Friday, 28 August 2026
POLITICS

‘นิพนธ์’ ถึงบางอ้อ ทำไมเพื่อไทยต้องเอา มท.คืน ห่วงรัฐบาลปลดล็อกโป๊กเกอร์ก่อปัญหาสังคมเพิ่ม

‘นิพนธ์’ ถึงบางอ้อ ทำไมเพื่อไทยต้องเอา มท.คืน ห่วงรัฐบาลปลดล็อกโป๊กเกอร์ ชี้ยังไร้กลไกรับมือปัญหาการพนัน

(6 ส.ค. 68) นายนิพนธ์ บุญญามณี อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย อดีตนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา และอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ 8 สมัย แสดงความเห็นภายหลังรัฐบาลมีคำสั่งยกเลิกข้อห้ามการเล่นไพ่โป๊กเกอร์ โดยระบุว่า แม้เข้าใจดีว่าโป๊กเกอร์ได้รับการยอมรับในระดับสากลในฐานะ 'กีฬา' และหลายประเทศจัดการแข่งขันอย่างเป็นทางการ รวมถึงรัฐบาลไทยเองก็มีแนวนโยบายในการจัดการแข่งขันเพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจ แต่อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ สังคมไทยยังขาดความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับพิษภัยของการพนัน ขณะที่รัฐบาลเองก็ยังไม่มีระบบช่วยเหลือหรือเยียวยาผู้ที่ติดการพนันอย่างเป็นรูปธรรม อีกทั้งปัญหาเรื่องหนี้ครัวเรือน ซึ่งส่งผลกระทบรุนแรงจนกลายเป็นความท้าทายที่รัฐบาลควรเร่งแก้ไข รวมถึงปัญหาการถดถอยทางเศรษฐกิจ ความเหลื่อมล้ำที่ทวีความรุนแรงขึ้น และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปัญหาการทุจริตที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นในปัจจุบัน ตนจึงรู้สึกแปลกใจว่า เมื่อประเทศกำลังเผชิญกับปัญหารุมเร้าอย่างมากมาย เหตุใดนายภูมิธรรม จึงเลือกดำเนินการในลักษณะที่จะยิ่งเพิ่มภาระและสร้างปัญหาให้กับสังคมไทยมากขึ้นไปอีก

นายนิพนธ์ ระบุว่า แม้ 'โป๊กเกอร์' จะถูกจัดให้เป็นกีฬาในระดับสากล แต่ในประเทศไทยก็เคยอยู่ในบัญชีการพนันประเภท ข. ซึ่งหมายถึงอนุญาตให้เล่นได้เฉพาะในโอกาสพิเศษและต้องขออนุญาตถูกต้องตามกฎหมาย เมื่อพิจารณาโดยองค์ประกอบตามความหมายของ 'การพนัน' แล้ว หากมีการเดิมพัน มีเงินรางวัล และมีความเสี่ยงในพฤติกรรม ก็ยังเข้าเกณฑ์ว่าเป็นการพนันได้เช่นกัน ดังนั้น การปลดล็อกโดยไม่มีมาตรการควบคุมที่รัดกุม อาจกลายเป็นการเปิดประตูให้กับปัญหาทางสังคม โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชนและผู้มีความเปราะบางทางเศรษฐกิจ ซึ่งยิ่งในภาวะเศรษฐกิจที่ถดถอยเช่นนี้ ความเสี่ยงก็ยิ่งทวีคูณ

“รัฐบาลควรมีความรับผิดชอบมากกว่านี้ ไม่ใช่ออกคำสั่งปลดล็อกแบบลักหลับหรือแบบลอยตัว โดยไม่มีมาตรการรองรับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกฎหมาย มาตรการป้องกัน หรือระบบฟื้นฟูผู้ได้รับผลกระทบ” นายนิพนธ์กล่าว

นายนิพนธ์ ยังระบุด้วยว่า การดำเนินการเช่นนี้ ทำให้ตนเริ่มเข้าใจว่าเหตุใดพรรคเพื่อไทยจึงต้องการกระทรวงมหาดไทยอย่างเร่งด่วน ถึงขั้นยอมแลกกับการให้พรรคร่วมรัฐบาลอีกพรรคหนึ่งถอนตัว จนเสียงในสภาไม่มั่นคง สภาล่มซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพราะเป้าหมายแท้จริงคือการ 'ปลดล็อกการพนัน' ซึ่งหากกระทรวงมหาดไทยยังอยู่ในมือของนายอนุทิน รัฐมนตรีคนก่อน ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะปล่อยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงลักษณะนี้

นายนิพนธ์ยังกล่าวเสริมว่า เห็นคำแถลงข่าวของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ก็นึกว่าจะเป็นการแถลงเรื่องเพิกถอนโฉนดเขากระโดงเสียอีก แต่กลับกลายเป็นคำสั่งปลดล็อกให้ 'โป๊กเกอร์' กลายเป็นการพนันที่ถูกกฎหมาย

“นี่คือสิ่งที่สังคมไม่คาดคิด และตั้งคำถามได้ว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับเรื่องใดเป็นอันดับแรก วันนี้ปลดล็อกการพนัน แล้วพรุ่งนี้จะปลดล็อกอะไรอีกหรือไม่ หรือว่านี่คือคำตอบว่าเหตุใดพรรคเพื่อไทยต้องทวงคืนกระทรวงมหาดไทยให้ได้ เพื่อเดินหน้าเรื่อง Entertainment Complex อย่างเต็มรูปแบบ” นายนิพนธ์กล่าว

‘ศุภชัย’ ลั่น “เขากระโดง” ไม่มีใครบุกรุก ย้อนเกล็ด ‘เดชอิศม์’ ญาติถูกจำคุกรุก “หัวเขาแดง”

‘ศุภชัย ใจสมุทร’ ลั่น 'เขากระโดง' ไม่มีใครบุกรุก ย้อนเกล็ด ‘เดชอิศม์’ ปมญาติถูกจำคุก รุกหัวเขาแดงจะว่าอย่างไร?

เมื่อวันที่ (4 ส.ค.68) นายศุภชัย ใจสมุทร ประธานคณะทำงานฝ่ายกฎหมาย พรรคภูมิใจไทย โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว ถึงกรณีที่ศาลจังหวัดสงขลา มีคำพิพากษาให้จำคุก 6 ปี นางณัฐณรันต์ จันทร์สว่าง, นายชาญชญา จันทร์สว่าง และนายกอง จันทร์สว่าง คดีบุกรุกโบราณสถานเขาน้อย จ.สงขลา

โดยนายศุภชัย ระบุว่า เขากระโดงไม่มีใครบุกรุก แต่ที่บุกรุกแน่ ๆ คือโบราณสถานหัวเขาแดง จ.สงขลา และผู้ทำผิดคือ พี่สาว พี่เขย หลานชายของ นายเดชอิศม์ ขาวทอง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย โดยศาลมีคำพิพากษาให้จำคุก 6 ปี และให้ชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 10.5 ล้านบาท ขอถามว่าเรื่องนี้ นายเดชอิศม์ จะว่าอย่างไร

สำหรับพื้นที่ตรงดังกล่าว กรมศิลปากร ได้ประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถาน บริเวณเมืองสงขลาเก่า ตำบลหัวเขา อำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา เนื้อที่ประมาณ 2,460 ไร่ ครอบคลุมเขาแดง และภูเขาน้อย รวมทั้งโบราณสถานที่กระจายอยู่รอบ ๆ เชิงเขา เพื่อประกาศคุณค่าความสำคัญ ของจุดกำเนิดพัฒนาการของเมืองสงขลา

