Monday, 8 June 2026
NEWS FEED

เชียงใหม่-พิธีเชิญธงชาติ เนื่องในวันธงชาติไทย 28 กันยายน

บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 33 เป็นประธานนำกำลังพลร่วมพิธีเชิญธงชาติ เนื่องในวันธงชาติไทย 28 กันยายน

(26 ก.ย.68) พลตรีธีระ ผดุงสุนทร ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 33 เป็นประธานนำกำลังพลร่วมพิธีเชิญธงชาติ เนื่องในวันธงชาติไทย 28 กันยายนของทุกปี ณ หน้ากองบัญชาการมณฑลทหารบกที่ 33 ค่ายกาวิละ จังหวัดเชียงใหม่ วันธงชาติไทย เป็นวันที่รำลึกถึงการที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงพระราชทาน "ธงไตรรงค์" ให้เป็นธงชาติไทย ในวันที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2460 โดยกำหนดให้วันนี้เป็น "วันพระราชทานธงชาติไทย" เพื่อสร้างความภาคภูมิใจและร่วมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ

“แดงคือเลือด รินไหล ไม่รู้โรย ขาวคือโดย สัตย์ธรรม อันผ่องใส น้ำเงินคือ องค์จอมทัพ จักรีไทย คือหลักชัย รวมชาติ ให้มั่นคง” ด้วยวันที่ 28 กันยายน ของทุกปี เป็นวันที่ระลึกถึง วันที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่  6 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ประกาศให้ธงไตรรงค์เป็นธงประจำชาติไทย เมื่อวันที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2460 โดยธงชาตินั้น ได้เริ่มมีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา โดยขณะนั้น เป็นธงพื้นสีแดงตลอดผืน จนถึงประมาณ พ.ศ.2325ในรัชสมัยของสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชรัชกาลที่ 1ได้มีการเพิ่มวงจักรสีขาว เข้ามาตรงกลาง ผืนธง จนถึง พ.ศ. 2352 ได้มีการเพิ่มภาพช้างเผือกเข้ามาภายในวงจักร ตรงกลางผืนธง ต่อมาเมื่อ พ.ศ. 2373ได้เปลี่ยนภาพเอาวงจักรออก คงเหลือภาพช้างเผือก อยู่ตรงกลางผืนธงสีแดง ต่อมาเมื่อ พ.ศ.  2459 ได้ปรับเปลี่ยนภาพช้างเผือก เป็นภาพช้างเผือกทรงเครื่อง ยืนบนแท่นหันหน้าเข้าหาเสาธง บนพื้นธงสีแดง และต่อมาเมื่อ พ.ศ. 2560 ได้ปรับเปลี่ยนเป็นธงริ้วแดงขาว 5ริ้ว และ ปรับเป็นธงไตรรงค์จนถึงปัจจุบัน

โดยธงไตรรงค์นั้น คือสิ่งแทนจิตวิญญาณ และศูนย์รวมใจของคนทั้งชาติ อันประกอบด้วย สีแดง คือเลือดเนื้อโลหิตและชีวิต ที่บรรพบุรุษได้พลีสละไว้ในสนามรบ สีขาว คือความบริสุทธิ์แห่งศีลธรรมและศาสนา ดุจแสงที่ค้ำจุนจิตใจและความดีงามของคนไทย สีน้ำเงิน คือสถาบันพระมหากษัตริย์ อันเป็นหลักชัย และศูนย์รวมดวงใจไทยทั้งชาติ ที่ทรงหล่อเลี้ยง และคุ้มครองแผ่นดินสืบมา ด้วยเหตุนี้ กำลังพลทุกนาย ไม่ใช่เพียงประชาชนทั่วไป แต่คือทหารไทย ผู้สืบทอดเกียรติยศของบรรพชน ผู้มีหน้าที่พิทักษ์รักษาเอกราชของประเทศชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และเป็นผู้มีหน้าที่ ที่มิใช่เพียงปกป้องแผ่นดิน แต่คือผู้ที่ธำรงไว้ ซึ่งเกียรติแห่งธงไตรรงค์ สัญลักษณ์ ที่ยึดโยงจิตใจ ชาวไทยทั้งชาติ ให้รวมกันเป็นหนึ่ง  

สำนักงานตำรวจแห่งชาติติดอาวุธทางเทคโนโลยีให้ตำรวจจราจร ช่วยการทำงานทุกขั้นตอนแม่นยำและรวดเร็วมากขึ้น

