Friday, 28 August 2026
POLITICS

‘ทักษิณ’ ซัด ‘ฮุนเซน’ คนไร้จริยธรรม แต่เรากลับไปเข้าข้าง พรรคที่เพิ่งหลุดจากรัฐบาลหาว่า ‘อิ๊งค์’ ขายชาติ ถามกลับเป็นคนไทยหรือเขมร

เมื่อวันที่ (17 ก.ค.68) ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ร่วมปาฐกถาพิเศษ ในงานเสวนาปลดล็อกอนาคตประเทศไทยสู้วิกฤตโลก(Unlocking Thailand’s Future) โดยมีคนการเมือง และภาคธุรกิจแห่ร่วมงานจำนวนมาก

โดยนายทักษิณ ได้ขึ้นเวทีปาฐกถา เมื่อเวลาประมาณ 19.30 น.โดยกล่าวว่า ตนพูดมาหลายรอบมีเรื่องใหม่บ้าง เก่าบ้าง และเรื่องเคยพูดสมัยเมื่อเป็นนายกฯ 20 ปีที่แล้ว วันนี้มันไม่ค่อยไปไหน หลายเรื่องมีถอยไปด้วยซ้ำ ตนก็งงว่าจากประเทศไปหลายปี กลับมาเจอหลายเรื่องแย่กว่าเดิม แต่ละเรื่องก็ก้าวหน้ามาก โดยเฉพาะเรื่องเกี่ยวข้องกับภาคเอกชน หรือส่วนราชการ ที่มีคนเก่ง ๆ ประเทศไทยวันนี้เราต้องการความเชื่อมั่น ในหมู่คนไทยด้วยกัน

วันนี้บางทีคนไทยก็ไม่เชื่อมั่นในตัวเอง และไม่พยายามที่จะรวมพลังกัน ให้มีความเป็นหนึ่งเพื่อจะแก้ไขปัญหาด้วยกัน

“เรื่องที่เกิดขึ้นกับกัมพูชา ตนก็แปลกใจ ผู้นำเขมร ไอ้มันไร้จริยธรรมจะตาย แต่เรากลับไปเข้าข้างมัน ผมงงว่าทำไมวันนี้คนไทยไม่รักกัน ทั้ง ๆ ที่เป็นสิ่งที่ไม่น่าเกิด ไม่มีผู้นำที่ไหนในโลกเขาทำกัน แต่ว่าเรากลับอื้ม.. โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พรรคเพิ่งหลุดออกไปจากรัฐบาลนี้ ก็กลับมามองว่าเป็นการขายชาติ เลยไม่รู้ว่าตกลงเค้าเป็นเขมรหรือเป็นไทย ไม่แน่ใจ” นายทักษิณ กล่าว

นายทักษิณกล่าวต่อว่า วันนี้สิ่งที่เราสะดุดปัญหาของประเทศ อย่างแรกคือปัญหาการเมือง การเมืองในสมัยรัฐธรรมนูญปี40 เป็นรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุด เป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน วันนั้นพรรคไทยรักไทยเข้ามา เลือกตั้งครั้งแรก เป็นครั้งแรกที่ขายนโยบาย แล้วชนะเลือกตั้งอย่างถล่มทลาย แต่ตอนหลังความแข็งแรงของพรรคไทยรักไทย ในช่วงรัฐธรรมนูญปี40 เมื่อมีการปฏิวัติก็เลยถอยกลับ วันนี้การตั้งรัฐบาลผสมและหลายพรรค ก็นึกถึง 51 ปีที่แล้ว ตอนช่วยราชการอยู่กับ นายปรีดา พัฒนถาบุตร อดีตรัฐมนตรีหลายสมัย โดยมีหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นนายกรัฐมนตรี เหมือนกันเลยการเมืองไม่มีเสรีภาพ ล้มกันไปล้มกันมา ผลสุดท้ายบ้านเมืองไม่ไปไหน แต่ตนอยากขอร้องทุกคนว่า การเมืองเปลี่ยนเเปลงได้ แต่บ้านเมืองต้องถูกพัฒนาอย่างต่อเนื่อง นั่นคือข้าราชการต้องทำงานต่อไป ภาคเอกชนก็ต้องทำงานต่อไป และรัฐบาลก็มีหน้าที่สนับสนุน ให้ภาคเอกชนแข็งแรง

นายทักษิณกล่าวว่า อีกเรื่องที่เราสะดุด คือเรื่องภาษีทรัมป์ ที่เรากำลังเจรจาอยู่ ทีมไทยแลนด์กำลังเจรจาอยู่ โดยได้ยื่นข้อเสนอใหม่ๆ ซึ่งนายกรัฐมนตรีก็นั่งกำกับ ไม่ให้เราเสียเปรียบ ไม่ให้เราถูกเบียดเบียน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสินค้าเกษตร อย่างที่ตนเคยบอกว่ามี3 ก้อน ก้อนหนึ่งคือเราเอาของเข้ามาจากจีน แล้วประกอบและส่งไป เป็นผลิตในประเทศไทย อีกสองคือส่งไปในอเมริกา โดยเทคโนโลยีและบริษัทอเมริกัน มาตั้งในประเทศไทย สองตัวนี้จะไม่กระทบอะไรกับเรามาก แต่ที่กระทบมากคือตัวที่เกี่ยวข้อง กับสินค้าที่เราส่งไป เช่นสินค้าเกษตร สินค้า SMEs หรือพวกอัญมณี ซึ่งเรากำลังแก้ไข และให้แนวทางกันว่า ถ้าเราจะนำเข้าสินค้าจากอเมริกา แล้วมาแข่งขัน กับสินค้าที่เรานำเข้าจากประเทศอื่น ก็เป็นเรื่องที่ดี เรายอมรับให้เข้ามาแข่งกันเอง เช่นเนื้อ ที่จะมีการแข่งขันกับออสเตรเลีย หรือมอเตอร์ไซค์บิ๊กไบค์ ก็ไม่เป็นอะไร หลายอย่างที่เราเปิดได้เราก็เปิด สิ่งที่เราเปิดวันนี้เราก็คุยกัน น่าจะเป็นข้อเสนอ ที่นำไปสู่การตกลงใจกันได้ แต่ให้จำไว้ว่า คำว่าดีลไม่มีจบ ถ้ายังไม่พอใจก็ดีลกันต่อ นี่เป็นลักษณะการเจรจาธุรกิจ คำว่าประเทศ เขาใช้คำว่า Economic ก็คล้าย ๆ ธุรกิจ ที่ต้องเจรจากันต่อเนื่องตลอดไป เพราะฉะนั้นเราหยุดตรงนี้ไม่ได้

นายทักษิณ กล่าวว่า สิ่งที่เป็นปัญหาของประเทศเราอีกอัน จากการวิเคราะห์ทั่วโลก GDP ของประเทศไทย โตน้อยเกินศักยภาพ ไประหว่าง 22-75 เปอร์เซ็นต์ ทำให้เราอยู่อันดับที่ 24 ของโลก GDP ที่โตช้า มาจากหลายสาเหตุ ซึ่งการบริหารจัดการที่ผิดพลาดเป็นเรื่องใหญ่ คือเราบริหารโดยไม่บริหารมานาน ไม่มีกลยุทธ์ ว่าจะแข่งขันกับเขาอย่างไร ทำให้เราช้า อีกเรื่องคือธนาคารแห่งประเทศไทย พยายามจะรักษาสถานะ ของธนาคารพาณิชย์ เพราะกลัวธนาคารพาณิชย์จะพลาด เหมือนยุคต้มยำกุ้ง ทำให้ดึงฐานเงินออกจากระบบ เป็นจำนวนมาก จนทำให้ธนาคารพาณิชย์มีความเสี่ยงน้อย ธุรกิจก็เหนื่อย ไม่รู้จะไปหาแหล่งทุนที่ไหน ประกอบกับการที่เราไม่ป้องกันตัวเอง พอจีนส่งสินค้าเข้ามา มีคอร์รัปชันตามชายแดน ศุลกากรต่างๆ ก็ทำให้SMEsของเราตาย ซึ่งเราสู้เขาไม่ได้ ในเชิงของ Economies of Scale อยู่แล้ว และเทคโนโลยีเราก็ไม่ค่อยทันสมัย มาเจอสินค้าที่เข้ามาทุ่มตลาด ราคาถูกโดยไม่ผ่าน มอก. และไม่มีอย. พอตนต่อว่าไป เขาบอกว่าอย.ขอยากมาก นี่เป็นสิ่งที่เราต้องไปแก้กติกาของเรา นี่เป็น3ข้อที่ทำให้เศรษฐกิจไทย ชะงักเงินในช่วงนี้

นายทักษิณ กล่าวว่า ตนพยายามอย่างยิ่ง ที่จะจัดตั้ง AMC ( Asset Management Company) หรือ บริษัทจัดการสินทรัพย์ ของภาคประชาชน เพราะหนี้ครัวเรือนสูงเหลือเกิน แต่คลังยังไม่รับลูกเท่าไหร่ แต่ตนเชื่อว่าเที่ยวนี้มันจำเป็น วันนี้นี่ครัวเรือนสูง อาจจะต่อเนื่องมาตั้งแต่โควิด-19 และคนไทยก็ไปเสียเงิน จากการเล่นหวยเล่นพนันออนไลน์ ซึ่งวันนี้หนี้สินอยู่ที่ 92% ของGDP วันนี้ถ้าเราซื้อหนี้ภาคประชาชน ออกมาจัดตั้งAMC ซึ่งเป็นคนละสายพันธุ์ กับ AMC ที่มีอยู่ แต่สามารถทำในสาขาแยกออกมาได้ ถ้าใช้พันธุ์เดียวกันจะมีปัญหา ใช้กฎหมายเดียวกันได้ แต่ต้องแยกมนุษย์คนละพันธ์ุมาบริหาร เพราะเป็นลูกค้าคนละกลุ่ม พร้อมย้ำว่า AMC จำเป็นอย่างยิ่ง ต้องเอาจริงจัง ถ้าไม่ทำคนไทยหายใจไม่ได้ กำลังซื้อจะไม่กลับมา และไม่มีทางที่จะดิ้นรนทำมาหากิน ในเรื่องใหม่ ๆ ได้

