Thursday, 16 July 2026
POLITICS

'พิธา' ยืนยัน พรรคก้าวไกลงดออกเสียง แก้รัฐธรรมนูญ วาระที่ 3

เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2564 ที่อาคารรัฐสภา พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล นำทีม ส.ส.พรรคก้าวไกล เเถลงข่าวต่อสื่อมวลถึงจุดยืนของพรรคก้าวไกลของการพิจารณาร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญในวาระที่ 3 ที่จะเกิดภายในวันนี้ 

พิธา กล่าวว่า จุดยืนของพรรคก้าวไกลในการที่จะโหวตในวาระ 3 ครั้งนี้ คือ งดออกเสียง ด้วยเหตุผลในหลายประเด็น 

ประเด็นแรก พรรคก้าวไกลไม่เห็นด้วยกับร่างดังกล่าวตั้งแต่วาระแรก และยืนยันว่าปัญหาทางการเมืองที่เกิดขึ้นถูกผูกด้วยรัฐธรรมนูญปี 2560 ต้องแก้ด้วยการแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ โดยมี สภาร่างรัฐธรรมนูญ สสร. ที่มาจากการเลือกตั้ง สามารถแก้ไขได้ทุกหมวดและทุกมาตรา ถึงจะเป็นการแก้ปัญหาถูกผูกด้วยการแก้รัฐธรรมนูญ ซึ่งหากประชาชนยังจำได้ แต่การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ผลลัพธ์ที่ออกมาคือ ผ่านเพียงร่างของพรรคประชาธิปัตย์ร่างเดียว และให้สามารถแก้ได้เพียง 2 มาตรา 

ประเด็นที่สอง หลังจากที่การแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับถูกลดทอน เหลือเพียงการแก้ไขระบบการเลือกตั้ง พรรคก้าวไกลมีความเห็นว่า ควรที่จะแก้ไขระบบเลือกตั้งเพื่อที่จะให้ประเทศไทยเดินไปข้างหน้า และถอดบทเรียนจากระบบเลือกตั้งที่ทำให้เกิดปัญหาวิกฤตทางการเมืองในอดีต เราเห็นด้วยกับการเลือกตั้งแบบบัตร 2 ใบ เพื่อที่จะขจัดการเหมารวมเจตจำนงของประชาชน ดังนั้นการเลือก ส.ส. 1 ใบ และพรรค 1 ใบ จึงมีความชัดเจน 

ในขณะเดียวกัน เรื่องการคำนวณ​ เราสนับสนุนให้มีการคำนวณจำนวน ส.ส.ในระบบที่โปร่งใสเป็นธรรม และทำให้การเมืองเข้มแข็ง เป็นการเมืองที่โอบรับความหลากหลายจากทุกภาคส่วนของประเทศไทย ซึ่งผลลัพธ์ออกมาอย่างที่ประชาชนได้เห็นชัดเจนว่า ไม่ได้เป็นไปตามความต้องการของพรรคก้าวไกล จนกระทั่งวันนี้ (10 ก.ย. 64) ที่จะมีการลงมติโหวตในวาระ 3  

“พรรคก้าวไกล ยืนยันว่าเราไม่เห็นด้วยกับ รัฐธรรมนูญปี 60 ในการสืบทอดอำนาจ ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ( คสช.) แต่ในขณะเดียวกัน เราก็มิอาจเห็นชอบกับผลลัพธ์ของการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ผ่านมา ทั้งในวาระ 1 และวาระ 2 พรรคก้าวไกลจึงของดออกเสียง เพื่อเป็นการชี้ชะตาของผู้ที่ต้องการที่จะเสนอเงื่อนไขให้กับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ว่าจะมีเสียงสนับสนุนมากน้อยเพียงใด"

พิธา กล่าวต่อไปว่า สุดท้ายที่สุด ตนในฐานะหัวหน้าพรรคและ ส.ส.ของพรรคก้าวไกล พร้อมที่จะสู้ในทุกกติกา ในทุกสนาม ในทุกเมื่อ พร้อมที่จะเป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชนในการแก้ไขปัญหาให้บ้านเมือง ทั้งปัญหาวิกฤตบ้านเมือง เศรษฐกิจ สังคมและการเมืองต่อไปในอนาคต 

เมื่อถามถึงกรณี พรรคร่วมรัฐบาลและพรรคพลังประชารัฐที่มีกระแสขัดแย้งกันภายในพรรค ภายหลังการลาออกของ 2 รัฐมนตรีช่วยนั้น หัวหน้าพรรคก้าวไกลระบุว่า เสถียรภาพภายในพรรคและของรัฐบาล และที่เป็นผลตามมาต่อความไร้เสถียรภาพของพรรคและรัฐบาล คือคุณภาพในการแก้ไขบ้านเมืองในปัจจุบัน พรรคก้าวไกลขอส่งสัญญาณไปยังรัฐบาลว่าช่วยให้ความสำคัญอย่างตรงจุดคือเรื่องปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 มากกว่าปัญหาของศึกภายในพรรคของตัวเอง

'ทำมากกว่าพูด' โดย ‘หม่อมราชวงศ์เฉลิมชาตรี’ ผู้ร่วมก่อตั้ง 'ต้องรอด' | Contributor EP.21

จากแรงบันดาลใจของผู้ที่ได้สัมผัสห้วงเวลาแห่งความเป็นและความตายมาด้วยตัวเอง รวมถึงยังได้สูญเสียคนรอบกายที่ต้องมลายด้วยมหันตภัยเชื้อร้ายนี้

ปลุกกระตุ้นให้เขา 'หม่อมราชวงศ์เฉลิมชาตรี ยุคล' หนึ่งในอาสาสมัครและผู้ร่วมก่อตั้ง 'ต้องรอด' โดยกลุ่ม Up for Thai ตัดสินใจที่จะเข้ามาเป็นอีกฟันเฟืองสำคัญของสังคมไทย ในการช่วยเหลือทุกภาคส่วน ทั้งบุคลากรด่านหน้า หาเตียงให้คนไข้ สนับสนุนด้านอาหารแก่ผู้ข้องเกี่ยว

และอีกหลากภารกิจ “เพื่อพาคนไทยผ่านวิกฤตโควิดนี้ไปด้วยกัน” เท่าที่จะทำได้ในแบบที่...

'ทำ' มากกว่า 'พูด'

.

.

.


Q : ประกันอะไร? ได้ตั้ง 4 ต่อ!!
A : ก็ประกันภัยรถยนต์จาก @THESHOPTIMES ไง!! 
- ฟรี!!! ประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล (PA) 100,000 บาท
- รับคอมมิชชั่นหรือส่วนลดทันที ในอัตราที่สูงกว่า แถมได้สิทธิซื้อประกัน พ.ร.บ.ราคาถูกตลอดชีพ
- สามารถผ่อนได้สูงสุด 6 งวด ดอกเบี้ย 0% โดยไม่ต้องใช้บัตรเครดิต
- แถมขายดีมีรายได้เพิ่มให้กับตัวเองด้วย
***สนใจติดต่อ Line@ THE SHOPS TIMES คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

'นายกตู่' ลั่น ตัดสินใจเอง ปมให้ 'ธรรมนัส-นฤมล' พ้นเก้าอี้รัฐมนตรี

9 ก.ย. 64 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 16.20 น. ที่โรงพยาบาลปิยะเวท พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์ภายหลังราชกิจจานุเบกษาประกาศ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ และนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมช.แรงงาน พ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรี

โดย พล.อ.ประยุทธ์ถอนหายใจ พร้อมกล่าวว่า ได้ข่าวเมื่อกี้นี้รัฐมนตรีลาออก เขาก็เคยพูดไว้อยู่แล้วไม่ใช่หรอ ร.อ.ธรรมนัส ว่าไม่ได้เป็นรัฐมนตรีก็ออกไปเป็นส.ส ก็สามารถช่วยประชาชนได้ ซึ่งที่ผ่านมาก็ช่วยงานกันมาโดยตลอด เดี๋ยวคงเป็นเรื่องของพรรคที่จะไปหารือกันว่าจะทำอย่างไร แต่ยืนยันว่างานทุกงานไม่มีหยุดยั้ง มีคนทำงานให้อยู่แล้ว

ผู้สื่อข่าวถามว่าก่อนหน้านี้ที่ระบุว่าจะไม่มีการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) แต่ขณะนี้สถานการณ์เปลี่ยนไปจะมีการปรับครม.หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า เดี๋ยวคอยดู คอยฟังข่าว 

เมื่อถามย้ำว่าถ้าปรับจะปรับกี่ตำแหน่ง นายกฯ กล่าวว่า ตนยังไม่ปรับใครในตอนนี้ เมื่อมีรัฐมนตรีลาออกก็ทำให้มีตำแหน่งว่าง ซึ่งตนก็ยังไม่ปรับคนเข้า 

