Tuesday, 21 July 2026
POLITICS TIPS

พูดหล่อบอกทำสงครามสู้รบแค่เดินอ้อมปัญหา ย้ำชีวิตทหาร-ประชาชน ไม่ควรมาสูญเสียกับสงคราม เตือนรัฐบาลต้องใช้กำลังทหารควบคู่การทูต อย่าให้เกินขอบเขตการป้องกันตัวเอง

เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2568 - ที่อาคารอนาคตใหม่ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร แถลงข่าวสืบเนื่องจากสถานการณ์ปะทะกันระหว่างไทย-กัมพูชา ที่ดำเนินต่อเนื่องมาถึงวันที่ 3 ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านฯ ได้ติดตามสถานการณ์ด้วยความเป็นห่วงต่อประชาชนทั้ง 6 จังหวัด ที่ประชาชนต้องอพยพมาเป็นแสนคน โรงเรียนและโรงพยาบาลต้องปิดทำการเป็นจำนวนมาก ขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวของทหารทั้ง 4 นายที่เสียชีวิตระหว่างการปะทะ และส่งกำลังใจให้กับทหารอีกจำนวนมากที่ได้รับบาดเจ็บ

นายณัฐพงษ์ ยืนยันว่า ความเดือดร้อนของประชาชนและชีวิตของทหารของไทยนั้นไม่ควรต้องมาสูญเสียกับสงครามที่ไม่มีความจำเป็น เช่นเดียวกับพลเรือนอีก 17 นาย และทหารอีก 18 นาย ที่ได้เสียชีวิตในการสู้รบระลอกแรกเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ประชาชนไม่ควรได้รับผลกระทบจากการที่เราอยู่ในสถานการณ์แบบนี้ หากรัฐบาลได้จัดการอย่างเด็ดขาดต่อปัญหาซึ่งเป็นหัวใจของเรื่องนี้ คือขบวนการสแกมเมอร์ที่หล่อเลี้ยงระบอบฮุน เซน

การจบปัญหานี้อย่างถาวร หรือ End game เป็นไปตามที่ตนเองได้สื่อสารไปเมื่อวาน เรามองเห็นฉากจบของเรื่องนี้ตรงกันหรือไม่ การรบให้จบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด เป็นไปไม่ได้ในยุคปัจจุบัน เพราะจะทำให้เกิดความสูญเสียมหาศาลต่อทหารฝั่งเราเอง และไทยเอกจะถูกโจมตีจากนานาชาติในฐานะประเทศคู่รุกราน การจบปัญหาที่แท้จริงคือการคืนชีวิตปกติสุขให้กับประชาชน ให้สามารถใช้ชีวิตได้โดยไม่ต้องระแวง กลับมาค้าขายได้อย่างเป็นปกติ

“ผมเห็นด้วยกับคำพูดของรองแม่ทัพภาค 2 พล.ต.ณัฏฐ์ ศรีอินทร์ ที่แสดงความคิดเห็นก่อนหน้านี้ว่า ไม่มีการรบใดไม่จบด้วยการเจรจา” นายณัฐพงษ์กล่าว

นายณัฐพงษ์ ชี้ว่า เพื่อนำไปสู่ฉากจบที่จบด้วยการเจรจา จึงต้องดำเนินการด้วย 3 ประการที่สำคัญดังต่อไปนี้ 1. การใช้กำลังทางการทหาร ต้องมีไว้เพื่อปกป้องอธิปไตย และเป็นไปตามกฎหมายระหว่างประเทศ กฎการใช้กำลัง และการตอบโต้อย่างได้สัดส่วน เพื่อหยุดยั้งการคุกคามของกัมพูชา

2. การดำเนินการทุกอย่างจะต้องดำเนินการอย่างระมัดระวัง ไม่ปฏิบัติเกินหลักสากล จนไทยเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำไปตกหลุมพรางของฮุนเซนว่า เราเป็นฝ่ายรุกรานก่อน

3. การใช้การทูตกดดันกัมพูชาให้กลับเข้าสู่โต๊ะเจรจา โดยร่วมมือกับนานาชาติการ ใช้กลไกระหว่างประเทศเพื่อให้เกิดประโยชน์กับประเทศไทยมากที่สุด เช่น การใช้เรื่องสแกมเมอร์เป็นธงนำ ดึงความร่วมมือจากนานาชาติและทุกประเทศทั่วโลกให้อยู่ข้างประเทศไทยในการปราบปรามสแกมเมอร์และการฟอกเงิน

นายณัฐพงษ์ ยังตั้งข้อสังเกตว่า จุดเริ่มต้นปัญหา ความขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชาตั้งแต่ครั้งที่แล้วถึงครั้งนี้ ล้วนเกิดจากสาเหตุเดียวกัน คือความพยายามปกป้องเครือข่ายสแกมเมอร์ที่หล่อเลี้ยงระบอบฮุน เซน การปะทะสาครั้งล่าสุด ก็เกิดขึ้นหลังจากอายัดทรัพย์สินของ เบน สมิธ, ยิม เลียก, ก๊ก อาน, เฉินจื้อ ที่ปรึกษาคนสนิทของ ฮุน เซน ที่ดูแลอาณาจักรสแกมเมอร์

“ด้วยเหตุนี้ ผมจึงขอให้รัฐบาลพิจารณาดูให้ดีว่า การปะทะกันในครั้งนี้ เป็นเพียงแผนการเบี่ยงประเด็นของ ฮุน เซน หรือไม่ และเหตุที่รัฐบาลทุ่มเทกับการสู้รบอย่างเต็มที่ กำลังกลายเป็นการเดินตามแผนการของฮุน เซน หรือเปล่า ที่ต้องการพลิกสถานการณ์จากการที่โลกล้มกัมพูชาจากเรื่องสแกมเมอร์ กลับกลายให้โลกมาล้อมไทยแทน ด้วยข้อหารุกรานประเทศที่อ่อนแอกว่า” นายณัฐพงษ์กล่าว
.
หากรัฐบาลต้องการเพียงคะแนนนิยม หรือเดินตามกระแสชาตินิยม การรบด้วยกำลังทหารแบบสุดซอยที่กำลังทำอยู่ก็คงจะตอบโจทย์ แต่หากเรามีเป้าหมายร่วมกันว่า จุดจบแท้จริงของเรื่องนี้คือการทำทุกวิถีทางเพื่อเดินไปสู่สันติภาพและความมั่นคงถาวร เพื่อปกป้องประชาชนตลอดแนวชายแดน รวมถึงปกป้องชีวิตทหารทุกนายไม่ให้สูญเสียมากกว่านี้

วิธีออกจากปัญหาจึงไม่ใช่แค่การปฏิบัติการทางทหารอย่างเดียว แต่รัฐบาลต้องเปิดทั้ง 3 แนวรบ ดังที่ตนเองได้สื่อสารไปก่อนหน้านี้ 1. แนวรบทางการทหาร ขอยืนยันว่าการใช้กำลังทหารต้องเป็นวิธีการสุดท้าย ใช้เท่าที่จำเป็น เมื่อเครื่องมืออื่นๆ ถูกใช้ไปจนหมดแล้วและไม่ได้ผล และหากมีเหตุให้เกิดขึ้น รัฐบาลก็ต้องดำเนินการภายใต้กฎกติกาสากล เป็นที่ยอมรับตามกฎระหว่างประเทศ เพื่อปกป้องให้ไทยไม่ตกอยู่ในสถานะผู้รุกรานรังแกประเทศที่อ่อนแอกว่า ซึ่งเป็นประเด็นที่กัมพูชาใช้โจมตีไทยมาโดยตลอด

จากสถานการณ์ขณะนี้กัมพูชาใช้อาวุธหนักโจมตีตอบโต้ ไทยควรยึดหลักปกป้องตนเองตอบโต้อย่างได้สัดส่วน เป็นไปตามหลักสากลว่าเราใช้กำลังทหารอย่างเข้มแข็งเพื่อการจัดการภัยคุกคามเฉพาะหน้ าไม่ใช่เพื่อการรุกรานแต่อย่างใด ขอให้รัฐบาลคำนึงถึงการจัดขอบเขตการรบ มุ่งเน้นการลดระดับความตึงเครียดทางการทหารผ่านการใช้แนวรบที่ 2 คือแนวรบทางการทูตไปพร้อมกันด้วย

2. แนวรบด้านข่าวสารและการพูด ท่าทีของนายกรัฐมนตรีเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อประเทศไทย คือการบอกว่าจะไม่มีการเจรจาสันติภาพอีกต่อไป ในทางกลับกัน การรบเป็นอีกทางหนึ่งเพื่อบังคับให้กัมพูชาที่ไม่ยอมร่วมมือ ต้องกลับมายอมร่วมเจรจาในข้อตกลงสันติภาพที่ได้ร่วมลงนามไปก่อนหน้านี้

