Wednesday, 15 July 2026
POLITICS

รัฐบาลไต้หวัน >> รัฐบาลขอทาน!! | NEW GENS TIMES ชวนคิด กับ กิตติธัช

รัฐบาลไต้หวัน​ >> รัฐบาลขอทาน!! 

NEWS GEN TIMES ชวนคิด กับ กิตติธัช

โดย อ.ต้อม - กิตติธัช ชัยประสิทธิ์ นักวิชาการอิสระ และอาจารย์ด้านสถาปัตยกรรม สอนพิเศษด้าน ปรัชญาการเมือง สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าคุณทหารลาดกระบัง

.

.


โปรเด็ด! ถึง 15 ก.ค. นี้ Ford Ranger, MG ZS, Mazda 2 และ Nissan อัลเมร่า ทักไลน์ @THESHOPSTIMES 
คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

ครม. ไฟเขียว จัดหา 3 วัคซีน Sinovac – Pfizer - Moderna

นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติโครงการจัดหาวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) สำหรับบริการประชาชนในประเทศไทยเพิ่มเติม จำนวน 10.9 ล้านโดส  (Sinovac) กรอบวงเงิน 6,111.412 ล้านบาท  โดยจะจัดหาวัคซีนป้องกันโควิด-19 ที่ใช้เทคโนโลยีอื่นและสามารถป้องกันการติดเชื้อโควิด-19 กลายพันธุ์สูงกว่าควบคู่ไปด้วยในจำนวนการจัดหาวัคซีนป้องกันโควิด-19 จำนวน 10.9 ล้านโดส เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ให้กับประชาชน ตามแผนการจัดหาวัคซีนป้องกันโควิด-19 ในส่วนที่เหลือเพื่อให้สามารถจัดหาวัคซีนให้แก่ประชาชนให้ครบ 150 ล้านโดส ภายในไม่เกินไตรมาสที่ 2 ของ ปี 2565  

รูปแบบโครงการฯ เป็นการจัดหาวัคซีนโควิด-19 สำหรับสร้างภูมิคุ้มกันโรคแก่บุคลากรและประชาชนกลุ่มเสี่ยง 4 กลุ่ม ได้แก่ 1. บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข 2. ประชาชนที่มีโรคประจำตัวตามที่กำหนด 3. ประชาชนที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป 4. เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมโรคโควิด -19 ที่มีโอกาสสัมผัสผู้ป่วย  ระยะเวลาดำเนินการ 2 เดือน (กรกฎาคม-สิงหาคม) 

ทั้งนี้ กรมควบคุมโรคกำหนดจัดหาวัคซีนโควิด-19 ในเดือนกรกรกฎาคม จำนวน 3,894.8000  ล้านบาทและเดือนสิงหาคม จำนวน 2,169.9600 ล้านบาท โดยมีค่าบริการจัดการวัคซีนโควิด-19 และในส่วนที่เกี่ยวข้องอีก 46.6520 ล้านบาท รวมวงเงินทั้งสิ้น 6,111.4120 ล้านบาท  

“สำหรับวัคซีนจากบริษัท Sinovac จำนวน 10.9 ล้านโดส เพื่อช่วยให้ประชาชนสามารถเข้าถึงวัคซีนโควิด-19  ตามนโยบายรัฐบาล สร้างภูมิคุ้มกันโรคแก่ประชาชน ลดอัตราการป่วย/เสียชีวิต รวมทั้งลดค่าใช้จ่ายในการดูแลผู้ป่วย” 

ขณะเดียวกัน ที่ประชุมครม. ยังเห็นชอบวัคซีน “ไฟเซอร์” (Pfizer) ซึ่งเป็นวัคซีนหลักฉีดฟรีให้ประชาชน โดยกระทรวงสาธารณสุขมอบหมายอธิบดีกรมควบคุมโรคดำเนินการ และนำข้อสังเกตของอัยการสูงสุด ไปการเจรจาจัดหา จำนวน 20 ล้านโด๊ส แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดในสัญญาได้ รวมถึงการรับมอบวัคซีนบริจาคจากรัฐบาลสหรัฐฯ ด้วย

นอกจากนี้ ครม. ยังเห็นชอบจัดซื้อวัคซีน “โมเดอร์น่า” (Moderna) ซึ่งวัคซีนทางเลือก โดยซื้อกับเอกชน ดำเนินการโดยกระทรวงสาธารณสุข ให้องค์การเภสัช เป็นตัวกลางจัดหา และผู้อำนวยการองค์การเภสัช (อภ.) เป็นผู้ลงนามในสัญญา ซึ่งยังไม่ได้ระบุจำนวน รอยืนยันยอดจัดซื้อจากเอกชนก่อน ซึ่งเร็ว ๆ นี้จะได้ข้อสรุป

“อนุทิน” เผยข่าวดี ครม.อนุมัติจัดหาไฟเซอร์ โมเดอร์นาแล้ว 

ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการ สธ. ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้า การจัดหาวัคซีนโควิด 19 ว่า ได้มีการนำเรื่องการจัดหาวัคซีนไฟเซอร์และโมเดอร์นาตามนโยบายของ ศบค.และรัฐบาลเข้าสู่การพิจารณาของ ครม. ในที่ประชุมได้ซักถามข้อสงสัย และมีการชี้แจงถึงความจำเป็นเร่งด่วน ที่สุดแล้ว ทางคณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบ และให้กรมควบคุมโรค ลงนามสัญญาจัดหาวัคซีนไฟเซอร์ และรับการสนับสนุนจากรัฐบาลสหรัฐอเมริกา 
ร่างสัญญาเรื่องวัคซีน ที่ให้สำนักงานอัยการสูงสุดพิจารณา ทั้งของกรมควบคุมโรคกับไฟเซอร์ และขององค์การเภสัชกรรมกับโมเดอร์นา ทางกระทรวงสาธารณสุขได้รับทราบความเห็นกลับมาแล้ว แน่นอนว่ากระทรวงสาธารณสุขจะเดินหน้าเรื่องนี้ให้ดีที่สุด หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะหาเงื่อนไขที่เหมาะสมก่อนลงนาม ซึ่งทั้งหมด ยังอยู่ในเงื่อนเวลาที่จะเจรจาได้ โดยมีเวลาพอสมควร หลังจากที่ลงนามใน Term Sheet ไปแล้วก่อนลงนามสัญญาจัดซื้อ อย่างไรก็ตาม จะไม่กระทบเวลาส่งมอบวัคซีนตามแผน เมื่อถามถึงข้อเรียกร้องเรื่องการจัดหาวัคซีนแบบ mRNA อย่างเร่งด่วน นายอนุทิน กล่าวว่า พร้อมรับฟัง และหาทางออกแน่นอน ทั้งนี้ ขอยืนยันว่า การพิจารณาวัคซีนของไทย ตั้งอยู่บนหลักการพิจารณาจากหลักฐานข้อมูล และทางวิชาการเป็นสำคัญ ส่วนข้อเสนอต่างๆ จากหลายๆ ฝายนั้น ทางภาครัฐไม่ปิดกั้นแน่นอน สามารถเสนอเข้ามาได้ และเมื่อมีข้อสงสัย ภาครัฐ ก็พร้อมจะชี้แจง 

“พงศ์พรหม” ฝากนายกฯ ดูระเบิดโรงงานย่านกิ่งแก้ว บทเรียนระบบราชการล้มเหลว ปล่อยโรงงานใกล้ชุมชน-สนามบิน 

นายพงศ์พรหม ยามะรัต รองหัวหน้าพรรคกล้า ตั้งคำถามหลังเกิดเหตุระเบิดโรงงานผลิตเม็ดโฟมพลาสติก บริษัท หมิงตี้ เคมีคอล จำกัด ซอยกิ่งแก้ว 21 ว่า ดูจากจุดระเบิดแล้ว คำถามคือมีการก่อสร้างโรงงานแบบนี้ รวมถึงเก็บวัตถุอันตรายจำนวนมหาศาลแบบนี้ในเขตชุมชน และใกล้สนามบินสำคัญขนาดนี้ได้อย่างไร 1.) ท้องถิ่นฝ่าฝืนผังเมือง แอบอนุญาตอุตสาหกรรมอันตรายให้มาตั้งอย่างผิดกฏหมายหรือไม่ 2.) โรงงานนี้เคยมีอยู่ก่อน แต่ชุมชนหนาแน่นย้ายเข้ามาโดยได้รับอนุญาตอย่างผิดกฏหมายหรือไม่ 

