Tuesday, 9 June 2026
NEWS FEED

จากวิชั่นสู่แอคชั่นจุดเปลี่ยนประเทศไทยโมเดลต้นแบบ 'อารยสถาปัตย์อุทยานเขาใหญ่' มิติใหม่การท่องเที่ยวธรรมชาติnเพื่อทุกคน (Tourism for all)

นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานที่ปรึกษาของรัฐมนตรี ทส. รองประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ พรรคประชาธิปัตย์ ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ. ไทยแลนด์
โพสต์บทความเรื่อง

“อารยสถาปัตย์อุทยานเขาใหญ่:
มิติใหม่การท่องเที่ยวธรรมชาติ
เพื่อทุกคน(Tourism for all)”
ในเฟสบุ้ควันนี้เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่โมเดลอารยสถาปัตย์ทางธรรมชาติ”แห่งแรกของไทยไว้อย่างน่าสนใจดังนี้

“อารยสถาปัตย์อุทยานเขาใหญ่:
มิติใหม่การท่องเที่ยวธรรมชาติ
เพื่อทุกคน(Tourism for all)”

โดย นายอลงกรณ์ พลบุตร
ประธานที่ปรึกษาของรัฐมนตรี ทส.
รองประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ พรรคประชาธิปัตย์
ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ. ไทยแลนด์
ประธานมูลนิธิWorldview Climate 
31 กรกฎาคม 2568

“…นี่ไม่ใช่ภาพในฝัน แต่เป็น”ปรากฏการณ์จริง“ของการท่องเที่ยวโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง (Leave No One Behind) ภายใต้แนวคิด "อารยสถาปัตย์ทางธรรมชาติ" (Universal Design in Nature) ที่จะพลิกโฉมการท่องเที่ยวไทยสู่มิติใหม่แห่งความเท่าเทียมและยั่งยืน…”อลงกรณ์ พลบุตร 31 กรกฎาคม 2568

อารยสถาปัตย์อุทยานเขาใหญ่
:มิติใหม่ประเทศไทย

แสงอรุณแรกเริ่มที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ฉายแสงลงบนทางลาดที่ทอดตัวคดเคี้ยวไปตามภูมิทัศน์ 

ผู้ใช้รถเข็นคนหนึ่งกำลังเคลื่อนเข้าสู่จุดชมวิวกิโลเมตรที่ 30 โดยไม่ต้องการความช่วยเหลือ 

นี่ไม่ใช่ภาพในฝัน แต่เป็น”ปรากฏการณ์จริง“ของการท่องเที่ยวโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง (Leave No One Behind) ภายใต้แนวคิด "อารยสถาปัตย์ทางธรรมชาติ" (Universal Design in Nature) ที่กำลังพลิกโฉมการท่องเที่ยวไทยสู่มิติใหม่แห่งความเท่าเทียมและยั่งยืน

การเปิด “โมเดลอารยสถาปัตย์ทางธรรมชาติ”แห่งแรกของไทยเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2568 โดยดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.)มีผู้เข้าร่วมจากผู้แทนภาคส่วนต่างๆอาทินายนราพัฒน์ แก้วทอง ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำ ทส. นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช นายชานน วาสิกศิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครนายก  และ นายกฤษณะ ละไล ประธานมูลนิธิอารยสถาปัตย์เพื่อคนทั้งมวล เป็นต้น

ดร.เฉลิมชัย“และคณะได้ร่วมกันเดินสำรวจเส้นทางศึกษาธรรมชาติที่ออกแบบตามหลัก Universal Design (UD)พร้อมประกาศวิสัยทัศน์ "ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง" โดยกล่าวว่า การจัดทำเส้นทางศึกษาธรรมชาติแห่งนี้ มีเป้าหมายสำคัญในการรองรับนักท่องเที่ยวทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียม โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ผู้พิการ หญิงตั้งครรภ์ และเด็กเล็ก ซึ่งถือเป็นการเตรียมความพร้อมสู่สังคมผู้สูงวัยและส่งเสริมการเข้าถึงทรัพยากรธรรมชาติอย่างทั่วถึง ตามแนวคิด “ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” นอกจากนี้ ยังเพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมของพื้นที่สำหรับรองรับการแข่งขันกีฬา IWAS Games หรือการแข่งขันกีฬาคนพิการทางการเคลื่อนไหวนานาชาติ ที่ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพในเดือนเมษายน 2569 โดยได้มอบหมายให้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เดินหน้าปรับปรุงอุทยานแห่งชาติทั่วประเทศให้สามารถเข้าถึงได้สำหรับผู้ใช้วีลแชร์ภายในปี 2569

อะไรคืออารยสถาปัตย์ทางธรรมชาติ (Universal Design in Nature) 
 