ถามว่าถือว่าเป็นการลาออกหรือว่าปลดออก นายกฯ กล่าวว่า ก็เขาลาออก 

ซักว่าแต่ตอนนี้มีราชกิจจานุเบกษาให้พ้นตำแหน่งประกาศแล้ว นายกฯ กล่าวว่า "เอาแหละ ยังไงเขาก็ไม่อยู่แล้ว จะมายังไง จะไปยังไง ผมไม่ตอบ"

ผู้สื่อข่าวถามต่อไปว่าแต่เนื้อหาในราชกิจจานุเบกษาระบุว่า นายกรัฐมนตรีเป็นผู้กราบบังคมทูลให้รัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่ง เพื่อประโยชน์ในการบริหารราชการ เท่ากับเป็นการปลดออกใช่หรือไม่ นายกฯ ชี้แจงว่า "ของผม ทำของผม"

พอถามว่า ร.อ.ธรรมนัส และนางนฤมล มาลาออกกับนายกฯ ก่อนแล้วใช่หรือไม่ นายกฯ บอก "ผมไม่ได้แจ้งใครทั้งสิ้น มันอยู่ที่ผม ผมทำของผมเอง" 

เมื่อถามอีกว่ามีเหตุผลอะไร นายกฯ กล่าวว่า "เหตุผลของผม ก็คือเหตุผลของผมสิ เอ้อ"

ถามว่าเป็นการทำงานไม่ได้เป้าหรือเปล่า นายกฯ กล่าวว่า เอาละเป็นเรื่องของตน 

ถามย้ำว่าการทำงานในฐานะรัฐมนตรีที่ผ่านมาเป็นอย่างไร นายกฯ กล่าวว่า ประชาชนก็ดูเอาแล้วกัน 

ต่อข้อถามที่ว่า เป็นผลพวงจากการอภิปรายหรือไม่ที่จะโค่นล้มนายกฯ นายกฯ กล่าวว่า ทั้งหมดข่าวก็มาจากสื่อทั้งนั้น โอเคนะ ขอบพระคุณนะจ๊ะ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าระหว่างนี้นายกฯ ได้เดินออกจากโพเดียม ท่ามกลางสื่อมวลชนที่พยายามสอบถามคำถาม จนทำให้นายกฯ ย้อนกลับมาที่โพเดียมอีกครั้ง ซึ่งผู้สื่อข่าวถามว่า เมื่อปรับออก 2 คนแล้วจะมีใครมาแทน นายกฯ กล่าวว่า ปรับออกแล้วเป็นยังไงล่ะ แหมจะให้เอาออกหมดเลยไหม 

เมื่อถามว่าร.อ.ธรรมนัสถือเป็นทายาท 3 ป.ทางการเมือง ตอนนี้เหตุการณ์จะเกิดการเปลี่ยนแปลงใน 3 ป.หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า มันมีเกณฑ์อะไรนักหนาล่ะ

จากนั้นนายกฯ ได้เดินหนีออกจากโพเดียมอีกครั้ง ขณะที่สื่อมวลชนยังพยายามถามอีกหลายคำถาม และถามย้ำว่าสรุปว่าการลาออกของ 2 รัฐมนตรีเป็นผลจากการอภิปรายหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่าไม่เกี่ยวกับการอภิปราย พร้อมเอามือตบที่หน้าอก และกล่าวว่า ทำเพื่อประชาชน ทำเพื่อการบริหารงาน ไม่ต้องยืนยันนอนยันอะไรทั้งนั้นแหละ เป็นเรื่องของนายกฯ

'ร.อ.ธรรมนัส' ยื่นหนังสือลาออกจากรมช.เกษตรฯ มีผลตั้งแต่ 8 ก.ย. เหตุไม่สบายใจ

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เปิดแถลงข่าวที่รัฐสภา ประกาศลาออกรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยส่งหนังสือถึงนายกฯ ตั้งแต่ 8 ก.ย. 64 หลังมีกระแสข่าวต่าง ๆ รวมถึงปัญหาภายในพรรคพลังประชารัฐ ตั้งแต่ในช่วงศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ

ร.อ.ธรรมนัส ย้ำว่า ไม่ทำเพื่อใครบางกลุ่ม และขอกลับไปอยู่จุดเดิม คือการทำหน้าที่ส.ส. ทำการเมืองให้เข้มแข็ง ไม่ใช่มารองรับหรือทำอะไรเพื่อคนบางกลุ่ม จึงได้ข้อสรุปว่าจะลาออกจากตำแหน่งรมช.เกษตรฯ

“ตนขอลาออกจากตำแหน่ง รมช.เกษตรฯ ยื่นใบลาออก ต่อนายกฯ ยอมรับว่าปัญหาที่เกิดขึ้นมาก่อนหน้านี้ไม่จบ จึงไม่สบายใจ และใช้เวลาคิดมาหลายคืนก่อนที่จะตัดสินใจยื่นใบลาออก หลังจากนี้จะกลับไปทำงานที่จังหวัดพะเยา ในฐานะส.ส.และเรื่องนี้ได้แจ้งให้พล.อประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และหัวหน้าพรรค รับทราบแล้ว”

ทั้งนี้ มีรายงานว่า ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่พระบรมราชโองการ ประกาศ โปรดเกล้าฯ ให้รัฐมนตรีพ้นจากความเป็นรัฐมนตรี โดย ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า พ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ พ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงแรงงาน ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

ราเมศ แจง แก้ รธน. ยึดหลักการดี บัตร 2 ใบ ปชช. ได้ประโยชน์ พรรคการเมืองควรดีใจ ยกเว้นยึดประโยชน์ตน

นายราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ได้กล่าวถึงกรณีที่มีพรรคการเมืองบางพรรคได้ออกมาโจมตีพรรคประชาธิปัตย์ในเรื่องการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญว่า

เรื่องนี้ทุกคนต้องตั้งหลักให้ดี ทุกขั้นตอนเป็นการดำเนินการผ่านกระบวนการของรัฐสภา พรรคประชาธิปัตย์ได้เสนอร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญไป 6 ฉบับ พรรคการเมืองอื่นๆ ที่เสนอด้วยรวม 13 ฉบับ แต่มีเพียงร่างของพรรคเพียงฉบับเดียวที่ได้รับความเห็นชอบในวาระที่หนึ่ง ตามกลไกของระบบรัฐสภา มีสมาชิกรัฐสภาให้ความเห็นชอบ โดยเฉพาะ ส.ว. เห็นชอบถึง 210 เสียง จนกระทั่งในวาระที่สอง สมาชิกรัฐสภาก็ให้ความเห็นชอบในทุกมาตรา จนกระบวนการก็เข้าสู่การพิจารณาในวาระที่สาม จะเห็นว่าทุกอย่างเป็นไปตามหลักการ เพราะการลงมติของสมาชิกรัฐสภานั้นเป็นความเห็นพ้องต้องกันในการกำหนดให้มี ส.ส. เขต 400 คน ส.ส.บัญชีรายชื่อ 100 คน และให้มีบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ ซึ่งเป็นหลักการที่เป็นไปประโยชน์กับประชาชนเพราะทำให้มีสิทธิและเสรีภาพมากขึ้นในการใช้สิทธิเลือกตั้ง ส่วนกระบวนการหลักเกณฑ์อื่นๆ ก็จะมีการยกร่างแก้ไขกฎหมายเลือกตั้งอีกครั้ง หากติดตามจะทราบดีว่าทั้งหมดเป็นไปตามหลักการกระบวนการผ่านกลไกรัฐสภา

นายราเมศกล่าวถึงการที่มีสมาชิกพรรคการเมืองบางพรรคกล่าวหา นายจุรินทร์กำลังจะยกอำนาจใส่พานให้ทักษิณนั้น ตนคิดว่าเป็นการบิดเบือนกล่าวหาซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่อยู่บนหลักการความเป็นจริง  ด้วยหลักการที่กล่าวมาจะทำให้ประชาชนได้ประโยชน์ มีสิทธิในการเลือก ส.ส. ที่รัก และมีเสรีภาพเลือกพรรคที่ชอบ ซึ่งสิทธิและเสรีภาพที่เพิ่มขึ้นนี้ เป็นสิ่งที่ใส่พานให้ประชาชน ถ้าหลักการที่เกิดขึ้นเป็นสิ่งที่ดีก็ไม่ควรนำปัจจัยอื่นมาทำลาย

“นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ คิดและทำเพื่อส่วนรวม เพื่อประชาชน การแก้รัฐธรรมนูญไม่ได้ใส่พานให้กับใคร แต่เป็นไปตามหลักการที่ต้องการเพิ่มสิทธิเสรีภาพให้ประชาชน ให้รัฐธรรมนูญเป็นประชาธิปไตยมากยิ่งขึ้น เชื่อว่าสมาชิกรัฐสภาที่ได้ลงมติเห็นชอบมาแล้วในวาระหนึ่งและวาระสอง จะได้ลงมติเห็นชอบด้วยในวาระที่สามอย่างแน่นอน” นายราเมศกล่าวในที่สุด