นางพงศ์พรหม กล่าวต่อว่า แต่ไม่ว่าจะเพราะอะไร 2 กรณีนี้มีคนทำผิดกฏหมายแน่ๆ การระเบิดครั้งนี้จึงฟ้องถึงระบบราชการแบบผิดกฏหมายที่แผ่กระจายไปทั่ว เพราะอุตสาหกรรมอันตรายไม่อนุญาตให้ตั้งในเขตชุมชนหนาแน่น หรือจุดเดินทางสำคัญของประเทศ ปัญหาจะเป็นกรมโยธาธิการ และผังเมือง หรือราชการ-การเมืองท้องถิ่น ฝากท่านนายกหยิบเป็นกรณีศึกษาถึง “ระบบราชการที่ล้มเหลว” ครับ 

ที่มา : https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=4437784932898277&id=100000004424101

“ บิ๊กตู่” ลั่น แม้ควบคุมเพลิงโรงงานหมิงตี้ ได้ แต่ยังไม่ประมาท สั่งเร่งสำรวจและจำกัดความเสียหายที่จะตามมา เร่งเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบพร้อมเตรียมแผนป้องกันเพื่อไม่ให้เกิดในอนาคตอีก

ระหว่างเป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมโพสต์ข้อความและภาพบนเฟซบุ๊กส่วนตัวถึงสถานการณ์ระเบิดและไฟไหม้รุนแรง ที่ จังหวัดสมุทรปราการ ว่า “สถานการณ์ล่าสุดเหตุเพลิงไหม้โรงงานหมิงตี้เคมีคอล จำกัด จังหวัดสมุทรปราการ เราสามารถควบคุมการลุกไหม้ของเพลิงได้ที่ต้นตอได้ก่อนเที่ยงคืนเมื่อวาน ทั้งนี้สิ่งที่เป็นอุปสรรคสำคัญในการที่จะเข้าถึงคือ เป็นเพลิงที่เกิดจากสารเคมี (สารสไตรีนโมโนเมอร์และสารพอลิสไตรีน) ซึ่งเป็นของเหลวไวไฟสูง 

ดังนั้นการต้องใช้ความระมัดระวังอย่างสูง และต้องใช้วิธีการโปรยโฟมดับเพลิงจากทางอากาศและระดมฉีดโฟมจากภาคพื้นดินจนสามารถปิดวาล์วถังสารเคมีทั้ง 3 จุดได้ ด้วยความสามารถและการผสานพลังของเจ้าหน้าที่และผู้เชี่ยวชาญด้านการระงับเหตุจากหน่วยงานต่างๆ ทั้งจากภาครัฐและเอกชน รวมถึงทีมโดรนของสมาคมตอบโต้ภัยพิบัติ และทีมจิตอาสาโดรน NOVY ในการส่งภาพเหตุการณ์จากทางอากาศได้แบบ Real time ทำให้สามารถประเมินสถานการณ์ได้เป็นอย่างดี และความร่วมมือจากหลายๆ หน่วยงานที่ผมได้กล่าวถึงในโพสต์ก่อนหน้านี้ 

โดยในขณะนี้ เราสามารถดับเพลิงได้แล้ว แต่ยังมีความจำเป็นต้องฉีดโฟมเพื่อควบคุมไม่ให้เกิดการปะทุขึ้นใหม่ และฉีดน้ำเพื่อลดอุณหภูมิ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญและเจ้าหน้าที่ได้คอยดูแลเฝ้าระวังในพื้นที่อย่างรอบคอบและรัดกุมที่สุด
 
การทำงานครั้งนี้ เราได้พยายามดำเนินการอย่างรวดเร็วที่สุดตั้งแต่ได้รับแจ้งเหตุ เริ่มจากการจัดตั้งศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ โดยจังหวัดสมุทรปราการในทันที เพื่อระดมทรัพยากรทั้งปวงจากทั้งภาครัฐและเอกชน ทั้งเครื่องมือขนาดใหญ่-เครื่องมือทางเทคนิคต่างๆ ผู้เชี่ยวชาญทุกแขนง กำลังพลทุกฝ่ายทั้งในการดับเพลิง การอพยพ การรักษาพยาบาล ไปจนถึงการจัดการจราจร เพื่อไม่ให้เกิดการจลาจล เป็นต้น ส่วนด้านการดูแลพี่น้องประชาชนและแรงงานที่ได้รับผลกระทบหลายพันคน องค์การบริหารส่วนตำบลบางพลีใหญ่ ได้จัดตั้งศูนย์ช่วยเหลือประชาชนเป็นการด่วน โดยได้จัดหาที่พักพิงชั่วคราว และอาหารที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณเป็นโรงครัวพระราชทานสำหรับทุกคนในพื้นที่ เพื่อให้มีขวัญและกำลังใจในการดำรงชีวิตกลับคืนมาโดยเร็ว 

“ผมเชื่อว่า สิ่งที่เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้การรับมือกับสถานการณ์ในครั้งนี้ได้ ก็คือ ความสามารถของบุคลากร และการระดมอุปกรณ์เครื่องมือต่างๆจำนวนมากเข้าร่วมระงับเหตุได้ โดยรัฐบาลได้ผลักดันและเริ่มดำเนินการแผนป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติมาตั้งแต่ปี 2558 ทำให้เรามีการฝึกซ้อมในสถานการณ์ฉุกเฉินในระดับใหญ่ หลากหลายรูปแบบมาแล้วหลายครั้ง และปรับรูปแบบ เพิ่มเติมอุปกรณ์จำเป็น ที่ทันสมัยและได้มาตรฐานเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ดังเช่นเฮลิคอปเตอร์กู้ภัย KA-32 ที่นำมาใช้สำหรับภารกิจป้องกันสาธารณภัยโดยเฉพาะ ทำให้เจ้าหน้าที่มีความชำนาญในการทำงานร่วมกันอย่างบูรณาการกันภายใต้ศูนย์บัญชาการเดียวกันในครั้งนี้"

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า แม้จะควบคุมสถานการณ์ได้แล้ว แต่งานของเรายังไม่จบ ผมได้สั่งการให้มีการสำรวจและจำกัดความเสียหายในเรื่องอื่นๆ ที่อาจจะตามมา เช่น การตรวจสภาพปนเปื้อนในดิน น้ำ น้ำใต้ดิน แม่น้ำ แหล่งน้ำ น้ำประปา และอากาศในพื้นที่โดยรอบ เพื่อลดและบรรเทาผลกระทบต่อสุขภาพของทุกคน ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว นอกจากนี้ยังต้องช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะทีมฮีโร่เจ้าหน้าที่ผู้กล้าหาญเข้าเสี่ยงอันตรายเพื่อควบคุมเหตุ ที่มีทั้งผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บ ที่ทางรัฐบาลจะดูแลอย่างดีที่สุด รวมทั้งผู้บาดเจ็บและได้รับความเสียหายอื่นๆ รวมถึงการสอบสวนสาเหตุของการเกิดเพลิงไหม้ในครั้งนี้ และการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีกในอนาคตด้วย

“บิ๊กตู่” ขอบคุณ -ชื่นชมทุกภาคส่วนช่วยร่วมดับเพลิงโรงงานย่านกิ่งแก้วสำเร็จตามแผน พร้อมดูแลผู้ได้รับความเสียหายเร่งด่วน

นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ขอบคุณและชื่นชม ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ และทุกภาคส่วนทั้งพลเรือน ทหาร ตำรวจ ที่ระดมสรรพกำลังคลี่คลายสถานการณ์เพลิงไหม้จากการระเบิดโรงงานหมิงตี้ เคมีคอล ต.ราชาเทวะ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ จนสามารถควบคุมเพลิงและดับเพลิงได้ในที่สุดในช่วงกลางดึกจนถึงเช้ามืดที่ผ่านมา โดยเฉพาะแผนการเข้าปิดวาล์วที่เป็นจุดสำคัญของไฟสำเร็จด้วยการทำงานร่วมกันอย่างเต็มกำลังความสามารถ แต่อย่างไรก็ตามยังต้องควบคุมเฝ้าระวังการปะทุและความร้อนอย่างต่อเนื่องต่อไปด้วยการฉีดน้ำลดอุณหภูมิ

