคียงบ่าเคียงไหล่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับพี่เพื่อนและน้องทหาร พวกเราชาวทหารมีจิตวิญญาณของการเป็นทหารแห่งองค์จอมทัพไทย รักชาติ ปกป้องเอกราชและอธิปไตยด้วยชีวิตและจิตวิญญาณ

ยามใดที่พี่เพื่อนน้องของเราต้องรบ เราจะพร้อมรบ แม้เป็นทหารเก่า และแก่แล้ว หลายท่านแก่มากย่างอายุ 100 หรือเกิน 100 ก็จะรู้สึกเช่นเดียวกัน

เมื่อเอกราชอธิปไตยของชาติถูกคุกคาม บั่นทอน พวกเราจะมีความรู้สึกเดียวกันโดยไม่ต้องนัดหมาย

เพราะนี่คือ จิตวิญญาณทหาร ของพวกเรา

ใครทำอะไรได้ก็จะสนับสนุนเกื้อกูลกัน ผมเป็นทหารบำนาญ เป็น ผอ.รพ.เอกชน ผมก็ยังพร้อมตามศักยภาพเท่าที่ผมทำได้ ผมอาจจะใช้อาวุธไม่เก่ง แต่ผมรักษาชีวิตกำลังรบได้ อนุรักษ์กำลังรบได้ ยังมีสมอง มีทักษะบางประการที่สนับสนุนกองทัพได้

ทหารเก่าๆ แก่ๆ อย่างผมและพี่ๆ จำนวนมาก คิดกันอย่างนี้ ไม่ได้มีแค่ไม่กี่คน...พวกเราไม่มีใครบ้าสงคราม แต่พวกเราพร้อมสละชีพเพื่อเอกราชและอธิปไตยโดยไม่เคยเสียดาย พวกเราหล่อหลอมกันมาอย่างนี้

ก่อนหน้านี้ พล.ต. นพ.เหรียญทอง ได้โพสต์ข้อความเรียนผู้บัญชาการทหารสูงสุด รพ.มงกุฎวัฒนะพร้อมเป็นอาสาสมัครพลเรือน สนับสนุนกองบัญชาการกองทัพไทยและเหล่าทัพ หากมีความจำเป็นต้องปฏิบัติการบินขนส่งลำเลียงผู้ป่วยทางอากาศ

ทั้งนี้ รพ.มงกุฎวัฒนะจะไม่เพียงแค่รับการส่งต่อผู้ป่วยทางอากาศเท่านั้น แต่จะสนับสนุนการรักษาผู้ป่วยอาการหนักขั้นสมบูรณ์อย่างเบ็ดเสร็จให้ด้วย

จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณาศักยภาพพลเรือน รพ.มงกุฎวัฒนะ เพื่อบรรจุไว้ในแผนส่งกำลังบำรุงสายแพทย์ และแผนปฏิบัติการพลเรือน

หมายเหตุ

1. รพ.มงกุฎวัฒนะจะรื้อราวกันตกตามภาพแล้ว ติดตั้งตาข่ายนิรภัย[Safety net] พร้อมระบบไฟแสงสว่างนำร่อง-กรวยลม-อุปกรณ์ลานเฮลิคอปเตอร์และสัญลักษณ์[Marking]ตามมาตรฐาน ICAO ในทันทีที่กองทัพไทยต้องการให้ รพ.มงกุฎวัฒนะ เป็น 'ที่ขึ้นลง' ในการส่งต่อผู้ป่วยทางอากาศ

2. รพ.มงกุฎวัฒนะเตรียมการลานเฮลิคอปเตอร์ ตั้งแต่ออกแบบ และก่อสร้างมานานแล้ว สามารถรองรับเฮลิคอปเตอร์ Maximum Take-Off Weight [MTOW] น้ำหนัก 4,500 กิโลกรัม (ผมเป็นอดีตหัวหน้าหน่วยเวชศาสตร์การบิน กองทัพบก ผ่านการฝึกจากองค์การบริหารการบินสหรัฐฯ [FAA] และเป็นกรรมการนิรภัย กรมการบินพาณิชย์ตามข้อกำหนด ICAO)

‘ชัยชนะ’ นำคณะ กมธ. ตำรวจ ลงพื้นที่ช่องบก ให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ชายแดนปกป้องแผ่นดินไทย