‘หมอวรงค์’ ซัด ‘ไพบูลย์’ ความจำสั้น ทำไมงง ‘ระบอบทักษิณ’ เป็นอย่างไร ทั้งที่เคยขึ้นเวที กปปส. ไล่มาด้วยกัน

เมื่อวันที่ 9 ก.ย. นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม รักษาการหัวหน้าพรรคไทยภักดี ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Warong Dechgitvigrom ในหัวข้อ #ความจำสั้น โดยระบุว่า

ผมไปออกรายการ Topnews Talk คืนวันที่ 8 กันยายน 64 ไม่เห็นด้วย เรื่องบัตร 2 ใบ ผมกังวลว่าระบอบทักษิณจะกลับมา เพราะเขาถนัดเกมนี้

อ.ไพบูลย์งงว่า ระบอบทักษิณเป็นอย่างไร ทั้ง ๆ ที่เคยขึ้นเวทีกปปส.ไล่มาด้วยกัน

แสดงว่าบัตรสองใบ นอกจากนายทุน และโจรจะครองเมืองแล้ว ยังทำให้คนความจำสั้นด้วย


ที่มา : https://www.facebook.com/therealwarong/posts/2997063637231334

‘บิ๊กป้อม’ ยืนยัน ให้สิทธิ์สมาชิกพรรคโหวตแก้รธน. ปัดตอบดีล ‘เพื่อไทย’ เกรงถูกเขียนไปในอย่างอื่น

เมื่อเวลา 09.45 น. วันที่ 9 กันยายน ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับแนวทางการลงมติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระ 3 ของพรรคพปชร. ว่า แล้วแต่สมาชิกพรรค เพราะเป็นสิทธิของเขา

ผู้สื่อข่าวถามว่ามุมมองส่วนตัวอยากให้เป็นไปในทิศทางใด พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ไม่ส่วนตัว เดี๋ยวจะไปถามกันอีก เมื่อถามถึงความกังวลในส่วนของพรรคเล็กในการโหวตหรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ไม่กังวลแล้วแต่ เมื่อถามต่อว่าในส่วนของส.ว.กังวลหรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ไม่มี เป็นสิทธิของเขา

เมื่อถามย้ำว่ามีกระแสข่าวตั้งข้อสังเกตพล.อ.ประวิตรเชื่อมโยงกับพรรคเพื่อไทย เพื่อให้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญผ่าน พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ไม่ตอบแล้วเดี๋ยวจะเขียนไปกันอย่างอื่น

ผู้สื่อข่าวถามถึงกระแสข่าวการย้ายที่ทำการพรรคพปชร. พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ไม่คิดจะย้าย ยังไม่คิด เมื่อถามถึงการเลือกตั้งท้องถิ่นของพรรคพปชร.พร้อมหรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า พร้อมอยู่แล้ว ส่วนอบต.จะส่งทั่วประเทศหรือส่งเฉพาะบางพื้นที่ต้องขอดูก่อน

“ดอน” แจงกต.แค่ติดต่อเจรจา ตปท.หาวัคซีนเข้าไทย “โยน” สธ.ชี้ขาดรับของหรือไม่  ยัน 2 กระทรวงไร้ปัญหา 

ที่ทำเนียบรัฐบาล  นายดอน ปรมัตถ์วินัย รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ต่างประเทศ กล่าวถึงกรณีที่รัฐบาลกำลังเจรจาสั่งซื้อวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 จากสหภาพยุโรป (อียู) เพิ่มอีก ว่า  กระทรวงการต่างประเทศได้รับมอบหมายเป็นเพียงฝ่ายติดต่อ โดยเราถือเป็นจุดเริ่มต้นในการไปหาว่าประเทศไหนมีวัคซีนอะไร และประเทศไหนพร้อมจะขาย โดยเราจะให้ทูตไปติดต่อประสานงาน  ขณะที่กระทรวงสาธารณสุขเป็นผู้ตัดสินใจเลือกว่าจะซื้อวัคซีนนั้นๆหรือไม่  และเมื่อเราติดต่อได้แล้ว กระทรวงสาธารณสุขก็ต้องมาพิจารณาว่าเข้าแผนที่ได้วางไว้หรือไม่  อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยมีระบบการจัดสรรวัคซีน 3 ระบบ คือ 1.การรับบริจาค 2.การแลกเปลี่ยน และ3.การซื้อ  ทั้งนี้ เพื่อความสบายใจของทุกฝ่าย ถ้าประเทศไหนบอกว่าไม่ต้องการเงิน และพร้อมจะให้เรา  เราก็ยินดีรับ  หรือบางประเทศที่ซื้อมาแล้วไม่ได้ใช้ แต่เขาต้องการขายเพื่อเอาเงิน เราก็ซื้อ ขณะที่การแลกเปลี่ยนนั้น ถ้าประเทศใดมีวัคซีน เขาให้เราก่อน แล้วถ้าเรามีวัคซีนเหลือ เราก็เอาไปใช้คืนเขา 
 
เมื่อถามว่ามีกระแสข่าวว่ากระทรวงการต่างประเทศกับกระทรวงสาธารณสุขไม่ค่อยจะลงรอยกันเท่าไหร่  นายดอน กล่าวว่า  คนพูดกันไปเอง ขอยืนยันว่าไม่มีปัญหาอะไรเลย เพราะเรื่องนี้เป็นสิ่งที่ต้องช่วยกัน กระทรวงการต่างประเทศมีทูตอยู่ทั่วโลก เรามอบหมายให้ทูตไปติดต่อแล้วมาแจ้งกระทรวงสาธารณสุข  ซึ่งเขาจะไปวางแผนเรื่องการใช้วัคซีน

 “เป็นเรื่องแปลกที่มีคนพยายามพูดโยงอย่างนั้นอย่างนี้ให้มีปัญหากัน ทั้งที่ไม่มีปัญหา  ผมเข้าใจว่าเป็นเรื่องการเมือง เพราะเห็นมีปัญหาอยู่อย่างเดียวที่พยายามทำให้เกิดปัญหา คือการเมืองในบ้านเรานั่นเอง หลายประเทศบอกว่าเขาไม่มาหรอก ให้พวกคุณไปทะเลาะกันให้เรียบร้อยก่อน” นายดอน กล่าว

เมื่อถามว่านายกรัฐมนตรีได้กำชับอะไรในเรื่องการประสานกับต่างประเทศหรือไม่  นายดอน กล่าวว่า  ไม่มี เพราะที่ผ่านมา เราติดต่อทำความตกลงเองมา 7 ปีอยู่แล้ว ซึ่งราบรื่นมาตลอด และเรารายงานนายกรัฐมนตรีให้รับทราบตลอดเช่นกัน  นายกรัฐมนตรีจึงไม่ต้องห่วง เพราะอะไรอยู่แล้ว ตอนนี้ถือว่าการทำงานของกระทรวงการต่างประเทศในการติดต่อกับประเทศต่างๆ มีความเสถียรและรู้ว่าจะต้องทำอะไร จังหวะไหน อย่างไร เพื่ออะไร  แต่ตนอยากให้สื่อมวลชนช่วยทำความเข้าใจกับคนในประเทศเราด้วย อย่าให้มีปัญหา มิฉะนั้นจะทำให้เรื่องที่ควรจะเดินต่อ ไม่สามารถเดินหน้าได้  จึงต้องช่วยกันออกข่าวเตือนประชาชนบ้าง เพื่อประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติ  เพราะถ้าเราทำให้มีปัญหาอยู่ตลอดเวลา ก็จะทำให้เกิดปัญหาอีกในอนาคต  

“โฆษกรัฐบาล” ป้อง “นายกฯ” ซื่อสัตย์สุจริต ลั่น ไม่จำเป็นต้องแจกเงิน ส.ส.แลกโหวตไว้วางใจ จ่อให้ฝ่ายกฎหมาย เอาผิดคนพูดเท็จทำเสียหาย

นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวกรณีที่นายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย และประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) ระบุว่า 6 พรรคร่วมฝ่ายค้านเตรียมรวมหลักฐานยื่นให้คณะกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ สภาผู้แทนราษฎร ดำเนินการกรณีมีคนจ่ายเงินให้ส.ส.ที่ชั้น 3 อาคารรัฐสภา เพื่อจูงใจให้ส.ส.ลงคะแนนก่อนลงมติอภิปรายไม่ไว้วางใจ โดยพบหลักฐานมีภาพจากกล้องวงจรปิด ภาพถ่าย และพยานบุคคลที่จะเอาผิดได้ แม้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม จะไม่ได้จ่ายเอง แต่สามารถเชื่อมโยงไปถึงได้ เพราะมีบุคคลเป็นตัวกลางจ่ายแทน ว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรี และการลงมติเมื่อวันที่ 4 ก.ย.ที่ผ่านมา พรรคร่วมรัฐบาลและฝ่ายค้านต่างทำหน้าที่ของตัวเองอย่างดีที่สุดจนทุกอย่างผ่านไปอย่างราบรื่นและสมบูรณ์ ข้อมูลต่างๆทั้งจากการอภิปรายและการชี้แจงเป็นประโยชน์ต่อประชาชน และรัฐบาลพร้อมที่จะนำข้อเสนอแนะไปปรับใช้ หลายเรื่องเป็นสิ่งที่รัฐบาลกำลังดำเนินการอยู่ ขณะที่หลายเรื่องน่าจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารงานของรัฐบาลให้ดียิ่งขึ้นได้ เพราะรัฐบาลไม่ได้มองแค่ว่าต้องเป็นแนวความคิดของรัฐบาลเท่านั้น หากแนวคิดของฝ่ายค้านเกิดประโยชน์ต่อประชาชน รัฐบาลก็พร้อมพิจารณา
 
“ยืนยันว่านายกฯ ไม่ใช่คนแบบนั้น ขอย้ำว่านายกฯ มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ไม่ทำเรื่องเช่นนี้เด็ดขาด และนายกฯได้ชี้แจงแล้วว่า มี ส.ส.มาเข้าพบเพื่อให้กำลังใจ ไม่ได้มีการแจกเงินทั้งสิ้น ในห้องของนายกฯ มีแต่กระเป๋าเอกสาร ซึ่งเปิดให้สื่อมวลชนดูแล้ว หากมีความพยายามทำเรื่องนี้ให้เป็นประเด็นการเมือง พูดเท็จจนทำให้นายกฯ เสียหาย นายกฯ ก็จำเป็นต้องมอบหมายให้ฝ่ายกฎหมายดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป"นายธนกร กล่าว

'โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ' ออกชี้แจง ปม ‘ทอม เครือโสภณ’ กล่าวหา ‘ดอน’ ปฏิเสธรับบริจาควัคซีนเพื่อนบ้าน

จากกรณีที่ นายทอม เครือโสภณ ได้ออกคลิปกล่าวหาว่ากระทรวงการต่างประเทศปฏิเสธความร่วมมือด้านวัคซีนโควิด-19 จากมิตรประเทศนั้น เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2564

ล่าสุด นายธานี แสงรัตน์ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ได้ออกมาชี้แจงดังนี้

1.) ข้อกล่าวหานี้ไม่มีมูลความจริงแต่อย่างใด !!! กระทรวงการต่างประเทศทำทุกวิถีทางเพื่อให้คนไทยและคนต่างชาติที่อาศัยในไทย เข้าถึงวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 โดยเร็วที่สุด ทั้งการอำนวยความสะดวกในการจัดซื้อ การแลกเปลี่ยนวัคซีน (vaccine swap) หรือรับมอบความช่วยเหลือจากมิตรประเทศ 

นอกจากนี้ กระทรวงการต่างประเทศยังได้ติดตามพัฒนาการของวัคซีนโควิด-19 จากทั่วโลก เจรจากับรัฐบาลและหน่วยงานของต่างประเทศเพื่อผลักดันความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนากับประเทศที่มีศักยภาพ เพื่อสนับสนุนนโยบายรัฐบาลที่จะให้ไทยเป็นฐานการผลิตวัคซีนและแหล่งกระจายวัคซีนในภูมิภาค 

โดยได้สั่งการให้สถานเอกอัครราชทูต คณะผู้แทนถาวร และสถานกงสุลใหญ่ของไทยทั่วโลกดำเนินการในเชิงรุกผ่านช่องทางทางการทูตทุกระดับทุกช่องทาง

2.) ไทยไม่เคยปฏิเสธความร่วมมือด้านวัคซีนของมิตรประเทศ !!! กรณีความร่วมมือกับสิงคโปร์นั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสิงคโปร์ แจ้งว่า สิงคโปร์รู้สึกขอบคุณไทยที่ได้บริจาคอุปกรณ์ตรวจเชื้อโควิด-19 แบบ RT-PCR ให้ในช่วงต้นของการระบาดรุนแรงในสิงคโปร์ 

ดังนั้น โดยที่สิงคโปร์มีวัคซีนมากพอสำหรับการใช้ในประเทศแล้ว จึงประสงค์จะส่งวัคซีนแอสตราเซเนกามาให้ประเทศไทยจำนวน 120,000 โดส ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศได้แสดงความขอบคุณและขอรับความช่วยเหลือนี้ในรูปแบบการยืม (swap) โดยจะส่งวัคซีนคืนให้สิงคโปร์เมื่อไทยมีวัคซีนเพียงพอต่อความต้องการในประเทศ

เช่นเดียวกับความตกลงที่ไทยได้ทำกับภูฏาน โดยเรามองว่า เป็นการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ไม่ได้คิดว่าใครจะเล็ก หรือใหญ่ หรือเป็นการเสียหน้าใครแต่อย่างใด

3.) กรณีที่มีการกล่าวอ้างว่าผู้แทนของบริษัท Moderna ไม่สามารถเข้าถึงตัวแทนทางการทูตของไทยได้นั้น ขอชี้แจงว่าทั้งกระทรวงการต่างประเทศและสถานเอกอัครราชทูตไทยที่กรุงวอชิงตัน ได้รับไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์จากผู้แทนบริษัทจัดจำหน่ายเวชภัณฑ์แห่งหนึ่งซึ่งอ้างว่าเป็นตัวแทนอย่างเป็นทางการในการจัดหาและกระจายวัคซีนโควิด-19 ของ Moderna ในประเทศไทย 

โดยมีข้อความแจ้งว่า โรงงานผู้ผลิตหลักของ Moderna ในสวิตเซอร์แลนด์ซึ่งผลิตวัคซีนให้ประเทศนอกสหรัฐฯ ติดขัดบางประการ จึงทำให้เกิดความขาดแคลนและความล่าช้าในการส่งมอบวัคซีนให้แก่ประเทศต่าง ๆ รวมถึงไทย 

จึงขอให้กระทรวงการต่างประเทศและสถานเอกอัครราชทูตฯ เจรจากับรัฐบาลสหรัฐฯ ให้เลื่อนการรับมอบวัคซีน Moderna 10 ล้านโดส ที่จะได้รับในไตรมาส 3 ของปีนี้ออกไปก่อน เพื่อให้ Moderna สามารถส่งมอบวัคซีนให้แก่ไทยได้ เนื่องจากสหรัฐฯ มีวัคซีนส่วนเกินจำนวนมาก 

ทั้งนี้ ผู้แทนบริษัทฯ ดังกล่าว ไม่ได้แสดงเอกสารใด ๆ แม้แต่สัญญาการสั่งซื้อวัคซีนของหน่วยราชการไทยที่อ้างถึง รวมถึงรายละเอียดความต้องการวัคซีน Moderna ของภาคเอกชนไทย จำนวนวัคซีน และกรอบเวลาการส่งมอบ ตลอดจนข้อมูลท่าทีและการดำเนินการของบริษัทฯ ในการผลักดันประเด็นที่ขอให้ไทยเจรจากับรัฐบาลสหรัฐฯ รวมถึงช่องทางการติดต่อรัฐบาลสหรัฐฯ ของบริษัทฯ รวมถึงไม่เคยมีหนังสือแจ้งความจำนงกับกระทรวงการต่างประเทศอย่างเป็นทางการ 

อย่างไรก็ดี ที่ผ่านมา เอกอัครราชทูต ณ กรุงวอชิงตัน ได้หยิบยกกับผู้แทนระดับสูงของฝ่ายสหรัฐฯ เกี่ยวกับสถานการณ์ในประเทศไทยและความต้องการวัคซีนอย่างเร่งด่วน และมีหนังสือขอรับการสนับสนุนจากทางการสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่องเพื่อขอเร่งการส่งมอบวัคซีนที่ไทยสั่งซื้อ 

ส่วนกรณีวัคซีนส่วนเกินของมลรัฐต่าง ๆ และสถานเอกอัครราชทูตฯ ได้ตรวจสอบข้อมูลกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและได้รับแจ้งว่า ยังไม่มีมาตรการส่งวัคซีนส่วนเกินบริจาคหรือขายต่อให้ประเทศอื่น ๆ 

อย่างไรก็ตาม สถานเอกอัครราชทูตฯ ได้ดำเนินการอย่างเต็มความสามารถในการประสานกับผู้แทนของฝ่ายสหรัฐฯ รวมถึงการพูดคุยกับสมาชิกวุฒิสภา Tammy Duckworth เพื่อขอรับการสนับสนุนการส่งมอบวัคซีนที่หน่วยราชการไทยได้สั่งซื้อโดยเร็ว และผลักดันการเข้าถึงวัคซีนที่สหรัฐฯ ไม่ได้ใช้ต่อไป