“ขอให้ประชาชนที่อพยพออกไป จากพื้นที่ตามคำแนะนำของหน่วยงานราชการ อย่าเพิ่งกลับเข้ามา เพราะแม้ว่าจะดับเพลิงได้แล้ว ยังคงมีควันจากสารเคมีที่อันตรายต่อร่างกาย ขอให้ประชาชนรอฟังจากเจ้าหน้าที่และหน่วยงานต่อไปก่อน จนกว่าจะปลอดภัย ทั้งนี้ ตลอดช่วงที่เกิดเหตุ ประชาชน เจ้าหน้าที่ ต่างมีความเป็นห่วงเป็นใยกัน แสดงน้ำใจต่อกัน ช่วยกันอย่างสุดกำลัง เช่น ที่พักพิง การบริจาคอาหารและน้ำ ของใช้ที่จำเป็น ซึ่งเหล่านี้เป็นพลังสำคัญที่ทำให้สถานการณ์คลี่คลายลงได้ นายกรัฐมนตรีจึงขอขอบคุณทุกๆคน และรัฐบาลจะดูแลผู้ได้รับผลกระทบและความเสียหายอย่างดีที่สุดและเร็วที่สุด” นายอนุชา กล่าว

"คมนาคม" ยกระดับการขนส่งทางน้ำ พัฒนามิติการควบคุม กำกับ ดูแล ตามรูปแบบสากล

นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ยกระดับการพัฒนามิติการควบคุม กำกับ ดูแล การขนส่งทางน้ำของกรมเจ้าท่าให้มีความเป็นสากล รอบคอบ และเป็นไปตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อพัฒนามิติการควบคุม กำกับดูแล การขนส่งทางน้ำ ให้มีรูปแบบการดำเนินการที่เป็นสากล มีความรอบคอบ และการดำเนินการเป็นไปตามระเบียบกฎหมายที่เกี่ยวข้องเช่นเดียวกับการควบคุมกำกับดูแลการขนส่งทางอากาศ กระทรวงคมนาคมได้มีคำสั่งที่ 301/2564 แต่งตั้งคณะกรรมการแต่งตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองและดำเนินการภารกิจตามกฎหมาย กฎ คำสั่ง หรือบทบัญญัติอื่นที่มีผลบังคับเป็นการทั่วไปฯ ของกรมเจ้าท่า ซึ่งจะมีบทบาทและหน้าที่ในการพิจารณาอนุญาต การต่ออายุและการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไข ท้ายใบอนุญาตประกอบกิจการท่าเรือเดินทะเล และการพิจารณาอนุญาตให้ผู้ประกอบการขนส่งทางทะเลซึ่งถือกรรมสิทธิ์เรือไทยเช่าและใช้เรืออื่นที่มิใช่เรือไทย ในการขนส่งทางทะเล และการพิจารณาอนุญาตให้เรือของบุคคลผู้ไม่ต้องด้วยลักษณะที่จะถือกรรมสิทธิ์เรือไทยได้สามารถทำการค้าในน่านน้ำไทยได้ 

นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานประชุมคณะกรรมการกลั่นกรองและดำเนินการภารกิจตามกฎหมาย กฎ คำสั่ง หรือบทบัญญัติอื่นที่ผลบังคับเป็นการทั่วไปฯ ของกรมเจ้าท่า ครั้งที่ 1/2564  และ นายอธิรัฐ รัตนเศรษฐ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นรองประธานกรรมการ คณะกรรมการประกอบด้วย นายสรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์ รองปลัดกระทรวงคมนาคม อธิบดีกรมเจ้าท่า รองอธิบดีกรมเจ้าท่าด้านความปลอดภัย และผู้แทนจากหน่วยงานในสังกัดกรมเจ้าท่า ซึ่งการประชุมครั้งนี้ในวันที่ 5 กรกฎาคม 2564 เป็นการประชุมผ่านระบบ Zoom Cloud Meeting

ที่ประชุมได้พิจารณากำหนดให้การประชุมคณะกรรมการกลั่นกรองฯ อย่างน้อย 1 ครั้งต่อเดือน และมีมติเห็นชอบกรอบขั้นตอนและระยะเวลาในการพิจารณาอนุญาตตามระเบียบกระทรวงคมนาคมว่าด้วยการปฏิบัติราชการสำหรับการขออนุญาตประกอบกิจการท่าเรือเดินทะเล ซึ่งเป็นกิจการค้าขายอันเป็นสาธารณูปโภคอันกระทบกระเทือนถึงความปลอดภัยหรือผาสุกของประชาชน กรอบขั้นตอนและระยะเวลาในการพิจารณาอนุญาตตามระเบียบกระทรวงคมนาคมว่าด้วยการปฏิบัติราชการสำหรับ  การขออนุญาตเช่าหรือใช้เรืออื่นที่มิใช่เรือไทยในการขนส่งทางทะเล ลงวันที่ 10 สิงหาคม 2532 และกรอบขั้นตอนและระยะเวลาในการพิจารณาอนุญาตตามประกาศกระทรวงคมนาคม เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข การอนุญาตให้เรือของบุคคลผู้ไม่ต้องด้วยลักษณะ ที่จะถือกรรมสิทธิ์เรือไทยทำการค้าในน่านน้ำไทยตามมาตรา 47 ทวิ แห่งพระราชบัญญัติเรือไทย พุทธศักราช 2481 และมอบหมายกรมเจ้าท่าทำการประชาสัมพันธ์เผยแพร่ข้อมูลดังกล่าวให้ผู้รับบริการและประชาชนที่เกี่ยวข้องรับทราบต่อไป

ที่ประชุมพิจารณาเห็นชอบอนุญาตให้เรือของบุคคลผู้ไม่ต้องด้วยลักษณะที่จะถือกรรมสิทธิ์เรือไทยทำการค้าในน่านน้ำไทย ตามมาตรา 47 ทวิ แห่งพระราชบัญญัติเรือไทย พุทธศักราช 2481 จำนวน 4 ลำ เข้ามาประกอบกิจการเฉพาะเท่าที่มีเอกชนร้องขออนุญาต และเป็นการเฉพาะตราบเท่าที่ได้รับการยืนยันจากสมาคมเจ้าของเรือไทย ว่าไม่มีเรือไทย สนใจเข้ามาประกอบกิจการ และเป็นไปตามหลักเกณฑ์ ประกาศ ตาม checklist ที่กฎหมายกำหนดทุกประการ ทั้งนี้ เพื่อให้ การดำเนินการในกิจการต่าง ๆ ตามวัตถุประสงค์แห่งสัญญาการว่าจ้างเรือของเอกชน เป็นไปเพื่อประโยชน์สมตามวัตถุประสงค์เท่าที่จำเป็น และคงรักษาประโยชน์ของธุรกิจประกอบกิจการเรือของไทย

นอกจากนั้น ที่ประชุมได้มีการพิจารณาเห็นชอบร่างประกาศกระทรวงคมนาคม เรื่อง กำหนดเงื่อนไขในการอนุญาตให้ประกอบกิจการท่าเรือซึ่งเป็นกิจการค้าขายอันเป็นสาธารณูปโภคอันกระทบกระเทือนถึงความปลอดภัยหรือผาสุกของประชาชน ตามข้อ 3 (9) แห่งประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58 ลงวันที่ 26 มกราคม   พ.ศ. 2515 (ฉบับที่ 3) ซึ่งได้มีการกำหนดระยะเวลาการอนุญาตประกอบกิจการท่าเรือให้มีความชัดเจนและเพิ่มรายละเอียดเงื่อนไขในการอนุญาตให้ประกอบกิจการท่าเรือซึ่งต้องมีการจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม ตามกฎหมายส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม 

ทั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้เน้นย้ำให้คณะกรรมการกลั่นกรองและดำเนินการภารกิจตามกฎหมาย กฎ คำสั่ง หรือบทบัญญัติอื่นที่ผลบังคับเป็นการทั่วไปฯ ของกรมเจ้าท่า ดำเนินการด้วยความ รอบคอบ โปร่งใส เป็นไปตามระเบียบ กฎหมายที่เกี่ยวข้องและหลักธรรมาภิบาลอย่างเคร่งครัด 