นายทักษิณกล่าวอีกว่า การลดค่าใช้จ่ายให้กับประชาชนเป็นเรื่องสำคัญ อย่างเรื่องไฟฟ้า วันนี้ตนอยากจะพูดยาวหน่อย วันนี้ถ้าเราใช้รถไฟฟ้า แต่ถ้าเป็นของจีนทั้งหมด เราเจ๊งก่อน แล้วจะทำอย่างไร ถึงจะสร้างอุตสาหกรรม ที่มีอีโคซิสเต็มส์ (Ecosystem) ของเรา ที่แข็งแรงแล้ว โดยใช้โรงงานผลิตในประเทศไทย ใช้อุตสาหกรรมต่อเนื่องทางรถยนต์ ที่เรามีระบบที่ดีอยู่แล้วให้ได้ แล้วส่งเสริมไฟฟ้าอย่างจริงจัง มันเป็นเรื่องที่ควรต้องทำ เพื่อลดค่าใช้จ่ายให้ภาคประชาชน

นายทักษิณ กล่าวว่า สำหรับเรื่อง 20 บาทตลอดสาย สิ่งที่เราคิดวันนี้ต้องลดค่าจราจร ซึ่งตนเป็นคนเสนอสร้างรถไฟฟ้า 10 สาย ซึ่งปรากฏว่าคนยังใช้ไม่มาก เพราะไม่มีฟีดเดอร์ และวันนี้หากลดค่าบริการลงเหลือ 20 บาทตลอดสาย ทำให้ประชาชนสามารถใช้บริการได้ และนำรถเมล์เปลี่ยนเป็นฟีดเดอร์ เราจึงจะประสบความสำเร็จที่สุด เพื่อให้ประชาชนใช้ระบบสาธารณะ และรถราต่าง ๆ จะลดน้อยลง ขณะเดียวกันถนนใหญ่ ๆ ต้องทำถนนชาร์จไฟแบบไร้สาย ซึ่งต่างประเทศเขาทำกัน เพื่อนำเงินส่วนนี้มาเป็นเงินอุดหนุนให้กับคนทั่วไปที่ใช้รถสาธารณะ ซึ่งจะเร่งให้เสร็จภายใน 2-3 เดือนนี้

นอกจากนี้ประสิทธิภาพของภาครัฐเป็นปัญหามาก เพราะส่วนราชการใหญ่ขึ้นจำนวนข้าราชการมีมากขึ้น และการบริการแย่ลง เมื่อก่อนตอนที่ตนอยู่เราพยายามให้ข้าราชการให้บริการ รวมถึงช่วงวันเสาร์อาทิตย์ แต่ตอนนี้เปลี่ยนไปแล้ว ซึ่งวันนี้ต้องมาแก้ไขระบบราชการให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และถ้าจะปรับโครงสร้างระบบราชการทุกกระทรวงไม่ว่าจะเป็นองค์กร ระเบียบกฎหมาย และงบประมาณ ซึ่งอาจจะขอให้มหาวิทยาลัยรับไปดูแลในแต่ละกระทรวงเพื่อทำแผน และนำเสนอให้กับรัฐบาลเพื่อเห็นแนวทางในการปรับปรุงการบริหารของระบบราชการ และต้องพยายามประหยัดค่าใช้จ่ายภาครัฐลง เพราะวันนี้ค่าใช้จ่ายภาครัฐสูงมาก สูงจนไม่มีเงินจะบริหาร จึงต้องดูว่าจะปรับปรุงข้าราชการอย่างไร

นายทักษิณ กล่าวว่า เช่นที่ดูไบไม่มีภาษี แต่เขามีคำว่า Fee คือการเก็บค่าธรรมเนียมบริการใช้บริการของภาครัฐ และนำสิ่งเหล่านี้มาเป็นสวัสดิการของข้าราชการ ซึ่งจะทำให้การบริการดีขึ้น และไม่มีใต้โต๊ะ และคำนวณได้ว่าค่าใช้จ่ายจะเป็นเท่าไหร่ ในการเดินงานแต่ละเรื่อง ทั้งอย่างรวดเร็วทันใจ และเป็นระบบดิจิทัลหมด ดังนั้นวันนี้ต้องแก้ไขระบบราชการให้ทันสมัย และประหยัด รวมถึงพยายามเก็บเป็น Fee มากกว่าใต้โต๊ะ เช่น ที่ข้างบ้านเล็กๆ 60 ตารางวา ขอรังวัดที่ดินมีค่าธรรมเนียมถูกต้องตามกฎหมาย และมีค่าวัดขั้นตอนเพื่อให้รวดเร็วขึ้น ซึ่งแพงกว่าค่าธรรมเนียม เราก็ต้องจ่ายไม่เช่นนั้นก็ไม่ได้รังวัดสักที นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับประเทศไทย ดังนั้นสู้เก็บบนโต๊ะ และเก็บมากหน่อยเพื่อนำไปแบ่งกับข้าราชการ เป็นค่า Fee จะดีจะดีกว่าหรือไม่ซึ่งตนมองว่าเป็นสิ่งที่ต้องรีบ ส่วนงบประมาณของรัฐต้องประหยัด เช่น วันนี้ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขนั่งอยู่สำหรับเรื่อง 30 บาทรักษาทุกที่ ซึ่งมีการกลบงบประมาณเพิ่มขึ้นทุกปี แต่กลับไม่ได้ไปรีวิวว่าเทคโนโลยีเปลี่ยนไป การบริการค่าใช้จ่ายผิดไปแล้ว ต้องเริ่มที่การจัดทำงบประมาณโดยความจำเป็น (Zero Based) ได้หรือไม่ ซึ่งต้องคำนวณว่าเป็นเท่าไหร่ต่อหัว อาจจะทำให้เราประหยัดได้มาก ไม่ใช่กลบไปเรื่อย ๆ ไม่เช่นนั้นสวัสดิการบ้านเราจะรับไม่ไหว

นายทักษิณ ยังกล่าวถึงเรื่องงบประมาณทหาร ซึ่งสูงขึ้นมากระหว่างที่ตนไม่อยู่ น่าจะถึงเวลาที่ต้องหาทางลดและปรับ เพราะต่อไปจะเป็นสงครามไซเบอร์ ต้องปรับเรื่องอาวุธยุทโธปกรณ์ ไม่เช่นนั้นเราจะล้าหลังและล้าสมัย รวมถึงสิ้นเปลือง ซึ่งหลายอย่างเราเก็บซากไว้เพื่อเบิกค่าน้ำมัน เราต้องแก้ไขในจุดนี้ ดังนั้นระบบสวัสดิการของข้าราชการจึงจำเป็นอย่างยิ่ง ถ้าใช้มหาวิทยาลัยเข้าไปดูแต่ละกระทรวงว่าจะปรับอะไรได้บ้าง ดีกว่าเอานักการเมืองเข้าไปดู เขาจะหาว่านักการเมืองไปกลั่นแกล้ง พร้อมย้ำว่า ต้องลดค่าใช้จ่ายภาคประชาชน และภาครัฐ

นายทักษิณ กล่าวต่อว่า วันนี้สิ่งที่ทำให้สะดุดปัญหาของประเทศที่ทำให้ประเทศนั้นชะงักอยู่ อันแรกคือปัญหาการเมือง ซึ่งรัฐธรรมนูญปี 2540 เป็นรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุดเป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ที่ตอนนั้นพรรคไทยรักไทยเข้ามาจากการเลือกตั้งครั้งแรก โดยเป็นการขายนโยบาย และชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลาย แต่ตอนหลังความเข้มแข็งของพรรคไทยรักไทย หลังมีการปฏิวัติกลับถดถอย วันนี้การตั้งรัฐบาลผสมหลายๆ พรรค ต้องนึกถึงเมื่อ 51 ปีที่แล้วที่ตนไปช่วยราชการนายปรีดา พัฒนถาบุตร อดีต รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในสมัยรัฐบาล ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เหมือนกันเลยที่การเมืองไม่มีเสถียรภาพล้มกันไปล้มกันมา ผลสุดท้ายบ้านเมืองไม่ไปไหน ตนก็อยากจะขอร้องทุกคนว่าการเมืองเปลี่ยนแปลงได้ แต่บ้านเมืองต้องพัฒนาอย่างต่อเนื่องต่อไป ไม่ว่าการเมืองจะเป็นอย่างไร ข้าราชการ นักธุรกิจก็ทำงานต่อไป ใครเป็นรัฐบาลก็มีหน้าที่มาเสริมทำให้ภาคเอกชนแข็งแรง