4.) ที่ผ่านมา กระทรวงการต่างประเทศได้ดำเนินการเกี่ยวกับการแสวงหาความร่วมมือด้านวัคซีนป้องกันโควิด-19 และความร่วมมืออื่น ๆ แล้ว ดังนี

(4.1) จีน - รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้หารือกับมนตรีแห่งรัฐและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจีนในหลายโอกาส โดยไทยได้รับบริจาควัคซีน Sinovac จำนวน 1 ล้านโดส 

นอกจากนี้จีนยังอำนวยความสะดวกและติดตามการจัดหาวัคซีนของบริษัท Sinovac และบริษัท Sinopharm เพื่อประสานงานให้การจัดซื้อและส่งมอบเป็นไปด้วยความเรียบร้อย

(4.2) สหรัฐฯ - กระทรวงการต่างประเทศผลักดันความร่วมมือเพื่อเข้าถึงวัคซีนของบริษัทผู้ผลิตวัคซีนของสหรัฐฯ ได้แก่ Pfizer Moderna Johnson & Johnson และ Novavax อย่างต่อเนื่องในทุกระดับ ทั้งในรูปแบบของการจัดซื้อ การขอรับความช่วยเหลือ และการเจรจาข้อตกลงการแลกเปลี่ยนวัคซีนล่วงหน้า (vaccine swap) 

โดยไทยได้รับบริจาควัคซีน Pfizer จำนวนกว่า 1 ล้าน 5 แสนโดส เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2564 และฝ่ายสหรัฐฯ มีแผนที่จะมอบเพิ่มเติมอีก 1 ล้านโดส

(4.3) ญี่ปุ่น - กระทรวงการต่างประเทศทาบทามการแลกเปลี่ยนวัคซีน (vaccine swap) กับญี่ปุ่น และรัฐบาลญี่ปุ่นได้ส่งมอบวัคซีน AstraZeneca จำนวนกว่า 1,050,000 โดสให้แก่ไทยแล้ว และบริจาคเพิ่มให้อีก 300,000 โดสโดยส่งมอบในวันที่ 8 กันยายน นี้ 

นอกจากนี้ ยังให้ความช่วยเหลือด้านการเฝ้าระวังตรวจหาเชื้อและส่งเสริมการวิจัยยารักษาโรค รวมถึงอุปกรณ์อีกกว่า 5.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และยังมีแผนส่งมอบเครื่องผลิตออกซิเจนให้ไทย 775 เครื่องมูลค่า 1.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ อีกด้วย

(4.4) สหราชอาณาจักร - ไทยได้ขอรับการสนับสนุนวัคซีน AstraZeneca ซึ่งสหราชอาณาจักรได้ส่งมอบวัคซีนให้จำนวน 415,000 โดสให้แก่ไทยด้วยแล้ว

(4.5) ภูฏาน - รัฐบาลภูฏานกับรัฐบาลไทยได้เห็นชอบการแลกเปลี่ยนวัคซีนล่วงหน้า (vaccine swap) จำนวน 150,000 โดส บนพื้นฐานของความสัมพันธ์ระหว่างราชวงศ์และความร่วมมือเพื่อการพัฒนาที่ไทยและภูฏานมีร่วมกันอย่างใกล้ชิด

(4.6) เยอรมนี - กระทรวงการต่างประเทศกำลังประสานการรับมอบ Monoclonal antibody (Casirivimab/Imdevimab) ซึ่งเป็นยารักษาผู้ป่วยโควิด-19 อาการหนัก จากกระทรวงสาธารณสุขประเทศเยอรมนีของบริษัท Regeneron จำนวน 2,000 ยูนิตโดยเร็วที่สุด เพื่อใช้ในการรักษาผู้ป่วยที่ติดเชื้อโควิด-19

(4.7) สวิตเซอร์แลนด์ - กระทรวงการต่างประเทศได้รับมอบเครื่องช่วยหายใจ 102 เครื่อง และชุดตรวจ Rapid Antigen 1.1 ล้านชุดเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2564

นอกจากนี้ กระทรวงการต่างประเทศยังอยู่ระหว่างการเจรจาความร่วมมือเพื่อการสรรหาวัคซีนจากอินเดีย เกาหลีใต้และออสเตรเลียเพื่อสนับสนุนระบบสาธารณสุขของไทยอย่างต่อเนื่อง

5.) หากกระทรวงการต่างประเทศ “กลัวเสียหน้า” ที่จะรับความช่วยเหลือจากมิตรประเทศต่าง ๆ ตามที่ได้แจกแจงข้างต้น ความร่วมมือกับมิตรประเทศต่าง ๆ ที่เทมาให้ไทย คงไม่สามารถสำเร็จลุล่วงไปได้ 

ตรงกันข้าม เจ้าหน้าที่ทุกระดับของกระทรวงการต่างประเทศได้ทำหน้าที่อย่างเต็มที่ เพื่อพยายามทุกวิถีทางให้คนทุกกลุ่มในไทยเข้าถึงวัคซีนป้องกันโควิด-19 ที่มีประสิทธิภาพและเหมาะสมกับสถานการณ์การระบาดในประเทศมาอย่างต่อเนื่อง 

ซึ่งหากคิดด้วยเหตุผล ก็จะเข้าใจได้เองว่า หากประเทศไทยไม่อยู่ในสายตาของมิตรประเทศเหล่านี้ จะเป็นไปได้อย่างไรที่รัฐบาลประเทศต่าง ๆ จะทุ่มเทให้ความช่วยเหลือเราอย่างทันควัน !!!!

นั่นก็เพราะการดำเนินการทางการทูตของไทยทำให้ไทยได้รับการยอมรับในเวทีระหว่างประเทศ ทำให้ต่างชาติเห็นว่าไทยเป็นมิตร จึงเป็นห่วงเป็นใยกันและประสงค์จะช่วยเหลือเราเพราะเราเองก็มีประโยชน์ต่อเขาเฉกเช่นเดียวกัน 

นับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน กระทรวงการต่างประเทศดำเนินนโยบายการต่างประเทศโดยตั้งอยู่บนพื้นฐานของผลประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติ ประชาชนชาวไทย และความโอบอ้อมเกื้อกูลต่อมิตรประเทศโดยสมดุลและมีประสิทธิภาพ 

จึงทำให้มิตรประเทศเล็งเห็นถึงความสำคัญของไทยในฐานะหุ้นส่วนที่มีศักยภาพและมีความห่วงใยต่อประชาชนชาวไทย ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้กระทรวงการต่างประเทศประสบความสำเร็จในการแสวงหาความร่วมมือด้านวัคซีนกับประเทศต่าง ๆ ทำให้มีวัคซีนให้แก่ชาวไทยรวมถึงชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในไทยเพิ่มขึ้นโดยรวมอย่างน้อยกว่าสามล้านโดสจากการดำเนินการดังกล่าว

6.) ขออย่าด้อยค่าการทำงานของคนบัวแก้วที่ทุ่มเททำงานตลอด 24 ชั่วโมงอยู่ทั่วโลกเพื่อช่วยเหลือคนไทยและช่วยประเทศเราแก้ปัญหาเร่งด่วนอันเป็นเป้าหมายสูงสุดในการทำงานของกระทรวงการต่างประเทศ !!!!

การกล่าวหาที่ไม่มีมูลความจริง นอกจากจะไม่เกิดประโยชน์แล้ว ยังเป็นการให้ข้อมูลเท็จแก่ประชาชน และสร้างความเสียหายต่อทั้งข้าราชการและประชาชนให้เกิดความสับสนและเข้าใจผิดได้


ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1483595168663922&id=100010403598013

'ดร.สายันต์' โพสต์ข้อความเตือนสติ 'เยาวชน-คนรุ่นใหม่' อย่าถูกฝรั่งล้างสมอง จนมาด้อยค่าบ้านเกิด

ศาสตราจารย์ ดร.สายันต์ ไพรชาญจิตร์ อดีตคณบดี คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ได้โพสต์ชวนคิด การที่คนรุ่นใหม่ฝักใฝ่ในชาติล่าอาณานิคมยุคใหม่ จนลืมความเป็นไทยและด้อยค่าแผ่นดินเกิดในทุก ๆ เรื่อง ว่า... 

เขาพูดกันว่าการสอนประวัติศาสตร์ที่เน้น "Thai Centric" ทำให้คนไทยโง่ ไม่รู้จักโลก ไม่รู้จักคนอื่น พูดยังกับว่าฝรั่งไม่เคยสอนเรื่อง... 

