Friday, 28 August 2026
POLITICS

‘เท้ง’ บอกลำบากใจ!! จะเลือกใครเป็นนายกฯ นัดคุยกันจันทร์นี้

(30 ส.ค. 68) ‘แยม’ ฐปณีย์ เอียดศรีไชย นักข่าวชื่อดัง สื่อมวลชนสายการเมือง
 ได้โพสต์แสดงความคิดเห็นผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า …

‘เท้ง’ บอกว่าลำบากใจครับ อย่างที่พี่แยมเห็น ไม่ว่าจะไปทางไหน พท.-ภท.พรรคจะฟังเสียงสส. คุยกันจันทร์นี้ตกลงกันก็ต้องทำTOR เลือกนายกฯ 3 ก.ย. นี้

สส.หนุน!! ‘เสี่ยหนู’ นั่งนายกรัฐมนตรี 283 เสียง ยังรอ เพื่อไทย ไหลเติมอีก ลั่น!! ไม่กังวลแม้ยุบสภา

(30 ส.ค. 68) การเดินหน้าจัดตั้งรัฐบาลเฉพาะกิจที่สนับสนุนนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรค เป็นนายกรัฐมนตรี ขณะนี้ทุกอย่างนิ่งแล้ว รอเพียงการลงนามข้อตกลง และเงื่อนไข ร่วมกันกับพรรคประชาชนเป็นลายลักษณ์อักษร หลังจากที่พรรคภูมิใจไทยรับหลักการแล้ว อย่างไรก็ตาม ขณะนี้รอทางพรรคประชาชน นัดวันที่จะลงนามร่วมกันว่าจะเป็นเมื่อใด ซึ่งคาดว่าจะเป็นช่วงสัปดาห์หน้า 

ส่วนเสียงที่สนับสนุนนายอนุทินเป็นนายกฯ ขณะนี้กว่า 90% นิ่งแล้ว ประกอบด้วย พรรคภูมิใจไทย 68 เสียง เนื่องจากตัด น.ส.ประภา เฮงไพบูลย์ สส.กาฬสินธุ์ พรรคประชาชน 143 เสียง พรรคกล้าธรรม 25 เสียง พรรคพลังประชารัฐ 18 เสียง กลุ่มสุชาติ ชมกลิ่น 16 เสียง พรรคไทยสร้างไทย 6 เสียง พรรคเล็ก 4 เสียง พรรคประชาธิปัตย์ 2 เสียง คือ นายสรรเพชร บุญญามณี สส.สงขลา และ นายสมยศ พลายด้วง สส.สงขลา และพรรคเป็นธรรม 1 เสียง รวม 283 เสียง

ขณะเดียวกัน มีรายงานว่า สส.พรรคเพื่อไทยกำลังแตกรัง มีสส.ติดต่อเข้ามาร่วมรัฐบาล ทั้งจากฝั่งพรรคกล้าธรรม และติดต่อผ่านมาโดยตรงผ่านกลุ่มของนายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ สส.กาญจนบุรี พรรคเพื่อไทย ที่ประกาศไว้ก่อนหน้านี้ว่ามีเสียงสนับสนุน 10 กว่าเสียงแล้ว ทำให้ขณะนี้พรรคภูมิใจไทยอยู่ระหว่างการรอการเข้ามาเติมเสียง

แหล่งข่าวจากพรรคภูมิใจไทย ระบุว่า ส่วนเรื่องการยุบสภาโดยคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดปัจจุบัน พรรคภูมิใจไทยไม่กังวล เพราะเชื่อว่า พรรคที่ไม่พร้อมเลือกตั้งมากที่สุดคือพรรคเพื่อไทย เนื่องจาก ขณะนี้กำลังประสบปัญหาเรื่องคะแนนนิยม และการขาดความเชื่อมั่นจากพี่น้องประชาชน

‘วิโรจน์’ ชี้!! นายกรัฐมนตรี ต้องมี 247 เสียง การเมืองติดล็อก!! พรรคประชาชนคือกุญแจ

(30 ส.ค. 68) นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.พรรคประชาชน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Wiroj Lakkhanaadisorn - วิโรจน์ ลักขณาอดิศร ระบุว่า...

ใครจะเป็นนายกฯ ต้องได้ 247 เสียง ตามมาตรา 159 วรรคสาม จะเลือกตาม TOR เมื่อบ้านเมืองถึงทางตันแล้วเท่านั้น 

เสียง สส. ทั้งหมดที่มีอยู่ในสภาผู้แทนราษฎรในตอนนี้มีอยู่ 492 เสียง

พรรคร่วมรัฐบาล (รวม 11 พรรค, 253 เสียง)

พรรคเพื่อไทย: 140 คน

พรรครวมไทยสร้างชาติ: 36 คน

พรรคประชาธิปัตย์: 25 คน

พรรคกล้าธรรม: 25 คน

พรรคชาติไทยพัฒนา: 10 คน

พรรคประชาชาติ: 9 คน

พรรคชาติพัฒนา: 3 คน

พรรคไทรวมพลัง: 2 คน

พรรคเสรีรวมไทย: 1 คน

พรรคประชาธิปไตยใหม่: 1 คน

พรรคไทยก้าวหน้า: 1 คน

พรรคฝ่ายค้าน (รวม 5 พรรค, 239 เสียง)

พรรคประชาชน: 143 คน

พรรคภูมิใจไทย: 69 คน

พรรคพลังประชารัฐ: 20 คน

พรรคไทยสร้างไทย: 6 คน

พรรคเป็นธรรม: 1 คน

ในทางปฏิบัติ พรรคกล้าธรรมได้งูเห่ามาเพิ่ม 6 เสียง มาจากพรรคประชาชน 1 เสียง และพรรคไทยสร้างไทย 5 เสียง

ดังนั้น ฝ่ายรัฐบาลเดิมจึงมีเสียงอยู่ 259 เสียง และฝ่ายค้านเดิมมีเสียงอยู่ 233 เสียง

ตามมาตรา 159 วรรคสาม การเห็นชอบให้ใครได้เป็นนายกฯ จะต้องใช้เสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของที่มีอยู่ ไม่ใช่แค่เสียงข้างมาก ดังนั้น คนที่จะได้เป็นนายกฯ ต้องมีเสียงมากกว่า 246 เสียง หรือ 247 เสียงขึ้นไป

ถ้าคิดว่าพรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทยไม่มีทางที่จะกลับมาร่วมงานกันได้อีกแล้วในสภาชุดนี้ และเมื่อพรรคภูมิใจไทยสามารถดึงเอาเสียงจากพรรคกล้าธรรมพร้อมงูเห่าได้แล้ว 31 เสียง และกลุ่มคุณสุชาติอีก 18 เสียงมาร่วมด้วย เท่ากับว่าตอนนี้ทางฝั่งพรรคเพื่อไทยมีเสียงอยู่ = 259-31-18 = 210 เสียง ในขณะที่ฝั่งพรรคภูมิใจไทยมีเสียงอยู่ = 69+20+1+1+31+18 = 140 เสียง

ถ้าสถานการณ์เป็นเช่นนี้ และพรรคประชาชนตัดสินใจงดออกเสียง ไม่ขอร่วมตัดสินใจอะไรเลย ยังไงประเทศก็จะไม่มีทางได้นายกรัฐมนตรีได้ เพราะแม้ว่าฝั่งพรรคเพื่อไทยจะรวมเสียงได้มากกว่าฝั่งพรรคภูมิใจไทยก็ตาม แต่เสียงที่รวมได้ก็ยังไม่ถึง 247 เสียง ซึ่งเป็นเสียงที่เกินกึ่งหนึ่งของเสียงที่มีอยู่ในสภา

