Thursday, 5 November 2026
NEWS FEED

‘เจ ชนาธิป’ จ่อซบทีมแชมป์เจลีก ค่าตัวแพงสุดเป็นประวัติศาสตร์แข้งไทย

สุดฮือฮา เมื่อสื่อญี่ปุ่นรายงานข่าวใหญ่ คาวาซากิ ฟรอนตาเล่ แชมป์เจลีก ยื่นข้อเสนอก้อนโตให้ คอนซาโดเล่ ซัปโปโร เพื่อขอซื้อตัว "เจ" ชนาธิป สรงกระสินธ์ ยอดเพลย์เมกเกอร์ช้างศึกไปร่วมทีม ซึ่งจะทำให้กัปตันช้างศึกกลายเป็นผู้เล่นไทยที่มีค่าตัวแพงสุดในประวัติศาสตร์ทันที

sponichi.co.jp และ daily.co.jp สองสื่อใหญ่ในแดนปลาดิบ รายงานตรงกันเมื่อช่วงเช้าตรู่วันศุกร์ที่ 7 ม.ค. 65 ถึงข่าวใหญ่สะเทือนวงการลูกหนังญี่ปุ่น และวงการฟุตบอลไทยว่า คาวาซากิ ฟรอนตาเล่ แชมป์เจลีกปีล่าสุด ได้ยื่นเงินก้อนมหาศาลทาบทาม ชนาธิป จาก คอนซาโดเล่ ซัปโปโร เรียบร้อยแล้ว โดยระบุวงเงินสูงจนสามารถทำให้ "เมสซี่เจ" กลายเป็นผู้เล่นไทยที่ค่าตัวแพงสุดในประวัติศาสตร์ได้เลย ซึ่งดีลได้มีความคืบหน้าไปเป็นอย่างมาก

sponichi.co.jp พาดหัว แบบฮือฮาว่า ฟรอนตาเล่ คว้า “เมสซี่ไทย” เสริมเกมรุกป้องกันแชมป์ ส่วน daily.co.jp พาดหัวว่า ชนาธิป ย้ายเป็นสมาชิกใหม่ ฟรอนตาเล่ แทนที่ ริโอะ ฮาตาเตะ ที่ย้ายไป กลาสโกว์ เซลติก โดยรายงานยังระบุอีกว่า เหตุผลที่ พลพรรค “อัซซูโร่ เนโร่” ต้องการ ชนาธิป ไปร่วมทีมเนื่องจากพวกเขา เสียสตาร์ดังของทีมไปลีกยุโรป หลายคน อาทิ ฮิเดมาสะ โมริตะ, อาโอะ ทานากะ, คาโอรุ มิโตมะ รายล่าสุด คือ ริโอะ ฮาตาเตะ รวมถึงพวกเขา กำลังมองหาแข้งฝีเท้าดีแบบระดับชั้นยอด มาเสริมทีม เพื่อต่อยอดในการครองบัลลังแชมป์ และ เสริมเขี้ยวเล็บในการไปล่าแชมป์ เอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ ลีก อีกทั้ง ทางทัพบลู-แบล็ค ยังเชื่อมั่นว่า ด้วยฝีเท้าสุดยอดเยี่ยมของ "ชนาคุง" จะเข้าระบบการเล่น มาเติมเต็มแนวรุกของพวกเขาอย่างแน่นอน รวมถึงอยู่ในลิสต์ของ ฟรอนตาเล่ มาพักใหญ่แล้ว ด้วยความที่ ชนาธิป ก็ถือว่าเป็นแข้งขวัญใจแฟนๆ แถมมีบุคลิกที่แฟนๆ ชื่นชอบ อีกต่างหาก

‘ยอโควิช’ ส่อพลาดป้องแชมป์ ‘ออสซี่ โอเพ่น’ ผลจากท้าทายกฎ ‘ไม่ยอมฉีดวัคซีนโควิด-19’

เมื่อนักเทนนิสมือ 1 ท้าทายมาตรการวัคซีน ผลจึงเป็นเช่นนี้ เมื่อโนวัค ยอโควิช ส่อพลาดโอกาสสำคัญในการป้องกันแชมป์ออสเตรเลียน โอเพ่น เพราะไม่ยอมฉีดวัคซีน

"เราไม่ได้เรียกร้องให้ใช้ความรุนแรง เพียงแค่ต้องการสนับสนุนเท่านั้น" ซารจัน ยอโควิช พ่อของโนวัค ยอโควิช กล่าวในการชุมนุมที่กรุงเบลเกรด ท่ามกลางฝูงชนโบกธงเซอร์เบียและป้ายทำเอง รวมทั้งป้ายที่เขียนว่า "พวกเขากลัวคนที่เก่งที่สุด หยุดลัทธิฟาสซิสต์โคโรนา"

“พระเยซูถูกตรึงกางเขนและทุกข์ทนหลายสิ่งหลายอย่าง แต่ยังมีชีวิตอยู่ท่ามกลางพวกเรา โนวัคก็ถูกตรึงกางเขนเช่นกัน… นักกีฬาและชายที่เก่งที่สุดในโลก เขาจะฟันฝ่ามัน” ซารจัน ยอโควิช กล่าว