สำนักงานตำรวจแห่งชาติจัดการอบรมสัมมนา “ปัญหาการปฏิบัติการและการบันทึกข้อมูลตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการปรับเป็นพินัย พ.ศ. 2565” โดยมี พล.ต.ท.นิธิธร จินตกานนท์ ผู้บัญชาการศึกษา/หัวหน้าคณะทำงานด้านภาพลักษณ์งานจราจร ศูนย์บริหารงานจราจร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นประธานเปิดการอบรม พร้อมพบปะผู้เข้ารับการอบรมและมอบนโยบาย เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2568 ณ กองบัญชาการศึกษา 

สำหรับการอบรมครั้งนี้มีเป้าหมายสำคัญในการ “ติดอาวุธทางเทคโนโลยีให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร” ผ่านการถ่ายทอดการใช้โปรแกรมช่วยทำสำนวนพินัย ซึ่งจะช่วยให้การทำงานเป็นไปอย่างรวดเร็ว ถูกต้อง และลดความซับซ้อน ตั้งแต่การออกใบสั่ง การติดตามผู้กระทำผิดจราจร เช่น ฝ่าฝืนสัญญาณไฟจราจร ขับรถเร็วเกินกำหนด ไม่สวมหมวกนิรภัย ตลอดจนความผิดจราจรอื่น ๆ ที่ไม่ชำระค่าปรับ ไปจนถึงการดำเนินการส่งฟ้องต่อศาล ซึ่งปัจจุบันโทษปรับตามใบสั่งจราจร ถือเป็นโทษปรับทางพินัย มีอัตราโทษปรับสุงสุดไม่เกิน 4,000 บาท หากผู้ขับขี่ไม่ชำระค่าปรับ เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรจะทำรายงานพร้อมพยานหลักฐานเป็นสำนวนคดีพินัย ส่งไปยังพนักงานอัยการเพื่อฟ้องศาลให้บังคับโทษตามกฎหมายต่อไป โดยปัจจุบันมีการทำสำนวนคดีใบสั่งจราจรส่งไปยังพนักงานอัยการแล้วทั้งสิ้น จำนวนกว่า 3,000 คดี  

เนื้อหาการอบรมยังครอบคลุมการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและการแก้ไขปัญหาอุปสรรคที่เจ้าหน้าที่พบเจอในการปฏิบัติหน้าที่จริง เพื่อนำมาพัฒนาระบบการทำงานให้มีประสิทธิภาพและอำนวยความสะดวกแก่ทั้งเจ้าหน้าที่และประชาชน

ในโอกาสนี้ พล.ต.ท.นิธิธรฯ ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการบังคับใช้กฎหมายจราจรอย่างเคร่งครัดและถูกต้องตามหลักกฎหมาย โดยกล่าวว่า เจ้าพนักงานจราจรทุกนายต้องยึดมั่นในความถูกต้อง โปร่งใส และสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชน การใช้เทคโนโลยีในการทำงานจะช่วยยกระดับมาตรฐาน เพิ่มความมั่นใจ และทำให้การบังคับใช้กฎหมายมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ซึ่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติยังคงมุ่งพัฒนากระบวนการทำงานด้านจราจรอย่างต่อเนื่อง ด้วยการผนวกองค์ความรู้และเทคโนโลยี เพื่อเสริมสร้างศักยภาพตำรวจไทย ให้พร้อมรับมือกับความท้าทายและปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมั่นใจ ปลอดภัย และเกิดประโยชน์สูงสุดแก่พี่น้องประชาชน

พล.อ.ศานติ นำทีมไทยร่วมเวทีทหารนานาชาติ คุย ‘สหรัฐฯ–มาเลเซีย’ เน้นแก้ปัญหาชายแดนสันติ

(26 ก.ย. 68) พล.อ. ศานติ ศกุลตนาค หัวหน้าคณะนายทหารฝ่ายเสนาธิการประจำผู้บังคับบัญชา เป็นผู้แทน พล.อ. พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก เข้าร่วมการประชุม ผบ.ทบ. ภาคพื้นอินโด–แปซิฟิก ครั้งที่ 14 การสัมมนาการบริหารกองทัพบก ครั้งที่ 49 และการประชุมนายทหารประทวนอาวุโส ครั้งที่ 11 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 23–25 กันยายน ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ภายใต้หัวข้อ “การเปลี่ยนแปลงภายใต้สถานการณ์จริง” โดยมีผู้แทนจากกองทัพบกกว่า 23 ประเทศเข้าร่วม