นายทักษิณ ยังกล่าวถึงปัญหานักท่องเที่ยวจีนที่ลดลงว่า เกิดจากข่าวดาราจีนที่มาไทยแล้วถูกหลอกไปทำงานคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งกลายเป็นข่าวดังไปทั่วโลก ทำให้นักท่องเที่ยวกลัวเรื่องความไม่ปลอดภัย วันก่อนมีคนทิ้งระเบิดควันไปที่ข้างบ้านของเพื่อนบ้านตอนตี 3 ตี 4 ตำรวจก็ตามจนไปเจอจากรูปในเซเว่นฯ แถววงเวียนใหญ่แล้วตามจับได้หมด ดังนั้นหากมีการทำเมืองเป็นสมาร์ทซิตี้ ติดกล้องวงจรปิด จะมีความปลอดภัยสูง สามารถเรียกความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยวได้

นายทักษิณ กล่าวอีกว่า ตนไปประเทศจีนรอบหน้าจะให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์จีนด้วยตัวเอง ใครมาเมืองไทยโดนฆ่าโดนปล้นขอรับผิดชอบเองและตนจะจ่ายเงินให้เอง เพื่อเรียกความเชื่อมั่นให้นักท่องเที่ยวจีนมาประเทศไทยให้ได้

นายทักษิณกล่าวอีกว่าตนเองเป็นคนชอบเสี่ยงทั้งชีวิต แต่ไม่การเล่นการพนัน ตอนสมัยที่เป็นนายกฯ ตอนนั้นโรคซาร์สกำลังระบาดคนก็พากันใส่หน้ากากอนามัย แต่โรคชนิดนี้ตนรู้ว่ามันไม่ติดต่อกันทางอากาศ จึงบอกกับรัฐมนตรีพากันไปสนามโดยไม่ต้องสวมหน้ากากอนามัย จนคนเชื่อมั่น หรือตอนไข้หวัดนก ตนเองก็ไปกินไก่โชว์ เพราะรู้ว่าไก่ถ้าทำให้สุกเกิน 80 องศาไม่มีเชื้อโรค ก็ไปทำครัวกลางสนามหลวงและไปโชว์กินไก่แล้วไก่ก็ขายได้ราคาดี ดังนั้นถ้าให้มาเสี่ยงเพื่อบ้านเมืองตนไม่เคยกลัว

ส่วนเรื่องเอนเตอร์เทนเม้นท์คอมเพล็กซ์ที่มีคนบอกว่าสามารถทำได้โดยไม่ต้องมีกาสิโน ตนก็อยากถามว่าใครจะมาลงทุน ชิโนไทย(ธุรกิจรับเหมาก่อสร้างของตระกูลชาญวีรกูล) มาลงทุนไหม ซึ่งเอนเตอร์เทนคอมเพล็กซ์มีสิทธิ์ที่จะเป็นศูนย์รวมท่องเที่ยวหลายอย่าง เช่น อาจจะมีที่เล่นสกี ไม่ต้องไปเล่นที่ต่างประเทศ ส่วนกาสิโนไม่ใช่ใครจะเดินเข้าไปได้ง่าย หากใครไม่มีรายได้มากมายก็เข้าไม่ได้ ไม่ใช่จะมาบอกว่าทำแล้วจะมามอมเมา มันยังไม่ได้รู้เรื่องเลย แล้วจะมาบอกว่ามอมเมาได้ยังไง สิ่งเหล่านี้ก็ต้องเดินหน้าต่อไป

“พวกที่ว่ามอมเมา ยังไม่รู้อะไรเลย พวกที่รู้น้อยพูดมาก น่ารำคาญ” นายทักษิณ กล่าว

ส่วนเรื่องการเปลี่ยนรัฐบาล นายทักษิณกล่าวว่า การเปลี่ยนรัฐบาล เปลี่ยนนายก ไม่มีหรอก เราต้องทำงานต่อเนื่อง น.ส.แพทองธาร เป็นนายกฯ ก็แถมตนเข้าไปด้วย

"ผมขอเป็นเสมียนประเทศ รวบรวมทุกอย่างส่งให้นายกฯ ให้รัฐมนตรี ไปดูหน่อยสิ ไปทำต่อทั้งหมดเป็นเรื่องที่ผมอยากเห็น” นายทักษิณกล่าว

‘สันติสุข มะโรงศรี’ ชี้ หากพรรคร่วมรัฐบาลไม่จับมือเหนียวแน่น อาจเห็นเพื่อไทยจับมือพรรคส้ม โหวตผ่านร่าง กม.นิรโทษ 112

‘สันติสุข มะโรงศรี’ ชี้ หากพรรคร่วมรัฐบาลไม่จับมือเหนียวแน่น อาจเห็นเพื่อไทยจับมือพรรคส้ม โหวตผ่านร่าง กม.นิรโทษ 112 

‘นันทนา’ ไม่พอใจ ‘สว. สีน้ำเงิน’ ไม่สนเสียงทักท้วง ปมเห็นชอบ ‘อัยการสูงสุด’ ทั้งที่ควรชะลอลงมติไปก่อน

เมื่อวันที่ (15 ก.ค. 68) ดร.นันทนา นันทวโรภาส สมาชิกวุฒิสภา จากกลุ่มสว. พันธุ์ใหม่ โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า...
สว.สีน้ำเงิน ลงมติเห็นชอบอัยการสูงสุด เพิ่มอีกตำแหน่ง อย่างเร่งรีบ โดยไม่สนใจเสียงทักท้วงใดๆ

จะต้องใช้ความอดทนเพียงใด ที่จะอภิปราย เพื่อกระตุกต่อมจิตสำนึกของบรรดาสว.ที่ถูกตั้งข้อกล่าวหา 138 คน (เกินครึ่งสภา !) ให้ชะลอการลงมติใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับ องค์กรอิสระและกระบวนการยุติธรรม

เมื่อยังดันทุรัง ที่จะโหวตต่อ เพื่อสร้างความได้เปรียบทางการเมือง สะสมจำนวนให้ได้เสียงข้างมากในทุกองค์กร

ก็ขอทำหน้าที่ของสว. อภิปรายทักท้วงให้ประชาชน ได้ทราบถึง ความบิดเบี้ยว ในสภาแห่งนี้

เมื่อไม่ยอมชะลอการลงมติ ก็ต้องประจานกันต่อไป 

ขอร้องกันดีๆ พูดมาก็หลายที แต่ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง อย่างนี้น่าจะเข้าข่าย "สีซอ ให้ค.ฟัง"

‘รทสช.’ ยันไม่รับร่าง กม.นิรโทษกรรมพรรคส้ม – ประชาชน พร้อมแจ้งวิปรัฐบาลจะรับร่างของ ภท. ชี้ มีหลักการตรงกัน

พรรครวมไทยสร้างชาติ มีมติแจ้งวิปรัฐบาลรับ ร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข ฉบับพรรคภูมิใจไทย ปิดประตูนิรโทษกรรม ม.112 

(15 ก.ค. 68) นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดราชบุรี เขต 4 พรรครวมไทยสร้างชาติ ในฐานะโฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ เปิดเผยภายหลังการประชุมพรรครวมไทยสร้างชาติ เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ระหว่างวันที่ 16-17 กรกฎาคม 2568 ว่า ในการประชุมพรรครวมไทยสร้างชาติ เพื่อเตรียมความพร้อมในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรในสัปดาห์ที่จะถึงนี้ ซึ่งมีนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ และนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาตินำการประชุม 

โดยเมื่อวันจันทร์ที่ 14 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมาในที่ประชุมวิปรัฐบาลนั้น ทางวิปพรรคร่วมรัฐบาลได้มีมติให้พรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรคได้หารือในส่วนของพรรคการเมืองถึงการลงมติร่างพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุขที่เสนอโดยพรรคภูมิใจไทย ซึ่งเป็นร่างพระราชบัญญัติที่เสนอเพิ่มเติมขึ้นมา จากเดิมร่างพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข หรือในบางฉบับใช้ชื่อว่าร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมมีทั้งหมด 4 ร่าง ได้แก่ 

- ร่างพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข ที่เสนอโดยพรรครวมไทยสร้างชาติ 
- ร่างพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข ที่เสนอโดยนายปรีดา บุญเพลิง 
- ร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแก่บุคคลซึ่งได้กระทำความผิดอันเนื่องมาจากเหตุการณ์ความขัดแย้งทางการเมือง ที่เสนอโดยพรรคประชาชน
- และร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมที่เสนอโดยภาคประชาชน 

ทั้งนี้ ทางพรรครวมไทยสร้างชาติจึงได้มีการหารือกัน ในส่วนของการลงมติเพื่อรับหลักการของร่างพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุขของพรรคภูมิใจไทย ว่ากฎหมายฉบับดังกล่าวมีจุดยืนที่ตรงกับพรรครวมไทยสร้างชาติ คือ

1.กฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายที่ปิดประตูการนิรโทษกรรมผู้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ซึ่งเป็นกฎหมายที่สำคัญ และเกี่ยวข้องกับความมั่นคงของสถาบันหลักของชาติ พรรครวมไทยสร้างชาติมีจุดยืนที่เข้มแข็งและชัดเจนในการปกป้องสถาบันหลักของชาติ 

2.กฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายที่ไม่มีการนิรโทษกรรมในคดีต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการทุจริต คอร์รัปชัน ไม่ว่าจะเป็นการทุจริตในส่วนของการเลือกตั้ง  หรือการทุจริตในกรณีอื่น ๆ โดยเด็ดขาด 

3.กฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายที่ไม่มีการนิรโทษกรรมผู้กระทำความผิดอาญาร้ายแรง เช่น การกระทำให้ผู้อื่นถึงแก่ชีวิต เป็นต้น

