Tuesday, 21 July 2026
POLITICS TIPS

'ดร.เจษฎ์' ชี้ รัฐบาลต้องทบทวน!! แนะหยุดใจดีต่อกัมพูชา ห่วงปัญหาสแกมเมอร์ชายแดน ย้ำไทยต้องใช้มาตรการเด็ดขาด เรียกร้องเคารพกฎหมายระหว่างประเทศ

‘ดร.เจษฎ์’ แนะ รัฐบาล ทบทวนท่าทีต่อ "กัมพูชา" หมดเวลาใจดี กรณีรุกล้ำ-สแกมเมอร์ข้ามชาติ พร้อมเสนอควรมีมาตรการเด็ดขาด จัดระเบียบความสัมพันธ์

[กรุงเทพฯ] หลังจากที่ นาย หวัง อี้ รัฐมนตรีต่างประเทศจีน เข้าพบอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ ไทย เมื่อ 24 เมษายน 2569  ล่าสุด 29 เมษายน 2569 เวลา 08.00 น. -รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวนิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรครักชาติ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยและกัมพูชาที่กำลังเป็นประเด็นที่ถูกจับตาอย่างกว้างขวางในสังคม โดยแสดงจุดยืน เรียกร้องให้คนไทยและภาครัฐตระหนักถึงปัญหาความขัดแย้งและอาชญากรรมข้ามชาติบริเวณชายแดน พร้อมเสนอให้ทางการไทยใช้มาตรการที่เด็ดขาดในการจัดระเบียบความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศใหม่

"ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชามีมิติที่ลึกซึ้งและซับซ้อนกว่าเรื่องบันทึกความเข้าใจ (MOU) 43 หรือ 44 โดยตลอดหน้าประวัติศาสตร์นับตั้งแต่สมัยอยุธยาจนถึงวิกฤตการณ์สงครามกลางเมืองในกัมพูชาเมื่อ 40-50 ปีก่อน ประเทศไทยเป็นฝ่ายที่ให้การช่วยเหลือและเกื้อกูลชาวกัมพูชามาโดยตลอด
​โดยเฉพาะในยุคที่มีผู้อพยพหนีภัยสงครามเข้ามา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง (ในรัชกาลที่ 9) ได้ทรงมีพระราชเสาวนีย์ให้ดูแลผู้อพยพชาวกัมพูชาเป็นอย่างดี ทำให้เกิดการตั้งถิ่นฐานบริเวณชายแดน เช่น บ้านหนองจาน รวมถึงการอนุโลมให้ชาวกัมพูชาเข้ามาอยู่อาศัยและสัญจรในพื้นที่พิพาทและแนวชายแดน อาทิ เขาพระวิหาร ช่องอานม้า ช่องบก ปราสาทตาเมือนธม และปราสาทตาควาย มาอย่างยาวนานหลายทศวรรษ" รศ.ดร.เจษฎ์ กล่าว

ทั้งนี้ รศ.ดร.เจษฎ์ ได้กล่าวถึงท่าทีของกัมพูชาในเวลาต่อมา ซึ่งกลับกลายเป็นปฏิปักษ์ต่อไทย มีทั้งการรุกล้ำพื้นที่ ขุดสนามเพลาะ และการใช้อาวุธโจมตีพลเรือน ยิ่งไปกว่านั้น ในปัจจุบันพื้นที่ตะเข็บชายแดนยังกลายเป็นฐานที่มั่นของกลุ่มมิจฉาชีพ หรือ "สแกมเมอร์" (Scammers) ที่สร้างความเดือดร้อนหลอกลวงทั้งคนไทยและประชาคมโลก ซึ่งผู้แทนระดับรัฐมนตรีและเอกอัครราชทูตของไทยได้เคยนำข้อกังวลเหล่านี้ไปชี้แจงในเวทีระหว่างประเทศมาแล้ว

"เราดูแลมานานแล้ว ทางกัมพูชาเกิดเป็นปฏิปักษ์กับเรา ยิงปืนเข้าใส่พลเรือน ยิงอาวุธเข้ามา รุกคืบเข้ามา ขุดสนามเพลาะ ก่อปัญหา แล้วยังไม่พอ หลอกลวงคนไทยรวมถึงชนชาวโลกทั้งหลายผ่านตะเข็บชายแดน โดยใช้บรรดาสิ่งที่คนเขาเรียกกันว่า Scammers ทุกวันนี้ ประเทศไทยเราจะทนอยู่ได้หรือ ในเมื่อเราดูแลถึงเพียงนี้ เอกอัครราชทูตเรา ผู้แทนในระดับรัฐมนตรีของเรา ก็พูดในเวทีระหว่างประเทศมาหลายครั้งแล้ว ชี้แจงแถลงไขให้ชนชาวโลกได้รับรู้ได้รับทราบ"
รศ.ดร.เจษฎ์ กล่าว

นอกจากนี้ รศ.ดร.เจษฎ์ ยังได้เตือนสติสังคมไทย ถึงเวลาแล้วที่ไทยต้องทบทวนท่าที โดยระบุว่า  "ถ้าเราใจดีต่อไป เราไม่สะบั้นสัมพันธ์ ไม่ตัดไมตรี เพื่อที่จะให้กัมพูชาสำนึก... ประเทศไทยเราจะทนอยู่ได้หรือ ในเมื่อเราดูแลถึงเพียงนี้" พร้อมเสนอว่ารัฐบาลควรเปลี่ยนมาตรการ โดยยึดหลักกฎหมายระหว่างประเทศเป็นบรรทัดฐานในการเจรจาอย่างเคร่งครัด แทนการช่วยเหลือแบบให้เปล่าเหมือนในอดีต รวมถึงได้โต้แย้งกลุ่มที่มองว่า ประเทศที่มีพรมแดนติดกันจำเป็นต้องพึ่งพากันทางเศรษฐกิจและไม่สามารถปิดด่านชายแดนได้ โดยชี้ให้เห็นว่าแนวคิดดังกล่าวไม่เป็นความจริงเสมอไป หลายประเทศทั่วโลกเลือกที่จะปิดพรมแดนระงับความสัมพันธ์เป็นเวลานานเมื่อเกิดปัญหา และจะกลับมาเปิดเจรจากันอีกครั้งก็ต่อเมื่อทั้งสองฝ่ายพร้อมที่จะเคารพสิทธิและไม่กระทำการที่เป็นปฏิปักษ์ต่อกันแล้วเท่านั้น