ถ้าสถานการณ์เป็นเช่นนี้ และไม่มีทีท่าใดๆ ที่จะเปลี่ยนแปลง และทั้งพรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทยก็ต่างรับเงื่อนไขข้อเสนอของพรรคประชาชน คือ

1. เป็นนายกฯ เพื่อนำไปสู่การยุบสภา

2. ทำประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับด้วย ส.ส.ร. ที่มาจากการเลือกตั้ง

3. พรรคประชาชนไม่ขอร่วมรัฐบาล

พรรคประชาชนก็ต้องตัดสินใจเลือกทางใดทางหนึ่ง มิฉะนั้น บ้านเมืองก็จะถึงทางตัน ติดหล่มรัฐธรรมนูญ 2560 ไปไหนไม่ได้เสียที

อีกทางหนึ่งที่เป็นทางออกก็คือ พรรคเพื่อไทยเสนอชื่อนายกฯ คนอื่นที่ไม่ใช่คุณชัยเกษม เพื่อดึงเอาเสียงที่ทางฝั่งพรรคภูมิใจไทยดึงไปได้แล้วกลับมา เพื่อให้มีเสียงรวมกันเกิน 246 เสียง ซึ่งชื่อที่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะดึงเสียงที่ออกไปแล้วให้กลับมาได้ แถมยังอาจจะสามารถดึงเอาเสียงจากพรรคพลังประชารัฐกลับไปได้ ก็น่าจะมีอยู่เพียงคนเดียวนั่นก็คือ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา”

ถ้าเป็นไปในทางนี้ ก็คงไม่จำเป็นต้องพึ่งเสียงจากพรรคประชาชนแล้ว

ทางออกที่ดีที่สุดในตอนนี้ก็คือ คุณภูมิธรรม รักษาการนายกฯ ยุบสภา หรือถ้าพรรคการเมืองอื่นๆ ดึงกันไปดึงกันมา จนจัดตั้งรัฐบาลได้โดยไม่เอาพรรคประชาชนเข้าไปเกี่ยวข้อง ก็จะดีที่สุด เพราะไม่ว่าจะเลือกทางไหน ก็ไม่มีทางใดที่จะเป็นทางออกที่ดีของประเทศ พรรคประชาชนจึงน่าจะต้องตัดสินใจในกรณีที่บ้านเมืองถึงทางตันแล้วจริงๆ คือ ถ้าไม่เลือก บ้านเมืองก็ไปไม่ได้ ก็คงต้องพิจารณาว่าทางเลือกไหนก่อให้เกิดผลเสียน้อยที่สุด และคงต้องจำใจเลือกทางนั้น เราจึงต้องออก TOR มากำกับแนวทางในการเลือกของเรา เพราะเรายังคงเชื่อว่าทางออกที่ดีที่สุดสำหรับบ้านเมืองที่อยู่ในสภาวะโกลาหล ก็คือการยุบสภาคืนอำนาจให้กับประชาชน

ส่วนกรณีที่หลายท่านกรุณาเตือนว่า ต้องพิจารณาด้วยว่าทางไหนมีโอกาสที่จะถูกตระบัดสัตย์หักหลังได้มากกว่าด้วย ผมบอกตรงๆ ว่าผมเผื่อใจเอาไว้ล่วงหน้าเลยครับว่า “ทั้ง 2 ทางในที่สุดแล้ว ไม่ว่าทางไหนก็คงคิดหักหลังเราหมดแหละครับ” การเมืองมันโหดร้าย คนโดนมาก่อนจะไม่รู้จักจำเลยก็คงไม่ใช่ ดังนั้นอย่าไปคิดครับว่าคนนี้จะหักหลัง คนนั้นไม่หักหลัง ให้คิดว่าทั้ง 2 ทางหักหลังเราหมด แล้วมาคิดกันต่อว่าทางไหนที่เราจะพอมีกลไกในการผูกมัดบังคับไม่ให้เขาหักหลังเราง่ายๆ น่าจะดีกว่า

เอาเป็นว่ายุบสภาน่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด หรือถ้าแต่ละพรรคไปจับกันเองได้โดยไม่ต้องมาเกี่ยวข้องกับพรรคประชาชน ก็เอาทางนั้นก่อนได้เลย เราคงจะเลือกแบบจำใจต้องเลือกเมื่อบ้านเมืองถึงคราวจำเป็นแล้วจริงๆ ครับ

ผมยอมรับตรงๆ เลยว่า ไม่ว่าเลือกทางไหนก็ไม่พ้นโดนด่า ดังนั้น การตัดสินใจจะต้องไม่คิดว่าทางไหนจะไม่ถูกด่า หรือทางไหนจะถูกด่าน้อยกว่า เรื่องพรรคถูกด่าผมว่าเรื่องเล็ก ไม่ควรเอามาคิดเลย เอาเป็นว่าถ้าไม่จำเป็นต้องเลือก ก็ขอไม่เลือกดีกว่าครับ แต่ถ้าจำเป็นต้องเลือกเพื่อให้บ้านเมืองไปต่อได้ ก็ต้องกล้าหาญที่จะเลือกทางที่บ้านเมืองเสียหายน้อยที่สุด มีกลไกที่รัดกุมที่พอจะบังคับให้คนที่เราเลือกรักษาสัญญาได้มากที่สุด แต่ก็คงต้องทำใจว่า ต่อให้มีกลไกมัดแน่นแค่ไหน ลิ้นคนเราเวลาที่มันจะตระบัดสัตย์ มันก็พลิกลิ้นได้เสมอ ก็คงต้องเผื่อใจเอาไว้ล่วงหน้า

ณ วินาทีนี้ ในขณะที่พรรคประชาชนตัดสินใจว่า “ยังไม่ตัดสินใจ” ก็วิเคราะห์ได้ประมาณนี้ครับผม

‘เอม พินทองทา’ โพสต์ซึ้ง!! ถึง น้องสาว ‘แพทองธาร’ สง่างาม!! จนนาทีสุดท้าย ที่ก้าวออกจากทำเนียบ

(30 ส.ค. 68) ภายหลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้ แพทองธาร ชินวัตร พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ล่าสุด 'เอม' พินทองทา ชินวัตร พี่สาวของ แพทองธาร โพสต์ข้อความคลิปวิดีโอและข้อความผ่านอินสตาแกรมส่วนตัว @aimpintongta ความว่า วันที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2568 อีกหนึ่งวันที่จะอยู่ในความทรงจำตลอดไป จากมุมมองของเอม...ความเข้มแข็งและแข็งแกร่งของใจ ต้องขนาดไหน...ถึงจะรวบรวมสติ...เดินลงมาและพูดจากใจ การจัดการอารมณ์และย่อยสิ่งต่างๆ ในช่วงเวลาไม่กี่นาที มันช่างน่าทึ่ง...