เส้นทางธรรมชาติที่ออกแบบตามหลัก"อารยสถาปัตย์ (UD : Universal Design in Nature)”เป็นเส้นทางที่สร้างขึ้นเพื่อให้ทุกคนสามารถใช้งานได้อย่างเท่าเทียม โดยไม่แบ่งแยกอายุ ความสามารถทางกายภาพ หรือสภาพร่างกาย เน้นการเข้าถึงทรัพยากรธรรมชาติอย่างปลอดภัยและสะดวกสบาย โดยประยุกต์หลักการ 7 ประการของ Universal Design 
1.ความเท่าเทียม (Equitable Use)เช่น ทางลาดแทนบันไดสำหรับผู้ใช้รถเข็น  
2.ความยืดหยุ่น(Flexibility in Use)เช่นทางเดินกว้างพอสำหรับรถเข็นและคนเดินสวนกัน  
3.ใช้งานง่าย(Simple and Intuitive Use)เช่น ป้ายสื่อสารด้วยสัญลักษณ์และอักษรเบรลล์  

4.ข้อมูลเข้าใจง่าย(Perceptible Information)เช่น ระบบเสียงนำทางสำหรับผู้พิการทางสายตา  
5.ลดข้อผิดพลาด(Tolerance for Error)เช่นพื้นกันลื่น ราวจับป้องกันการตก  
6.ประหยัดแรง(Low Physical Effort)เช่นทางลาดความชันไม่เกิน 1:12  
7.พื้นที่เหมาะสม(Size and Space for Approach and Use)เช่นจุดพักและพื้นที่หมุนรถเข็น  

สำหรับมุมมองส่วนตัวผู้เขียนขอเพิ่มข้อ8.คือการใช้เทคโนโลยีดิจิตอลและปัญญาประดิษฐ์(AI:Artificial e)ในการพัฒนาอารยสถาปัตย์

ตัวอย่าง UD ต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา  อุทยานแห่งชาติเยลโลว์สโตน ทำเส้นทางไม้กระดาน (Boardwalk) พร้อมราวจับและป้ายข้อมูลอักษรเบรลล์รอบบ่อน้ำพุร้อน และEd Roberts Campusในแคลิฟอร์เนียจัดทำทางลาดโค้งรูปเกลียวสีแดงสำหรับวีลแชร์  มีปุ่มกดลิฟต์แบบ Hands-free และใช้วัสดุต่างสีตัดกันชัดเจนสำหรับผู้พิการทางสายตา   

ส่วนญี่ปุ่นใช้แนวคิด "Barrier-Free" เช่นทำทางลาดในสวนสาธารณะและสถานีขนส่ง  และพื้นผิวเตือนทางเดิน (Tactile Paving) สำหรับผู้พิการทางสายตา ทั้งนี้ญี่ปุ่นมีกฎหมายบังคับใช้ในอาคารใหม่ตั้งแต่ทศวรรษ 1990 เช่นเดียวกับอิสราเอลที่มีกฎหมาย Universal Designบังคับใช้ในอาคารสาธารณะใหม่และออกแบบเมือง(City Design)รองรับผู้พิการ

จุดเปลี่ยนสำคัญของไทย: เมื่ออุทยานเขาใหญ่เป็นโมเดลต้นแบบ  

ภายใต้วิสัยทัศน์และนโยบายของรัฐมนตรี ทส.กำหนดให้อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่เป็น ต้นแบบอารยธรรมสถาปัตย์ทางธรรมชาติแห่งแรกของไทย โดยเพิ่มสิ่งอำนวยความสะดวกอย่างน้อย 4 ประเภทในเฟสแรก
1. ทางลาดวีลแชร์ ที่ด่านตรวจศาลเจ้าพ่อ  
2. ห้องน้ำผู้พิการพร้อมราวจับความสูงมาตรฐาน  
3. ป้ายข้อมูลชัดเจน ระบบอักษรเบรลล์และเสียงบรรยาย  
4. พื้นผิวกันลื่น บริเวณจุดชมวิวกม.30 และอ่างเก็บน้ำสายศร   

โดยมอบหมายนายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานฯ เป็นผู้รับผิดชอบ

แม้ “เขาใหญ่” จะเป็นก้าวแรก แต่แผนงานระยะต่อไปกำลังขยายผลอย่างเป็นระบบ
1.ใช้เป็นเวทีแสดงศักยภาพการท่องเที่ยวเพื่อทุกคนในงาน  IWAS Games 2026
2.UD Corridor เชื่อมเส้นทางอารยสถาปัตย์ระหว่างอุทยานแห่งชาติ เช่น เส้นทางเขาใหญ่-ทับลาน  
3.ชุมชนมีส่วนร่วม ฝึกอบรมชาวบ้านเป็น “ผู้ช่วยนักท่องเที่ยวพิการ”สร้างงานและรายได้ท้องถิ่น   
4.ขยายความร่วมมือทุกเครือข่ายเช่นมูลนิธิอารยสถาปัตย์เพื่อคนทั้งมวล  
5.ขยาย“โมเดลอารยสถาปัตย์เขาใหญ่”เป็นต้นแบบการพัฒนา
อุทยานแห่งชาติทั้งทางบกและทางทะเลเช่นหมู่เกาะพีพี ธารโบกขรณี ดอยอินทนนท์ แก่งกระจาน ดอยผ้าห่มปกและหมู่เกาะทะเลอันดามัน เป็นต้น