‘พลภูมิ’ นำทีม ส.ก.เพื่อไทย แจ้งความ ‘ไอซ์ รักชนก’ หมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา ปมโพสต์บิดเบือน - ใส่ร้าย

(5 ส.ค. 68) นายพลภูมิ วิภัติภูมิประเทศ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงวัฒนธรรม ฐานะแกนนำภาค กทม. พรรคเพื่อไทย พร้อมด้วยนายจิรวัฒน์ อรัณยกานนท์ รองโฆษกพรรคเพื่อไทย และ ส.ก.พรรคเพื่อไทย ได้แก่ นางชญาดา วิภัติภูมิประเทศ ส.ก.เขตคันนายาว, นายเนติภูมิ มิ่งรุจิราลัย ส.ก.เขตบึงกุ่ม. น.ส.มธุรส เบนท์ ส.ก.เขตสะพานสูง และ น.ส.นภัสสร พละระวีพงศ์ ส.ก.เขตบางกะปิ เข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวน สน.บางชัน เพื่อดำเนินคดีกับ น.ส.รักชนก ศรีนอก ส.ส.กทม. พรรคประชาชน ฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328

นายพลภูมิกล่าวว่า สาเหตุที่ ส.ก.ของพรรคเพื่อไทยต้องเข้าแจ้งความในวันนี้ เนื่องจากเมื่อวันที่ 4 ส.ค. โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว “รักชนก ศรีนอก” กล่าวหา ส.ก.พรรคเพื่อไทยตัดโควตาคนนอกของพรรคประชาชนออก นอกจากนี้ยังโพสต์ชื่อและลิงก์เพจเฟซบุ๊กของ ส.ก.พรรคเพื่อไทยทั้ง 4 คนที่เข้าแจ้งความในวันนี้ ทำให้ได้รับความเสียหายต่อชื่อเสียง ถูกสังคมเข้าใจผิด และถูกลดความน่าเชื่อถือในฐานะผู้แทนของประชาชน โดยเห็นว่าการใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดงออกของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ต้องกระทำบนพื้นฐานของข้อเท็จจริง ไม่ใช่เพื่อสร้างวาทกรรมโจมตีอย่างไร้ความรับผิดชอบ

นายพลภูมิกล่าวต่อว่า ตลอดเวลาที่ตนทำงานกับ ส.ก.พรรคเพื่อไทย ได้เห็นความทุ่มเท เห็นการลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง และการทำงานร่วมกับประชาชนในทุกปัญหา การบริหารงบประมาณในระดับเขตมีขั้นตอนที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และต้องผ่านการกลั่นกรองในสภา ทุกคนทำงานภายใต้กรอบอำนาจหน้าที่โดยไม่มีข้อครหาใดทั้งสิ้น แต่เมื่อมีบุคคลสาธารณะ เป็นถึง ส.ส.ออกมาใช้คำว่า “จับโป๊ะ จับโกง” และ “จะโกหกอะไรก็ได้” โดยไม่มีหลักฐาน นอกจากจะเป็นการดูหมิ่นผู้แทนท้องถิ่นแล้ว ยังบั่นทอนศรัทธาของประชาชนที่มีต่อสภากรุงเทพมหานครอย่างร้ายแรง เราไม่ได้ดำเนินคดีเพื่อตอบโต้ แต่เพื่อปกป้องศักดิ์ศรีของผู้ที่ทำงานหนักโดยสุจริต และเพื่อรักษามาตรฐานของการเมืองที่ตั้งอยู่บนความรับผิดชอบ ไม่ใช่วาทกรรมปลุกกระแสแบบฉาบฉวย

ด้านนายจิรวัฒน์กล่าวว่า สำหรับกรณีนี้ทางทีมกฎหมายได้พิจารณาแล้วเป็นการสร้างความเสียหาย เพราะมีการกล่าวหาว่ามีการทุจริต ดังนั้นวันนี้จึงต้องมาแจ้งความดำเนินคดีกับ น.ส.รักชนกจนถึงที่สุด เพราะเวลาที่ท่านเป็นนักการเมือง ไม่ใช่ว่าอยากจะพูดอยากจะกล่าวหาใครก็ได้ หรือพูดเอาสนุก พูดเอาเท่ การพูดหรือการโพสต์อะไรควรจะต้องมีความรับผิดชอบ โดยเฉพาะผู้ที่เป็น ส.ส. เป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่ง ส.ก.ทุกคนมีความตั้งใจในการทำงานเพื่อพี่น้องประชาชน ไม่ใช่ท่านเอาดีเข้าตัวอยู่คนเดียว

นายเนติภูมิกล่าวว่า สิ่งที่ตนรับไม่ได้คือการเหมารวมว่า คนพวกนี้จะโกหกอะไรก็ได้ ทั้งที่เราทุกคนทำงานภายใต้สายตาของประชาชนทุกวัน การโพสต์กล่าวหาลอยๆ แบบนี้ ทำให้คนไม่รู้ข้อเท็จจริงเกิดความเข้าใจผิด ตนไม่สามารถยอมได้ โดยเฉพาะการมาทำลายความตั้งใจของผมและทีมงาน

ด้าน น.ส.นภัสสรกล่าวว่า คำพูดที่ว่ากลัวโดนจับโกง เป็นถ้อยคำรุนแรงที่ไม่มีมูลความจริง พวกตนไม่เคยมีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำทุจริตใดๆ และการเหมารวมว่าทั้งกลุ่ม ส.ก.เพื่อไทยมีพฤติกรรมเช่นนั้น ถือเป็นการใส่ร้ายอย่างไม่ยุติธรรม ตนขอยืนยันว่าเราจะใช้สิทธิตามกฎหมายอย่างถึงที่สุด เพื่อรักษาเกียรติและความศรัทธาจากประชาชนในพื้นที่ กลุ่ม ส.ก.ผู้เสียหายทั้ง 4 คนยืนยันว่าการดำเนินคดีครั้งนี้ไม่ใช่เพื่อการโต้ตอบทางการเมือง แต่เพื่อปกป้องชื่อเสียง ศักดิ์ศรี และความถูกต้องในหน้าที่ของผู้แทนประชาชนในระดับท้องถิ่น พร้อมเรียกร้องให้ทุกฝ่ายที่อยู่ในแวดวงการเมืองใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดงออกด้วยความรับผิดชอบ และเคารพต่อข้อเท็จจริงในสังคมประชาธิปไตย

โดยก่อนหน้านี้ น.ส.รักชนก เคยโพสต์ โจมตี ส.ก.พรรคเพื่อไทย เรื่องความไม่โปร่งใสในการโหวตเพื่อตั้งกรรมการงบประมาณของกรุงเทพมหานคร

‘จตุพร’ เดือด!! นัดชุมนุมใหญ่ ไล่รัฐบาล เคลื่อนมวลชน!! ประชิดทำเนียบ

(3 ส.ค. 68) นายจตุพร พรหมพันธุ์ วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน กล่าวปราศรัยตอนหนึ่งว่า เมื่อวันที่ 28 มิถุนายนที่ผ่านมา เราได้สำแดงพลังของประชาชนอย่างมืดฟ้ามัวดิน แต่วันนี้อาจจะแตกต่างไปบ้าง คืนนี้เป็นคืนแห่งความเศร้าสลด เพราะเมื่อวันที่ 28 มิถุนายนที่ผ่านมา เราประกาศว่าแผ่นดินรัชกาลที่ 10 จะไม่เสียดินแดนแม้แต่ตารางนิ้วเดียว แม้บัดนี้เราจะมีนายกรักษาการ เป็นประเทศที่ไม่มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เสมียนประเทศประกาศว่าสงครามไม่มีทางจะรบกัน แต่กองทัพและประชาชนไม่เคยเชื่อ ในยุทธภูมิทั้ง 11 ที่ ทหารไทยได้สู้และพลีชีพพร้อมกับประชาชน เป็นเรื่องที่น่าเสียใจ และเป็นโศกนาฏกรรมของประเทศ ที่นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ได้ตัดสินใจไปเจรจา ปรากฏว่าทั้งอเมริกาและจีน ก็มา ซึ่งเราจะทักท้วงตั้งแต่ต้นว่าอย่าให้ประเทศที่ 3 เข้ามายุ่ง แต่นายภมูิธรรมและพวกไม่รับฟัง ไปเจรจาที่ประเทศมาเลเซีย

