Friday, 28 August 2026
POLITICS

‘อุ๊งอิ๊ง’ รอดหรือไม่รอด ลุ้นกันพรุ่งนี้ แต่ถึงแม้จะรอด รัฐบาลก็ยังร่อแร่

(28 ส.ค. 68) ผมมานั่งใช้ดุลยพินิจถึงทางออกของประเทศในสถานการณ์ปัจจุบัน ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ ต่างประเทศ ชายแดน มันเหมือนมะรุมมะตุ้มกันเต็มไปหมด ประชาชนเริ่มเข้าสู่ภาวะอดอยาก ค่าครองชีพสูง ค่าแรงต่ำ การดำรงชีวิตยากไปหมด หันซ้ายมองขวาก็เต็มไปด้วยปัญหาสารพัด ไม่รู้จะเอาตัวรอดในวิกฤตนี้ได้หรือไม่ แต่จำเป็นต้อง “กัดก้อนเกลือกิน ตราบเท่าที่ยังมีลมหายใจ”

มองไปที่ฝ่ายการเมืองซึ่งเป็นกลไกหลักในการบริหารประเทศ หลายเดือนผ่านมา ก็ยังไม่เห็นอะไรเป็นชิ้นเป็นอันว่าจะมีช่องทางในการช่วยเหลือชาวบ้านได้ ค่าไฟฟ้า ค่าพลังงานที่สร้างราคาคุยกันไว้ก็เห็นสยบนิ่งไปกับการถูกบีบโดยทุนพลังงาน ดิ้นไม่ออกยิ่งดิ้นเกลียวยิ่งแน่นเข้ามา อันเกิดจากพรรคการเมืองก็ปฏิเสธระบบทุนไม่ได้ เพราะระบบการเลือกตั้งบ้านเราเดินไปสู่ Money politics ชาวบ้านทุกยาก เดือดร้อนแร้นแค้น เงิน 300/500 มาอยู่ต่อหน้าคว้าไว้ก่อน ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าลูกไปโรงเรียนรออยู่ เงินทุกบาทจึงมีความหมายสำหรับชีวิต

รัฐบาลก็ป้อแป้ๆ เหมือนมวยเมาหมด แต่พี่เลี้ยงก็ไม่ยอมโยนผ้า หมัดเด็ดในการน็อคก็ไม่มีหรือมีก็น้ำหนักไม่พอใจ

รัฐบาลนี้จะอยู่หรือไป จึงไม่ใช่มือในสภา (ฝ่ายค้าน/รัฐบาล) หรือมวลชนต่อค้านนอกสภา รอบทำเนียบ อยู่ที่ศาลรัฐธรรมนูญจะชี้เป็นชี้ตายออกมาอย่างไรกับข้อกล่าวหา ‘อุ้งอิ๊ง-แพทองธาร’ นายกรัฐมนตรีละเมิดจริยธรรมร้ายแรงในการคุยกับฮุนเซนและคลิปหลุดออกมาจากฝ่ายฮุนเซน ซึ่งพรุ่งนี้ (29 สิงหาคม) ศาลนัดอ่านคำวินิจฉัย

แนวทางของอุ๊งอิ๊งในวันที่ 29 สิงหาคม 2568 แม้นในพรรคเพื่อไทยจะมั่นใจว่า ‘รอด’ แต่อุ๊งอิ๊งก็ไม่กล้าพอจะไปฟังคำตัดสินที่ศาล แต่ไปรอฟังผลอยู่ทำเนียบ สส.เพื่อไทยก็ไม่มีใครไปศาลนัดรวมพบกันที่พรรคแล้วยกขบวนไปให้กำลังใจนายกฯที่ทำเนียบ

ลาออกก่อนเพื่อหลีกเลี่ยงความเสียหาย ไม่ใช่ทางเลือกของเพื่อไทย อาจจะมั่นใจต่อการเจรจาต่อรอง หรือดีลต่างๆ

นักการเมืองและนักวิเคราะห์หลายรายประเมินว่า หากแพทองธารเลือกลาออกก่อนการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ นี่อาจเป็น “ทางออกที่ปลอดภัย” ที่จะช่วยลดแรงกระเพื่อมทางการเมืองและหลีกเลี่ยงการตัดสินที่อาจมาแรงเกินไป แต่อย่าลืมว่าไม่มีข้อบังคับใดเขียนไว้ว่า ลาออกแล้ว ศาลจะยกเรื่องให้ไม่หยิบขึ้นมาพิจารณา เช่น กรณี พิชิต ชื่นบาน ลาออกแล้ว แต่ศาลยังพิจารณา และตัดสิทธิ์ ‘เศรษฐา ทวีสิน’ เพราะถือว่าความผิดได้เกิดขึ้นแล้ว ‘อุ๊งอิ๊ง’ จึงลากตัวเองไปเสี่ยงเอาดาบหน้าดีกว่า

กรณีศาลรัฐธรรมนูญตัดสินว่าผิด

หากไม่ลาออกก่อน ศาลอาจจะมีคำวินิจฉัยในวันที่ 29 สิงหาคม 2568ว่าการกระทำของแพทองธารเข้าข่าย “ผิดจริยธรรมร้ายแรง” ซึ่งหากศาลตัดสินว่า “ผิดจริง” จะทำให้เธอพ้นตำแหน่งนายกรัฐมนตรีทันที และส่งผลให้จุดจบทางการเมืองของเธออาจมาถึงในทันที  และต้องสรรหานายกรัฐมนตรีกันใหม่ ซึ่งเพื่อไทยมีแค่ชัยเกษม นิติศิริ เป็นตัวเลือกสุดท้าย