การประชุมครั้งนี้มุ่งเน้นการสร้างความร่วมมือ ความไว้วางใจ และการแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านความมั่นคง ท่ามกลางความท้าทายใหม่ ๆ เช่น ภัยไซเบอร์ สงครามข้อมูลข่าวสาร และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดย พล.อ. โรนัลด์ พี. คลาร์ก ผู้บัญชาการกองกำลังทบ.สหรัฐฯ ภาคพื้นแปซิฟิก ได้กล่าวย้ำถึงความสำคัญของความร่วมมือในภูมิภาค พร้อมเปรียบเปรยว่า “ไปเร็วไปคนเดียว ไปไกลไปด้วยกัน”

ระหว่างการประชุม พล.อ. ศานติ ได้หารือทวิภาคีกับผู้นำทหารสหรัฐฯ หลายระดับ โดยเฉพาะเรื่องการฝึกผสม Cobra Gold และ Hanuman Guardian ที่ตอกย้ำความสัมพันธ์แน่นแฟ้นระหว่างกองทัพบกไทย–สหรัฐฯ รวมถึงการพัฒนาขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีทางทหาร เช่น ระบบ Stryker การต่อต้านอากาศยานไร้คนขับ (CUAS) และระบบบัญชาการรบ ซึ่งทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องให้ขยายความร่วมมือเป็นกรอบระยะยาว

นอกจากนี้ พล.อ. ศานติ ยังได้พบหารือกับ ผบ.ทบ.มาเลเซีย โดยมาเลเซียย้ำพร้อมให้การสนับสนุนการแก้ไขปัญหาชายแดนไทย–กัมพูชา และได้มอบปีกร่มกิตติมศักดิ์เป็นเกียรติแก่ผู้แทนไทย การประชุมครั้งนี้จบลงด้วยความสำเร็จ โดยกำหนดให้มีการจัดขึ้นทุก 2 ปี เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือทางทหาร แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และหาทางออกต่อปัญหาความมั่นคงในภูมิภาคร่วมกัน

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง มอบเงินช่วยเหลือพร้อมเครื่องอุปโภคบริโภค บรรเทาทุกข์ผู้ประสบอัคคีภัยชุมชนบ้านครัวใต้ เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ

เมื่อวานนี้ (25 ก.ย. 68) มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายวิชิต ชินวงศ์วรกุล รองประธานกรรมการ นายจารุรัตน์ คุณัตถานนท์ กรรมการและเหรัญญิก นางชุติมา ตันติศิริวัฒน์ ผู้ช่วยกรรมการ พร้อมด้วย นางสาวดวงชุตา ติยะพจนพรกุล ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายสังคมสงเคราะห์ และ นายรัชพร ประสงค์ทรัพย์ หัวหน้าแผนกสาธารณภัย นำทีมเจ้าหน้าที่แผนกสาธารณภัย ฝ่ายสังคมสงเคราะห์ ลงพื้นที่ให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอัคคีภัยบริเวณชุมชนบ้านครัวใต้ แขวงรองเมือง เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ รวมจำนวน 22 ครอบครัว 49 คน โดยมอบเงินสดคนละ 3,500 บาท พร้อมมอบเครื่องอุปโภคบริโภครายครอบครัว 17 ชุด รายบุคคล 5 ชุด รวมมูลค่าการช่วยเหลือทั้งสิ้น 221,500 บาท (สองแสนสองหมื่นหนึ่งพันห้าร้อยบาทถ้วน) ในการนี้ มูลนิธิส่งเสริมศีลธรรมสงเคราะห์ ร่วมมอบเงินสด ครอบครัวละ 500 บาท และพุทธสมาคมปทุมรังษี ร่วมมอบข้าวสาร คนละ 10 กิโลกรัม รวมการช่วยเหลือทั้ง 3 องค์กรคิดเป็นมูลค่าทั้งสิ้น 239,850 บาท (สองแสนสามหมื่นเก้าพันแปดร้อยห้าสิบบาทถ้วน) โดยมี นายอิทธิพล อิงประสาร ผู้อำนวยการเขตปทุมวัน ร่วมลงพื้นที่แจกจ่ายและให้กำลังใจแก่ผู้ประสบภัย ณ บริเวณลานกีฬาชุมชนบ้านครัวใต้ แขวงรองเมือง เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ

ตลอดระยะเวลากว่า 115 ปี มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ขยายขอบข่ายโครงการต่าง ๆ ออกไปอย่างกว้างขวาง ไม่เพียงแต่บำบัดทุกข์ บำรุงสุข แก่ผู้ตกทุกข์ได้ยากโดยไม่จำกัดเชื้อชาติ  ศาสนา  เท่านั้น แต่ยังได้พัฒนาคุณภาพชีวิตอีกในหลาย ๆ ทาง เพื่อเป็นองค์กรสาธารณกุศลที่ช่วยเหลือประชาชนครบวงจรในทุกๆ ด้าน ดังปณิธาน มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”

ติดตามข่าวสาร และกิจกรรมการช่วยเหลือของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่ เฟซบุ๊ก แฟนเพจ facebook.com/atpohtecktung หรือดูรายละเอียดช่องทางที่สะดวกได้ที่ https://linktr.ee/pohtecktung

สถาบันพระปกเกล้า พลิกโฉม “หน่วยงานรัฐรักษ์โลก” งดพลาสติก–ลดคาร์บอนจริงจัง เดินหน้าปรับระบบงานโปร่งใส–คุณภาพ

สถาบันพระปกเกล้าภายใต้การนำของ รศ.ดร.อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ เลขาธิการคนใหม่ เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบาย “No Plastic – Low Carbon” อย่างเป็นรูปธรรม หลังเข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2568 พร้อมประกาศยกระดับองค์กรสู่ “หน่วยงานรัฐรักษ์สิ่งแวดล้อม” อย่างแท้จริง

ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป สถาบันพระปกเกล้าจะ งดใช้ขวดน้ำดื่มพลาสติกภายในหน่วยงาน และใช้ระบบ E–Meeting ในการประชุมทุกระดับ ลดการใช้กระดาษได้กว่า 60% หรือราว 50,000 แผ่นต่อปี ช่วยลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ประมาณ 3 ตันต่อปี

“เราต้องการให้สถาบันพระปกเกล้าเป็นต้นแบบหน่วยงานรัฐยุคใหม่ที่รักษ์โลกจริงจัง ไม่ใช่แค่สโลแกน” รศ.ดร.อิสระ ย้ำ

นอกจากสิ่งแวดล้อม เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้ายังเดินหน้าปรับโฉมองค์กรในหลายด้าน อาทิ ปรับระบบ KPI งานวิจัยเน้นคุณภาพและผลกระทบเชิงสังคมแทนการนับปริมาณ พัฒนาหลักสูตรอบรม เปิดกว้างให้ผู้เหมาะสมเข้าศึกษาได้มากขึ้น ยกเลิก “ชะโงกทัวร์” เปลี่ยนเป็นการเรียนรู้อย่างจริงจัง พิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ยกระดับด้วยเทคโนโลยีอิมเมอร์ซีฟ สู่แลนด์มาร์กการเรียนรู้และคลังสมองอาเซียน ปรับกระบวนการแต่งตั้ง–โยกย้าย–เลื่อนตำแหน่งให้โปร่งใส

“เราต้องการให้สถาบันพระปกเกล้าเป็นต้นแบบหน่วยงานรัฐยุคใหม่ ที่ไม่เพียงรักษ์โลก แต่ยังปรับระบบงานให้เกิดคุณภาพ โปร่งใส และสร้างการเปลี่ยนแปลงทางสังคมอย่างแท้จริง” รศ.ดร.อิสระกล่าว

นโยบายนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของสถาบันพระปกเกล้าในการยกระดับมาตรฐานภาครัฐทั้งด้านสิ่งแวดล้อม งานวิจัย หลักสูตร และธรรมาภิบาล มุ่งสู่ต้นแบบหน่วยงานรัฐโปร่งใสและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมทุกมิติ

เจ้ากรมยุทธศึกษาทหารเรือ เป็นประธานในพิธีสวนสนามปิดการฝึกอบรมหลักสูตรทหารใหม่ ผลัดที่ 2/68 

ชื่นชมผลการฝึก 8 สัปดาห์ ที่แสดงให้เห็นการเปลี่ยนแปลงจากพลเรือน เป็นสุภาพบุรุษทหารเรือที่มีความองอาจ เข้มแข็ง

เกียรติยศแห่งความภาคภูมิใจของน้องเล็กกองทัพเรือ ก้าวสู่ชายชาติทหาร สุภาพบุรุษทหารเรือ