“วราวุธ” สั่ง กรมควบคุมมลพิษเร่งสำรวจคุณภาพอากาศ-สารปนเปื้อนในท่อระบายน้ำ ในรัศมี 3-5 กม.รอบจุดเกิดเหตุ ป้อง “บิ๊กตู่” ไม่ลงพื้นที่ หวั่นสร้างอุปสรรคการทำงานให้ จนท. วอน สังคมเห็นใจ ระบุ สั่งงานจากศูนย์บัญชาการมีประสิทธิภาพมากกว่า

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้สัมภาษณ์ถึงเหตุไฟไหม้ บริษัท หมิงตี้ เคมีคอล จำกัด ตั้งอยู่เลขที่ 87 ซ.กิ่งแก้ว 21 หมู่ที่ 15 ตำบลบางพลีใหญ่ อำเภอบางพลี จ.สมุทรปราการ ซึ่งเป็นโรงงานผลิตเม็ดโฟมพลาสติก ว่า ขณะนี้กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) ของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กำลังดำเนินการตรวจวัดคุณภาพอากาศในรัศมี 3-5 กิโลเมตร โดยได้มีการส่งรถโมบายเคลื่อนที่ลงไปตรวจวัด และยังมีการติดตั้งสถานีย่อยในรัศมีดังกล่าว เบื้องต้นพบว่าคุณภาพอากาศในรัศมี 1 กิโลเมตร เป็นอันตรายต่อสุขภาพ แต่ไม่ถึงชีวิต ขณะที่ในระยะ 5 กิโลเมตรถือว่ายังเป็นระยะที่ปลอดภัยอยู่ แต่ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าปลอดภัยถึงขั้นให้ประชาชนเดินทางกลับที่พักอาศัย เพราะยังต้องตรวจสอบเรื่องสารเคมีตกค้าง และสารที่ไหลออกมาจากโรงงานซึ่งกับมาน้ำที่เราฉีดเลี้ยงไฟไม่ให้ปะทุที่อาจมีสารเคมีปนเปื้อนออกมาได้ โดยภายในวันนี้ ( 6 ก.ค.) น่าจะได้ข้อสรุป ขอประชาชนอย่าเพิ่งใจร้อน เจ้าหน้าที่กำลังเร่งทำงานทุกฝ่าย อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ คพ.กำลังระดมเข้าไปตรวจวัดคุณภาพอากาศและน้ำที่อยู่ตามท่อระบายน้ำเพื่อให้ทราบว่ามีสารเคมีตกค้างมากน้อยเพียงใด นอกจากนี้ ยังมีเจ้าหน้าที่หน่วยเคลื่อนที่เร็วปฏิบัติการโดยรอบที่เกิดเหตุ เมื่อข้อสรุปแล้ว จะได้เข้าไปทำความเข้าใจกับประชาชน

 ผู้สื่อข่าวถามว่า มีการตั้งข้อสังเกตว่าโรงงานดังกล่าวได้ทำการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) หรือไม่ นายวราวุธ กล่าวว่า โรงงานดังกล่าวตั้งมา 30 กว่าปีแล้ว ขณะนั้นยังไม่มีกฎหมายอีไอเอ แต่ไม่แน่ใจว่าหลังมีกฎหมายแล้วได้มีการทำอีไอเอเพิ่มเติมหรือไม่ จึงขอไปหาข้อมูล ประกอบกับไปดูกฎหมายผังเมือง โดยประสานกับกระทรวงมหาดไทยก่อน ซึ่งทราบมาว่าพื้นที่ที่ตั้งของโรงงานอยู่ในพื้นที่สีแดงที่มีจุดประสงค์หลักเพื่อการพาณิชย์ หลายคนสงสัยว่าทำไมโรงงานไปตั้งในชุมชน จึงต้องมาตรวจสอบว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่เชิงพาณิชย์หรือโซนที่อยู่อาศัย เพราะการที่มีโรงงานกับบ้านพักติดกันเป็นไปได้ใน 2 กรณี คือ โรงงานตั้งก่อนชุมชน หรือที่ชุมชนกระจายไปจนติดโรงงาน คงต้องดูผังเมือง   

เมื่อถามว่า โซเชียลมีเดียวิจารณ์อย่างมากว่านายกรัฐมนตรี รองนายกฯ และคนในรัฐบาล เหตุใดจึงไม่รุดลงพื้นที่ นายวราวุธ กล่าวว่า นายกฯและรองนายกฯให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง แต่ต้องเรียนตรงๆว่า หากนายกฯ หรือรองนายกฯ ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาของทุกหน่วยงานลงไปในพื้นที่แล้ว โดยธรรมชาติคนไทยเจ้าหน้าที่ทุกคนก็ต้องแห่มาต้อนรับ โดยนายกฯทราบดีว่าจะเกิดเหตุการณ์แบบนั้น ยิ่งจะทำให้วุ่นวายไปอีก จึงเป็นสาเหตุว่าทำไมถึงไม่ไป เพราะเราไม่รู้ว่าสถานการณ์ ณ ที่เกิดเหตุเป็นอย่างไร ตนเห็นว่าการที่นายกฯไม่ไปนั้นถูกต้องแล้ว เพราะการบัญชาการที่ศูนย์บัญชาการเพื่อทำหน้าที่สั่งการและประสานจะมีประสิทธิภาพมากกว่า และยังเป็นการเปิดพื้นที่ให้เจ้าหน้าที่ได้ทำงานเต็มที่ เหมือนเมื่อครั้งเหตุการณ์ถ้ำหลวงขุนน้ำนางนอน จ.เชียงราย ที่นายกฯยังไม่ไปทันที เพราะเกรงว่าจะทำให้เกิดความวุ่นวายและสร้างอุปสรรคในการทำงานของเจ้าหน้าที่ จึงขอความเห็นใจจากสังคมด้วย

นายกฯ ห่วงเหตุไฟไหม้โรงงานผลิตโฟมย่านกิ่งแก้ว สั่งการรมว.เฮ้ง รุดเยี่ยมศูนย์อำนวยการฯ และให้กำลังใจผู้บาดเจ็บจากแรงระเบิดที่ รพ.บางพลี และ รพ.สมุทรปราการ 

นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า ท่านนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ห่วงใยลูกจ้างและพี่น้องประชาชนทุกคนที่ได้รับบาดเจ็บกรณีเกิดเหตุเพลิงไหม้โรงงาน บริษัท หมิงตี้เคมีคอล จำกัด ประกอบกิจการเกี่ยวกับเม็ดโฟมและพลาสติกขนาดใหญ่ ตั้งอยู่ที่ ซอยกิ่งแก้ว 21 ตำบลบางพลีใหญ่ อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ จึงได้มอบหมายให้ผมลงพื้นที่ แทนท่าน มาเยี่ยมศูนย์อำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเหตุเพลิงไหม้ รวมทั้งเยี่ยมให้กำลังใจคนงานและประชาชนที่ได้รับบาดเจ็บจากแรงระเบิดทุกคน ที่โรงพยาบาลบางพลี และโรงพยาบาลสมุทรปราการ โดยมี นายสุทธิ สุโกศล ปลัดกระทรวงแรงงาน นายแพทย์พิเชษฐ พัวพันกิจเจริญ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลบางพลี นายทศพล กฤตวงศ์วิมาน เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูงกระทรวงแรงงาน เข้าร่วมในครั้งนี้ด้วย 

นายสุชาติ ยังกล่าวถึงการให้ความช่วยเหลือของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงแรงงานว่า เบื้องต้นสำนักงานประกันสังคมจะได้ตรวจสอบสถานะความเป็นผู้ประกันตนที่ได้รับบาดเจ็บให้ได้เข้ารับการรักษาพยาบาลตามสิทธิประโยชน์ในเรื่องของการรักษาพยาบาล และสิทธิอื่นๆ ที่พึงได้ และให้กรมการจัดหางานเตรียมหาตำแหน่งงานรองรับกรณีนายจ้างไม่สามารถจ้างลูกจ้างทำงานต่อไปได้ กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ได้มอบให้ศูนย์ความปลอดภัยในการทำงานเขต 10 และสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานงาน จ.สมุทรปราการ เข้าร่วมตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุ หน่วยงานในสังกัดกระทรวงแรงงานจังหวัดสมุทรปราการ จะได้ประสานความช่วยเหลือเพื่อจ่ายสิทธิประโยชน์แก่ผู้ประกันตนที่ได้รับบาดเจ็บทุกคนต่อไป