“แต่คุณอนุทินกลับเป็นฝ่ายปฏิเสธการเจรจาเสียเอง และจะทำให้ประเทศไทยตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ เป็นผู้กระทำความผิดในสายตาประชาคมโลก ผู้ที่ได้ประโยชน์ที่สุดก็คือระบอบฮุน เซน นั่นเอง” นายณัฐพงษ์ ระบุ

นายณัฐพงษ์ เสนอด้วยว่า ครั้งนี้ต้องมีการปรับการทำงานของคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน (AOT) ให้ทำงานอย่างเต็มที่และมีความหมาย เป็นคนกลางตรวจสอบการฝ่าฝืนข้อตกลง เพื่อเป็นกลไกป้องกันการปะปะทะกันซ้ำอีกครั้งในอนาคต รวมถึงไทยควรกดดันกัมพูชาในเวที ออตตาวา คอนเวนชัน เช่นที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเพิ่งดำเนินการไป

3. รัฐบาลต้องเปิดแนวรบปราบปรามสแกมเมอร์ ด้วยการเดินหน้าอย่างสุดซอยในการขุดรากถอนโคนขบวนการสแกมเมอร์ ซึ่งเป็นหัวใจของระบอบฮุน เซน กระทรวงการต่างประเทศต้องประสานความร่วมมือกันแต่ละประเทศในการจัดการสแกมเมอร์ให้สิ้นซาก โดยใช้การประชุมนานาชาติว่าด้วยการปราบสแกมเมอร์ที่จะมีขึ้นในวันที่ 17-18 ธันวาคมนี้ ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ผลักดันให้ไทยเป็นเจ้าภาพหลักในเรื่องนี้ ดังที่พรรคประชาชนและภาคประชาสังคมได้เคยนำเสนอแนวทางในเรื่องนี้ไว้

นอกจากนี้ รัฐบาลยังต้องสั่งการให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เดินหน้าอายัดทรัพย์บุคคลไทยที่เกี่ยวข้องกับขบวนการสแกมเมอร์ ไม่ใช่ตัดตอนแค่ชาวต่างชาติ เพราะหากรัฐบาลไม่จริงจังในเรื่องนี้ การให้กระทรวงการต่างประเทศประสานความร่วมมือกับนานาชาติ ก็จะกลายเป็นเพียงละครปาหี่ตบตาชาวโลก ประเทศไทยก็จะกลายเป็นตัวตลกในสายตานานาชาติ

นายณัฐพงษ์ มองว่า รัฐบาลไทยต้องตั้งหลักให้มั่นว่า แนวรบที่สำคัญตอนนี้ คือการใช้แนวรบทางการทูตควบคู่กับการทหาร โดยพุ่งเป้าไปสู่การกดดันกัมพูชาให้กลับสู่โต๊ะเจรจา โดยใช้การปราบสแกมเมอร์เป็นหัวใจในการดำเนินการ

“หยุดเดินอ้อม ต้องพุ่งเป้าสู่แกนกลางของปัญหา เราต้องพลิกวิกฤตการณ์ในครั้งนี้ เป็นโอกาสในการกวาดล้างกลุ่มชนชั้นไหนที่หากินบนความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน หยุดสร้างสงครามเพื่อกลบเกลื่อนอาชญากรรมที่ตนเองเป็นคนก่อ โดยใช้เลือดเนื้อของทหารและชีวิตประชาชนของตนเป็นตัวประกัน” นายณัฐพงษ์ กล่าว

เมื่อถามถึงกรณีที่เคยระบุ สนับสนุนกองทัพดำเนินการรบอย่างเต็มกำลัง โดยมุ่งทำลายเป้าหมายทางทหาร เพื่อขจัดขีดความสามารถในการรบของกัมพูชา จนนําไปสู่กระแสวิพากษ์วิจารณ์เข้าข้างกองทัพ หรือโหนกระแสชาตินิยม นายณัฐพงษ์ ย้ำว่า ตามแถลงการณ์ที่ได้มีการลงรายละเอียดมากขึ้นเมื่อสักครู่นี้ การใช้กําลังทหารต้องมีขึ้นเพื่อป้องกันตัวเอง และปกป้องอธิปไตย เป็นไปตามหลักสากล และเป็นไปตามหลักความได้สัดส่วน พุ่งเป้าเพื่อขจัดภัยคุกคามเฉพาะหน้า ถ้าการดําเนินการทางการทหารเป็นไปตามหลักทั้งหมดที่ตนได้กล่าวไปนั้น ก็เป็นสิ่งที่ถูกต้อง ที่กองทัพควรจะต้องดําเนินการ

เมื่อถามถึงท่าทีของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งชัดเจนว่าอาจจะไม่ถอยกลับไปสู่โต๊ะเจรจา ในฐานะฝ่ายค้านมีโอกาสใช้กลไกของสภาในการเสนอแนะ หรือจะมีกลไกใดบังคับให้รัฐบาลเสียงข้างน้อยทำตามบ้าง นายณัฐพงษ์กล่าวว่า คงใช้ในทุกเวที อย่างการแถลงข่าวในวันนี้ ก็อยากแนะนำนายกรัฐมนตรีให้กลับไปพูดคุยกับทางรองแม่ทัพภาคที่ 2 และฝ่ายความมั่นคง ซึ่งเคยให้ความเห็นว่า ไม่มีการรบใดไม่จบที่การเจรจา

นายณัฐพงษ์ ย้ำว่า เข้าใจความรู้สึกในความสูญเสียของประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งตามแนวจังหวัดชายแดน รวมถึงประชาชนทั่วประเทศ ที่ติดตามสถานการณ์ในตอนนี้ ว่าทุกคนอยากจบปัญหา แต่ปัญหาที่สำคัญที่ต้องพูดคุยกันตกผลึกให้ได้ คือรัฐบาลต้องชี้ให้เห็นแนวทางชัดเจนว่า จุดจบสถานการณ์ไทย-กัมพูชาอยู่ที่ตรงไหน

“สําหรับพวกเรา เรายืนยันว่า จุดจบของเรื่องนี้ที่แท้จริง คือการคืนความมั่นคง คืนสันติภาพ ชีวิตที่เป็นปกติสุข สู่ประชาชนตามแนวชายแดน ซึ่งการจะทําเรื่องนี้ได้ ต้องใช้ทุกวิถีทั้ง 3 แนวรบ กดดันให้กัมพูชายอมเข้าสู่การเจรจากับประเทศไทย การรบในแบบการใช้กําลังทหารแบบสุดซอย เพื่อรุกรานหรือครองประเทศ เป็นไปไม่ได้แล้วในโลกยุคปัจจุบัน และทําให้ประเทศไทยขาดความชอบธรรมในเวทีโลก” นายณัฐพงษ์ กล่าว

เมื่อถามถึงปัญหาที่กัมพูชาไม่จริงใจในการปฏิบัติตามข้อตกลงนั้น นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ตนเองไม่ได้ออกมาแสดงจุดยืนเรื่องนี้ เพราะไม่เชื่อว่ารัฐบาลกัมพูชาเองมีความจริงใจที่จะดำเนินการในเรื่องนี้ แต่ที่สำคัญคือ เราจะกดดันเพื่อให้กัมพูชายอมเดินเข้าสู่โต๊ะเจรจาได้อย่างไร

ดังนั้น การดำเนินการทางการทหาร ถ้าต้องการที่จะขจัดภัยคุกคามเฉพาะหน้า เพื่อปกป้องชีวิตและทรัพย์สินประชาชน ให้เขาไม่ได้มีขีดความสามารถในการทำร้ายประชาชนคนไทย เป็นสิ่งที่สามารถทำได้ ตราบใดที่เป็นไปตามหลักสากล ปกป้องตนเอง ปกป้องอธิปไตย และเป็นไปตามหลักความได้สัดส่วน

ส่วนประเมินท่าทีของนายกรัฐมนตรีว่า รัฐบาลเดินตามกองทัพหรือไม่ แทนที่จะประสานงาน หรือสั่งการกองทัพ นายณัฐพงษ์ ระบุว่า เรื่องนี้จริงๆ สื่อสารไปก่อนหน้านี้หลายรอบแล้ว และขออนุญาตยืนยันว่า รัฐบาลพลเรือนควรอยู่เหนือกองทัพ การที่นายกรัฐมนตรีอาจจะตีเช็คเปล่าให้กองทัพจัดการได้ทุกเรื่อง เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง และไม่สามารถปฏิเสธการดําเนินการใดๆ ของฝ่ายความมั่นคงได้ นายกรัฐมนตรีเป็นผู้ที่มีความผิดรับผิดรับชอบต่อการบริหารสถานการณ์ความขัดแย้งไทย-กัมพูชาโดยตรง

 

วิเคราะห์การจัดทัพ "พรรครักชาติ" ภายใต้การนำของ ‘ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์’ สัญญาณถึงการแตกตัวครั้งใหญ่ ขั้วอนุรักษ์นิยมวางหมาก สู้ศึกเลือกตั้ง