นายจตุพร กล่าวว่า ตนพูดเสมอว่ากัมพูชารู้เห็นกับมาเลเซียและอเมริกา แต่เราเป็นคนไทย ได้คนหน้าโง่กระจอกงอกง่อย ก็ยังไปเล่นกับเขา ซึ่งมีการตกลงเจรจากัน 3 ข้อ ข้อแรกเป็นข้อที่เสียหายมากที่สุด มีการต่อรองเจรจาหยุดยิง ยกเลิกบอกว่าจะหยุดยิงตอน 18.00 น. แต่กัมพูชาไม่ยอม จะหยุดยิงตอน 24.00 น. นายภูมิธรรมก็ตกลงโดยไม่ได้ถามทหารก่อนว่าทั้ง 11 ยุทธภูมิ ที่ไหนมีความสุ่มเสี่ยง ซึ่งท้ายที่สุด ด้วยเวลาที่ไม่เพียงพอ และความเจ้าเล่ห์ของกัมพูชา เขาก็ได้ยึดปราสาทตาควาย

ดังนั้น ตนขอเรียนกับประชาชนว่า หากนายภูมิธรรมไม่ไปเจรจาเช่นนั้น ประเทศไทยจะไม่มีประวัติที่มัวหมอง ว่าเสียแผ่นดินในวันเฉลิมพระชนมพรรษาของพระเจ้าแผ่นดิน เป็นสิ่งที่เราให้อภัยไม่ได้ หากไม่แน่ใจในเงื่อนไขว่ากัมพูชาจะหยุดจริงหรือไม่ ก็ควรจะเลื่อนออกไป และควรจะถามผู้บัญชาการเหล่าทัพว่าเรียบร้อยแล้วหรือไม่

“ไอ้นี่ไปหยุดยิง แล้วไปเสียเปรียบเสียโง่กัมพูชา คุณไม่มีสภาพที่จะเป็นคนไทยได้อีกต่อไป” นายจตุพร กล่าว

นายจตุพร กล่าวต่อว่า เวลาประเทศไทยเสียเปรียบเขา ก็จะอ้างมนุษยธรรม อ้างว่าเราเป็นสุภาพบุรุษบ้าง ซึ่งกัมพูชาก็ละเมิดหลังเจรจา เป็นเวลากว่า 2 วัน หากกัมพูชาไม่ปฏิบัติตาม ก็ฉีกสัญญาหยุดยิงเสีย และไปยึดปราสาทตาควายกลับคืนมา ทั้งนี้ ตนมองว่าการเสียดินแดนมีอยู่ 2 กรณี ถ้าไม่ทรยศก็โง่มาตั้งแต่ชาติที่แล้ว แม้วันนี้จะพยายามอธิบาย บอกว่าคนภายในต้องสามัคคีกันก่อน ตนมองว่าสามัคคีอย่างเดียวคือต้องไล่พวกนี้ออกจากรัฐบาล เกิดมาตนไม่เคยเห็นรัฐบาลที่เลวทราม ชั่วช้าได้ขนาดนี้มาก่อน

นายจตุพร กล่าวว่า ถ้าเรามีผู้นำหรือมีรัฐบาลที่เอาชาติเอาเมือง ใครจะโง่ไปเจรจาหยุดยิง ทั้งที่รู้ว่ามีหนึ่งยุทธภูมิที่ยังเสียเปรียบ แต่การหยุดยิงวันนั้น คือการทำลายหัวใจของคนในชาติ ยากที่จะให้อภัยนายภูมิธรรม นอกจากนี้ ยังไม่มีการแสดงความรับผิดชอบใดๆ แล้วเราจะปล่อยให้รัฐบาลนี้สร้างความเสียหายต่อไปได้อย่างไร

นายจตุพร กล่าวว่า เราไม่รู้ว่า คดีของ น.ส.แพทองธาร ไม่รู้ว่าศาลรัฐธรรมนูญจะขยายเวลาให้อีกถึงเมื่อไหร่ แต่รู้ว่ายิ่งนานเท่าไหร่ ประเทศที่ฉิบหายมากเท่านั้น

นายจตุพร กล่าวว่า ถ้าคนไทยไม่ลุกขึ้นมา นักรบที่อยู่แนวหน้าต้องได้รับกำลังใจและกำลังหมุนจากแนวหลัง ซึ่งวันนี้เป็นที่ประจักษ์แล้วว่า คนแนวหลังไม่เคยลืมคนแนวหน้า พร้อมจะส่งกำลังใจให้ตลอดไป และตนขอขอบคุณในความเสียสละ และทุกชีวิตที่ได้พลีชีพเพื่อรักษาบ้านเมือง วันนี้ภารกิจของเราคือการสำแดงพลัง

นายจตุพร กล่าวว่า สิ่งที่เราคาดไม่ถึง คือตอนที่เรายังไม่กลับบ้าน ก็มีการออกแถลงการณ์ให้ประชาชนออกจากพื้นที่ชุมนุม ซึ่งตนสงสัยว่า พวกนี้คงได้คะแนนมากจนเกินเกินไป ไม่รู้จะหาวิธีลดคะแนนอย่างไร จึงต้องออกมากวนประชาชนในสิ่งที่ไม่ควร เพราะคุณต้องเคารพประชาชน ตั้งแต่ฝ้ายค้านห้ามเรื่องการจัดซื้ออาวุธ ก็ไม่เป็นประโยชน์อะไรกับประเทศชาติ เราในฐานะประชาชน แม้บางคนจะอยู่ในฐานะยากลำบาก แต่จะลำบากกว่านี้หากเราสิ้นชาติ

นายจตุพร ตั้งแต่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ มาเรื่องจำนำข้าว จนถึงชายแดน ไทย-กัมพูชา ที่มาจากเรื่องของคนสองตระกูล สุดท้ายประชาชนตาย แต่ประเทศไทยเสียดินแดน แล้วอยากจะอยู่บริหารประเทศต่อ

“ตั้งแต่เขากลับมา มันมีอะไรดีกับชาติบ้านเมือง เขาไม่มา เราจะมีปัญหากับกัมพูชาหรือ” นายจตุพร กล่าว

นายจตุพร กล่าวว่า ทั้งที่เขาดีกันมากที่สุด แต่กลับกลายเป็นความหายนะของชาติ เรื่องบ่อนยอมถอย แต่เรื่องผลประโยชน์ชายแดน ถ้าประชาชนไม่แข็งแรง เราสู้พวกนี้ไม่ได้ ดังนั้นเราต้องสำแดงพลังครั้งใหญ่ ซึ่งในครั้งหน้าเราจะเริ่มต้นที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ แต่จะไม่อยู่กับที่ เราจะเดินไปที่หมายที่เราจะขับไล่ ครั้งหน้าคือการขับไล่รัฐบาล เจอกันอนุสาวรีย์ฯ เดินไปทำเนียบรัฐบาล เพราะถ้าไม่ลุกขึ้นสู้ เราก็จะอยู่ในสภาพแบบนี้ ทั้งนี้ การนัดหมายครั้งต่อไปนั้น ตอนแรกตั้งใจว่าจะเป็นช่วงกลางเดือนสิงหาคม แต่สงครามมาก่อน