น่าสนใจว่าหากตัดสินว่า “รอด” ศาลวินิจฉัยว่าไม่ผิด หรือผิดไม่ร้ายแรง อุ๊งอิ๊งมีโอกาสนั่งต่อในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แต่ความท้าทายภายในพรรคเพื่อไทยและในรัฐบาลยังไม่จบง่าย ๆ โดยเฉพาะเรื่องความไว้วางใจและแรงสนับสนุนที่สั่นคลอน     

การที่อุ๊งอิ๊งเลือกใช้ภาษา “บกพร่องโดยขาดประสบการณ์” เป็นโล่ทางการเมือง เลือกใช้วลีนี้เพื่อชี้ว่าความผิดพลาดเกิดจากวัยและประสบการณ์ที่ยังไม่ชำนาญ ไม่ใช่มีเจตนาทุจริต แต่แตกต่างจากที่ทักษิณเคยใช้ว่า “บกพร่องโดยสุจริต” ซึ่งกลายเป็นปมทางวิชาการและสังคมต่อมา

คอการเมืองก็รอลุ้นอย่างเดียวว่าจะออกหัวหรือก้อย

เม่นสองสี ขี้สองกอง พรรคสองเลว คนโบราณปักป้ายไว้ว่าเป็นอันตราย

(25 ส.ค. 68) สัตว์เดรัจฉานบางชนิด เช่น “เม่น” เวลาจะเข้าหากัน ก็มักจะกลัวอีกฝ่ายทิ่มแทง ไม่ต่างจาก “พรรคการเมืองทำลายชาติ” สองพรรค สองสี หากจำเป็นต้องแอบผสมพันธุ์กันเพื่อผลประโยชน์ ตัวหนึ่งก็ต้อง “แกล้งยอมเจ็บ” ในบางขณะ เพื่อแลกกับ “ชาติที่ไม่มีสถาบันกษัตริย์” ให้ระคายใจอีกต่อไป 

เพราะการจะขึ้นทำเนียบเป็น “นักการเมืองล้มระบอบเดิม” การบินเดี่ยวลุยพรรคเดียวมันยากจะปักธงเลว ต้องกอดคอกับประเภทที่ “ชั่วพอกัน” เท่านั้น 

เม่นสีแรก ริเริ่มเป็นปฐมบทแห่งความคิด “ล้มสถาบันกษัตริย์” จัดตั้งขบวนการมอมเมา “กลุ่มคนอิสานเขลา” ให้ “ปลดรูปในหลวงออกจากข้างฝา” เพื่อทำให้สถาบันดูอ่อนแอลง ตามต่อด้วยการเผาห้าง เผาศาลากลาง เผาเมือง มีประเด็นซุกหุ้น ถุงเงินสองล้าน สามหนาห้าห่วง ที่ดินรัชดา แก้กฎหมายเพื่อตนเอง โกงการจำนำข้าว หนีคดี และโกงการติดคุก เลยมาจนถึง “คำพูดขายชาติ” ของนายกไร้ประสบการณ์ ทั้งการเหยียดทหารไทย และอิงใจให้กับ “เขมรแดงแปรพักตร์” พฤติกรรมที่คนไทยได้รู้ได้เห็นจึงไม่ต่างจาก “ขี้” ที่ทั้งส่งกลิ่นเหม็นอบอวล และไร้ประโยชน์ต่อสังคมชาติ

เม่นอีกสี ก่อกำเนิดขึ้นมาด้วยความมักใหญ่ใฝ่สูง แฝงความอกตัญญูต่อแผ่นดินเป็นทุน มีความจงเกลียดจงชังสถาบันกษัตริย์ อยากได้ อยากมีอย่างเขา แต่ไม่ได้มีบุญมีบารมีเท่า จึงเดินหน้าปลุกปั่นให้ผู้คน “ชูสามนิ้ว” แสดงออกถึงการเป็นปฏิปักษ์ต่อสถาบัน ส่งเสริมให้พากันกัดเซาะ ใส่ร้าย ให้สถาบันเป็นที่เกลียดชัง จนเด็ก ๆ ต้องโดนคดี 112 หมดอนาคตไปหลายคน ยังปกป้อง สส.หนีการเกณฑ์ทหาร ไม่กล้าแตะนักโทษชั้น 14 สนับสนุนคนพม่า ให้คุณค่าต่อ “ขแมร์” ไม่แคร์ไทยเสียดินแดน ยังด้อยค่าและดูแคลนน้ำใจของทหารไทย ทั้ง ๆ ที่เสียสละชีพเพื่อปกป้องแผ่นดินแม่ เป็นฝ่ายค้านที่ไม่ทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาล แต่กลับทำทุกอย่างเพื่อช่วยเหลือรัฐบาลสารเลว สมคบคิดกันเพื่อผลประโยชน์ต่างตอบแทน 

เม่นสองสี ขี้สองกอง พรรคสองเลว จัดว่าเป็นอันตรายต่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และประชาชนทุกคน จับตาดูให้ดี อย่าประมาทครับ..คนไทย 

อ.สมชัย โพสต์เฟซ!! ถึงมาตรฐานทางจริยธรรม ที่ศาลรัฐธรรมนูญอาจนำมาใช้ ในการพิจารณาคดี!! คลิปเสียงการสนทนา ‘แพทองธาร – ฮุนเซ็น’