จับตา 'พรรครักชาติ' ของ 'ชัยวุฒิ' กับกลยุทธ์ 'อินฟลูเอนเซอร์-ปาร์ตี้ลิสต์เบอร์ 1' สัญญาณชัดการแตกตัวของขั้ว พปชร. และการจัดทัพใหม่ของกลุ่มอนุรักษ์นิยม เพื่อวางหมากยึดพื้นที่คะแนนเสียงในเมือง

การก่อตั้งพรรคใหม่: การปรับภูมิทัศน์ของกลุ่มอนุรักษ์นิยม

การประกาศเปิดตัว "พรรครักชาติ" อย่างเป็นทางการในวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2568 โดยมี นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ อดีตแกนนำคนสำคัญและรัฐมนตรีของพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) นั่งตำแหน่งหัวหน้าพรรคและลงสมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อลำดับที่ 1 ด้วยตนเองนั้น ถือเป็น สัญญาณที่ชัดเจนที่สุดของการจัดทัพทางการเมืองครั้งใหม่ ในฝั่งของกลุ่มอนุรักษ์นิยมและขั้วอำนาจเก่า

เหตุการณ์นี้ไม่ได้เป็นเพียงการแยกตัวของบุคคล แต่เป็นการสะท้อนให้เห็นถึง ภาวะความไม่ลงรอยและทางตันในการบริหารจัดการอำนาจ ภายในพรรค พปชร. หรือกลุ่มการเมืองเดียวกัน ที่อาจมีมุมมองที่แตกต่างกันเกี่ยวกับทิศทางการนำพรรคและโอกาสในการช่วงชิงอำนาจในการเลือกตั้งครั้งถัดไป การที่นายชัยวุฒิ ซึ่งถือเป็นผู้มีบทบาทสำคัญทั้งในมิติของการสื่อสารและการประสานงานอำนาจ ตัดสินใจออกมาตั้งพรรคใหม่ด้วยตนเอง บ่งชี้ว่าทางเดินในโครงสร้างเดิมอาจไม่ตอบโจทย์เป้าหมายทางการเมืองสูงสุดของเขาอีกต่อไป

ยุทธศาสตร์ "อินฟลูเอนเซอร์" กับการเข้าถึงฐานเสียงใหม่

สิ่งที่ทำให้ "พรรครักชาติ" แตกต่างอย่างชัดเจนคือ ยุทธศาสตร์การดึงดูดบุคคลที่มีชื่อเสียงและมีอิทธิพลทางความคิด (Influencer) เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของพรรคอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การวางตัวนายทัศนัย ทองมี ผู้ประกาศข่าวเป็นรองหัวหน้าพรรค และนายฐิติพันธุ์ เกยานนท์ เป็นเลขาธิการพรรค ไปจนถึงการรวมกลุ่มคนดังในวงการบันเทิงและความงาม เช่น นัท นิสามณี และ ชุติกาญจน์ สุวรรณโคตร

การใช้กลยุทธ์นี้มีความหมายในเชิงการตลาดการเมืองสูง:

1.  ขยายการเข้าถึงอย่างรวดเร็ว (Mass Reach): อินฟลูเอนเซอร์เหล่านี้มีฐานผู้ติดตามจำนวนมหาศาลบนแพลตฟอร์มดิจิทัล ซึ่งช่วยให้พรรคสามารถสร้างการรับรู้และส่งสารทางการเมืองไปถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่และคนชั้นกลางในเมืองได้อย่างรวดเร็ว โดยไม่ต้องพึ่งพากลไกการเมืองแบบเดิม
2.  การลดกำแพงการเมือง: การนำบุคคลที่ไม่ได้มีภาพลักษณ์ทางการเมืองจ๋าเข้ามาเป็นแกนนำ ช่วยลดทัศนคติเชิงลบและความรู้สึกแปลกแยกของคนรุ่นใหม่ที่มีต่อการเมืองแบบเก่า ทำให้พรรครักชาติสามารถปรากฏตัวในฐานะ "พรรคทางเลือกที่มีสีสัน"
3.  การหาเสียงต้นทุนต่ำ: การใช้อินฟลูเอนเซอร์ที่มีทักษะในการสร้างคอนเทนต์และการสื่อสารแบบใหม่ ทำให้การหาเสียงมีประสิทธิภาพและต้นทุนต่ำกว่าการใช้สื่อดั้งเดิมหรือการจัดเวทีปราศรัยขนาดใหญ่

นัยยะต่อสมการทางการเมือง: การแย่งชิงฐานคะแนน

การถือกำเนิดของพรรครักชาติไม่ได้ส่งผลกระทบต่อพรรคพลังประชารัฐโดยตรงเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อภาพรวมของกลุ่มอนุรักษ์นิยมทั้งหมด:

- แย่งชิงฐานเสียง พปชร./รทสช.: พรรครักชาติจะกลายเป็นคู่แข่งโดยตรงในการแย่งชิงคะแนนเสียงจากกลุ่มที่เคยสนับสนุนพรรคพลังประชารัฐหรือรวมไทยสร้างชาติ โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเขตเมืองและกลุ่มคนชั้นกลางที่มีทัศนคติอนุรักษ์นิยมปานกลางถึงอ่อน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่พรรคเดิมเริ่มอ่อนแรงลง

- การกระจายคะแนนเสียง (Fragmentation): การแตกตัวของพรรคในขั้วเดียวกันนี้จะทำให้คะแนนเสียงถูกแบ่งออกไปหลายพรรคมากขึ้น ซึ่งอาจทำให้เกิดสถานการณ์ที่ ไม่มีพรรคใดได้เสียงข้างมากเด็ดขาด (Hung Parliament) และส่งผลให้การจัดตั้งรัฐบาลผสมในอนาคตมีความซับซ้อนยิ่งขึ้น

- การทดสอบอำนาจของนายชัยวุฒิ: การลงสมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 1 ถือเป็นการรับประกันที่นั่งในสภาของนายชัยวุฒิเอง และเป็นการประกาศความเชื่อมั่นในตัวเองอย่างชัดเจนว่าสามารถนำพาพรรคใหม่เข้าสภาได้สำเร็จ

ความท้าทายที่พรรครักชาติและกลุ่มอนุรักษ์นิยมต้องเผชิญ

แม้จะมีกลยุทธ์ที่น่าสนใจ แต่พรรครักชาติก็ยังต้องเผชิญกับความท้าทายที่สำคัญ:

1.  ความคงเส้นคงวาของอุดมการณ์: พรรคจะต้องแสดงให้เห็นถึงความชัดเจนของ อุดมการณ์หลัก ว่าแตกต่างจากพรรคในขั้วอำนาจเก่าอย่างไร และจะบริหารจัดการความคาดหวังของเหล่าอินฟลูเอนเซอร์ที่เข้ามาร่วมงานอย่างไร

2.  การสร้างเครือข่ายระดับพื้นที่: แม้จะมีพลังในโลกออนไลน์ แต่พรรคการเมืองจะประสบความสำเร็จได้ต้องมี เครือข่าย ส.ส.เขต ที่แข็งแกร่ง ซึ่งพรรคใหม่ต้องใช้เวลาและทรัพยากรในการสร้างความเชื่อมั่นในระดับพื้นที่

3.  การสร้างความน่าเชื่อถือ: นายชัยวุฒิและคณะกรรมการบริหารพรรคต้องพิสูจน์ให้ประชาชนเห็นว่าพรรคนี้เป็นมากกว่าการรวมตัวกันของผู้มีชื่อเสียง แต่มี นโยบายที่จับต้องได้ และสามารถแก้ปัญหาของประเทศได้อย่างแท้จริง

การปรากฏตัวของพรรครักชาติจึงถือเป็น จิ๊กซอว์ตัวใหม่ ที่ถูกนำมาใส่ในสมการการเมืองไทย ซึ่งไม่เพียงแต่จะเพิ่มความซับซ้อนของการแข่งขัน แต่ยังเป็นภาพสะท้อนของการปรับตัวของขั้วอนุรักษ์นิยมที่พยายามจะหาช่องทางใหม่เพื่อรักษาอิทธิพลทางการเมืองในยุคดิจิทัลไว้ให้ได้

ผู้แทนจากพรรคเพื่อไทย คว้าตำแหน่ง ‘Vice Chairperson of AEPF’ เปิดประตูความร่วมมือเศรษฐกิจ นโยบาย แลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านประชาธิปไตย

เมื่อวันที่ 29 พ.ย. 68 เพจเฟซบุ๊กพรรคเพื่อไทย รายงานว่า ดร.นลินี ทวีสิน ผู้แทนจากพรรคเพื่อไทย และอดีตประธานผู้แทนการค้าไทย ได้รับการคัดเลือกให้ดำรงตำแหน่ง Vice Chairperson of the AEPF ในการประชุมเวทีความร่วมมือทางการเมืองเอเชีย–ยุโรป หรือ Asia-Europe Political Forum (AEPF) ครั้งที่ 6 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 27–29 พฤศจิกายน 2568 ที่เมืองบูดาเปสต์ ประเทศฮังการี ได้สร้างหมุดหมายสำคัญให้กับประเทศไทย ท่ามกลางการเข้าร่วมของพรรคการเมืองกว่า 30 พรรค จากทั้งเอเชียและยุโรป