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.ทส. ย้ำว่าภายในปี 2569 อุทยานแห่งชาติทุกแห่งจะต้องปรับปรุงให้รองรับผู้ใช้วีลแชร์ได้ครบ 100% และขยายโมเดลเขาใหญ่สู่ อุทยานแห่งชาติ 155 แห่งภายใน 5 ปี ภายใต้แคมเปญ “Tourism for All”  

สอดรับคำกล่าว"ทางลาดไม่ใช่แค่ทางเดิน...แต่เป็นสะพานเชื่อมความเท่าเทียม"โดย ศ.ดร.คมกฤต เล็กสกุล แห่งสกสว. และคำแถลง"ความงามที่แท้จริงคือการเปิดโอกาสให้ทุกคนได้สัมผัส"ของนางฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. ประกาศยุทธศาสตร์ "The New Thailand" ยกระดับการท่องเที่ยวด้วยคุณค่า (Value over Volume) และคำกล่าวของคุณกฤษณะ ละไล ประธานมูลนิธิอารยสถาปัตย์เพื่อคนทั้งมวล “…กลุ่มคนพิการในทุกวงทั่วโลกทุกการพัฒนาทั้งในอดีตและการออกแบบตึกอาคารสถานที่ คนพิการหรือมนุษย์ล้อทั้งหลายมักจะเป็นคนกลุ่มแรกที่ถูกลืม และที่น่าเศร้ากว่านั้นอีก คือ กลุ่มคนพิการก็มักเป็นกลุ่มสุดท้ายที่จะถูกนึกถึง..”

สรุป 

การเปิดเส้นทาง UD ที่เขาใหญ่ไม่ใช่แค่ “การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน”แต่คือ “การออกแบบและขับเคลื่อนมิติใหม่ของแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ”ที่เปลี่ยนทรัพยากรธรรมชาติจากพื้นที่เฉพาะกลุ่มให้เป็นของทุกคน ภายใต้การขับเคลื่อนและวิชั่น”ทุนทางอารยธรรม“ของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมโดยการนำของดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อนบนความร่วมมืออย่างใกล้ชิดของพันธมิตรเครือข่าย พร้อมกับพิสูจน์ว่า "การไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง" ไม่ใช่แค่สโลแกน แต่เป็นกลไกเพิ่มศักยภาพอัพเกรดการท่องเที่ยวที่มีมูลค่า 1.78 ล้านล้านบาทด้วยมิติอารยสถาปัตย์ธรรมชาติให้เติบโตอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ดัชนีชี้วัดการเติบโตของนักท่องเที่ยวคนไทยและต่างชาติในอุทยาน UD จะเป็นข้อพิสูจน์ว่า "การท่องเที่ยวเพื่อทุกคน" (Tourism For All)สร้างกำไรหลายมิติทั้งคุณค่าทางสังคมชุมชน สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจ  ซึ่งจะเป็นหมุดหมายสำคัญที่ไทยก้าวสู่การเป็น 1 ใน 10 ประเทศรายได้ท่องเที่ยวสูงสุดของโลกเป็นประเทศที่มีคนอยากมาท่องเที่ยวมากที่สุดในโลกและเป็นแหล่งท่องเที่ยวอารยสถาปัตย์ทางธรรมชาติแห่งเอเชีย

ไทยเตรียมส่งคืน 18 ทหารกัมพูชา พรุ่งนี้ ยึดตามสนธิสัญญาเจนีวา – ตอกหน้าเขมรปล่อยเฟกนิวส์

ไทยเตรียมส่ง 18 ทหารกัมพูชา ซบ 'ฮุนเซน' พรุ่งนี้ ที่จุดผ่านแดนถาวรช่องจอม ตามสนธิสัญญาเจนีวา ฉบับที่ 3 ตอบโต้กัมพูชาปล่อยข่าวปลอมกล่าวหาไทยลักพาตัวทหารกัมพูชา

(31 ก.ค. 68) - รายงานข่าวจากหน่วยความมั่นคงกองทัพภาคที่ 2 ยืนยันว่าในวันที่ 1 สิงหาคม 2568 เวลา 10.00 น. ที่จุดผ่านแดนถาวรช่องจอม อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับบ้านโอร์เสม็ด เทศบาลสำโรง จังหวัดอุดรมีชัย ประเทศกัมพูชา

โดยไทยจะส่งมอบทหารกัมพูชา ที่ล้ำแดนไทยเข้ามาในดินแดนไทย ระหว่างการสู้รบ บริเวณพื้นที่ซำแต จ.ศรีสะเกษ ภายหลังไทยดูแลตามหลักสากล และมนุษยธรรม