"Eurocentric" 
"Anthropocentric" 
และ "American Dream" 

ผมว่า "Thai Centric" เป็นกระบวนการปกป้องท้องถิ่น ป้องกันตัวเองจากการรุกรานของพวกกระหายทรัพยากร พวกล่าอาณานิคม 

ศาสดาตะวันออกสอนให้เรารู้จักโลกและจักรวาลที่เป็นจริงในระดับ "โลกุตระ" มากกว่า "โลกวัตถุ" และ "โลกียะ" ที่ส่งเสริมเพิ่มตัณหาให้คนหลงใหลแต่วัตถุ นิยมการบริโภคที่เกินพอดี นิยมการอยู่แบบทำลายธรรมชาติ 

สอนให้รู้จักแต่โลกที่เป็นคู่ตรงข้าม กระหายสงคราม 

สอนให้รู้จักแต่เทคโนโลยีที่ไม่เหมาะสม ฝืนธรรมชาติ ทำลายล้างธรรมชาติและหมู่มนุษย์ด้วยกันเอง 

เพราะประวัติศาสตร์แบบ Thai Centric สอนให้เรารู้จักโลกของฝรั่งแบบนี้ยังไง เราจึงป้องกันตัวเองมาได้นานพอสมควร 

แต่เมื่อพวกนักเรียนไทยรับทุนไปเรียนเมืองฝรั่งกันมาก ๆ ก็ถูกล้างสมองไปหมด มองบ้านเกิดเมืองนอนไร้ค่า ไม่มีอะไรดี มองว่ามาตุภูมิปิตุภูมิด้อยค่าล้าหลัง กลับมาทำงานก็ทำให้ประเทศไทยเป็นอาณานิคมทางเศรษฐกิจ การเมือง สังคมและ วัฒนธรรมกันเสียเอง

จะโทษใครดีล่ะ...ใครเชื่อแบบนั้นก็ตามใจ...แต่ผมไม่เชื่อ


ที่มา : https://www.facebook.com/100001467066787/posts/4479400668785458/

'ก้าวไกล' ยืนยันดันร่างพ.ร.บ.อุ้มหายฯ ให้ทันสมัยประชุมนี้ พร้อมร่วมรับข้อเสนอ เครือข่ายญาติผู้เสียหายจากการซ้อมทรมานและอุ้มหาย

เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2564 นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะโฆษกในคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วย นายมานพ คีรีภูวดล ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ สัดส่วนกลุ่มชาติพันธุ์ พรรคก้าวไกล ร่วมรับหนังสือจากเครือข่ายญาติผู้เสียหายจากการซ้อมทรมานและอุ้มหาย ที่จัดกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ เพื่อเรียกร้องให้สภาผู้แทนราษฎร เร่งพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ป้องกันและปราบปรามบุคคลสูญหาย ที่รัฐสภา โดยมี นายธนัท ธนกิจอำนวย (ลูกนัท) พร้อมด้วย สิตานันท์ สัตยศักดิ์สิทธิ์ พี่สาว นายวันเฉลิม สัตยศักดิ์สิทธิ์ บุคคลที่ถูกทำให้สูญหาย ณ ประเทศกัมพูชา ร่วมเรียกร้องต่อประเด็นดังกล่าว

รังสิมันต์ โรม กล่าวว่า ตนเองก็มีกลุ่มเพื่อนที่ได้รับผลกระทบจากการถูกกระทำให้สูญหาย ซึ่งตนเคยรับประทานอาหารร่วมกับนายวันเฉลิม สัตยศักดิ์สิทธิ์ บุคคลที่ถูกทำให้สูญหาย ณ ประเทศกัมพูชาในสมัยที่ตนเคยเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตนรู้สึกสะเทือนใจทุกครั้ง ที่วันหนึ่งคนที่มีความตั้งใจอยากจะเปลี่ยนประเทศไทยให้เป็นสังคมที่ดีงาม ไม่สามารถที่จะมีชีวิตอยู่ในประเทศนี้ได้ และสุดท้ายต้องถูกบังคับสูญหาย ถือเป็นความเจ็บปวดทุกครั้ง ที่เราไม่รู้ว่าเขาจะมีชีวิตอยู่หรือไม่ เขายังมีลมหายใจหรือเปล่า เราได้แต่รอ เราได้เเต่ฝัน เราได้แต่พยายามคิดในแง่บวกว่าเขาอาจจะอยู่ในที่ที่ดีกว่าที่เราจะจินตนาการได้ ตนคิดว่ามันเป็นความเจ็บปวดเเละความทุกข์ทรมานของครอบครัว ของเพื่อนที่ต้องเจอเหตุการณ์เช่นนี้ ซึ่งมันสะท้อนให้เห็นถึงความโหดร้ายเเละป่าเถื่อนของสังคมที่เรากำลังอยู่ ที่คนต้องการเห็นสังคมเปลี่ยนแปลง ไม่สามารถมีชีวิตได้อย่างปกติ

“ผมคิดว่าสถานการณ์แบบนี้มันไม่ควรเกิดขึ้นอีกต่อไป เเละการเรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะมีการเรียกร้องให้มีร่างกฎหมายเพื่อคุ้มครองต่อการอุ้มหายเเละซ้อมทรมาน ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนเเปลงให้สังคมนี้เป็นประชาธิปไตยขึ้น เพื่อไม่ให้ใครต้องหวาดกลัวอีกต่อไป ผมคิดว่าเป็นสิ่งที่สามารถทำได้ เเละเป็นสิ่งที่จะต้องทำ"

รังสิมันต์ กล่าวต่อไปว่า ร่างกฎหมายฉบับนี้ คือ ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ป้องกันและปราบปรามบุคคลสูญหายและซ้อมทรมาน ถูกมองว่าไม่ใช่กฎหมายที่ทุกคนจะได้ใช้ประโยชน์ เป็นเรื่องไกลตัว แต่เราต้องไม่ลืมว่ากฎหมายนี้ เป็นการสร้างหลักประกันให้สังคมของเราไม่เป็นสังคมที่ป่าเถื่อนอีกต่อไป เพื่อให้ทุกคนสามารถอยู่ในสังคมนี้ได้โดยปราศจากความหวาดกลัว หรือถ้าเมื่อไหร่ก็ตามที่พวกเขาได้รับผลกระทบ เราจะมั่นใจได้ว่า จะมีคนกลุ่มหนึ่งที่พยายามหาความจริง เป็นเพื่อนที่เคียงข้างให้กับครอบครัวที่สูญเสีย ตนขอเเสดงความนับถือกับครอบครัวผู้สูญเสียที่พยายามไม่อยู่เฉย ตนยังจำได้ในวันแรก ๆ ที่เกิดเรื่องแบบนี้ สังคมของเราหวาดกลัวขนาดไหน เราไม่มีทางรู้ว่าเราจะเป็นรายต่อไปเมื่อไหร่ ซึ่งตนคิดว่าการรวมกลุ่มเเละการไม่อยู่เฉย การพยายามพูดออกมา ไม่ใช่แค่การทำให้บุคคลที่ถูกอุ้มหายเเละซ้อมทรมานได้มีตัวตนเท่านั้น เเต่มันคือการประจานความอยุติธรรมที่เกิดขึ้นในประเทศของเรา เเต่การผลักดันที่เป็นรูปธรรมที่สุด คือ การให้มีร่างกฎหมายที่จะคุ้มครองเรื่องนี้ ซึ่งจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในระยะยาวต่อไปในอนาคต

รังสิมันต์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ตนขอเเจ้งข่าวดีต่อครอบครัวผู้สูญหาย เเละผู้เรียกร้องต่อกรณีนี้ว่า เมื่อวาน ( 7 ก.ย. 64) ทางวิปฝ่ายค้านได้หารือว่าจะเลื่อนร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวขึ้นมาพิจารณา ต่อจากร่างพรบ.ปฏิรูปการศึกษา ซึ่งที่ประชุมฝ่ายค้านเห็นด้วย โดยในช่วงเช้าตนได้หารือกับทางวิปรัฐบาลให้เลื่อนร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวขึ้นมาพิจารณา โดยทางวิปรัฐบาลก็ได้ระบุว่า ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร ซึ่งหมายความว่า โอกาสที่รัฐสภาจะได้พิจารณาร่างกฎหมายฉบับนี้ ผ่านวาระที่ 1 ในสมัยประชุมนี้ ใกล้ความเป็นจริงมากขึ้น 

ในปัจจุบันเรามีร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกัน 3-4 ฉบับ ของคณะรัฐมนตรี 1 ฉบับ ของสภาผู้เเทนราษฎร 3 ฉบับ ซึ่ง 1 ใน 3 ฉบับ คือ ฉบับที่คณะกรรมาธิการการฎหมาย การยุติธรรม เเละสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ได้ร่วมพัฒนากับพี่น้องประชาชนยื่นเข้ามา ซึ่งกฎหมายฉบับนี้ได้รับการสนับสนุนจากส.ส.พรรคร่วมฝ่ายค้าน เเละพรรคร่วมรัฐบาล ตนค่อนข้างมีความมั่นใจว่าจะไม่มีอะไรที่ทำให้ร่างกฎหมายฉบับนี้ตกไปได้