จะเห็นได้ว่าร่างพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุขที่เสนอโดยพรรคภูมิใจไทยนั้นมีหลักการเช่นเดียวกันกับร่างพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุขที่เสนอโดยพรรครวมไทยสร้างชาติ และมีเนื้อหาที่ใกล้เคียงกันดังนั้นทางพรรครวมไทยสร้างชาติจึงมีมติแจ้งไปยังวิปรัฐบาลว่าเราจะรับหลักการในวาระที่ 1 ของร่างพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุขที่เสนอโดยพรรคภูมิใจไทย

“ซึ่งในวันนี้ ทางพรรครวมไทยสร้างชาติจะมีมติรับหลักการร่างพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข 3 ฉบับ ได้แก่ ฉบับที่เสนอโดยพรรครวมไทยสร้างชาติเอง ฉบับที่เสนอโดยนายปรีดา บุญเพลิง และฉบับที่เสนอโดยพรรคภูมิใจไทย และสำหรับร่างพระราชบัญญัติที่ 2 ฉบับที่ทางพรรครวมไทยสร้างชาติมีมติไม่รับหลักการ ได้แก่ ฉบับที่เสนอโดยพรรคประชาชน เนื่องจากข้อเสนอนิรโทษกรรมเป็นปลายเปิดและอาจจะนำมาสู่การนิรโทษกรรมผู้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ได้ และฉบับที่เสนอโดยภาคประชาชน เนื่องจากระบุชัดเจนว่าจะมีการนิรโทษกรรมผู้กระทำความผิดมาตรา 112”  นายอัครเดช กล่าวในตอนท้าย

‘รุ้ง ปนัสยา’ ย้อนเรื่องราวชีวิต 5 ปี โดน 25 คดี เป็นคดีเกี่ยวกับมาตรา 112 ถึง 10 คดี วอน พท. โหวตนิรโทษกรรมรวมคดีมาตรา 112 ด้วย

(15 ก.ค. 68) รุ้ง ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล นักเคลื่อนไหวทางการเมือง และ นักสิทธิมนุษยชนชาวไทย ที่ต้องคดีทางการเมืองหลายต่อหลายคดี ซึ่งปัจจุบันได้หนีคดีไปอาศัยอยู่ต่างประเทศ ตั้งแต่ต้นปี 2568 ที่ผ่านมา ได้โพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊กล่าสุด ระบุว่า สวัสดีค่ะทุกคน ห่างหายกันไปนานเลย นี่รุ้งเองนะคะ เด็กผู้หญิงเสื้อแดงที่กล่าวข้อเสนอ 10 ข้อในการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ที่ลานพญานาค เมื่อวันที่ 10 สิงหา 63 คนนั้น ไม่น่าเชื่อว่าเหตุการณ์นั้นผ่านมา 5 ปีแล้วนะคะ เพียงเป็นนักศึกษาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความหวังและความฝัน ปรารถนาให้เราทุกคนได้อยู่ในสังคมที่ดีกว่านี้ จึงถูกดำเนินคดีทางการเมืองอย่างน้อย 25 คดี และเป็นคดีตามมาตรา 112 ถึง 10 คดีด้วยกัน และสิ่งที่นักศึกษาคนนั้นเคยทำจนถูกดำเนินคดีทั้งหมดนั้น มีดังนี้

1. ใช้ปากพูดความคิดเห็นของตัวเองในที่ชุมนุมผ่านเครื่องขยายเสียงหรือปากเปล่า
2. ตั้งคำถามถึงการกระทำและความโปร่งใสของสถาบันกษัตริย์
3. จัดและร่วมการชุมนุมโดยสงบ ไม่มีอาวุธและความรุนแรง ในมหาวิทยาลัยและที่สาธารณะ
4. แชร์โพสต์ที่เกี่ยวข้องกับคณะรัฐประหาร สถาบันกษัตริย์
5. ใส่เสื้อครอปทอปเดินสยามพารากอน

ที่ผ่านมารุ้งเข้าเรือนจำไปทั้งหมด 4 ครั้ง อดอาหารเพื่อเรียกร้องสิทธิการประกันตัว 1 ครั้ง (37 วัน) และทุกครั้งที่ถูกขังคือช่วงสอบ ถูกตัดผมจนเหลือเท่าติ่งหูที่ทัณฑสถานหญิงกลาง ถูกใส่กำไลอีเอ็มและกักให้อยู่แต่ในบ้าน 24 ชม. รวมประมาณ 1 ปี ถูกติดตามนับครั้งไม่ถ้วน ถูกขับรถไล่ตาม ถูกอายัดตัวโดยไม่มีหมายจับ ถูกนำกล้อง cctv มาติดล้อมรอบบริเวณบ้านที่อาศัยอยู่กับเพื่อน ๆ ถูกผู้พิพากษาชนาธิปเรียกเข้าห้องไปด่าและดูถูกในวันที่ถูกเบิกตัวจากเรือนจำไปศาลเพื่อพิจารณาคดี ถูกซุ่มจับที่บริเวณบ้านพัก (ในสำนวนคดีนี้เขียนว่ามีสายลับรายงานความเคลื่อนไหวด้วย) ถูกแฮกด้วย pegasus spyware 4 ครั้ง ถูกตัดต่อรูปไปในทางอนาจาร ถูกขู่ฆ่า ข่มขืน ด่าทอมากมายในทางออนไลน์ ถูกศาลอยุธยาออกหมายจับเพราะติดพรีเซนต์งานกลุ่มป.โท ที่มหาวิทยาลัย และอีกมากมาย

และทุกคนทราบไหมคะว่าในการสืบพยานคดีที่เป็นมาตรา 112 ที่พยานต้องกล่าวถึงหรือต้องขอเรียกพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับสถาบันกษัตริย์ ศาลก็จะมีท่าทีที่ไม่ให้ความร่วมมือและควาทเป็นธรรมในการพิจารณาคดี เช่น ไม่ให้เรียกพยานหลักฐานมาต่อสู้คดี บอกว่าไม่เกี่ยวข้องทั้ง ๆ ที่มันเกี่ยว ใช้คำพูดไม่ดีกับฝั่งจำเลย บางทีก็พูดออกมาเลยว่ายังไงก็จะพิพากษาว่าผิด โน้มน้าวให้รับสารภาพ ไม่ให้จำเลยพูด ไม่ให้คนทั่วไปเข้าฟังในห้องพิจารณาทั้ง ๆ ที่เป็นคดีเปิด ศาลที่นั่งบนบัลลังก์มักจะต้องขึ้นไปถามผู้บริหารศาลว่าจะมีคำสั่งแบบไหน เป็นคดีที่ผู้พิพากษาไม่สามารถมีอิสระในการพิจารณาและตัดสินได้

มีผู้พิพากษาคนหนึ่งเคยพูดกับรุ้งว่า ศาลทำอะไรไม่ได้หรอก รุ้งกับเพื่อนต้องไปผลักดันให้มีการนิรโทษกรรมยังจะพอมีโอกาส

พรรคการเมือง นักการเมือง ที่เคยพูดว่าจะสนับสนุนให้มีการนิรโทษกรรมคดีมาตรา 112 ที่เคยพูดว่าเห็นใจเด็ก ๆ ที่เคยช่วยเรียกร้องให้มีการปล่อยพวกเราออกมาจากเรือนจำ พรรคเพื่อไทยที่เคยออกแถลงการณ์เรื่องมาตรา 112 วันเดียวกันกับที่รุ้งกรีดข้อมือเป็นเลข 112 ขีดฆ่า รุ้งขอบคุณจริง ๆ ค่ะ ขอรบกวนช่วยกันอีกซักครั้งจะได้ไหมคะ ให้มีการนิรโทษกรรมที่รวมคดีมาตรา 112 ด้วย

การนิรโทษกรรมรวมมาตรา 112 อาจสร้างความไม่พอใจให้คนบางกลุ่ม ใช่ค่ะ แต่คดีมาตรา 112 เป็นคดีทางทางเมืองที่ควรจะถูกรวมมาอยู่ในการนิรโทษกรรมในครั้งนี้ด้วย ท่านอาจกลัวการโดนยุบพรรคหากท่านโหวตผ่านนิรโทษกรรมรวม 112 แต่ท่านก็ยังมีชีวิต แต่คนที่อยู่ในเรือนจำ ผู้ที่ถูกดำเนินคดีทางการเมือง ผู้ลี้ภัยที่กลับบ้านไม่ได้ ชีวิตของเขา ชีวิตของพวกเราสำคัญสำหรับท่านเพียงใด

นี่ไม่ใช่เรื่องของใครคนใดคนหนึ่งแต่เป็นเรื่องของสังคมที่จะร่วมหาทางออกด้วยกัน รุ้งไม่ได้มาขอเพราะเป็นตัวรุ้งเองที่ถูกดำเนินคดี แต่ในจำนวนตัวเลขผู้ถูกดำเนินคดีทางการเมืองนับตั้งแต่ปี 2563 คนส่วนใหญ่คือประชาชนทั่วไปที่ไม่ได้มีบทบาทนำ ไม่ได้มีใครรู้จัก

และถึงจะมีใครรู้จัก อย่างรุ้งเองหรือคนอื่น ๆ พวกเราก็เป็นเพียงคนธรรมดาทั่วไป ไม่ได้มีกำลังที่จะไปสร้างความเปลี่ยนแปลงในแบบที่พวกท่านกลัวได้

พวกเราเป็นเพียงคนธรรมดา เป็นประชาชนที่แสดงความคิดเห็น ตั้งคำถามถึงสิ่งที่ไม่เป็นประชาธิปไตย เพียงหวังจะเห็นสังคมที่ดีกว่า