นายจตุพร กล่าวว่า สงครามยังไม่ยุติ เรื่องการเสียประสาทตาควายก็จะไม่ยุติ แม้วันนี้กัมพูชาจะชุมนุมเรียกร้องสันติภาพ เพราะได้ปราสาทตาควายแล้วนี่ ต้องมีความเสมอซึ่งสันติภาพจะเกิดขึ้นได้ ต้องมีความเสมอภาค ตราบใดที่คุณปล้นแผ่นดินเราไป แล้วมาบอกว่าขอสันติภาพ ก็จะมีแต่ส้นตีน และหากนายภูมิธรรมไม่ฉีกข้อตกลง ก็ต้องออกไป แต่ถ้าไม่ออก เราก็จะไปไล่ให้ออกไป

จากนั้น ในช่วงท้ายของการปราศรัย นายจตุพรได้อ่านกลอนเพื่อให้กำลังใจแก่ทหารแนวหน้า ในการปฎิบัติหน้าที่ต่อไป ก่อนจะ นำมวลชนทำกิจกรรมร้องเพลงบ้านเกิดเมืองนอน และเพลงสรรเสริญพระบารมี และปิดเวทีปราศรัย

‘จิรายุ’ โต้เดือด!! หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจ ยัน!! ไม่มีใครสั่งทหารห้ามปะทะ ‘กัมพูชา’

(3 ส.ค. 68) นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกรรมการศูนย์เฉพาะกิจสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา หรือ ศบ.ทก. กล่าวถึงกรณี พลเอกรังษี กิติญาณทรัพย์ หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจ อ้างข่าวว่า มีตัวแทนของรัฐบาลโทรศัพท์ไปสั่งการไม่ให้เกิดการปะทะตามแนวชายแดนเมื่อวันที่ 24 กรกฏาคมที่ผ่านมาว่า ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงจาก พลเอกณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ถึงกรณีดังกล่าวแล้ว ยืนยันว่าในฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาโดยตรง ในฐานะผู้อำนวยการ ศบ.ทก. ที่ตัดสินใจในการบริหารสถานการณ์พื้นที่ชายแดน 7 จังหวัด ยืนยันไม่มีการกระทำตามที่บุคคลดังกล่าวได้กล่าวอ้าง และไม่มีเหตุผลใดที่จะต้องไปสั่งการ ตั้งแต่เกิดกรณีไทย-กัมพูชา ในลักษณะเช่นนี้ ซึ่งฝ่ายความมั่นคง รวมถึงส่วนราชการที่เกี่ยวข้องทุกหน่วยงาน ทั้งกองทัพ ทำงานเป็นทีมไทยแลนด์อย่างมีเอกภาพ ในการปฏิบัติภารกิจครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์ของชาติไทยอยู่แล้ว

นายจิรายุ กล่าวอีกว่า บุคคลคนนี้ลงมาเล่นการเมืองเป็นหัวหน้าพรรคการเมือง คำพูดทุกคำย่อมต้องมีความรับผิดชอบต่อเสถียรภาพของประเทศ แม้จะเคยเป็นทหาร แต่ปัจจุบันผันตัวเองมาทำงานการเมือง การจะพูดอะไรควรเป็นความสัตย์จริงเยี่ยงชายชาติทหาร ไม่น่าจะทำตัวเป็นนักการเมืองรุ่นเก่า ที่เน้นแต่วาทกรรม สร้างประเด็นการเมืองจนไม่สนใจ เสถียรภาพ และความมั่นคงของชาติใช่หรือไม่ จะหาซีนเปิดตัวพรรคการเมืองก็ไม่ควรใช้วิธีการแบบนี้

นายจิรายุ กล่าวอีกว่า คำพูดของหัวหน้าพรรคการเมืองคนนี้ ยังมีการขยายผลบิดเบือนให้เกิดความเสียหาย โดยนำคำให้สัมภาษณ์ของ นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการนายกรัฐมนตรี ซึ่งพูดไว้เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 68 หรือเกือบ 3 เดือนที่ผ่านมา ขณะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เรื่องการระวังสถานการณ์ไม่ให้มีความรุนแรง มาปั่นให้เข้าใจว่าเป็นไส้ศึกในเหตุการณ์เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ที่มีการปะทะ ซึ่งไม่เกี่ยวกัน เป็นคนละเวลาคนละสถานการณ์ ดังนั้นช่วงนี้จึงเป็นช่วงเปราะบางของสังคมไทย ประชาชนต้องรักสามัคคี อย่าปล่อยให้เกมการเมืองประเทศเพื่อนบ้านที่ก่ออาชญากรรมสงครามด้วยการโจมตีฐานที่มั่นและพลเรือนของไทย มีอิทธิพลเหนือเราได้ ที่สำคัญไม่ควรปล่อยให้ใครก็ตามพูดอะไรเอามัน สะใจไปเรื่อยโดยไม่มีข้อเท็จจริง รังแต่จะสร้างความสับสนและความขัดแย้งในสังคม และยิ่งจะเป็นการเข้าทางฝ่ายตรงข้ามในเวทีระดับโลกอีกด้วย

กูรูการตลาด วิเคราะห์!! เลือกตั้งครั้งหน้า ‘พรรคส้ม’ อาจได้ สส.น้อยลง ชี้!! มีแต่วาทกรรม แอบอ้างผลงาน ไม่ใช่วิสัยทัศน์ ของผู้บริหารประเทศ

(2 ส.ค. 68) TikTok ช่อง ‘modernizationmarketings ยุคใหม่การตลาดของไทย’ ได้โพสต์คลิป โดยมีใจความว่า ...

ตัวชี้วัดที่สามารถบอกได้ว่า พรรคการเมืองส้มอาจจะเหลือน้อย หรืออาจจะสูญพันธุ์ไปเลยก็ได้ในการเลือกตั้งครั้งหน้า เรื่องนั้นก็คือ 

เมื่อเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย ด้วยการนำของพรรคแดง แต่เกือบทั้งหมดเลย ที่เป็นทั้งกองเชียร์พรรคการเมืองส้ม และกองเชียร์ของพรรคการเมืองแดง และกองเชียร์ของพรรคการเมืองอื่นๆ ไม่มีใครเรียกร้องให้พรรคการเมืองส้มเข้ามากอบกู้เศรษฐกิจเลย

การที่คนจำนวนมาก มองว่าพรรคการเมืองสีส้ม ไม่สามารถที่จะเข้ามาแก้ปัญหาเศรษฐกิจกอบกู้เศรษฐกิจได้ ไม่ได้เกิดจากการโจมตี การใส่ร้าย 

แต่เกิดจากการกระทำของ พรรคการเมืองสีส้มเอง ซึ่งมีแต่วาทกรรม หรือแอบอ้างผลงาน การคิดนวัตกรรมใหม่ๆ ก็ไม่มี การมองก็มองในมิติเดียว ซึ่งมันไม่ใช่วิสัยทัศน์ของผู้ที่จะเข้ามาบริหารประเทศ

ย้อนรอยเหตุ ‘เดชอิศม์’ ปะทะคารม ‘พีระพันธุ์’ กลาง ครม. ปม กม.โซลาร์รูฟท็อป หลักการของพรรคหรือรับใบสั่งใครมา

พีระพันธ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้นำเสนอ พรบ.ส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ (โซลาร์รูฟท็อป) เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนติดตั้งแผงโซลาร์บนหลังคาได้ง่ายขึ้น โดยไม่ต้องขออนุญาตยุ่งยากกับหลายหน่วยงานและเปิดทางให้สามารถขายไฟคืนระบบได้ด้วย 