เมื่อวานนี้ (25 ก.ย.68) พล.ร.ท.อดิศักดิ์ แจงเล็ก เจ้ากรมยุทธศึกษาทหารเรือ (จก.ยศ.ทร.) เป็นประธานในพิธีสวนสนามปิดการฝึกอบรมหลักสูตรทหารใหม่ ภาคสาธารณศึกษา ผลัดที่ 2/68 ณ ลานสวนสนาม ศูนย์ฝึกทหารใหม่ กรมยุทธศึกษาทหารเรือ โดยมี น.อ.ทิวา อ่อนละออ ผู้บังคับการศูนย์ฝึกทหารใหม่ กรมยุทธศึกษาทหารเรือ (ผบ.ศฝท.ยศ.ทร.) และคณะผู้บังคับบัญชา ให้การต้อนรับ ณ กองบังคับการศูนย์ฝึกทหารใหม่ ต.บางเสร่ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี

การจัดพิธีดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อให้นักเรียนพลกองประจำการฯ จำนวนทั้งสิ้น 2,984 นาย โดยจัดเป็นกรมสวนสนาม ประกอบด้วย 4 กองพัน กองพันละ 5 กองร้อย (19 กองร้อยเดินสวนสนาม และ 1 กองร้อยวิ่งสวนสนาม) แสดงออกถึงความเป็นทหารที่มีความองอาจ เข้มแข็ง พร้อมเพรียง และมีระเบียบวินัย ผ่านการสวนสนามให้ผู้บังคับบัญชาระดับสูงของกองทัพเรือ ตลอดจนครอบครัว ได้เห็นผลของการฝึกอบรมตลอดระยะเวลา 8 สัปดาห์ ที่เปลี่ยนแปลงจากพลเรือนมาเป็นทหาร อีกทั้งยังแสดงออกถึงความสามัคคี และความสง่างาม สมกับการเป็นสุภาพบุรุษทหารเรือ

โอกาสนี้ เจ้ากรมยุทธศึกษาทหารเรือ ได้กล่าวชื่นชมการแสดงออกของทหารใหม่ในการสวนสนามว่า “วันนี้เป็นวันที่พวกเราทุกคน ควรภาคภูมิใจ เพราะเราได้เห็นชายหนุ่มจากหลากหลายภูมิหลังได้ก้าวขึ้นมาเป็น "ลูกผู้ชายของชาติ" ลูกผู้ชายที่ผ่านการฝึกฝน กลั่นกรอง และหล่อหลอมให้มีระเบียบวินัย จิตใจเข้มแข็ง และเสียสละเพื่อส่วนรวม ผมอยากบอกกับทุกนายว่า ราชนาวี ไม่ใช่แค่กองทัพ แต่คือบ้าน.... บ้านของลูกผู้ชาย บ้านหลังนี้อาจจะไม่ได้อบอุ่นด้วยความสะดวกสบาย แต่บ้านหลังนี้อบอุ่นด้วย "หัวใจของนักรบ" อบอุ่นด้วย วินัย ความเข้มแข็ง และความห่วงใยแบบพี่น้อง ที่พร้อมจะยืนหยัดเคียงข้างกันในยามยาก จากวันที่พวกท่านเดินเข้าสู่ประตูศูนย์ฝึกทหารใหม่ ด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยคำถาม และความกังวล จนถึงวันนี้ท่านได้กลายเป็นชายชาติทหาร ที่กล้าหาญ มีวินัย และมีเกียรติทหารเรือ ไม่ใช่แค่ตำแหน่งในเครื่องแบบ แต่คือผู้ที่พร้อมยืนหยัดกลางพายุ และไม่ยอมถอย แม้ยามคลื่นลมแรง และวันนี้ผมสัมผัสได้ถึงความพร้อมของพวกท่าน อย่างแท้จริง…

ขอชื่นชมในความพยายาม ความเสียสละ และความอดทน ที่ทุกนายได้แสดงออกมาอย่างเต็มภาคภูมิ"

โอกาสนี้เจ้ากรมยุทธศึกษาทหารเรือได้กล่าวขอบคุณผู้บังคับบัญชา ครูฝึก เจ้าหน้าที่ทุกนาย ของ ศฝท.ยศ.ทร. ที่ได้ทำหน้าที่อย่างสุดความสามารถ สมกับความไว้วางใจของกองทัพเรือ รวมถึงขอบคุณผู้ปกครองของทหารใหม่ที่มีความเชื่อมั่นมอบบุตรหลานเข้าสู่กองทัพเรือ ซึ่งเราจะดูแลเขาอย่างดีที่สุด ในฐานะทหาร ในฐานะลูกหลาน ในฐานะน้องคนเล็กของกองทัพ และในฐานะนักรบแห่งราชนาวี เป็นไปตามเจตนารมณ์ของผู้บัญชาการทหารเรือ