"ยังมีอีกหลายสิ่งหลายอย่างที่เราต้องแก้ปัญหา ก่อนที่เรากับกัมพูชา จะสามารถสานสัมพันธ์ หรือ... มีไมตรีกันได้ ดังนั้น พี่น้องชาวไทย อย่าหลงใหลไปกับการที่หลายคนมาบอกว่า มันเป็นเรื่องเศรษฐกิจ มันเป็นเรื่องที่เราต้องทำมาค้าขายกัน มันเป็นเรื่องที่บ้านเมืองอยู่ติดกันยังไงก็ตามเราจะปิดด่านไม่ได้ เราจะต้อง... อยู่ด้วยกัน เราจะต้องไปมาหาสู่กัน ไม่จริงครับ หลายประเทศ ก็ปิดต่อกันเป็นเวลานาน จนกว่าเมื่อถึงกาลที่จะสามารถพูดคุยกันได้ ก็ค่อยมาคุย" รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวนิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรครักชาติ กล่าวทิ้งท้าย

‘รักชาติ’ ลุยขยายฐาน!! จัดประชุมใหญ่เน้นพลังคนรุ่นใหม่ เจาะปัญหาปากท้องและเศรษฐกิจ เดินหน้าเตรียมพร้อมเลือกตั้งครั้งหน้า ตั้งเป้าสมาชิกทั่วประเทศเข้มแข็ง

พรรครักชาติ จัดประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2569 "ชัยวุฒิ" เน้น ดึงพลังคนรุ่นใหม่ เข้าสู่การเมือง พร้อมประกาศขยายฐานสมาชิกทั่วประเทศ รับศึกเลือกตั้งครั้งหน้า

[ขอนแก่น]  28 เมษายน 2569 เวลา 14.00 น.  -นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรครักชาติ เป็นประธานจัดการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2569 ครั้งที่ 1 พรรครักชาติ ของสาขาลำดับที่ 3 ประจำภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ณ โรงแรมเมเจอร์แกรนด์ ตำบลไชยสอ อำเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่น ภายใต้แนวคิด "เพราะรักชาติ ไม่ใช่แค่คำพูด พร้อมดึงพลังคนรุ่นใหม่ บ้านเมืองโปร่งใส ไร้คอรัปชั่น" โดยมีทีมบริหารพรรครักชาติเข้าร่วม อาทิ นายรวี เลาหพูนรังษี รองหัวหน้าพรรค, นายธรรศ พจนประพันธ์ รองหัวหน้าพรรค, นายทัศนัย ทองมี รองหัวหน้าพรรค, นายฐิติพันธุ์ เกยานนท์ เลขาธิการพรรค, นายณภัทร นวเครือสุนทร รองเลขาธิการพรรค, นายชนินทร์ ปิ่นทอง ผู้อำนวยการพรรค,  นายรัฐภูมิ วัลลิกุล เหรัญญิกพรรค, นายชัยพร จิรวินิจนันท์ โฆษกพรรค, นายฐิติพัฒณ์ จันทร์แก้ว รองโฆษกพรรค และกรรมการบริหารพรรค รวมถึงสมาชิกพรรค เข้าร่วมประมาณ 300 คน

โดยนายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรครักชาติ ได้ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุม ระบุว่า การประชุมใหญ่ของพรรคในวันนี้ผ่านพ้นไปได้อย่างเรียบร้อยและราบรื่น ซึ่งวาระสำคัญคือการเปิดโอกาสให้สมาชิกพรรคได้สะท้อนปัญหาและแสดงความคิดเห็น พบว่าเสียงสะท้อนส่วนใหญ่พุ่งเป้าไปที่ความกังวลด้านวิกฤตเศรษฐกิจและปัญหาปากท้องของพี่น้องประชาชน

​"อย่างที่เราทราบกันดีในตอนนี้ว่า น้ำมันเชื้อเพลิงมีราคาแพง ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ทำให้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย พี่น้องประชาชนกำลังเดือดร้อนอย่างหนักจากค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้น สมาชิกพรรคจึงได้เรียกร้องและฝากความหวังให้พรรครักชาติ เป็นกลไกสำคัญในการเข้าไปช่วยขับเคลื่อนและเร่งแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนเหล่านี้" นายชัยวุฒิ กล่าว

​นอกจากประเด็นด้านเศรษฐกิจแล้ว นายชัยวุฒิ ยังได้เปิดเผยถึงยุทธศาสตร์สำคัญในการขับเคลื่อนพรรคหลังจากนี้ โดยระบุว่า พรรครักชาติ มีเป้าหมายและแนวทางที่ชัดเจนในการเตรียมความพร้อมสู่การเลือกตั้งในครั้งหน้า

​"ยุทธศาสตร์สำคัญของเรานับจากนี้ คือการเดินหน้าหาสมาชิกพรรคเพิ่มเติม และเร่งสร้างเครือข่ายให้ครอบคลุมในทุกจังหวัดทั่วประเทศ เราต้องการสร้างพรรครักชาติให้มีความเข้มแข็ง เมื่อพรรคมีสมาชิกและมีพี่น้องประชาชนเข้ามาให้การสนับสนุนมากขึ้น เราก็จะมีพลังในการช่วยกันขับเคลื่อนนโยบายต่าง ๆ ของพรรคให้เป็นจริง เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาให้พี่น้องประชาชน และพัฒนาบ้านเมืองของเราให้ดียิ่งขึ้นกว่านี้ครับ" นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรครักชาติ กล่าวทิ้งท้าย

ญาติวีรชนพฤษภา’ ๓๕ เรียกร้อง!! เร่งรัดพิจารณาพ.ร.บ.สันติสุข หลังสภาฯ เห็นชอบเอกฉันท์ ยืนยันหลักความยุติธรรมและสมานฉันท์ ป้องกันความขัดแย้งซ้ำซาก

ด้วยคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา’ ๓๕  มีมติแสดงจุดยืนที่มากว่า 30 ปี ต่อห้วงเวลาวิกฤตสำคัญภายหลังจากที่ ร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.) เสริมสร้างสังคมสันติสุข พ.ศ.... ซึ่งได้ผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎร และการพูดคุยหารือกันในหมู่ประชาชนมาอย่างต่อเนื่องด้วยมติเป็นเอกฉันท์ และอยู่ระหว่างการพิจารณาของวุฒิสภาในรายละเอียดเหลือเพียงบางมาตรา แต่ต้องชะงักลงจากการ “ยุบสภา”

ด้วยเหตุดังกล่าว คณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา’ ๓๕  จึงเรียกร้องทุกฝ่าย ทุกพรรคการเมือง ดังนี้