นายกฯ ชาย เดชอิศม์ ขาวทอง รัฐมนตรีช่วยมหาดไทย จากพรรคประชาธิปัตย์ แสดงท่าที ไม่เห็นด้วยกับแผนโซลาร์รูฟท็อปที่พีระพันธุ์ เสนอ ครม.โดยให้เหตุผลว่า
•เป็นโครงการที่ “ยังไม่มีรายละเอียดชัดเจน ให้อำนาจกระทรวงพลังงานมากเกินไป
•ยังไม่มีการหารือร่วมกับกระทรวงพลังงานหรือหน่วยงานหลักที่ดูแลระบบไฟฟ้า
•อาจถูกมองว่าเป็นนโยบายหาเสียงล่วงหน้า หากเร่งผลักดันโดยไม่ฟังข้อเท็จจริง

การแสดงท่าทีนี้จึงสะท้อนว่า พรรคประชาธิปัตย์ยังไม่เห็นด้วยกับพีระพันธุ์ ด้านพลังงานสะอาด แต่ต้องการความชัดเจน โปร่งใส และรอบคอบ โดยเฉพาะเมื่อใช้งบประมาณหรือมีผลกระทบในวงกว้าง

ในวง ครม.ข่าวว่า หลังเดชอิศม์ ขาวทอง พูดจบ พีระพันธ์ถึงกับหลุดคำพูดออกมาว่า “ใครเขียนสคริปต์ให้อ่าน”

ท่าทีของพรรคประชาธิปัตย์ต่อ “โซลาร์รูฟท็อป” (Solar Rooftop) มีลักษณะ สนับสนุนเชิงหลักการมาโดยตลอด แต่มีความระมัดระวังในเชิงนโยบายและข้อกฎหมาย โดยเฉพาะในช่วงที่พรรคมีบทบาทในรัฐบาล หรือในคณะกรรมาธิการพลังงานของสภา ตัวอย่างแนวทางท่าทีมีดังนี้:

1. สนับสนุนการใช้พลังงานสะอาด พรรคประชาธิปัตย์มักแสดงจุดยืน สนับสนุนพลังงานหมุนเวียน โดยเฉพาะโซลาร์รูฟท็อป ซึ่งถือว่าเป็นการกระจายอำนาจการผลิตไฟฟ้าไปยังประชาชน และลดภาระการลงทุนโครงข่ายของรัฐ มี สส. เช่น นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย (ตรัง) เคยอภิปรายในสภาเรียกร้องให้ เปิดเสรีโซลาร์รูฟมากขึ้น และลดข้อจำกัดจากการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่าย

2. ท่าทีระมัดระวังในเชิงนโยบาย ขณะที่พรรคไม่คัดค้านแนวคิด แต่หากมีแผนที่ออกโดย ไม่ผ่านการพิจารณาโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องครบถ้วน หรือไม่ได้อยู่ในยุทธศาสตร์พลังงานประเทศ ก็อาจตั้งคำถาม เช่น
“จะกระทบต่อโครงสร้างค่าไฟหรือไม่?”
“จะเกิดความเหลื่อมล้ำระหว่างผู้ติดตั้งกับผู้ไม่มีทุนหรือไม่?”
มีแผนบริหารไฟฟ้าและโครงข่ายร่วมอย่างไร?”

กรณีล่าสุด นายกฯชายปะทะพีระพันธุ์ ในการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อปลายเดือน ก.ค. 2568 มีรายงานว่า นายกฯ ชาย เดชอิศม์ ขาวทอง จากพรรคประชาธิปัตย์ แสดงท่าที ไม่เห็นด้วยกับแผนโซลาร์รูฟท็อปที่พีระพันธ์เสนอ อาจมองได้สองมุม คือ ท่าทีที่เปลี่ยนไปของประชาธิปัตย์ หลังเปลี่ยนแปลงกรรมการบริหารพรรค หรือรับงานใครมาค้าน หรือประชาธิปัตย์ต้องการความรอบคอบรอบด้านต่อผลกระทบทั้งต่อประชาชน และแผนพลังงาน

พีระพันธุ์ ได้ใช้ความพยายามมานานในการผลักดันร่าง พ.ร.บ. ส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ (โซลาร์รูฟ) เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนติดตั้งแผงโซลาร์บนหลังคาได้ง่ายขึ้น แต่ติดโน่นติดนี่มาโดยตลอด

รายละเอียดสำคัญของแผนนี้
1. เสรีภาพในการติดตั้ง – ปลดล็อกระบบราชการ
แผนมีแนวคิดหลักคือยกเลิกขั้นตอนขออนุญาตหรือเอกสารราชการในบางกรณี เพื่อให้ประชาชนและธุรกิจติดตั้งโซลาร์รูฟได้ทันที

2. อภิปรายในสภาเร่งรัดกฎหมายเข้าสู่ ครม.

พีระพันธุ์ได้ชี้แจงต่อสภาว่าเตรียมเสนอร่าง พ.ร.บ. โซลาร์รูฟเข้าสู่ที่ประชุม ครม. ในเร็ว ๆ นี้ หลังได้รับความคิดเห็นจากประชาชน (public hearing) แล้ว  

3. ส่งเสริมต่อเนื่องกับเทคนิคและนวัตกรรมในประเทศ
นอกจากร่างกฎหมาย รัฐบาลยังสนับสนุนการผลิต “อินเวอร์เตอร์ฝีมือคนไทย” ขนาด 5.5 กิโลวัตต์ จำนวนล็อตแรก 10,000 ชุด เพื่อลดต้นทุน ให้ประชาชนเข้าถึงได้ในราคาถูกกว่าเครื่องนำเข้า

4. บริบทของตลาดโซลาร์รูฟในไทย
•ตลาดโซลาร์รูฟไทยมีมูลค่าประมาณ 67,000 ล้านบาท และเติบโตกว่า 22% ต่อปี จากตัวเร่งต้นทุนติดตั้งลดลง เตรียมคืนทุนภายใน 6–8 ปี
•ตามแผน PDP ปี 2024 ประเทศไทยตั้งเป้าให้พลังงานหมุนเวียนคิดเป็น 51% ของกำลังผลิตไฟฟ้า ภายในปี 2580 โดยโซลาร์ต้องมีสัดส่วนถึง 16%  

เป็นเรื่องที่น่าจับตามองกับท่าทีของประชาธิปัตย์ในการโต้แย้งพีระพันธ์กลางครม.ของนายกฯชายว่า เกิดจากหลักการ นโยบายของพรรคจริง ๆ หรือรับนโยบายมาจากใคร

‘พีระพันธุ์’ เคลียร์ชัดปมซื้อไฟฟ้าพลังงานสะอาด ทุกวันนี้ชนทุนพลังงานเพื่อประโยชน์ประชาชน

‘พีระพันธุ์’ เคลียร์ชัดปมซื้อไฟฟ้าพลังงานสะอาด พร้อมสนับสนุนการตรวจสอบทุกขั้นตอน ย้ำไม่ได้มาเล่นการเมือง แต่เน้นทำงานแก้ปัญหาประชาชน หนุนใช้พลังงานทางเลือกสร้างรายได้ให้คนไทย เพิ่มความมั่นคงชุมชน