พวกเราเป็นมนุษย์ มีชีวิต มีจิตใจ มีครอบครัว มีคนรัก มีเลือดสีแดงไม่ต่างกับท่าน

รุ้งขอส่งกำลังใจให้พวกท่านมีความกล้าหาญ มากพอที่จะตัดสินใจทำสิ่งที่ถูกต้องบนหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทยในวันพรุ่งนี้ #นิรโทษกรรมรวม112

‘ชูวิทย์’ ขอโทษ ‘เนวิน’ ปมถูกฟ้องหมิ่นประมาท ยันไม่เคยมีเรื่องบาดหมาง เพียงอุดมการณ์แตกต่างกัน

(15 ก.ค. 68) นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า ผมเป็นเพียงประชาชนคนหนึ่งที่อยากเห็นความยุติธรรมในสังคม แต่ความยุติธรรมนั้นย่อมมีต้นทุนเสมอ ต้นทุนนั้นคือ การต่อสู้ ที่นำไปสู่คดีความต่างๆ ในศาล

คดีที่คุณเนวินฟ้องผมในข้อหาหมิ่นประมาทที่ศาลบุรีรัมย์ จากการที่ผมพูดพาดพิงคุณเนวินด้วยถ้อยคำที่รุนแรง
ผมรับสารภาพ และศาลลงโทษปรับ ขอกราบขอบพระคุณศาลที่ได้โปรดเมตตาผม ด้วยเห็นแก่สภาพร่างกายที่ป่วย
อีกทั้งในโอกาสนี้ ผมต้องขอโทษคุณเนวิน และขอบคุณที่ไม่คัดค้าน

ผมกับคุณเนวินนั้นไม่เคยมีเรื่องบาดหมางโกรธเคืองกันมาก่อน เพียงแค่มีอุดมการณ์ที่แตกต่างกัน
บางคำพูดอาจรุนแรงเกินไป จนไปทำร้ายจิตใจของคุณเนวิน และครอบครัว 
รวมไปถึงประเด็นโพสต์ “แผนสมรู้ร่วมคิด”

ที่ไม่มีเจตนากล่าวหาว่าคุณเนวิน หรือพรรคภูมิใจไทย เกี่ยวข้องกับ “ฮุนเซน” เรื่องผลประโยชน์คาสิโน
ขอยืนยันว่าเขียนโดยไม่ได้คิดไปไกลถึงขนาดนั้น 

และผมขอขอบคุณ คุณเนวินที่เข้าใจ ให้อภัย เพราะสุดท้ายผมคิดว่าการให้อภัยน่าจะทำให้
เรื่องจบลงด้วยดี

โดยผมยินดีขอโทษ ที่ทำให้เกิดความเข้าใจผิดต่อคุณเนวิน และลบโพสต์ดังกล่าวที่ก่อให้เกิดความเข้าใจผิด

ขอบคุณประชาชนทุกคนที่ให้กำลังใจผมตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา

‘จักรภพ’ ขอโทษ ‘จิรายุ’ ปมตำแหน่งโฆษกรัฐบาล ยันไม่มีเจตนาทำให้ไม่สบายใจ ลั่นสถานการณ์การเมืองขณะนี้ชักช้าไม่ได้ ต้องทำงานแบบเชิงรุก

(15 ก.ค. 68) นายจักรภพ เพ็ญแข อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี โพสต์เฟซบุ๊กว่า ผมต้องขอโทษ คุณจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ทำให้ท่านรู้สึกว่าผมมาวุ่นวายกับงานของท่าน ความจริงผมไม่มีเจตนาใด ๆ เลยที่จะให้ภาพออกมาแบบนี้

ข้อเท็จจริงคือ ผมได้รับการทาบทามให้เข้ามาทำงานนี้ โดยท่านที่ทาบทามใช้คำว่า “มาช่วยรับ (หน้าที่นี้) ได้ไหม?“ เพราะท่านทราบดีว่าผมเคยรับตำแหน่งที่สูงกว่ามาก่อน ก็เลยให้เกียรติถามความสมัครใจ ผมรับทันที เพราะเข้าใจว่าคงจะได้พูดจากันภายในเรียบร้อยแล้ว และมั่นใจว่าผมจะช่วยงานนี้ตามความจำเป็นของรัฐบาลได้ ผมรู้สึกว่างานการเมืองในระยะนี้ชักช้าไม่ได้ ความขัดแย้งกำลังสูง เกิดความเข้าใจผิดในชาติได้มากมาย ใครก็ตามที่ทำหน้าที่นี้ต้องลงมือทำโดยไม่รอช้า นั่นคือเหตุผลที่ผมตอบคำถามสื่อมวลชนทุกค่ายที่ถามเข้ามาว่า จะเข้ารับตำแหน่งนี้หรือไม่ ส่วนสื่อทั้งหลายจะทราบจากแหล่งข่าวไหนนั้นผมไม่แน่ใจ เพราะผมไม่ได้บอกกล่าวกับใครในเรื่องนี้

ข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นจากผมโดยตรง คือทีมงานที่ช่วยโพสต์ข้อความใน Facebook แทนผมนั้น ใช้คำว่า “ว่าที่โฆษกฯ” เพราะเขาคิดว่าถึงเวลาที่จะออกข่าวได้แล้ว แต่ใครเป็นผู้โพสต์ก็ตามนั้น ความรับผิดชอบย่อมเป็นของผม เพราะผมเป็นเจ้าของบัญชี Facebook นั้น จึงต้องรับผิดชอบการกล่าวคำขอโทษ

จากนี้ไปเป็นเรื่องของคณะรัฐมนตรีที่จะวางคนในการทำงาน ผมจะทำหน้าที่ของผมไปอย่างอิสระ เพราะบ้านเมืองจำเป็นต้องสื่อสารกันอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อประชาชนเจ้าของประเทศจะได้รู้ทิศทางในการวางแผนและดำรงชีวิตท่ามกลางความเปลี่ยนแปรอย่างรวดเร็วของโลกและของบ้านเมือง 

แต่ขอฝากไว้ว่า เรือที่มีธงไทยกำลังแล่นฝ่ามรสุมและน่านน้ำที่มีหินโสโครกรอให้ชนอยู่เป็นจำนวนมาก อย่าเสียเวลาถกเถียงกันนานนักเลยว่าใครจะได้นอนห้องไหน

‘นิด้าโพล’ เผยคนไทยอยากเห็น ‘พล.อ.ประยุทธ์’ คัมแบ็ก พร้อมโหวต ‘อุ๊งอิ๊ง’ ควรลาออกให้การเมืองไทยไปต่อ

(13 ก.ค. 68) ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจเรื่อง “การเมืองไทย ไปต่อแบบไหนดี” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 4-7 กรกฎาคม 2568 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับความคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อสถานการณ์ทางการเมืองไทยในปัจจุบัน การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0

จากการสำรวจเมื่อถามความคิดเห็นของประชาชนต่อสถานการณ์ทางการเมืองไทยในปัจจุบัน พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 42.37 ระบุว่า นายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร ควรประกาศลาออกจากตำแหน่ง เพื่อหานายกฯ คนใหม่ รองลงมา ร้อยละ 39.92 ระบุว่า นายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร ควรยุบสภาผู้แทนราษฎร เพื่อจัดการเลือกตั้งทั่วไป ร้อยละ 15.04 ระบุว่า นายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร ควรบริหารประเทศต่อไปเหมือนเดิม ร้อยละ 1.37 ระบุว่า เรียกร้องให้มีการรัฐประหาร ร้อยละ 0.99 ระบุว่า อย่างไรก็ได้ และร้อยละ 0.31 ระบุว่า ไม่ตอบ

ด้านบุคคลที่ประชาชนจะสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไปตามรายชื่อผู้มีสิทธิเป็นนายกฯ ตามรัฐธรรมนูญ ในกรณีที่นายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร ต้องพ้นจากตำแหน่งเนื่องจากเผชิญกับปัญหาทางการเมือง พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 32.82 ระบุว่าเป็น พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา (องคมนตรี -แต่เป็นแคนดิเดตจากพรรครวมไทยสร้างชาติ) รองลงมา ร้อยละ 27.94 ระบุว่า ไม่สนับสนุนใครเลยตามรายชื่อผู้มีสิทธิเป็นนายกฯ ตามรัฐธรรมนูญ ร้อยละ 11.53 ระบุว่าเป็น นายอนุทิน ชาญวีรกูล (พรรคภูมิใจไทย) ร้อยละ 10.92 ระบุว่าเป็น นายชัยเกษม นิติสิริ (พรรคเพื่อไทย) ร้อยละ 9.77 ระบุว่า ใครก็ได้ตามรายชื่อผู้มีสิทธิเป็นนายกฯ ตามรัฐธรรมนูญ ร้อยละ 3.82 ระบุว่าเป็น นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค (พรรครวมไทยสร้างชาติ) ร้อยละ 1.83 ระบุว่าเป็น นายจุรินทร์ ลักษณวิศษฏ์ (พรรคประชาธิปัตย์) ร้อยละ 0.84 ระบุว่าเป็น พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ (พรรคพลังประชารัฐ) และร้อยละ 0.53 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงความคิดเห็นของประชาชนต่อการที่พรรคประชาชนควรร่วมลงชื่อกับพรรคฝ่ายค้าน เพื่อขอเปิดอภิปรายและลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีและ/หรือรัฐมนตรี จากสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันพบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 64.43 ระบุว่า ควรลงชื่อเพื่อขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี และ/หรือ รัฐมนตรี รองลงมา ร้อยละ 26.26 ระบุว่า ไม่ควรลงชื่อเพื่อขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี และ/หรือ รัฐมนตรี ร้อยละ 7.48 ระบุว่า อย่างไรก็ได้ และร้อยละ 1.83 ระบุว่า ไม่ตอบ

‘เลขาฯ เพื่อไทย’ แย้ม ‘รองปธ. สภาฯ’ คนที่ 2 อาจเป็นของ ‘รทสช.’ ตามโควตาพรรคอันดับสอง

‘เพื่อไทย’ บอก นัดกินข้าวพรรคร่วมรัฐบาลไม่มีอะไร แค่ไม่ได้เจอกันเลยหลังฟอร์มรัฐบาลใหม่ เปิดสภาฯ แย้มโควตา รองปธ. สภาฯ 2 อาจเป็นของ ‘รทสช.’