(24 ส.ค. 68) นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (อดีตกกต.) โพสต์เฟซบุ๊ก “ปั่นไปไหน – สมชัย ศรีสุทธิยากร” ระบุข้อความว่า …

ไม่ไหวจะเคลียร์

มาตรฐานทางจริยธรรม ที่อาจนำมาใช้ประกอบในการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ กรณีคลิปเสียงการสนทนาแพทองธาร-ฮุนเซ็น มีดังนี้

ข้อ 6  ต้องพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ เอกราช อธิปไตย บูรณภาพแห่งอาณาเขตและเขตที่ประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตย เกียรติภูมิและผลประโยชน์ของชาติ ความมั่นคงของรัฐและความสงบเรียบร้อยของประชาชน

ข้อ 7 ต้องถือประโยชน์ของประเทศชาติเหนือกว่าประโยชน์ส่วนตน

ข้อ 8 ต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ไม่แสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ เพื่อตนเองหรือผู้อื่น หรือมีพฤติการณ์ที่รู้เห็นหรือยินยอมให้ผู้อื่นใช้ตำแหน่งหน้าที่ของตนแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ

ข้อ 17 ไม่กระทำการใดที่ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์ของการดำรงตำแหน่ง

ข้อ 19 ไม่คบหาสมาคมกับคู่กรณี ผู้ประพฤติผิดกฎหมาย ผู้มีอิทธิพล หรือผู้มีความประพฤติหรือผู้มีชื่อเสียงในทางเสื่อมเสีย อันอาจกระทบกระเทือนต่อความเชื่อถือศรัทธาของประชาชนในการปฏิบัติหน้าที่

ข้อ 25 รักษาความลับของราชการตามกฎหมายและ ระเบียบแบบแผนของราชการ

นั่งลงลูก ค่อยๆอ่าน ค่อยๆคิด ว่าเอาไงต่อดี เหลือไม่กี่วันแล้ว

อ.คมสัน ชี้ ตรรกะวิบัติเอา ประชาชนเป็นศาล

(24 ส.ค. 68) อ.คมสัน ชี้ ตรรกะวิบัติเอา ประชาชนเป็นศาล ประชาชนแต่ละกลุ่มมโนสํานึกต่างกัน นักการเมืองซื้อเสียงได้ก็กลับมาใหม่!!

เพื่อไทยหนัก พรรคส้มก็เหนื่อย ชาตินิยม เป็นอันตราย

(24 ส.ค. 68) นายอธึกกิต แสวงสุข หรือ ‘ใบตองแห้ง’ คอลัมนิสต์ สื่อมวลชนชื่อดัง ได้โพสต์ข้อความระบุว่า ...

ชาตินิยมที่เกิดจากปัญหาชายแดน ส่งผลกระทบต่อทุกพรรคการเมืองในระบอบประชาธิปไตย
เพื่อไทยหนัก พรรคส้มก็เหนื่อย 
ชาตินิยมเป็นอันตราย แต่ในอีกมุม ทำอย่างไรจะทำให้การเมืองเรื่องชีวิตเรื่องความเปลี่ยนแปลงเป็นชาตินิยมขึ้นมาได้

เศรษฐกิจเสรีนิยมใหม่ อำนาจกดทับในสังคม ทำให้คนกลายเป็นอณู ที่ไม่มีความหมาย
ชาติ กลายเป็นความคิดเก่าที่สามารถยึดโยงให้แต่ละอณูเชื่อมโยงกัน ทำให้เกิดความหมายว่า เรามีค่ามากกว่าเป็นอณู
แต่ชาตินิยมถ้าไม่มี Political Project ที่ชัดเจน เห็นอนาคต และเป็นประโยชน์ต่อชีวิต ก็ไม่ได้มีอะไรนอกจากคลั่งชาติ

แม้ชาตินิยมทำให้ดูเหมือนสังคมไทยถอยหลัง จากปี 63 ปี 66
แต่จากนี้ไปจนถึงเลือกตั้ง กระแสสังคมจะหันมาทบทวนชาตินิยม
พรรคการเมืองจะต้องนำเสนอชาตินิยมที่มีปัญญาญาณ สร้างชุดความหวังและอุดมคติ ที่ทำให้สังคมเดินต่อไปได้ ผนวกกลืนชาตินิยมให้เป็นสิ่งที่มีค่า

‘ชัยวุฒิ’ โต้ ‘ช่อ’ ไม่มีใครอยากเป็นฮีโร่ แขนขาขาด ชี้ คนหาประโยชน์คือคนในรัฐบาลไม่ใช่ทหาร

‘ชัยวุฒิ’ โต้ ‘ช่อ พรรณิการ์’ ไม่มีใครอยากเป็นฮีโร่ แขนขาขาด พูดจาไม่รับผิดชอบ ชี้ คนหาประโยชน์คือ คนในรัฐบาล ไม่ใช่ทหาร 

(22 ส.ค.68) จากกรณีที่ น.ส.พรรณิการ์ วานิช แกนนำคณะก้าวหน้า ได้พูดเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ตอนหนึ่งว่า มีคนไม่อยากให้สงครามจบ เพราะช่วงเวลาที่เกิดสงคราม คือเวลาที่ตนเป็นฮีโร่หรือไม่

หลังจากเผยแพร่ออกไป ทำให้หลายฝ่ายในสังคมเกิดความไม่พอใจเป็นอย่างมาก

ต่อมาทางด้าน นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ระหว่างลงพื้นที่ จังหวัดสิงห์บุรี โดยระบุว่า 