เมื่อวานนี้ (31 ก.ค.68) นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ตอบกระทู้ถามสดในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เกี่ยวกับแนวทางการลดค่าไฟ และการรับซื้อไฟฟ้าพลังงานสะอาดขนาดกำลังการผลิต 5,200 เมกะวัตต์ และ 3,600 เมกะวัตต์ โดยชี้แจงว่า การรับซื้อไฟฟ้าดังกล่าวทั้ง 2 รอบ ไม่ได้เกิดจากมติของรัฐบาลชุดปัจจุบัน  แต่ในทางตรงกันข้าม รัฐบาลปัจจุบันกำลังเข้ามาแก้ปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ซึ่งก็ต้องเข้าใจด้วยว่า อำนาจต่าง ๆ ของคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ซึ่งแม้จะมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานแต่ก็ต้องอาศัยมติและความเห็นจากคณะกรรมการในที่ประชุมซึ่งมีหน่วยงานต่าง ๆ เข้าร่วมด้วย รวมทั้งตัวแทนจากคณะกรรมการกฤษฎีกาที่ให้ความเห็นในเชิงกฎหมาย และเมื่อที่ประชุมมีมติแล้ว ก็ต้องดำเนินการไปตามมติดังกล่าว อย่างไรก็ดี แม้ปัญหาไม่ได้เกิดจากรัฐบาลปัจจุบันแต่รัฐบาลปัจจุบันกำลังพยายามแก้ไข โดยมีมติ กพช. ชะลอการลงนามในสัญญารับซื้อไฟฟ้าข้างต้น และสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปดำเนินการเจรจาปรับลดราคาการรับซื้อไฟฟ้าดังกล่าว โดยใช้ราคาล่าสุดของการไฟฟ้าฝ่ายผลิต (กฟผ.) เป็นฐานอ้างอิงในการเจรจา 

วันนี้สามการไฟฟ้า (การไฟฟ้าฝ่ายผลิต การไฟฟ้านครหลวงและการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค) ยังไม่ได้ลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้าเพราะต้องปฏิบัติตามมติ กพช. โดยตนยินดีให้มีการตรวจสอบในทุกขั้นตอนและพร้อมที่จะสนับสนุนข้อมูลทุกอย่างเพื่อพิสูจน์ความจริงให้กระจ่าง และยืนยันว่ารัฐบาลไม่ได้เห็นแก่นายทุนหรือทำให้ประชาชนเสียประโยชน์ และตลอดเวลาที่ผ่านมาตนก็ได้พยายามแก้ปัญหามาอย่างต่อเนื่อง

ส่วนประเด็นเกี่ยวกับการรับซื้อไฟฟ้าจากภาคประชาชน และมาตรการส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อลดค่าไฟให้พี่น้องประชาชนนั้น นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า การดำเนินการทั้งหมดขึ้นอยู่กับแผนพัฒนาพลังงานไฟฟ้า(PDP) ซึ่งขณะนี้กำลังจะมีการจัดตั้งคณะกรรมการจัดทำแผน PDP ชุดใหม่ ในแผนดังกล่าวจะให้ความสำคัญกับการใช้พลังงานสะอาดมาเป็นลำดับแรก ซึ่งพลังงานดังกล่าวมาได้จากหลากหลายแห่ง โดยเฉพาะจากเศษวัสดุเหลือใช้ซึ่งตนมุ่งเน้นไปที่การสร้างความรู้ให้ประชาชนนำเศษวัสดุทางการเกษตรหรือวัสดุที่เหลือใช้ในพื้นที่มาผลิตเป็นไฟฟ้า โดยต้องมาคำนวณว่า ในแต่ละปีประเทศไทยสามารถผลิตไฟฟ้าในรูปแบบดังกล่าวได้เท่าใด ส่วนที่เหลือจึงไปใช้ก๊าซในการผลิตไฟฟ้า และนอกจากการมุ่งเน้นการผลิตไฟฟ้าในภาคประชาชนแล้ว ตนยังมุ่งหวังให้มีโรงไฟฟ้าชุมชนขนาดเล็ก ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้ให้พี่น้องประชาชนและช่วยสนับสนุนการผลิตไฟฟ้าของภาคประชาชนได้ต่อไป

นายพีระพันธุ์ยังกล่าวแสดงความคาดหวังว่า คณะกรรมการจัดทำแผน PDP ชุดใหม่ จะนำแนวนโยบายนี้ไปปรับใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างมีประสิทธิภาพ และต้องดำเนินการอย่างโปร่งใส มีอิสระโดยแท้จริง พร้อมย้ำด้วยว่า ตนไม่ได้เข้ามาเล่นการเมือง แต่เข้ามาเพื่อตั้งใจทำงานและแก้ปัญหาให้คนไทย

นายพีระพันธุ์ กล่าวอีกว่า ในส่วนของมติหรือปัญหาด้านพลังงานที่เกิดช่วงก่อนปี 2567 นั้น ตนและพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.)ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับกระทรวงพลังงาน เพราะในขณะนั้นช่วงท้ายรัฐบาลตนดำรงตำแหน่งเลขาธิการนายกรัฐมนตรีไม่ใช่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ซึ่งมีภารกิจหน้าที่คนละอย่างกัน และยังไม่มีพรรครวมไทยสร้างชาติร่วมรัฐบาลในขณะนั้นด้วย พร้อมกล่าวว่า ตั้งแต่ที่ตนเข้ามาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ตนได้ดำเนินการทุกอย่าง อย่างตรงไปตรงมา ชัดเจนด้วยความบริสุทธิ์ใจ ทำให้ไม่ถูกใจนายทุน

รมช.กลาโหม สั่งระงับความร่วมมือและความช่วยเหลือทางทหารกับกัมพูชาทั้งหมด พร้อมยกเลิกโควตานักศึกษา วปอ.

(31 ก.ค. 68) พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมช.กลาโหม รักษาราชการแทน รมว.กลาโหม เปิดเผยว่า เพื่อเป็นการตอบโต้ต่อสถานการณ์สู้รบชายแดนไทยกัมพูชา ได้มีคำสั่งให้ระงับความช่วยเหลือและความร่วมมือทางทหารกับกัมพูชาทั้งหมด รวมถึงโครงการแลกเปลี่ยนด้านการศึกษาที่ดำเนินอยู่

"นักศึกษาจากกัมพูชาในหลักสูตรวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่น 67 ได้เดินทางกลับไปแล้วในช่วงที่เกิดสถานการณ์ และคงจะไม่กลับมาอีก เรื่องที่เกิดขึ้นนี้ เราคงต้องตัดโควตาที่นั่งเรียน วปอ. ในส่วนของกัมพูชาทิ้งไป ขอให้ทุกคนเข้าใจด้วย"

นอกจากนี้ พล.อ. ณัฐพล ยังได้เน้นย้ำให้ทุกหน่วยงาน เข้มงวดมาตรการรักษาความปลอดภัยในการคัดกรองผู้ที่เดินทางเข้าออก รวมถึง ยกระดับการดูแลรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ ในช่วงเวลานี้ด้วยเช่นกัน

‘ชัยวุฒิ’ จวก ‘สส. พรรคส้ม’ ไม่ควรเกิดเป็นคนไทย หลังลั่นโพสต์แสดงความคิดเห็นรุนแรงต่อกองทัพและทหารไทย ขณะประเทศเผชิญสถานการณ์ขัดแย้ง ไทย-กัมพูชา

(30 ก.ค. 68) จากรณีที่ สหัสวัต คุ้มคง สส. ชลบุรี พรรคประชาชน ได้แสดงความคิดเห็นต่อกองทัพและทหารไทยว่า “อย่างแรกที่ถูกฆ่าในสงครามคือ ความจริงและทหารไทย แม่งทำแบบนี้มาตลอด ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาสถานการณ์แบบนี้ ไม่ใช่ว่ากองทัพส้นตีนนี่ จะไม่ใช่โอกาสนี้ สร้างความชอบธรรมให้ตัวเอง อย่าเชื่อทุกอย่างที่ออกจากกองทัพ”

