Monday, 8 June 2026
NEWS FEED

‘พลตรี เบญจพล’ ผบ.กองกำลังบูรพา ลั่น!! พร้อมไล่ชาวกัมพูชา ย้ำเมื่อถึงเวลาปฏิบัติจริง ‘เราพร้อมแน่นอน’

เมื่อวันที่ (24 ก.ย. 68) พลตรี เบญจพล เดชาติวงศ์ ณ อยุธยา ผู้บัญชาการกองกำลังบูรพา พร้อมด้วยผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว และผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสระแก้ว ลงพื้นที่บ้านหนองจาน อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว เพื่อตรวจเยี่ยมกำลังพลทหาร ตำรวจ และอาสาสมัคร ที่ปฏิบัติหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยแนวชายแดนไทย–กัมพูชา รวมถึงการตรวจโครงการสร้างถนนเพื่อความมั่นคง และ “บังเกอร์กันจอมพลัง” บริเวณแนวสแลนดำ

ระหว่างลงพื้นที่ มีชาวบ้านซึ่งมีที่ดินแต่ถูกกัมพูชายึดพยายามสอบถามแนวทางทวงคืนพื้นที่ พร้อมตะโกนเรียกร้องให้ทหารยึดคืนและสร้างรั้วกั้นพรมแดน โดย พล.ต.เบญจพล ตอบสั้น ๆ ว่า “ได้ครับ สักครู่” ก่อนจะเดินไปตรวจเยี่ยมกำลังพลที่กองร้อย ตชด. 4

ภายหลังการตรวจเยี่ยม พล.ต.เบญจพล ให้สัมภาษณ์ย้ำว่า กำลังพลทุกฝ่ายมีความพร้อมรองรับสถานการณ์ แม้ยังไม่สามารถระบุได้ว่าจะเกิดความเคลื่อนไหวเมื่อใด แต่ขอให้ประชาชนเชื่อมั่น โดยยอมรับว่าเข้าใจความรู้สึกชาวบ้านที่อยากให้ทหารเด็ดขาด พร้อมชี้ว่าขณะนี้ไทย–กัมพูชาอยู่ในภาวะ “ต่างฝ่ายต่างคุมเชิง” และขอความร่วมมือสื่อไทยระมัดระวังการนำเสนอ เพราะกัมพูชาติดตามข่าวสารใกล้ชิด

สำหรับประเด็นการผลักดันชุมชนกัมพูชาออกจากพื้นที่ พล.ต.เบญจพล ระบุชัดว่า “เราพร้อม” และย้ำว่าถึงเวลาเมื่อใดจะดำเนินการแน่นอน พร้อมขอบคุณประชาชนในพื้นที่ที่เป็นกำลังสำคัญให้กองทัพ โดยทิ้งท้ายว่า ไม่ว่ากัมพูชาจะออกด้วยเหตุผลใด “สุดท้ายก็ต้องออก” และขอให้ประชาชนสบายใจได้

สภากาชาดไทย จุดพลังการออมเพื่อการให้แก่เยาวชนไทย ผ่านกิจกรรม Charity Kids Club

(25 ก.ย. 68) Donation HUB สภากาชาดไทย ศูนย์รวมการบริจาคและจัดกิจกรรมหารายได้เพื่อสนับสนุนทุกภารกิจการช่วยเหลือของสภากาชาดไทย พร้อมด้วย ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ร่วมจัดกิจกรรม “Charity Kids Club – การออมเพื่อการให้” ให้แก่นักเรียนระดับชั้นปีที่ 2 – 6 โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการศึกษา โครงการการศึกษานานาชาติ โดยได้รับเกียรติจาก รศ.ดร.ดารณี อุทัยรัตนกิจ ประธานโครงการการศึกษานานาชาติ พร้อมด้วยคณะครู ให้การต้อนรับ