"จากที่มีคนบางคนไปพูดทำนองว่า 'สงคราม' ไม่อยากให้จบ ใช่ครับ มีคนไม่อยากให้จบ เพราะอยากจะเป็นฮีโร่ หาประโยชน์จากสงคราม ผมมองว่าอันนี้เป็นการพูดที่ไม่รับผิดชอบ ใช้ไม่ได้ ไม่มีใครอยากให้เกิดสงครามหรอก มีแต่คนเดือดร้อน แต่เมื่อเกิดแล้วเราก็อยากจะแก้ปัญหาให้เกิดสันติภาพให้เร็วที่สุด 

ส่วนทหารที่บอกว่าเกี่ยวกับการเมือง ปัญหาเกี่ยวกับผลประโยชน์ มันก็มีแต่คนในรัฐบาลนี่แหละที่หาผลประโยชน์จากสงคราม มันจะมีใคร ก็มีแต่รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง หรือว่าคนในรัฐบาลที่ไปเกี่ยวข้องกับเขมร เกี่ยวกับกัมพูชา ไอ้คนที่สนิทกับฮุนเซนที่สร้างปัญหาไว้ นั่นแหละ อาจจะได้ประโยชน์จากเรื่องนี้ แต่คนไทยทั้งประเทศไม่มีใครได้ประโยชน์หรอกครับ มีแต่คนเขาเจ็บใจ เจ็บแค้นแทนทหารที่ต้องเสียชีวิต เสียแขนเสียขาไป 

“ตอนนี้มีแต่คนอยากให้ชนะสงครามครั้งนี้ให้เด็ดขาดและจบสงครามให้เร็วที่สุดครับ”

‘พงศ์กวิน’ แจงปมปลัดฯ เซ็นย้าย ขรก. ยังใช้อำนาจเต็มตามตำแหน่ง ชี้ เป็นเรื่องส่วนบุคคล ส่วนเหมาะสมหรือไม่เจ้าตัวควรรู้ ไม่จำเป็นต้องสอน

เมื่อวานนี้ (21 ส.ค.68) นายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ให้สัมภาษณ์ในรายการ เจาะลึกทั่วไทย กรณีการสรรหาปลัดกระทรวงแรงงานคนใหม่ หลังการโอนย้ายตำแหน่ง นายบุญสงค์ ทัพชัยยุทธ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน ไปเป็นผู้ตรวจราชการพิเศษ ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ว่า ขณะนี้ต้องรอกระบวนการโอนย้ายปลัดกระทรวงฯ เดิมให้เสร็จสิ้น แล้วจึงจะเริ่มกระบวนการในการสรรหาปลัดกระทรวงฯ คนใหม่ โดยยังไม่สามารถดำเนินการสรรหาท่านใหม่ในระหว่างนี้ได้

ผู้สื่อข่าวถามว่า ระหว่างที่รอขั้นตอนทางราชการ มีการมองหาปลัดกระทรวงฯ คนใหม่หรือมีคนใดเข้าตาบ้างไหม นายพงศ์กวิน กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่ได้มีการสรรหาอย่างเป็นรูปธรรม มีเพียงการกำหนดคุณสมบัติผู้ที่จะเข้ามาทำหน้าที่ปลัดกระทรวงฯ โดยเบื้องต้น จะต้องมีความโปร่งใส มีคุณธรรม เป็นสิ่งที่ต้องมีอยู่แล้ว และมีความรู้ในเรื่องของการลงทุน เนื่องจากปลัดกระทรวงฯ จะต้องเป็นประธานคณะกรรมการประกันสังคม (บอร์ดประกันสังคม) โดยตำแหน่ง ซึ่งกองทุนประกันสังคมเป็นกองทุนที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ที่มีสถานะกองทุนฯ ราว 2.7 ล้านล้านบาท ดังนั้น ผู้ที่จะเข้ามาดำรงตำแหน่งควรที่จะมีความรู้และความสามารถในด้านนี้

“หากเป็นคุณสมบัติด้านการบริหาร ผมเชื่อว่าทุกท่านที่ขึ้นไปถึงระดับปลัดกระทรวงฯ หรือระดับผู้บริหารกระทรวงฯ จะต้องมีความรู้และความสามารถในด้านนี้อยู่แล้ว เลยไม่ได้มองว่าเป็นคุณสมบัติพิเศษที่เราต้องการเพิ่มเติม” นายพงศ์กวิน กล่าว

เมื่อถามว่า หากกำหนดคุณสมบัติให้มีความรู้ด้านการลงทุน เท่ากับเปิดช่องให้คนนอกหรือเสือข้ามห้วยหรือไม่ นายพงศ์กวิน กล่าวว่า ไม่จำเป็น เนื่องจากบุคคลภายในกระทรวงฯ เองก็มีผู้ที่มีความรู้ด้านการลงทุน ความรู้ด้านการลงทุนมีหลากหลายด้าน เช่น หากเคยมีประสบการณ์ลงทุนในตลาดทุนมาอย่างยาวนาน มีใบประกาศ (Certificate) ก็ถือว่าใช้ได้ หรือจะเป็นเรียนจบมาด้านนี้ ก็ถือว่าเป็นผู้ที่มีความรู้ด้านการลงทุนเช่นกัน และยืนยันว่า ไม่ได้เป็นการเฉพาะเจาะจงว่าต้องเป็นบุคคลภายในหรือคนภายนอก ซึ่งขณะนี้ มีข้าราชการจำนวนมากที่อยู่ในสโคป จึงต้องค่อยๆศึกษาไปทีละท่านว่า แต่ละท่านมีความเหมาะสมประมาณไหน