เร่งรัดการนำร่างพระราชบัญญัติเสริมสร้างสังคมสันติสุข กลับเข้าสู่การพิจารณา ในกรอบ 60 วันตามรัฐธรรมนูญ  นับแต่วันเปิดสมัยประชุมสภา (ภายใน 12 พ.ค.2569 ) คณะกรรมการญาติวีรชนฯ เห็นว่า ร่างกฎหมายฉบับดังกล่าว มีความสำคัญในฐานะเครื่องมือเพื่อคลี่คลายความขัดแย้งทางการเมืองที่สะสมมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะเมื่อร่างกฎหมายนี้ได้ผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรด้วยมติเป็นเอกฉันท์ อันสะท้อนถึงฉันทามติร่วมของตัวแทนประชาชนจากทุกฝ่าย

เพื่อรักษาความต่อเนื่องของกระบวนการนิติบัญญัติ และแสดงให้เห็นถึงความจริงจังในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งของประเทศ ยืนยันหลักการ ความสามัคคีสมานฉันท์บนพื้นฐานความยุติธรรม ไม่ใช่การลืมความผิด โดยปราศจากเงื่อนไข

บทเรียนจากเหตุการณ์พฤษภาคม ๒๕๓๕  สอนให้สังคมไทยตระหนักว่า “การปรองดองที่แท้จริง” ไม่อาจเกิดขึ้นได้จากการนิรโทษกรรมแบบครอบคลุมทุกกรณีโดยไม่แยกแยะ หากแต่ต้องตั้งอยู่บนหลักการของความรับผิดชอบและความเป็นธรรมการกำหนดกรอบดังกล่าวเป็นการรักษาสมดุลระหว่าง “การให้อภัย” กับ “ความยุติธรรม” ไม่ให้สังคมไทยต้องกลับไปเผชิญกับวงจรความขัดแย้งซ้ำแล้วซ้ำเล่า

อนึ่งร่างพ.ร.บ.เสริมสร้างสังคมสันติสุข เป็นร่างกฎหมายที่มีความชัดเจนทั้งในด้านที่มาและความชอบธรรมทางการเมือง ของทุกพรรคการเมือง  กล่าวคือ เป็นร่างที่เสนอโดยพรรคภูมิใจไทย และมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ลงนามเสนอร่างในนามฝ่ายบริหารด้วยตัวท่านเอง อีกทั้งร่างดังกล่าวได้รับการยอมรับให้เป็น “ร่างหลัก” ในกระบวนการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร และได้ผ่านการลงมติเห็นชอบอย่างเป็นเอกฉันท์ในทุกมาตรา ซึ่งสะท้อนฉันทามติร่วมกันของทุกพรรคการเมืองในสภาอย่างแท้จริง

ดังนั้น การเร่งนำร่างกฎหมายฉบับนี้กลับเข้าสู่การพิจารณาอีกครั้ง จึงเป็นการเดินหน้าต่อจากฉันทามติเดิมของรัฐสภา มิใช่การเริ่มต้นใหม่ ควรได้รับการผลักดันอย่างจริงจังในฐานะกลไกสำคัญของการสร้างความปรองดองในสังคมไทย โดยเฉพาะสถานการณ์ปัจจุบันได้เกิดวิกฤตพลังงานและเศรษฐกิจทั่วโลก ประชาชนทุกชาติต่างผนึกกำลังสู้วิกฤต แต่สังคมไทยยังแบ่งแยกกันหลายฝ่าย ถึงเวลาที่ต้องสร้างความสามัคคีให้เป็นปึกแผ่นรวมกันเป็นอันหนึ่งเดียวกัน

คณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา’ ๓๕ ขอเน้นย้ำว่า การสร้างความสามัคคีสมานฉันท์  ตามคำสอนสั่งของพ่อหลวง ร.9 และในหลวงร.10  นำเป็นภารกิจทางศีลธรรมของสังคมไทย ร่างพระราชบัญญัติเสริมสร้างสังคมสันติสุขจึงต้องเร่งดำเนินไปอย่างรอบคอบ ยึดหลักการ และเคารพต่อความทรงจำของวีรชนผู้ที่เคยเสียสละเพื่อประชาธิปไตย

คณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา’ ๓๕ ขอเรียกร้องรัฐบาลและรัฐสภา ไม่ควรปล่อยให้โอกาสในการคลี่คลายความขัดแย้งของประเทศต้องสูญเปล่า และอาจเกิดการเผชิญหน้ากันอีกครั้งโดยไม่จำเป็น

นายอดุลย์ เขียวบริบูณ์ ประธานคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา’ ๓๕

ปาล์มไทยวิกฤต! ‘รัดเกล้า’ ซัดนโยบายพาณิชย์กดราคาปาล์ม ชง 5 ข้อถึง รมว.พาณิชย์ หยุดรัฐซ้ำเติมเกษตรกร จี้แก้ราคาปาล์มตกด้วยนโยบายที่เป็นธรรม

“รัดเกล้า” อภิปราย เสนอ 5 แนวทางถึง รมว.พาณิชย์ แก้ปัญหาปาล์มน้ำมันอย่างยั่งยืน ชี้นโยบายรัฐซ้ำเติมราคาดิ่ง

ที่ รัฐสภา นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี  สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร สะท้อนวิกฤตราคาปาล์มน้ำมันที่กำลังส่งผลกระทบต่อเกษตรกรกว่า 300,000 ครัวเรือนทั่วประเทศ พร้อมตั้งคำถามต่อการบริหารนโยบายของกระทรวงพาณิชย์ หลังราคาปาล์มในประเทศปรับตัวลดลงสวนทางตลาดโลก

นางรัดเกล้า ระบุว่า สถานการณ์ปัจจุบันสะท้อน “3 ปรากฏการณ์สำคัญ” ที่ทำให้ราคาปาล์มไทยดิ่งลงอย่างรวดเร็ว ได้แก่

1.ตลาดช็อก จากนโยบายควบคุมการส่งออกน้ำมันปาล์มดิบ (CPO) ที่ประกาศเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2569 ส่งผลให้ราคาหน้าลานปรับลดลงทันทีจากเกือบ 9 บาท เหลือประมาณ 7 บาทต่อกิโลกรัม ทำให้รายได้เกษตรกรหายไปกว่า 21% ภายในเวลาไม่ถึง 2 สัปดาห์

2.อ้างนโยบายกดราคา จากความไม่ชัดเจนในการสื่อสาร ส่งผลให้เกิดความตื่นตระหนกในตลาด ผู้ประกอบการรายย่อยไม่ได้รับข้อมูลที่ชัดเจน ขณะที่คนกลางใช้ช่องว่างนี้กดราคาซื้อ