ทั้งนี้ ทหารกัมพูชา 18 คนนี้ มีบาดเจ็บ 1 คน แขนหัก และอีก 1 คน มีอาการทางจิต เสียสติ จากการสู้รบเป็นเวลานาน

ทั้งนี้ฝ่ายทางไทย ได้ดำเนินการตามสนธิสัญญาเจนีวา ฉบับที่ 3 (Geneva Convention relative to the Treatment of Prisoners of War) ซึ่งเป็น 1 ใน 4 อนุสัญญาเจนีวา ที่ลงนามในปี 1949 อนุสัญญาฉบับนี้เกี่ยวกับการปฏิบัติ และการส่งทหารกัมพูชา ที่ถูกควบคุมตัว กลับประเทศหลังสิ้นสุดการสู้รบ

อนุสัญญาเจนีวาฉบับที่ 3 (1949) กำหนดให้ทหารที่ถูกควบคุมตัว ต้องได้รับการปฏิบัติอย่างมีมนุษยธรรม รวมถึงการให้อาหารอย่างเพียงพอ การส่งมอบสิ่งของบรรเทาทุกข์ การส่งตัวทหารที่ถูกควบคุมตัว กลับประเทศ กำหนดให้ทหารที่ถูกควบคุมตัว ได้รับการปล่อยตัว และส่งตัวกลับประเทศบ้านเกิด โดยไม่ชักช้า หลังจากสิ้นสุดการสู้รบ ซึ่งอนุสัญญาเจนีวาฉบับที่ 3 เป็นหลักประกันทางกฎหมาย ที่สำคัญในการคุ้มครองเชลยศึกในช่วงสงคราม

ก่อนหน้านี้ ทางกัมพูชาได้ปล่อยข่าวปลอมว่า ทหารไทยได้ลักพาตัวทหารกัมพูชา

กองทัพภาคที่ 2 เผยควบคุมตัว ‘ทหารกัมพูชา’ 20 นาย เข้าแดนไทย ยอมจำนน เพราะกระสุนหมด!! พร้อมส่งทหารเดี้ยง 2 นาย รักษา รพ.ในไทย

(31 ก.ค. 68) ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 รายงานสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา พบความเคลื่อนไหวสำคัญของกองกำลังกัมพูชา ทั้งการเสริมกำลังตามแนวชายแดน และการใช้โดรนบินลาดตระเวนในหลายจุด ตั้งแต่ จ.อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ และบุรีรัมย์

ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่สามารถควบคุมตัวทหารกัมพูชา 20 นาย บริเวณช่องซำแต อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ หลังฝ่ายทหารกัมพูชายอมจำนนเนื่องจากกระสุนหมด ในจำนวนนี้มี 2 นายบาดเจ็บ ถูกส่งตัวรักษาที่ โรงพยาบาลค่ายวีรวัฒน์โยธิน อ.เมือง จ.สุรินทร์ พร้อมให้จิตแพทย์ประเมินอาการเนื่องจากอาจมีภาวะเครียดจากการรบ

ทั้งนี้ อาวุธ กระสุน และวัตถุระเบิดที่ตรวจยึดได้ ถูกส่งให้เจ้าหน้าที่สรรพาวุธตรวจสอบและดำเนินการตามขั้นตอน ส่วนทหารทั้ง 20 นาย ถูกดำเนินคดีฐานเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย และอยู่ระหว่างสอบสวนตามกระบวนการยุติธรรมของไทย

‘ประวิตร’ ชี้ ‘ลองเฟย์สัน’ ตกเป็นเหยื่อคนที่หากินกับเรื่อง ม.112 หลังศาลอาญา สั่งจำคุกปมคอมเมนต์ใต้โพสต์ “กลุ่มตลาดหลวง"

(31 ก.ค. 68) นายประวิตร โรจนพฤกษ์ นักเคลื่อนไหว และผู้สื่อข่าวข่าวสดภาคภาษาอังกฤษ เจ้าของฉายานักข่าวเทวดา โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก แสดงความเห็น กรณีช่างไฟวัย 29 ปี ที่ใช้ชื่อในเฟซบุ๊กว่า ‘ลอเฟย์สัน’ Laufeyson) ถูกศาลอาญาตัดสินจำคุก ในความผิด ม.112 หลังเข้าไปคอมเมนต์ใต้โพสต์ กลุ่มรอยัลลิสต์มาเก็ตเพลส ว่า เขาคือเหยื่อทั้ง #ม112 และเจ้าของตลาด เจ้าของตลาดหลวงเขาไม่เดือดร้อนหรอก เขามีงานสอนมหาลัยในต่างแดน เงินเดือนดี อวดใช้ของแบรนด์เนมแพงๆเป็นอาจินต์ ส่วนคุณก็เข้าคุกไป เป็นเหยื่อของห่วงโซ่อาหาร (food chain) ของการวิพากษ์ (หรือด่าใส่ร้าย) สถาบันฯ แถมดีไม่ดีเจ้าของตลาดเอาเรื่องที่คุณลอเฟย์สัน ที่เป็นช่างไฟ อายุเพียง 29 ต้องติดคุก ไปแคมเปญหากินในต่างแดนต่อได้อีก