เมื่อถามถึงกรณีหลังจากมีมติการโอนย้าย นายบุญสงค์ ตั้งแต่วันที่ 5 สิงหาคมที่ผ่านมา ปรากฏว่า นายบุญสงค์ ยังใช้อำนาจทุกรูปแบบในการแต่งตั้งและโยกย้ายข้าราชการภายในกระทรวงฯ เรื่อยมา นายพงศ์กวิน กล่าวว่า เนื่องจากกระบวนการยังไม่เสร็จสิ้น นายบุญสงค์ จึงถือว่ายังมีอำนาจเต็มในฐานะปลัดกระทรวงแรงงาน เรื่องนี้ยังอยู่ในอำนาจของท่านอยู่

เมื่อถามว่าย้ำว่า โดยจารีตและหลักปฏิบัติที่ยึดถือในวงราชการและทุกกระทรวง จะไม่ทำกันแบบนี้กัน นายพงศ์กวิน กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องของแต่ละท่าน เป็นเรื่องส่วนบุคคล โดยแต่ละท่านต้องมีวิจารณญาณของตนเองว่ามีความเหมาะสมหรือไม่ แต่ในฐานะที่ปลัดกระทรวงฯ เองยังถือว่า มีอำนาจเต็มอยู่ ตนก็ไม่สามารถไปวิจารณ์ท่านได้

“จริงๆ เรื่องนี้ ไม่จำเป็นต้องเรียกปลัดกระทรวงฯ มาเคลียร์ ทุกท่านจะต้องทราบอยู่แล้วว่า มีความเหมาะสมหรือไม่เหมาะสมอย่างไร ผมมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีแค่ระยะเวลาเดือนกว่า ผมยังทราบ แต่ท่านปลัดฯ อยู่ในวงการราชการมาอย่างยาวนาน ท่านควรจะต้องทราบอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น ผมเองคงไม่กล้าไปสอนท่านในเรื่องนี้” นายพงศ์กวิน กล่าว

‘บรรจง นะแส’ ผิดหวังกับ ‘หัวหน้าพรรคประชาชน’ หลังได้ร่วมถก พรบ.ประมง สะท้อนความคิดสุดตื้นเขิน

เมื่อวานนี้ (20 ส.ค.68) นายบรรจง นะแส ที่ปรึกษาสมาคมรักษ์ทะเลไทย โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า เป็นครั้งแรกที่ผมมีโอกาสได้นั่งฟัง/ดูแววตา/ท่าทางของหัวหน้าพรรคประชาชนในวันนี้ โดยเฉพาะหัวหน้าพรรค อาจารย์เดชรัตน์และอีกคนที่ชาวบ้านเรียกว่าสส.ไอติม…

ส่วนอาจารย์เดชรัตน์ถือเป็นกัลยาณมิตรที่เคยรบกวนท่านให้ไปเป็นวิทยากรให้กับพี่น้องประมงพื้นบ้านรอบทะเลสาบสงขลา..

วันนี้เราถกกันเรื่องมาตรา 69 ของพรบ.ประมง ที่พรรคประชาชนงดออกเสียงทำให้มาตราเจ้าปัญหาผ่านไปถึงชั้นวุฒิสภา เดชะบุญที่ทางวุฒิสภาไม่เห็นด้วยเลยต้องมาตั้งกรรมาธิการร่วม แต่พรรคประชาชน(ที่มีสส./สมาชิกพรรคภาคตะวันออกหลายคนที่ทำประมงอวนล้อม ยังไม่ยอม พยายามจะเอาให้ได้โดยไม่สนใจประเด็นของการทำลายพันธุ์สัตว์น้ำวัยอ่อนของเครื่องมืออวนตามุ้งปั่นไฟในการจับสัตว์น้ำ)..

คุยกันวันนี้ผมยอมรับว่าหัวหน้าพรรคเป็นคนรุ่นใหม่ นิ่ง/สุขุม ส่วนอาจารย์เดชรัตน์และสส.ไอติมคงฟังที่พี่น้องบุกไปให้ข้อมูลมาแล้วหลายหนจึงไม่แสดงความคิดเห็นมากนัก..

แต่ผมผิดหวังข้อเสนอของหัวหน้าพรรคที่เสนอให้จัดเวทีดีเบตกันระหว่างผู้ที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ผมคิดว่ามันสายเกินไปแล้วครับ จะลงมติกันแล้วยังเพิ่งจะมาคิดวิธีนี้…

และท่านบอกว่าพรุ่งนี้จะยังไม่มีการลงมติในมาตรานี้ วันอังคารหน้าพรรคจะประชุมสส.ของพรรคเพื่อลงมติในเรื่องนี้ เพื่อให้สส.ที่เป็นกรรมาธิการร่วมนำไปปฏิบัติ…

ผมอยากเรียนว่าเรื่องทรัพยากรทางทะเลมันเป็นเรื่องทางวิทยาศาสตร์ทางทะเล ไม่ใช่ยกมือใครมากกว่าคนนั้นชนะ …ผิดหวังนิดหน่อยที่คนรุ่นใหม่คิดเรื่องนี้ได้แค่นี้ 

ถ้าจะบอกมาตรงๆ ว่าเพราะพรรคมีสส./สมาชิกพรรคในภาคตะวันออกทำประมงอวนล้อมปลากะตักอยู่หลายคน ถ้าให้ทำอวนล้อมปั่นไฟกลางคืนได้ด้วยก็จะดี ยอมรับแบบแมนๆ ไม่ต้องอ้างหลักการเยิ่นเย้อ ผมจะยอมรับได้มากกว่าครับ..

