Tuesday, 14 July 2026
POLITICS

สวนคนละหมัด!! ‘เอกนัฏ’ โต้กลับ ‘สุชาติ’ ปมกล่าวหา ชวนล้มหัวหน้าพีระพันธุ์ ทั้งที่ตัวเองเป็นคนยื่นข้อเสนอ แต่ ‘เอกนัฏ’ ไม่เล่นด้วย พร้อมยืนยันทีมสุดซอยทำงานโปร่งใสท้าพิสูจน์ได้

จากกรณีปรากฏเอกสาร 21 สส.พรรครวมไทยสร้างชาติถึงนายกรัฐมนตรีเพื่อขอให้ 'ปรับรัฐมนตรี' ในสัดส่วนของพรรค พร้อมแนบรายชื่อและลายมือชื่อของ 21 สส.มาด้วย ก่อนที่จะมีสส.ที่มีชื่อในนั้นออกมาปฏิเสธว่าไม่ได้ลงลายมือชื่อด้วยตัวเอง ต่อมา นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการ พรรครวมไทยสร้างชาติ ได้ให้สัมภาษณ์ถึงประเด็นดังกล่าว ทั้งยังท้า นายสุชาติ ชมกลิ่น รมช.พาณิชย์ ในฐานะรองหัวหน้าพรรคว่า โทรไปไม่รับสายใช่ไหม ขอท้าเลยว่าเมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น ให้เปิดอกคุยแบบลูกผู้ชาย ลั่นรู้หมด ใครอยู่เบื้องหลัง 21 สส. ตามที่มีการนำเสนอข่าวไปแล้วนั้น

ล่าสุด (11 มิ.ย.68) นายสุชาติ ชมกลิ่น รมช.พาณิชย์ ในฐานะรองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้ให้สัมภาษณ์ในรายการ เจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand ถึงกรณีดังกล่าวโดยเผยถึงเรื่องไม่รับสาย นายเอกนัฏว่า เป็นสายที่เข้ามาเมื่อวันอังคาร ที่ 3 มิ.ย. (ไม่ได้โทรมาวันจันทร์) โทรมาจริง แต่ว่าตอนโทรมาคือเหตุการณ์ต่างๆ ไปไกลแล้ว ทำให้ตนงงว่า ตนยังสามารถคุยกับคนแบบนี้ได้หรือเปล่า ข้อแรกนะ เพราะผมไม่ไว้ใจใคร คือตนก็คิดว่าตนเจอสัมภาษณ์ตั้งแต่ที่สนามหลวงวันนั้น ก็บอกแล้วว่าจากกันด้วยดี เราไม่มีอะไรกัน เราอยู่ได้ก็อยู่ ๆ ไม่ได้ก็ปล่อยเราออกมา อย่าลืมว่าต้องย้อนหลังกลับไป “วันที่ตั้งพรรครวมไทยสร้างชาติ” พรรคมาจากใครเราก็รู้ เราวางตัวใครมาเราก็รู้ ผมก็ไม่อยากพูดย้อนกลับไปในอดีต เพราะมันเป็นเรื่องภายในบ้านมันก็ควรจะจบในบ้าน ไม่ใช่มาพูดให้ประชาชนเขามีความรู้สึกว่า นักการเมืองทะเลาะกันออกอากาศ มันอายชาวบ้าน ผมบอกตรง ๆ

นายสุชาติ กล่าวว่า ที่มาให้สัมภาษณ์ ก็เพราะต้องการแก้ข้อกล่าวหาตนก็ลูกผู้ชาย ตนถามกลับว่าเลขาขิง โทรหาผมทำไม เขาก็บอกให้รับสาย แล้วจะรับได้ยังไง เพราะเป็นความคิดที่รับไม่ได้ เพื่อนบอกว่า นายเอกนัฏ ขอให้จับมือกัน ช่วยกันขับหัวหน้าพรรคออกไปแล้วเขาจะเป็นหัวหน้าพรรคเอง อย่างนี้มันแรงไป จึงไม่รับสาย

แต่ตนไม่อยากบอกว่าเพื่อนตนเป็นใคร ไม่อยากให้เอาเพื่อนมาขาย ตนยืนยันพูดความจริงทุกเรื่อง แต่มาทำตัวเองหล่อคนเดียวอย่างนี้ไม่ถูก

นายสุชาติ ระบุว่า เพื่อนตนบอกว่าให้ตนรับสายเลขาขิง บอกว่าถ้าไม่ได้ ก็ช่วยกันจับมือเอาหัวหน้าพรรคออกเถอะ แล้วผมจะคุยทำไม เพราะผมมาไกลแล้ว เป็นเหตุการณ์เมื่อวันอังคารนี้เอง เขามาขอเสียงให้ช่วยกันโหวตขับหัวหน้าพรรคกันหน่อย

“พวกผมไม่เคยอัดเสียงใคร มันไม่ใช่ลูกผู้ชาย ถ้าผมวางแผน อัดเสียงไว้ ก็มีอะไรยืนยัน แต่ที่ไม่รับสาย เพราะผมเป็นลูกผู้ชายพอ ทำอย่างนั้นไม่ได้ แล้วผมจะรับสายเหรอ ถ้าเขาอัดเทปผมล่ะ อย่างนี้ผมจะคบได้เหรอ”

นายสุชาติ กล่าวว่า วันที่มีรูปกินข้าวกับกลุ่มชุมพร ก็ชัดเจนแล้วว่าเกือบทุกคนมาร่วมอุดมการณ์กับผม จะเหลือใครล่ะ

เมื่อถามว่า 21 รายชื่อของจริงไหม นายสุชาติ กล่าวว่า 21 สส. ก็ยืนยันว่าเซ็นจริง เป็นสส.มันโกหกไม่ได้ คนที่บอกไม่เซ็น ก็ต้องไปตอบคำถามกันเอง 18 คน บอกเซ็น รูปก็มี เราก็ต้องตอบคำถามในบ้านเรา ไม่ใช่ไปบอกข้างนอก

เมื่อถามว่าทำไม 3 ใน 21 ถึงปฏิเสธทันควัน นายสุชาติ กล่าวว่า แล้วรูปไปกินกาแฟ เขามาหาผมพร้อมกันไหม เขาก็รู้ว่ารูปออกสื่อ มากินข้าวอีกรอบวันที่ 6 มิ.ย. ที่เซ็นชื่อ ก็มีรูปว่าเขานั่งอยู่ด้วย ก็กินข้าวด้วยกัน ส่วนจะปฏิเสธทำไม ก็คงมีเหตุผลบางอย่าง แต่ผมไม่ก้าวล่วง ไม่บังคับใคร

“พวกผมเป็นสส. 36 คน มีสิทธิ์มีเสียงอะไรบ้าง ทุกอย่างต้องผ่าน 9 อรหันต์ บางคนสอบตกด้วย จะมาตัดสินใจแทนได้ยังไง แก้ข้อบังคับ ก็ไม่มีสส. รู้ แล้วโครงสร้างแบบนี้อนาคตจะไปยังไง วันนี้เรามาอาศัยบ้านเขาอยู่ วันนี้จะมาคล้องกุญแจ ไม่ให้เราออก แล้วจะทำยังไง ที่ผ่านมาเราสงบไปแล้วรอบนึง สุดท้ายก็เอาระเบียบพรรคมาขับเราออกก็ได้ จะได้ไปสร้างบ้านที่เราจะทำให้ประเทศ” นายสุชาติ กล่าว

นายสุชาติ กล่าวว่า ที่มากล่าวหาว่ามาดีเบตไหมว่าไม่มีผลงาน ตนเป็นรมช. ก็ต้องทำตามรมว. ตอนโควิด ตนเป็นว่าการ ก็ทำงานเขียนหนังสือได้เป็นเล่ม ๆ แต่ตอนนี้เขามีทีมอะไร อ้างมีคนลงขัน มันของปลอมทั้งนั้น ชุดที่เขาตั้ง ชุดสุดซอย มันคือชุดอะไร อ้างไปเหยียบตาปลา กระทบใคร ภาพมันก็ดูดี แต่รู้ไหมมันมีชุดสุดซอย แล้วมีชุดตามเก็บอีกชุด