3.สุกแดดซ้ำเติม  จากผลกระทบภัยแล้งเอลนีโญ ทำให้เปอร์เซ็นต์น้ำมันในผลปาล์มต่ำกว่ามาตรฐาน และถูกใช้เป็นข้ออ้างในการกดราคาเพิ่มเติม

นอกจากนี้ สส.รัดเกล้า ยังชี้ให้เห็นถึงจุดอ่อนเชิงโครงสร้างของอุตสาหกรรมปาล์มไทย โดยเฉพาะระบบลานเทที่ยังใช้การประเมินคุณภาพด้วยสายตาและประสบการณ์ แทนการใช้เครื่องมือวิทยาศาสตร์ที่แม่นยำ พร้อมได้เสนอ 5 แนวทางเชิงนโยบาย เพื่อแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน ได้แก่

1. ปรับนโยบายให้ยืดหยุ่นและสอดคล้องต้นทุนจริง โดยพิจารณามาตรการประกันรายได้ที่สมเหตุสมผล หรือระบบโควตาบริหารสต๊อก ควบคู่กลไกตลาด เพื่อไม่ให้รัฐกลายเป็นตัวบิดเบือนราคา

2. ยกระดับมาตรฐานหน้าลาน โดยสนับสนุนงบประมาณติดตั้งเครื่องวัดเปอร์เซ็นต์น้ำมันที่ได้มาตรฐาน พร้อมเชื่อมข้อมูลแบบเรียลไทม์เข้าสู่ระบบกลาง เพื่อความโปร่งใสและเป็นธรรม

3. จัดตั้งองค์กรกำกับดูแลปาล์มน้ำมันแบบบูรณาการ เสนอให้มีหน่วยงานเฉพาะด้าน คล้าย “Malaysia Palm Oil Board (MPOB)” ของมาเลเซีย เพื่อบริหารจัดการทั้งระบบอย่างมีเอกภาพ

4. เร่งพัฒนาอุตสาหกรรม SAF (Sustainable Aviation Fuel) ชี้ว่าเป็นทางรอดระยะยาวในการดูดซับน้ำมันปาล์มส่วนเกิน โดยตลาดโลกมีแนวโน้มเติบโตสูงถึง 29.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่กำลังการผลิตยังไม่เพียงพอ

5. ผลักดันการลงทุนและลดการพึ่งพาการนำเข้า SAF ปัจจุบันประเทศไทยยังต้องนำเข้าน้ำมัน SAF ทั้งหมด 100% แม้จะมีผู้ประกอบการไทยเริ่มลงทุนแล้ว แต่กำลังผลิตยังคิดเป็นเพียงประมาณ 5% ของความต้องการใช้ในประเทศ

นางรัดเกล้า แสดงความกังวลว่า วิกฤตจากปัจจัยภายนอก เช่น สงคราม หรือภัยแล้ง อาจควบคุมไม่ได้ แต่วิกฤตจากนโยบายรัฐที่ขาดความรอบคอบและการพลาดโอกาสในอุตสาหกรรมใหม่อย่าง SAF เป็นสิ่งที่รัฐบาลสามารถป้องกันและแก้ไขได้  “รัฐไม่ควรเป็นผู้ปิดประตูโอกาสของเกษตรกรไทย ในจังหวะที่ตลาดโลกกำลังเปิดรับ” นางรัดเกล้ากล่าวทิ้งท้าย

‘รัดเกล้า’ ชี้น้ำท่วมกระทบเด็ก!! เปิดเผยน้ำท่วมหาดใหญ่ทำโรงเรียนพัง นักเรียน 7 หมื่นเสียโอกาสเรียน ชี้รัฐบาลเยียวยาไม่ถึงโรงเรียน เสนอทางออกแก้ระเบียบช่วยด่วน

“รัดเกล้า” เปิดสถิติสุดช็อก น้ำท่วมหาดใหญ่ ทำ 700 รร.พัง นักเรียน 7 หมื่น เคว้ง ชี้ “วิกฤตที่ถูกลืม” กระทบอนาคตเด็กไทย แฉรัฐบาลเยียวยาเหลื่อมล้ำ แจกครัวเรือนแต่ลืมโรงเรียน  ชี้ต้องมีงบฉุกเฉินระดับโรงเรียน

“น้ำท่วมจบได้ แต่อย่าให้อนาคตเด็กจบไปด้วย”

(8 เม.ย.2569) ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ได้มีการอภิปรายในญัตติปฏิรูปโครงสร้างการบริหารจัดการอุทกภัยแบบบูรณาการ (หาดใหญ่โมเดล) เพื่อการเฝ้าระวัง ป้องกัน และฟื้นฟูเศรษฐกิจหาดใหญ่อย่างยั่งยืน นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ได้หยิบยก “วิกฤตการศึกษา” ที่เป็นประเด็นถูกลืม และแทบไม่มีใครพูดถึง เปรียบเหมือน "ภูเขาน้ำแข็งใต้น้ำ" ที่กำลังกระทบอนาคตเด็กไทยอย่างเงียบ ๆ แต่ รัฐบาลกลับมองข้าม 

นางรัดเกล้า เปิดเผยสถิติที่สุดรันทดว่า ขณะนี้มีโรงเรียนได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมถึง 723 แห่ง อุปกรณ์การเรียนพังพินาศ และมีเด็กนักเรียนกว่า 76,000 คนที่ต้องสูญเสียโอกาสทางการศึกษา พร้อมตั้งคำถามถึง "ความเหลื่อมล้ำในการเยียวยา" ว่า รัฐบาลจัดงบช่วยครัวเรือน 9,000-29,000 บาท มีพักหนี้ พักดอกเบี้ย มีค่าปลงศพ - ซึ่งเป็นเรื่องดี - แต่ในเชิงเปรียบเทียบ กลับไม่มีมาตรการช่วยเหลือโรงเรียนโดยตรงบ้างเลย ทั้งที่เป็นหัวใจของการฟื้นฟูอนาคต

"ดิฉันยกหูคุยกับ ผอ.โรงเรียนบ้านวังหรัง (ประสิทธิ์อุปถัมภ์) ด้วยตัวเอง โรงเรียนมีเด็กแค่ 160 คน แต่กำแพงโรงเรียนพังและเอียงถล่ม โดยเฉพาะโซนเด็กอนุบาล ผอ.ต้องไปเรี่ยไรเงินบริจาคมาได้แค่ 4-5 แสน ซึ่งไม่พอซ่อม ท่าน ผอ.ถึงขั้นพูดด้วยความอัดอั้นว่า "ต้องรอให้มีข่าวพาดหัวหน้าหนึ่งว่ากำแพงทับเด็กอนุบาลตายก่อนหรือเปล่า รัฐบาลถึงจะส่งเงินเยียวยามาให้" สส. รัดเกล้า กล่าว 