(13 ก.ค. 68) นายสรวงศ์ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ในฐานะเลขาธิการพรรคเพื่อไทย (พท.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีแกนนำพรรค พท. นัดพรรคร่วมรัฐบาลรับประทานอาหารในวันที่ 22 กรกฎาคมซึ่งครั้งนี้จะมี สส. ร่วมทานอาหารด้วยว่า ไม่มีอะไร เพราะตั้งแต่ฟอร์มรัฐบาลชุดใหม่ขึ้นมา และเปิดสมัยประชุมสภาผู้แทนราษฎรมา เรายังไม่ได้เจอกัน  จึงมีแนวคิดที่จะอยากพบปะกัน คงจะมีการรับประทานอาหารร่วมกันเฉยๆ ไม่มีอะไร

ผู้สื่อข่าวถามว่า จะมีการกำชับอะไรเป็นพิเศษหรือไม่ นายสรวงศ์ กล่าวว่า ไม่มี  ส่วนที่มีการมองว่าเสียงของรัฐบาลปริ่มน้ำนั้น น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง วัฒนธรรม ในฐานะหัวหน้าพรรค พท. ได้มีการกำชับหัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรคอยู่แล้วว่าให้สมาชิกช่วยกันเป็นองค์ประชุม

ถามว่า จะมีการพูดคุยถึงโควตารองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 2 กันด้วยหรือไม่ นายสรวงศ์ กล่าวว่า ตนยังไม่แน่ใจ แต่คร่าวๆ ที่มีการพูดคุยกันนั้น อาจเป็นของพรรคร่วมรัฐบาล และหากดูตามโควตาแล้วอาจเป็นของพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) เนื่องจากเป็นพรรคอันดับสองในพรรคร่วมรัฐบาล หลังจากที่พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ถอนตัวออกจากการร่วมรัฐบาล

เมื่อถามว่า ได้ทำความเข้าใจกับสส.ในพรรค พท. แล้วหรือไม่ นายสรวงศ์กล่าวว่า  เป็นไปตามโควตาอยู่แล้วที่พรรคอันดับสองควรจะได้

ชาวกำแพงเพชรลุกฮือ!! ชูป้ายจวก ‘ไอซ์ รักชนก’ หลังเตรียมตรวจสอบงบเกษตร ‘ไผ่ ลิกค์’

(12 ก.ค. 68) ชาวบ้านและเกษตรกรจาก อ.เมืองกำแพงเพชร และ อ.ปางศิลาทอง รวมกว่า 100 คน รวมตัวกันไปยังศูนย์ประสานงานพรรคประชาชน จ.กำแพงเพชร เพื่อยื่นหนังสือร้องเรียนกรณี น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.กทม. พรรคประชาชน ออกมาโพสต์ตรวจสอบงบประมาณปี 2569 ที่ สส.ไผ่ ลิกค์ จากพรรคกล้าธรรม ประสานมาให้ในพื้นที่ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นงบพัฒนาโครงการน้ำและที่ดินกว่า 411 ล้านบาท โดยชาวบ้านไม่พอใจที่ถูกมองว่าใช้งบอย่างไม่โปร่งใส

ตัวแทนชาวบ้านระบุว่า โครงการเหล่านี้มีความจำเป็นกับชีวิตของคนในพื้นที่ เพราะช่วยเรื่องแหล่งน้ำเพื่อทำการเกษตร ทั้งยังส่งผลถึงจังหวัดใกล้เคียงอย่างสุโขทัย พิษณุโลก และพิจิตร พร้อมตั้งคำถามกลับว่า พรรคประชาชนใช้ชื่อว่า 'ประชาชน' แต่ไม่เคยฟังเสียงประชาชนจริง ๆ ที่กำลังเดือดร้อน

นายชินพจน์ ตัวแทนชาวบ้าน เผยว่า งบประมาณที่ สส.ไผ่ ลิกค์ ประสานมานั้นเป็นงบที่เหมาะสมและจำเป็นมาก ไม่อยากให้ถูกตัดหรือตรวจสอบด้วยทัศนคติทางการเมือง พร้อมขอให้พรรคการเมืองเห็นถึงความเดือดร้อนของคนในพื้นที่ก่อนพูดเรื่องงบฯ

ด้านนายธานันท์ หล่าวเจริญ อดีตผู้สมัคร สส.เขต 4 พรรคประชาชน กล่าวหลังรับหนังสือว่า จะนำข้อเรียกร้องของชาวบ้านส่งต่อไปยังผู้ใหญ่ในพรรคทันที พร้อมขอยืนเคียงข้างประชาชน หากโครงการใดเกิดประโยชน์กับประชาชน ตนพร้อมสนับสนุนทุกทาง

‘จิรพงษ์’ โต้แรงนักวิชาการ วิจารณ์โครงการ ‘รถไฟฟ้า 20 บาท’ ชี้อคติ!! มองไม่เห็นประโยชน์ภาพรวม คนต่างจังหวัดก็ใช้ได้

เมื่อวันที่ (11 ก.ค. 68) นายจิรพงษ์ ทรงวัชราภรณ์ รองโฆษกกระทรวงสาธารณสุข และอดีต สส.นนทบุรี ออกมาตอบโต้นักวิชาการบางรายที่วิจารณ์ว่า โครงการรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายคือการใช้ภาษีของคนต่างจังหวัดมาช่วยคนกรุงเทพฯ ว่าเป็นความคิดที่มีอคติและไม่เข้าใจภาพรวม เพราะโครงการนี้ช่วยลดภาระค่าครองชีพให้ประชาชนจำนวนมาก โดยเฉพาะคนที่ต้องเดินทางเข้ามาทำงานหรือเรียนในกรุงเทพฯ

นายจิรพงษ์ ระบุว่า ประชากรแฝงที่เข้ามาทำงานหรือเรียนในกรุงเทพฯ มีมากถึง 9.16 ล้านคน โดยกรุงเทพฯ เป็นพื้นที่ที่มีประชากรแฝงสูงสุดถึง 2.7 ล้านคน และยังมีอีกหลายแสนคนในจังหวัดปริมณฑล เช่น สมุทรปราการ นนทบุรี และปทุมธานี ซึ่งต่างก็ได้รับประโยชน์จากระบบรถไฟฟ้า จึงไม่ใช่แค่คนกรุงเทพฯ เท่านั้นที่ได้อานิสงส์จากโครงการนี้

นายจิรพงษ์ยังยกตัวอย่างว่า ในอดีตคนจังหวัดนนทบุรีแทบไม่ได้รับประโยชน์จากโครงการเกษตรของรัฐบาล เช่น การประกันราคามันสำปะหลังหรือยางพารา แต่ก็ไม่เคยออกมาบ่น เพราะเข้าใจว่าประโยชน์โดยรวมของประเทศคือสิ่งสำคัญ และเห็นว่าโครงการรถไฟฟ้า 20 บาท คือการช่วยลดค่าครองชีพและเพิ่มโอกาสการเดินทางอย่างทั่วถึง

ท้ายที่สุด อดีต สส.นนทบุรี ขอชื่นชมรัฐมนตรีคมนาคม นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ และพรรคเพื่อไทยที่ผลักดันโครงการนี้จนเป็นรูปธรรม พร้อมย้ำว่าโครงการรถไฟฟ้าราคาประหยัดจะเป็นประโยชน์ต่อทุกคน ไม่ว่าจะอาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ หรือมาจากต่างจังหวัดก็ตาม

'ปิยบุตร' โวยนักการเมืองขี้ขลาด รังเกียจนิรโทษคดี ม.112 เพราะยังไม่มี 'ใบอนุญาต'

(11 ก.ค. 68) - นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า

เหตุที่บรรดานักการเมืองและพรรคการเมืองจำนวนมากตั้งข้อรังเกียจกับการนิรโทษกรรมในความผิดการแสดงออกทางการเมือง โดยรวมความผิดตามมาตรา 112 ไปด้วยนั้น

ไม่มีเหตุผลอื่นใดหรอก นอกจาก ยังไม่มี 'ใบอนุญาต' ให้ทำ จึงเกรงว่า หากทำลงไปแล้วจะถูกยึด 'ใบอนุญาต' ที่ให้เป็นรัฐบาล หรือตัดโอกาสการได้ 'ใบอนุญาต' ให้เป็นรัฐบาล

ลองถ้ามีปาฏิหาริย์ มี 'ใบอนุญาต' ให้นิรโทษกรรมขึ้นมาสิ ขี้คร้านจะกลับลำ 360 องศา จนคนดูงงไปตาม ๆ กัน

ปัญหาที่ควรขบคิดพิจารณาต่อไป

ถ้าสัมพันธภาพทางอำนาจตามการเมืองความเป็นจริงนี้บอกเราว่า นิรโทษกรรมความผิดตามมาตรา 112 โดยพลการไม่ได้ ต้องมี 'ใบอนุญาต' เสียก่อน บรรดาพรรคการเมืองและนักการเมืองได้พยายามหา 'ใบอนุญาต' เพื่อนิรโทษกรรมคดี 112 นั้นแล้วหรือยัง?