ผู้สื่อข่าวถามว่า แสดงว่ามีชุดสุดซอยตีเมืองขึ้น แล้วมีคนตามเก็บอีกเหรอ นายสุชาติ กล่าวว่า ต่อไปมันก็จะออกมาหมด ว่าอะไรเป็นอะไร ตนไม่ได้โทษใคร แต่อีกไม่นาน ก็เห็นหมดทุกเรื่อง เรามาพูดเรื่องในบ้าน ก็ไม่ควรให้สังคมปวดหัวกับเราด้วย แต่นี่มาดิสเครดิตกัน

เมื่อถามว่า ชุดเก็บนี่เก็บอะไร นายสุชาติ กล่าวว่า เดี๋ยวรอคนถูกกระทำออกมาพูดดีกว่า ตนไม่ได้ใส่ร้ายใคร แต่นี่เป็นคนพื้นที่ รับไม่ได้ เขาก็มาด่าตน

เมื่อถามว่าเปิดเผยภาพวันที่ 6 มิ.ย. ที่เซ็นชื่อ 21 สส.ได้หรือไม่ นายสุชาติ กล่าวว่า เดี๋ยวคงมีออกมา วันนั้นเราถ่ายไว้ว่าทุกคนมีแนวคิดเดียวกัน สุดท้ายคืนนั้นทั้งคืน มีผู้ใหญ่ของพรรค โทรหา 21 สส. ก็ถ่ายวิดีโอไว้ บางคนเป็นสส.เขตก็ไม่อยากออกตัว เขาเซ็นจริง ไม่งั้นก็ออกมาฟ้องตนแล้ว แถมยังมาบอกให้โพสต์สนับสนุนหัวหน้า

เมื่อถามว่าสรุปเลขาขิงโทรมาเมื่อไหร่กันแน่ นายสุชาติ กล่าวว่า โทรมาเมื่อวันอังคารที่ 3 มิ.ย. หลังมีรูปที่ตนไปกินกาแฟกับกลุ่มชุมพร แต่เมื่ออังคารที่ 10 มิ.ย. หลัง 21 สส.ลงชื่อแล้ว ไม่มีใครโทรมา เอาโทรศัพท์ตนไปเช็กก็ได้

นายสุชาติ กล่าวว่า คืนวันที่ 9 มิ.ย. ที่กลุ่มชุมพรโพสต์ว่าไม่ได้เซ็น ตนก็โทรหาเลย เขาบอกว่าเขาลำบากเป็นสส.เขต ชาวบ้านจะไปหาว่ารับตังมา ให้กลับข้าง ก็ด่าไปว่าจะบ้าเหรอ ไปทำแบบนี้มันเสียเครดิตเพื่อนทั้งกลุ่ม แล้วต่อไปใครจะคบกับพวกคุณ ตนก็ไม่ว่าใคร ก็ไปแก้ตัวกันเอง แต่คนเขารู้ว่าใครเซ็น ไม่เซ็น

เมื่อถามว่าหนังสือดังกล่าวส่งให้นายกฯแล้วหรือไม่ นายสุชาติ กล่าวว่า น.ส.พิชชารัตน์ เลาหพงษ์ชนะ ไปกับสส.อีก 3 คน ทราบว่ายื่นแล้วจริง ๆ

อย่างไรก็ตาม ล่าสุดนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และเลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้ให้สัมภาษณ์ตอบกลับ ผ่าน pptv เรื่องการกล่าวหาทีมสุดซอย โดยขอพูดตรง ๆ ว่า "ทุเรศ"!!!!

"ไม่ต้องคลุมเครือ ถ้าตัวใหญ่ ใจใหญ่จริง ๆ พูดตรง ๆ เลย พูดให้ชัดเลย ใครเป็นผู้มีอิทธิพลใน eec แล้วไปตบทรัพย์นักธุรกิจ ใครไปตั้งตัวเป็นนายหน้าเพื่อเรียกรับผลประโยชน์ เพื่ออำนวยความสะดวกธุรกิจเถื่อน ๆ พูดเลยสิครับเอาเลย เชิญเลยครับ!!!

ผมยืนยัน นั่งยัน เอาหัวเป็นประกัน เราไม่เคยทำแบบนั้น  คนกำลังหวังกับสิ่งที่เราทำ และผมก็มุ่งมั่นในการกวาดล้างธุรกิจศูนย์เหรียญ ธุรกิจเถื่อน ผมทำอย่างเปิดเผยทุกครั้ง ไม่เคยแอบจับไม่เคยต่อรอง" เลขาขิงโต้เดือด

พิธีกรได้ถามต่อว่า เป็นเพราะหลายคนชื่นชมผลงาน แบบนี้เลยเป็นการดิสเครดิตใช่หรือไม่?

"ต้องดูที่เจตนาครับ ถ้าเขาอยากได้เก้าอี้ผม ถ้าผมทำงานดีเข้าตาประชาชน ก็เป็นสิ่งที่ขวางทางเขาอยู่ ผมว่า ประชาชนจับได้ และรับรู้นะว่าเจตนาคืออะไร พูดน่ะอะไรก็ได้ แต่ต้องวัดกันที่การกระทำ"

3 สส. ชุมพร ยันยังอยู่กับ รทสช. เหตุฐานเสียงหนุน พีระพันธุ์-เอกนัฏ แจงที่มาลายเซ็นเป็นการลงชื่อเข้าร่วมประชุม ไม่ได้เซ็นให้ ปรับ ครม.

(11 มิ.ย.68) นายวิชัย สุดสวาสดิ์ สส.ชุมพร พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) กล่าวภายหลังที่ก่อนหน้านี้ออกมาปฏิเสธกรณีมีลายเซ็นตนเองรวมอยู่ในรายชื่อ 21 สส.รทสช. ที่เสนอนายกรัฐมนตรีปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในสัดส่วนของพรรค ลายเซ็นดังกล่าวมาได้อย่างไรว่า ปกติการเซ็นชื่อในพรรคจะมีการเซ็นเป็นปกติ เช่น เซ็นชื่อเข้าร่วมการประชุม หรือเซ็นชื่อรับของต่าง ๆ จากพรรค อย่างเช่นปฏิทิน ยืนยันตนไม่ได้เซ็นชื่อเสนอปรับครม. เพราะไม่ใช่หน้าที่ของตน และจะทำอะไรต้องถามประชาชนในพื้นที่ก่อน เพราะตนเป็นตัวแทนของประชาชน ไม่สามารถทำอะไรขัดกับประชาชนได้ ส่วนการเสนอปรับครม.เป็นหน้าที่ดำเนินการของหัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรค และอำนาจตัดสินใจสูงสุดอยู่ที่นายกรัฐมนตรี และตนขอตั้งข้อสังเกตว่าทำไมเอกสารเสนอปรับ ครม.ถึงมี 2 ฉบับ ทำไมต้องมีชื่อแนบ ทำไมไม่อยู่ในฉบับเดียวกัน ขอยืนยันอีกครั้งตนไม่ได้เซ็นชื่อเสนอปรับครม. และตนยังอยู่กับพรรค รทสช.ไม่ไหวแน่นอน 