โนวัค ยอโควิช นักเทนนิสมือวางอันดับ 1 ของโลกชาวเซอร์เบีย แชมป์ออสเตรเลียน โอเพ่น 9 สมัย อาจจะไม่สามารถป้องกันแชมป์ซึ่งกำลังจะเปิดฉากในวันที่ 17 ม.ค. นี้ได้

นั่นหมายความว่าเขาอาจจะชวดเงินรางวัลถึง 4.4 ล้านดอลลาร์หากป้องกันแชมป์เอาไว้ได้ เงินรางวัลนี้เพิ่มขึ้นมาถึงเกือบเท่าตัวจาก 2.75 ล้านดอลลาร์เมื่อปีที่แล้ว

หลังจากที่ถูกออสเตรเลียยกเลิกวีซ่า ห้ามเดินทางเข้าประเทศ เนื่องจากไม่มีหลักฐานการฉีดวัคซีนโควิด-19

ก่อนหน้านี้ยอโควิชแสดงท่าทีคัดค้านการฉีดวัคซีน และไม่เคยเปิดเผยสถานะการฉีดวัคซีนของตนเองเลย

แต่ถ้าเรื่องถึงชั้นศาลแล้วพบว่ายอโควิชให้ข้อมูลเท็จเรื่องเข้าเมืองจริง เขาอาจถูกห้ามเข้าออสเตรเลียนานถึง 3 ปี นั่นหมายความว่า โอกาสที่จะป้องกันแชมป์หรือชิงแชมป์ก็จะหมดไปด้วยถึง 3 ปี 

เรื่องนี้ขึ้นกับรัฐบาลออสเตรเลียแล้วว่าจะเข้มงวดแค่ไหนกับยอโควิช

ด้านนายกรัฐมนตรีสกอตต์ มอร์ริสันของออสเตรเลียกล่าวว่า ยอโควิชไม่ได้รับการยกเว้นหรือสิทธิพิเศษใดๆ สำหรับข้อกำหนดที่นักเดินทางทุกคนต้องฉีดวัคซีนครบ 2 เข็มก่อนเดินทางเข้าออสเตรเลีย เขาต้องอยู่ภายใต้กฎเดียวกันกับคนอื่นๆ

"หากคุณมีวีซ่าและได้รับการฉีดวัคซีนครบ 2 เข็มเราก็ยินดีต้อนรับ แต่หากคุณไม่ฉีดวัคซีนและไม่ใช่พลเมืองออสเตรเลียคุณก็เข้ามาไม่ได้" มอร์ริสันกล่าว

"วีซ่าของยอโควิชถูกยกเลิก กฎก็ต้องเป็นกฎ ไม่มีใครอยู่เหนือกฎเหล่านี้ นโยบายที่เข้มงวดของเรามีความสำคัญต่อออสเตรเลียที่มีอัตราการเสียชีวิตจากโควิด-19 ต่ำที่สุดประเทศหนึ่งของโลก และเรากำลังเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง"

ยอโควิชถูกกักตัวหลังเดินทางถึงออสเตรเลีย ซึ่งเจ้าหน้าที่ระบุว่าเขาต้องถูกส่งตัวกลับโดยไม่มีอภิสิทธิ์ใดๆ เนื่องจากไม่มีหลักฐานการฉีดวัคซีน แม้ว่าก่อนหน้านี้เขาจะบอกว่าตนได้รับข้อยกเว้นเป็นกรณีพิเศษซึ่งสามารถเข้าร่วมการแข่งขันได้โดยไม่ต้องฉีดวัคซีน

ทางการออสเตรเลียได้ปฏิเสธหลายครั้งที่จะยืนยันว่ามือหนึ่งของโลกถูก "เชิญ" ไปพักที่ไหน แต่เชื่อกันว่ายอโควิชพักค้างคืน ณ สถานที่ที่รู้จักกันอย่างเป็นทางการว่า "สถานกักขังทางเลือก" หรือ "Alternative Place of Detention" ในเมืองเมลเบิร์น

สถานที่ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นโรงแรมแห่งนี้เคยเป็นบ้านของผู้ลี้ภัยและผู้ขอลี้ภัยราว 32 คน ซึ่งติดอยู่ในระบบตรวจคนเข้าเมืองของออสเตรเลียอย่างเข้มงวดมานานหลายปี ผู้ต้องถูกกักกันไม่สามารถออกจากโรงแรมได้ และไม่อนุญาตให้ผู้ใดเข้าหรือออก ยกเว้นพนักงาน

และสถานที่ดังกล่าวเป็นข่าวอื้อฉาวในปีที่แล้วเมื่อเกิดไฟไหม้ในอาคารทำให้ผู้ลี้ภัยและผู้ขอลี้ภัยต้องหนีตายออกมา และกล่าวพบหนอนในอาหารที่ใช้เลี้ยงผู้ลี้ภัยด้วย 