การประชุมครั้งนี้มีผู้แทนระดับสูงจากหลายประเทศเดินทางเข้าร่วมอย่างคับคั่ง สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของเวที AEPF ในฐานะแพลตฟอร์มที่เน้นการเสริมสร้างสันติภาพ ความร่วมมือ และการลดความตึงเครียดระหว่างสองภูมิภาคที่กำลังเผชิญความผันผวนด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจ

ดร.นลินี ในฐานะสมาชิกคณะกรรมการบริหาร ICAPP และประธาน ICAPP Business Council ได้รับเสียงสนับสนุนจากผู้แทนทั้งสองทวีป ด้วยบทบาทที่โดดเด่นในการเป็น “สะพานเชื่อม” มุมมองทางการเมืองระหว่างเอเชียและยุโรป พร้อมแนวคิดที่เน้นการเสริมสร้างความไว้วางใจ ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ และความยืดหยุ่นของประชาธิปไตยในยุคที่โลกกำลังเผชิญการแบ่งขั้วที่รุนแรงขึ้น

ดร.นลินี กล่าวภายหลังการรับตำแหน่งว่า นี่ไม่ใช่เพียงความสำเร็จส่วนตัว แต่เป็นโอกาสของประเทศไทยในการมีบทบาทนำในการสร้างสันติภาพและความร่วมมือในเวทีระหว่างประเทศ พรรคเพื่อไทยพร้อมทำงานกับทุกประเทศเพื่อสร้างความมั่นคงและความเจริญร่วมกันระหว่างเอเชียและยุโรป

ด้านผู้สังเกตการณ์ระบุว่า การได้ตำแหน่ง Vice Chairperson ถือเป็นพัฒนาการที่สำคัญสำหรับประเทศไทย โดยจะช่วยเพิ่มน้ำหนักทางการทูตของไทยในเวทีพรรคการเมืองระหว่างภูมิภาค และเปิดประตูสู่การร่วมมือด้านเศรษฐกิจ นโยบาย และการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านประชาธิปไตยระหว่างสองทวีป

การประชุม AEPF ครั้งนี้ยังมีการจัดทำร่าง “Budapest Statement” ซึ่งมุ่งเน้นการส่งเสริมสันติภาพ ความร่วมมือทางการเมือง และการลดความตึงเครียดที่เกิดจากการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยคาดว่าจะเป็นกรอบการทำงานที่สำคัญสำหรับการประสานความร่วมมือในปีต่อไป

การได้รับเลือกของ ดร.นลินี ทวีสิน สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของประชาคมระหว่างประเทศต่อบทบาทของไทยในเวทีโลก และถือเป็นอีกก้าวสำคัญที่ช่วยเสริมความน่าเชื่อถือของพรรคเพื่อไทยในฐานะกำลังหลักของประชาธิปไตยไทยบนเวทีสากล


 

ภาวะผู้นำแตกต่างกัน!! น้ำท่วมหาดใหญ่คือบททดสอบการเมือง สะท้อนคนไทยไม่ได้ต้องการ ‘ซูเปอร์ฮีโร่’ แต่โหยหาผู้นำที่ซื่อสัตย์ - กล้าพูดความจริง ดังเช่น 'มาตรฐานผู้ว่าหมูป่า' ที่เคยทำไว้

น้ำท่วมหาดใหญ่ทั้งเมือง แต่ทำไมคนไทยกลับพูดถึง “ผู้ว่าหมูป่า” มากขึ้นทุกวัน? หรือแท้จริงแล้ว… 
ประเทศนี้กำลังโหยหาผู้นำแบบเขาอยู่เงียบ ๆ

ภาพหอคอยหาดใหญ่ล้อมด้วยทะเลน้ำสีขุ่น
ภาพเฮลิคอปเตอร์ลำเลียงผู้ป่วยออกจากโรงพยาบาล
ภาพคนแก่-เด็ก-ครอบครัวทั้งบ้าน นั่งกอดเข่ารอเรือกลางดึก

นี่คือ หาดใหญ่ 2568
น้ำไม่ได้ท่วมแค่ถนน แต่มันท่วม “ความเชื่อมั่นต่อผู้นำ” ไปด้วยทั้งระบบ

แต่ท่ามกลางภาพมวลน้ำที่ภาคใต้
ชื่อหนึ่งที่คนบนโลกออนไลน์เอ่ยถึงมากอย่างเงียบ ๆ คือ
“ผู้ว่าหมูป่า-ณรงศักดิ์ โอสถธนากร”  

คนที่วันนี้จากไปแล้ว
แต่กลับถูกเอามาเทียบ “มาตรฐานผู้นำยามวิกฤต” กับน้ำท่วมหาดใหญ่…แทบทุกโพสต์

คำถามตรง ๆ คือ  
ทำไมในวันที่หาดใหญ่จมน้ำทั้งเมือง  
คนไทยจำนวนมากถึงรู้สึกว่า “ถ้ามีผู้ว่าหมูป่าอยู่ที่นี่… ภาพมันน่าจะไม่เหมือนเดิม”?

ถ้ำหลวง 2561 vs หาดใหญ่ 2568: สองวิกฤตใหญ่ สองความรู้สึกคนละขั้ว

ถ้ำหลวง 2561  
- เด็ก 13 ชีวิตติดถ้ำกลางภูเขา  
- โลกจับตา ไทยทั้งประเทศลุ้นทุกลมหายใจ  
- ผู้นำภาคสนามชื่อ “ณรงศักดิ์ โอสถธนากร” กลายเป็น “หน้า” ของรัฐไทยแบบไม่ต้องจ้างทีม PR  

หาดใหญ่ 2568  
- เมืองเศรษฐกิจภาคใต้จมน้ำ  
- รัฐบาล-กองทัพ-หน่วยกู้ภัยลงเต็มพื้นที่  
- แต่คำถามที่ดังกว่าเสียง ฮ. ในโซเชียลคือ  
“ใครคือคนที่เราวางใจได้จริง ๆ ในวิกฤตนี้?”  

มันไม่ใช่ว่า วันนี้รัฐไม่ทำงาน  
ฮ. ก็มา เรือก็มี ครัวสนามก็ลง ของก็เข้า  
แต่ “ความรู้สึกของคน” กลับแตกต่างจากตอนถ้ำหลวงอย่างชัดเจน

ถ้ำหลวงทำให้คนไทยรู้สึกว่า  
“รัฐไทยก็มีวันที่เป๊ะ มีวันที่มืออาชีพ มีวันที่เราฝากชีวิตไว้ได้จริง ๆ”  

แต่น้ำท่วมหาดใหญ่…  
กลับทำให้คำถามเรื่อง “ผู้นำแบบไหนกันแน่ที่ประเทศนี้ต้องการ” กลับมาดังอีกครั้ง

ผู้ว่าหมูป่า: ผู้นำที่ “พูดบนความจริง” ไม่ใช่ “ขายฝันเอายอดไลก์”

ลองนึกภาพตอนถ้ำหลวง

- นักข่าวรุมล้อม  
- ทั้งประเทศเฝ้าทีวี-ไลฟ์สด  
- แรงกดดันให้ “พูดให้สบายใจ” สูงมาก  

แต่ผู้ว่าหมูป่าทำสิ่งที่นักการเมืองยุคนี้ไม่ค่อยกล้าทำ คือ

- กล้าพูดคำว่า “ยังไม่แน่ใจ” กับเรื่องที่ยังไม่รู้  
- กล้าพูดว่า “ตอบตอนนี้ไม่ได้” ในแผนที่ยังไม่เคาะ  
- ไม่สัญญาว่า “เอาอยู่แน่นอน” เพียงเพื่อให้คนทั้งประเทศสบายใจชั่วคราว  

เขาเลือกวางตัวอยู่ระหว่าง  
“ความหวัง” กับ “ความจริง” ได้อย่างพอดี  
ไม่ขายฝัน… แต่ก็ไม่ทำลายความหวัง

กลับมาดูบางคำพูดในเหตุการณ์น้ำท่วมไทยหลายครั้ง (รวมถึงครั้งนี้ในภาคใต้)  

เราคุ้นกับประโยคว่า  
- “สถานการณ์ยังไม่น่าหนักใจ”  
- “คาดว่าน่าจะรับมือได้”  
- “ไม่น่าท่วมถึงตัวเมือง”  

ซึ่งฟังดูดี…  
แต่พอน้ำมาจริง สูงเกินคาด หนักเกินที่พูด  
คำพูดก่อนหน้า กลายเป็นมีมให้คนแชร์ด่า  
ไม่ต่างอะไรกับการทำการตลาดแบบ “โอเวอร์โปรมิสด์” ที่สุดท้ายทำลายแบรนด์ตัวเอง

ผู้ว่าหมูป่าไม่ได้เก่งเพราะพูดเพราะ  
แต่เก่งเพราะ กล้าพูดเท่าที่ความจริงจะรับได้  
และนี่แหละ…คือมาตรฐานที่คนหาดใหญ่กำลังโหยหา

ถ้ำหลวงมี “แม่ทัพสนาม” ชัดเจน หาดใหญ่วันนี้…เรารู้สึกแบบนั้นไหม?