การพูดครั้งสุดท้ายที่ทำเนียบรัฐบาลของนายกในดวงใจ...ยังคงมีแต่ความจริงใจเหมือนทุกๆ ครั้ง สำหรับเราที่ยืนฟังข้างๆ นั้น มันท่วมท้น และกินใจ....สง่างาม..จนนาทีสุดท้ายที่ก้าวออกจากทำเนียบ

คุณค่าและความดีในตัวของน้องไม่ได้ลงหรือจางหายไปไหน...ไม่มีใครสามารถเปลี่ยนค่าและละความมุ่งหวังเจตนาดีของน้องไปได้...แต่กลับยิ่งทำให้เราได้มีประสบการณ์ ได้มีโอกาสผ่านบททดสอบของชีวิตที่ท้าทายแล้วท้าทายอีกนี้...และเพิ่มความแข็งแกร่งให้ใจเราไปอีก อะไรเกิดแล้วย่อมดีเสมอ

3 แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี จากพรรคเพื่อไทย!! ไปแล้ว 2 เหลือหนึ่งเดียวคนนี้ ‘ชัยเกษม นิติสิริ’ ผู้เคยออกตัวว่า “โอกาสเป็นนายกฯ จะมาลงที่ตนมันยาก”

(30 ส.ค. 68) ย้อนอดีต เมื่อวันที่ 5 เม.ย. 2566 ที่ธันเดอร์โดม สเตเดียม อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี พรรคเพื่อไทย จัดงานปราศรัยใหญ่ ภายใต้แนวคิด ‘คิดใหญ่ ทำเป็น เพื่อไทยทุกคน ตอน One Team for all Thais : หนึ่งทีมเพื่อไทยทุกคน’

เปิดตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีทั้ง 3 คนของพรรคเพื่อไทย ตามที่นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรค ได้นำชื่อ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย นายเศรษฐา ทวีสิน ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย นายชัยเกษม นิติสิริ ประธานยุทธศาสตร์และทิศทางการเมืองพรรคเพื่อไทย ได้ยื่นต่อ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อชิงตำแหน่ง ‘นายกรัฐมนตรี’

เมื่อถามนายชัยเกษมว่า รู้สึกตื่นเต้นหรือไม่ ที่ได้ตำแหน่งแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคเพื่อไทยอีกครั้ง นายชัยเกษม กล่าวว่า ไม่เห็นมีเหตุที่จะต้องตื่นเต้น

ระหว่างนั้น น.ส.แพทองธาร กล่าวเสริมติดตลกว่า "เก่าแล้วๆ" 

ก่อนที่ นายชัยเกษม จะกล่าวต่อว่า รู้สึกเฉยๆ เพราะโอกาสเป็นนายกฯ จะมาลงที่ตนมันยาก ทำให้ น.ส.แพทองธาร หัวเราะ นำศีรษะพิงไหล่นายชัยเกษม พร้อมกล่าวว่า "อาจารย์พูดแบบนี้ได้อย่างไร" 

ขณะที่ นายเศรษฐากล่าวเสริมว่า "อ.ชัยเกษม พูดถ่อมตัวมาก"

5 เม.ย.2566 

ธันเดอร์โดม สเตเดียม อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี 

พรรคเพื่อไทย จัดงานปราศรัยใหญ่ 

ภายใต้แนวคิด ‘คิดใหญ่ ทำเป็น เพื่อไทยทุกคน ตอน One Team for all Thais : หนึ่งทีมเพื่อไทยทุกคน’

'ภูมิธรรม' หยาม!! ‘ภูมิใจไทย’ ตั้งรัฐบาล!! แค่โฆษณาชวนเชื่อ

(30 ส.ค. 68) ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการรองนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย รักษาการนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ประกาศตั้งรัฐบาลแข่งกับพรรคเพื่อไทย (พท.) ว่า ไม่เป็นไร ให้ประกาศไป แต่ภท.มีอะไรมัดใจได้ถึงกล้าประกาศเช่นนั้น

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่ ภท.ประกาศตัวเลขกว่า 280 เสียงโดยมีเสียงของพรรคประชาชน (ปชน.) รวมอยู่ด้วย นายภูมิธรรม กล่าวว่า เขาถามปชน.แล้วหรือยัง พรรคปชน.ยังไม่ได้บอกว่าจะจับมือกับภท. เพียงแต่เสนอเงื่อนไขออกมาและยังไม่ปิดเงื่อนไข ตนมองว่าปชน.จะรอจนครบถ้วนทั้งหมดก่อนตัดสินใจ และมองว่าหากต้องตัดสินใจระหว่างพรรคพท.กับพรรคภท. ใครมีความเหมาะสมมากที่สุด การที่ประกาศ 280 เสียง โดยมีเสียงของพรรคปชน.ทั้งที่พรรคปชน.ยังไม่ประกาศอย่างชัดเจน อันนี้ถือว่าเป็นโฆษณาชวนเชื่อ วันนี้ตนเชื่อว่าพรรคปชน.ยังต้องใช้เหตุใช้ผลอย่างเต็มที่ อีกทั้งข้อเสนอที่พรรคปชน.เสนอมานั้น สำหรับพรรคพท.ก็ไม่มีอะไรที่ขัดข้องหมองใจ ทั้งเรื่องเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญ เรื่องการทำประชามติ ซึ่งเป็นเรื่องที่ตนเคยเป็นประธานผลักดันมาก่อน ตนจึงมองว่าพรรคปชน.คุยกับพรรคพท.ง่ายกว่าพรรคภท. ให้สื่อไปลองถามพรรคปชน.ดู เพราะวันที่ 29 สิงหาคม น.ส.พรรณิการ์ วานิช แกนนำคณะก้าวหน้า ก็พูดแล้วว่าอยากให้ลืมอดีต ร่วมมือกันเพื่อแก้ไขปัญหา ซึ่งพรรคพท.ก็ไม่ได้ปฏิเสธ

เมื่อถูกซักว่าตอนนี้ พรรคพท.ได้พูดคุยกับพรรคปชน.บ้างแล้วหรือยัง นายภูมิธรรม ตอบว่า ตอนนี้เริ่มมีการติดต่อกันบ้างแล้ว

ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า การพูดคุยจะง่ายหรือไม่ เพราะก่อนหน้านี้เหมือนแยกทางกันไม่ลงรอยเท่าไหร่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า วันนี้ปัญหาเรื่องประเทศชาติเป็นเรื่องสำคัญที่สุด แล้วถามว่าการไม่ลงรอยกันนั้น แล้วพรรคปชน.ลงรอยกับพรรคภท.หรือ? แล้วเรื่องเขากระโดง วันนี้พรรคภูมิใจไทยพูดได้ทุกเรื่องเพราะมีเรื่องที่ตัวเองต้องจัดการ เป็นเรื่องที่เขาห่วงใยเสียมากด้วย ทั้งเรื่องเขากระโดง เรื่องฮั้วสว. ถามว่าพรรคปชน.ยอมรับสิ่งเหล่านี้ได้หรือ

ประเด็นที่สื่อถามย้ำว่า ที่บอกว่าเริ่มคุยกันแล้วจะไปเทียบเชิญอย่างเป็นทางการหรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า การเมืองต้องคุยให้จบก่อน การส่งเทียบเชิญถือเป็นที่หลังสุด ประกาศตรงนั้นก็เสนอชื่อนายกฯได้เลย ตอนนี้ความคืบหน้าไปได้ดีพอสมควรแล้ว

ถามว่า พรรคภท.ตั้งโต๊ะแถลงข่าวประกาศพร้อมเป็นนายกฯแล้ว แต่ในส่วนของพรรคพท.ยังอยู่ในขั้นตอนรวบรวมเสียง นายภูมิธรรม กล่าวว่า ไม่ใช่ เข้าใจผิดแล้ว พรรคภท.พยายามประกาศตัวเองเพื่อดึงคนอื่น แต่เราเป็นรัฐบาล ตอนนี้มีอำนาจเต็ม ไม่ว่าจะโยกย้ายข้าราชการ จ่ายงบฉุกเฉิน เราทำได้หมด รวมถึงการยุบสภา เพราะฉะนั้น ภท.ประกาศบนความว่างเปล่า มันตั้งได้หรือ อันนี้ต้องให้หัวหน้าพรรคภท.นั่งคิดมากๆ ก่อนว่าพูดอะไรออกมา ถ้าเลื่อนลอย ความเชื่อถือของคุณจะมีหรือไม่ พรรคพท.ได้รับการมอบหมายให้ดึงคนเข้ามาให้มากขึ้น และพรรคร่วมพูดกันจับมือกันชัดเจนแล้ว ฉะนั้นตนว่าพรรคภท.ฝันกลางวันหรือไม่