หากยอโควิชถูกควบคุมตัวในสถานที่แบบนี้ ยิ่งทำให้เกิดความไม่พอใจอย่างรุนแรงแน่นอนในระดับการเมืองระหว่างประเทศ

กรณีนี้เรียกเสียงวิพากษ์วิจารณ์แตกออกเป็น 2 ฝ่าย ฝ่ายแรกไม่พอใจทางการออสเตรเลียที่เข้มงวดเกินไป ส่วนฝ่ายหลังบอกว่ายอโควิชไมมีอภิสิทธิ์ใดๆ ที่จะแหกมาตรการของประเทศออสเตรเลีย

หนึ่งในเสียงไม่พอใจคือ อเล็กซานดาร์ วูซิช ประธานาธิบดีเซอร์เบีย ที่บอกว่า “สิ่งที่ไม่ยุติธรรมก็คือการไล่ล่าแม่มดทางการเมือง (กำลังเกิดขึ้นกับโนวัค) โดยน้ำมือของทุกคนรวมถึงนายกรัฐมนตรีออสเตรเลียที่แสร้งทำเป็นว่ากฎนี้มีผลกับทุกคน”

“ผบ.ทสส.” เยี่ยมบำรุงขวัญ กอ.รมน.ภาค4 สน.

ที่ค่ายสิรินธร จังหวัดปัตตานี พล.อ.เฉลิมพล ศรีสวัสดิ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) ในฐานะ ผู้บัญชาการศูนย์บัญชาการทางทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย (บก.ทท.) โดยมี พล.อ.จีรัชญ์ บุญชญา ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา (ผบ.นทพ.) ร่วมคณะ ได้เดินทางลงพื้นที่ภาคใต้เพื่อตรวจเยี่ยมและบำรุงขวัญกำลังใจ แก่กำลังพลหน่วยปฏิบัติงานสนาม ในพื้นที่กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน ภาค 4 ส่วนหน้า

ราชกิจจาฯ เผยแพร่ประกาศเพิ่มเติม ‘คนแพ้วัคซีนทางเลือก’ เป็นผู้ป่วยฉุกเฉินโควิด

เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศแก้ไขเพิ่มเติมประกาศกระทรวงสาธารณสุข เพิ่มคนแพ้วัคซีนทางเลือกเป็นผู้ป่วยฉุกเฉินโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19

เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง กำหนดผู้ป่วยฉุกเฉินโรคติดต่ออันตรายตามกฎหมายว่าด้วยโรคติดต่อ กรณีโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรคโควิด-19 (ฉบับที่ 3) เนื่องจากรัฐได้กำหนดมาตรการในการป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรคโควิด-19 โดยการฉีดวัคซีนโควิด-19 จากสถานพยาบาลที่ภาครัฐกำหนด โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

รวมถึงกำหนดให้สถานพยาบาลตามกฎหมายว่าด้วยสถานพยาบาลสามารถให้บริการฉีดวัคซีนทางเลือก โดยผู้รับบริการเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายเอง ซึ่งหากบุคคลผู้รับการฉีดวัคซีนเกิดอาการแพ้วัคซีนหรืออาการไม่พึงประสงค์ที่เกิดจากการฉีดวัคซีนโควิด-19 บุคคลนั้นย่อมมีความจำเป็นต้องได้รับการรักษาพยาบาลโดยฉุกเฉินจากสถานพยาบาลตามกฎหมายว่าด้วยสถานพยาบาล

จึงเป็นการสมควรแก้ไขเพิ่มเติมประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง กำหนดผู้ป่วยฉุกเฉินโรคติดต่ออันตรายตามกฎหมายว่าด้วยโรคติดต่อ กรณีโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรคโควิด-19 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง กำหนดผู้ป่วยฉุกเฉินโรคติดต่ออันตรายตามกฎหมายว่าด้วยโรคติดต่อ กรณีโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรคโควิด-19 (ฉบับที่ 2)

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 6 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ. 2541 และมาตรา 33/1 แห่งพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ. 2541 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติสถานพยาบาล (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2559 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขโดยคำแนะนำของคณะกรรมการสถานพยาบาล จึงออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้

ข้อ 1 ประกาศนี้เรียกว่า “ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง กำหนดผู้ป่วยฉุกเฉินโรคติดต่ออันตรายตามกฎหมายว่าด้วยโรคติดต่อ กรณีโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรคโควิด 19 (Coronavirus Disease 2019 (COVID-19)) (ฉบับที่ 3)”

ข้อ 2 ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป

‘กองเรือยุทธการ’ จัดกิจกรรมแจกของขวัญ – ของเล่น - อุปกรณ์กีฬา ในวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2565 ให้กับตัวแทนเยาวชน ในรูปแบบ NEW NORMAL