แล้วเหตุใด การตรากฎหมายฉบับหนึ่งซึ่งเป็นอำนาจนิติบัญญัติของสภาผู้แทนราษฎร กลับต้องมี 'ใบอนุญาต' เสียก่อน

ตกลงแล้ว สภาของผู้ที่รวมตัวกันแล้วอ้างเป็นผู้แทนของราษฎร เป็น 'ผู้แทน' ของ 'ใคร' กันแน่?

นักการเมืองและพรรคการเมืองไทยในยุคนี้ ขี้ขลาดขี้กลัวกว่านักการเมืองและพรรคการเมืองไทยในอดีตมาก

‘ชัยวุฒิ’ ฝาก ‘อิ๊ง’ อย่านำกาสิโนมาสร้างวัฒนธรรมที่ผิด เชื่อจีนไม่เอากาสิโนจริง หวั่นภาคท่องเที่ยวกระทบยาว

‘ชัยวุฒิ’ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ เชื่อผู้นำจีน ไม่หนุนกาสิโน พร้อมฝากรมว.วัฒนธรรม อย่านำกาสิโนมาสร้างวัฒนธรรมที่ผิดให้กับคนไทย 

นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ให้สัมภาษณ์ว่า  ฝากไปถึงรัฐบาลโดยเฉพาะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม คุณอุ๊งอิ๊ง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร อยากให้ช่วยดูแลเรื่องวัฒนธรรมของเมืองไทยให้สวยงาม ให้เป็นแหล่งที่จะดึงดูดนักท่องเที่ยวให้คนอยากมาเที่ยว เพราะวัฒนธรรมอันดีงามของคนไทย  อย่าไปสร้างวัฒนธรรมที่ผิดๆ เรื่องกาสิโน เรื่องการพนัน ซึ่งมันไม่ใช่สิ่งที่ดีงามของสังคมไทยอย่างแน่นอน 

สําหรับชาวต่างชาติมองประเทศไทยเป็นประเทศเมืองพุทธ เมืองที่สงบสุขปลอดภัย คนต่างชาติก็อยากมาเที่ยวอยู่แล้ว แต่ถ้าเราไปทำกาสิโนทําให้เป็นเมืองที่ไม่ปลอดภัย ประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะประเทศจีนก็จะไม่อยากมาเที่ยวเมืองไทยของเรา 

“ผมว่าทุกประเทศในโลกก็ไม่เห็นด้วยกับ การพนัน ไม่อยากให้ประชาชนพลเมืองเค้าไปเล่นการพนันเป็นสิ่งที่ไม่ดี ผมทราบมาว่าประเทศจีนตอนนี้ก็มีการจํากัดการเดินทางไปมาเก๊า ไม่อยากให้คนไปเล่นการพนัน ให้เดินทางไปปีนึงไม่เกิน 3-4 ครั้ง ซึ่งผมคิดว่าก็เป็นสิ่งที่ไม่แปลกที่เค้าจะไม่อยากให้คนจีนมาเที่ยวเมืองไทยถ้าเมืองไทยมีกาสิโน เพราะว่าจะเป็นความเสียหายต่อเศรษฐกิจ ความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนคนจีนอย่างแน่นอน ซึ่งก็หมายความว่าถ้าเรามีกาสิโนการท่องเที่ยวก็จะได้ผลกระทบรุนแรงแน่นอน”

ทั้งนี้  อยากให้รัฐบาลคิดถึงเรื่องนี้ให้ดี ส่งเสริมการท่องเที่ยวเอาใจใส่ภาคธุรกิจการท่องเที่ยวให้ดี เพราะตอนนี้พี่น้องประชาชนที่อยู่ในภาคธุรกิจท่องเที่ยวเดือดร้อนกันมาก ขอให้เอาใจใส่แล้วเข้าไปดูแลแก้ไขปัญหาโดยด่วน นี่ก็เป็นเรื่องสําคัญที่อยากให้รัฐบาลพิจารณาส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างจริงจัง วันนี้คนที่อยู่ในธุรกิจทางท่องเที่ยวเดือดร้อนกันมาก นักท่องเที่ยวหายไปทั้งจากจีนและหลายประเทศ โดยเฉพาะถ้าเรามีการส่งเสริมเรื่องความปลอดภัย เรื่องการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวที่ดี  น่าจะเป็นประโยชน์มากกว่าการทำกาสิโน เพราะการทำกาสิโนจะทําให้หลายประเทศอาจจะต่อต้าน ไม่อยากให้คนในประเทศของเขาเข้ามาเที่ยวเมืองไทยในอนาคต

‘ทักษิณ’ โชว์ตัวงานซอฟต์พาวเวอร์ เปิดตัว ThaiWORKS ต่อยอดโอทอป โอดการเมืองไร้สาระ ฉุดพัฒนา ลั่นความไม่สามัคคี อิจฉาริษยา เป็นปัญหาใหญ่ประเทศ

(9 ก.ค. 68) เมื่อเวลา 12.45 น. ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางร่วมงาน SPLASH soft power forum 2025 เพื่อโชว์วิสัยทัศน์ในหัวข้อ “Crafting the Future: From OTOP to ThaiWORKS and Beyond“ โดยถือเป็นการเจอสื่อมวลชนอย่างเป็นทางการครั้งแรกภายหลังเงียบหายวงสัมภาษณ์สื่อไปนาน ตั้งแต่เกิดข้อพิพาทไทย-กัมพูชา ปมคลิปเสียง โดยนายทักษิณมีสีหน้ายิ้มแย้มทักทายแฟนคลับ ขณะที่ภายในงานมี น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรมว.วัฒนธรรม นายปิฎก สุขสวัสดิ์ สามี และ น.ส.พินทองทา ชินวัตร คุณากรวงศ์ พร้อมสามี มาร่วมรับฟังการโชว์วิสัยทัศน์ของนายทักษิณด้วย

จากนั้นเวลา 13.30 น. นายทักษิณ กล่าวแสดงวิสัยทัศน์บนเวทีถึงจุดเริ่มต้นของโอทอป ว่า ตนเติบโตที่ชินวัตรไหมไทย เห็นงานแฮนดิคราฟต์มาตลอด ไปได้ในระดับหนึ่ง แต่ไปไม่ได้ไกลอย่างที่คิด ดังนั้นถ้าเรามีการออกแบบใหม่ๆ การดีไซน์ใหม่ๆ และการตลาดดีๆ มันน่าจะไปได้ไกลกว่านั้น จึงดูตัวอย่างของญี่ปุ่นและทำเรื่องนี้อย่างจริงจัง เพื่อหวังช่วยชาวบ้านให้มีรายได้ และตอนที่ตนอยู่เมืองนอก Peter Arnell ผู้เชี่ยวชาญด้านการสร้างแบรนด์มาพบกับตน เป็นคนสร้างแบรนด์และทำงานกับ Samsung มาตลอด เลยชวนมาทำ ThaiWORKS ต่อยอดจากโอทอป ตนรู้ว่าโลกยุคนั้นต้องสร้างแบรนด์ แต่ว่าบริษัทเล็กๆ หมด หากจะสร้างแบรนด์ต้องใช้เงินเยอะเพื่อนำไปสู่สากล ดังนั้นให้มาเกาะปีกแบรนด์ไทยแลนด์จึงจะสร้างแบรนด์ไทยแลนด์บายยี่ห้อใคร เมื่อแบรนด์แข็งแรงแล้วก็สร้างแบรนด์ตัวเอง จึงอยากจะไปทำร้านในเมืองใหญ่ๆ ในศูนย์ช้อปปิ้งทั้งหลายเพื่อเป็นโชว์รูมของประเทศไทย

นายทักษิณ กล่าวต่อว่า ปรากฏว่าช่วงที่คิดเป็นช่วงปลายปี 2548 เป็นช่วงที่การเมืองเริ่มยุ่งแล้ว บ้านเราเสียเวลาเรื่องการเมืองที่ไร้สาระมากกว่าเรื่องที่มีสาระ เลยทำให้เรื่องมีสาระถูกละเลยเป็นประจำ เป็นช่วงๆ เมื่อเจอปีเตอร์เลยอยากสานต่อเพื่อให้แนวคิดเป็นสากล

“และเป็นช่วงที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกฯ แต่พอดีมีปฏิวัติเสียก่อนเลยต้องพักไป ตอนนี้กลับมาใหม่ จะเอาของเก่าที่ดีไซน์ไว้มารีเฟรชใหม่ และดูว่าจะขับเคลื่อนอย่างไรต่อ จำไว้ว่าผมเป็นรัฐบาลหรือไม่เป็นรัฐบาล ไม่มีเลิกทำ เพราะที่ทำทั้งหมดออกเงินเองเพราะต้องการให้เป็นโซเชียลเอนเตอร์ไพรซ์ของคนไทย ไม่ใช่ของการเมือง เพื่อให้การพัฒนาประเทศในด้านครีเอทีฟอีโคโนมีต่อเนื่องยาวนาน” นายทักษิณ กล่าว