สื่อถามอีกว่าพรรคกล้าธรรม ยังร่วมรัฐบาลอยู่หรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า วันนี้เหมือนกับการล้างแล้วไปคุยกันใหม่ ตนเห็นว่าคนที่พรรคภท.บอกว่าจะไปร่วมด้วย ก็ยังไม่มีใครตัดสินใจ ในส่วนของพรรคพท.และพรรคร่วมฯ เมื่อวันที่ 29 ส.ค. ก็มีการจับมือกันให้เห็นอย่างชัดเจนว่าตอนนี้อยู่ในขั้นตอนจัดตั้งรัฐบาล แต่ไม่ได้กำหนดว่าต้องใช้วันเวลาเมื่อไหร่ที่จะยื่นให้สภาพิจารณา

ผู้สื่อข่าวถามต่อถึง การหารือเรื่องอำนาจการยุบสภาในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี นายภูมิธรรม กล่าวว่า ไม่ต้องหารือ ถ้าเราจะยุบเราก็ยุบเลย หากใครขัดข้องก็สามารถไปฟ้องได้ ไม่มีปัญหาอะไร ไม่ต้องมาถกเถียงในเรื่องที่เราเชื่อว่าไม่มีปัญหา เราเชื่อว่าไม่มีปัญหาในเรื่องนี้ ขณะนี้เป็นกระบวนการสร้างข่าวทำให้รู้สึกว่าไม่แน่ใจ รู้สึกว่ารัฐบาลมีปัญหา แต่ตนยืนยันว่าไม่มีปัญหา และการตั้งรัฐบาลยังไม่จบง่ายๆ

อีกคำถามว่า มีเหตุผลอะไรทำให้คิดว่าจะต้องตัดสินใจยุบสภา นายภูมิธรรม กล่าวว่า ยังไม่ตัดสินใจ เราคิดว่าอะไรเป็นประโยชน์ที่สุด หากต้องยุบสภาก็ยุบ แต่ตอนนี้อย่าเพิ่งไปพูด เอาตั้งรัฐบาลให้ได้ก่อนและแก้ปัญหาประเทศให้ได้ และยืนยันวันนี้ยังไม่มีการยุบสภา ระยะเวลาใกล้ๆนี้ก็ยังไม่ยุบ ต้องแก้ปัญหาการจัดตั้งรัฐบาลให้เรียบร้อย

ซักถามถึงกรณีที่ว่า ถ้ารวมเสียงไม่ได้ 250 เสียงจะใช้วิธียุบสภาหรือไม่ นายภูมิธรรม ตอบว่า “ไม่มีถ้า มีแต่ปัจจุบัน”
 
สื่อยังถามถึงเงื่อนไขของพรรคปชน. ที่ให้เวลา 4 เดือนในการแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้วยุบสภาทันหรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า อย่าไปคิดไกลเกิน มันเป็นเรื่องที่เขาเสนอแล้วต้องคุยกัน แต่เป็นทิศทางเดียวกันที่เราอยากเห็นประชาธิปไตย เราอยากเห็นการเมืองเข้าสู่สถานการณ์ปกติ ไม่อยากเห็นการบิดเบือนผิดเพี้ยน ไม่อยากเห็นการทำงานนอกระบบสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นผู้มีอำนาจในการตัดสินใจสร้างองค์กรอิสระต่างๆ อันนี้ต่างหากคือสิ่งที่พรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชนจะคุยกัน

ผู้สื่อข่าวถามปิดท้ายว่า มี สส.ของพรรคพท.ประกาศจะไปอยู่กับพรรคภท. เราได้พูดคุยหรือตรวจสอบแล้วหรือยัง นายภูมิธรรม กล่าวว่า ไม่ได้พูดคุย เป็นสิทธิในการตัดสินใจทางการเมือง ซึ่งต้องรับผิดชอบการตัดสินใจของตนเอง

ส่วนกรณีนายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ สส.กาญจนบุรี พรรคพท.ที่ไปโชว์ตัวกับภท.และอ้างว่ามีเสียง สส.ในมือ 10 กว่าเสียง นายภูมิธรรม กล่าวว่า ที่ชัดเจนคือนายศักดิ์ดา คนอื่นๆ ยังไม่เห็น ยืนยันว่าเรื่องนี้ไม่เป็นปัญหาอะไร

‘สมชัย’ โพสต์วิจารณ์!! ‘แพทองธาร’ ชี้!! หากลาออก สถานการณ์คงไม่ลุกลาม

(30 ส.ค. 68) นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต. โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก 'ปั่นไปไหน - สมชัย ศรีสุทธิยากร' ระบุว่า เมื่อไม่ฟัง “ชี้ทางบรรเทาทุกข์”

ข้อเสนอให้แพทองธารแสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออกจากตำแหน่ง นับแต่วันที่คลิปเสียงหลุด 18 มิถุนายน 2568 หากมีการตอบสนอง สถานการณ์คงไม่พัฒนามาถึงวันนี้

จะไม่มี สว. 38 คน เข้าชื่อส่งศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัย ไม่มีคนไปยื่น ปปช. ข้อหาละเมิดจริยธรรมอย่างร้ายแรง ไม่มีคนไปแจ้งดำเนินคดีอาญาข้อหาด้านความมั่นคงที่รุนแรง

จะไม่มีการวินิจฉัยให้พ้นตำแหน่งเนื่องจากขาดคุณสมบัติรัฐมนตรีในเรื่องจริยธรรมอย่างร้ายแรง มีผลให้ไม่สามารถดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีตลอดชีวิต

คำวินิจฉัยที่ผูกพันทุกองค์กร ยังเป็นฐานในคดีใน ปปช. ที่ถูกร้องในความผิดเดียวกัน ให้เจอโทษที่สูงขึ้น คือ ตัดสิทธิในการสมัครรับเลือกตั้งตลอดชีวิต และอาจตัดสิทธิเลือกตั้งไม่เกิน 10 ปีด้วย

ส่วนข้อกล่าวหาในคดีอาญาเกี่ยวกับความมั่นคงที่มีโทษจำคุกและสูงสุดถึงประหารชีวิต แม้จะไม่เกี่ยวกับเรื่องจริยธรรม ยังต้องรอคำวินิจฉัยกลางที่เป็นทางการว่าจะมีส่วนใดที่กล่าวถึงพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงบ้าง แม้กระบวนการนี้จะยาวนาน แต่ก็เป็นภาระในชีวิต ต้องขึ้นลงศาลอีกหลายปี

บทเรียนในเรื่องนี้ คือ การที่ต้องคิดและตัดสินใจเอง ไม่ฟังคนรอบข้างที่ยกยอปอปั้น สร้างมายาคติว่าเราไม่ผิด ศาลไม่ลงโทษ เจรจาได้ ยังมีดีลกับผู้มีอำนาจ ฯลฯ 