พลเรือเอก สุวิน แจ้งยอดสุข ผู้บัญชาการกองเรือยุทธการ พร้อมคณะผู้บังคับบัญชา และฝ่ายอำนวยการในกองเรือยุทธการ ได้มาร่วมงานในการจัดกิจกรรมแจกของขวัญ ของเล่น และอุปกรณ์กีฬา ในวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2565 ให้กับตัวแทนเยาวชน ในรูปแบบ NEW NORMAL ซึ่งในวันเสาร์ที่สองของสัปดาห์ ในเดือนมกราคมของทุกปี เป็นวันเด็กแห่งชาติ

แต่เนื่องจากในปีนี้ เกิดสถานการณ์การแพร่ระบาด ของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 กองเรือยุทธการ จึงได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบการจัดกิจกรรมจากการจัดแสดงทางทหาร เป็นการแจกของขวัญ ของเล่น อุปกรณ์การเรียน อุปกรณ์กีฬา ให้กับเด็ก และนักเรียนในพื้นที่สัตหีบ เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน โรงเรียนสัตหีบ เขตกองเรือยุทธการ เป็นสถานศึกษาหลักที่มีบุตรหลานของข้าราชการกองเรือยุทธการเข้ารับการศึกษา การจัดกิจกรรมในครั้งนี้นับเป็นการเสริมสร้างทัศนคติที่ดีต่อทหารเรือและกองทัพเรือ

‘ทนายเชาว์’ จี้ บช.น.แจงปมออกใบอนุญาต หลังปล่อยอดีตนักโทษข่มขืนมาเป็น รปภ.

‘ทนายเชาว์’ บี้ บช.น. แจงออกใบอนุญาตให้อดีตนักโทษข่มขืนเป็น รปภ. ส่วนบริษัทต้นสังกัดต้องรับผิดชอบ แนะสังคายนาประวัติ รปภ.ทั่วประเทศ หวั่นเกิดเหตุซ้ำ

นายเชาว์ มีขวด ทนายความอาสา โพสต์เฟซบุ๊ก Chao Meekhuad เรื่องกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) ต้องตอบคำถาม ทำไมออกใบอนุญาตให้ “มนตรี” เป็น รปภ. โดยมีเนื้อหาระบุว่า จากกรณีนายมนตรี ใหญ่กระโทก หัวหน้ารปภ.ข่มขืนลูกบ้านคอนโดมิเนียมที่กำลังเป็นข่าวที่สังคมให้ความสนใจอยู่ขณะนี้ หลายคนพูดถึงเรื่องข้อกฎหมายไปแล้วว่าตำรวจมีอำนาจเข้าสถานที่เกิดเหตุได้ รปภ.ที่ขัดขวางจนทำให้เกิดความล่าช้า กระทั่งผู้ก่อเหตุหลบหนีไปได้ มีความผิดฐานขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงาน รวมถึงระเบียบของนิติบุคคลไม่สามารถอยู่เหนือกฎหมายได้ แต่เรื่องที่ยังไม่พูดถึงกันมากนักคือ การออกใบอนุญาตให้นายมนตรีเป็น รปภ. ทั้งที่เคยติดคุกคดีข่มขืนได้อย่างไร

นายเชาว์ ระบุว่า เรื่องนี้มีคนต้องรับผิดชอบอย่างน้อยสองหน่วยงาน คือ บช.น. ซึ่งตามกฎหมายธุรกิจรักษาความปลอดภัย พ.ศ. 2558 มาตรา 4 กำหนดให้ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เป็นนายทะเบียนกลาง มีอำนาจหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้ โดยยังเป็นผู้ออกใบอนุญาตพนักงานรักษาความปลอดภัยด้วย ซึ่งกรณีของนายมนตรี ได้รับใบอนุญาตวันที่ 28 พ.ย. 62 สิ้นอายุวันที่ 28 พ.ย. 65 มี พล.ต.ต.ธิติ แสงสว่าง รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ปฏิบัติราชการแทน ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เป็นผู้ลงนามในฐานะนายทะเบียน ทำให้เกิดคำถามว่าเหตุใดไม่ตรวจสอบประวัติอาชญากรรมของนายมนตรี

ผู้นำฝรั่งเศส ขู่จำกัดสิทธิคนไม่ฉีดวัคซีน หลังยอดติดโควิดพุ่ง 3.3 แสนคนใน 1 วัน

ยอดผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในฝรั่งเศสพุ่งทุบสถิติกว่า 332,000 คนในรอบ 24 ชั่วโมงเมื่อวันพุธ (5 ม.ค.) ขณะที่ประธานาธิบดี เอมมานูแอล มาครง ถูกฝ่ายตรงข้ามวิจารณ์ยับ หลังหลุดปากพูดว่าจะทำให้คนที่ไม่ยอมฉีดวัคซีนต้อง “ใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก”

ผู้ติดเชื้อรายวันในฝรั่งเศสพุ่งทะลุหลัก 300,000 คนเป็นครั้งแรก หลังจากที่เพิ่งทำสถิติสูงสุด 271,686 คนไปหมาดๆ เมื่อวันอังคาร (4 ม.ค.) ขณะที่ยอดผู้ป่วยแอดมิดเข้าโรงพยาบาลเพิ่มขึ้นอีก 2,483 คน และมีอยู่ 396 คนที่อาการหนักจนต้องใช้เตียงไอซียู