ในถ้ำหลวง  
แม้มีหน่วยงานนับสิบ ประเทศนับสิบ  
แต่คนทั้งประเทศรู้สึกชัดว่า  

“คนที่คุมเกมภาคสนาม = ผู้ว่าหมูป่า”

ภาพเขาในฐานะ “แม่ทัพ” ชัดมาก

- เป็นคน “สรุปทุกอย่าง” ให้ประชาชนฟัง  
- เป็นคน “ยืนกลางวง” ระหว่างรัฐไทย-ต่างชาติ-ผู้เชี่ยวชาญ  
- เป็นคนที่ทำให้คำว่า “ภารกิจถ้ำหลวง” ดูเป็นเรื่องของ “ทีมประเทศไทย” จริง ๆ  

ตรงกันข้าม  
ในวิกฤตน้ำท่วมหาดใหญ่วันนี้  

เรามี  
- รัฐมนตรี  
- ผู้ว่าฯ  
- นายกเทศมนตรี  
- ผู้นำท้องถิ่น  
- กองทัพ  
- หน่วยกู้ภัย  

ทุกคนอยู่ในพื้นที่  
แต่ถามจริง…

ในหัวคุณ มีภาพใครชัด ๆ ไหมว่า “นี่แหละคือแม่ทัพสนามของวิกฤตครั้งนี้”?  

ถ้าคำตอบคือ “ไม่แน่ใจ”  
นั่นแปลว่า เราอาจจะมี “คนลงพื้นที่เยอะ”  
แต่ไม่มี “ภาพผู้นำที่คนทั้งเมืองวางใจได้จริง” เหมือนตอนถ้ำหลวง

สองภาพจำที่ต่างกันสุดขั้ว: ฮ. ลำเลียงผู้ป่วย vs ฮ. ที่มีคนรู้สึกว่า “มาโชว์หรือมาช่วย”

ในหาดใหญ่  
ภาพเฮลิคอปเตอร์ลำเลียงผู้ป่วยออกจากโรงพยาบาลกลางน้ำท่วม  
คือภาพที่ทั้งประเทศต้องจดจำ  

มันทั้งสะเทือนใจ และสะท้อนว่า  
“ระบบป้องกันล้มเหลวจนเราต้องพาคนไข้หนีน้ำขึ้นฟ้า”

ในถ้ำหลวง  
เฮลิคอปเตอร์ รถกู้ภัย อุปกรณ์จากทั่วโลก  
กลับถูกจดจำในฐานะ “ทีมที่ช่วยทำภารกิจให้สำเร็จ”  

ต่างกันตรงที่  

- ถ้ำหลวง = ภาพของ “ความร่วมมือที่ทำให้เรื่องเป็นไปได้”  
- หาดใหญ่ = ภาพของ “ความล้มเหลวที่ทำให้ต้องหนีให้ไกลที่สุด”  

เครื่องมืออาจคล้ายกัน  
แต่ “ผู้นำที่อยู่หน้าฉาก” และ “บริบทที่เขาสื่อสาร” ต่างกันอย่างสิ้นเชิง

คนไทยไม่ได้ต้องการผู้นำซูเปอร์ฮีโร่… แค่ต้องการ “ผู้นำที่จริงใจเหมือนผู้ว่าหมูป่า”

สิ่งที่คนทั้งประเทศประทับใจในผู้ว่าหมูป่า  
ไม่ใช่ชุด ไม่ใช่ตำแหน่ง ไม่ใช่ PR  
แต่คือความรู้สึกง่าย ๆ ว่า

- คนนี้ เอางานก่อนเอาหน้า  
- คนนี้ เคารพข้อเท็จจริงมากกว่าเคารพสคริปต์  
- คนนี้ ให้เครดิตทีมมากกว่าให้เครดิตตัวเอง  
- คนนี้ ไม่ขายฝัน แต่ขายความซื่อสัตย์

ในวันที่เราดูภาพน้ำท่วมหาดใหญ่  
แล้วรู้สึก “คิดถึงผู้ว่าหมูป่า” ขึ้นมาดื้อ ๆ  
จริง ๆ แล้วเราอาจไม่ได้แค่ระลึกถึงคนดีคนหนึ่งที่จากไป  

แต่เรากำลังถามกับสังคมไทยทั้งระบบว่า

“ทำไมผู้นำแบบนี้… ถึงยังเป็นของหายากในประเทศนี้?”  

วิกฤตหาดใหญ่วันนี้ คือกระจกถามการเมืองไทยทั้งระบบ

วันหนึ่ง  
น้ำหาดใหญ่จะค่อย ๆ ลด  
ร้านจะค่อย ๆ เปิด  
การเยียวยาจะเริ่มเดิน  

แต่สำหรับคนไทยจำนวนมาก  
ภาพเปรียบเทียบระหว่าง “ผู้นำถ้ำหลวง” กับ “ผู้นำในวิกฤตน้ำท่วม”  
จะไม่หายไปง่าย ๆ

มันจะกลายเป็นคำถามค้างคาใจว่า

- เวลาเลือกผู้ว่าฯ เลือก ส.ส. เลือกนายกฯ เราให้คะแนน “พูดเก่ง” มากกว่า “ยืนหยัดในความจริง” หรือเปล่า?  
- เราเผลอให้รางวัลกับคนที่ “ขายฝันเก่ง” มากกว่าคนที่ “ทำงานเงียบ ๆ แต่หนักแน่น” หรือเปล่า?  
- และเราเอง…ในฐานะประชาชน เคยเรียกร้อง “มาตรฐานผู้ว่าหมูป่า” จากผู้นำคนอื่นบ้างไหม?

เพราะสุดท้ายแล้ว  
น้ำอาจจะลด  
แต่คำถามเรื่อง “ผู้นำแบบไหนที่เรายอมฝากชีวิตในวันที่ทุกอย่างพังหมด”  
จะยังลอยอยู่บนผิวน้ำการเมืองไทยไปอีกนาน

‘สุกฤษฏิ์ชัย’ หวั่นกม. อากาศสะอาดสะดุด แม้ผ่านสภาฯ แล้ว แต่ติดขั้นวุฒิสภา เสี่ยงไม่ทันประกาศใช้ก่อนยุบสภา เรียกร้องให้เร่งพิจารณาเพื่อสุขภาพประชาชน

นายสุกฤษฏิ์ชัย ธีระเริงฤทธิ์ ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. .... สภาผู้แทนราษฎร และผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยว่า

ตามที่มีกระแสข่าวในขณะนี้ ว่ามีกลุ่มผู้ไม่เห็นด้วยต่อร่างกฎหมายอากาศสะอาด ซึ่งอยู่ในชั้นพิจารณาของวุฒิสภา โดยกังวลว่ากฎหมายดังกล่าว อาจกระทบกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการค้าบางประการ ทำให้กระบวนการพิจารณาของวุฒิสภาในขั้นคณะกรรมาธิการฯ มีแนวโน้มล่าช้ากว่าปกติ และอาจไม่ทันประกาศใช้ภายในวาระรัฐบาลปัจจุบัน ท่ามกลางกระแสข่าวเรื่องการยุบสภา

ทั้งที่ร่างกฎหมายฉบับนี้เป็นข้อเสนอของภาคประชาชน มีผู้ร่วมลงชื่อมากกว่าหนึ่งหมื่นคน และผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรแล้ว โดยมีเป้าหมายเพื่อจัดการปัญหาฝุ่น PM2.5 และมลพิษทางอากาศอย่างเป็นระบบ ซึ่งส่งผลต่อสุขภาพคนไทยนับหมื่นรายต่อปี และสร้างภาระต่อเศรษฐกิจและสาธารณสุขมหาศาล

จึงขอเรียกร้องและขอการสนับสนุนจากวุฒิสภาให้เร่งรัดการพิจารณาร่างกฎหมายฉบับนี้ และให้ความเคารพต่อเจตนารมณ์ของประชาชนผู้เสนอร่าง รวมถึงเพื่อคุ้มครองสิทธิด้านสุขภาพของประชาชนทุกคนในการเข้าถึง “อากาศสะอาด” อย่างเท่าเทียมและโดยเร็วที่สุด

‘บรรจง นะแส’ ผิดหวังกับ ‘หัวหน้าพรรคประชาชน’ หลังได้ร่วมถก พรบ.ประมง สะท้อนความคิดสุดตื้นเขิน

เมื่อวานนี้ (20 ส.ค.68) นายบรรจง นะแส ที่ปรึกษาสมาคมรักษ์ทะเลไทย โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า เป็นครั้งแรกที่ผมมีโอกาสได้นั่งฟัง/ดูแววตา/ท่าทางของหัวหน้าพรรคประชาชนในวันนี้ โดยเฉพาะหัวหน้าพรรค อาจารย์เดชรัตน์และอีกคนที่ชาวบ้านเรียกว่าสส.ไอติม…

ส่วนอาจารย์เดชรัตน์ถือเป็นกัลยาณมิตรที่เคยรบกวนท่านให้ไปเป็นวิทยากรให้กับพี่น้องประมงพื้นบ้านรอบทะเลสาบสงขลา..