นอกจากนี้ ยังโพสต์เพิ่มเติมอีกว่า “ผ่านมาเกือบ 40 นาที รัฐบาลไม่แถลงXวยไรเลยปล่อยกองทัพคุมข่าวสาร ข้อมูลทั้งหมด อันนี้เหี้X อันตราย ห่วยแตก” ซึ่งต่อมาได้โพสต์ขอโทษอย่างเป็นทางการ

อย่างไรก็ตาม ในเวลาต่อมา นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ได้โพสต์ข้อความตอบโต้ นายสหัสวัต โดยระบุว่า…

“พรรคส้มสีเลือด ไม่ทำหน้าที่ฝ่ายค้าน ไม่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล ไม่ด่านายกฯ อันนี้พอเข้าใจได้เพราะเป็นพวกเดียวกัน…

“แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาประกาศตัวเองว่าอยู่ฝ่ายตรงข้ามกับทหาร กลัวคนจำไม่ได้ว่าอยู่ฝ่ายตรงข้ามกับทหารหรือยังไง? ใช้ไม่ได้จริงๆ ไม่ควรเกิดมาเป็นคนไทย”

รมช. กลาโหม สั่งการหน่วยงานในสังกัด งดให้ความช่วยเหลือ 'กัมพูชา' จนกว่าสถานการณ์จะดีขึ้น

เมื่อวานนี้ (30 ก.ค.68) ที่กระทรวงกลาโหม พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวภายหลังการประชุมสภากลาโหม ว่า  แม้ในปัจจุบันกองทัพจะให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาบริเวณชายแดนไทยกัมพูชา แต่ปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน เราก็ไม่ได้ละเลย หน่วยที่ไม่ได้ติดภารกิจในด้านชายแดนไทยกัมพูชา ก็ขอให้ช่วยเหลือพี่น้องประชาชนอย่างเต็มขีดความสามารถ พร้อม เน้นย้ำ ให้เข้มงวดมาตรการรักษาความปลอดภัย ในการคัดกรองผู้ที่เดินทางเข้าออกหน่วยงานต่าง ๆ และการดูแลรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์

พร้อมกันนี้ พล.อ.ณัฐพล ยังบอกด้วยว่า "ได้มอบนโยบายเพิ่มเติมว่าในขณะนี้ ให้ระงับความร่วมมือทางทหารกับกัมพูชา จนกว่าสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างทั้งสองประเทศจะดีขึ้น" เนื่องจากยังมีโครงการแลกเปลี่ยนด้านการศึกษากันอยู่ รวมทั้งได้สั่งการให้สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม โดยเฉพาะ สำนักนโยบายและแผน และกรมพระธรรมนูญ สนับสนุนความช่วยเหลือด้านกฎหมายให้กับกองบัญชาการกองทัพไทย ในการปฏิบัติภารกิจดังกล่าว"

ส่วนกรณีที่มีการเผยแพร่ภาพผ่านสื่อโซเชียล ถึงนายทหารในสังกัดของกองทัพกัมพูชา ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับชาวต่างชาตินั้น ว่า ตนได้รับการยืนยันเบื้องต้นว่า เป็นทหารชั้นประทวนของกองทัพกัมพูชา เพียงแต่หน้าตาดี รูปร่างดี เป็นนักกีฬาวอลเลย์บอล และเป็นยูทูบเบอร์ จึงทำให้คนสนใจ และเข้าใจไปว่าเป็นคนต่างประเทศ

ส่วนที่มีคลิปสนทนาผ่านวิทยุสื่อสารเป็นภาษารัสเซียนั้น พล.อ.ณัฐพล ระบุว่า เรื่องนี้ยังไม่มีการยืนยัน เพราะตั้งแต่เช้า ตนนั่งประชุม และติดตามข่าวจากสื่อมวลชนเท่านั้น พร้อมขอบคุณสื่อมวลชนที่ส่งข้อความเข้ามา และซักถามตั้งแต่เมื่อคืน ซึ่งตนก็พยายามหาคำตอบ และได้รับการยืนยันตามที่แจ้งไป

‘พีระพันธุ์’ ปะทะคารม ‘เดชอิศม์’ กลางวง ครม.ปมกฎหมายโซลาร์เซลล์ หลังเดชอิศม์มองว่ารวมศูนย์ให้อำนาจกระทรวง - รมว.พลังงานมากเกินไป ‘พีระพันธุ์’ ถามใครเขียนสคริปต์ให้

แหล่งข่าวจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เปิดเผยว่าการประชุมครม.เมื่อวานนี้ (29 ก.ค.) ในการพิจารณาวาระ ครม.เรื่องร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ พ.ศ. ....ได้มีการถกเถียงกันระหว่างนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี และนายเดชอิศม์ ขาวทอง รมช.มหาดไทย

โดยเมื่อถึงวาระการพิจารณาในเรื่องดังกล่าวนายเดชอิศม์ได้กดไมโครโฟนเพื่อพูดว่า กฎหมายนี้ตนเองมีความเห็นว่าประเด็นที่มีการเขียนไว้ในร่างกฎหมายว่าให้อำนาจกับกระทรวงพลังงานเพียงหน่วยงานเดียวในการอนุมัติ อนุญาต การติดตั้งโซลาร์เซลล์ในบ้านเรือนของประชาชน

รวมทั้งให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดตามร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ ถือว่าเป็นการรวมศูนย์ เหมือนกับการรวบอำนาจไว้ที่เดียว อาจจะทำให้มีประชาชนกังวลถึงความโปร่งใส และทำให้การตรวจสอบทำได้ยาก

จากนั้นนายพีระพันธุ์ ได้ขอชี้แจงให้ ครม.ฟังว่าร่างกฎหมายฉบับนี้นั้นต้องการให้การอนุมัติอนุญาตการติดตั้งโซลาร์เซลล์ในบ้านเรือนนั้นสามารถทำได้โดยสะดวก

นายพีระพันธุ์ กล่าวด้วยว่า การตั้งคำถามของนายเดชอิศม์ นั้นฟังดูเหมือนข้อมูลที่ฝ่ายค้านใช้ ซึ่งตนเองก็ไม่แน่ใจว่าใครเป็นคนเขียนสคริปต์ข้อมูลนี้มาให้

ส่วนในเรื่องที่ พ.ร.บ.ฉบับนี้ให้อำนาจกับรัฐมนตรีกระทรวงพลังงาน ก็ถือเป็นเรื่องปกติเพราะกฎหมายเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับกระทรวงพลังงาน ถ้าเป็นกฎหมายในเรื่องที่เกี่ยวกับมหาดไทย ก็ต้องให้อำนาจกับรัฐมนตรีมหาดไทยเหมือนกัน

คนที่เคยเลือก ‘แดง’ แล้วแผลงมาเลือก ‘ส้ม’ เพราะส่วนลึกนิยม!! ล้มเจ้า..ล้มสถาบัน

(29 ก.ค. 68) ถ้าหากนับเฉพาะคนเคยแดง เคยเป็นสาวกของ “พรรคเผาเมือง” มาก่อน แล้ววันนี้เปลี่ยนใจหันมาเลือก “พรรคส้มล้มสถาบัน” แทน หนึ่งเหตุผลที่ “ซ่อนเร้นเป็นความลับ” อยู่ในใจของ “คนเปลี่ยนสี” เหล่านี้ก็คือ “เกลียดชังการรัฐประหาร” และ “ไม่ศรัทธาสถาบันกษัตริย์” 