ทั้งนี้มีรายงานข่าวว่า จากกรณีปรากฏภาพ 3 สส.ชุมพร ไปดื่มกาแฟกับ นายสุชาติ ชมกลิ่น รมช.พาณิชย์ ในฐานะรองหัวหน้าพรรค รทสช. และนางพิชชารัตน์ เลาหพงศ์ชนะ สส.บัญชีรายชื่อ นั้น เป็นการไปพูดคุยเรื่องราคาปาล์มและราคายาง เนื่องจากนายสุชาติเป็น รมช.พาณิชย์ รายงานข่าวยืนยันว่า สส.ชุมพรทั้ง 3 คน ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับความขัดแย้งภายในพรรค ซึ่งทั้ง 3 คน ยังยืนยันอยู่กับ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.อุตสาหกรรม ในฐานะเลขาธิการพรรค รทสช. อีกทั้งฐานเสียงในพื้นที่ยังให้การสนับสนุนนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกฯและรมว.พลังงาน ในฐานะหัวหน้าพรรค และนายเอกนัฏด้วย จึงทำให้ไม่สามารถเข้าร่วมกลุ่มของนายสุชาติได้ เพราะจะทำให้คะแนนเสียงที่จะใช้ในการเลือกตั้งครั้งหน้าหายไป ส่วนการเซ็นชื่อ เป็นการเซ็นชื่อเพื่อเข้าร่วมประชุม ไม่ได้มีเอกสารเสนอนายกรัฐมนตรีปรับ ครม. แนบท้ายในการเซ็นชื่อดังกล่าวแต่อย่างใด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับสส.ชุมพร 3 คนประกอบด้วย นายวิชัย สุดสวาสดิ์ สส.เขต 1 , นายสันต์ แซ่ตั้ง สส.เขต2  และนายสุพล จุลใส สส.เขต 3 ซึ่งทั้ง 3 คนยืนยันอยู่กับพรรค รทสช. ทำให้กลุ่มสส.ในรายชื่อ 21 คน เหลือเพียง 18 คน

อ.ไชยันต์ ชี้ ปัญญาชนบางกลุ่มปฏิเสธชาตินิยมที่ขับเคลื่อนโดยชนชั้นนำในอดีต โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระราชา

(10 มิ.ย.68) ศ.ดร.ไชยันต์ ไชยพร อาจารย์ประจำภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก Chaiyan Chaiyaporn ระบุว่า “จากราชาชาตินิยม ถึง ปัญญาชน-ชาตินิยมผูกขาด” 

เรื่องชาตินิยมนี้ ปัญญาชนบางกลุ่มปฏิเสธชาตินิยมที่ขับเคลื่อนโดยชนชั้นนำในอดีต โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระราชา เพราะชาตินิยมที่ยอมรับได้สำหรับพวกเขา คือ ชาตินิยมของมหาชน ที่จะต้องมีปัญญาชนอย่างพวกเขาเป็นผู้นำทางความคิดจิตวิญญาณเท่านั้น

‘เอกนัฏ’ ให้คำมั่นรวมไทยสร้างชาติ “ต้องไปต่อ” ยันไม่มีสัญญาณปรับ ครม. - สส. ทุกคนยังอยู่กับพรรค

‘เอกนัฏ’ ให้คำมั่น พรรครวมไทยสร้างชาติ “ต้องไปต่อ” ย้ำไม่มีสัญญาณปรับ ครม.-สส. ทุกคนยังอยู่กับพรรค ชี้สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องปกติทางการเมือง หากใครมีสิ่งใดไม่พอใจมาคุยกันได้

(10 มิ.ย.68) นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติ เปิดเผยถึงกระแสข่าวที่เกิดขึ้นกับพรรคในขณะนี้ว่า ตนขอแยกออกเป็น 2 ส่วน ส่วนแรก คือ ส่วนของรัฐบาลที่มีกระแสการปรับรัฐมนตรีของพรรคออกจากรัฐบาลหรือคณะรัฐมนตรี(ครม.) ซึ่งส่วนนี้ตนยืนยันว่า จนถึงขณะนี้ยังไม่มีสัญญาณใด ๆ จากนายกรัฐมนตรีเกี่ยวกับการปรับ ครม. และนายกรัฐมนตรี ก็ยังให้การสนับสนุนเป็นอย่างดี ทั้งนี้ตนทราบดีว่าในทางการเมืองไม่มีอะไรแน่นอน ไม่มีใครรู้ว่าวันพรุ่งนี้จะเกิดอะไร หรือมีการปรับสิ่งใดบ้าง จึงไม่เคยอยากจะประเมินว่าจะได้ดำรงตำแหน่งถึงเมื่อใด แต่สิ่งที่ต้องประเมินและเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด คือ การทำหน้าที่ของตนในวันนี้ให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ตนยึดถือปฏิบัติมาเสมอและจะยังคงทำต่อไปในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ที่จะมุ่งมั่นทำงานเพื่อประเทศและคนไทย ตามแนวคิด “ทำทันที ทำทุกวินาที ไม่ยอมจนกว่าจะสำเร็จ”

ทั้งนี้ขอย้ำว่า ตนจะไม่ทำงานหรือบริหารสิ่งใดจากข่าวลือต่าง ๆ แต่จะยึดจากข้อเท็จจริงที่ออกมา พร้อมเชื่อว่าสิ่งที่ตนและนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้ทำมาเป็นสิ่งที่ดีที่สุด เป็นประโยชน์ต่อบ้านเมืองและได้รับการสนับสนุนจากทั้งคนไทยและรัฐบาล

ในส่วนกระแสข่าวของพรรค นายเอกนัฏ กล่าวว่า พรรคมีกลไกของพรรคอยู่แล้วในการจัดการปัญหาภายในต่าง ๆ อย่างไรก็ดีสิ่งสำคัญ คือ การยึดมั่นในอุดมการณ์ที่มีมาตลอดของพรรคให้คงอยู่ต่อไป ส่วนประเด็นข่าวที่ว่า มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(สส.) ของพรรคบางคนไม่พอใจผู้ใหญ่ภายในพรรค ทั้งยังมีปัญหาระหว่างกัน ตนมองว่า เรื่องที่เกิดขึ้นมาจากการนำเสนอข่าวของสื่อมวลชน ที่นำเอาภาพเพียงภาพเดียวอันเป็นภาพงานเลี้ยงของ สส. พรรคที่มีแกนนำพรรคที่ไม่พอใจพรรคในปัจจุบันพยายามรวมตัวกลุ่ม สส. ผ่านงานเลี้ยงเพื่อสร้างกระแสข่าว ซึ่งตนย้ำว่า ภาพดังกล่าวมีคนแค่ 15 คน แต่มีการตัดต่อแต่งภาพเพิ่มเติมอีก 8 คน และมีการใส่ข้อมูลที่ไม่ใช่เรื่องจริง โดยเฉพาะการย้ายออกจากพรรครวมไทยสร้างชาติ มาเล่นเป็นประเด็นทางการเมือง ซึ่งการกระทำดังกล่าวไม่ได้มีประโยชน์ต่อประเทศหรือคนไทย แถมยังทำให้ประชาชนเบื่อหน่ายการเมืองมาขึ้นด้วยซ้ำ แต่ตนก็เข้าใจดีว่าเรื่องเช่นนี้เป็นเรื่องปกติทางการเมืองที่ต้องยอมรับ

นายเอกนัฏ กล่าวต่อว่า ในทางกลับกัน ตนได้นัด สส. ของพรรคทานข้าวร่วมกันเกือบทุกสัปดาห์ เพียงแต่ไม่ได้มีการส่งภาพให้สื่อมวลชนหรือนำลงสื่อสังคมออนไลน์ เพราะตนมองว่า ไม่ได้มีนัยสำคัญใด ๆ สิ่งสำคัญ คือ การให้ข่าวตามความเป็นจริงมากกว่า

ส่วนกับนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรค ที่มีกระแสข่าวย้ายออกไปรวมกับพรรคการเมืองใหม่นั้น ตั้งแต่เกิดเหตุตนก็ไม่ได้คุยกับนายสุชาติ อีกเลย ทั้งที่ก่อนหน้านี้ก็คุยกันตามปกติมาตลอด ตนก็ยังแปลกใจว่าเกิดสิ่งใดขึ้นกับคุณสุชาติ แต่ก็พอเข้าใจได้ว่าอาจมาจากความคิดและแนวทางที่แตกต่างกัน ซึ่งตนก็คงว่าสิ่งใดไม่ได้ เพียงแต่ขอให้ทุกอย่างเป็นไปตามกติกาก็พอ