นางจันทร์ประภา วิชิตชลชัย รองผู้อำนวยการสำนักงานจัดหารายได้ สภากาชาดไทย กล่าวว่า “กิจกรรม Charity Kids Club – การออมเพื่อการให้ เป็นอีกหนึ่งเจตนารมณ์ของสภากาชาดไทย ในการปลูกฝังแนวคิดการออมเพื่อการให้แก่เด็กและเยาวชนไทย รวมถึงสร้างรากฐานการมีจิตสาธารณะและความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เพื่อให้เด็กและเยาวชนเติบโตไปพร้อมกับหัวใจแห่งการให้ ควบคู่กับทักษะทางด้านวิชาการ พร้อมเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ นอกจากนี้ ยังเปิดโอกาสให้พวกเขามีส่วนร่วมในภารกิจการช่วยเหลือของสภากาชาดไทย สำหรับปีนี้ เราได้เริ่มจัดกิจกรรมที่ โรงเรียนสาธิตเกษตรฯ เป็นแห่งแรก โดยได้รับความสนใจจากทั้งคุณครูและนักเรียนเป็นอย่างดี แผนต่อไปคือการขยายกิจกรรมไปยังโรงเรียนอื่น ๆ ในกรุงเทพมหานคร อาทิ โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย และโรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร เพื่อสื่อสารภารกิจและปลูกฝังค่านิยมการออมเพื่อการให้ที่งดงามต่อไป”

กิจกรรม “Charity Kids Club – การออมเพื่อการให้” เป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นตั้งแต่ปี 2562 เพื่อปลูกฝัง สร้างจิตสำนึกในการให้ การเสียสละ และการมีจิตสาธารณะ รวมถึงเผยแพร่ให้เยาวชนเกิดการรับรู้ เข้าใจ ในภารกิจด้านมนุษยธรรมของสภากาชาดไทย โดยกิจกรรมในปีนี้ ได้รับการสนับสนุนจาก ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ในการจัดทำกระปุกออมสินจากวัสดุรีไซเคิล เพื่อส่งมอบให้กับนักเรียนในโรงเรียนต่าง ๆ ที่เข้าร่วมกิจกรรมสนุกคิด สนุกทำ จุดประกายหัวใจแห่งการให้

บรรยากาศของกิจกรรม Charity Kids Club เต็มไปด้วยความสนุกสนาน โดยนักเรียนได้รับชมแอนิเมชันบอกเล่าถึงภารกิจหลักของสภากาชาดไทย รวมถึงการปลูกฝังวินัยการออม ผ่านตัวการ์ตูน “กล่องบุญ – อิ่มใจ” ตัวแทนจาก Donation HUB สภากาชาดไทย โดยมีช่วงสำคัญ คือการให้นักเรียนที่เข้าร่วมกิจกรรมได้ร่วมกัน “Make mini promise” เขียนคำสัญญาสั้น ๆ เกี่ยวกับการออมเงินเพื่อช่วยเหลือผู้อื่นลงบนกระปุกออมสิน ซึ่งไม่เพียงแต่สร้างแรงบันดาลใจให้เด็ก ๆ มุ่งมั่นทำตามสัญญาของตน แต่ยังเป็นสิ่งเตือนใจให้เด็ก ๆ ได้รู้จักการออมเงิน และเข้าใจว่าการแบ่งปันแม้เพียงเล็กน้อยก็สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่แก่ผู้อื่นได้

เจนกิจ นัดไธสง สวทท.68 รายงาน

ด.ต.วัชรนนท์ ตำรวจจราจรโครงการพระราชดำริ ถูกแท็กซี่ชนกลางสี่แยก ยันไม่ติดใจเอาความเพราะ ‘ภารกิจส่งอวัยวะสำคัญกว่า’ เรื่องคดีความส่วนตัว

จากเหตุการณ์เมื่อวันที่ (22 ก.ย. 68) ที่ผ่านมา เกิดอุบัติเหตุรถแท็กซี่ฝ่าไฟแดงชนรถจักรยานยนต์ตำรวจจราจรโครงการพระราชดำริ บริเวณแยกสวนมิสกวัน ถนนราชดำเนินนอก ขณะ ด.ต.วัชรนนท์ คงสินจีราภัทร์ ผบ.หมู่ งาน 3 กก.6 บก.จร. กำลังปฏิบัติภารกิจนำส่งอวัยวะจากโรงพยาบาลชลบุรีไปยังโรงพยาบาลศิริราช

ด.ต.วัชรนนท์ เปิดเผยว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน แม้จะเปิดสัญญาณไฟฉุกเฉินและมีเจ้าหน้าที่อำนวยการจราจรตลอดเส้นทาง แต่รถแท็กซี่ก็พุ่งเข้าชน โชคดีที่ตนบาดเจ็บเพียงเล็กน้อย ยังสามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อได้ พร้อมยืนยันว่าไม่ติดใจเอาความ เนื่องจากเข้าใจว่าเป็นอุบัติเหตุที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น