ด้วยพรรค “โกงจำนำข้าว” แม้จะเป็นสารตั้งต้นของการกัดเซาะสถาบันเบื้องสูง จนเป็นที่ถูกอกถูกใจ “คนไทยแอบไม่เอาสถาบัน” จำนวนหนึ่ง จึงพากันมาร่วมขบวนการ “ปลดรูปในหลวง” ออกจากฝาบ้าน และสร้างข่าวเท็จโจมตีสถาบันอย่างต่อเนื่องมาตลอดหลายปี 

ต่อเมื่อเวลาเปลี่ยน ท่าทีของ “แกนนำแดงเผาเมือง” ไม่ฮาร์ดคอร์เหมือนแต่ก่อน ด้วย “นายใหญ่” ยังต้องหนีคดีเร่ร่อนอยู่ต่างแดน ท่าทีโอนอ่อนต่อสถาบันจึงมีออกมาให้เห็นเป็นระยะ คนเหล่านี้จึงรู้สึกผิดหวัง แม้จะเคยร่วมกันเป็น “แดงทั้งแผ่นดิน” แต่ความไร้ทิศทางของ “พรรคเผาไทย” ในขณะนั้น จึงเกิดความไม่มั่นใจถ้าจะร่วม “ขบวนเลว” ต่ออีกหนึ่งคำรบ เป็นจังหวะเดียวกันกับที่ประเทศไทยมีพรรคเกิดใหม่ อ้างตัวว่าเป็น “คนรุ่นใหม่” ที่ชู “นโยบายล้ม 112” หวังทำให้สถาบันอ่อนแอและล้มหายตายจากไปในที่สุด จึงโดนใจ “อดีตแดงเกลียดเจ้า” เป็นอย่างมาก

กลุ่มแดงอกหักจาก “พรรคข้าวเน่า” จึงพากันมาหย่อนบัตรกาเลือก “พรรคส้มล้มชาติ” ทำให้เกิดปรากฏการณ์ 14 ล้านเสียง แน่นอนว่าในจำนวนนี้มี “แดงเปลี่ยนสี” ปะปนมากับ “พวกโลกสวยสมองกลวง” ที่ไม่เคยลงลึกในเรื่องการเมืองมากไปกว่าการได้ “ชูสามนิ้วโง่ ๆ” ถ่ายรูปลงโซเชียล

“แดงเกลียดเจ้า & ไม่เอาทหาร” จึงพากันมารวมตัวกันเป็น “ด้อมส้มล้มสถาบัน” ผู้ซื่อสัตย์ คนจำพวกนี้รับประทานอคติเป็นอาหาร ปิดหูปิดตาต่อการรับรู้ผิดชอบชั่วดีทุกอย่าง จะตั้งหน้าตั้งตาด่าแต่สถาบันและทหาร ขนาดทหารออกไปสู้รบ และพลีชีพเพื่อไม่ให้แผ่นดินไทยต้องสูญเสียดินแดน คนพวกนี้ก็ไม่เคยพูดให้กำลังใจ ไม่เคยมองว่าสถาบันพระมหากษัตริย์มีบุญคุณ หรือสำคัญอย่างไรต่อความเป็นไทย คอยสนับสนุนแต่ “เด็กสามกีบ” ที่ทำผิด 112 นี่คือ “เนื้อแท้” ของพวก “แดงกลายพันธุ์” ในปัจจุบัน จัดเป็นคนใจดำอำมหิต ไม่กล้ายอมรับความจริง ไร้ความชอบธรรมในจิตใจ และขี้ขลาดแม้เพียงจะเอ่ยชื่นชมคนที่ทำเพื่อบ้านเมือง 

“แดงแผลงส้มเหล่านี้” จัดเป็นกลุ่มคนที่เป็นอันตรายต่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และประชาชน ไม่แพ้ “พรรคล้มล้างสถาบัน” ที่คนพวกหนี้ยอมเป็น “เศษขี้ดินติดพื้นรองเท้า” ก็ไม่ปาน 

ไม่เชื่อลองสังเกตคนข้าง ๆ ตัวคุณ มันจะไม่ชม แต่จะหามุมด่าทหารอย่างเดียว

'ลุงป้อม' ลั่น!! คน 2 ตระกูล ต้องรับผิดชอบต่อการสูญเสีย เหตุสู้รบครั้งนี้ ชี้!! รัฐบาลอ่อนแอ เกิดความขัดแย้ง หนุน!! เจรจาสงบศึก ‘ไทย-กัมพูชา’

(28 ก.ค. 68) พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ในฐานะอดีตผู้บัญชาการทหารบก กล่าวถึงสถานการณ์สู้รบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาว่า 

ประชาชนไม่รู้เรื่องอะไรด้วยต้องมาเสียชีวิตมากมาย ต้องถามดูว่าสองตระกูลนี้ทำอะไรกัน ต่อไปก็เป็นเรื่องที่สองประเทศต้องเจรจา เพื่อสงบศึกให้ได้โดยเร็ว

“กองทัพทำหน้าที่ได้ดีที่สุดแล้ว เอาชีวิตเพื่อแลกกับอธิปไตย รักษาประเทศชาติเอาไว้ ทหารถูกฝึกมาเป็นอย่างดี ไม่ต้องห่วงเรื่องการสู้รบ แต่ที่เป็นห่วงคือประชาชนผู้บริสุทธิ์ต้องมาเสียชีวิต ผมได้ให้กำลังใจทหารและประชาชนและส่งของไปให้แล้ว ก็ทำอย่างไรได้ เหตุการณ์มันเกิดขึ้นจากคนสองคน และคนสองตระกูลต้องรับผิดชอบต่อการสูญเสียครั้งนี้” พลเอกประวิตร ระบุ

พลเอกประวิตร กล่าวด้วยว่า รัฐบาลอ่อนแอ ถ้ารัฐบาลไม่อ่อนแอ ประเทศชาติจะไม่เป็นอย่างนี้ และไม่เสียหายมากขนาดนี้ การปรับปรุง ต้องทำในทุกส่วนที่สำคัญ โดยเฉพาะกระทรวงต่างประเทศ สำหรับในส่วนของกำลังทหารเราต้องเข้มแข็งไม่อ่อนแอ ต้องมีอาวุธให้พร้อมถ้าเราไม่พร้อม เราก็ลำบากอีกแน่ ทั้งนี้จากที่เคยเป็นรัฐบาลมาไม่เห็นมีปัญหาแบบนี้

‘หมอตุลย์’ ลั่น!! ไม่ยอมรับข้อตกลงของ ‘ภูมิธรรม’ กรณี ‘ไทย – กัมพูชา’ ชี้!! มีท่าทีขัดขวาง ความมั่นคง เป็นอุปสรรคต่อการทำงานของกองทัพ

(28 ก.ค. 68) นายแพทย์ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ อาจารย์คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ประกาศจุดยืนผ่านแถลงการณ์ถึงสื่อมวลชนว่า ในฐานะประชาชนคนไทยคนหนึ่ง ขอประกาศไม่ยอมรับผลและข้อตกลงใดๆ ที่นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการนายกรัฐมนตรี จะไปทำการเจรจาตกลงใดๆ กับตัวแทนของประเทศกัมพูชา ณ ประเทศมาเลเซีย

เนื่องจากนายภูมิธรรม เวชยชัย มีพฤติการณ์ไม่น่าไว้วางใจ ในสถานการณ์ไทย-กัมพูชา มีท่าทีขัดขวางและเป็นอุปสรรคต่อการทำงานของกองทัพ และฝ่ายความมั่นคง ให้ข้อมูลที่คลาดเคลื่อน ล่าช้าต่อสังคมไทยโดยตลอด จึงเรียนมาเพื่อทราบ และโปรดแจ้งให้รัฐบาล และประชาชนไทย และสังคมโลกทราบด้วย ด้วยความวิตกกังวล


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top