อ่านข่าวแล้วสลด ทั้งกฎหมายที่อยุติธรรม และระบบห่วงโซ่ทางอาหารของคนที่หากินกับตลาดแบบนี้ ชื่อตลาดที่ใช้คำว่า "รอยัลลิสต์มาเก็ตเพลส" มันก็ fake แล้ว... น่าสะอิดสะเอียนกับห่วงโซ่อาหาร ของการด่าเจ้า เพราะคุณลอเฟย์สันก็กลายเป็นเพียงตัวเลขสถิติของจำนวนคนติดคุก 112 ส่วน 98-98% ของตัวบิ๊กเขาอยู่ต่างแดน เหลือสู้อยู่ในคุกก็อย่างแค่ อานนท์ นำภา

สำหรับ กลุ่ม "รอยัลลิสต์มาร์เก็ตเพลส - ตลาดหลวง"นั้น ก่อตั้งขึ้นโดย รศ.ดร. ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ นักวิชาการและผู้ลี้ภัย

พิษณุโลก แม่ทัพภาคที่ 3 รับมอบสิ่งของช่วยเหลือจากกลุ่มพลังมวลชน จ.พิษณุโลก เพื่อบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา

(31 ก.ค. 68) เวลา 13.30 น. พลโท กิตติพงษ์ แจ่มสุวรรณ แม่ทัพภาคที่ 3 เป็นประธานในพิธีรับมอบสิ่งของช่วยเหลือจากกลุ่มพลังมวลชนในพื้นที่จังหวัดพิษณุโลก โดยมี นายทวี เสริมภักดีกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการจังหวัดพิษณุโลก ในนามของจังหวัดพิษณุโลก เป็นผู้แทนมอบสิ่งของร่วมกับคุณสุเกียรติ ด่านพิษณุพันธ์ และกลุ่มพลังมวลชน จ.พิษณุโลก รวม 27 หน่วยงาน ณ ห้องโถงกลาง สโมสรบันเทิงทัพ ค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก สิ่งของที่นำมามอบประกอบด้วยเครื่องอุปโภคบริโภค ผ้าห่ม และเวชภัณฑ์ เพื่อใช้ในการช่วยเหลือกำลังพลและประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา โดยกองทัพภาคที่ 3 จะส่งต่อสิ่งของทั้งหมดให้กองทัพภาคที่ 2 เพื่อนำไปแจกจ่ายยังพื้นที่เป้าหมายอย่างเหมาะสม

แม่ทัพภาคที่ 3 ได้กล่าวแสดงความขอบคุณต่อจังหวัดพิษณุโลก และพี่น้องประชาชนที่ร่วมแสดงน้ำใจอันงดงาม พร้อมย้ำว่ากองทัพภาคที่ 3 จะดำเนินการแจกจ่ายสิ่งของให้ทั่วถึงและเกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน และเสริมสร้างขวัญกำลังใจแก่กำลังพลที่ปฏิบัติภารกิจในพื้นที่ชายแดน

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติลงพื้นที่จังหวัดน่าน ติดตามสถานการณ์อุทกภัย ให้กำลังใจ และให้ความช่วยเหลือ ประชาชนที่ประสบเหตุ

(31 ก.ค.68) เวลา 09.00 น พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เดินทางไปตรวจเยี่ยม ประชุมติดตามสถานการณ์อุทกภัย มาตรการป้องกันปราบปรามอาชญากรรม และการให้ความช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ ประสบอุทกภัยในจังหวัดน่าน พร้อมด้วย พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง ผู้บัญชาการสำนักงานกำลังพล/โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ , พล.ต.ต.วสันต์ เตชะอัครเกษม รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล , พล.ต.ต.ปราโมทย์ สิมหลวง เลขานุการตำรวจแห่งชาติ และ พล.ต.ต.วรศักดิ์ พิสิษฐบรรณกร ผู้บังคับการกองสารนิเทศ/รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ร่วมคณะ 

ผบ.ตร.และคณะ ได้ประชุมติดตามสถานการณ์อุทกภัย ณ ห้องประชุม ชั้น 2 สถานีตำรวจภูธรเมืองน่าน (สภ.เมืองน่าน) โดยมี พล ต.ต.นพดล กรึงไกร รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 , พล.ต.ต.ดเรศ กัลยา ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดน่าน (ผบก.ภ.จว.น่าน) , รอง ผบก.ภ.จว.น่าน , ผกก./หัวหน้าสถานีตำรวจในสังกัด ภ.จว.น่าน และผู้ที่เกี่ยวข้อง ร่วมประชุม