ทั้งนี้ทหารใหม่ ผลัดที่ 2/68 มีความพร้อมที่จะปฏิบัติงานในหน่วยต่างๆ ของกองทัพเรือ โดยจะมีการส่งตัวในวันที่ 1 ต.ค.68 ต่อไป

‘เสธ.หิ’ ลงพื้นที่เยี่ยมพี่น้องประชาชนใน จ.พิจิตร พร้อมมอบกำลังใจและถุงยังชีพบรรเทาทุกข์ให้ผู้ประสบอุทกภัย

เมื่อวันที่ (21 ก.ย. 68) ดร.หิมาลัย ผิวพรรณ ประธานที่ปรึกษามูลนิธิพระราหู พร้อมด้วย นายสุรชาติ ศรีบุศก อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดพิจิตร เขต 3 ลงพื้นที่ ณ ที่ว่าการอำเภอโพธิ์ประทับช้าง จังหวัดพิจิตร เพื่อมอบถุงยังชีพบรรเทาทุกข์ จำนวนกว่า 1,800 ชุด แก่พี่น้องประชาชนผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ 3 ตำบล ได้แก่
• ตำบลโพธิ์ประทับช้าง
• ตำบลวังจิก
• ตำบลไผ่ท่าโพ

การมอบถุงยังชีพในครั้งนี้ ได้รับการบูรณาการความร่วมมือจากฝ่ายปกครอง อำเภอโพธิ์ประทับช้าง โดยมี
• นายปัญญา ใจแปง นายอำเภอโพธิ์ประทับช้าง
• พ.ต.ท.นครินทร์ จันทรมณี รองผู้กำกับการป้องกันปราบปราม สภ.โพธิ์ประทับช้าง
• นายอำนาจ รุ่งเรือง กำนันตำบลโพธิ์ประทับช้าง
• นายอำนาจ ฟักหล่ำ กำนันตำบลไผ่ท่าโพ

รวมถึงผู้นำท้องที่–ท้องถิ่น และเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.โพธิ์ประทับช้าง ที่ได้ร่วมแรงร่วมใจในภารกิจเพื่อประชาชน

การมอบถุงยังชีพในวันนี้ มิได้เป็นเพียงแค่สิ่งของบรรเทาความเดือดร้อน แต่ยังเป็นการส่งต่อ “กำลังใจ” จากภาครัฐและภาคส่วนต่าง ๆ ให้แก่พี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย พร้อมทั้งขอบคุณทุกภาคส่วนที่ร่วมแรงร่วมใจ และขอยืนยันว่าจะไม่ทอดทิ้งใครไว้ข้างหลัง พร้อมเคียงข้างประชาชนในทุกสถานการณ์

เสียงเตือนจาก IMF ต่อเศรษฐกิจไทย ชี้อนาคตไทยโตได้!! ถ้าเร่งเปลี่ยนผ่านสู่ยุค ‘บริการสมัยใหม่’

(25 ก.ย. 68) นาย ปฐม อินทโรดม กรรมการสภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โพสต์เฟซบุ๊ก Pathom Indarodom ระบุว่า…ประเทศแถบบ้านเราเคยเติบโตอย่างก้าวกระโดดจากการเป็น “โรงงานของโลก” ผลิตสินค้าส่งออกเกินครึ่งของโลก แต่ IMF เตือนว่า ก้าวต่อไปที่จะทำให้เราโตได้จริง คือการ เปลี่ยนผ่านจากอุตสาหกรรมสู่บริการที่มีผลิตภาพสูง (Modern Services)

ไทยวันนี้อยู่ในกลุ่มประเทศที่ “อุตสาหกรรม” มีบทบาทสูงเหมือนกับจีน อินโดนีเซีย และเกาหลี แต่หากมองตามประวัติศาสตร์เศรษฐกิจของประเทศพัฒนาแล้ว สุดท้าย “ภาคอุตสาหกรรม” จะค่อย ๆ ลดบทบาทลง และการเติบโตจะมาจากบริการแทน

ปัจจุบันคนทำงานในภาคบริการในเอเชียเพิ่มขึ้นเป็นครึ่งหนึ่งของแรงงานทั้งหมด (จากเพียง 22% ในปี 1990) และการขยายตัวของบริการสมัยใหม่ เช่น การเงิน เทคโนโลยีสารสนเทศ และ Business Outsourcing จะเร่งการเปลี่ยนผ่านนี้มากขึ้น