วันนี้เราถกกันเรื่องมาตรา 69 ของพรบ.ประมง ที่พรรคประชาชนงดออกเสียงทำให้มาตราเจ้าปัญหาผ่านไปถึงชั้นวุฒิสภา เดชะบุญที่ทางวุฒิสภาไม่เห็นด้วยเลยต้องมาตั้งกรรมาธิการร่วม แต่พรรคประชาชน(ที่มีสส./สมาชิกพรรคภาคตะวันออกหลายคนที่ทำประมงอวนล้อม ยังไม่ยอม พยายามจะเอาให้ได้โดยไม่สนใจประเด็นของการทำลายพันธุ์สัตว์น้ำวัยอ่อนของเครื่องมืออวนตามุ้งปั่นไฟในการจับสัตว์น้ำ)..

คุยกันวันนี้ผมยอมรับว่าหัวหน้าพรรคเป็นคนรุ่นใหม่ นิ่ง/สุขุม ส่วนอาจารย์เดชรัตน์และสส.ไอติมคงฟังที่พี่น้องบุกไปให้ข้อมูลมาแล้วหลายหนจึงไม่แสดงความคิดเห็นมากนัก..

แต่ผมผิดหวังข้อเสนอของหัวหน้าพรรคที่เสนอให้จัดเวทีดีเบตกันระหว่างผู้ที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ผมคิดว่ามันสายเกินไปแล้วครับ จะลงมติกันแล้วยังเพิ่งจะมาคิดวิธีนี้…

และท่านบอกว่าพรุ่งนี้จะยังไม่มีการลงมติในมาตรานี้ วันอังคารหน้าพรรคจะประชุมสส.ของพรรคเพื่อลงมติในเรื่องนี้ เพื่อให้สส.ที่เป็นกรรมาธิการร่วมนำไปปฏิบัติ…

ผมอยากเรียนว่าเรื่องทรัพยากรทางทะเลมันเป็นเรื่องทางวิทยาศาสตร์ทางทะเล ไม่ใช่ยกมือใครมากกว่าคนนั้นชนะ …ผิดหวังนิดหน่อยที่คนรุ่นใหม่คิดเรื่องนี้ได้แค่นี้ 

ถ้าจะบอกมาตรงๆ ว่าเพราะพรรคมีสส./สมาชิกพรรคในภาคตะวันออกทำประมงอวนล้อมปลากะตักอยู่หลายคน ถ้าให้ทำอวนล้อมปั่นไฟกลางคืนได้ด้วยก็จะดี ยอมรับแบบแมนๆ ไม่ต้องอ้างหลักการเยิ่นเย้อ ผมจะยอมรับได้มากกว่าครับ..

“ทศวรรษที่สูญหาย” วาทกรรมที่กำลังถูกรื้อฟื้น ‘ชาวเน็ต’ ตั้งข้อสังเกตขบวนการดิสเครดิต ‘ลุงตู่’ กำลังเร่งทำงาน

ผู้ใช้เฟซบุ๊ก ‘LVanicha Liz’ ได้โพสต์ข้อความถึงกรณีที่มีสื่อมวลชนหลายคนออกมาวิจารณ์การทำงานของรัฐบาล ภายใต้การบริหารของ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ว่าเป็นช่วงที่ประเทศไทยขาดการพัฒนา โดยใช้วาทกรรมว่า ทศวรรษที่สูญหาย โดยระบุว่า #ปรากฏการณ์รื้อฟื้นทศวรรษที่สูญหาย !?

คำว่า “ทศวรรษที่สูญหาย” ได้ยินบ่อยทั้งช่วงก่อนและหลังเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา โดยกลุ่มการเมืองฝั่งตรงข้ามรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ เป็นผู้อ้างถึง บ้างก็ใช้คำว่า 8 ปี 9 ปี 10 ปี เพื่อจะสื่อว่า รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ไร้ผลงาน สร้างความเสียหาย ฯลฯ

บุคคลที่ศึกษามาดี รวมทั้งผู้ไม่ดำรงอยู่ในความอคติ ก็น่าจะทราบดีว่าความจริงเป็นตรงกันข้าม รวมทั้งทางด้านการใช้ตัวชี้วัดสากล ผู้เขียนก็ได้นำเสนอข้อพิสูจน์จำนวนไม่น้อยที่แสดงถึงผลงานรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ทั้งที่ชนะรัฐบาลก่อนหน้าและที่เหนือกว่ารัฐบาลปัจจุบัน 

แต่ขณะนี้ดูเหมือนจะเกิด #ปรากฏการณ์รื้อฟื้นทศวรรษที่สูญหาย ขึ้นมาอีก ในท่วงทำนองคล้ายจะลาก รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ (คสช.) + รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ (เลือกตั้ง) มารับผิดชอบปัญหาของรัฐบาลปัจจุบัน

โดยเมื่อช่วงต้นเดือน มี.ค. ๒๕๖๘ มีการเผยแพร่คลิปรายการ นายดนัย เอกมหาสวัสดิ์ หรือ 'หมาแก่' แสดงความเห็นว่า จะให้ผมยอมรับรัฐบาลลุงตู่ ผมรับไม่ได้ “ประเทศไทยเสียเวลาไปเกือบ 10 ปีกับลุงตู่โดยที่ไม่ได้อะไรกลับมาเลย ได้แค่การปะผุชั่วครั้งชั่วคราว …”
https://www.tiktok.com/@miss.../video/7477480842311372050

วันที่ 12 มี.ค. 2568 คลิปรายการฟังหูไว้หู นาทีที่ 13.48 นายวีระ ธีรภัทร กล่าวว่ามีปัญหามากมายในขณะนี้ หนี้สาธารณะ หนี้ครัวเรือน การขยายตัวทางเศรษฐกิจต่ำ การแข่งขันสู้ประเทศอื่นไม่ได้ ภาคการผลิตเทคโนโลยีไม่ทันเขา “ส่วนหนึ่งอาจต้องโทษ รบ.ประยุทธ์” ว่าปิดประตูไป 9 ปี ไม่มีทางไปเจรจาการค้า เรื่องการส่งออกเป็นตัวที่จะผลักดันเศรษฐกิจ เราเหลืออันเดียว-ท่องเที่ยว ที่เหลือไม่เห็นเลย
https://youtu.be/OI77d-T5XVE?si=Fa0xw3Ylj7gSoGJU

วันที่ 15 มี.ค. 2568 FB Thanong Fanclub โพสต์ว่า จีดีพีไทยตกต่ำ เศรษฐกิจฮ่วยสะท้อนอะไร “มันสะท้อนว่า 8 ปีของลุงตู่ไม่ได้วางรากฐานอะไรให้เศรษฐกิจไทยมีความก้าวหน้า หรือมีการเจริญเติบโต มีแต่สร้างหนี้ ...”https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=1205569974270985&id=100044539804977&mibextid=Nif5oz

ปรากฏการณ์ข้างต้นคล้ายจะสะท้อนความคาดหมายไปยังการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล ว่าน่าจะเกิดขี้นในเวลาอีกไม่นาน และด้วยเหตุผลดังกล่าว ดูประหนึ่งว่าฝ่ายที่ไม่อยากให้ พล.อ.ประยุทธ์ กลับมาบริหารก็พากันเร่งสร้างความรู้สึกไม่ยอมรับขึ้นในหมู่ประชาชน หรือไม่

แต่หากการสร้างความรู้สึกไม่ยอมรับ พล.อ.ประยุทธ์ ตั้งอยู่บนข้ออ้างที่ไม่เป็นความจริง มันมิเป็นการกล่าวเท็จบิดเบือนต่อประชาชน อันจะทำให้เกิดผลเสียหายต่อประเทศชาติหรือ

ลองนำข้ออ้างบางช่วงมาวิเคราะห์ดู: จากที่นายวีระ กล่าวว่า “ส่วนหนึ่งอาจต้องโทษ รบ.ประยุทธ์” ว่าปิดประตูไป 9 ปี ไม่มีทางไปเจรจาการค้า