นายเอกนัฏ ย้ำด้วยว่า ที่ผ่านมาตนรับฟังความเห็นของ สส. ทุกคนมาตลอด ทั้งยังเปิดโอกาสให้สอบถาม ร่วมเสนอแนะและบอกเล่าปัญหาต่าง ๆ ทั้งผ่านจากการนัดกินข้าวประจำสัปดาห์ของตน และจากการนัดประชุมพรรคต่าง ๆ พร้อมกล่าวว่า หากตนบกพร่องสิ่งใดก็ให้มาพูดคุยกันได้ เพื่อปรับเปลี่ยนทุกอย่างให้ดีขึ้น แต่ถ้านำมาเล่นเป็นเกมการเมืองหรือต่อรองเพื่อผลประโยชน์ส่วนตน ตนมองว่าไม่ใช่เรื่องดีและไม่ควรทำ

ส่วนสถานการณ์จำนวน สส. ของพรรคในปัจจุบัน นายเอกนัฏ ย้ำว่า พรรคยังมี สส. อยู่ครบ 36 คน และ สส.ทุกคนยังยืนยันว่าจะอยู่กับพรรค ไม่ย้ายไปที่ใด ทั้งนี้ตนไม่อยากนำประเด็นนี้มาเป็นประเด็นหลัก เพราะปัจจุบันปัญหาของประเทศก็มีให้แก้ไขมากมายอยู่แล้ว ทั้งเรื่องสงครามการค้า, เรื่องปัญหาด้านอุตสาหกรรม ตนจึงไม่ต้องการนำเรื่องเหล่านี้มาทำให้ปวดหัว แต่ย้ำว่า สส. ทุกคนสามารถมาพูดคุยกับตนได้เหมือนเดิม

“สุดท้ายนี้ตนขอให้คำมั่นกับคณะผู้บริหาร สส. และสมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติทุกคนว่า พรรครวมไทยสร้างชาติ จะเดินหน้าไปต่อด้วยอุดมการณ์เดิมอันมั่นคงที่แน่นอนของพรรค ไม่ว่าจะเกิดอุปสรรคหรือสิ่งใด ๆ พรรคก็จะเดินหน้าต่อไป เพื่อประเทศชาติและคนไทยทุกคนจนกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้จะสำเร็จลุล่วงในที่สุด” นายเอกนัฏ กล่าวทิ้งท้าย

‘ชื่นชอบ คงอุดม’ ซัดคนชั่วพยายามทุกวิถีทาง แม้โกหกหน้าด้านๆ หวังทำลาย ‘รทสช. – พีระพันธุ์’

(10 มิ.ย.68) นายชื่นชอบ คงอุดม รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ประจำรองนายกรัฐมนตรี (นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค) และรองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก 'ชื่นชอบ คงอุดม' ระบุว่า...

อย่ายอมคนชั่วนะครับ เหมือนว่าเรื่องนี้จะเป็นแค่ปัญหาในพรรครวมไทยสร้างชาติ แต่มีคนชั่วพยายามทำลายคนดีที่พยายามทำงานเพื่อปชช. ทำทุกวิถีทางแม้โกหกหน้าด้าน ๆ บ่อนทำลายความน่าเชื่อถือของท่านพีระพันธุ์

สส.วิชัย สุดสวาสดิ์ สส.จังหวัดชุมพรได้ออกมายืนยันแล้วว่าเรื่องทั้งหมดคือการโกหกต่อหน้าประชาชน

การเมืองไทยอะไรก็เกิดขึ้นได้! ‘กรณ์’ อึ้ง เกิดมาเพิ่งเคยเห็น สส. ทำจดหมายถึงนายกฯ ขอให้ปรับหัวหน้าพรรคตัวเองพ้นครม.

(10 มิ.ย.68) นายกรณ์ จาติกวณิช อดีตหัวหน้าพรรคกล้า อดีตรมว.คลัง โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า สส. ทำจดหมายถึงนายกฯต่างพรรค ขอให้ปรับหัวหน้าและเลขาฯพรรคตัวเองออกจากตำแหน่งรัฐมนตรี เป็นนวัตกรรมทางการเมืองที่ผมไม่เคยคิดว่าจะได้เห็น

ถ้าไม่สำเร็จคราวหน้าลองทำจดหมายถึงฝ่ายค้านขอให้ช่วยอภิปรายไม่ไว้วางใจ!

หรือเอาให้สุดยื่นร้องศาลรัฐธรรมนูญให้ยุบพรรคตัวเอง!!

#อะไรก็เกิดขึ้นได้การเมืองไทย

‘พิธา’ ออกโรงป้อง ‘จิรัฏฐ์’ สวนกลับ ‘ธนกร’ ลั่น ‘ทหาร’ มีไว้ปกป้องประเทศไม่ใช่ปกครอง

(9 มิ.ย. 68) นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีต สส.บัญชีรายชื่อ และอดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล แชร์ข่าวกรณีนายธนกร วังบุญคงชนะ สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ที่ข้องใจนายจิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ สส.ฉะเชิงเทรา พรรคประชาชน (ปชน.) หลังโจมตีว่ากองทัพฉวยโอกาสสร้างกระแสทำพีอาร์ไม่ควรเล่นการเมือง

โดยนายพิธา ระบุว่า “ปกป้อง”ประเทศ ไม่ใช่ “ปกครอง”ประเทศครับ
เพราะฉะนั้น ในอดีตที่ผ่านมา พวกเราอดีตพรรคก้าวไกล จึงพยายามปกป้องทหารที่ปกป้องประเทศ และปฏิเสธทหารที่พยายามจะปกครอง

เราปกป้องทหารที่ “ปกป้อง” ประเทศ
ทหารมืออาชีพที่ยืนอยู่ข้างประชาชน

ให้มีสิทธิมนุษยชน สวัสดิการ ปลอดทุจริต มีเส้นทางอาชีพ มีเครื่องมือ เทคโนโลยี ที่เท่าทันและใช้ได้จริง
แต่เราปฏิเสธทหารที่ “ปกครอง” ประเทศ
ผู้ที่ใช้อำนาจนอกระบบ ทำรัฐประหาร

แทรกแซงการเมือง อยู่เหนือพลเรือน เบียดเบียนงบประมาณของประชาชนเกินควร ทำสงครามข่าวสาร IO กับประชาชน ใช้อำนาจ VVIP เอื้อนายทุนทั้งในและนอกประเทศ นั่นต่างหากที่เราปฏิเสธ

ป.ล เช่นเดียวกับประชาชนทุกคน ผมติดตามสถานการณ์ชายแดนไทยด้วยความห่วงใย แต่ไม่ประสงค์จะถูกลากและตอบโต้ ทำเป็นชนวนให้สถานการณ์ตึงเครียดหรือเกิดความขัดแย้งมากไปกว่านี้ เชื่อว่า เพื่อนๆ ของผมที่ พรรคประชาชน กำลังให้สติ และ แนะนำรัฐบาลได้ดีอยู่แล้วท่ามกลางสถานการณ์ที่เปราะบางและเปลี่ยนไปได้ตลอด ความเห็นผมคงไม่จำเป็น

แต่นานๆที่จะโพสต์ทีนึง คิดว่าประชาชน อยากเห็น การจัดการความขัดแย้งอย่าง มียุทธศาสตร์รู้ว่าอะไร ระยะสั้น กลาง ยาว รู้เขา รู้เรา ครบถ้วนใช้ทั้งมาตรการที่หลากหลายมากกว่ามาตรการทางทหาร และ ได้สัดส่วน (Strategic, Comprehensive และ Proportionate) ส่วนข้อเสนอของผมสำหรับสถานการณ์ พึ่งส่งบทความให้สำนักพิมพ์ครับ : )

‘ลอรี่ - พงศ์พล’ โต้ ‘ปิยบุตร’ ปม “ชาตินิยมก้าวหน้า” ชี้ การรักชาติไม่ใช่เรื่องล้าหลัง -รักสถาบันไม่ใช่เรื่องตกยุค