หลังเหตุการณ์ คนขับแท็กซี่ได้รีบลงมาแสดงความเสียใจและขอโทษ ซึ่งทั้งสองฝ่ายตกลงไกล่เกลี่ยกันเรียบร้อย โดย ด.ต.วัชรนนท์ ระบุว่าไม่อยากให้เรื่องบานปลาย แถมยังรู้สึกสงสารคู่กรณี เพราะภารกิจนำส่งอวัยวะสำคัญกว่าการเอาเรื่องคดีความส่วนตัว

ด้าน พล.ต.ท.นิธิธร จินตกานนท์ ผบช.ศ. และหน.คณะทำงานภาพลักษณ์งานจราจร ได้เดินทางตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจถึง กก.6 บก.จร. พร้อมมอบของที่ระลึกและเงินบำรุงขวัญแก่ ด.ต.วัชรนนท์ โดยย้ำชื่นชมความเสียสละของเจ้าหน้าที่จราจรโครงการพระราชดำริ ที่ทำงานเพื่อประชาชนตามพระราชปณิธาน และยืนยันจะพิจารณามาตรการป้องกันเหตุซ้ำในอนาคต

กรมพระศรีสวางควัฒนฯ ทรงเปิดกองทุน 'หทัยทิพย์' พระราชทานเงิน 1 ล้านเป็นทุนตั้งต้น สร้างกำแพงชายแดนไทย-กัมพูชา

เมื่อวันที่ (24 ก.ย. 68) เวลา 13.58 น. ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี เสด็จไปทรงเปิดโครงการ “กองทุนหทัยทิพย์” ภายใต้มูลนิธิจุฬาภรณ์ ณ ศูนย์ประชุมสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร

การนี้ พระราชทานพระวโรกาสให้ รองศาสตราจารย์ ดร.ชูศักดิ์ ลิ่มสกุล รองประธานสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ฝ่ายบริหารและอาคารสถานที่ กราบทูลรายงานวัตถุประสงค์การจัดตั้ง กองทุนหทัยทิพย์ ซึ่งศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี มีพระดำริให้จัดตั้งขึ้น พร้อมทรงรับเป็นประธานกรรมการบริหารกองทุน ด้วยทรงยึดมั่นในพระปณิธานในการบำบัดทุกข์ บำรุงสุข เพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตของประชาชนชาวไทยให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และเสริมสร้างความมั่นคงปลอดภัยที่ยั่งยืนแก่ประเทศชาติและประชาชนในทุกสถานการณ์ ทั้งนี้ ในสถานการณ์ปัจจุบันมีความน่าเป็นห่วงอย่างยิ่งในความปลอดภัยในกำลังพลแนวหน้า และประชาชนที่อยู่บริเวณชายแดน จึงเห็นควรสนับสนุนการสร้างกำแพงและบังเกอร์ชายแดนไทย-กัมพูชา เป็นอันดับต้น โดยพิจารณาจากจุดที่มีความเป็นไปได้และมีความจำเป็นเร่งด่วน เพื่อความมั่นคงและความปลอดภัยของประชาชน โดยจะดำเนินการร่วมกับหน่วยงานเกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการโดยเร็วที่สุด

โอกาสนี้ มีพระดำรัสเปิดกองทุนหทัยทิพย์ ความว่า “ข้าพเจ้ามีความยินดีอย่างยิ่ง ที่ได้มาทำพิธีเปิด ”กองทุนหทัยทิพย์" ในวันนี้ การจัดตั้ง "กองทุนหทัยทิพย์" เป็นความตั้งใจของข้าพเจ้า ที่จะให้การสนับสนุนการดำเนินงานของภาครัฐและเอกชนในการป้องกันและแก้ไขปัญหาวิกฤตความมั่นคงและความปลอดภัยของประชาชนและประเทศชาติ อันเกิดจากปัญหาความไม่สงบ หรือเหตุการณ์ที่ก่อให้เกิดภยันตรายแก่ชีวิตและทรัพย์สิน และอธิปไตยของชาติ และยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น