คนสิงคโปร์เปิดใจรับ​ SINOVAC | NEWS GEN TIMES ชวนคิด กับ กิตติธัช

แม้ตอนนี้คนไทยบางส่วนจะพยายามดิสเครดิต​วัคซีน​ SINOVAC ถึงผลลัพธ์ทาง​ 'คลินิก'​ ที่มีผลตัวเลขต่ำเตี้ยเมื่อเทียบกับวัคซีนตัวอื่น ๆ

แต่สุดท้ายเมื่อผลลัพธ์แห่งโลกความเป็นจริง​ ที่พิสูจน์ได้จากการเปิดเมืองอู่ฮั่นในจีน​ จนผู้คนออกมาใช้ชีวิตกันเหมือนปกติ​ จากการใช้วัคซีนที่หลายคนดูถูก

นี่จึงกลายเป็นอีกมุมมองที่เปลี่ยนไปต่อ SINOVAC ในสายตาคนสิงคโปร์​ ที่ตอนนี้หันมาเปิดใจยอมรับ!! แบบ​ที่ต้องเสียตังค์ซะด้วย!!

NEWS GEN TIMES ชวนคิด กับ กิตติธัช

โดย อ.ต้อม - กิตติธัช ชัยประสิทธิ์ นักวิชาการอิสระ และอาจารย์ด้านสถาปัตยกรรม สอนพิเศษด้าน ปรัชญาการเมือง สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าคุณทหารลาดกระบัง

.

.


โปรเด็ด! ถึง 15 ก.ค. นี้ Ford Ranger, MG ZS, Mazda 2 และ Nissan อัลเมร่า ทักไลน์ @THESHOPSTIMES 
คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

‘รมว.สุชาติ’ ห่วงใยเหตุเพลิงไหม้โรงงานโฟม ย่านบางพลี กำชับหน่วยงานในสังกัด เร่งดำเนินการช่วยเหลือ

รมว.แรงงาน ห่วงใยลูกจ้างที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุเพลิงไหม้ บ.หมิงตี้ เคมีคอล จำกัด โรงงานโฟม อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ กำชับเจ้าหน้าที่หน่วยงานในสังกัด เร่งตรวจสอบพร้อมช่วยเหลือ ด้านสิทธิประโยชน์ตามขั้นตอนอย่างเร่งด่วน

นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยถึง กรณีเกิดเหตุเพลิงไหม้โรงงาน บริษัท หมิงตี้ เคมีคอล จำกัด ประกอบกิจการเกี่ยวกับเม็ดโฟมและพลาสติกขนาดใหญ่ ตั้งอยู่ที่ ซอยกิ่งแก้ว 21 ตำบลบางพลีใหญ่ อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ ว่า รัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี โดยกระทรวงแรงงาน ภายใต้การกำกับดูแลของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี มีความเป็นห่วงลูกจ้างที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุเพลิงไหม้ดังกล่าว จึงสั่งการให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงแรงงานในพื้นที่ที่รับผิดชอบเข้าไปดูแลและช่วยเหลือลูกจ้าง

จากการตรวจสอบของสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดสมุทรปราการ พบว่า ขณะเกิดเหตุมีพนักงานกำลังปฏิบัติหน้าที่อยู่ 9 คน และได้กลิ่นเหม็นและแสบจมูกจึงออกมานอกอาคาร จากนั้นได้ยินเสียงระเบิดขึ้นที่โกดังเก็บสารเคมีและเกิดเพลิงลุกไหม้อย่างรวดเร็ว แรงระเบิดทำให้พื้นที่โรงงานเสียหายทั้งหมด และขยายวงกว้างไปโรงงานใกล้เคียงและบ้านเรือนประชาชน มีผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าวแล้วกว่า 20 คน พร้อมกันนี้ได้กำชับสำนักงานประกันสังคมเข้าไปตรวจสอบสถานะผู้ประกันตนที่ได้รับบาดเจ็บให้ได้เข้ารับการรักษาพยาบาลตามสิทธิประโยชน์ในเรื่องของการรักษาพยาบาล และสิทธิอื่น ๆ ที่พึงได้ และให้กรมการจัดหางานเตรียมหาตำแหน่งงานรองรับกรณีนายจ้างไม่สามารถจ้างลูกจ้างทำงานต่อไปได้ 

นายอภิญญา สุจริตตานันท์ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กล่าวว่า ในส่วนของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ได้มอบให้ศูนย์ความปลอดภัยในการทำงานเขต 10 และสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานงาน จ.สมุทรปราการ เข้าร่วมตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุ พบว่าปัจจุบันเจ้าหน้าที่ดับเพลิง สามารถควบคุมเพลิงสถานที่เกิดเหตุได้แล้ว แต่ยังอาจมีการปะทุขึ้นได้ ทั้งนี้ ทางจังหวัดได้สั่งการให้ปิดพื้นที่ไม่ให้บุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องเข้าไปในพื้นที่ และอพยพประชาชนออกจากพื้นที่ระยะห่างมากกว่า 5 กิโลเมตร โดยจัดศูนย์อำนวยการให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ อบต.บางพลีใหญ่ และโรงเรียนเตรียมปริญญานุสรณ์ รวมทั้งจัดศูนย์อำนวยการทีมกู้ชีพและรถพยาบาลเตรียมความพร้อมรอให้ความช่วยเหลือที่วัดกิ่งแก้ว โดยจากการตรวจสอบในเบื้องต้นพบว่ามีลูกจ้างในระบบ 46 คน บาดเจ็บ 10 คน เนื่องจากสภาพโรงงานเสียหายทั้งหมดไม่สามารถประกอบกิจการต่อไปได้ พนักงานตรวจแรงงานจะได้พูดคุยกับนายจ้างว่าจะดำเนินการต่อไปอย่างไร โดยจะดูแลให้เกิดความเป็นธรรมหากมีการเลิกจ้างลูกจ้างด้วย

“บิ๊กป้อม” แสดงความเสียใจ สั่งระดมกำลังทุกหน่วย เร่งเข้าไปช่วยคลี่คลายเหตุโรงงานสารเคมีระเบิด

พล.ท.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกประจำ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวแสดงความเสียใจกับครอบครัวของผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต จากเหตุการไฟไหม้โรงงาน หมิงตี้ เคมีคอลจำกัด ซอยกิ่งแก้ว บางพลี สมุทรปราการ จนเกิดระเบิดเป็นวงกว้างและมีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บหลายราย

โดย พล.อ.ประวิตร’ ได้สั่งการให้ กระทรวงมหาดไทย โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) และ กทม. รวมทั้งกรมควบคุมมลพิษและตำรวจ เร่งเข้าไปช่วยประเมินและคลี่คลายสถานการณ์ในพื้นที่ทันที โดยให้จัดการจราจรและกันประชาชนออกจากพื้นที่ในรัศมีที่ปลอดภัยสูงสุด และหากมีความจำเป็นให้อพยพประชาชนออกจากพื้นที่เสี่ยงไปยังพื้นที่ปลอดภัยทันที โดยขอให้ กทม.เตรียมพื้นที่ปลอดภัยเป็นที่พักชั่วคราวรองรับ 

พร้อมทั้ง ขอให้กองทัพ จัดกำลังพล ยานพาหน รวมทั้งยุทโธปกรณ์ที่จำเป็นและเจ้าหน้าที่แพทย์สนาม เข้าไปดูแลผู้ที่ได้รับบาดเจ็บส่งเข้ารับการรักษา และสนับสนุนการเคลื่อนย้ายประชาชน โดยให้ทำงานร่วมกับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยและกรมควบคุมมลพิษอย่างใกล้ชิด ในการควบคุมเพลิง การควบคุมสารพิษที่รั่วไหลและประเมินสถานการณ์เป็นระยะ ๆ จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย

“สงคราม” ชี้ไม่มี “บิ๊กตู่” ปัญหาไวรัสโควิดคลี่คลายแน่ อัด 120 วัน เปิดประเทศแค่ฝันกลางแดด เอกชนเชื่อไทยเปิดประเทศปี 66

นายสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคเพื่อชาติและอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิดในประเทศไทยทวีความรุนแรงขึ้น รัฐบาลยังไม่สามารถแก้ปัญหาได้ ในขณะเดียวกันวัคซีนทางเลือกจะเป็นทางออกของประเทศไทยก็ไม่สามารถดำเนินการได้มันต่อความต้องการของประชาชน เพราะพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี อวดเก่งรวบอำนาจสั่งการการแก้ปัญหาของสถานการณ์ระบาดของไวรัสไว้เพียงผู้เดียวแต่ทำงานไม่เป็น และไม่พูดความจริงกับประชาชน ดีแต่โกหกไปวัน ๆ จนเอกชนทนไม่ไหว เพราะรัฐไร้น้ำยารักษาชีวิตประชาชน

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า ประเทศไทยยังไม่พร้อมที่จะเปิดประเทศ เพราะรัฐบาลไม่สามารถจัดการแก้ปัญหาได้ ประชาชนฉีดวัคซีนได้เพียงร้อนละ 10 ของประชากรทั้งประเทศ ดังนั้น การเปิดประเศทศ 120 วัน คือความฝันกลางแดดของพลเอกประยุทธ์เท่านั้น หากยังแก้ปัญหาล้มเหลว และวัคซีนที่มีอยู่ไม่สามารถจัดการเชื้อไวรัสได้ เพราะมีการกลายพันธุ์หนีวัคซีนไปแล้ว ดังนั้น การเปิดประเทศจึงเป็นไปไม่ได้ สำหรับประเทศไทยหนักกว่า เพราะประชาชนยังไม่ได้ฉีดวัคซีนอีกเกินครึ่งประเทศ ดังนั้นภาคเอกชนมองว่าไทยสามารถเปิดประเทศได้ในปี 2566 หรืออีก 2 ปีข้างหน้า จึงจะสามารถทยอยเปิดประเทศได้บางส่วน

นายสงคราม กล่าวด้วยว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นต้องแก้ที่พลเอกประยุทธ์ ควรพูดความจริงกับประชาชน เลิกโกหกรายวันหากต้องการแก้ปัญหาให้ประชาชนจริง กรณีวัคซีนทางเลือกหากภาคเอกชนไม่ออกมาพูดประชาชนก็คงไม่รู้ว่ารัฐบาลกำลัเล่นละครตบตาประชาชนอยู่ เอาความเสียหายของประเทศชาติ และเอาชีวิตประชาชนเป็นตัวประกันเพื่อสนองอำนาจของพลเอกประยุทธ์ เป้าหมายของพลเอกประยุทธ์ หวังเพียงอยู่ในอำนาจ ให้นานที่สุด รวมทั้ง หวังใช้อำนาจเป็นเกราะปกป้องตัวเองและพวกพ้องเท่านั้น ไม่ใส่ใจว่าประชาชนจะเดือดร้อนแค่ไหน ทุกวันนี้มีแต่คนประจบสอพลอ ไปไหนก็มีแต่ผักชีโรยหน้า
“พลเอกประยุทธ์ต้องเลิกแกล้งโง่ การยกขบวนไปเกิดการท่องเที่ยวภายใต้โครงการการภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ ท่ามกลางการระบาดไวรัสที่ยังไม่สามารถควบคุมได้ หากมีการติดเชื้อเพิ่มพลเอกประยุทธ์ จะรับผิดชอบอย่างไร เชื่อว่าคนอย่างพลเอกประยุทธ์คงไม่รับผิดชอบ ดีที่สุดคือการจ่ายเศษเงินเยียวยาให้ผู้ประกอบการเท่านั้น คิดได้แค่นี้ก็ไม่ควรจะเป็นผู้นำประเทศอีกต่อไป เพราะในประเทศไทยมีคนที่เก่งกว่าพลเอกประยุทธ์อีกมาก และหากพลเอกประยุทธ์ลาออกเชื่อปัญหาไวรัสโควิดคลี่คลายแน่ ”นายสงครามกล่าว

สมศักดิ์ รมว.ยุติธรรม เป็นประธานหารือ 6 ประเทศ ตัดเส้นทางสารตั้งต้นและเคมีภัณฑ์เข้าแหล่งผลิต 

นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมระดับเจ้าหน้าที่อาวุโสภายใต้กรอบความร่วมมือในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงเพื่อยกระดับการสกัดกั้นยาเสพติดภายใต้แผนปฏิบัติการร่วมสามเหลี่ยมทองคำ 1511 โดยมี นายวิชัย ไชยมงคล เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (เลขาธิการ ป.ป.ส.) นางสาวณัฐธ์ภัสส์ ยงใจยุทธ ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม นายธนวัชร นิติกาญจนา ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม คณะผู้บริหาร ป.ป.ส. เจ้าหน้าที่อาวุโสจากหน่วยงานปราบปรามยาเสพติดประเทศกัมพูชา จีน สปป.ลาว เมียนมา และเวียดนาม และผู้แทนจากสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Office on Drugs and Crime : UNODC) เข้าร่วม วัตถุประสงค์เพื่อยกระดับการป้องกันไม่ให้มีการนำสารตั้งต้นและเคมีภัณฑ์เข้าสู่พื้นที่ผลิตยาเสพติดสามเหลี่ยมทองคำและยกระดับการสกัดกั้นยาเสพติดไม่ให้ยาเสพติดถูกลักลอบลำเลียงออกสู่อนุภูมิภาคและภูมิภาคอื่น ๆ 

ณ สำนักงาน ป.ป.ส. (ดินแดง) นายวิชัย ไชยมงคล เลขาธิการ ป.ป.ส. กล่าวว่า “การประชุมในครั้งนี้ เป็นไปตามข้อสั่งการของนายสมศักดิ์ เมื่อวันที่ 7 มิ.ย. 2564 ให้สำนักงาน ป.ป.ส. ประสานกับประเทศกลุ่มน้ำโขง 6 ประเทศ คือ จีน เมียนมา สปป.ลาว กัมพูชา เวียดนาม และสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) ประชุมหารือถึงสถานการณ์และแนวทางการแก้ไขปัญหายาเสพติดร่วมกัน เพราะถือว่าปัญหายาเสพติดเป็นปัญหาร่วมกันของทุกประเทศที่จะต้องร่วมกันแก้ไข ซึ่งเมื่อวันที่ 8 มิ.ย. 2564 ตนได้หารือกับ นายเจรามี ดักลาส ผู้แทนประจำ UNODC ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และแปซิฟิก และได้ประสานกับประเทศในกลุ่มน้ำโขง 6 ประเทศ โดยจัดให้มีการประชุมร่วมกันในวันที่ 5 ก.ค. 2564 โดยระบบวิดีโอคอนเฟอเร็นซ์ 
จากสำนักงาน ป.ป.ส.ไปยังประเทศดังกล่าว” 

ปฏิบัติการร่วมสามเหลี่ยมทองคำ 1511 ได้ริเริ่มดำเนินการตั้งแต่ 2562 ภายใต้แผนปฏิบัติการแม่น้ำโขงปลอดภัยเพื่อควบคุมยาเสพติด 6 ประเทศ ระยะ 4 ปี (พ.ศ. 2562 - 2565) และได้รับความร่วมมืออย่างดีจากประเทศภาคีมาโดยตลอด มีผลการดำเนินการสามารถจับกุมคดียาเสพติดได้กว่า 13,476 คดี ผู้ต้องหา 16,348 คน ตรวจยึดยาเสพติดได้จำนวนมาก และสามารถยึดสารตั้งต้น หรือเคมีภัณฑ์อื่นๆ ก่อนเข้าสู่กระบวนการผลิต ที่เป็นเป้าหมายสำคัญในการจัดตั้งปฏิบัติการ 1511 ได้กว่า 1,172,267 กิโลกรัม 