ผบ.ตร. กล่าวว่า สถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ จ.น่าน พบว่ายังมีน้ำท่วมสูงในบางพื้นที่ กำชับให้ตำรวจพื้นที่ช่วยเหลือประชาชนที่เดือดร้อนอย่างเต็มที่ ทั้งการอพยพ การดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน รวมถึงบ้านเรือนประชาชนที่ไม่มีใครอยู่ เพื่อป้องกันมิจฉาชีพมาก่อเหตุซ้ำเติม หากสถานการณ์เริ่มคลี่คลาย เข้าสู่ระยะฟื้นฟู ต้องบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการให้ความช่วยเหลือเพื่อให้เข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็ว พร้อมทั้งให้แต่ละโรงพักสำรวจความเสียหายอาคารที่ทำการ บ้านพัก ยานพาหนะ และทรัพย์สินของทางราชการ รายงานไปยังตำรวจภูธรจังหวัดเพื่อรวบรวมรายงานต่อไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในการดำเนินการซ่อมแซม ต่อไป

นอกจากนี้ ผบ.ตร.สั่งการทุกพื้นที่เตรียมแผนเผชิญเหตุรับมือสถานการณ์ และก่อนถึงฤดูกาลปีหน้า ทั้งก่อนเกิดเหตุ ขณะเกิดเหตุ ขณะน้ำเริ่มลด และหลังน้ำลด นำการถอดบทเรียนจากสถานการณ์น้ำท่วมที่จังหวัดเชียงรายครั้งที่ผ่านมา มาเป็นแผนปฏิบัติเตรียมการในครั้งนี้ รวมทั้งถอดบทเรียนน้ำท่วมในครั้งนี้เพื่อเป็นแผนรองรับในปีต่อๆไป เพื่อบริหารจัดการ และช่วยเหลือพี่น้องประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นระบบ จะช่วยให้ความเสียหายที่เกิดจากสถานการณ์น้ำท่วมเบาบางลง โดยขอให้ตำรวจในพื้นที่มีแนวคิด (mindset) ว่าต้องดูแลพี่น้องประชาชนเสมือนเป็นญาติของเรา จะทำให้พี่น้องประชาชนรู้สึกว่าตำรวจเป็นที่พึ่งได้อย่างแท้จริง

หลังการประชุม ผบ.ตร.ได้ตรวจเยี่ยมจุดน้ำท่วมบ้านพัก และแฟลตตำรวจ สภ.เมืองน่าน และ ภ.จว.น่าน พร้อมให้กำลังใจ มอบสิ่งของบำรุงขวัญให้กับข้าราชการตำรวจ จากนั้นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติและคณะเดินทางไปพื้นที่ประสบอุทกภัยใน จ.น่าน ณ บ้านแสงดาว หมู่ 2 ต.ฝายแก้ว อ.ภูเพียง , พื้นที่ ต.กองควาย อ.เมืองน่าน , พื้นที่ สภ.ภูเพียง , พื้นที่ สภ.เวียงสา เพื่อตรวจพื้นที่ดูทิศทางกระแสน้ำ และเยี่ยมให้กำลังใจและให้ความช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากอุทกภัย

ตร. และภาคีร่วมแถลงผลการส่งคลิปกล้องหน้ารถ โครงการอาสาตาจราจร พร้อมรณรงค์ขับขี่ตามกฎจราจร ผ่านโครงการถนนปลอดภัย 

(31 ก.ค. 68) เวลา 14.00 น. ณ ห้องสารสิน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.ไกรบุญ ทรวดทรง รอง ผบ.ตร.(มค) มอบหมายให้ พล.ต.ท.สำราญ นวลมา ผู้ช่วย ผบ.ตร.(มค 1) พร้อมด้วย พล.ต.ต.สุทธิพงศ์ แจ้งอริยวงศ์  รอง ผบช.สยศ.ตร พล.ต.ต.สหัสสชัย โลจายะ ผบก.ผค. พ.ต.อ.สุขสวัสดิ์ คูสิทธิผล รอง ผบก.ทล. และภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ นพ.แท้จริง ศิริพานิช เลขาธิการมูลนิธิเมาไม่ขับ คุณกานดา วัฒนายิ่งสมสุข ที่ปรึกษา ฝ่ายสื่อสารองค์กร บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) คุณสกล ถาวรกาญจน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร  ฝ่ายสื่อสารองค์กร สถานีวิทยุพิทักษ์สันติราษฎร์ สวพ.91 คุณวีณา เสรีอรุโณ หัวหน้าฝ่ายโปรดิวเซอร์ สถานีวิทยุ จส.100 พล.ต.ท.อนันต์ ศรีหิรัญ อดีต ผู้ช่วย ผบ.ตร. คณะกรรมการบูรณาการกู้ชีพฉุกเฉินและความปลอดภัย ทางถนน วุฒิสภา ร่วมแถลงผลการขับเคลื่อนโครงการ อาสาตาจราจร ซึ่งเป็นการดำเนินการต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 โดยยังคงมอบเงินรางวัลให้กับเจ้าของคลิปกล้องหน้ารถที่บันทึกอุบัติเหตุทางถนนหรือการกระทำผิดกฎจราจรที่เป็นเหตุการณ์สำคัญ ที่สามารถใช้เป็นหลักฐานในการดำเนินคดี หรือเป็นคลิปที่เป็นอุทาหรณ์สำคัญที่จะช่วยให้ประชาชนเกิดการตระหนักรู้ในการขับขี่ตามกฎจราจร โดยงานวันนี้มีการมอบรางวัล ให้กับคลิปที่ได้รับการคัดเลือก ประจำเดือน เมษายน และ พฤษภาคม 68 รวม 20 รางวัล เป็นเงินทั้งสิ้น จำนวนทั้งสิ้น 100,000 บาท โดยบริษัท วิริยะประกันภัย เป็นผู้สนับสนุน    