"กองทุนหทัยทิพย์" จึงถือกำเนิดขึ้นจากความตั้งใจของข้าพเจ้าที่จะรวมพลังของทุกฝ่ายให้การบรรเทาทุกข์และสร้างความสงบสุขแก่ปวงชนชาวไทย ข้าพเจ้าขอมอบเงินส่วนตัวจำนวน 1,000,000 บาท สมทบ "กองทุนหทัยทิพย์" เพื่อเป็นเงินทุนตั้งต้นในการขับเคลื่อนการดำเนินงานในกิจกรรม หรือโครงการสาธารณประโยชน์ต่าง ๆ ตามวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งกองทุนฯ สร้างความปลอดภัยและบรรเทาผลกระทบต่อประชาชน และเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานให้สามารถดำรงชีวิตต่อไปอย่างปกติสุข

ส่วนตัวของข้าพเจ้าจะพยายามแสวงหาเงินมาสมทบทุนกองทุนนี้เพิ่มเติมอีกจำนวน 20 ล้านบาท ในอนาคตอันใกล้ เพื่อให้กองทุนสามารถเริ่มดำเนินกิจการต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว สุดท้ายนี้ ข้าพเจ้าหวังว่า จะได้รับความร่วมมือร่วมใจจากพวกเราชาวไทยทุกคนช่วยให้ “กองทุนหทัยทิพย์”สามารถดำเนินกิจการตามวัตถุประสงค์ต่อไปด้วยความเรียบร้อย สร้างความมั่นคง และเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศชาติและประชาชนชาวไทย โดยเฉพาะในบริเวณชายแดนสืบไป”

การนี้ ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารีพระราชทานเงินเพื่อเป็นทุนตั้งต้นกองทุนในการขับเคลื่อนการดำเนินงานในกิจกรรมและโครงการสาธารณประโยชน์ ด้านต่าง ๆ ภายใต้การบริหารจัดการของคณะกรรมการบริหารกองทุนฯ โดยมีวัตถุประสงค์ที่สำคัญ คือ เพื่อให้การสนับสนุนภาครัฐ เอกชน และประชาชนในการป้องกัน และแก้ไขปัญหาอันเกิดจากสถานการณ์ความไม่สงบ ความขัดแย้ง ภัยพิบัติต่าง ๆ หรือเหตุการณ์ที่ก่อให้เกิดภยันตรายแก่ชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนชาวไทย

จากนั้น พระราชทานพระวโรกาสให้คณะผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่จากสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ สถาบันบัณฑิตศึกษาจุฬาภรณ์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ คณะกรรมการมูลนิธิจุฬาภรณ์ คณะกรรมการบริหารกองทุนหทัยทิพย์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และผู้แทนจากหน่วยงานต่าง ๆ ร่วมเข้าเฝ้าทูลเกล้าฯ ถวายเงินโดยเสด็จพระกุศลสมทบทุน 'กองทุนหทัยทิพย์'

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สมเด็จพระสังฆราช ประทานทรัพย์จำนวน 100,000 บาท สมทบกองทุน และสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ สมทบเงิน 100,000 บาท สมทบกองทุนด้วยเช่นกัน

'กองทุนหทัยทิพย์' ภายใต้มูลนิธิจุฬาภรณ์ จึงถือกำเนิดขึ้นจากพระกรุณาธิคุณและพระปณิธานอันแน่วแน่ของศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ในฐานะประธานกรรมการบริหารกองทุน ที่ทรงมุ่งหวังสร้างความเจริญมั่นคง และความผาสุกร่มเย็นมาสู่ประเทศชาติและประชาชนชาวไทย แม้ในห้วงเวลาที่ประเทศกำลังประสบปัญหาวิกฤตชายแดน พระองค์ยังทรงทุ่มเทอุทิศกำลังพระวรกายและพระสติปัญญาอย่างเต็มที่ เพื่อทรงแสวงหาแนวทางในการพระราชทานความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนและเป็นรูปธรรม ดังพระประสงค์ในการจัดตั้ง 'กองทุนหทัยทิพย์' ที่จะเป็นกลไกสำคัญในการสนับสนุนภาครัฐ เพื่อบรรเทาความทุกข์ยาก และความเดือดร้อนของเหล่าทหารที่ปฏิบัติภารกิจป้องกันชายแดน รวมถึงประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นในพื้นที่ ให้สามารถดำเนินชีวิตและก้าวผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปได้อย่างปลอดภัยในเร็ววัน