พร้อมกันนี้ยังได้หยิบยกกรณีของ "น้องเกรซ" นักเรียน ปวช. ที่กลายเป็นเหยื่อน้ำท่วมจนต้องลาออกจากการเรียนต่อ ปวส. เพราะเสื้อผ้าและอุปกรณ์การเรียนไหลไปกับน้ำหมด ครอบครัวไม่มีเงินส่งเสีย พร้อมเผยข้อมูลจากกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ว่าใน จ.สงขลา มีนักเรียนทุนเสมอภาคถึง 3,100 คน ที่เสี่ยงหลุดออกจากระบบ (Dropout) โดยกลุ่มที่น่าเป็นห่วงมากที่สุดคือ นักเรียนในช่วงรอยต่อ ได้แก่ ป.6 ม.3 และ ม.6 รวมถึงสายอาชีวศึกษา ซึ่งเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิต แต่รัฐบาลกลับเงียบกริบ ทั้งที่เคยประกาศนโยบาย Zero Dropout ไว้ใหญ่โต

ในช่วงท้าย นางรัดเกล้า ได้เสนอทางออก 2 ข้อใหญ่ คือ

1. บูรณาการฐานข้อมูล เชื่อมข้อมูลความเหลื่อมล้ำ (iSEE) เข้ากับข้อมูลภัยพิบัติเพื่อให้ความช่วยเหลือจากทุกภาคส่วน แม่นยำ รวดเร็ว ทันท่วงที

2. แก้ไข พรบ.จัดซื้อจัดจ้าง เพื่อปลดล็อกระเบียบราชการที่ล่าช้า พร้อมตั้งกองทุนเยียวยาฉุกเฉินให้โรงเรียนเข้าถึงงบได้ทันทีเหมือน "เงินสดย่อย" ไม่ต้องรอขั้นตอนที่รวมศูนย์อยู่แต่ในกรุงเทพฯ

“น้ำท่วมจบได้ แต่อนาคตเด็กไทยจบไม่ได้ - ภัยธรรมชาติเราอาจห้ามไม่ได้ แต่ความล่าช้าจากระบบราชการ คือการตัดสินใจของฝ่ายบริหาร และรัฐบาลต้องรับผิดชอบ” นางรัดเกล้ากล่าว

พร้อมทิ้งท้ายว่า หากยังไม่เร่งปลดล็อกโครงสร้างและกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นอย่างแท้จริง น้ำท่วมครั้งต่อไปจะไม่ใช่แค่ความเสียหายทางเศรษฐกิจ แต่จะหมายถึง “อนาคตของเด็กไทยที่ไหลหายไปกับสายน้ำ”

“รัดเกล้า” อภิปรายสภาฯ เสนอ 4 ยุทธศาสตร์ ปลดแอกพลังงานไทย ภูมิคุ้มกันยั่งยืน สร้างกันชนเศรษฐกิจไทยจากวิกฤตราคาน้ำมัน ตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง

“รัดเกล้า” อภิปรายสภาฯ เสนอ 4 ยุทธศาสตร์ปลดแอกพลังงานไทย สร้างภูมิคุ้มกันอย่างยั่งยืน ตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง

วันนี้ นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ได้อภิปรายในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรถึงสถานการณ์ “วิกฤตราคาพลังงาน” ที่กำลังส่งผลกระทบโดยตรงต่อค่าครองชีพของประชาชนไทย โดยชี้ให้เห็นว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางและความเสี่ยงต่อการปิด ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันของโลกถึง 20–30% ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป ทุกความเคลื่อนไหวใน “สมรภูมิโลก” ส่งแรงกระเพื่อมมาถึง “จานข้าวในบ้าน” ของคนไทยทันที เนื่องจากราคาน้ำมันเป็นต้นทุนสำคัญของระบบเศรษฐกิจ เมื่อราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น ย่อมส่งผลต่อราคาสินค้าและค่าครองชีพโดยรวม 

นางรัดเกล้า ชี้ให้เห็น 2 ปัจจัยหลักที่ทำให้ประเทศไทยมีความเปราะบางต่อวิกฤตราคาน้ำมัน ได้แก่ การขาด “กันชน” หรือกลไกรองรับความผันผวนของราคา และ การ "พึ่งพาการนำเข้า" น้ำมันจากตะวันออกกลางมากกว่าครึ่งหนึ่งของการใช้ทั้งหมด

พร้อมกันนี้ ได้กล่าวถึงนโยบายรัฐบาล ที่ต้องการส่งเสริมไบโอดีเซล (B7, B10, B20) ว่าเป็นแนวทางที่ถูกต้อง แต่ยังไม่เพียงพอในการแก้ปัญหาครั้งนี้ โดยมองว่า “ปาล์มน้ำมัน” ควรถูกใช้เป็น “กลไกรับแรงกระแทก (Strategic Buffer)” มากกว่าจะเป็นคำตอบระยะยาวของระบบพลังงาน

นางรัดเกล้า เน้นย้ำว่า ประเทศไทยต้องหันมาสร้างภูมิคุ้มกันด้านพลังงานตามหลักปรัชญ เศรษฐกิจพอเพียง เพื่อให้สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน และได้เสนอ “4 ยุทธศาสตร์ปลดแอกพลังงานไทย” ได้แก่

1. ยกระดับสู่ HVO (Hydrotreated Vegetable Oil) พัฒนาเทคโนโลยีไบโอดีเซลขั้นสูง เพื่อเพิ่มมูลค่าปาล์มน้ำมัน และรองรับเครื่องยนต์สมัยใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

2. สร้างตลาดรองรับไบโอดีเซล ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาเครื่องยนต์และเครื่องจักรในภาคอุตสาหกรรมและเกษตรกรรม ให้สามารถใช้ไบโอดีเซลได้อย่างแพร่หลาย

3. กระจายงบสู่พลังงานหมุนเวียน (2W 2S)

สนับสนุนพลังงานจากขยะ (Waste), ลม (Wind), แสงอาทิตย์ (Solar) และเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF) เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศ

4. บูรณาการภาคเกษตรและพลังงาน

วางแผนการผลิตพืชพลังงาน (Zoning) และโครงสร้างโรงงานให้สอดคล้องกัน ลดต้นทุนโลจิสติกส์ สร้างสมดุลระหว่างเกษตรกรและผู้บริโภค และ มีการประกันราคาขั้นต่ำที่ยุติธรรมให้เกษตรกร

“การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ไม่ใช่เพียงเรื่องสิ่งแวดล้อม แต่คือการสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจและพลังงาน เปรียบเสมือน ‘กำแพงเมือง’ ที่จะปกป้องชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทย ไม่ให้ต้องผันผวนไปตามความขัดแย้งของโลก” นางรัดเกล้า กล่าว

นั่งนายกฯ 32 สมัย 2 ชื่นมื่นพรรคภูมิใจไทย โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง “อนุทิน” เป็นนายกฯ คนที่ 32 กล่าวสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ยึดมั่นทำหน้าที่เพื่อชาติและประชาชน

(20 มี.ค. 69) พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ 'อนุทิน ชาญวีรกูล' ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ในสมัยที่ 2 โดยมีพิธีรับสนองพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ที่ทำการพรรคภูมิใจไทย ถนนพหลโยธิน โดยเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้เชิญพระบรมราชโองการ

ในพิธี นายอนุทิน ถวายความเคารพพระบรมฉายาลักษณ์และเปิดกรวยกระทงดอกไม้รับพระบรมราชโองการ ก่อนถวายบังคม 3 ครั้งและทำความเคารพอีกครั้ง โดยมีสมาชิกครอบครัวประกอบด้วย น.ส.ธนนนท์ นิรามิษ ภรรยา นายเศรณี ชาญวีรกูล บุตรชาย และบิดามารดา ร่วมพิธีพร้อม ส.ส.จากพรรคภูมิใจไทยและพรรคร่วมรัฐบาล

นายอนุทิน กล่าวสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณว่า "ข้าพระพุทธเจ้านายอนุทิน ชาญวีรกูล มีความปลื้มปิติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น ที่ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งข้าพระพุทธเจ้าให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี" พร้อมยืนยันจะทำหน้าที่อย่างเต็มกำลัง ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตเพื่อประโยชน์ของชาติและประชาชน

หลังพิธี นายอนุทินคุกเข่าก้มกราบบิดาและมารดา โอบกอดภริยาและผู้ร่วมแสดงความยินดี ก่อนร่วมถ่ายรูป บรรยากาศสะท้อนความอบอุ่นและขวัญกำลังใจในครอบครัว การแต่งตั้งในครั้งนี้ถือเป็นการต่อเนื่องของบทบาทผู้นำรัฐบาลและย้ำพันธกิจการเมืองของ 'อนุทิน' ที่ได้รับความไว้วางใจอีกครั้งจากมหาอำนาจพระมหากษัตริย์

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/breaking-news/news_10178284

‘ดร.เจษฎ์’ ฝาก ‘นายกฯ หนู’ แก้เกมส์ รุก ‘ฮุน มาเนต’ ดึง ฝรั่งเศส อเมริกา วุ่นวายไทย พร้อมปลุกใจ "ไทย สามัคคี รักชาติ"

(19 ก.พ. 69) จากกรณี "ฮุน มาเนต" นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ให้สัมภาษณ์พิเศษกับสำนักข่าวรอยเตอร์ส ระบุว่า จะเชิญ คณะกรรมการสันติภาพ โดยประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เป็นผู้ไกล่เกลี่ย พร้อมเรียกร้องไทยอนุญาตให้คณะกรรมการกำหนดเขตแดนร่วมเริ่มทำงานในพื้นที่พิพาทชายแดนนั้น 

ล่าสุด รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวนิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรครักชาติ ได้ลงพื้นที่ช่องอานม้า จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งเป็น 1 ในพื้นที่พิพาท ที่ไทยยึดคืนได้จากการปะทะ พร้อมให้สัมภาษณ์ทางถึงกรณีดังกล่าว โดยชี้ให้เห็นว่า ขณะที่นักการเมืองไทยกำลังแย่งชิงอำนาจ แต่ศัตรูข้างบ้านกำลังเดินเกมรุกคืบ เตรียมผนึกมหาอำนาจบีบไทยให้จนมุม พร้อมตั้งคำถามถึงพรรคการเมืองบางพรรคที่มีพฤติกรรมน่าสงสัย!


ซึ่ง รศ.ดร.เจษฎ์ ระบุว่า ต้องเตือนให้คนไทย ให้ "ตาสว่าง" กับแผนการของ "ฮุน มาเนต" นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ที่กำลังรุกคืบอย่างเป็นระบบ ที่มีแผนฮุบผลประโยชน์อ่าวไทย จากการอ้างอิงคำกล่าวของกษัตริย์นโรดม สีหมุนี ที่ระบุว่าหากไทยสร้างกำแพง กัมพูชาก็ต้องได้ "ส่วนแบ่งน้ำมันในอ่าวไทย" รวมถึงใช้ "ทรัมป์" เป็นโล่ ซึ่งกัมพูชาเลือกข้างสหรัฐฯ อย่างชัดเจนผ่าน Board of Peace เพื่อดึงมหาอำนาจมาเป็นพวก และเตรียมใช้ยุโรป (โดยเฉพาะฝรั่งเศส) เข้ามากดดันไทยให้คืนพื้นที่ทับซ้อน 

"กัมพูชามีแนวโน้มในการที่จะเดินหน้าเรียกร้องให้มีการคืนพื้นที่จากทางประเทศไทย ดังที่คุณฮุน มาเนต ได้บอกเอาไว้ เดินหน้าต่อจาก Board of Peace หรือคณะกรรมการสันติภาพ ไปยุโรป ไปคุยกับประเทศต่าง ๆ เพื่อสร้างความได้เปรียบ ในขณะที่กษัตริย์กัมพูชา สมเด็จนโรดม สีหมุนี ก็ได้กล่าวอ้างว่า ถ้าหากประเทศไทยจะสร้างกำแพงขึ้นมา ก็ต้องขอแบ่งน้ำมันที่อยู่ในอ่าวไทยเช่นกัน