‘ชัยวุฒิ’ จวก ‘พรรคส้ม’ ด่าศาล ด่าทหาร ใช้เสียงประชาชนปกป้องตระกูลชินวัตร ลั่น สงสารเสียงประชาชนที่เลือกเข้ามา เชื่อ!! “พรรคแดง-พรรคส้ม” พวกเดียวกันชัดเจน

(20 ส.ค.68) จากกรณีนายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน ออกมาย้ำจุดยืนพรรคประชาชนไม่เห็นด้วยในการใช้ศาลรัฐธรรมนูญ ตัดสินเรื่องนามธรรม

โดยนายปกรณ์วุฒิ ระบุว่า “พรรคประชาชน ยืนยันหลักการเดิมว่า “ไม่เห็นด้วย” ที่องค์กรอิสระมาตัดสินเรื่องนามธรรม เช่น ความซื่อสัตย์สุจริตหรือจริยธรรม เพราะเป็นเรื่องที่แต่ละคนตีความต่างกัน…

“พรรคเรียกร้องตั้งแต่ต้นเมื่อมีคลิปเสียงแพร่ว่า สิ่งที่ควรเกิดขึ้นคือการแสดงความรับผิดชอบทางการเมือง นายกรัฐมนตรีควรลาออกและยุบสภา เพื่อให้ประชาชนตัดสินใหม่ผ่านการเลือกตั้ง เนื่องจากเหตุการณ์ครั้งนี้กระทบความเชื่อมั่นของสังคม และทำลายระบบการเมืองรวมถึงระบอบรัฐสภา…

“เมื่อผู้นำรัฐบาลไม่ลาออกและไม่ยุบสภา กลายเป็นว่าศาลรัฐธรรมนูญถืออำนาจกว้างเกินไปในการวินิจฉัยความสุจริต ซึ่งชะตากรรมของผู้นำประเทศต้องมาอยู่ในมือของตุลาการ 9 คน ทั้งที่เป็นเรื่องนามธรรมที่อาจไม่ควรถูกตัดสินโดยองค์กรอิสระ”

ต่อมา นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ได้ออกมาโพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวตอบโต้ต่อกรณีนี้ โดยระบุว่า 

“พรรคประชาชน เป็นฝ่ายค้าน แต่พูดโจมตีศาลรัฐธรรมนูญ ประเทศประชาธิปไตย มีตรวจสอบถ่วงดุลคนไม่ดี คนชั่ว ไหนบอกว่า ยึดประชาธิปไตย ผมสงสารเสียงประชาชนที่เลือกคุณมา คุณกลับไม่ปกป้องเสียงประชาชน แต่ใช้เสียงประชาชน ไปปกป้องตระกูล ชินวัตร ไม่ทำหน้าที่ฝ่ายค้าน ด้อยค่าศาล ดูถูกกระบวนยุติธรรม ด่าทหาร ชัดเจนครับ พวกเดียวกัน ส้มสีเลือด”

‘เจือ ราชสีห์’ ชวนพี่น้องชาวสงขลาเลือกแบบสะพานในฝัน ดันสะพานเชื่อมเมืองสงขลา - สิงหนคร เป็นแลนด์มาร์กสำคัญ

(19 ส.ค.68) นายเจือ ราชสีห์ ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้เชิญชวนประชาชนจังหวัดสงขลาร่วมแสดงความคิดเห็นถึงโครงการก่อสร้างสะพานข้ามทะเลสาบสงขลา เชื่อม อ.เมืองสงขลา - อ.สิงหนคร จ.สงขลา โดยระบุว่า พี่น้องชาวสงขลาว่าอย่างไร? เลือกสะพานในฝันของคุณ!

โครงการก่อสร้างสะพานข้ามทะเลสาบสงขลา เชื่อม อ.เมืองสงขลา - อ.สิงหนคร จ.สงขลา ที่จะกลายเป็นแลนด์มาร์กสำคัญ และเป็นประโยชน์ต่อการเดินทาง-ขนส่งในพื้นที่ภาคใต้

และตอนนี้… ถึงเวลาที่ “พี่น้องทุกท่าน” จะเป็นผู้มีส่วนร่วม!

คุณอยากให้สงขลามีสะพานแบบไหน? สะพานมโนราห์ – เอกลักษณ์ใต้ เชื่อมโยงวัฒนธรรมกับการพัฒนา

ร่วมแสดงความคิดเห็นของคุณ เพื่อร่วมออกแบบอนาคตของสงขลา! เพราะ “สะพานนี้” เป็นของพี่น้องทุกท่านในจังหวัดสงขลา

ทั้งนี้ สามารถแสดงความคิดเห็นได้ที่เฟซบุ๊ก https://www.facebook.com/Mr.JuaRachasri  จากนั้น ทีมงานจะรวบรวมส่งต่อให้ กรมทางหลวงชนบท กระทรวงคมนาคม พิจารณาต่อไป