โอลิวิเยร์ เวราน รัฐมนตรีสาธารณสุขฝรั่งเศส ได้แจ้งต่อรัฐสภาว่า ตัวเลขผู้ติดเชื้อใหม่ “เท่าที่จำได้” อยู่ที่ราวๆ 335,000 คน แต่หลังจากนั้นไม่กี่ชั่วโมง หน่วยงานสาธารณสุขฝรั่งเศสได้ออกมาให้ตัวเลขยืนยันที่ 332,252 คน

รัฐบาลฝรั่งเศสมีแผนที่จะปรับใช้มาตรการใหม่ โดยจะมอบ “บัตรผ่านวัคซีน” (vaccine pass) ให้เฉพาะผู้ที่ฉีดวัคซีนครบแล้วเท่านั้น จากปัจจุบันที่อนุญาตให้ประชาชนแสดงหลักฐานการฉีดวัคซีน ผลตรวจที่เป็นลบ หรือหลักฐานที่ยืนยันว่าเพิ่งหายป่วยจากโควิด-19 ก่อนเข้าใช้บริการในร้านอาหาร คาเฟ่ และพื้นที่สาธารณะอื่นๆ

เวราน เผยด้วยว่า เมื่อวันพุธ (5 ม.ค.) มีชาวฝรั่งเศสเดินทางไปรับ “วัคซีนเข็มแรก” มากถึง 66,000 คน ซึ่งถือเป็นตัวเลขรายวันสูงสุดนับตั้งแต่เดือน ต.ค.ปีที่แล้ว และเขาเชื่อว่าหากสามารถคงตัวเลขนี้ไว้ได้ “อีก 70-75 วัน” ประชากรฝรั่งเศสก็จะไม่ป่วยหนักจากโควิด-19

‘นักแสวงบุญนครเมกกะ’ ยืนยัน!รอติดโควิด เพราะยาสมุนไพรไทยเสริมภูมิที่ ‘บิ๊กแจ๊ส’ แจกให้ แต่ผู้โดยสารอื่นติดยกลำ!!

เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2565 เวลา 10:30 น. ที่องค์การบริหารส่วนจังหวัดปทุมธานี ตำบลบ้านฉาง อำเภอเมืองปทุมธานี จังหวัดปทุมธานี พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง นายก อบจ.ปทุมธานี , นายอดุลย์ มะหะหมัด (บอบอเลาะฮ์) ที่ปรึกษานายก อบจ.ปทุมธานี , นางกิ่งกาญจน์ อารักษ์พุทธนันท์ ประธานมูลนิธิตามรอยบาทพระศาสดา และ พระมหาขวัญชัย อัคคชโย เจ้าอาวาสวัดคีรีวงก์ (วัดน้ำตก) ต.บางมะพร้าว อ.หลังสวน จ.ชุมพร ร่วมแถลงข่าวยืนยันประสิทธิภาพยาสุมนไพรเสริมภูมิของวัดคีรีวงก์ เสริมสร้างสร่างภูมิคุ้มกันได้จริง

โดยชาวมุสลิม จ.ปทุมธานี จำนวน 4 คน ที่เดินทางร่วมกับชาวมุลลิมจังหวัดอื่น ๆ อีก 27 ท่าน รวม 31 คนไปแสวงบุญนครเมกกะ ประเทศซาอุดิอาระเบีย จำนวน 14 วัน หลังกลับมา ติดเชื้อโควิด-19 จำนวน 27 ราย ส่วนชาวปทุมธานี 4 รายที่ทานยาสมุนไพรไม่ติดเชื้อเลย สืบเนื่องจากการเดินทางไปแสวงบุญ ที่นครเมกกะ ประเทศซาอุดิอาระเบีย โดยมีพี่น้องมุสลิมจากทั่วประเทศเช่น กรุงเทพฯ นนทบุรี นครราชสีมา จำนวน 31 คน ในส่วนนี้มีชาวจังหวัดปทุมธานีร่วมด้วยจำนวน 4 คน

เมื่อกลับมาประเทศไทยพบว่าติดเชื้อโควิด-19 จำนวน 27 คน ส่วนอีก 4 คน ที่ไม่พบว่าติดเชื้อ คือ นายอดุลย์ มะหะหมัด (บอบอเลาะฮ์) ที่ปรึกษานายก อบจ.ปทุมธานี , นายไพฑูรย์ ฮึกหาญ อายุ 58 ปี , นายสุพจน์ สมนึก อายุ 52 ปี และนายกมลชัย ยะลาน อายุ 28 ปี ชาวมุสลิมปทุมธานี เนื่องจากได้ทานยาสมุนไพรเสริมภูมิของวัดคีรีวงก์ จ.ชุมพร

พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง นายก อบจ.ปทุมธานี กล่าวว่า เนื่องจากจังหวัดปทุมธานีมัสยิดจำนวน 32 มัสยิด และมีพี่น้องอิสลามเยอะจึงแต่งตั้ง นายอดุลย์ มะหะหมัด (บอบอเลาะฮ์) เป็นที่ปรึกษานายก อบจ.ปทุมธานี เมื่อเขาเดินทางไปแสวงบุญที่นครเมะกะ ก็มีกังวลและห่วง ซึ่งที่ผ่านมาได้ใช้ยาสมุนไพรของวัดคีรีวงก์ แจกให้พี่น้องประชาชนชาวปทุมธานีทั้งไทยพุทธและมุสลิมไปเยอะแล้ว เมื่อกินแล้วได้ผลจึงให้นำติดตัวไป 50 ชุด เพื่อพี่น้องมุสลิมชาวปทุมธานีในการเดินทางไปแสวงบุญ ผลที่ได้รับกลับมาไม่มีใครติดเชื้อโควิด แม้แต่รายเดียว 

ในส่วนของ อบจ.ปทุมธานีที่ให้ตรวจ ATK พบว่าติดเชื้อ 100 คน จึงให้ยาสมุนไพรไปกิน ทั้งจำนวน 100 คน ผลที่ออกมาหายทั้ง 100 คน ภายใน 3- 5 วัน แต่ที่ชาวมุสลิมกลุ่มนี้ไปจำนวนกว่า 30 คน กินอยู่หลับนอนด้วยกันทั้งความแออัดต่าง ๆ แต่ 4 คนชาวปทุมธานีที่กินยาสมุนไพรไม่พบว่าติดเชื้อ จึงอยากให้พี่น้องประชาชนเชื่อมั่นสุมนไพรไทยสามารถช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้นกันได้ ทาง อบจ.ปทุมธานีได้ยาสุมนไพรมาจำนวนหลายล้านเม็ดได้แจกให้พี่น้องประชาชนไปทั้งหมด ที่ผ่านมาเทศกาลลอยกระทง เทศกาลปีใหม่พบว่ายอดจำนวนผู้ติดเชื้อภายในจังหวัดปทุมธานีก็ยังคงที่ กำลังหารือกับ คุณกิ่งกาญจน์ อารักษ์พุทธนันท์ ประธานมูลนิธิตามรอยบาทพระศาสดา เพราะว่าโรงเรียนเปิดการเรียนการสอน จะให้ทุกโรงเรียนมียาตัวนี้ติดไว้ที่โรงเรียน เพราะว่าเราไม่สามารถจัดชุดอุปกรณ์การตรวจ ATK ให้ไม่ได้ทั้ง 100 เปอร์เซ็นต์ แต่จะหายาให้ใครพบว่าติดเชื้อให้ยาไปกิน ขณะนี้อยู่ระหว่างการประสานงาน อยากให้ทุกโรงเรียนมียาสมุนไพรจำนวน 100-200 ชุดในแต่ละโรงเรียนในจังหวัดปทุมธานี

นายไพฑูรย์ ฮึกหาญ อายุ 58 ปี ชาวมุสลิม จ.ปทุมธานี กล่าวว่า ทางทีมพวกเราไปจำนวน 31 คนตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2564 ออกจากประเทศไทยเวลาตี 2 ไปถึงเมืองมาดีนะห์ก็เริ่มทานยาสมุนไพรที่ บอบอเลาะฮ์แจกให้ทาน อยู่ที่เมืองมาดีนะห์จำนวน 4 วันจากนั้นเดินทางไปทางโดยเครื่องบินอีก ซึ่งภายในเครื่องบินก็แออัดมาก เพื่อที่จะเดินทางไปนครเมกกะ ประเทศซาอุดิอาระเบีย โดยอยูที่นครเมกกะจำนวน 10 วัน เราก็ทานยาสุมนไพรทุกวันเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันไว้จนถึงวันกลับ สภาพแออัดมากมีชาวแอฟริกาจำนวนมากที่อยู่บนเครื่องบินจากนั้นมาเปลี่ยนเครื่องที่ประเทศกาตาร์ เพื่อเดินทางกลับมายังประเทศไทย ก็กักตัวเพื่อตรวจสวอพ 1 คืน มีผลออกมายืนยันว่าไม่พบการติดเชื้อ และมากักตัวที่บ้าน ซึ่งระว่างนั้นผมยังได้ตรวจสวอพ PCR จำนวน 3 ครั้ง และตรวจ ATK ทุกวันไม่พบว่ามีการติดเชื้อ

ทางด้าน พระมหาขวัญชัย อัคคชโย เจ้าอาวาสวัดคีรีวงก์ กล่าวว่า ยาสมุนไพรชุดนี้สามารถกินเพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน เนื่องจากปัจจุบันยังมีการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสรวมถึงเชื้อตัวใหม่ที่กลายพันธุ์อยู่ขณะนี้ เมื่อร่างกายเกิดภูมิคุ้มกันดีขึ้น อวัยวะภายในแข็งแรง ไวรัสต่าง ๆ ภายนอกร่างกายก็ไม่สามารถเข้าไปทำร้ายอวัยวะภายในได้ จึงต้องทำให้ภูมิคุ้มกันแข็งแรง เนื่องจากยาสมุนไพรชุดนี้เป็นธรรมชาติและการทำงานครั้งนี้ได้รับความอนุเคราะห์จากคุณกิ่งกาญจน์ อารักษ์พุทธนันท์ ประธานมูลนิธิตามรอยบาทพระศาสดา และ พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง นายก อบจ.ปทุมธานี ที่ช่วยสนับสนุนในการบริจาคแคปซูลด้วย

 

ผบ.ตร.ห่วงใย!! สั่งการกำลังพลตรวจ ATK ก่อนกลับมาปฏิบัติหน้าที่ เข้มมาตรการป้องกันโควิด-19 แบ่งกำลัง Work From Home ลดเสี่ยง!!