การรุกคืบเหล่านี้ ทั้งจากสถาบันกษัตริย์ของกัมพูชา และจากองคาพยพในการบริหารจัดการแผ่นดินโดยคุณฮุน มาเนต ถ้าหากว่าเรายังไม่นึกคิดว่าภัยข้างบ้านเป็นสิ่งที่อันตรายมาก เรายังคงทะเลาะกันในบ้าน ยังคงหาจุดลงตัวเพื่อเดินหน้าต่อไปไม่ได้ การที่คุณฮุน มาเนต ไปประชุม Board of Peace หรือคณะกรรมการสันติภาพ ก็ต้องร่วมกันกับคุณโดนัลด์ ทรัมป์ เท่ากับว่ากัมพูชาเลือกทางฝั่งของสหรัฐอเมริกาไปเกินครึ่งตัวแล้ว" รศ.ดร.เจษฎ์ กล่าว

ทั้งนี้ รศ.ดร.เจษฎ์ ยังได้กล่าวถึงกรณีที่ชาวกัมพูชาแฝงตัวอยู่ในพื้นที่อธิปไตยไทยมานานกว่า 30-40 ปี โดยที่รัฐบาลยุคก่อน ๆ เพิกเฉย ด้วยว่า การได้สัมผัสพื้นที่จริง การได้เห็นว่ากัมพูชาได้มาแฝงตัวอยู่ในพื้นที่เหล่านี้ 30-40 ปีแล้ว โดยรัฐบาลที่ผ่าน ๆ มาไม่ได้แก้ปัญหาใด ไม่ได้พยายามจะดำเนินการเพื่อที่จะรักษาอธิปไตยอย่างมั่นคง แม้รัฐบาลที่มีคุณอนุทินเป็นนายกรัฐมนตรีจะดำเนินการค่อนข้างจะแข็งขัน และแสดงศักยภาพในการปกป้องอธิปไตยในระดับสูง แต่ก็ยังไม่เพียงพอ เพราะเหตุว่าภัยยังไม่หมด และเรื่องราวยังไม่จบ

การรุกคืบของกัมพูชาจะก้าวเข้ามาได้ทุกเมื่อ โดยใช้กำลังทางกายภาพ และใช้ความสัมพันธ์ที่จะมีต่อสหรัฐอเมริกาในอนาคตเข้ามาบีบคั้นเรา ส่วนประเทศมหาอำนาจอื่น ที่เราบอกว่าเป็นมหามิตร เช่น จีน เช่น รัสเซีย หรือประเทศอื่นใดในยุโรป จะช่วยเหลือเราหรือไม่ ยิ่งในยุโรปก็ยังมีประเทศอย่างฝรั่งเศสที่น่าจะพร้อมในการจะร่วมมือกับกัมพูชา และไม่รู้จะสานสัมพันธ์กับสหรัฐอเมริกาอย่างไร ในการรุกคืบมาย่ำยีไทย

นอกจากนี้ รศ.ดร.เจษฎ์ ยังกล่าวทิ้งท้ายเตือนสติคนไทย ด้วยว่า ภัยข้างบ้านอันตรายกว่าที่คิด หากไทยยังไม่เลิกทะเลาะกันเอง และยังจัดการ "ไส้ศึก" ภายในไม่ได้ เราอาจสูญเสียอธิปไตยอย่างถาวร

"พี่น้องทั้งหลายต้องตระหนักแล้วครับว่า เราต้องช่วยกันในการรักษาอธิปไตยให้มากกว่านี้ เราต้องช่วยกันผลักภัยร้ายออกจากบ้านเมือง และช่วยกันแก้ปัญหาภายในประเทศ ถ้าวันนี้ยังมีการบ่อนทำลายอยู่ เราต้องรีบจัดการ เราไม่มีเวลาที่จะแตกความสามัคคีกันแล้ว เพราะว่าภัยภายนอกมันหนักหนากว่าภัยภายในยิ่งนัก แต่สิ่งที่จะทำให้เราพ่ายแพ้ คือการจัดการกับภัยภายในไม่ได้ ความสามัคคีกันเหมือนที่เป็นมาในอดีต ดังนั้นในตอนนี้ เราต้องรู้แล้วล่ะครับว่า มันมีคนอยู่สองจำพวก จำพวกกำลังจะสร้างชาติ กับจำพวกกำลังจะทำลายชาติ เราต้องร่วมกันเป็นประเภทแรก บ้านเมืองเราถึงจะรอดครับ"

อีกด้านของความหวัง: 7 เรื่องที่ประชาธิปไตยไทย “ยังไม่ดีขึ้น” ก่อนเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2569

เมื่อเครื่องมือดีขึ้น แต่ความไว้ใจและโครงสร้างยังเป็นโจทย์เดิม

มีคนบอกว่าไทย “ดีขึ้น” เพราะคนตื่นตัวขึ้น ตรวจสอบเก่งขึ้น ใช้ข้อมูลมากขึ้น—จริง

แต่ถ้ามอง “ในทางตรงข้าม” เราก็ต้องยอมรับว่า บางรากของปัญหา ยังอยู่ครบ และบางเรื่องยังเป็นวงจรเดิมที่วนกลับมาทุกครั้งที่ถึงวันเลือกตั้ง

บทความนี้ชวนมอง 7 จุดอ่อนที่ประชาธิปไตยไทยยังไม่ดีขึ้นแบบเห็นชัด—เพื่อให้เราไม่เผลอ “ดีใจกับปลายยอด” แต่ลืม “ซ่อมราก”

1) วิกฤต “ความไว้ใจในกติกา” ยังไม่หาย
ปัญหาใหญ่ไม่ใช่แค่ใครชนะ–ใครแพ้ แต่คือสังคมยังรู้สึกว่าเกมนี้ “ไม่แฟร์เท่ากัน” ตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง

ต่อให้มีระบบรายงานผล มีข้อมูลมากขึ้น แต่ถ้าความเชื่อว่า “บังคับใช้กติกาไม่เสมอภาค” ยังฝังอยู่ การยอมรับผลก็จะเปราะบางเสมอ—และนี่คือเชื้อไฟชั้นดีของความขัดแย้ง

2) การเมืองไทยยังถูก “ชี้ขาดนอกคูหา” อยู่บ่อยครั้ง
การเลือกตั้งควรเป็น “จุดจบของข้อถกเถียง” แต่การเมืองไทยจำนวนไม่น้อยกลับเป็น “จุดเริ่มต้นของคดี/ข้อพิพาท”

กรณีการยุบพรรคและการตัดสิทธิ์ทางการเมืองในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ทำให้ผู้คนจำนวนมากรู้สึกว่า การเมืองไทยยังมี “ประตูหลัง” ที่สามารถเปลี่ยนกระดานได้ตลอดเวลา [1]