คณะกรรมการบริหารกองทุนหทัยทิพย์ ขอเชิญพี่น้องประชาชนจากทุกภาคส่วนร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการแสดงพลังปกป้องอธิปไตยของชาติ เพื่อการบรรเทาทุกข์และสร้างประโยชน์สุขสู่ประชาชนในพื้นที่ชายแดนอย่างยั่งยืน โดยบริจาคเงินสมทบ 'กองทุนหทัยทิพย์' ได้ที่ ธนาคารกรุงเทพ สาขาหลักสี่พลาซ่า ชื่อบัญชี 'เงินกองทุนหทัยทิพย์' เลขที่ 229-4-29977-7 หรือ สอบถามเพิ่มเติม ได้ที่ สำนักงานกองทุนหทัยทิพย์ โทรศัพท์ 0-2553-8618-19 ในวันและเวลาราชการ

สำนักงานตำรวจแห่งชาติจัดพิธีมอบประกาศเกียรติคุณให้กับข้าราชการตำรวจที่เกษียณอายุราชการ ประจำปี 2568 อย่างสมเกียรติ

เมื่อวันที่ (23 ก.ย. 68) เวลา 14.30 น. พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เป็นประธานพิธีมอบประกาศเกียรติคุณให้กับข้าราชการตำรวจที่เกษียณอายุราชการ ประจำปีพุทธศักราช 2568 ระดับพันตำรวจเอกขึ้นไป โดยมีข้าราชการตำรวจที่เกษียณอายุราชการจำนวน 409 นาย และข้าราชการตำรวจที่สมัครใจเข้าร่วมโครงการปรับเปลี่ยนกำลังพล ระดับผู้กำกับการหรือเทียบเท่าขึ้นไป จำนวน 38 นาย อาทิ พล.ต.อ.ประจวบ วงศ์สุข รอง ผบ.ตร., พล.ต.อ.ธนายุตม์ วุฒิจรัสธำรงค์ ที่ปรึกษาพิเศษ ตร., พล.ต.อ.อัคราเดช พิมลศรี ที่ปรึกษาพิเศษ ตร. โดยมี พล.ต.อ.กรไชย คล้ายคลึง รอง ผบ.ตร. พร้อมผู้ช่วย ผบตร. และข้าราชการตำรวจที่เกี่ยวข้อง ร่วมพิธี ณ หอประชุมเตมียเวส โรงเรียนนายร้อยตำรวจ อ.สามพราน จ.นครปฐม

ผบ.ตร. ได้กล่าวสดุดีแก่ผู้เกษียณอายุราชการว่า ในนามของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขอขอบคุณ ยกย่องและเชิดชูเกียรติ ในการทำงานของเพื่อนข้าราชการตำรวจทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการตำรวจระดับใดก็ตาม ย่อมถือได้ว่าท่านได้ปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างครบถ้วน สร้างประโยชน์ต่อประเทศชาติและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จวบจนกระทั่งครบวาระเกษียณอายุราชการในปี 2568 นี้ คุณงามความดี รูปแบบการทำงานต่างๆ  ตลอดจนความสัมพันธ์และความผูกพันที่ได้ร่วมกันทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่ จะถูกเก็บไว้อยู่ในใจเสมอ รวมทั้งจะยึดถือเป็นแบบอย่างในการทำงานให้กับสำนักงานตำรวจแห่งชาติต่อไป

ทั้งนี้ เมื่อเสร็จสิ้นพิธีมอบประกาศเกียรติคุณให้กับข้าราชการตำรวจที่เกษียณอายุราชการ ผบ.ตร.และคณะผู้บังคับบัญชาระดับ ตร. ได้ประกอบพิธีสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำโรงเรียนนายร้อยตำรวจ,  พิธีถวายราชสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ 5 และถวายราชสักการะพระบรมรูป รัชกาลที่ 9 จากนั้นคณะผู้บังคับบัญชาได้ร่วมงานเลี้ยงรับรองแก่ผู้เกษียณอายุราชการและคู่สมรส ณ หอประชุมชุณหะวัณ ก่อนปิดท้ายด้วยพิธีเชิญธงพิทักษ์สันติราษฎร์ลงจากยอดเสา และลอดซุ้มกระบี่ ณ ลานฝึกศรียานนท์ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ อย่างสมเกียรติ 