ถ้าเราย้อนระลึกถึงความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ในการฟื้นฟูความสัมพันธ์กับซาอุดิอาระเบีย ที่พ่วงมาด้วยโอกาสทางการค้าอย่างมหาศาล รวมทั้งการจัดประชุมเอเปคที่ประเทศไทย ที่มีมิตรประเทศมากันมากมาย เปิดทางให้หน่วยงานไทยเจรจาด้วยมากเท่าที่อยากจะทำ

แม้ในสมัย คสช. ก็ปรากฏภาพ พล.อ.ประยุทธ์ จับมือกับท่านสี ท่านปูติน ท่านโมดิ ด้วยความผึ่งผายในบรรยากาศอบอุ่นด้วยสัมพันธไมตรีอันดี 

แล้วยังจะพูดได้หรือว่าปิดประตูไป 9 ปี
นายวีระกล่าวต่อไปถึงเรื่องการส่งออกว่าเป็นตัวที่จะผลักดันเศรษฐกิจ คล้ายจะหมายความว่าปิดประตูไป 9 ปี การส่งออกก็ไม่เกิดด้วย

ผู้เขียนได้ตรวจสอบข้อมูล World Bank พบว่าในยุค คสช. ยอดส่งออกพุ่งขึ้นสูงมากเมื่อเปรียบกับยุค รบ.ยิ่งลักษณ์ (ซึ่งยอดส่งออกของรัฐบาลเธอดูเตาะแตะมากแทบไม่เพิ่มเลย) และหลังวิกฤติโควิด ยอดส่งออกของ รบ.พล.อ.ประยุทธ์ (เลือกตั้ง) ก็พุ่งขึ้นสูงอีกเช่นกัน ในครั้งนี้สูงชันกว่ายุครัฐบาลทักษิณเสียอีก (อ้างอิงภาพเปรียบเทียบผลงานการส่งออก) และยังนำมาซึ่งการได้ดุลการค้าสูงกว่าบรรดารัฐบาลก่อนหน้าในช่วงเท่าที่มีข้อมูลแสดง

น่าจะสรุปได้ว่าทางด้านการส่งออก รบ.พล.อ.ประยุทธ์ ได้วางรากฐานที่ดีไว้ให้กับประเทศแล้ว

นายวีระกล่าวถึงแหล่งรายได้ของประเทศว่า เราเหลืออันเดียว-ท่องเที่ยว ที่เหลือไม่เห็นเลย ผู้เขียนเพิ่งพิสูจน์ไปในโพสต์ก่อนหน้า ว่า 1. อันดับความสามารถในการแข่งขัน Travel & Tourism รบ.คสช. ดีกว่า รบ.ยิ่งลักษณ์ 2. อันดับการขับเคลื่อนการพัฒนา Travel & Tourism รบ.พล.อ.ประยุทธ์ (เลือกตั้ง) ดีกว่า รบ.เศรษฐา-แพทองธาร 3. SET Tourism Index หลังโควิด สูงสุดใน รบ.พล.อ.ประยุทธ์

ทั้งสามข้อน่าจะพิสูจน์แล้วว่าทางด้านการท่องเที่ยว รบ.พล.อ.ประยุทธ์ ก็ได้เปิดโอกาสที่ดีมากไว้ให้ประเทศอีกเช่นกัน ส่วนรัฐบาลปัจจุบันจะมีหรือไม่มีฝีมือรับช่วงต่อ จะต้องฉุดกระชากลากถูให้ รบ.พล.อ.ประยุทธ์ ตามมารับผิดชอบด้วยทำไม ???

โพสต์นี้แม้จะพิสูจน์แย้งเนื้อหาของนายวีระคนเดียว แต่ข้อมูลก็น่าจะเพียงพอสำหรับแย้งเนื้อหาของนาย ‘หมาแก่’ และโพสต์ FB Thanong Fanclub ด้วยเช่นกัน 

“ทศวรรษที่สูญหาย” ถ้าจะมี ก็น่าจะกำลังเริ่มขึ้นมากกว่า

‘อัครเดช’ หารือเอกอัครราชทูตออสเตรียชงหาแนวทางฟรีวีซ่าเชงเก้นพร้อมส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างกันเพื่อยกระดับการค้าการลงทุน

เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2568 นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดราชบุรี เขต 4 และโฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ ในฐานะประธานกลุ่มมิตรภาพสมาชิกรัฐสภาไทย-ออสเตรีย เปิดเผยว่าตนได้หารือร่วมกับนายวิลเฮ็ล์ม มัคซีมีลีอาน ด็องโค (H.E. Mr. Wilhelm Maximilian Donko) เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐออสเตรียประจำประเทศไทย และคณะ 

โดยการหารือในครั้งนี้ได้มีการหยิบยกเอาประเด็นการส่งเสริมความสัมพันธ์ในระดับทวิภาคีของสมาชิกรัฐสภาไทยและออสเตรียเพื่อเป็นประโยชน์ต่อความสัมพันธ์ของทั้ง2ประเทศในการส่งเสริมการค้าการลงทุนการท่องเที่ยวระหว่างประเทศไทยและประเทศออสเตรีย ซึ่งปัจจุบันมูลค่าการค้าการลงทุนระหว่าง 2 ประเทศมีมูลค่ากว่า 1,000 ล้านยูโร โดยส่วนใหญ่เป็นการส่งออกสินค้ากึ่งสำเร็จรูปจากไทยเพื่อไปประกอบเป็นสินค้าสำเร็จรูปที่ออสเตรียก่อนส่งออกจำหน่ายในสหภาพยุโรปต่อไป 

ดังนั้นออสเตรียจึงเป็นหนึ่งในประเทศที่สำคัญที่ไทยจะต้องส่งเสริมการค้าการลงทุนระหว่างกันอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มมูลค่าการค้าการลงทุนต่อไปในอนาคต โดยฝ่ายนิติบัญญัติจะเป็นอีกกลไกหนึ่งที่สามารถช่วยสนับสนุนในการส่งเสริมการค้าการลงทุนระหว่างกันของทั้ง 2 ประเทศอีกด้วย 

ชิงเก้าอี้นายกฯอบจ.สงขลา ‘นิพนธ์-นายกฯชาย’ จับมือหนุน ‘สุพิศ’ ปล่อย ‘ไพเจน’ หลังพิงเชือกแลกหมัดสู้

(29 ต.ค. 67) ‘ไพเจน มากสุวรรณ์’ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา กล่าวยืนยันว่า จะไม่ลาออกจากตำแหน่งก่อนหมดวาระแน่นอน ยังคงเดินหน้าทำงานตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายจากประชาชนจนวันสุดท้ายอย่างขยันขันแข็ง

“นายกฯไพเจนจะลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นนายกฯอบจ. สงขลาอีก 1 สมัยแน่นอน” แหล่งข่าวใกล้ชิดนายกฯไพเจน กล่าว

ที่ต้องมาตอกย้ำกันอีกครั้ง เนื่องจากว่ามีการปล่อยข่าวว่า นายกฯไพเจนถอดใจแล้ว จะไม่ลงเลือกตั้งในสมัยที่สอง ซึ่งเป็นการปล่อยข่าวด้วยเจตนาร้ายของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งที่ได้ประโยชน์จากข่าวนี้ ซึ่งต้องหมายถึงฝ่ายการเมืองในสงขลาที่กำลังฟาดฟันกันอยู่

ปล่อยข่าวหนักถึงขนาดว่า ถ้านายกฯไพเจนไม่ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นนายกฯอบจ.สงขลา จะเปิดทางให้ไปลงสมัคร สส.เขต 7 สงขลา (นาทวี จะนะ เทพา สะบ้าย้อย)ในนามพรรคประชาธิปัตย์ ที่ ‘ศิริโชค โสภา’ เคยเป็น สส.อยู่ แต่ปี 2562 พ่ายแพ้ให้กับ ‘ณัฐชนนท ศรีก่อเกื้อ’ จากพรรคภูมิใจไทย และมาแพ้ซ้ำในการเลือกตั้งปี 2566 และเมื่อเกิดวิกฤตทางการเมืองในพรรคประชาธิปัตย์ ศิริโชคก็ลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ เท่ากับว่า เขต 7 สงขลา ของพรรคประชาธิปัตย์ว่างอยู่ จึงมีความพยายามปล่อยข่าวว่า นายกฯไพเจนจะไม่ลงสมัครรักษาแชมป์แล้ว โดยจะโยกไปลงสมัคร สส.เขต 7 แทน

ถามว่า มีการพูดคุยกันจริงไหม มีการพูดคุยกันจริง ผ่านทาง ‘นายกฯชาย - เดชอิศม์ ขาวทอง’ เลขาธิการพรรคประชาธิปัต์ แต่นายกฯไพเจนไม่ได้ตอบรับต่อข้อเสนอนี้ เพราะในสถานการณ์ปัจจุบันต้องยอมรับความจริงว่า ประชาธิปัตย์ขาลงอย่างสุดๆ หากไปลงสมัคร สส.เขต 7 จึงมีโอกาสสูงมากที่จะพ่ายแพ้ให้กับ ‘เดอะหนุ่ย-ณัฐชนนท’ ที่ฐานเสียงค่อนข้างหนาแน่น ผลงานในพื้นที่ก็ชัดเจน และเสี่ยงยิ่งกว่าลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นนายกฯอบจ.อีก