คนเหล่านั้น เราอยู่เขาได้ประโยชน์ แต่เราโดนโทษโดนคนเดียว และวันนี้ เขาเดินหน้าช่วงชิงกันจัดตั้งรัฐบาล ทิ้งเราไว้ข้างหลัง
คำยกยอปอปั้นและคำปลอบประโลม คืออากาศธาตุ แต่ผลของคดีในปัจจุบันและอนาคต คือของจริงที่สัมผัสได้

'รศ.ดร.เจษฎา' ชี้การเมืองไทย โหวตฝ่ายไหนก็โดนด่า ไม่โหวตก็ถูกด่า แถมได้ 'ลุง' กลับมา

(30 ส.ค. 68) รศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ และนักสื่อสารวิทยาศาสตร์ ได้โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า …

ไม่ว่าส้ม จะโหวตให้น้ำเงิน หรือให้แดง 
ก็โดนด่าอยู่ดี 
ไม่โหวตให้ใครเลย ก็โดนด่าอยู่ดี 
(แถมได้ลุงกลับมาด้วย) 

ฤา… ‘ประชาธิปัตย์’ แตก!! อีกรอบ ‘นิพนธ์’โผล่ภูมิใจไทย หนุน ‘อนุทิน’

(30 ส.ค. 68) การปรากฏกายของ 'นิพนธ์ บุญญามณี' อดีต สส.สงขลา 8 สมัยในนามพรรคประชาธิปัตย์ ในพรรคภูมิใจไทย ในสถานการณ์การเมืองร้อนว่าด้วยการวิ่งจับขั้วจัดตั้งรัฐบาล

POLITICS: 'นิพนธ์' โผล่ให้กำลังใจ 'อนุทิน' ถึงพรรคภูมิใจไทย ย้ำไม่ได้มาในนาม ปชป. แต่คุยกับกลุ่มแล้ว

ที่ทำการพรรคภูมิใจไทย นายนิพนธ์ บุญญามณี อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยและแกนนำพรรคประชาธิปัตย์ เดินทางมายังที่ทำการพรรคภูมิใจไทย ท่ามกลางกระแสข่าวการจัดตั้งรัฐบาลใหม่จะตีความเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ นอกจากไปสนับสนุน 'อนุทิน ชาญวีรกูล' หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นนายกรัฐมนตรี

แม้นนิพนธ์ จะบอกว่าเดินทางมาเพื่อให้กำลังใจ เนื่องจากตนเองพูดคุยกับพิพัฒน์ รัชกิจประการ แกนนำพรรคภูมิใจไทย เป็นประจำอยู่แล้ว แต่การเดินเข้ามาแม้นิพนธ์ จะไม่ได้เป็นสส. ในปัจจุบัน แต่การเดินทางมาครั้งนี้คงไม่เดินเข้ามามือเปล่าแน่ๆ อย่างน้อยก็มีรายชื่อ สส.ในสังกัดมายืนยันร่วมสนับสนุนด้วย เช่น สรรเพชญ บุญญามณี สมยศ พลายด้วง และอาจจะมีราชิต สุดพุ่ม สส.นครศรีฯ พรรคประชาธิปัตย์ และ….รวมอยู่ด้วย

การปรากฏตัวของนิพนธ์ที่พรรคภูมิใจไทยในขณะที่อีกขั้วหนึ่งของ 'พรรคประชาธิปัตย์' ยังหนุนขั้วเพื่อไทยเดิม นำโดยเฉลิมชัย ศรีอ่อน หัวหน้าพรรคเดชอิศม์ ขาวทอง เลขาธิการพรรค ชัยชนะ เดชเดโช รองหัวหน้าพรรคหารือกับแกนนำพรรคเพื่อไทย หลังมีการยื่นข้อเสนอให้อยู่ร่วมขั้วรัฐบาลพรรคเพื่อไทยต่อโดยจะให้ตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีเพิ่มกับพรรคประชาธิปัตย์ โดยไปร่วมหารือกับแกนนำพรรคเพื่อไทยและพรรคร่วมรัฐบาลเดิมที่ รร.ปรินเซส หลานหลวง เพื่อยืนยันการเป็นขั้วเดิม

แม้นฉากหน้าจะยังจับมือกันของซีกรัฐบาลเดิม แต่การไม่มีตัวแทนจากพรรคกล้าธรรม นั้นคือปัญหาของขั้วเพื่อไทย จับมือกันถ่ายรูปแถลงข่าวหน้าระรื่น แต่หน้าชื่นอกตรม บางคนหน้าเสียเดินคอตกเพราะเพิ่งได้ตำแหน่งใหญ่แค่สองเดือน รถนำขบวนกลับบ้าน น้ำมันยังค้างถังอยู่

ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนชัดแล้วว่า 'นิพนธ์' หย่าร้างกับประชาธิปัตย์แล้ว

ฤา…ประชาธิปัตย์แตกอีกรอบกับการเดินเกมพลาด

‘นิพิฏฐ์’ โพสต์ซัด!! สส. แตกพรรค สะท้อนยุทธศาสตร์ ‘โจโฉ’ การเมืองไทย

(30 ส.ค. 68) นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีต สส.พัทลุง โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก 'นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ' ระบุว่า โจโฉ ผู้ยอมทรยศคนทั้งโลก แต่ไม่ยอมให้โลกทรยศ

- ภาพที่สส.แตกกระสานซ่านเซ็นออกจากพรรคเดิม มาสวามิภักดิ์คุณอนุทิน หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ไม่ต่างกับการทรยศหรือหักหลังพรรคร่วมรัฐบาลเดิม 

-หากเปรียบเหมือนวรรณกรรม 'สามก๊ก' ก็เหมือน 'โจโฉ' ที่ยอมสังหารทุกคน เพื่อแผนในการฆ่า 'ตั๋งโต๊ะ' ดังคำกล่าวของยาขอบ ที่ว่า ‘ผู้ยอมทรยศคนทั้งโลก ดีกว่าให้คนทั้งโลกทรยศ’

-หากเปรียบการเมืองตอนนี้ คุณทักษิณ ชินวัตร ก็เปรียบเหมือนโจโฉ ที่กำลังถูกทรยศจากสส.พรรคร่วมรัฐบาลเดิม อยู่ที่ 'ทักษิโฉ' คนนี้จะยอมถูกทรยศหรือไม่ หากไม่ยอมถูกทรยศ ก็เพียงชักกระบี่ และ แสดงอานุภาพแห่งกระบี่ดาบสุดท้าย “ยุบสภา” ให้ตายตกไปตามกัน ก็ต้องดูว่า 'ทักษิโฉ' จะชักกระบี่สังหารหรือไม่

'อนุทิน' เดินหน้ารวมเสียง!! ตั้งรัฐบาล ปักธงยุบสภา!! รีเซตประเทศใน 4 เดือน

(30 ส.ค. 68) ที่พรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย แถลงภายหลังกลับจากการพูดคุยกับแกนนำพรรคประชาชน และแกนนำพรรคกล้าธรรม เพื่อขอเสียงสนับสนุนในการจัดตั้งรัฐบาล โดยมีนายสันติ พร้อมพัฒน์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ นายสุชาติ ชมกลิ่น รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ นายศักดา วิเชียรศรี สส.กาญจนบุรี พรรคเพื่อไทย นายสุรทิน พิจารณ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปไตยใหม่ และนายนิพนธ์ บุญญามณี อดีตรัฐมนตรีจากพรรคประชาธิปัตย์ ร่วมแถลง