สิ่งที่ไทยต้องคิดคือ:
• Productivity) ของการผลิตในภาคอุตสาหกรรมไทยใกล้เคียงกับผู้นำโลกแล้ว แต่ภาคบริการของเรายังตามหลังมาก → ช่องว่างนี้คือ “โอกาสการเติบโต”
• บริการสมัยใหม่ มีศักยภาพสูง เช่น Productivity ในภาคการเงินสูงกว่าภาคอุตสาหกรรมถึง 4 เท่า
• การเปิดกว้างมากขึ้นในภาคบริการ (ที่วันนี้ยังถูกกีดกัน) จะช่วยเร่งการเติบโต
• แรงงานไทย ต้องถูกเตรียมทักษะใหม่ โดยเฉพาะ Digital และ AI ไม่เช่นนั้นการเปลี่ยนผ่านสู่บริการสมัยใหม่จะไม่เกิด

IMF ชี้ชัดว่า ในช่วงที่เอเชียกำลังเผชิญปัญหาสังคมสูงวัย การเร่ง Productivity ผ่าน “บริการสมัยใหม่” คือกุญแจสำคัญของอนาคต

สำหรับไทย นี่คือสัญญาณเตือนว่า การยึดติดอยู่กับความสำเร็จในฐานะประเทศอุตสาหกรรมอาจไม่พออีกต่อไป ต้องรีบก้าวไปสู่บริการที่มีคุณค่าและผลิตภาพสูง มิฉะนั้นเราจะติดอยู่ตรงกลางของเส้นโค้งการเติบโต

จเรตำรวจแห่งชาตินำนานาชาติหารือร่วม 'Warroom IAC' ปราบคอลเซ็นเตอร์ พร้อมนำคณะลงพื้นที่ชายแดนจันทบุรีดูสถานการณ์จริง

(25 ก.ย. 68) เวลา 09.00 น. พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้บัญชาการศูนย์บริหารเหตุการณ์แก๊งคอลเซ็นเตอร์และค้ามนุษย์นานาชาติ (ศกค.) หรือ International Anti-Scam and Human Trafficking Syndicate Command Center (Warroom IAC) นำคณะผู้แทนนานาประเทศที่มาร่วมประชุมหารือด้านการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์เกี่ยวเนื่องกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ ระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กับเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการของหน่วยบังคับใช้กฎหมายจากต่างประเทศ และเจ้าหน้าที่จากองค์กรระหว่างประเทศ ลงพื้นที่จุดผ่านแดนถาวรบ้านผักกาด ต.คลองใหญ่ อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี เพื่อรับฟังการสรุปสถานการณ์และการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในพื้นที่ จ.จันทบุรี โดยมี นายมนต์สิทธิ์ ไพศาลธนวัฒน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี, พล.ร.ต.ชรัมม์ภากร พรหมภากร ผู้บัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด, พล.ต.ต.พงษ์สยาม มีขันทอง รองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว/รอง ผบ.ศกค., พล.ต.ต.ผดุงศักดิ์ รักษาสุข ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดจันทบุรี, พล.ต.ต.ภูมิพัฒน์ ภัทรศรีวงษ์ชัย ผู้บังคับการสืบสวนสอบสวน ตำรวจภูธรภาค 4, พล.ต.ต.ทรงกลด เกริกกฤตยา ผู้บังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์ และคณะ ร่วมประชุมสรุปสถานการณ์ 

จากนั้น พล.ต.อ.ธัชชัยฯ ได้นำคณะลงพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา บริเวณช่องทางธรรมชาติใกล้เมืองไพลิน ประเทศกัมพูชา เพื่อตรวจสอบมาตรการป้องกันการลักลอบข้ามแดน และรับฟังรายงานจุดที่กลุ่มแก๊งคอลเซ็นเตอร์ใช้เป็นฐานปฏิบัติการ โดยพบว่ามีอาคารสูง รั้วรอบขอบชิดในฝั่งกัมพูชา ซึ่งมีชาวต่างชาติเข้าเช่าและใช้ประโยชน์เชื่อมโยงกับการกระทำผิด ทั้งนี้ฝ่ายไทยได้เข้มงวดในการตัดการลักลอบเชื่อมต่อสาธารณูปโภคจากฝั่งไทยไปยังพื้นที่ดังกล่าว ตามมาตรการ “ระเบิดสะพานโจร” หรือการตัดสาธารณูปโภคที่อาจเอื้อประโยชน์แก่กลุ่มอาชญากรรม