(9 มิ.ย. 68) นายพงศ์พล ยอดเมืองเจริญ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม โพสต์เฟซบุ๊ก ว่า...
"รักชาติ" ไม่เคยเป็นเรื่องล้าหลัง 
"ปกป้องสถาบัน" ไม่ใช่เรื่องตกยุค

อ.ปิยบุตร เทพบุตรของฝ่ายส้ม โหนกระแสคนเชียร์กองทัพ บอกว่าคือโอกาสการสร้าง "ชาตินิยมก้าวหน้า" ไม่ยึดโยงกับราชา ระบอบกษัตริย์
ผมอ่านจบจนถี่ถ้วน นี่แค่ตรรกะปาหี่ของ
"ล้มล้างนิยมโหนชาติ" เท่านั้น

-1-
"ชาตินิยมไทย" ไม่เคยผูกยึดกับเชื้อชาติ ตามที่กล่าวหา
หากแต่ผูกกับเจตจำนงร่วมในการเป็น “คนไทย”

อาจารย์ท่านดังกล่าว พยายามแยก “ชาตินิยมแบบเสรีนิยม” ออกมาจากสิ่งที่ท่านมองว่าเป็น “ราชาชาตินิยม” หรือ “ชาตินิยมล้าหลัง” ด้วยการนำแนวคิดจากเบเนดิกต์ แอนเดอร์สัน หรือเรอนอง มาอธิบายว่า "ชาติเป็นเพียงจินตกรรม"

แต่ในความเป็นจริง “ชาตินิยมไทย” โดยธรรมชาติแล้ว ไม่ได้เหยียดเชื้อชาติ ศาสนา หรือสีผิว แต่ยึดหลัก “สัญชาติไทย” และ “คุณงามความดี” เป็นที่ตั้ง

เรามีบุคคลต้นแบบจำนวนมากในประวัติศาสตร์ไทยที่มีเชื้อสายต่างชาติ ทั้งจีน แขก ฝรั่ง ที่อุทิศตนให้ชาติไทยจนได้รับพระราชทานนามสกุล เช่น บุนนาค, สิมะเสถียร, สุนทรเวช, ณรงค์เดช เป็นต้น

การพยายามสร้างวาทกรรมใหม่ว่า "ชาตินิยมเดิม" เป็นชาตินิยมแบบเชื้อชาตินั้น เป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริงในประวัติศาสตร์และสร้างความแตกแยกโดยไม่จำเป็น

พูดถึงชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ไม่ใช่การเหยียด หรือ exclusionary แต่คือ “รากแก้วของรัฐไทย”

-2-
ที่คนไทยให้ความสำคัญกับ 3 สถาบันหลัก ไม่ใช่เพราะต้องการกดทับเสรีภาพหรือขวางโลกใหม่ แต่เพราะประวัติศาสตร์ชาติไทยพิสูจน์แล้วว่า “ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์” เป็นเสาหลักที่ประคับประคองประเทศให้รอดพ้นจากลัทธิล่าอาณานิคม ความแตกแยกภายใน และการรุกรานจากต่างชาติในหลายช่วงเวลา

อาจารย์พยายามจะโยงแนวคิดเรื่องรัฐชาติ ไปสู่การ "ล้มล้าง" ระบบด้วยวาทกรรมแบบ interregnum (ระหว่างระบอบ) ซึ่งไม่ต่างจากมิชชานารี หรือ “นักเผยแผ่ลัทธิตะวันตก” ในสมัยจักรวรรดินิยม ที่เข้ามาล้มล้างความเชื่อ รากเหง้า วัฒนธรรม และการปกครองแบบไทย ด้วยการอ้างว่าเป็น “ความคิดก้าวหน้า”

-สรุป-
“ผมไม่ได้ขัดขวางการตีความคำว่า ‘ชาติ’ แต่ผมจะไม่ยอมให้ใครแอบเปลี่ยนความหมายของชาติ เพื่อปูทางไปสู่การเปลี่ยนโครงสร้างของรัฐแบบไร้การยินยอมของประชาชน”

การรักชาติไม่ใช่เรื่องล้าหลัง และการปกป้องสถาบันหลักไม่ใช่เรื่องตกยุค แต่คือการรักษารากเหง้าของไทยให้มั่นคงในโลกที่เปลี่ยนไปเร็ว
ช่วยกันรดน้ำพรวนดิน ขจัดปลวก ขจัดแมลงที่กัดกินระบบเราดีกว่า
อย่าคิดล้มกระถาง แล้วอ้างว่าแค่อยากจัดแจกันใหม่เลยครับ

‘อนุทิน’ ลั่น!! ไม่แลก ‘มหาดไทย’ กับอะไรทั้งนั้น ชี้!! นี่คือข้อตกลง ตามคำเชิญมาร่วมรัฐบาลของเพื่อไทย

(8 มิ.ย. 68) กระแสข่าวเพื่อไทยทวงคืนเก้าอี้ รมว.มหาดไทย จากภูมิใจไทยยังมีอย่างต่อเนื่อง โดยว่ากันว่า ทางเพื่อไทยวางตัว “เสี่ยไก่” ประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกฯ และ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ( ดีอี ) นั่ง มท.1 แทน “เสี่ยหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล ในเรื่องนี้ เสี่ยหนูให้สัมภาษณ์สยบความเคลื่อนไหว ว่า พรรคภูมิใจไทยยืนยันว่าเราไม่ปรับเปลี่ยนอะไร มาเขย่าเก้าอี้ รมว.มหาดไทย ไม่ได้ นี่เป็นรัฐบาลผสม และเป็นข้อตกลงที่เราหารือกันตั้งแต่เราตั้งรัฐบาล “เสี่ยนิด” เศรษฐา ทวีสิน 2 ปีแล้ว และมายังรัฐบาล “นายกฯ อิ๊งค์” แพทองธาร ชินวัตร

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า หากอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องแลก กระทรวงไหนควรแลกกับกระทรวงมหาดไทย นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่มีกระทรวงอะไร อะไรที่ตกลงไปแล้วก็ต้องเป็นไปตามนั้น มันไม่เกี่ยวกับยอมหรือไม่ยอม เพราะเป็นข้อตกลง พรรคภูมิใจไทยไม่ได้เดินไปขอร่วมรัฐบาล อย่าลืมว่าเรามาตามคำเชิญของพรรคเพื่อไทย จำได้หรือไม่

เมื่อถามต่อว่า นายกฯ ให้ความมั่นใจอย่างไรบ้าง นายอนุทิน กล่าวว่า “เนี่ยทำงานกันไม่ได้แล้ว รัฐมนตรีทั้งหลายที่เป็นข่าวก็ไม่มีความมั่นใจ ไอ้ตรงนั้นไม่เท่าไร แต่ที่แย่คือ กลัวข้าราชการจะไม่มีความมั่นใจ และงานจะเดินไม่ได้ หากทำไปจะถูกกล่าวหาว่าถูกต้องหรือเปล่า เป็นเด็กคนนั้นคนนี้อะไรหรือไม่ มันมีสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อบ้านเมือง ต่อประชาชน ซึ่งในส่วนนี้ นายกฯ ก็ให้ความมั่นใจกับ ครม. พูดในที่ประชุม ครม. ลงมาแถลงกับสื่อมวลชน จริงๆ ก็ไม่ควรถามเรื่องนี้กันแล้ว เราได้ฟังจากนายกฯ ชัดเจนว่ายังไม่มีแนวคิดที่จะปรับ ครม. ก็ไม่ทราบว่าใครที่ยังไม่หยุดเรื่องพวกนี้”

เมื่อถามถึงกระแสข่าวการนัดกินข้าวระหว่างพรรคภูมิใจไทยกับพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ในวันที่ 8 มิ.ย. ที่สโมสรราชพฤกษ์ เพื่อรวมพลังต่อรองเก้าอี้รัฐมนตรี นายอนุทิน ปฏิเสธว่า ไม่มีการนัดกินข้าวกัน มีแต่นัดทำงาน ตนนั่งประชุม ครม. ติดกับ “รองตุ๋ย” พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกฯ และรมว.พลังงาน หัวหน้าพรรค รทสช. เมื่อวันที่ 1 มิ.ย. ก็คุยกันในเรื่องของภาคการผลิตไฟฟ้า นายกฯ มีนโยบายลดค่าไฟฟ้าให้กับประชาชน เห็นว่า ถึงเวลาควรจัดเวิร์กช็อป เพื่อหาวิธีทางในการลดค่าไฟฟ้าให้ตอบรับกับเศรษฐกิจในปัจจุบัน ซึ่งกำลังรอกำหนดวัน