นายอนุทินกล่าวว่า พวกเราซึ่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มารวมตัวกันเพื่อแสดงความพร้อมจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ ให้การแก้ปัญหาของประเทศเดินหน้าโดยไม่สะดุด หลังจากได้รับทราบเงื่อนไขของพรรคประชาชนแล้ว ทุกคนยืนยันจะดำเนินการตามสิ่งที่หารือไว้ในสาระสำคัญ รวมถึงรายละเอียดที่เห็นพ้องร่วมกัน

เขากล่าวต่อว่า หลังจากได้รับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ พวกเราต้องไม่ปล่อยให้ประเทศหยุดชะงัก ปัญหาที่เกิดขึ้นบางเรื่องเป็นเพียงเส้นผมบังภูเขา หากเป็นกลุ่มเดิมอาจแก้ไม่ได้ แต่เรามั่นใจว่าจะแก้ได้เพราะมีความห่วงใยและต้องการคืนความสงบสุขให้บ้านเมือง

หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยย้ำว่า เมื่อรวมเสียงกับพรรคประชาชนแล้ว มั่นใจว่าจะสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ โดยเงื่อนไขสำคัญคือทำประชามติแก้รัฐธรรมนูญ แก้ปัญหาความสงบ และเจรจาความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน พร้อมประกาศจะคืนอำนาจให้ประชาชนภายใน 4 เดือนหลังแถลงนโยบาย และยุบสภาเพื่อให้ประชาชนรีเซตประเทศและตัดสินใจอนาคตบ้านเมือง

“พวกเราที่อยู่ในที่นี้ขอเข้ามาแก้ไขปัญหาบ้านเมืองในทุกด้าน และคืนอำนาจให้พี่น้องประชาชนโดยเร็วที่สุด” นายอนุทินกล่าว

เมื่อสื่อมวลชนถามถึงการตอบรับของพรรคประชาชน และจำนวนเสียงที่รวบรวมได้ นายอนุทินชี้ว่า การพูดคุยเป็นไปตามทีโออาร์ที่เสนอมา ซึ่งตอบรับได้เพื่อประโยชน์ประเทศ ส่วนหน้าที่รวบรวมเสียงเป็นของทุกคน พรรคประชาชนไม่มีข้อขัดแย้ง มีเพียงรายละเอียดปลีกย่อยที่ต้องทำเป็นลายลักษณ์อักษรเพื่อความชัดเจน

ต่อข้อสงสัยเรื่องการยุบสภาเร็วเกินไป เขาตอบว่า หากเป็นเงื่อนไขก็ต้องยอมรับ ไม่มีเร็วหรือช้าเกินไป เพราะต้องเร่งแก้ปัญหาสำคัญทันที พร้อมย้ำว่ากลุ่มพรรคร่วมมีประสบการณ์ ความสามารถ และความจริงใจทำงานเพื่อประชาชน

สื่อถามถึงจำนวนเสียงที่มีอยู่ นายอนุทินไม่เปิดเผยตัวเลข แต่ยืนยันมีเพียงพอจัดตั้งรัฐบาล ส่วนพรรคกล้าธรรมยืนยันชัดเจนแล้วว่าจะร่วมสนับสนุน

ในประเด็นพรรคร่วมรัฐบาล นายอนุทินบอกว่า ไม่ปิดกั้นใคร รัฐบาลใหม่นี้เป็นรัฐบาลเฉพาะกิจเพื่อแก้ปัญหาโดยเร็ว หากพรรคใดพร้อมร่วมสร้างชาติ ก็ยินดี

เมื่อถามถึงความพร้อมเป็นนายกรัฐมนตรี เขาตอบว่า พร้อมมาตั้งแต่ปี 2562 ส่วนการยุบสภาไม่ขอก้าวล่วง และย้ำว่าสถานะนายกรัฐมนตรีของนางสาวแพทองธารสิ้นสุดลงแล้วตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ตอนนี้ควรช่วยกันสร้างบ้านเมืองต่อ

สื่อยังสอบถามเรื่องเพื่อไทยจะเสนอชื่อแข่งหรือไม่ นายอนุทินย้ำว่าภูมิใจไทยไม่มีแน่นอน ส่วนพลังประชารัฐให้ไปถามเอง พร้อมระบุว่า กลุ่ม 18 สส.รวมไทยสร้างชาติที่นายสุชาติ ชมกลิ่นนำมา สนับสนุนเพราะต้องการให้ประเทศเดินหน้าต่อ โดยนายสุชาติชี้ว่าเป็นเอกสิทธิ์ของ สส.

ด้านนายศักดา วิเชียรศิลป์ สส.กาญจนบุรี พรรคเพื่อไทย ซึ่งร่วมแถลงข่าว ระบุว่า ตนและเพื่อน สส.กว่า 10 คนจากพรรคเพื่อไทย สนับสนุนนายอนุทินเพราะต้องการเห็นบ้านเมืองดีขึ้น ยืนยันไม่มีปัญหากับพรรค แต่ในฐานะผู้แทนฯ ที่เห็นความเดือดร้อนประชาชน เชื่อว่าอนุทินเหมาะสมที่สุด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังการแถลงข่าว นายกัณวีร์ สืบแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเป็นธรรม ได้เดินทางมาร่วมแสดงความยินดี พร้อมสวมกอดและพูดคุยกับนายอนุทิน

‘แพทองธาร’ เปิดใจ หลังศาล รธน. วินิจฉัยพ้นนายกฯ พร้อมน้อมรับคำวินิจฉัย ยืนยันทำเพื่อประเทศชาติ

(29 ส.ค.68) เวลา 16.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีและรมว.วัฒนธรรม แถลงภายหลังศาลรัฐธรรมนูญ มีมติให้พ้นจากตำแหน่งนายกฯ ฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรง จากกรณีคลิปเสียงสนทนากับสมเด็จฮุนเซน

น.ส.แพทองธาร กล่าวว่า อย่างแรกด้วยความเคารพต่อกระบวนการยุติธรรม ดิฉันขอน้อมรับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ในฐานะคนไทยคนหนึ่งขอยืนยันความบริสุทธิ์ใจ ความตั้งใจอย่างแท้จริงที่ตั้งใจทำเพื่อประเทศ ในบทสนทนานั้นไม่มีอะไรที่เป็นประโยชน์ของตนเอง ก็อยากบอกพี่น้องประชาชนว่า สิ่งที่ยึดมั่นเสมอนั่นคือชีวิตของประชาชน ทหาร พลเรือน ดิฉันตั้งใจจริงด้วยจิตใจมุ่งมั่นว่าจะทำอย่างไรเพื่อรักษาชีวิตของเหล่านั้นไว้ให้ได้ คลิปนี้ก็เกิดขึ้นก่อนเกิดเหตุรุนแรง ในวันที่ 24 กรกฎาคมที่ผ่านมา ขอยืนยันว่าตั้งใจจะสื่อสารจริงๆ คำตัดสินของศาลวันนี้ เป็นอีกครั้งทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองอย่างเฉียบพลัน เราต้องมาช่วยกันทุกฝ่าย ไม่ว่ารัฐบาล ฝ่ายค้าน ประชาชน ทุกคนต้องมาร่วมใจกันสร้างเสถียรภาพให้กลับมาเข้มแข็งให้ได้ ไม่ให้มีจุดเปลี่ยนอย่างเฉียบพลันเช่นนี้อีก