ไม่ผิดหรอกที่นายกฯไพเจนจะตัดสินใจลงรักษาแชมป์อีกสมัย 4 ปี ผลงานมีชัดเจน เพียงแต่ด้อยด้านการประชาสัมพันธ์ ทีมงานประชาสัมพันธ์ที่มีฝ่ายประชาสัมพันธ์เป็นตัวยืน กับสถานการณ์สู้รบ ไม่เพียงพอ

รบกับใคร นายกฯไพเจนกำลังรบกับ ‘สุพิศ พิทักษ์ธรรม’ ที่มั่นใจในตัวเองสูงมาก ลาออกจากอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กับความอู้ฟู้ ใจถึง มาลงชิงนายกฯอบจ.สงขลา อย่าลืมว่า สุพิศไม่ใช่แค่อดีตข้าราชการระดับอธิบดี เขายังมี ‘นิพนธ์ บุญญามณี’ อดีตรัฐมนตรีช่วยมหาดไทย ที่แตกหน่อแทงกอ ไปหนุนช่วย ‘สุพิศ’ แถมยังมี ‘นายกฯชาย-เดชอิศม์ ขาวทอง’ อีกคนเข้าไปเสริมทัพ

แต่ถามว่า ทั้ง ‘นิพนธ์-นายกฯชาย’ จะช่วยให้ ‘สุพิศ’ ชนะการเลือกตั้งแบบง่ายๆ ก็คงไม่ใช่ ‘นายกฯชาย’ เป็นเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ที่ร่วมกันนำพาพรรคประชาธิปัตย์ เข้าร่วมรัฐบาลของแพทองธาร ชินวัตร ที่สังคมทั่วไปรับรู้กันอยู่ว่ามี ‘ทักษิณ ชินวัตร’ ชักใยอยู่เบื้องหลัง ‘ทักษิณ ชินวัตร’ ที่คนใต้รับไม่ได้ในหลายเรื่อง ทั้งเล่นพรรคเล่นพวก ทุจริตคอร์รัปชัน แถมยังไม่พัฒนาพื้นที่ที่ไม่เลือกพรรคเขา

พรรคประชาธิปัตย์ที่ตกต่ำอยู่แล้วก็ยิ่งตกต่ำหนักเข้าไปอีก เมื่อถึงหน้าเลือกตั้งนายกฯชายจะรับมือไหวไหมกับกระแสไม่เอาประชาธิปัตย์ และจะช่วยดันหลัง ‘สุพิศ’ ไหวหรือเปล่า เอาเป็นว่านายกฯชายกำลังวางแผนบางอย่าง เพื่อเอาตัวให้รอดในการเลือกตั้งครั้งหน้า และต้องมี อบจ.เป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อน เข้าถึงหันหัวเรือเข้าจอดเทียบท่า กับท่าเรือที่อู้ฟู้กว่า

สำหรับนิพนธ์ เมื่อหันหัวเข้าหาสุพิศ ก็ต้องเตรียมตัวตั้งรับดีๆกับการถูกลากไปสู่มุมมืด นิพนธ์ควรสงวนท่าที สิงห์ก็ต้องเป็นสิงห์ จริงๆนิพนธ์ควรจะยืนอยู่นิ่งๆ หรืออยู่ข้างไพเจน เพราะสนับสนุนช่วยเหลือกันมาตั้งแต่สมัยแรก ที่สำคัญ ‘นิพนธ์-ไพเจน’ คือเลือด ‘น้ำเงิน-ขาว’ จากมหาวชิราวุธด้วยกัน ‘เลือดควรจะข้นกว่าน้ำ’ น้ำที่มาจากโรงเรียนแจ้งวิทยา แต่ด้วยเหตุผลใดไม่อาจทราบได้ที่ทำให้นิพนธ์ หันหัวไปช่วยสุพิศ

ที่ต้องจับตากับท่าทีที่นิ่งๆของ ‘ถาวร เสนเนียม’ อดีตรัฐมนตรีช่วยคมนาคม ว่าท้ายที่สุดแล้ว ยังจะนิ่งต่อไป หรือหันไปช่วยใคร ‘ถาวร’ คงจะกระอักกระอ่วนใจไม่น้อย ถ้าจะไปช่วยสุพิศ เพราะมีนิพนธ์ที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามกันมาตลอดจองหัวคิวไว้ก่อนแล้ว แม้ ‘ถาวร’ กับนายกฯชายจะไม่ได้มีปัญหาอะไรกันก็ตาม

ศึกชิงเก้าอี้นายกฯอบจ.สงขลา ครั้งใหม่นี้ ถือว่าเป็นศึกคนกันเอง เพราะ ‘สุพิศ-ไพเจน’ ต่างก็โตมาจากสายกรมชลประทานด้วยกัน แม้ระหว่างทางจะมีปัญหากันบ้างก็เหมือนลิ้นกับฟัน

แต่ศึกชิงนายกฯอบจ.สงขลา ให้จับตา ‘ศึกชิงเลือดน้ำเงินขาวด้วย

'อ.ไชยันต์' ถาม 'อานันท์' หากบางพรรคมองไม่ผิด ปม '112-พฤติกรรม สส.' แต่มีคนอื่นๆ เห็นว่าผิด ควรหาทางออกหรือให้ใครเป็นผู้ตัดสินชี้ขาด

(5 ส.ค. 67) ศ.ดร.ไชยันต์ ไชยพร อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์เฟซบุ๊กถึง นายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี ระบุว่า...

กราบเรียนคุณอานันท์ ปันยารชุน ด้วยความเคารพอย่างสูง

ผมได้ชมคลิปที่ท่านให้สัมภาษณ์ล่าสุด (ที่มีการพูดถึงเรื่อง มาตรา 112) และทราบถึงความเห็นของท่านเกี่ยวกับการให้พรรคการเมืองจัดการดูแลพฤติกรรมของ สส. ในพรรค รวมถึงการให้สภาฯ แก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจาก สส. หรือพรรคการเมือง โดยไม่จำเป็นต้อง 'ใช้ศาล' โดยท่านได้ยกตัวอย่าง อังกฤษ และอเมริกา 

ผมเห็นด้วยครับว่า โดยเบื้องต้น พรรคและสภาฯควรหารือและหาทางออกด้วยตัวพรรคการเมืองเอง หรือโดยสภาฯ เพราะกฎหมายพรรคการเมืองปัจจุบันได้กำหนดไว้อยู่แล้วด้วย ดังนี้ครับ

มาตรา ๒๒ คณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองและกรรมการบริหารพรรคการเมือง มีหน้าที่ควบคุมและกำกับดูแลมิให้สมาชิกกระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ กฎหมาย ข้อบังคับ รวมตลอดทั้งระเบียบ ประกาศ และคำสั่งของคณะกรรมการ

มาตรา ๔๕ ห้ามมิให้พรรคการเมืองหรือผู้ดำรงตำแหน่งในพรรคการเมืองกระทำการ หรือส่งเสริม สนับสนุนให้ผู้ใดกระทำการอันเป็นการก่อกวนหรือคุกคามความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดี ของประชาชน หรือกระทำการอันเป็นการทำลายทรัพยากรธรรมชาติของประเทศ

คำถามหรือปัญหาคือ หากพรรคการเมืองไม่เห็นว่า สมาชิกของตนทำผิด มาตรา 22 และมาตรา 45   แต่มีคนอื่นๆ เห็นว่าผิด  

ผมจึงอยากจะกราบเรียนขอคำชี้แนะจากท่านว่า เราควรหาทางออกหรือหาหน่วยงานองค์กรใดเป็นผู้ตัดสินชี้ขาดในเรื่องสำคัญที่เห็นต่างนี้ครับ ถ้า 'ไม่ใช้' ศาลอย่างที่ท่านกล่าวในการให้สัมภาษณ์

จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณาให้คำชี้แนะด้วยครับ

ด้วยความเคารพอย่างสูง

ไชยันต์ ไชยพร

ป.ล. อนึ่ง ผมดีใจมากที่ท่านกล่าวให้ความรู้แก่สังคมในเรื่อง ความเที่ยงธรรม (equity) นอกเหนือจาก ความยุติธรรม (justice) ซึ่งทั้งสองอย่างนี้ต้องอาศัย ความซื่อสัตย์ ซื่อตรงในตัวคนเป็นสำคัญโดยภาษาอังกฤษมีคำว่า honesty และ integrity ที่แปลไทยเหมือนกัน แต่จริงๆ มันไม่ได้เหมือนกันเป๊ะ

ผมจึงอยากขอความกรุณาให้ท่านช่วยให้ความรู้แก่สังคมถึงความหมายที่เหมือนและต่างกันของ honesty และ integrity ด้วยครับ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top