สำหรับการประชุมในวันนี้ ทั้ง 6 ประเทศได้ร่วมกันกำหนดมาตรการเพื่อจัดการกับปัญหายาเสพติด ให้เข้มข้นมากยิ่งขึ้น ทั้งการรับมือกับปัญหายาเสพติดในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงเอง และปัญหาที่ส่งผลกระทบไปยังประเทศอื่น ๆ นอกภูมิภาค โดยประเทศไทยได้เสนอแนวทางให้ทุกประเทศดำเนินการร่วมกัน ดังนี้ 

1.) สกัดกั้นสารตั้งต้นและเคมีภัณฑ์มิให้รั่วไหลเข้าไปในพื้นที่สามเหลี่ยมทองคำ 

2.) จัดให้มีปฏิบัติการที่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน และปฏิบัติการคู่ขนานระหว่างประเทศร่วมกัน

3.) เฝ้าระวังการลักลอบค้ายาเสพติดออนไลน์และการขนส่งยาเสพติดผ่านช่องทางต่าง ๆ โดยเฉพาะพัสดุภัณฑ์ และการลักลอบลำเลียงยาเสพติดทางทะเลที่มีปริมาณและความถี่เพิ่มมากขึ้น 

4.) ขยายความร่วมมือในการสืบสวนปราบปรามเครือข่ายการค้ายาเสพติดรายสำคัญอย่างเต็มที่ ทั้งการทำลายวงจรและเครือข่ายการค้า การขยายผลยึดทรัพย์สิน และการติดตามผู้ต้องหาหลบหนีหมายจับ ทั้งนี้ ประเทศไทยได้นำแนวคิด Ten X Rule มาบังคับใช้ ซึ่งไทยตั้งเป้าหมายที่จะยึดทรัพย์สินของนักค้ายาเสพติดให้ได้มากขึ้น 10 เท่า จากปีที่แล้วยึดได้ 600 ล้านบาท เป้าหมายในปีนี้จะต้องยึดให้ได้ 6,000 ล้านบาท ซึ่งในปัจจุบันสามารถอายัดทรัพย์สินของนักค้ายาเสพติดได้แล้วกว่า 5,658 ล้านบาท

5.) พัฒนากฎหมายในการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดให้เป็นมาตรฐานสากล ซึ่งขณะนี้ประเทศไทยได้ยกร่างประมวลกฎหมายยาเสพติดฉบับใหม่ขึ้น กำลังอยู่ในการพิจารณาของรัฐสภาวาระที่ 2 โดยรวบรวมกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดทั้งหมดมาเป็นกฎหมายฉบับเดียวเพื่อให้สะดวกต่อการบังคับใช้ มีการกำหนดให้นำมาตรการยึดทรัพย์สินตามมูลค่าที่นักค้ายาเสพติดได้ผลประโยชน์ หรือ Value-based Confiscation มาใช้ เพื่อที่จะลดทอนศักยภาพของกลุ่มนักค้ายาเสพติดให้ได้มากที่สุด การใช้มาตรการลดอันตราย หรือ Harm Reduction เพื่อป้องกันปัญหาด้านสุขภาพและสาธารณสุขของบุคคลและสังคม 

6.) เสริมสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศในอนุภูมิภาคและนอกอนุภูมิภาคให้มีความใกล้ชิดกันมากยิ่งขึ้น และจะนำมติที่ประชุมครั้งนี้เสนอให้รัฐมนตรีทั้ง 6 ประเทศ ในการประชุมพบปะกันเพื่อหารือความร่วมมือตามแผนปฏิบัติการร่วมสามเหลี่ยมทองคำ 1511 ซึ่งในปีหน้า ประเทศจีนเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม MoU

7.) นอกจากนี้ นายสมศักดิ์ แถลงถึงผลการเข้าเยี่ยมคารวะผู้แทนจากประเทศนิวซีแลนด์ ออสเตรเลีย อเมริกาและเกาหลีใต้ ที่ทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงานด้านยาเสพติด ประจำสถานเอกอัครทูต ผลของการเข้าเยี่ยมคารวะครั้งนี้ ทางคณะผู้แทนได้กล่าวชื่นชมบทบาทนำของประเทศไทยในการผลักดันความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อแก้ไขปัญหายาเสพติด ในภูมิภาคร่วมกับกลุ่มประเทศลุ่มแม่น้ำโขง และประเทศนอกภูมิภาคที่ได้รับผลกระทบ ทุกประเทศมีความยินดีที่จะผลักดันความร่วมมือในการแก้ไขปัญหายาเสพติด ในระดับระหว่างประเทศและระดับภูมิภาคต่อไป และสนับสนุนบทบาทของไทยที่มีจุดยืนที่ชัดเจนและสามารถเป็นผู้นำให้ประเทศอื่น ๆ ยกระดับการแก้ไขปัญหายาเสพติดมากขึ้น 

โดยเฉพาะการปฏิรูปกฎหมายยาเสพติด ซึ่งจะเอื้อให้การแก้ไขปัญหายาเสพติดของประเทศไทยมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น การบังคับใช้มาตรการยึดทรัพย์ตัดวงจรเครือข่ายยาเสพติด เพื่อลดทอนศักยภาพของกลุ่มองค์กรอาชญากรรม การควบคุมเคมีภัณฑ์และสารตั้งต้น รวมถึงการแลกเปลี่ยนข้อมูลและการปฏิบัติการร่วม ตลอดจนแสดงความพร้อมร่วมขับเคลื่อนปฏิบัติการที่ประสบความสำเร็จและมีผลงานเป็นที่ประจักษ์ เช่น Task Force Storm โครงการความร่วมมือสกัดกั้นยาเสพติด ณ ท่าเรือ (SITF) และโครงการความร่วมมือสกัดกั้นยาเสพติด ณ ท่าอากาศยาน (AITF) เป็นต้น 

นายสมศักดิ์ ได้ทิ้งท้ายว่า โดยกล่าวขอบคุณที่ทุกประเทศให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี และยินดีรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอของประเทศต่าง ๆ เพื่อรวบรวมเป็นแนวทางในการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหายาเสพติดในประเทศต่อไป

รศ.ดร.ธนชาติ นุ่มนนท์ ผู้อำนวยการสถาบันไอเอ็มซี โพสต์เฟซบุ๊กเกี่ยวกับบทความ 'การบุกรุกของกองทัพคนปัญญาอ่อน' ของ ชัชรินทร์ ไชยวัฒน์

รศ.ดร.ธนชาติ นุ่มนนท์ ผู้อำนวยการสถาบันไอเอ็มซี โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า...

บทความของ ชัชรินทร์ ไชยวัฒน์ ที่เขียนไว้สองปีแล้ว แต่ก็ดูน่าจะเป็นจริงขึ้นมาเรื่อย ๆ

การบุกรุกของกองทัพคนปัญญาอ่อน

30 มิถุนายน พ.ศ. 2562

(1) ช่วงวันสองวันที่ผ่านมานี้...ใครก็ไม่รู้? ได้ไปเอาคำพูดของนักเขียน นักปรัชญาชาวอิตาลีรายหนึ่ง ชื่อว่า อุมแบร์โต เอโค (Umberto Eco) ที่เพิ่งเสียชีวิตไปเมื่อซัก 3 ปีที่แล้ว มาเผยแพร่เอาไว้ในช่องทางการสื่อสารที่เรียก ๆ กันว่า ไลน์ อะไรประมาณนั้น และแม้ว่า อันตัวข้าพเจ้าเอง จะไม่รู้เรื่อง รู้ราว ไม่เคยได้สัมผัสกับช่องทางการสื่อสารประเภทนี้ แต่เมื่อน้อง ๆ เขางัดมาโชว์ให้เห็น ก็ต้องยอมรับว่า...ออกจะเป็นคำพูดที่น่าคิด สะกิดใจ มิใช่น้อย...