“สิ่งที่ครอบครัวผู้สูญหาย พยายามพูดมาโดยตลอด วันนี้ไม่ได้ทำให้บุคคลที่ถูกทำให้สูญหายเเละซ้อมทรมานได้มีตัวตนต่อในประวัติศาสตร์เท่านั้น แต่วันนี้กำลังจะสร้างความเปลี่ยนแปลงในระยะยาว และมันกำลังเกิดขึ้น กงล้อของการเปลี่ยนแปลงในเรื่องนี้กำลังเกิดขึ้น กำลังหมุนไปเเล้ว ทุกคนอย่าเพิ่งท้อถอย ในที่สุดเเล้วเราจะสามารถคืนความเป็นธรรมให้กับครอบครัวผู้สูญเสียทุกคนได้ ผมขอเป็นกำลังใจให้ครับ อย่าหยุดพูด การไม่หยุดตรงนี้ วันหนึ่งเราจะได้ความเป็นธรรมกลับคืนมา ยังอยากให้ทุกคนมีหวังต่อไปในการที่สังคมจะเปลี่ยนเเปลงไปในทางที่ดีขึ้น" รังสิมันต์ กล่าว

ขณะที่ มานพ กล่าวว่า เมื่อวานนี้ (7 ก.ย. 64 ) พรรคก้าวไกล ในที่ประชุมส.ส.ของพรรคได้มีการหารือถึงประเด็นดังกล่าว โดยพรรคก้าวไกลมีมติที่จะเสนอต่อรัฐสภาให้เลื่อนญัตติในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ป้องกันและปราบปรามบุคคลสูญหาย ฉบับที่ พ.ศ…. ขึ้นมาพิจารณาให้ทันในสัปดาห์นี้ ซึ่งเป็นประเด็นที่ฝ่ายการเมือง เเละฝ่ายนิติบัญญัติควรให้ความสำคัญ แต่สิ่งสำคัญที่จะเกิดขึ้นในช่วงเดือนพฤศจิกายน คือ การประชุมเกี่ยวกับประเด็นสิทธิมนุษยชน ณ นครเจนีวา สหพันธรัฐสวิส 

ดังนั้นร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้จะเป็นตัวชี้วัดว่าประเทศไทยทำตามข้อตกลงที่ลงนามกับนานาอารยประเทศหรือไม่ ส่วนในประเทศไทย ตนเห็นในหลายกรณี อย่างล่าสุด กรณี พ.ต.ท.ธิติสรรค์ อุทธนผล (ผู้กำกับโจ้) ใช้ถุงดำคลุมหัวผู้ต้องหาคดียาเสพติดจนถึงแก่ความตาย ซึ่งเกิดขึ้นจากฝีมือของเจ้าหน้าที่รัฐที่กระทำต่อประชาชน

นอกจากนี้ ตนในฐานะตัวแทนของกลุ่มชนชาติพันธุ์ ขอเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับชัยภูมิ ป่าแส ที่โดนเจ้าหน้าที่ทหารกระทำจนถึงแก่ชีวิต เเละพอละจี รักจงเจริญ (บิลลี่) ที่โดนกระทำจากเจ้าหน้าที่รัฐ โดยการตรวจสอบความโปร่งใสในกระบวนการยุติธรรมจะต้องเกิดขึ้น เพื่อให้พี่น้องประชาชนได้รับการคุ้มครองอย่างยุติธรรมเเละเท่าเทียม

“บิ๊กตู่”ห่วงสุขภาพประชาชนรับมือกับโควิด -19 หน้าฝน แนะสำรองหน้ากากผ้า-หน้ากากอนามัย และติดตามพยากรณ์อากาศอย่างใกล้ชิด

นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ช่วงนี้เป็นฤดูฝนและมีฝนตกหนักในหลายพื้นที่ทั้งภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคใต้ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน เนื่องจากฤดูฝนจะทำให้เกิดอุณหภูมิที่ลดลงอาจทำให้เชื้อโรคและเชื้อไวรัสอยู่ในสภาวะแวดล้อมได้นานขึ้นและอาจทำให้เกิดโรคที่มีอาการใกล้เคียงกับโควิด-19 เช่น ไข้หวัดใหญ่ ไข้หวัดธรรมดา และไข้เลือดออก  พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ฝากความห่วงใยถึงการปฎิบัติตนของประชาชนเพื่อป้องกันโควิด-19 ในช่วงหน้าฝนนี้ ให้ขอยึดหลักการป้องกันการติดเชื้อโควิด-19  แบบครอบจักรวาล (Universal Prevention for COVID-19) อย่างเคร่งครัด ทั้งการสวมหน้ากากผ้า/หน้ากากอนามัย อยู่เสมอ ออกจากบ้านเมื่อจำเป็น เว้นระยะห่าง หมั่นล้างมือบ่อย ๆ ด้วยสบู่หรือเจลแอลกอฮลล์ หลีกเลี่ยงการนำมือมาจับหน้า ตา จมูกและปาก รับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่ รวมทั้งหลีกเลี่ยงการเข้าไปอยู่ในสถานที่แออัดและไม่มีอากาศถ่ายเท  และในช่วงหน้าฝนนี้ ต้องทำความสะอาดหน้ากากผ้าทุกวันก่อนนำมาใช้  อย่าใช้หน้ากากผ้าและหน้ากากอนามัยที่เปียกและชื้น และควรมีหน้ากากสำรองไว้เพื่อเปลี่ยนอย่างน้อยวันละ 1 ครั้ง

“นายกรัฐมนตรีอยากเห็นประชาชนรักษาสุขภาพที่ดี หมั่นสังเกตอาการตนเอง ทั้งโรคไวรัสโควิด-19 และกลุ่มเสี่ยงโรคทางเดินหายใจ รวมทั้งยังฝากความห่วงใยไปยังพื้นที่จังหวัดที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมในขณะนี้  และขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงติดตามการพยากรณ์อากาศอย่างใกล้ชิดด้วย หลังจากที่กรมอุตุนิยมวิทยาได้แจ้งเตือนอิทธิพลจากพายุโกนเซิน (COUSON (2113) จะทำให้ประเทศไทยมีปริมาณฝนมากขึ้นจนถึงสัปดาห์หน้าด้วย" นายธนกรฯ กล่าว

‘ชาดา’ ซัดหนัก ‘บิ๊กตู่’ ไม่ออกไปเยี่ยมปชช. เพื่อรับรู้ปัญหาด้วยตาตัวเอง ขาดจิตวิทยามวลชน

นายชาดา ไทยเศรษฐ์ ส.ส.อุทัยธานี พรรคภูมิใจไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุค ส่วนตัว Chada Thaised ระบุว่า

"การแก้ปัญหาของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผมอยากจะบอกพี่น้องประชาชนและใครก็ได้บอกท่านนายกฯ ด้วย โรคโควิด-19 เป็นโรคอุบัติใหม่ ทุกรัฐบาลในโลกไม่เคยมีประสบการณ์ ไม่มีทฤษฎี ไม่มีสูตรในการแก้ปัญหา หมอที่อยู่ข้างกายนายกฯ ไม่ว่าหัวหงอกหัวดำก็ไม่เคยผ่านมาทั้งนั้น ระบบสาธารณสุขของไทยถูกออกแบบมา คนป่วย ไอซียู 1 คน 1 เตียง อยู่ได้ 5 วัน แต่ผู้ป่วยโควิดนั้นอยู่ 15 วันถึง 30 วัน ในบางรายก็มากกว่านั้น ทำให้เกิดปัญหาไม่มีเตียงรองรับ ก็มะงุมมะงาหรากันทุกรัฐบาลทั่วโลก มีสภาพคล้าย ๆ กัน

แต่สิ่งที่ท่านนายกฯ ประยุทธ์ ต้องรู้คือท่านขาดจิตวิทยามวลชน ท่านไม่ออกมาเยี่ยมพี่น้องประชาชนในกทม. ตามชุมชนต่าง ๆ และท่านก็ไม่เคยออกมารับรู้ปัญหาด้วยตาด้วยตัวของท่าน ท่าน work from home ผมจะบ้าตาย ทีมที่ปรึกษาคนในแนะนำให้ไปโดดน้ำ ผู้นำไม่ใช่อยู่กับบ้าน ไม่สมกับเป็นชายชาติทหาร ต้องออกดูปัญหาออกมารับรู้เพื่อเห็นสภาพความเป็นจริง นายกฯ ต้องรู้ว่าระบบราชการไร้ประสิทธิภาพในการแก้ไข้ปัญหาขนาดใหญ่ อุทกภัย วาตภัย และโรคระบาด