รพ.สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ จัดกิจกรรมวันมหิดล

(24 ก.ย. 68) โรงพยาบาลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ กรมแพทย์ทหารเรือ จัดพิธีบำเพ็ญกุศลอุทิศถวาย และวางพวงมาลาถวายราชสักการะ จอมพลเรือ สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก เนื่องในวันมหิดล

โดยมี พล.ร.ต.พัฒนชัย เฉลิมวรรณ์ ผอ.รพ.สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พร. เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร หัวหน้าหน่วยขึ้นตรง รพ.ฯ หน่วยงานภาครัฐและเอกชน เข้าร่วมพิธีสงฆ์ และวางพวงมาลาถวายราชสักการะ ณ พระราชานุสาวสรีย์ฯ รพ.สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พร. อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี

วันมหิดล เป็นวันระลึกถึง จอมพลเรือ สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ตรงกับวันที่ 24 กันยายน ของทุกปี จอมพลเรือสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ได้รับการถวายพระสมัญญา พระบิดาแห่งการแพทย์แผนปัจจุบันของไทย จากพระราชกรณียกิจที่ได้ทรงปฏิบัติแก่วงการแพทย์ และการสาธารณสุขของ ประเทศไทย

สงขลาคว้ารางวัลใหญ่ IFEA World Festival & Event City 2025 ยกย่องเป็นเมืองแห่งเทศกาล และศูนย์กลางเมืองไมซ์ระดับโลก

(24 ก.ย. 68) จังหวัดสงขลาสร้างความภาคภูมิใจให้คนไทย หลังคว้ารางวัล IFEA World Festival & Event City 2025 บนเวทีสมาพันธ์งานเทศกาลและอีเวนต์นานาชาติ (IFEA) ที่เมืองปาล์มสปริงส์ รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐฯ เมื่อวันที่ 22 กันยายนที่ผ่านมา ถือเป็นการยืนยันว่าจังหวัดชายแดนใต้แห่งนี้สามารถก้าวสู่การเป็นเมืองไมซ์ (MICE Hub) และเทศกาลระดับโลกได้สำเร็จ

พิธีรับรางวัลนำโดยนายโชตินรินทร์ เกิดสม ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ร่วมกับนายพัฒนชัย สิงหะวาระ ผู้อำนวยการทีเส็บภาคใต้ พร้อมภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และภาคเอกชน ที่ร่วมกันผลักดันให้สงขลากลายเป็น “เมืองเทศกาล” ที่มีทั้งโครงสร้างพื้นฐานและระบบสนับสนุนการจัดงานครบวงจร

IFEA ระบุว่า เมืองที่ได้รับรางวัลไม่ใช่ผู้ชนะการแข่งขัน แต่คือเมืองที่มีศักยภาพในการจัดเทศกาลอย่างยั่งยืน ทั้งด้านเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และสังคม สงขลาถูกยกให้เป็นตัวอย่างเพราะมีการทำงานเชิงระบบ และใช้จุดแข็งด้านวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ท้องถิ่นผสมผสานกับการบริหารจัดการอย่างมืออาชีพ

รางวัลครั้งนี้ไม่เพียงยกระดับสงขลาในสายตาชาวโลก แต่ยังเปิดโอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และการลงทุน พร้อมสร้างรายได้และการจ้างงานในท้องถิ่น ตอกย้ำบทบาทของไทยในฐานะศูนย์กลางการจัดเทศกาลและไมซ์ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในอนาคต

ประชุมเชิงปฏิบัติการ การเล่นกีฬา  และสันทนาการส่งเสริมสุขภาพคนพิการทางจิต

(24 ก.ย. 68) สมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตแห่งประเทศไทย“ประชุมเชิงปฏิบัติการ กีฬาและสันทนาการ ส่งเสริมสุขภาพคนพิการทางจิต เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดียั่งยืน”

สมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตแห่งประเทศไทย นำโดย
นางนุชจารี คล้ายสุวรรณ นายกสมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตแห่งประเทศไทย จัดประชุมเชิงปฏิบัติการโครงการส่งเสริมสุขภาพคนพิการทางจิตให้มีสุขภาพดีทั้งกายและจิตใจ ด้วยการกีฬาและการสันทนาการ
ระหว่างวันที่ 24 – 25 กันยายน 2568 ณ ห้องประชุม โรงแรมชลพฤกษ์รีสอร์ท ตำบลบ้านพร้าว อำเภอบ้านนา จังหวัดนครนายก