พล.ต.ท.สำราญฯ กล่าวว่า คลิปที่ประชาชนส่งมา สำนักงานตำรวจแห่งชาติ  ได้จัดทำโครงการ  “อาสาตาจราจร” ร่วมกับ มูลนิธิเมาไม่ขับ, บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด, จส.100 และ สวพ.91 เพื่อเป็นโครงการรณรงค์เสริมสร้างวินัยจราจร โดยเปิดช่องทางให้ประชาชนช่วยกันเป็นตาจราจร ส่งคลิปการกระทำผิดกฎจราจร หรือคลิปอุบัติเหตุบนท้องถนน จากกล้องหน้ารถ หรือโทรศัพท์มือถือ เพื่อเป็นพยานหลักฐาน ในการติดตาม ผู้กระทำผิดกฎจราจรมาดำเนินคดีตามกฎหมาย รวมทั้งนำไปใช้เป็นอุทาหรณ์เตือนใจ ให้ประชาชนขับขี่ตามกฎจราจร ด้วยความระมัดระวังเพื่อไม่ให้เกิดอุบัติเหตุขึ้นอย่างในคลิป 

สำหรับวันนี้เป็นการการมอบรางวัลของคลิปที่ได้รับการคัดเลือกประจำเดือน เมษายน และ พฤษภาคม 2568 รวมจำนวน 20 คลิป โดยทางคณะทำงานของมูลนิธิเมาไม่ขับได้ร่วมกันคัดเลือก และมอบรางวัลให้เจ้าของคลิปดังกล่าว โดยมี บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด เป็นผู้สนับสนุน เงินรางวัล ซึ่งรอบนี้มีอุทาหรณ์จากการขับรถที่ฝ่าฝืนกฎหมายจราจรทั้งการตัดหน้าระยะกระชั้นชิด และการเปลี่ยนช่องทางเดินรถกะทันหัน จนเกิดอุบัติเหตุขึ้น เหตุการณ์จากคลิปเหล่านี้ จะเป็นข้อเตือนใจให้พี่น้องประชาชนเคารพกฎหมายและมีน้ำใจบนท้องถนนเพื่อสร้างความปลอดภัยให้กับตนเองและผู้ร่วมทาง    

สุดท้ายนี้ ขอขอบคุณประชาชนทุกท่าน ที่ส่งคลิปมา เพื่อร่วมกันเป็น “อาสาตาจราจร” ขอเชิญชวนทุกภาคส่วนช่วยประชาสัมพันธ์โครงการนี้ รวมทั้งช่วยกันประชาสัมพันธ์ให้ปฏิบัติตามกฎจราจร 100 % เพื่อสร้างจิตสำนึกการขับขี่ตามโครงการถนนปลอดภัยของสำนักงานตำรวจแห่งชาติต่อไป ครับ ขอบคุณครับ 

‘โฆษก ทบ.’ รับไทยยึดตัว ‘ปราสาทตาควาย’ ไม่ได้ เหตุเขมรวางทุนระเบิด แต่ยึดพื้นที่ยุทธศาสตร์ได้มากกว่าเดิม

(31 ก.ค. 68) โฆษก ทบ.ยอมรับไทยยังยึดตัวปราสาทตาควายไม่ได้ แต่ยึดพื้นที่ได้มากกว่าเดิมก่อนปะทะ เหตุเขมรวางทุ่นระเบิดดัก ทำให้เข้ายึดไม่ได้ก่อนเส้นตายหยุดยิง ด้านกองทัพภาคที่ 2 แจง ทั้งสองฝ่ายวางกำลังคนละด้าน ห่างกัน 50 เมตร
.
จากกรณีนักข่าวชาวกัมพูชาโพสต์ภาพผ่านเฟซบุ๊กพร้อมข้อความว่า ปราสาทตาควาย 30 ก.ค.68 ในทำนองว่าเขมรยึดปราสาทตาควายได้แล้ว