3) เสรีภาพในการแสดงออก โดยเฉพาะ “โลกออนไลน์” ยังถูกกดทับ
ยุคดิจิทัลควรทำให้การเมืองเปิดกว้างขึ้น แต่รายงานด้านเสรีภาพอินเทอร์เน็ตสะท้อนภาพตรงข้าม—ทั้งการดำเนินคดี การสอดส่อง และการคุกคามต่อผู้สื่อข่าว/นักกิจกรรมจากคอนเทนต์ออนไลน์ [2]

เมื่อพื้นที่ถกเถียงไม่ปลอดภัยพอ สังคมจะได้แต่เสียงที่ดังที่สุด ไม่ใช่เสียงที่จริงที่สุด และคุณภาพการตัดสินใจทางการเมืองก็จะยิ่งแย่ลง

4) เงิน–ทุน–เครือข่ายอุปถัมภ์ ยังครองสนาม (การแข่งขันไม่เท่ากันจริง)
เราพูดเรื่อง “ประชาธิปไตยของประชาชน” แต่ในทางปฏิบัติ การเมืองยังหนีไม่พ้นทุนการเมืองและเครือข่ายแบบอุปถัมภ์ ที่ทำงานเป็นระบบในหลายพื้นที่

งานวิจัยเกี่ยวกับเครือข่ายแบบอุปถัมภ์ในการเลือกตั้งชี้ให้เห็นว่า “อำนาจท้องถิ่น–เครือข่าย–การจัดการคะแนน” ยังเป็นตัวแปรสำคัญ [3]

และถ้าฐานเกมยังเป็นแบบนี้ คนเก่งแต่ “ไม่มีทุน/ไม่มีเครือข่าย” ก็ยากจะขึ้นมาแข่งขันอย่างเท่าเทียม

5) การเงินการเมือง “โปร่งใสไม่พอ” และโครงสร้างยังเอื้อความเหลื่อมล้ำระหว่างพรรค
ถ้าพรรคใหญ่เข้าถึงทรัพยากรมากกว่า (ทั้งทุน ทั้งเครือข่าย ทั้งการสนับสนุน) ความเป็นธรรมของการแข่งขันย่อมเสียสมดุล

รายงานประเมินเรื่องการเงินการเมืองของ International IDEA ชี้ประเด็นสำคัญว่า เกณฑ์การจัดสรรเงินสนับสนุนอาจก่อผล “เพิ่มช่องว่างรายได้” ระหว่างพรรคใหญ่กับพรรคเล็ก [4]

นี่คือเรื่อง “โครงสร้าง” ที่ต้องแก้ ไม่ใช่แค่จับผิดรายเคส

6) ความขัดแย้งแบบ “ทีมกีฬา” ยังกลบการถกเถียงเชิงเหตุผล
เรายังเห็นการเมืองที่แข่งกัน “เอาชนะอีกฝั่ง” มากกว่า “หาคำตอบร่วมกัน”โลกออนไลน์ทำให้การสื่อสารเร็วขึ้น แต่ก็ทำให้ความเกลียดชังและการเหมารวมแพร่เร็วขึ้นด้วย ผลคือพื้นที่ตรงกลางแคบลง คนที่อยากคุยด้วยเหตุผลเงียบลง และประเทศยิ่งหาทางออกยากขึ้น

7) ประชาชนมีส่วนร่วม “แค่วันเลือกตั้ง” มากกว่าการกำกับตรวจสอบระหว่างวาระ
ไทยเก่งขึ้นเรื่อง “ไปใช้สิทธิ” แต่ยังไม่แข็งแรงพอเรื่อง “กำกับผู้แทนหลังชนะ”

ดัชนี/ตัวชี้วัดด้านประชาธิปไตยของ International IDEA ชี้ให้เห็นว่า มิติการมีส่วนร่วมและความเข้มแข็งของภาคประชาสังคม เป็นโจทย์สำคัญที่ต้องพัฒนาอย่างต่อเนื่อง [5]

จุดยืนเดียวกัน!! ‘อภิสิทธิ์’ ลุกขึ้นจับมือ ‘ดร.เจษฎ์’ หลังประกาศลั่นกลางเวทีดีเบต! แก้โกงต้องเริ่มที่ “เลิกรับเงิน-ขายเสียง” ชี้การขายสิทธิ์เท่ากับการทำลายชาติ เปิดทางนักเลือกตั้งถอนทุนคืน

ในเวทีประชันวิสัยทัศน์ “ศึกชิงผู้นำ อนาคตประเทศไทย” ซึ่งจัดโดย CH7HD เมื่อวันที่ 28 ม.ค. 69 รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรครักชาติ เบอร์ 35 ได้กล่าวถึงประเด็นปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน โดยระบุว่า แม้ทุกพรรคการเมืองจะพูดเรื่องการปราบโกง แต่จุดเริ่มต้นที่แท้จริงของการแก้ปัญหานี้ต้องเริ่มจาก “ประชาชน” เป็นลำดับแรก

ชี้ “ขายเสียง = ขายชาติ” รับเงินแล้วกาให้ คือการทำลายบ้านเมือง รศ.ดร.เจษฎ์ กล่าวเน้นย้ำว่า หากพี่น้องประชาชนยังคงรับเงินและคิดว่าเป็นหนี้บุญคุณ เท่ากับท่านกำลัง “ขายสิทธิ์” และ “ขายเสียง” ของตนเอง ซึ่งการกระทำดังกล่าวคือการร่วมมือกันทำลายชาติบ้านเมือง ต่อให้พร่ำบอกว่า “รักชาติ” แค่ไหน แต่หากในทางปฏิบัติยังรับเงินอยู่ ความรักชาตินั้นก็ไม่มีทางสัมฤทธิ์ผล

ทั้งนี้ หากประชาชนมีความจำเป็นต้องรับเงินจริงๆ ก็จงรับไว้ แต่ “อย่าเลือก” คนที่ให้เงิน เพราะนักการเมืองที่ใช้เงินซื้อเสียงคือนักลงทุน และเมื่อลงทุนไปแล้ว 1 บาท ย่อมต้องการถอนทุนคืน 2 บาทอย่างแน่นอน ไม่มีใครลงทุนแล้วไม่หวังผลกำไร

พร้อมกันนี้ รศ.ดร.เจษฎ์ ยังเชิญชวนให้ประชาชนร่วมกันตรวจสอบการทำงานของภาครัฐหลังการเลือกตั้ง หากพบเห็นความไม่ชอบมาพากลต้องช่วยกันแจ้งเบาะแส โดยย้ำว่ารัฐต้องมีกลไก “คุ้มครองพยาน” ที่เข้มแข็ง เพื่อไม่ให้ผู้แจ้งเบาะแสต้องต่อสู้เพียงลำพัง


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top