ดิฉันขอขอบพระคุณพี่น้อง ประชาชนที่ให้โอกาสดิฉันทำงานเพื่อประเทศชาติมาเกือบ 1 ปีเต็ม ดิฉันภูมิใจที่มาอยู่ตรงนี้ ได้ทำเพื่อประเทศ นำประสบการณ์ความตั้งใจมาพัฒนาประเทศชาติ เพื่อให้ประเทศไทยเต็มไปด้วยโอกาสดิฉันคิดว่ารัฐบาลต่อจากนี้จะนำเรื่องของโอกาสกลับมาให้ประชาชนให้ได้ เพราะว่าการที่ประชาชนลืมตาอ้าปาก กินดีอยู่ดีได้ นั่นเองคือพื้นที่การเป็นประเทศที่เข้มแข็ง ดิฉันในฐานะคนไทยรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ สุดหัวใจ เท่าที่คนไทยคนหนึ่งจะทำได้ ยืนยันเรื่องนี้ตลอดไป 

ขอบคุณที่ให้โอกาส ขอบคุณ ครม.ที่ทำงานร่วมกันมา ให้ความรู้ ประสบการณ์ ทำให้ดิฉันรู้ข้อดีข้อเสียของตนเอง และทำเพื่อประเทศให้ดีขึ้นได้ ไม่ว่าเล็ก หรือใหญ่ ดิฉันยินดีทำทั้งนั้น ขอส่งกำลังใจให้ทีมบริหารช่วยกันพัฒนาประเทศต่อไป ดิฉันจะติดตามอย่างใกล้ชิด และเป็นพลังที่ดีของประเทศชาติต่อไป

ศาลสั่งจำคุก ‘ใบปอ ทะลุวัง’ 6 ปี คดีมาตรา 112 แต่ยังเป็นนศ. - ทำความดีให้สังคม ลดโทษเหลือจำคุก 4 ปี

ศาลสั่งจำคุก ‘ใบปอ ทะลุวัง’ 6 ปี คดีมาตรา 112 เจ้าตัวร่ำไห้ ศาลเมตตาเห็นว่าเป็น นศ.และทำความดีให้สังคม ลดโทษให้ 1 ใน 3 เหลือจำ 4 ปี ไม่รอลงอาญา ด้านทนายจ่อยื่นประกันชั้นอุทธรณ์

เมื่อเวลา 09.30 น. (29 ส.ค.68) ที่ห้องพิจารณา 911 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลนัดฟังคำพิพากษาคดีดูหมิ่นเบื้องสูง หมายเลขดำ อ.1691/2565 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 7 เป็นโจทก์ ฟ้อง น.ส.ณัฐนิจ ดวงมุกสิทธิ์ หรือ ใบปอ และ น.ส.สุพิชฌาย์ ชัยลอม หรือ เมนู แกนนำกลุ่มทะลุวัง ร่วมกันเป็นจำเลยที่ 1 - 2 ในความผิดฐานดูหมิ่นสถาบันเบื้องสูง ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 , ความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ พ.ศ.2550 มาตรา 14(5)

กรณีเมื่อระหว่างวันที่ 30 - 31 มีนาคม 2565 จำเลยทั้งสองได้หมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อพระมหากษัตริย์ ด้วยการเผยแพร่หรือส่งต่อซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ โดยการแชร์โพสต์ของเพจเฟซบุ๊ก 'ทะลุวัง ThaluWang' ซึ่งมีภาพพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบรมวงศานุวงศ์และข้อความวิจารณ์งบประมาณสถาบันกษัตริย์ในปี 2565 ทำให้เสื่อมเสียพระเกียรติ ถูกดูหมิ่น เกลียดชัง เป็นการบิดเบือนข้อมูล โดยมีเจตนาแสดงความอาฆาตมาดร้าย และทำลายสถาบันกษัตริย์

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธต่อสู้ และได้รับการประกันตัว

ในวันนี้ น.ส.ณัฐนิจ ได้เดินทางเข้ามาฟังคำพิพากษาเพียงคนเดียว ส่วน น.ส.สุพิชฌาย์ จำเลยที่ 2 หลบหนีระหว่างการพิจารณาคดี ซึ่งศาลได้ออกหมายจับและปรับนายประกันก่อนหน้านี้แล้ว

จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ อ้างว่า ไม่ใช่บุคคลในเพจทะลุวัง โดยมีบุคคลอื่นที่เป็นแอดมิน เพจใช้เฟซบุ๊กของจำเลยแทนตนเอง เพราะตนเองไม่ชอบเล่นเฟซบุ๊ก เนื่องจากไม่ปลอดภัย

ศาลพิเคราะห์เบิกความและพยานหลักฐานทั้งสองฝ่ายที่นำสืบหักล้างแล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จากการตรวจสอบพยานหลักฐานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ พบโน้ตบุ๊กอยู่ในห้องของจำเลยทั้งสอง ซึ่งมีประวัติการใช้งานบัญชีเฟซบุ๊ก ใบปอ ณัฐนิจ จำเลยที่ 1 และเพจทะลุวัง ทำให้น่าเชื่อว่า จำเลยที่ 1 รู้เห็นการใช้งานและนำภาพและข้อความที่ระบุเกี่ยวกับการใช้งบประมาณจากภาษีประชาชนกว่า 3 หมื่นล้านบาทมาใช้ ซึ่งเป็นการบิดเบือนจาบจ้วงและให้ร้ายสร้างความเสื่อมเสียต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ กระทบความมั่นคงของชาติ พยานหลักฐานโจทก์นำสืบมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ โดยปราศจากข้อน่าสงสัย ข้อต่อสู้จำเลยฟังไม่ขึ้น การกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียว ผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 อันเป็นบทลงโทษหนักสุด พิพากษาจำคุกจำเลยที่ 1 กระทงละ 3 ปี รวม 2 กระทง เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 ไว้ 6 ปี อย่างไรก็ตาม จำเลยที่ 1 ให้การเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาบ้าง ทั้งยังเป็นนักศึกษา และทำความดีต่อสังคมด้วยการจะบริจาคอวัยวะ เป็นการบรรเทาผลร้ายจึงลดโทษให้ 1 ใน 3 เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 กระทงละ 2 ปี คงจำคุกจำเลยที่ 1 ไว้ 4 ปี ไม่รอลงอาญา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ฟังคำพิพากษาวันนี้มีแนวร่วมกลุ่มทะลุวังเข้ามาให้กำลังใจและร่วมรับฟังการพิพากษาประมาณ 20 คนรวมทั้งบิดา มารดา ของ น.ส.ณัฐนิจ ด้วย หลังจากทราบผลคำพิพากษา น.ส.ณัฐนิจ ถึงกับร้องไห้และโผเข้ากอดครอบครัวของตนเอง โดยมีแนวร่วมกลุ่มทะลุวังยืนปลอบและให้กำลังใจ

ด้าน นายกฤษฎางค์ นุตจรัส ทนายความ เปิดเผยสั้น ๆ ว่า ได้เตรียมคำร้องและหลักทรัพย์ขอปล่อยชั่วคราว น.ส.ณัฐนิจ ในชั้นอุทธรณ์คดีไว้แล้ว

'ชัยวุฒิ พปชร.' ชี้ ประเทศไทยเป็นของคนไทย ไม่ใช่พื้นที่หาผลประโยชน์ของใคร ย้ำ!! “คนขายชาติ เลวยิ่งกว่า คนขาดจริยธรรม”

(29 ส.ค. 68) ศาลรัฐธรรมนูญมีกำหนดนัดแถลงด้วยวาจา ปรึกษาหารือ ลงมติ ในคำร้องที่ประธานวุฒิสภาส่งความเห็นสมาชิกวุฒิสภา (สว.) 36 คน เข้าชื่อยื่นประธานวุฒิสภา ส่งศาลรัฐธรรมนูญ ขอให้วินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 82 ว่าความเป็นรัฐมนตรีของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 106 (4) และ (5) หรือไม่ เนื่องจากไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง จากกรณีคลิปเสียงสนทนาระหว่าง น.ส.แพทองธาร และสมเด็จฯ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา 

ก่อนเวลาวินิจฉัยในเวลา 15.00 น. นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยระบุว่า...