ล่าสุด พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก แถลงยอมรับว่า ตัวปราสาทตาควาย ทหารไทยยังไม่สามารถควบคุมได้ 100% แต่ทหารไทยสามารถควบคุมพื้นที่รอบปราสาทตาควายได้ตามเป้าหมาย และมากกว่าก่อนเกิดเหตุปะทะ ซึ่งเราควบคุมคนละด้านกันฝั่งกัมพูชา เนื่องจากถึงเที่ยงคืนตามเวลาหยุดยิงก่อน และทหารเขมรมีการวางทุ่นระเบิด PMN-2 จำนวนมากรอบปราสาท จน "หมวดบุ๊ค" ถูกระเบิดจนสูญเสียขาขวาขณะกรุยทางเข้าไป

ทำให้ผู้บัญชาการทหารแนวหน้า ต้องเลือกรักษาชีวิตทหาร เนื่องจากพบวางไว้ทั่ว ซึ่งการวางทุ่นระเบิด PMN-2 เป็นการวางระเบิดชนิดนี้ถือเป็นการละเมิดอนุสัญญาออตตาวา

ด้านนายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และคณะกรรมการศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา (ศบ.ทก.) ปฏิเสธข่าวที่ว่าไทยสูญเสียการควบคุมปราสาทตาควายให้แก่กัมพูชาวไม่เป็นความจริง พร้อมยืนยันว่าทั้งฝ่ายไทยและกัมพูชายังไม่มีฝ่ายใดยึดครองปราสาทดังกล่าวได้ เนื่องจากข้อตกลงหยุดยิงที่มีผลอยู่ในขณะนี้ ทำให้ทหารของทั้งสองฝ่ายควบคุมพื้นที่คนละด้านของโบราณสถาน ซึ่งฝ่ายไทยยังคงปฏิบัติตามข้อตกลงและเคารพกติกาสากลอย่างเคร่งครัด โดยไม่มีการดำเนินการทางทหารในพื้นที่มรดกทางวัฒนธรรม

ด้านกองทัพภาคที่ 2 แถลงว่า เนื่องจากมีการหยุดยิงก่อน จึงยังไม่สามารถยึดพื้นที่เนิน 350 ของปราสาทตาควายได้ บริเวณตัวปราสาทยังคงมีกำลังของทั้งสองฝ่ายอยู่ในพื้นที่ ควบคุมพื้นที่คนละด้านของโบราณสถานห่างกัน 50 เมตร

รพ.สรรพสิทธิประสงค์ อุบลฯ งดรับผู้ป่วยใหม่ชาวกัมพูชา สั่งจำกัดพื้นที่รักษาชัดเจน!! หวั่นเหตุความไม่สงบชายแดน

(31 ก.ค. 68) โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ จ.อุบลราชธานี ประกาศงดให้บริการผู้ป่วยใหม่ชาวกัมพูชาเป็นการชั่วคราว ตั้งแต่ 31 ก.ค. – 10 ส.ค. 2568 พร้อมยกเลิกการรับยาแทนผู้ป่วย และปิดบริการพรีเมียม SMC โดยให้เหตุผลว่า สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาที่ตึงเครียด ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงและการให้บริการทางการแพทย์

ในประกาศระบุว่า จะยกเลิกการทำงานของผู้ช่วยสื่อสารชาวกัมพูชาและจิตอาสาต่างชาติทั้งหมด และให้จำกัดพื้นที่ดูแลผู้ป่วยชาวกัมพูชาที่ยังนอนรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลให้ชัดเจน เพื่อความปลอดภัยและการควบคุมที่เหมาะสม

ก่อนหน้านี้ โรงพยาบาลเคยให้บริการต่อเนื่องแก่ทั้งผู้ป่วยไทยและต่างชาติ รวมถึงชาวกัมพูชาที่ข้ามแดนมารักษา แต่จากมติคณะกรรมการคลินิกพิเศษนอกเวลาราชการ ได้มีการปรับมาตรการรองรับสถานการณ์ชายแดนที่ยังไม่สงบในขณะนี้ 

ในหลวง พระราชทานขาเทียมแก่ทหาร 3 นาย ที่ได้รับบาดเจ็บขาขาดจากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา

(31 ก.ค. 68) - เพจเฟซบุ๊ก ข่าวทหาร โพสต์ภาพพร้อมข้อความว่า ในหลวงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานขาเทียมที่ดีที่สุดในโลกให้แก่ทหารที่ได้รับบาดเจ็บขาขาด รวมจำนวน 3 นาย ได้แก่

1. ร้อยตรี เกียรติวงศ์ สถาวร
2. พลทหาร ธนพัฒน์ หุยวัน
3.จ่าสิบเอก พิชิตชัย บุญชูหล้า

โดยมีพระราชกระแส รับสั่งว่า “เป็นทหารที่มีคุณภาพ มีไฟ ของกองทัพ ทั้งนี้หากไม่อยากทำงาน light duty ก็อย่าไปบังคับเขา ให้เขาได้ฝึกและทำงานหน่วยรบตามใจอยากต่อไปได้"


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top