6 ธ.ค.65 พล.ต.ต.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เผยว่า สถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) เริ่มกลับมาแพร่ระบาด โดยเฉพาะสายพันธุ์ใหม่ โอมิครอน ทำให้มีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นและเนื่องจากช่วงเทศกาลปีใหม่ 2565 ที่มีวันหยุดต่อเนื่องหลายวัน ซึ่งพี่น้องประชาชน อาจมีการไปท่องเที่ยว หรือกลับภูมิลำเนา รวมถึงข้าราชการตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่อำนวยความสะดวก ป้องกันอาชญากรรม ช่วงเทศกาลปีใหม่นั้น

พล.ต.ต.ยิ่งยศฯ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า ที่ผ่านมาสำนักงานตำรวจแห่งชาติมีการปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) อย่างเคร่งครัด และจากสถานการณ์การแพร่ระบาดสายพันธุ์ใหม่ โอมิครอน ที่แพร่ระบาดอย่างรวดเร็ว พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มีความห่วงใยกำลังพล จึงมีข้อสั่งการให้ทุกหน่วยงานในสังกัด กำลังพลทุกนาย ก่อนปฏิบัติหน้าที่ ให้ ตรวจ Antigen Test Kit หรือ ATK เพื่อคัดกรองโรคโควิด-19 ทุกราย และขอให้เข้มงวดกับมาตรการป้องกันการแพร่ระบาด สวมหน้ากากอนามัยในที่สาธารณะ รักษาระยะห่างที่ปลอดภัยจากผู้อื่น หลีกเลี่ยงพื้นที่ปิด พยายามอยู่ในพื้นที่เปิดโล่งและอากาศถ่ายเทสะดวก ล้างมือบ่อย ๆ โดยใช้สบู่และน้ำ หรือเจลล้างมือที่มีส่วนผสมหลักเป็นแอลกอฮอล์

รวมถึงการนำมาตรการ Work From Home หรือการทำงานจากที่บ้าน กลับมาใช้ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ โดยไม่ให้กระทบกับการบริการประชาชน และการปฏิบัติหน้าที่ราชการ กรณีหน่วยงานในสังกัดต้องการรับการสนับสนุน สามารถติดต่อโดยตรงได้ที่ โรงพยาบาลตำรวจ

 

อินเดีย อินดี้! ยี้แผ่นดินเกิด เกิดภาวะสมองไหล แห่หนี ‘ขุดทอง’ ต่างประเทศ

ทำไมอินเดียจึงกลายเป็นชาติที่พลเมืองสมองไหลมากที่สุดในโลก?

เมื่อช่วงเดือนพฤศจิกายน 2021 ที่ผ่านมาหลังจากที่ แจ็ค ดอร์ซีย์ ผู้ก่อตั้ง Twitter ประกาศลาออกจากตำแหน่ง CEO และได้มีการแต่งตั้ง ปราค อัครวาล วิศวกรไอที เชื้อสายอินเดียแท้ๆ ขึ้นมาดำรงตำแหน่งผู้บริหารสูงสุดของ Twitter แทน สร้างความฮือฮาให้ความชาวอินเดียทั่วประเทศเป็นอย่างมาก ที่ต่างก็ภูมิใจที่ได้เห็นคนที่เกิด เติบโต และเรียนจบจากสถาบันในอินเดีย สามารถก้าวขึ้นไปถึงตำแหน่งผู้บริหารสูงสุดของ Twitter สื่อโซเชียลแถวหน้าที่สร้างกระแสอิทธิพลในโลกได้ 

และไม่ใช่แค่เฉพาะ ปราค อัครวาล คนเดียวที่ทำได้ ยังมีชาวอินเดียอีกหลายคนที่ประสบความสำเร็จเป็นที่ยอมรับในต่างประเทศ อาทิ สัตยา นาเดลลา CEO ของบริษัท Microsoft, อาร์วิน คริชนา ที่เคยก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้บริหารสูงสุดของ IBM หรือ อาเจย์ บันกา รับตำแหน่ง CEO ให้กับ Mastercard 