“พรรคภูมิใจไทยมีมติแล้ว ว่าคนที่จะให้ข่าวเรื่องปรับ ครม. ได้ คือหัวหน้าพรรคเท่านั้น แต่ถ้าในเรื่องของพรรคเป็นหน้าที่ของเลขาธิการพรรค ผมไม่ได้เตรียมความคิดว่า หากหลุดจากเก้าอี้ รมว.มหาดไทย จะทำอย่างไร เพราะมันเกิดขึ้นไม่ได้แน่นอน”

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ สส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะประธาน สส.พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ที่นายอนุทินยืนยันว่า การนั่งตำแหน่ง รมว.มหาดไทย คุยกันตั้งแต่จัดตั้งรัฐบาลช็อกมินต์ แต่การปรับ ครม. เป็นเรื่องของนายกฯ ที่ดูความเหมาะสมในการทำงานเพื่อประชาชน ไม่ใช่นึกถึงสัญญา ไม่มีสัญญาอะไรหรอกวันนี้ ทำงานไประยะหนึ่ง ตอนนี้ 2 ปีแล้ว ตรงไหนที่ยังติดขัด เขาก็ต้องปรับ เพราะฉะนั้นนโยบายรัฐบาลไปไม่ถึงชาวบ้านสักที ซึ่งไม่ใช่ว่าทุกพรรคพูดแบบนี้ แล้วก็ปรับไม่ได้

ผู้สื่อข่าวถามว่า การที่นายอนุทินบอกว่าพรรคภูมิใจไทยไม่ได้มาขอร่วมรัฐบาล แต่พรรคเพื่อไทยเป็นคนชวน เป็นการทวงบุญคุณหรือไม่ นายวิสุทธิ์ กล่าวว่า ไม่ทวงบุญคุณ ตอนนั้นมาร่วมกัน แต่ตอนนี้ไม่รู้ว่าถ้าปรับแล้วเขาจะเป็นอย่างไร ใครๆ ก็ไม่อยากออกจากมหาดไทย แต่เวลาปรับ นายกฯ ต้องเรียกหัวหน้าพรรคร่วมมาคุย นายกฯ ที่ต้องต่อรองเพื่อให้งานถึงมือประชาชน การบังคับใช้หน่วยงานที่มีอำนาจการปกครอง นโยบายจะถึงมือประชาชนโดยตรง เป็นเรื่องที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของนายกฯ ต้องทำ ก็ให้เขาคุยกันก่อน

เมื่อถามว่า เรื่องเร่งด่วนขณะนี้มีเรื่องชายแดนไทย-กัมพูชา และปัญหาเศรษฐกิจ แต่ประชาชนมองว่าพรรคเพื่อไทยมุ่งกับการปรับ ครม. และเรื่องเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ นายวิสุทธิ์ กล่าวว่า เรื่องเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ยังไม่ถึงเวลา เพราะสภายังไม่เปิด เรื่องกัมพูชา วันนี้ก็ยังไม่ได้รบกัน เป็นการใช้อำนาจของทหารในการปิดด่าน เปิดด่าน เป็นหน้าที่ของทหารในการดำเนินการ จะปรับ ครม. ก็ปรับไป ไม่ได้มีปัญหาอะไร อย่ากังวลมาก ยังไม่ถึงเวลา

‘ดร.เก่งกิจ’ โพสต์ข้อความ ชี้ความคลั่งชาติ เป็นช่องเพิ่มพลังให้กองทัพที่เป็นปรปักษ์กับประชาชน -ประชาธิปไตย

‘ดร.เก่งกิจ’ โพสต์ข้อความ ชี้ความคลั่งชาติ เป็นช่องเพิ่มพลังให้กองทัพที่เป็นปรปักษ์กับประชาชน -ประชาธิปไตย

‘บิ๊กป้อม’ ลั่น อย่าอ่อนข้อบนเวทีอธิปไตย เกมการเมืองต้องเดินอย่างรู้ทัน พร้อมย้ำ แผ่นดินไทยต้องเป็นของคนไทยเท่านั้น

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ แสดงความห่วงใยต่อสถานการณ์การรุกล้ำอธิปไตยของกัมพูชา พร้อมสะท้อนประสบการณ์ตลอดหลายทศวรรษที่เคยปฏิบัติภารกิจในพื้นที่ชายแดน โดยย้ำว่าความมั่นคงของประเทศเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ต้องอาศัยความรู้ ความเข้าใจ และความเชี่ยวชาญในเชิงยุทธศาสตร์อย่างแท้จริง

พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลแสดงจุดยืนที่ชัดเจนและเด็ดขาด ไม่ยอมให้การรุกล้ำอธิปไตยถูกมองข้าม และให้ความสำคัญกับมาตรการตอบโต้ที่สมเหตุสมผล ทั้งด้านการทูต เศรษฐกิจ กฎหมาย และศักยภาพทางทหาร เพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศไทย

พล.อ.ประวิตรกล่าวอย่างชัดเจนว่า ไทยยึดหลักสันติวิธี ไม่ต้องการเผชิญหน้า แต่หากอีกฝ่ายไม่มีความจริงใจ ไม่ยอมใช้กลไกทวิภาคีที่มีอยู่ กลับปลุกปั่น ป้ายสี และยกระดับปัญหาไปสู่เวทีโลก ไทยก็จำเป็นต้องเตรียมพร้อมรับมือในทุกมิติ เพราะการประนีประนอมแบบไม่ลึกซึ้งจะยิ่งทำให้คู่เจรจาไม่เกรงใจและไม่เกรงกลัว

ทั้งนี้ กติกาสากลมีไว้ใช้กับ 'สุภาพบุรุษ' และเมื่ออีกฝ่ายไม่ยอมเจรจาด้วยความจริงใจ ก็ต้องเตรียมมาตรการเชิงรุกที่สร้างแต้มต่อให้ฝ่ายไทยได้เปรียบ ไม่หลงกล ไม่ตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ พร้อมเรียกร้องให้มีการสื่อสารกับประชาชนและมิตรประเทศอย่างชัดเจน ตรงไปตรงมา เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดในเวทีระหว่างประเทศ

พล.อ.ประวิตรฯ ขอส่งสารไปถึงกำลังพลในพื้นที่ชายแดน โดยขอชื่นชมกองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ โดยเฉพาะแม่ทัพภาคที่ 2 และกำลังพลทุกนายที่เสียสละเฝ้าระวังภัยคุกคามต่อผืนแผ่นดิน ด้วยความเข้มแข็ง เด็ดเดี่ยว พร้อมให้กำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่

ท้ายที่สุด พล.อ.ประวิตรเน้นย้ำว่า ประเทศไทยยึดมั่นในสันติภาพ แต่หากมีการรุกล้ำอธิปไตยแม้แต่น้อย ต้องพร้อมปกป้องด้วยชีวิต เพราะแผ่นดินไทยต้องเป็นของคนไทยเท่านั้นพร้อมเรียกร้องให้ทุกฝ่ายรวมใจเป็นหนึ่งเดียว ตั้งแต่นโยบายระดับสูงจนถึงทหารด่านหน้า เพื่อปกป้องแผ่นดินด้วยหัวใจแห่งความรักชาติ