“ประเทศไทย เป็นของคนไทยทุกคน อธิปไตยของชาติ เป็นเรื่องที่คนไทยทั้งชาติ ยอมไม่ได้ ผืนแผ่นดินไทย ไม่ใช่พื้นที่หาผลประโยชน์ของนายกและครอบครัว”

และเน้นย้ำอีกด้วยว่า “คนขายชาติ เลวยิ่งกว่า คนขาดจริยธรรม”

‘จาตุรนต์’ ชี้ กรณีเด็ก 13 ปีชาวกัมพูชาต้องได้รับโอกาสศึกษา พร้อมย้ำ ไม่ว่าสัญชาติใดพึงได้รับการปฏิบัติอย่างเดียวกัน

(28 ส.ค. 68) นายจาตุรนต์ ฉายแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊กว่า กรณีเด็กนักเรียนอายุ 13 ขวบ ถูกจับในข้อหาเข้าเมืองโดยไม่ถูกต้องตามกฎหมายและอาจจะถูกผลักดันให้ออกจากประเทศไทยไปอยู่ในกัมพูชานั้น เท่าที่ปรากฏเป็นข่าว มีประเด็นที่ยังมีความเห็นแตกต่างกันอยู่ ทั้งในข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย

หากกรณีนี้เกิดกับผู้ใหญ่คนหนึ่ง ประเด็นก็จะไม่ซับซ้อน เช่น บุคคลนี้มีสัญชาติอะไร ถ้าเป็นคนกัมพูชา เข้าเมืองมาอย่างถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ เข้าข่ายจะต้องส่งกลับไปกัมพูชาหรือไม่

แต่กรณีนี้เกิดขึ้นกับเด็กอายุ 13 ขวบที่เรียนหนังสืออยู่ที่โรงเรียนของไทยมาตั้งแต่เด็ก

กรณีนี้จึงเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับหลักกฎหมายและแนวปฏิบัติของประเทศไทยเรา ซึ่งผมเคยมีส่วนเกี่ยวข้องและรับผิดชอบอยู่ด้วย จึงคิดว่าอาจจะให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในการมองเรื่องนี้ได้บ้าง

แนวปฏิบัติของประเทศไทยเรา ซึ่งเป็นประเทศที่มีเกียรติภูมิในเวทีระหว่างประเทศ มีพันธะกรณีในการปฏิบัติตาม ปฏิญญาสากลและอนุสัญญาที่ไทยเป็นภาคี โดยเฉพาะอย่างยิ่งปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (UDHR) ที่มีแนวคิดเรื่องรัฐทุกรัฐต้องจัดการศึกษาสำหรับเด็กทุกคนโดยไม่เลือกปฏิบัติ (Education for All) ซึ่งประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ให้การรับรองไว้ อีกทั้งแนวคิดเดียวกันนี้ยังตรงตามอีกหลายอนุสัญญาที่ประเทศไทยเป็นภาคี อาทิ อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก(CRC), อนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม (ICESCR) และปฏิญญาอาเซียนว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (AHRD) 

ประเทศไทยมีความชัดเจนในเรื่องนี้ ในสมัยที่ผมเป็นรองนายกรัฐมนตรีได้ผลักดันทำให้เกิดมติคณะรัฐมนตรี 2 ฉบับ  ได้แก่ 18 มกราคม 2548 และ 5 กรกฎาคม 2548 เจตนารมณ์ก็คือต้องการคุ้มครองเด็กทุกคนในประเทศไม่ว่าจะเป็นสัญชาติใด เข้าเมืองถูกกฎหมายหรือไม่ มีเอกสารหรือไม่ ไม่รู้ว่าเป็นคนของประเทศไหน ไม่มีบัตรอะไรติดตัวเลยก็ตาม “แต่เด็กทุกคนต้องได้รับการคุ้มครองทั้งนั้น โดยเฉพาะคุ้มครองสิทธิทางการศึกษา” เพื่อยืนยันหลัก Education for All 

มติ ครม.นี้เป็นเรื่องต่อเนื่องจากมติสภาความมั่นคงแห่งชาติ แสดงให้เห็นว่าทั้งหน่วยงานความมั่นคงและหน่วยงานทางการศึกษาเข้าใจและเห็นความสำคัญในเรื่องนี้ 

ดังนั้น กรณีพบเด็กที่ไม่มีชื่อในทะเบียนบ้านหรือเด็กไร้สัญชาติ ฝ่ายจัดการศึกษาจึงมีหน้าที่จัดการให้เด็กคนนั้นได้รับการศึกษา

ส่วนเมื่อพบเด็กที่เรียนหนังสืออยู่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมายบางเรื่อง เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องก็ต้องหาทางอนุโลมผ่อนผันให้สามารถเรียนหนังสือต่อไปได้ ไม่พึงพรากเด็กจากการศึกษาและไม่พึงส่งเด็กออกไปจากประเทศโดยไม่รู้ว่าเด็กคนนี้จะไปอยู่ที่ไหนกับใครและจะได้รับการศึกษาหรือไม่

หลักการนี้ใช้กับเด็กที่ไม่มีชื่อในทะเบียนบ้าน ไม่ว่าจะถือสัญชาติอะไรก็พึงได้รับการปฏิบัติอย่างเดียวกัน รวมทั้งเด็กไร้สัญชาติไร้เอกสารหลักฐานก็พึงได้รับการคุ้มครองเช่นนี้เหมือนกัน

เศรษฐกิจของประเทศไทยที่ต้องพึ่งพาแรงงานข้ามชาติจำนวนมาก เด็กจากประเทศเพื่อนบ้านที่ติดตามพ่อแม่ที่เป็นแรงงานข้ามชาติซึ่งอนาคตยิ่งมีเพิ่มขึ้น ขณะที่สังคมไทยเป็นสังคมสูงวัย หากเขาเป็นแรงงานข้ามชาติที่มีความรู้ คุยกับนายจ้างคนไทยรู้เรื่องก็เป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งเรื่องนี้มีตัวอย่างแนวคิดจากหลากหลายประเทศทั่วโลกที่เผชิญปัญหาเดียวกัน เช่น ประเทศใน EU ที่จัดสรรทรัพยากรเพื่อพัฒนาทักษะของแรงงานและมนุษย์ธรรมต้องได้สัดส่วนกัน

การแก้ปัญหาความขัดแย้งระหว่างสองประเทศและการรักษาผลประโยชน์ของชาติไทยเรานั้น ต้องการความเข้าใจ เห็นอกเห็นใจและการสนับสนุนจากประชาคมโลก เราจึงจำเป็นต้องระมัดระวังไม่ให้มีภาพลักษณ์ในทางลบ ทั้งนี้เพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน

หลักง่ายๆที่ทั่วโลกยึดถือกันคือโลกนี้เขายอมรับว่าต้องให้เด็กได้รับการศึกษา ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อสังคมนั้น ไม่ต้องไประแวงว่าเราจะเสียหายอะไร การใช้จ่ายด้านการศึกษาเป็นการลงทุนที่มีคุณค่าต่อสังคมมากที่สุด


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top