พล.ต.อ.ธัชชัยฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้มีแนวโน้มความพยายามลักลอบข้ามแดนในพื้นที่ จ.จันทบุรีเพิ่มขึ้น แต่ฝ่ายไทยได้เพิ่มมาตรการเฝ้าระวังเข้มข้น และดำเนินการส่งข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับสถานที่ตั้งกลุ่มอาชญากรรมให้แก่ทางการกัมพูชาแล้ว โดยปลายเดือนกันยายนนี้ ทางการกัมพูชาจะนำ Action Plan มานำเสนอในการประชุมร่วมไทย–กัมพูชาครั้งต่อไป

นอกจากนี้ พล.ต.อ.ธัชชัยฯ ยังย้ำว่า Warroom IAC เป็นความร่วมมือระหว่างหลายหน่วยงานในไทยและนานาชาติ โดยการประชุมครั้งนี้ถือเป็นเวทีแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและการค้ามนุษย์ที่เกี่ยวข้องกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งยังมีเหยื่อจำนวนมากในหลายประเทศ ไทยในฐานะศูนย์กลางประสานงาน จะเดินหน้าสร้างเครือข่ายข้อมูลที่เข้มแข็ง รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ เพื่อมุ่งเป้าหมายสูงสุดในการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ให้หมดสิ้น

เพจ ‘สะใภ้ไทยใน Dorf’ เตือนภัย..ระวังมิจฉาชีพในต่างแดน ชี้อย่าให้ข้อมูลส่วนตัว-อย่ารับฝากของ!! เสี่ยงโดนคดีไม่รู้ตัว

(25 ก.ย. 68) เพจเฟซบุ๊ก “สะใภ้ไทยใน Dorf” เตือนคนไทยที่อยู่ยุโรปให้ระวังมิจฉาชีพรูปแบบใหม่ ห้ามให้คนที่เพิ่งรู้จักหรือไม่ได้คบหากันมานาน ใช้ข้อมูลส่วนตัว ของที่อยู่ หรือให้ทำธุรกรรมการเงินแทนเด็ดขาด หากถูกขอให้ส่งหรือรับของให้คนอื่น ให้ปฏิเสธทันที เพราะเราไม่อาจรู้ได้ว่าสิ่งของนั้นมาจากที่มาใด ถูกกฎหมายหรือไม่ และอาจเป็นของต้องสงสัยที่นำมาซ่อนหรือเก็บรอขาย

โพสต์เน้นย้ำว่าอย่าใจอ่อนกับคนหน้าตาดี พูดจาดี หรือดูเหมือนมีฐานะ เพราะกลลวงมักมาในรูปแบบเป็นมิตร ขอความช่วยเหลือเล็กน้อยแล้วผลักภาระให้เรา การยอมให้ที่อยู่บ้านหรือบัญชีของเราเป็นที่เก็บของคนอื่น แม้ด้วยความเมตตา อาจทำให้เรากลายเป็นผู้ต้องหาทางคดีโดยไม่รู้ตัว และเผชิญค่าปรับหรือความรับผิดทางกฏหมายที่คาดไม่ถึง

เพื่อความปลอดภัย เพจสะใภ้ไทยใน Dorf แนะนำให้ตั้งสติและตั้งคำถามกับการขอความช่วยเหลือทุกครั้ง ตรวจสอบเอกลักษณ์และความน่าเชื่อถือของผู้ขอความช่วยเหลือ อย่าให้ข้อมูลส่วนตัว-ที่อยู่-บัญชีธนาคารแก่คนที่ไม่แน่ใจ และไม่รับส่งของให้บุคคลที่เราไม่รู้จัก หากมีข้อสงสัยให้ขอหลักฐานการซื้อขาย เลขติดตามพัสดุ และช่องทางติดต่อที่ชัดเจนก่อนทุกครั้ง

หากพบการชวนให้ทำสิ่งน่าสงสัย ให้บันทึกแชต ภาพ และหลักฐานทั้งหมดแล้วแจ้งตำรวจท้องถิ่น หรือสถานทูต/กงสุลไทยในประเทศนั้น ๆ พร้อมแจ้งแพลตฟอร์มที่เกี่ยวข้อง (เช่น เว็บซื้อขายหรือเพจที่ติดต่อมา) เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้อื่นตกเป็นเหยื่อโพสต์นี้มีเจตนาเตือนภัย แบ่งปันให้คนไทยในยุโรปทราบโดยทั่วกัน — อย่าเป็นเหยื่อ เดินหน้าระวังและช่วยกันเตือน!


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top