'รังสิมันต์' เสนอไทยใช้สันติ-เศรษฐกิจ แทนอาวุธ แก้ปมชายแดนกัมพูชาอย่างยั่งยืน

(6 มิ.ย. 68) จากประเด็นความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา ที่กำลังร้อนระอุในขณะนี้ รังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน ได้ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ 'กรรมกรข่าว คุยนอกจอ' ของนายสรยุทธ์ สุทัศนะจินดา ถึงแนวทางที่รัฐบาลไทยควรใช้เพื่อตอบโต้กดดันทางการกัมพูชา ให้ยอมหันหน้าเข้าโต๊ะเจรจาอย่างสันติ โดยที่ไม่ให้ไทยต้องเป็นฝ่ายเสียเปรียบ

โดยนายรังสิมันต์เน้นย้ำว่า ประเทศไทยไม่ควรเลือกใช้เส้นทางสงครามทางทหาร ในการแก้ไขปัญหาชายแดน เนื่องจากทั้งสองประเทศต่างทราบดีว่าการบุกรุกยึดครองกันนั้นไม่สามารถเกิดขึ้นได้จริง และหากเกิดการปะทะด้วยอาวุธ ก็จะนำมาซึ่งความสูญเสียและสร้างบาดแผลที่ยากจะเยียวยาในอนาคต ซึ่งจะส่งผลเสียต่อทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นทหารหรือประชาชน โดยเฉพาะผู้ที่อยู่บริเวณชายแดน

ในฐานะที่ประเทศไทยมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่กว่ากัมพูชาอย่างมาก และมีประวัติศาสตร์ที่มีชั้นเชิงในการเจรจา จึงไม่จำเป็นต้องมุ่งเน้นการรบ แต่ควรเอาชนะความขัดแย้งนี้ด้วยวิธีการทางเศรษฐกิจ ซึ่งรวมถึงการบีบคั้นทางเศรษฐกิจ มุ่งเป้าไปที่ ปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศไทย และมีความเชื่อมโยงกับกลุ่มฐานอำนาจของกัมพูชา โดยเฉพาะ 'ออกญา' ซึ่งเป็นผู้ที่มีอิทธิพลในพื้นที่ต่างๆ โดยแก๊งคอลเซ็นเตอร์มักจะไปตั้งฐานในพื้นที่เหล่านี้ และเชื่อว่าออกญามีรายได้จากกิจกรรมผิดกฎหมายนี้

นายรังสิมันต์ ชี้ว่า แก๊งคอลเซ็นเตอร์จำนวนมากใช้สัญญาณอินเทอร์เน็ตจากฝั่งไทย และ ไฟฟ้าในพื้นที่ปอยเปตก็มาจากฝั่งไทย หากประเทศไทยสามารถตัดสัญญาณอินเทอร์เน็ตและไฟฟ้าในพื้นที่ที่แก๊งคอลเซ็นเตอร์ใช้ได้ จะเป็นการ “ยิงปืนนัดเดียวได้นกหลายตัว” เพราะเป็นการหยุดรายได้มหาศาลของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในกัมพูชา และเป็นการแก้ปัญหาภายในประเทศของเราเองด้วย

นอกจากนี้นายรังสิมันต์ยังได้ระบุด้วยว่าไม่ทราบว่ามี 'ออกญา' คนใดที่เกี่ยวพันกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์บ้าง แต่ทราบว่าบางคนมีสัญชาติไทย ดังนั้นทางการไทยสามารถใช้กลไกกฎหมายในประเทศเข้าจัดการได้เลย

ทั้งนี้นายรังสิมันต์มองว่าจะยังไม่ควรไปถึงข้อเสนอเรื่องปิดด่าน เพราะพื้นที่ซื้อขายในด่านชายแดนเป็นฝั่งไทยที่ได้ดุลการค้า แต่ก็ควรมีมาตรการเพื่อป้องกันไม่ให้คนไทยข้ามไปเล่นคาสิโนในกัมพูชา เนื่องจากนักท่องเที่ยวจำนวนมากที่ไปเล่นคาสิโนมาจากฝั่งไทย ซึ่งถือเป็นแหล่งรายได้สำคัญของกัมพูชา

นายรังสิมันต์เน้นย้ำว่า กัมพูชากำลังพยายามสร้างแต้มต่อให้มากที่สุด ทั้งในด้านเศรษฐกิจ การทูต และการทหาร เพื่อให้ตนเองอยู่ในจุดที่ได้เปรียบในการเจรจา ดังนั้น ประเทศไทยก็ต้องแก้โจทย์นี้ โดยต้องสร้างความชอบธรรมในเวทีนานาประเทศ ทำให้ประชาคมโลกเข้าใจว่าประเทศไทยไม่ได้เป็นฝ่ายรังแกกัมพูชาก่อน เพื่อให้ทุกประเทศเห็นว่าการเจรจาทวิภาคีเป็นทางออกที่ดีที่สุด

ทั้งนี้นายรังสิมันต์ ตั้งข้อสังเกตว่า หลายประเทศรอบบ้านไม่ได้ 'เห็นหัว' ประเทศไทยเหมือนเดิม โดยเฉพาะอย่างยิ่งตั้งแต่หลังการรัฐประหาร 2557 ซึ่งเป็นเรื่องที่ประเทศไทยต้องทบทวนตัวเองในระยะยาว 

ทบ. ออกแถลงการณ์โต้ ซัดทหารกัมพูชาเปิดก่อน ยัน เหตุปะทะช่องบกเป็นการป้องกันตัวของทหารไทย

ทบ.โต้ กัมพูชา เหตุปะทะช่องบก ทหารกัมพูชายิงก่อน เพราะหน่วยระดับบริหาร-ปฏิบัติ ไร้ความชัดเจน ทั้งนี้ทางกัมพูชา ยังคงเตรียมความพร้อมทางทหารเข้มข้น

เมื่อวานนี้ (5 มิ.ย.68) เวลา 19.30 ที่กองทัพบก (บก.ทบ.) พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ได้กล่าวถึงกรณีที่ทางรัฐบาลกัมพูชา ได้ออกแถลงการณ์วันนี้ พบมีบางประเด็นที่พาดพิงถึงทหารฝ่ายไทย โดยอ้างถึงเหตุการณ์ปะทะที่ช่องบกว่า ฝ่ายไทยเป็นฝ่ายเปิดฉากยิงก่อนนั้น ยืนยันว่าไม่เป็นความจริง เพราะที่ผ่านมา กองทัพบกโดย ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ได้เน้นย้ำหน่วยและกำลังพลให้เคร่งครัดในเรื่องของ กฎการปะทะ ยืนยันว่าการปะทะในครั้งนั้นเป็นไปในลักษณะของการป้องกันตัวระดับบุคคล

เนื่องจากขณะนั้น หน่วยได้รับข่าวสารว่ามีทหารกัมพูชาพร้อมอาวุธได้รุกล้ำเข้ามาวางกำลังในพื้นที่ของประเทศไทย ฝ่ายไทยจัดกำลังขนาดเล็ก เข้าไปเพื่อลาดตระเวนพิสูจน์ทราบ แต่ฝ่ายกัมพูชาได้มีการใช้อาวุธตอบโต้ จึงเกิดการปะทะกัน ซึ่งเรื่องนี้ได้มีการชี้แจงไปก่อนหน้านี้แล้ว

“ขอยืนยันว่า กรณีเกิดเหตุข้อพิพาทในพื้นที่ ฝ่ายไทยได้พยายามดำเนินการผ่านกลไกการเจรจาระหว่างหน่วยทหารในพื้นที่ ตามที่ทั้งสองประเทศเคยตกลงกันไว้ แต่กลับเป็นฝ่ายกัมพูชาเองที่ไม่มีท่าทีให้ความร่วมมืออย่างจริงจังในระยะหลัง” พล.ต.วินธัย กล่าว

โฆษกกองทัพบก กล่าวอีกว่า ปัจจุบัน กองทัพบกมีความพร้อมต่อปฏิบัติการทางทหารในระดับสูง เพื่อรองรับกรณีที่จำเป็นต้องใช้มาตรการทางทหารตอบโต้ปัญหาการรุกล้ำอธิปไตย