นายทักษิณ กล่าวอีกว่า ขณะนี้ต้องรีบทำให้สินค้าหรือดีไซน์แบบของไทยทำเงินได้ เด็กรุ่นใหม่โดยเฉพาะเจน Z จะห่วงเรื่องสถานะการเงินของเขามาก ถ้าเขาไม่มีช่องทางหารายได้ เขาก็ทิ้ง แต่ขึ้นกับเศรษฐกิจ เราจะต้องทำเศรษฐกิจฟื้นตัวให้ได้ เมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัวทำอะไรก็ขายได้ วันนี้การแก้ปัญหาเศรษฐกิจยากกว่าสมัยก่อนเพราะหมักหมมมานาน แต่ก็ต้องแก้ เมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัววันนั้นคนรุ่นใหม่จะหันกลับเป็นช่องทางทำมาหากินอีกช่องทางหนึ่ง

“วันนี้มันอยู่ที่การเอาจริงเอาจัง หากรัฐเอาจริงเอาจัง ข้าราชการก็ร่วมมือ เมื่อข้าราชการร่วมมือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระทรวงมหาดไทย ซึ่งเมื่อก่อนนี้ไม่ให้ความร่วมมือ วันนี้กระทรวงมหาดไทยต้องร่วมมือเต็มที่ เป็นกระทรวงสำคัญที่จะนำนโยบายไปสู่ประชาชน นั่นคือผู้ว่าฯ นายอำเภอกำนันผู้ใหญ่บ้าน เขาอยู่ติดชาวบ้านที่สุด ถ้าเขาร่วมมือปุ๊บทุกอย่างจะขับเคลื่อนได้ คนที่ช่วยขับเคลื่อนคือกระทรวงมหาดไทยต้องมูฟ” นายทักษิณ กล่าว

นายทักษิณ กล่าวอีกว่า ในวันที่ 10 ก.ค.ตนจะเอาแนวคิดที่จะทำไทยเวิร์คมาคุยกับปีเตอร์ โดยจะดูว่าอะไรที่จะนำไปลงหมู่บ้านชุมชน ก็จะฝากให้รมว.มหาดไทย รมว.อุตสาหกรรมไปช่วยกัน วันนี้เอสเอ็มอีเรามีปัญหาเพราะโดนเอาของจีนราคาถูกมาขาย ซึ่งตนจะเชิญเอสเอ็มอีมาฟังเรื่องราวทั้งหมด ดังนั้นการขับเคลื่อนของไทยเวิร์คจะลงไปในสองระดับ ส่วนระดับสู่ตลาดโลกนั้นเราจะใช้ทีมของปีเตอร์ซึ่งมีความกว้างขวางในวงการตลาดโลกพอสมควร รู้จักแบรนด์ต่างๆ ว่าเราจะผลิตป้อนแบรนด์หรือจะดีไซน์ร่วมอย่างไร หรือจะทำแบรนด์ของเราต่างหาก เหล่านี้เป็นเรื่องที่ทำต่อไป รอให้ท่านนายกฯ ได้กลับไปทำงานก่อน ตนเป็นคนใจร้อนตอนนี้ 76 ปีแล้ว ไม่รู้จะอยู่ได้นานแค่ไหน รีบๆ ทำเถอะ

นายทักษิณ กล่าวถึงอุตสาหกรรมภาพยนตร์ว่า ตนทำมาทุกอย่างผ่านมาเยอะ ตอนนี้คนในฮอลิวูดส์เริ่มซื้อสคริปต์หนังไทยไปแปลแล้ว เพราะคนไทยเขียนนิยายเก่ง โดยเฉพาะการเมือง นิยายน้ำเน่าเยอะ ฉะนั้นหากเราทำหนังดีๆมีคุณภาพและเปิดตลาดให้กว้างขึ้นแล้วรัฐช่วยสนับสนุน โดยคุยกับสถาบันการเงินจะทำให้หนังไทยโตได้ ส่วนเรื่องการคืนภาษีทำให้ต่างประเทศได้ก็ทำให้คนไทยได้เช่นกัน สำหรับผู้สร้างภาพยนตร์วันนี้ต้องทำสมองให้พัฒนาในการทำงาน อย่าไปพัฒนาการทำร้ายซึ่งกันและกันประเทศมันอยู่ไม่ได้

นายทักษิณ กล่าวถึง อนาคตซอฟต์พาวเวอร์ของไทย จะขับเคลื่อนอย่างไร และจะขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยได้จริงหรือไม่ว่า ก่อนอื่นปัญหาใหญ่ของประเทศนั่นคือความไม่สามัคคี มีความอิจฉาริษยา ถ้าเราอยู่ด้วยความสามัคคี ไม่อิจฉาริษยา เกื้อกูลกันซอฟต์พาวเวอร์จะมีพลังมหาศาล ถ้าคนไทยมีสิ่งเหล่านี้เมื่อรวมกันแล้วจะสามารถสร้างพลังซอฟต์พาวเวอร์ได้หลากหลายสาขาหลากหลายช่องทาง นั่นคือช่องทางทำมาหากินทั้งนั้น แม้โลกจะมีเทคโนโลยีใหม่ ทันสมัยแค่ไหนก็หนีคำว่าซอฟต์พาวเวอร์ไม่ได้ ทุกอย่างต้องไม่ทิ้งแกนเดิม เรามีของดีอยู่แล้ว เรามีคนไทยซึ่งมีสายเลือดอยู่ในพวกนี้อยู่แล้ว ต้องเอามาใช้ให้เกิดประโยชน์ แต่สำคัญคือพอสร้างขึ้น พอคนนั้นเริ่มโต คนนี้มาอิจฉากัน ตรงนี้ต้องทิ้งๆไว้บ้าง เข้าวัดหน่อย

‘กมธ. อุตสาหกรรม’ เสนอแก้ไขกฎหมายสถานพยาบาล คุมเพดานกำไรค่ารักษา – ยา สร้างความเป็นธรรมผู้ใช้บริการ

กมธ.อุตสาหกรรม เสนอแก้ไขกฎหมายสถานพยาบาล กำหนดเพดานค่ารักษา ค่ายาและเวชภัณฑ์ คุมกำไรค่ารักษา ค่ายาและเวชภัณฑ์ต่อหน่วย สร้างความเป็นธรรมต่อพี่น้องประชาชน ผู้บริโภค และผู้ใช้บริการ 

วันที่ (9 ก.ค. 68) นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดราชบุรี เขต 4 ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการอุตสาหกรรม สภาผู้แทนราษฎร ได้แถลงข่าวถึงการยื่นแก้ไขร่างพระราชบัญญัติสถานพยาบาล ฉบับที่... พ.ศ. ... ว่า 

จากการได้รับข้อร้องเรียนจากพี่น้องประชาชนว่า ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลในสถานพยาบาลเอกชนนั้นมีราคาสูงเกินสมควร และส่งผลกระทบแก่ผู้เข้ารับบริการเป็นจำนวนมาก ดังนั้นทางคณะกรรมาธิการการอุตสาหกรรมซึ่งได้ดูแลอุตสาหกรรมทางการแพทย์ด้วย จึงได้ตั้งคณะทำงานขึ้นมาเพื่อพิจารณาแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยที่ประชุมคณะกรรมาธิการการอุตสาหกรรมได้มีความเห็นตรงกันว่าการแก้ไขร่างพระราชบัญญัติสถานพยาบาลจะเป็นการแก้ไขปัญหาการเอารัดเอาเปรียบผู้บริโภคหรือผู้ป่วยที่ใช้บริการสถานพยาบาลเอกชน หรือ โรงพยาบาลเอกชนที่ต้นเหตุ 

สำหรับการยื่นแก้ไขร่างพระราชบัญญัติสถานพยาบาล ฉบับที่... พ.ศ. ... โดยคณะกรรมาธิการการอุตสาหกรรมนั้นมีการแก้ไขใน 2 ส่วนสำคัญ ได้แก่

การแก้ไขมาตรา 7 ในส่วนของ ‘คณะกรรมการสถานพยาบาล’ ซึ่งมีปลัดกระทรวงสาธารณสุขเป็นประธานคณะกรรมการ โดยร่างพระราชบัญญัติสถานพยาบาลฉบับแก้ไข จะมีการเพิ่มผู้แทนของกระทรวงพาณิชย์และผู้แทนของสภาองค์กรของผู้บริโภคเข้ามามีส่วนร่วมเป็นกรรมการสถานพยาบาล 

เพื่อให้คณะกรรมการสถานพยาบาลได้มีการใช้อำนาจในการกำหนดอัตราค่ารักษาพยาบาล ค่ายา และค่าเวชภัณฑ์ และค่าบริการอื่น ๆ ในอัตราสูงสุด หรือกำหนดเพดานค่ารักษาพยาบาลในสถานพยาบาลเอกชน รวมถึงอัตรากำไรขั้นสูงสุดต่อหน่วยของอัตราค่ารักษาพยาบาล ค่ายาและเวชภัณฑ์ และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ  ตามที่จะได้มีการแก้ไขในมาตรา 11/1 ในร่างพระราชบัญญัติสถานพยาบาลที่ทางคณะกรรมาธิการการอุตสาหกรรมได้มีการเสนอให้แก้ไขไปด้วย

“การแก้ไขกฎหมายสถานพยาบาลจะทำให้พี่น้องประชาชน ผู้บริโภค และผู้เข้ารับบริการได้รับความเป็นธรรมจากค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลมากยิ่งขึ้น” นายอัครเดชกล่าวในตอนท้าย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top