(5 มิ.ย.2568) นายชัยชนะ เดชเดโช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะประธานกรรมาธิการตำรวจสภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วย นายวุฒิพงษ์ นามบุตร สส.อุบลราชธานี พรรคประชาธิปัตย์ นำคณะ เดินทางลงพื้นที่ อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี โดยเดินทางไปที่องค์การบริหารส่วนตำบลโดมประดิษฐ์ เพื่อมอบ น้ำดื่ม เครื่องบริโภค อุปโภค รวมทั้งให้กำลังใจกับเจ้าหน้าที่ ทหาร ตำรวจ ตชด. ที่ปฏิบัติหน้าที่เสียสละ เพื่อความมั่นคงและอธิปไตยของประเทศ

หลังจากนั้นได้นำคณะเดินทางไปเยี่ยมและให้กำลังใจกับเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มแข็ง ในการตั้งฐานปกป้องแผ่นดินไทย ที่ ช่องบก ด่านบ้านแก้งเรือง และด่านมรกต

นอกจากการเยี่ยมเยียนและให้กำลังใจผู้พิทักษ์ชายแดนแล้ว คณะของนายชัยชนะและนายวุฒิพงษ์ ยังได้พูดคุยกับหัวหน้าอุทยานแห่งชาติภูจองนายอย เพื่อหารือเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ดังกล่าวด้วย

นายชัยชนะ กล่าวเน้นย้ำว่า ในฐานะประธานกรรมาธิการตำรวจ และตัวแทนพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมคณะ สส. ขอเป็นกำลังใจให้กับผู้ปฏิบัติหน้าที่ในครั้งนี้อย่างถึงที่สุด เราขอให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ผู้เสียสละ เพื่อความมั่นคงและอธิปไตยของประเทศ

สำนักงานตำรวจแห่งชาติมอบตำรวจภูธรภาค 4 จัดเสวนาสัญจรในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รับฟังความเห็น วิเคราะห์ผลกระทบร่างกฎหมาย แก้ไข ป.วิ.อาญา ของพรรคประชาชน

(5 มิ.ย.68) เวลา 09.00 น. พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) มอบหมายให้ พล.ต.อ.นิรันดร เหลื่อมศรี รอง ผบ.ตร. (รับผิดชอบงานกฎหมายและคดี) เป็นประธานในพิธีเปิดการเสวนาทางวิชาการ ในหัวข้อ “การคุ้มครองสิทธิของประชาชน บนเส้นทางการสืบสวนสอบสวนตาม ป.วิ.อาญา” โดยมี พล.ต.ท.ฉัตรชัย สุรเชษฐพงษ์ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 4 (ผบช.ภ.4) , พล.ต.ต.สรรธาน อินทรจักร์ รอง ผบช.ภ.4 พร้อมด้วยผู้บังคับบัญชาและอดีตผู้บังคับบัญชาของตำรวจภูธรภาค 4 ได้แก่ พล.ต.อ.ศักดา เตชะเกรียงไกร อดีตที่ปรึกษาพิเศษ ตร. , พล.ต.อ.กวี สุภานันท์ อดีตที่ปรึกษาพิเศษ ตร. , พล.ต.ท.พิชัย สุนทรสัจจบูลย์ อดีต ผบช.ภ.4 , พล.ต.ท.บุญเลิศ ใจประดิษฐ์ อดีต ผบช.ภ.4 , พล.ต.ท.จตุพล ปานรักษา อดีต ผบช.ภ.4  ตลอดจนผู้บังคับการตำรวจภูธรทุกจังหวัดในสังกัดตำรวจภูธรภาค 4 ร่วมพิธี ณ ห้องประชุม ศูนย์ฝึกอบรมตำรวจภูธรภาค 4         

การเสวนาในครั้งนี้ สืบเนื่องจากกรณีที่ สส.พรรคประชาชน ได้เสนอร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม ป.วิ.อาญา ไปยังสภาผู้แทนราษฎร โดยเสนอแก้ไขกฎหมายปรับเปลี่ยนกระบวนงานในการสอบสวนของตำรวจหลายประเด็น โดยเฉพาะการให้พนักงานอัยการลงมากำกับดูแลงานสอบสวน และการทำความเห็นแย้งที่เสนอย้อนกลับไปให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้ทำความเห็นแย้งแทนตำรวจ แม้บางฝ่ายจะเห็นว่าร่างกฎหมายเป็นการช่วยตรวจสอบถ่วงดุลตั้งแต่ในชั้นสอบสวน แต่มีอีกหลายความเห็นที่มองว่าจะเป็นการเพิ่มขั้นตอนกระบวนงานสืบสวนสอบสวนที่ซ้ำซ้อน จนทำให้เกิดความล่าช้าโดยไม่จำเป็น กระทบสิทธิของผู้เสียหายที่จะได้รับสิทธิของการอำนวยความยุติธรรมด้วยความรวดเร็ว ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติในฐานะหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรง จึงจัดให้มีการรับฟังความเห็นต่อร่างกฎหมายดังกล่าวจากข้าราชการตำรวจ  องค์กรในกระบวนการยุติธรรม และประชาชนในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ โดยได้เริ่มรับฟังความเห็นในพื้นที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล , ตำรวจภูธรภาค 1 และตำรวจภูธรภาค 7 ไปแล้วครั้งหนึ่ง เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2568 ที่ผ่านมา โดยมีคณะนิติศาสตร์ และคณะตำรวจศาสตร์ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ เป็นผู้จัดงานเสวนา  

สำหรับพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือนั้น สำนักงานตำรวจแห่งชาติมอบหมายให้ตำรวจภูธรภาค 4 และคณาจารย์ของศูนย์ฝึกอบรมตำรวจภูธรภาค 4 จัดเวทีรับฟังความคิดเห็นในหัวข้อ “การคุ้มครองสิทธิของประชาชนบนเส้นทางการสืบสวนสอบสวนตาม ป.วิ.อาญา” เชิญวิทยากรจากอัยการจังหวัดในพื้นที่ตำรวจภูธรภาค 4  อาจารย์ และผู้ทรงคุณวุฒิในงานสืบสวนสอบสวน ร่วมการเสวนา ประกอบด้วย พล.ต.อ.ศักดา เตชะเกรียงไกร  นายกสมาคมโรงเรียนนายร้อยตำรวจ/อดีตที่ปรึกษาพิเศษ ตร. , พ.ต.ต.สันติ มุริจันทร์  อัยการจังหวัดหนองบัวลำภู , นายอภิศิษฏ์  ภู่ภัทรางค์ รองอัยการจังหวัดขอนแก่น , ดร.สุชาติวัฒน์  ณัฏประเสริฐ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ร่วมขึ้นเวทีแลกเปลี่ยนความเห็น และมีพนักงานสอบสวน ข้าราชการตำรวจในสายงานสืบสวน ระดับผู้กำกับการถึงรองสารวัตร ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ตำรวจภูธรภาค 3 และตำรวจภูธรภาค 4) อาจารย์และนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยขอนแก่น และวิทยาลัยบัณฑิตเอเชีย พร้อมด้วยภาคประชาชนในพื้นที่จังหวัดขอนแก่น เข้าร่วมการเสวนา รวมจำนวนทั้งสิ้นประมาณ 300 คน  โดยหลังจบการเสวนาในภาคเช้าแล้ว ยังมีกิจกรรมสัมมนากลุ่มย่อย (Focus Group) เพื่อระดมความเห็นต่อร่างกฎหมายและแลกเปลี่ยนความเห็นในการพัฒนางานสอบสวนจากผู้ปฏิบัติด้วย

สำหรับร่างกฎหมายแก้ไข ป.วิ.อาญา ของพรรคประชาชนนั้น มีหลักการให้พนักงานอัยการเข้ามากำกับดูแลงานสอบสวน เช่น ให้ความเห็นชอบแก่หัวหน้าพนักงานสอบสวนในการออกหมายเรียก หรือให้ความเห็นชอบก่อนขอศาลออกหมายจับ รวมทั้งตรวจสอบกำกับการสอบสวนและการรวบรวมพยานหลักฐานในคดีสำคัญหรือคดีที่มีการร้องขอความเป็นธรรม ซึ่งในการเสวนาวันนี้ได้มีการพูดคุยแลกเปลี่ยนวิเคราะห์ถึงผลกระทบของร่างกฎหมาย โดยเฉพาะประเด็นการปฏิบัติงานที่ซ้ำซ้อนกันของพนักงานสอบสวน พนักงานอัยการ และศาล ซึ่งอาจทำให้กระบวนการสืบสวนสอบสวนล่าช้าโดยไม่จำเป็น รวมทั้งไม่สอดคล้องกับหลักกฎหมายอาญาในระบบกล่าวหาของประเทศไทย และไม่สอดคล้องกับการปฏิบัติงานของพนักงานอัยการที่ปฏิบัติกันอยู่ในปัจจุบัน 

ทั้งนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะได้สรุปผลการเสวนาของพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือในครั้งนี้ รวบรวมกับการเสวนาที่โรงเรียนนายร้อยตำรวจ ครั้งก่อน (พื้นที่กรุงเทพมหานคร และภาคกลาง) รวมทั้งที่จะจัดขึ้นในพื้นที่ภาคเหนือและภาคใต้ในช่วงกลางเดือนมิถุนายน 2568 รวมทั้งสิ้นจำนวน 4 ครั้ง นำมาจัดทำเป็นความเห็นที่มีต่อร่างกฎหมายของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ รายงานไปยังสภาผู้แทนราษฎรต่อไป  


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top