นายเจือ ย้ำว่า หากโครงการสะพานข้ามทะเลสาบสงขลา เชื่อมระหว่างอำเภอสิงหนคร กับ อำเภอเมืองสงขลา เกิดขึ้นจริง จะเป็นอีกหนึ่งประตูเศรษฐกิจ เชื่อมโยงการค้าการท่องเที่ยวจังหวัดสงขลา เพิ่มความสะดวกให้ประชาชน และสร้างสัญลักษณ์ใหม่ของภาคใต้ ที่ทั้งสวยงามและทรงคุณค่าทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรม

‘โฆษก รทสช.’ ไม่เชื่อรัฐบาลดีลซื้อโหวต 10 ล้าน มั่นใจรัฐบาลสามารถผ่านกฎหมายได้แม้เสียงปริ่มน้ำ

โฆษก รทสช. ไม่เชื่อปลายสายคลิปเสียงซื้อโหวต 10 ล้านมาจากซีกรัฐบาล ย้ำวิปกำชับเข้าร่วมประชุมโดยพร้อมเพรียง ไม่มีความจำเป็นต้องซื้อโหวต บี้ สส. ผู้กล่าวอ้างเปิดหลักฐาน หวั่นผู้ไม่หวังดีดิสเครดิตรัฐบาล

วันที่ (18 ส.ค. 68) นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดราชบุรี เขต 4 ในฐานะโฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ เปิดเผยถึงกรณีมีการกล่าวหาว่ามีการซื้อเสียงโหวตจาก สส.ฝ่ายค้านในการลงมติร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ.2569 ว่า 

กรณีมีการกล่าวหานั้น ตนทั้งในฐานะโฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติและหนึ่งในวิปรัฐบาล ในลำดับแรกขอเรียนว่ากรณีดังกล่าว เชื่อว่าไม่น่าจะเป็นความจริง 

เนื่องจากเสียงของ สส. ฝ่ายรัฐบาลนั้นเพียงพอในการผ่านร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ.2569 ถึงแม้ว่าเสียงจะปริ่มน้ำก็ตาม แต่พวกเราในฐานะวิปรัฐบาลมีความมั่นใจว่าจะสามารถผ่านกฎหมายดังกล่าวได้โดยราบรื่น 

ดังนั้นเสียงในคลิปไม่น่าจะเป็นบุคคลที่เกี่ยวข้องกับพรรคร่วมรัฐบาล น่าจะเป็นแก๊งต้มตุ๋น

สำหรับที่มีการสะท้อนมาว่าคลิปเสียงดังกล่าวเป็นการสร้างสถานการณ์ด้วยตนเองหรือไม่ นั่นก็เป็นสิ่งที่ สส. คนดังกล่าวต้องออกมาชี้แจงกรณีดังกล่าวด้วยตนเองผ่านการแสดงพยานหลักฐาน รวมทั้งแจ้งความดำเนินคดีให้เห็นเป็นรูปธรรม เพื่อลบล้างข้อกล่าวหาว่า สส. คนดังกล่าวสร้างสถานการณ์เพื่อดิสเครดิตรัฐบาล มิเช่นนั้นจะเกิดความเสียหายต่อสภาผู้แทนราษฎร และที่สำคัญคนอาจมองว่าเป็นการสร้างคะแนนนิยมให้กับพรรคการเมืองที่ สส.ที่เปิดประเด็นนี้สังกัดอีกด้วย

‘เดชอิศม์’ โต้ข่าวให้นายอำเภอในสงขลาจัดคิวเวียนต้อนรับ ลั่น ยังเป็นนายกชายคนเดิม ส่วนตำแหน่งแค่หัวโขนชั่วคราว ยัน ไม่เคยสั่งใครให้มาต้อนรับ

(18 ส.ค 68) นายเดชอิศม์ ขาวทอง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย โพสต์เฟซบุ๊กตอบโต้ข่าวให้นายอำเภอจัดคิวเวียนต้อนรับ โดยระบุว่า ตำแหน่งแค่หัวโขนชั่วคราว ผมคือ "นายกชาย" คนเดิม ไม่ชอบให้ใครมาต้อนรับแบบเอิกเกริก เอาเวลาไปทำงานดีกว่า เว้นจากมีข้อราชการมาหารือผมเท่านั้น ผมเน้นการทำงานเป็นหลัก ไม่เคยสั่งให้ใครมาต้อนรับ ไม่เคยขอกาแฟใคร ขอทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุดก็พอครับ

‘ผู้ว่าสงขลา’ ทำหนังสือด่วนจัดคิว ‘นายอำเภอ’ เวียนต้อนรับ ‘เดชอิศม์’ สนามบินหาดใหญ่ทุกสัปดาห์

เมื่อวันที่ (17 ส.ค. 68) มีรายงานข่าวว่า นายโชตินรินทร์ เกิดสม ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ทำหนังสือด่วนที่สุด ที่ สข 0017.3/17839 เรื่อง ขอความอนุเคราะห์อำนวยความสะดวก นายเดชอิศม์ ขาวทอง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เรียน นายอำเภอเมืองสงขลา ด้วยจังหวัดสงขลาได้รับแจ้งว่า นายเดชอิศม์ ขาวทอง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย มีกำหนดเดินทางมาราชการในพื้นที่จังหวัดสงขลา เพื่อตรวจราชการสำคัญตามนโยบายรัฐบาล และมีกำหนดเดินทางกลับไปปฏิบัติราชการ ณ กรุงเทพมหานคร ในวันที่ 18 สิงหาคม 2568 โดยสายการบินแอร์เอเชีย เที่ยวบินที่ FD 3103 เวลา 08.25–09.50 น.

เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกแก่รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย จังหวัดสงขลาจึงขอให้ท่านดำเนินการ ดังนี้ 1. เชิญนายอำเภอเมืองสงขลา ร่วมส่งนายเดชอิศม์ ขาวทอง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ณ ห้องรับรอง ท่าอากาศยานหาดใหญ่ 2. จัดเตรียมอาหารว่าง เครื่องดื่ม และเจ้าหน้าที่ ณ ห้องรับรอง ท่าอากาศยานหาดใหญ่

นอกจากนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ยังจัดคิวให้นายอำเภอทุกอำเภอ ร่วมต้อนรับ–ส่ง มท.3 ที่สนามบินหาดใหญ่เป็นรายสัปดาห์ โดยเริ่มตั้งแต่สัปดาห์นี้ ตามลำดับอำเภอดังนี้ 1. อ.เมืองสงขลา 2. อ.หาดใหญ่ 3. อ.สะเดา 4. อ.จะนะ 5. อ.นาทวี 6. อ.เทพา 7. อ.สะบ้าย้อย 8. อ.ระโนด 9. อ.สทิงพระ 10. อ.กระแสสินธุ์ 11. อ.สิงหนคร 12. อ.รัตภูมิ 13. อ.ควนเนียง 14. อ.บางกล่ำ 15. อ.นาหม่อม 16. อ.คลองหอยโข่ง

‘นนท์’ สส. พรรคประชาชน ขอโทษชาวพุทธ ปมหลุดปากลบหลู่สังเวชนียสถาน “กราบอะไรก็ไม่รู้”

เมื่อวันที่ (16 ส.ค. 68) กรณีนายนนท์ ไพศาลลิ้มเจริญกิจ ส.ส.นนทบุรี พรรคประชาชน เสนอตัดงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 ของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) โดยยกตัวอย่าง โครงการสร้างขวัญและกำลังใจบุคลากรเผยแผ่เพื่อเดินทางไปสักการะสังเวชนียสถานในอินเดีย-เนปาล ไม่คุ้มค่า ไม่เกิดประโยชน์ ไม่ตอบโจทย์ภารกิจสำนักพุทธฯ พร้อมเสนอให้ยกเลิกโครงการทั้งหมด พร้อมถ้อยคำว่า "กราบอะไรก็ไม่รู้"

ล่าสุด นายนนท์ ได้โพสต์เฟซบุ๊ก ชี้แจงถ้อยคำอภิปรายเกี่ยวกับสังเวชนียสถานดังนี้ ข้าพเจ้า ขอแสดงความเสียใจและขอโทษต่อพุทธศาสนิกชนและสังคม ต่อถ้อยคำที่ใช้ในระหว่างการอภิปราย ซึ่งทำให้หลายท่านขุ่นเคืองและรู้สึกว่ากระทบกระเทือนศรัทธาและความเคารพต่อสังเวชนียสถาน โดยเฉพาะมหาโพธิมณฑลสถาน

ข้าพเจ้าขอชี้แจงว่า เจตนาของการอภิปราย มิใช่เพื่อดูหมิ่นหรือทำร้ายความเชื่อของผู้ใด แต่เพื่อหยิบยกประเด็นการพิจารณางบประมาณแผ่นดินซึ่งหน่วยรับงบประมาณพึงอธิบายเป้าประสงค์และผลสัมฤทธิ์ของการใช้จ่ายงบประมาณในเชิงความคุ้มค่า ความเหมาะสมและความทั่วถึง ภายใต้หลักการตรวจสอบการใช้ทรัพยากรสาธารณะ ซึ่งเป็นหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติ

ถ้อยคำที่ว่า “กราบอะไรก็ไม่รู้” นั้น เป็นความประมาทพลาดพลั้ง แม้ว่าข้าพเจ้าต้องการให้ผู้ฟังพิจารณาถึงการแก้ไขปัญหาด้านโครงสร้างรวมถึงปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในห้วงเวลาที่ผ่านมา แต่การเลือกใช้ถ้อยคำดังกล่าวเป็นการลืมเลือนความเคารพที่ข้าพเจ้าควรจะมีในฐานะผู้แทนราษฎร ต่อความเชื่อและสิ่งที่มีคุณค่าทางจิตใจของผู้คน และกราบขออภัยทุกท่านมา ณ ที่นี้ ข้าพเจ้าขอน้อมรับข้อวิจารณ์ และจะใช้ความรอบคอบมากยิ่งขึ้นในการอภิปรายครั้งต่อไป

นนท์ ไพศาลลิ้มเจริญกิจ
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นนทบุรี เขต 8

‘อุ๊ กรุงสยาม’ ไล่ ‘ภัณฑิล น่วมเจิม’ สส. พรรคประชาชน ไปใช้ชีวิตหาประสบการณ์ก่อน ค่อยมาเป็นตัวแทนประชาชน หลังอภิปรายด้อยค่าวงการสงฆ์และพระพุทธศาสนา

‘อุ๊ กรุงสยาม’ ไล่ ‘ภัณฑิล น่วมเจิม’ สส. พรรคประชาชน ไปใช้ชีวิตหาประสบการณ์ก่อน ค่อยมาเป็นตัวแทนประชาชน หลังอภิปรายด้อยค่าวงการสงฆ์และพระพุทธศาสนา


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top