ผมขอยกตัวอย่างสมัยท่านนายกฯ ยิ่งลักษณ์ น้ำท่วมใหญ่ปี 54 คุณสรยุทธเป็นพระเอก ประชาชนมาบริจาคเป็นร้อยล้าน แต่ไม่บริจาคให้รัฐบาล สมัยท่านนายกฯ ประยุทธ์ น้ำท่วมภาคอีสานเมื่อไม่นานมานี้ คุณบิณฑ์ เป็นพระเอก โรคระบาดครั้งนี้ มูลนิธิเส้นดายเป็นพระเอก ประเทศไทยเป็นประเทศเดียวในโลกก็ว่าได้ที่ประชาชนออกมาช่วยประชาชน หน่วยงานของรัฐทุกระบบที่ไม่ใช่บุคลากรทางสาธารณสุข บางหน่วยบางคน ไม่ร่วมแรงร่วมใจ แต่ก็มีจำนวนมากที่เหน็ดเหนื่อย แต่ระดับอธิบดีแทบทุกหน่วยทำตัวเป็นปกติ นี่คือปัญหาของระบบราชการไทยที่ไม่รู้จักคำว่าลงแขกช่วยเหลือกัน รู้แต่ว่าหน้าที่กูหน้าที่มึง เหมือนกับร่างกายมนุษย์ที่ใช้งานแค่สองนิ้วสามนิ้ว เมื่อไม่ได้ช่วยกันทั้งหมด งานย่อมมีปัญหาแน่นอน

ในวัคซีนซิโนแวค มีประเทศจีนให้ความสำคัญกับเรา ช่วยเหลือเรา ในช่วงหน้าสิ่วหน้าขวาน ประเทศตะวันตก ใครบ้างมาดูแลเราในสภาพตอนนั้น บางคนโจมตีรัฐบาลจีน แต่ตัวเองฉีดวัคซีนเข็มแรกของจีนก่อนใครใครทั้งหมด รอดมาจนถึงทุกวันนี้ก็มีเยอะ ยังไปด่าเขา เนรคุณรึป่าว? และที่สำคัญในกรุงเทพมหานครไม่มีสาธารณสุขจังหวัด และไม่มีสาธารณสุขอำเภอ กทม.รับมือไม่ไหวหรอก มหาดไทยก็นิ่งเฉย ปล่อยกรุงเทพฯ เหมือนเมืองซอมบี้ ศักยภาพ กทม.เลยทำงานเหมือนคนโดดเดี่ยว

ผมเขียนมาวันนี้ไม่ได้คิดโจมตีใคร นายกฯ ต้องมองคนที่ให้คำแนะนำผิด ๆ บ้าง อย่างที่เช่นการรวบอำนาจตามกฎหมาย 30 กว่าฉบับมาไว้ที่ ศบค. แล้วก็กลายเป็นทำงานคนเดียว ชุดเดียว กลุ่มเดียว กระทรวง กรมต่าง ๆ นิ่งเฉย อยู่ดี ๆ ตัวใหญ่ขึ้น แต่คนช่วยทำงานไม่มีเลย เอาปลัดกระทรวงมานั่ง แต่ไม่ได้เอาหัวเอาหางมา มีกำลังพลมากมายในประเทศกลับไม่มีค่า ขาดความร่วมมือ ส่วนอื่น ๆ ก็ถือว่าไม่ใช่หน้าที่

บารมีท่านเป็นนายกฯ มา 7-8 ปี ไม่ต้องเอาอำนาจตามกฎหมายมาถือไว้ ไร้ประโยชน์ ในทางกลับกัน ถ้านายกฯ ไม่ไปดึงอำนาจมา แต่บริหารจัดให้กระทรวงนี้ไปรับผิดชอบเรื่องศูนย์พักคอย กระทรวงนี้ไปรับผิดชอบโรงพยาบาลสนาม อีกกระทรวงไปรับผิดชอบการขนส่งผู้ป่วย เป็นต้น นายกฯ ก็คงไม่ต้องโดนด่ามากมาย กระผมอาจจะคิดผิดก็ได้

แต่ท่านนายกฯ ครับ วันนี้อุทัยธานี เตียงสนาม ศูนย์พักคอย คนป่วยเริ่มน้อย กำลังจะปิดบางส่วน ถ้าท่านนายกฯ รู้ข้อมูลอาจจะให้อุทัยธานีช่วยเหลือคนป่วยจากที่อื่นอีกสัก 400-500 คน ที่อาการไม่หนัก นี่คือตัวอย่างครับท่าน ผมไม่ได้เก่งกาจ หรืออาจจะผิดก็ได้ แต่ผมคือคนที่อยู่ในระบบราชการมาพอสมควร จึงเขียนมาเป็นอีกหนึ่งความคิด

อย่าได้โกรธกันครับผม คนเราต้องทบทวนบ้างว่าอะไรมิตรแท้ ไม่ใช่ใครออกมาเสนอแนะอะไรก็โดนสวนกลับทั้งที่พูดด้วยความจริงใจ ที่ผมพูดมาก็ด้วยความบริสุทธิ์ใจ ไม่ว่าใครก็ตาม อย่าได้โกรธเกลียดกันเลยครับ (ถ้าเอ่ยถึงชื่อผู้ใด หรือตำแหน่งต่าง ๆ อาจจะไม่ถูกต้อง ก็ต้องกราบขอโทษด้วย พิมพ์เองครับ อาจจะผิดถูกบ้างไม่สละสลวย ก็ต้องขอภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วยครับ)”


ที่มา : https://www.facebook.com/chadathaised

"ณัฐชา" ดักคอ อย่ายื้อเลือกตั้ง กทม.-พัทยา เบี่ยงกระแสหลังอภิปรายไม่ไว้วางใจ ชี้ ควรเลือกตั้งท้องถิ่นทุกระดับให้เร็วที่สุดแก้ปัญหาโรคระบาด พร้อมปลดล็อกระเบียบข้อบังคับส่วนกลาง ให้เกียรติผู้แทนปชช.

นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ ส.ส.กทม. พรรคก้าวไกล ในฐานะกรรมาธิการ (กมธ.) พัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน กล่าวถึงมติคณะรัฐมนตรีที่เห็นชอบเฉพาะการจัดเลือกตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในส่วนองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ขณะที่การเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและนายกเทศมนตรีเมืองพัทยาที่ประชุมยังไม่พิจารณาโดยคาดว่าจะมีขึ้นในปีหน้า ว่า สถานการณ์ประเทศไทยในขณะนี้ควรมีการจัดการเลือกตั้งในระดับท้องถิ่นอย่างเร่งด่วน เพราะปัญหาการจัดการโรคระบาดหลายพื้นที่มีความจำเป็นต้องใช้อำนาจท้องถิ่นในการจัดการ หากรัฐบาลให้ความสำคัญกับปัญหาของประชาชนจริง เร่งจัดการเลือกตั้งอบต.ให้เร็วที่สุดเพราะมีความจำเป็นอย่างมาก และหากรัฐบาลต้องการแสดงความจริงใจไม่เบี่ยงประเด็นความบอบช้ำหลังจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ต้องเดินหน้ากำหนดวันเลือกตั้งอย่างตรงไปตรงมาเพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชนในขณะนี้ 

"โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ กทม. ที่อยู่ภายในการบริหารงานของผู้ว่าฯ และสมาชิกกรุงเทพฯ ที่แต่งตั้งมานานกว่า 7 ปี อยู่ในตำแหน่งโดยกินเงินเดือนที่มาจากภาษีประชาชน แต่ประชาชนแทบไม่รู้ว่าทำอะไรไปเพื่อประชาชนบ้าง ดังนั้นการเดินหน้าประกาศให้มีการเลือกตั้งให้เร็วที่สุดคือทางออกวิกฤตในขณะนี้" นายณัฐชา กล่าว

นายณัฐชา กล่าวต่อว่า สิ่งสำคัญที่สุดที่รัฐบาลต้องตระหนักคือการมีตัวแทนประชาชนที่ไม่สะท้อนความต้องการของประชาชนเช่นนี้ ถือเป็นการซ้ำเติมปัญหา จึงควรเดินหน้าให้มีการเลือกตั้งท้องถิ่นทุกระดับ เพราะมีความใกล้ชิด รู้และเข้าใจปัญหาให้พื้นที่ตัวเองดี ระเบียบข้อบังคับหรืออะไรต่างๆ ที่ล็อกไว้จากส่วนกลางก็ต้องคลายล็อก เป็นการทำงานอย่างให้เกียรติและไว้ใจตัวแทนของประชาชน ไม่ใช่แค่หาประเด็นเบี่ยงกระแสหลังจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพื่อให้สื่อมีเรื่องใหม่ไปตีข่าวแล้วก็ยื้อต่อไปในปีหน้า แต่ที่ต้องทำเช่นนี้คงเพราะรัฐมนตรีที่ถูกอภิปรายแม้จะรอดทั้งคณะ แต่เชื่อว่าในใจท่านรู้ดีว่ามือที่ยกให้นั่นไม่ใช่ความไว้ใจของประชาชนอย่างแน่นอน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top