(2) คือว่ากันตามสำนวนภาษาปะกิต...ที่ว่าเอาไว้ว่า Social media gives legions of idiots the right to speak when they once only spoke at a bar after a glass of wine, without harming the community. Then they were quickly silenced, but now they have the same right to speak as a Nobel Prize winner. It’s the invasion of the idiots. ก็คงประมาณว่า...แต่ก่อนนั้นพวกคนประเภทปัญญาอ่อน ได้แต่พูดอะไรโง่ ๆ ในบาร์หลังจากที่เมาไวน์กันไปพอสมควร แล้วเป็นอันต้องหุบปาก โดยไม่ได้ก่อให้เกิดพิษภัยร้ายแรงอะไรมากมายต่อผู้คน แต่หลัง ๆ นี้...ก็ด้วยสิ่งที่เรียกว่า โซเชียลมีเดีย นั่นเอง ที่ทำให้บรรดาคนเหล่านี้มีสิทธิ์จะพูดอะไรต่อมิอะไรได้เท่ากับผู้ที่มีชื่อ มีเสียง ระดับนักคิด นักปราชญ์ ผู้ได้รับรางวัลโนเบล ไพรซ์ เอาเลยก็ว่าได้ และนี่ก็คงแทบไม่ต่างไปจาก การบุกรุกของกองทัพคนปัญญาอ่อนทั้งหลาย...

(3) โดยคำพูดที่ว่านี้...ถูก-ไม่ถูก เข้าท่า-ไม่เข้าท่า อันนั้นคงต้องไปพิจารณากันเอาเอง แต่คงปฏิเสธไม่ได้ว่า ออกจะเป็นเรื่อง จริง ไม่ใช่อิงนิยายโดยเด็ดขาด สำหรับยุคนี้ สมัยนี้ เพราะอะไรที่มันเคยถูกพูด ๆ อยู่ในแวดวงผู้คนแค่ไม่กี่คน หรือในหมู่ผู้คนที่ระดับวาสนาใกล้เคียงกันและกัน ไม่ว่าจะเป็น มธุรสวาจา หรือ มทุเรศวาจา ประเภทขึ้นมึง-ขึ้นกู แจกกล้วย และแจกผลไม้รวม ทั้งหลาย ที่ถ้าหากฟังกันในหมู่เพื่อนฝูง หรือในหมู่คนปัญญาอ่อนด้วยกัน ก็ไม่ถึงกับเป็นอะไรที่น่าเกลียด น่าชัง มากมาย ถ้าเข้าหูซ้ายแล้วไม่ทะลุออกไปทางหูขวา ก็แกะออกได้ไม่ยากซ์ซ์ซ์...

(4) แต่ก็ด้วยสิ่งที่เรียกว่า โซเชียล มีเดีย นั่นเอง...ที่มันมีส่วนช่วยให้ กล้วย ธรรมดา ๆ กระจอก ๆ ของบรรดาพวกปัญญาอ่อนในแต่ละราย กลายสภาพเป็น อภิมหากล้วย ใหญ่โต มโหฬาร ขมึงทึง ยิ่งกว่าศิวลึงค์พระอิศวรเอาเลยก็ไม่แน่ คือสามารถด่าทอ กล่าวหา โจมตี ตอบโต้เล่นงานใครต่อใคร ในระดับไม่ใช่แค่คำพูดหลังบาร์ หลังแก้วเหล้า หลังจากไม่เหลือสติสัมปชัญญะอยู่ภายในสมอง ในร่างกาย แต่เพียงเท่านั้น แต่สามารถแพร่กระจายออกไปในวงกว้าง ระดับผู้คนนับเป็นหมื่น ๆ แสน ๆ หรืออาจเป็นล้าน ๆ ต้องคอยแงะ คอยแกะ คอยเตรียมน้ำเอาไว้ล้างหู ชนิดวันละ 3 เวลาหลังอาหาร เอาเลยก็ว่าได้...

(5) การที่เทคโนโลยีอันสุดแสนจะก้าวหน้า ทันสมัย อย่าง โซเชียลมีเดีย มันได้เปิดพื้นที่ สร้างพื้นที่ ให้กับคนโง่ คนปัญญาอ่อน คนหยาบ ๆ คาย ๆ อย่างชนิดกว้างขวางใหญ่โตไม่น้อยไปกว่านักคิด นักปราชญ์ ผู้ที่มีสติปัญญา มีความสามารถระดับรางวัลโนเบล ไพรซ์ อย่างที่นาย อุมแบร์โต เอโค แกได้อุปมา-อุปมัยเอาไว้ทำนองนี้ มันก็เลยน่าจะส่งผลให้เกิดฉากสถานการณ์ในแบบที่แกเรียก ๆ เอาไว้ว่า การบุกรุกของกองทัพคนปัญญาอ่อน อุบัติขึ้นมาในสังคมต่าง ๆ อย่างมิอาจปฏิเสธและหลีกเลี่ยงได้ และถือเป็นฉากสถานการณ์ที่ออกจะท้าทาย ต่อบรรดาผู้ที่คิดดี ใฝ่ดี หรือผู้ที่ต้องการให้สังคมเป็นไปในทางที่ดีทั้งหลาย ว่าจะหาทางรับมือกับ กองทัพคนปัญญาอ่อน เหล่านี้อย่างไรดี มันถึงจะเหมาะสม สอดคล้อง กับ ข้อเท็จจริงทางสังคม...

(6) คือจะไปปิดกั้น ปิดช่อง ปิดทาง ปิดประตู ปิดหน้าต่างในแต่ละบาน ๆ นั้น...คงแทบเป็นไปไม่ได้ ไม่ว่าในทาง เทคโนโลยี หรือแม้แต่ในทาง กฎหมาย ก็แล้วแต่ แต่ถ้าหากปล่อยเลยตามเลย ปล่อยให้วันแมน-วันโหวต ถือว่าเสียงทุกเสียงย่อมต้องมีความเสมอภาค มีสิทธิ์แสดงออกอย่างเท่าเทียมกันทั้งสิ้น ไม่ว่าระหว่างเปล่งเสียงมันจะออกอาการอ้วกแตก เมาแล้ว เมาเล่า แทบไม่เหลือสติสัมปชัญญะ ไม่เหลือสาระประโยชน์ใด ๆ อยู่ในคำพูด ในเสียงแต่ละเสียงเอาเลยแม้แต่น้อย ตามหลักเสรีภาพหรือหลักประชาธิปไตยใด ๆ ก็แล้วแต่ อันนี้...มันก็ออกจะยุ่งฉิบหาย ยุ่งตายห่า อยู่พอสมควร เพราะการคุยกับคนบ้า การว่ากับคนเมานั้น ไม่เพียงแต่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์โพดผลใด ๆ เผลอ ๆ อาจก่อให้เกิดโทษหนักบ้าง เบาบ้าง ไปตามสภาพ...

(7) มันก็เลยดูเหมือนจะมีอยู่แค่วิธีเดียวเท่านั้น...อย่างที่บรรดาผู้รู้ ผู้เชี่ยวชาญ ท่านเคยออกมาชี้แนะ ชี้นำเอาไว้ ว่าจะต้องหาทางทำให้ผู้คนในสังคม มีความเจริญทางสติปัญญา ทางศีลธรรม คุณธรรม ให้มาก ๆ เข้าไว้ อันอาจพอช่วยให้ เสรีภาพ ที่เปิดกว้างอย่างแทบปราศจากขอบเขต ถูกนำใช้ไปในทางที่เป็นประโยชน์กับสังคมนั้น ๆ ได้จริง ๆ และอาจจะด้วยเหตุนี้หรือไม่ อย่างไร คงต้องเก็บไปคิดกันเอาเองก็แล้วกัน ที่ทำให้สิ่งที่เรียก ๆ กันว่า ประชาธิปไตยนั้น ยังไง ๆ ...คงต้องหาทางทำให้มันมีความผนึกแนบแน่นไปกับศีลธรรม คุณธรรม ให้มาก ๆ เข้าไว้ แม้แต่จะต้อง ควบคุม หรือกำกับ ก็อาจถือเป็นความจำเป็นอย่างมิอาจปฏิเสธและหลีกเลี่ยงได้...

ทรรศนะ ชัชรินทร์-ไชยวัฒน์

การบุกรุกของกองทัพคนปัญญาอ่อน

 

 

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=10218733401917425&id=1570777112

https://www.thaipost.net/main/detail/39767


โปรเด็ด! ถึง 15 ก.ค. นี้ Ford Ranger, MG ZS, Mazda 2 และ Nissan อัลเมร่า ทักไลน์ @THESHOPSTIMES

คลิก????https://lin.ee/vfTXud9


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top