นางนุชจารี คล้ายสุวรรณ นายกสมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตแห่งประเทศไทย กล่าวว่าโครงการประชุมเชิงปฏิบัติการ ส่งเสริมสุขภาพคนพิการทางจิตให้มีสุขภาพดีทั้งกายและจิตใจ ด้วยการกีฬาและการสันทนาการ มีวัตถุประสงค์  เพื่อให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมทุกคน  มีศักยภาพที่ดีทั้งร่างกาย จิตใจ อารมณ์ และสังคม  เพื่อให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมทุกคน  สามารถพัฒนาตนเองจากการเล่นกีฬาและการทำสันทนาการ มีสุขภาพดีทั้งร่างกาย จิตใจ อารมณ์ และสามารถเข้าร่วมสังคมกับผู้อื่นได้
 
โดยมีพระครูสังฆกิจดิลก,ดร.เจ้าอาวาสวัดสารอด กทม. วิทยากร บรรยายเรื่องสติปัญญาทุกลมหายใจเพื่อสันติสุขอย่างยั่งยืน นางนุชจารี คล้ายสุวรรณ นายกสมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตแห่งประเทศไทย บรรยายเรื่อง บรรยาย เรื่อง การเล่นกีฬามีประโยชน์อย่างไร และ เกณฑ์การคัดเลือกคนพิการทางจิตเล่นกีฬา น.ส.ญาณี  ชีวะเจริญ  พยาบาลจิตเวช  ข้าราชการบำนาญ บรรยายเรื่อง กิจกรรมสันทนาการเพื่อการผ่อนคลาย ฯลฯนอกจากนี้ ฝึกปฏิบัติ  “การทำกิจกรรมสันทนาการ” “การเล่นกีฬาสร้างสุขภาพและความสามัคคี”

กลุ่มเป้าหมาย เข้าร่วมโครงการประกอบด้วย คณะกรรมการบริหารสมาคมฯ กรรมการที่ปรึกษา ที่ปรึกษาสมาคมฯ  กรรมการภาค – เขต / ที่ปรึกษา แกนนำชมรมเครือข่าย คนพิการ/ผู้ดูแล เจ้าหน้าที่สมาคมฯ/เจ้าหน้าที่ภาค-เขต อาสาสมัคร ผู้สังเกตการณ์   วิทยากร และคณะทำงาน รวมจำนวน   778 คน                

สำหรับประเภทกีฬา ปิงปอง DORGEBE SAMSPEL สาธิต ชักกะเย่อ เบบอล โยนบอลใส่ตระกร้า เตะบอลเข้าโก เต้นออกกำลังกาย ปิงปอง คาดว่าผู้ที่เข้าร่วมกิจกรรม  ร้อยละ 90  มีความรู้ ความเข้าใจ  และมีความสามารถในการเข้าร่วมกิจกรรมการเล่นกีฬาสันทนาการ  รวมทั้งสามารถเลือกกิจกรรมการออกกำลังกายที่เหมาะสมแก่ตนเอง คนพิการทางจิตสามารถพัฒนาตนเองได้  จากการเล่นกีฬาและการทำสันทนาการ ทำให้มีสุขภาพดีทั้งร่างกาย จิตใจ อารมณ์  ลดความเครียด เพิ่มความสุข  และสามารถเข้าร่วมสังคมกับผู้อื่นได้

การฝึกผสมไทย – อินเดีย MAITREE 2025

กองทัพบกไทย ร่วมกับ กองทัพบกอินเดีย จัดการฝึกผสมร่วมกัน ภายใต้รหัส "MAITREE 2025" ประจำปี 2568 ในช่วงวันที่ 31 สิงหาคม - 15 กันยายน 2568 ณ Umroi Cantonment เมือง อุมรอย รัฐเมฆาลัย สาธารณรัฐอินเดีย เป็นการฝึกตามโครงการฝึกระหว่างหน่วยของกองทัพบกไทย กับกองทัพมิตรประเทศ โดยมีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1) เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ทางการทหาร และการทำงานร่วมกัน ในระดับยุทธวิธี 2) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถส่วนบุคคลในการปฏิบัติการร่วมกับกำลังทหาร 3) เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้, ประสบการณ์, เทคนิคการปฏิบัติทางการทหารแนวความคิดในการปฏิบัติการและการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมของทั้งสองประเทศ และ 4) เพื่อฝึกแผนปฏิบัติการร่วม ตลอดจนการฝึกควบคุมบังคับบัญชาหน่วยกำลังผสม มีผู้เข้าร่วมการฝึกฯ จำนวน 225 นายประกอบด้วย ฝ่ายไทย จำนวน 53 นาย และฝ่ายอินเดีย จำนวน 172 นาย