ที่ผ่านมา กองทัพบก และกองกำลังป้องกันชายแดน ในพื้นที่กองทัพภาคที่ 2 ได้ติดตามและรวบรวมข่าวสารของทางฝั่งกัมพูชา ตั้งแต่หน่วยระดับปฏิบัติ จนถึงหน่วยงานในระดับบริหาร พบว่ามีลักษณะท่าทีในการร่วมกันแก้ปัญหาที่ขาดความชัดเจน อีกทั้งปรากฏสิ่งบอกเหตุว่าฝ่ายกัมพูชา ยังคงดำเนินการเตรียมความพร้อมทางทหารอย่างเข้มข้น ควบคู่กับมาตรการด้านการต่างประเทศมาโดยตลอด ซึ่งถือเป็นความน่ากังวลในแง่มุมทางทหาร

ทำให้ตลอดห้วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ผู้บัญชาการทหารบก จึงมีคำสั่งให้ทุกหน่วยเตรียมความพร้อมให้อยู่ในระดับที่สูงเพียงพอ ในการตอบสนองต่อภารกิจในขั้นของการใช้กำลังทางทหาร ตามแผนป้องกันประเทศ เพื่อตอบโต้กรณีการรุกล้ำอธิปไตยในขอบเขตพื้นที่รับผิดชอบ เมื่อใช้ความพยายามแก้ไขปัญหาตามแนวทางแห่งสันติที่ทุกฝ่ายปรารถนาแล้ว แต่ไม่บรรลุผล

“กองทัพบกขอยืนยันว่า การปฏิบัติหน้าที่ของกองกำลังในพื้นที่ชายแดน ดำเนินการด้วยความรอบคอบ สุขุม และตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเข้าใจในสถานการณ์ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความสูญเสียกับทุกฝ่าย ขณะเดียวกันก็พร้อมปฏิบัติหน้าที่ในการปกป้องอธิปไตยของชาติอย่างเต็มขีดความสามารถ หากสถานการณ์จำเป็น” พล.ต.วินธัย กล่าว

คปท. จี้ ‘ภูมิธรรม’ ใช้กลไกสมช. แก้ปมชายแดนไทย-กัมพูชา ลั่น!! อย่าเกรงใจความสัมพันธ์ส่วนตัว ‘ทักษิณ - ฮุนเซน’

กลุ่มเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย จี้ ‘ภูมิธรรม’ ใช้กลไก สมช. แก้ปมชายแดนไทย-กัมพูชา แนะให้อำนาจทหารตัดสินใจในพื้นที่ หวั่นฝ่ายการเมืองเกรงใจ ‘ทักษิณ-ฮุนเซ็น’ กดดันกองทัพ ชี้พร้อมจับตา JBC 14 มิ.ย. ห่วงชายแดนระอุซ้ำอีกครั้ง

(5 มิ.ย.68) - กลุ่มเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) นำโดย นายพิชิต ไชยมงคล แกนนำ คปท. ได้เดินทางไปที่กระทรวงกลาโหม เพื่อแสดงจุดยืนและยื่นข้อเรียกร้องต่อนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้เร่งแก้ไขปัญหาสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาที่กำลังตึงเครียดให้เกิดความสงบเรียบร้อยโดยเร็ว

คปท. เสนอให้รัฐบาลใช้กลไกของ สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ซึ่งเป็นหน่วยงานดูแลด้านความมั่นคงโดยตรง ให้เข้ามามีบทบาทขับเคลื่อนแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาให้มากกว่านี้

นายพิชิต ตั้งข้อสังเกตว่า นายภูมิธรรม อาจจะเกรงใจความสัมพันธ์ส่วนตัว ระหว่างสองครอบครัว และระหว่างนายทักษิณ ชินวัตร กับสมเด็จฮุนเซ็นอยู่หรือไม่ โดยย้ำว่าสถานการณ์ชายแดนวันนี้ไม่ใช่เรื่องความสัมพันธ์ส่วนตัว แต่เป็นความขัดแย้งที่อาจจะบานปลาย จึงมองว่าไทยต้องแสดงจุดยืนให้ชัดเจนมากกว่านี้

แกนนำ คปท. ยืนยันว่า กลุ่มไม่ได้ออกมากดดันกองทัพ แต่ต้องการสื่อสารไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมพลเรือน ซึ่งขณะนี้มีท่าทีตกเป็นรองทางการเมืองฝ่ายกัมพูชา รวมถึงนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่ไม่เคยแสดงท่าทีตอบโต้อย่างชัดเจนกรณีที่ฝ่ายกัมพูชาปลุกระดมและอ้างสิทธิ์ในพื้นที่เขตแดนที่ยังตกลงกันไม่ได้ คปท. มองว่าแม้ทิศทางทางการเมืองตอนนี้จะตกเป็นรองกัมพูชา แต่ทิศทางด้านความมั่นคงต้องไม่ตกเป็นรอง

คปท. ย้ำว่าจะจับตาการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) ไทย-กัมพูชาที่กรุงพนมเปญ ในวันที่ 14 มิถุนายนนี้ โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่ช่องบก จังหวัดอุบลราชธานี และเห็นว่าไทยต้องมีจุดยืนชัดเจนก่อนที่จะไปเจรจากับกัมพูชา

นอกจากนี้ คปท. ยังเรียกร้องให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมให้อำนาจกองทัพตัดสินใจในพื้นที่ชายแดนมากกว่านี้ ซึ่งที่ผ่านมากองทัพได้เสนอมาตรการแก้ไขปัญหาชายแดนจากเบาไปหาหนัก เช่น ข้อเสนอการปิดชายแดน แต่ไม่ได้รับการตอบสนองเท่าที่ควร

นายพิชิต เชื่อว่ากองทัพมีท่าทีที่ดีแล้ว แม้จะดูนิ่ง แต่ก็พร้อมรบ และไทยเป็นประเทศที่มีความเข้มแข็งทางกองทัพมากกว่ากัมพูชา แต่ที่ผ่านมาฝ่ายการเมืองเป็นผู้ชักนำ และกองทัพก็ให้เกียรติฝ่ายการเมือง ดังนั้นวันนี้ถึงเวลาที่ฝ่ายการเมืองต้องให้เกียรติกองทัพตัดสินใจ โดยเชื่อว่าแผนที่กองทัพเสนอรัฐบาลมีหลายข้อแต่ถูกปฏิเสธไป และมองว่าหลังการประชุม JBC ในวันที่ 14 มิถุนายนนี้ อาจจะเกิดสถานการณ์รุนแรงขึ้นได้ จึงต้องเรียกร้องให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมใช้กลไกของสภาความมั่นคงแห่งชาติ เข้าแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาให้มากที่สุด

หลังจากนั้น คปท.ได้เคลื่อนไปแสดงจุดยืนที่หน้ากองบัญชาการกองทัพบก ราชดำเนิน เพื่อให้กำลังใจพลเอกพนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก ในการดูแลสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา

‘พีระพันธุ์’ ยัน ป.ป.ช. ยังไม่ได้ออกหมายเรียก หลังส่งคนตรวจสอบข่าวพบ 'ไม่เป็นความจริง'

จากกรณีที่มีรายงานข่าวออนไลน์ว่า คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีหนังสือเรียกให้นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เข้ารับทราบข้อกล่าวหาในวันที่ 4 มิถุนายน 2568 นั้น

นายพีระพันธุ์ ได้ส่งคนไปตรวจสอบข้อเท็จจริงในช่วงเช้าวันที่ 4 เนื่องจากไม่ได้รับหนังสือใด ๆ จาก ป.ป.ช. โดยเจ้าหน้าที่ของ ป.ป.ช. ได้ยืนยันว่า ป.ป.ช. ยังไม่ได้ออกหนังสือใด ๆ มายังนายพีระพันธุ์ ข่าวดังกล่าวจึง “ไม่เป็นความจริง”

การนำเสนอข่าวที่คลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริงอาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในสังคม และกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนต่อกระบวนการยุติธรรม สื่อมวลชนจึงควรตรวจสอบข้อเท็จจริงต่าง ๆ ให้รอบคอบและแน่ชัดก่อนเสนอข่าว


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top