นอกเหนือจากแวดวงธุรกิจ ไอที ยังมีชาวอินเดียจำนวนไม่น้อยที่ได้รับบทบาทสำคัญทางการเมืองในประเทศมหาอำนาจ ยกตัวอย่างเช่น ฮาร์จิต ซิงค์ ซัจจาน นักการเมืองอินเดีย-ซิกข์ จากแคว้นปัญจาบ สามารถก้าวขึ้นมาเป็นรัฐมนตรีกลาโหมของแคนาดา หรือแม้แต่ กมลา แฮริส รองประธานาธิบดีสหรัฐคนปัจจุบัน ลูกครึ่งจาไมก้า-อินเดีย ที่มีคุณแม่เป็นชาวอินเดียแท้ๆ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์ และทำงานวิจัยเกี่ยวกับโรคมะเร็งเต้านม ที่มีชื่อเสียงอย่างมากในสหรัฐอเมริกา 

ถึงแม้สิ่งเหล่านี้จะเป็นเครื่องพิสูจน์อย่างชัดเจนถึงศักยภาพของชาวอินเดีย ที่เป็นที่ยอมรับจากคนทั่วโลก แต่ก็สะท้อนปัญหาอีกด้านหนึ่งที่รัฐบาลอินเดียจะมองข้ามไปไม่ได้ก็คือปัญหา "สมองไหล" 

หากพิจารณาว่ามีพลเมืองชาติใดบ้างที่นิยมโยกย้ายถิ่นฐานไปตั้งรกราก ทำงานในต่างประเทศ หลายคนอาจนึกถึงจีน หรือ ฟิลิปปินส์ เป็นประเทศแรกๆ แต่ในความเป็นจริงแล้ว อินเดียคือประเทศที่มีพลเมืองย้ายถิ่นฐานไปต่างประเทศมากที่สุดในโลก

จากข้อมูลของ UN World Migration Report พบว่า เฉพาะในปี 2020 ปีเดียว มีชาวอินเดียย้ายถิ่นฐานไปต่างประเทศมากกว่า 17.3 ล้านคน และในจำนวนนี้ มีคนระดับอภิมหาเศรษฐี ที่มีอยู่เพียง 2% ของประชากรอินเดีย ตัดสินใจโยกทุน ย้ายถิ่นไปประเทศอื่นมากถึง 5,000 คนในปีเดียวกัน 

และบางครั้งก็ไม่ได้แค่ย้ายถิ่นฐานไปอยู่ อาศัยทำงานในต่างแดนเท่านั้น บางคนถึงกับสละสัญชาติอินเดียไปเลยก็มีไม่น้อย ทางรัฐบาลอินเดียได้เปิดเผยว่า ในช่วงระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมามีชาวอินเดียมากถึง 6 แสนคน ทิ้งสัญชาติไปเป็นชาวต่างชาติโดยสมบูรณ์ เท่ากับว่า อินเดียก็จะสูญเสียทรัพยากรบุคคลเหล่านี้ไปอย่างถาวร

จึงเกิดคำถามขึ้นว่า ทำไมอินเดียจึงเกิดปัญหา “สมองไหล” อย่างมากมาย นับเป็นการสูญเสียทรัพยากรบุคคลอันมีค่าของอินเดียให้กับชาติอื่น แทนที่พวกเขาจะอยู่ทำงาน ที่จะเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาอินเดียในอนาคต

ซึ่งปัญหานี้เกิดจากหลายสาเหตุ และเหตุผลหลักอันดับแรก หนีไม่พ้นค่าจ้างแรงงานในตลาดต่างประเทศที่สูงกว่าอยู่ทำงานในอินเดียมาก โดยเฉพาะกลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมศาสตร์ และ ไอที เทคโนโลยี เป็นสาขาอาชีพที่เป็นที่ต้องการอย่างมากทั่วโลก ที่ชาติชั้นนำในยุโรปต่างยินดีที่จะเสนอเงื่อนไขการย้ายถิ่นฐานให้กับผู้เชี่ยวชาญในสาขาเหล่านี้ 

แต่นอกจากเรื่องค่าแรงที่เย้ายวนแล้ว ก็ยังมีเหตุผลด้านความล้ำหน้าด้านศาสตร์เทคโนโลยีขั้นสูงของชาติมหาอำนาจตะวันตก ที่ทำให้นักศึกษาอินเดียจำนวนไม่น้อยเลือกที่จะเดินทางไปต่อยอดความรู้เพิ่มเติม ซึ่งกลายเป็นช่องทางที่สถาบันชาติตะวันตกใช้ดึงนักศึกษาระดับหัวกะทิจากอินเดีย ผ่านโครงการทุนการศึกษาและสวัสดิการ มารองรับนักศึกษาที่มีผลการเรียนไปเลิศไปศึกษาต่อ และมักจะได้สิทธิ์อยู่ต่อ ทำงาน และย้ายถิ่นฐานต่อได้อย่างเป็นระบบ 

ส่วนนักธุรกิจชั้นนำในอินเดียก็มองว่า การย้ายถิ่นฐานเป็นวิธีหนึ่งที่จะช่วยขยายฐานธุรกิจของตนให้ก้าวขึ้นไปสู่ระดับสากล เป็นการต่อยอดจากตลาดในอินเดียได้เป็นอย่างดี 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top