ในการนี้ กองทัพภาคที่ 3 ได้รับมอบหมายให้จัดกำลังพลร่วมในการการฝึกฯ ครั้งนี้ โดยจัดจากหน่วยขึ้นตรงกรมทหารราบที่ 14 กองพลทหารราบที่ 4 สำหรับเรื่องที่ทำการฝึกฯ ประกอบด้วย 
1. Search and Destroy operation
2. United Nations Chapter VI and VII
3. Road Opening Party and Mobile Check Post
4. Raid on terrorist hideouts
5. Small Team Concept 
6. Ambush and Convoy Protection 

สำหรับการฝึกผสม MAITREE 2025 ประจำปี 2568 ถือเป็นความสำเร็จในการพัฒนาขีดความสามารถในการปฏิบัติการทางทหารระดับยุทธวิธีร่วมกันทั้งสองกองทัพ และจะได้นำไปประยุกต์ใช้ต่อการปฏิบัติการทางทหารที่เกี่ยวข้อง รวมถึงเป็นการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศ ในการสร้างผลประโยชน์ของชาติให้มั่นคงยิ่งขึ้นสืบไป

‘ชัชชาติ’ ลงพื้นที่ตรวจถนนทรุดหน้า รพ.วชิรพยาบาล สั่งตั้งวอร์รูมเฝ้าระวัง!! หวั่นฝนตกซ้ำทำดินทรุดเพิ่ม

(24 ก.ย. 68) นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ลงพื้นที่ตรวจสอบถนนทรุดหน้ารพ.วชิรพยาบาล พร้อมเปิดเผยว่าจุดเกิดเหตุเกิดจากการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายม่วงใต้ โดยเป็นจุดรอยต่อระหว่างอุโมงค์กับสถานี ทำให้ดินยุบตัวและไหลเข้ามาในอุโมงค์ ส่งผลให้ท่อประปาแตกและเกิดหลุมลึกบริเวณสถานี

ผู้ว่าฯ ชัชชาติ ระบุว่า อุโมงค์และอาคารรอบข้างส่วนใหญ่มีความมั่นคง แต่สถานีตำรวจสามเสนยังถือเป็นจุดเสี่ยง เพราะไม่มีกำแพงกันดิน ทำให้เห็นเสาเข็มชัดเจน และอาจเกิดอันตรายหากฝนตกซ้ำ จึงสั่งตั้งวอร์รูมประเมินสถานการณ์ พร้อมสั่งการให้หยุดจ่ายน้ำ ตัดไฟ และติดตั้งกล้อง CCTV เพื่อตรวจสอบความเคลื่อนตัวของดิน

นอกจากนี้ กทม. ร่วมกับผู้รับเหมาและการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ประเมินอาคารรอบพื้นที่และตรวจสอบท่อประปา เพื่อป้องกันความเสียหายเพิ่มเติม และวางมาตรการความปลอดภัยรอบจุดอันตราย ขณะที่ถนนบางส่วนยังสามารถเบี่ยงเลี่ยงได้ ทำให้การจราจรไม่ติดขัดมากนัก

ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ระบุเพิ่มเติมว่า ขณะนี้ยังไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บ และยังไม่สามารถสรุปสาเหตุแน่ชัด ต้องเฝ้าติดตามและป้องกันดินทรุดเพิ่มเติม โดยเฉพาะพื้นที่ลึกประมาณ 50–100 เมตร ซึ่งถือเป็นจุดเสี่ยงหลัก และจะใช้เวลาในการแก้ไขค่อนข้างนาน เน้นความปลอดภัยเป็นลำดับแรก

สำหรับผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลวชิรพยาบาลจะงดให้บริการชั่วคราวประมาณ 2 วันเพื่อความปลอดภัย ขณะที่ผู้ป่วยในยังให้บริการตามปกติ ส่วนผู้ป่วยนอกจะถูกนัดไปโรงพยาบาลอื่น ทั้งนี้ กทม. ยืนยันว่าจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและแจ้งความคืบหน้าให้ทราบต่อไป


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top