Tuesday, 21 July 2026
POLITICS TIPS

เป็นสะพานให้คนรุ่นใหม่ เปิดประวัติ 'อ.เจษฏ์-ชัยวุฒิ' คู่แคนดิเดตนายกฯ 'พรรครักชาติ' "ไม่โกง ไม่เทา ไม่เกาหลัง" อีกทางเลือกคนรุ่นใหม่ ที่รักชาติ

เปิดประวัติ “อ.เจษฎ์–ชัยวุฒิ” คู่แคนดิเดตนายกฯ พรรครักชาติ จัดเต็ม! DNA ไม่โกง ไม่เทา ไม่เกาหลัง อีกทางเลือกคนรุ่นใหม่ รักชาติ

เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2568 พรรครักชาติยื่นชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี 2 คน ได้แก่ รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก เป็นลำดับที่ 1 (เป็น “แคนดิเดตคนนอก” และไม่ได้ลงปาร์ตี้ลิสต์) และ นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรค เป็นลำดับที่ 2 (พร้อมลงปาร์ตี้ลิสต์ลำดับ 1) โดยเปิดความคิดชัดว่า “รักชาติ...ไม่ใช่แค่คำพูด“ พร้อมวลีชุดใหญ่ “ไม่โกง ไม่เทา ไม่เกาหลัง” และพูดถึงโจทย์ “การเมืองโฉด–ข้าราชการชั่ว–ทุนสามานย์” ที่ต้องจัดการให้ได้ 

“อ.เจษฎ์–ชัยวุฒิ” จับคู่เพื่อความลงตัวในความหมายของคำว่า ‘รักชาติ’ ประกอบเป็น “พรรครุ่นใหม่” แบบที่มีทั้ง หลักคิด (ideology) และ เครื่องมือ (operating system) อยู่ในพรรคไปพร้อมๆ กัน

รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก : รักชาติแบบ “ยึดกติกา–คุมเกมด้วยนิติรัฐ”

ประวัติการศึกษา (รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก) 
- นิติศาสตร์บัณฑิต (LL.B.) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
- Juridical Science Master (JSM), Stanford University
- Juridical Science Doctor (JSD), Stanford University
- หลักสูตรผู้บริหาร/ธรรมาภิบาล: Director Certification Program (DCP) รุ่น 127 และ Director Accreditation Program (DAP)

อ.เจษฎ์ คือ “นักวิชาการกฎหมายระดับประเทศ” และ “ผู้เชี่ยวชาญรัฐธรรมนูญ/ทรัพย์สินทางปัญญา”  

แต่แก่นที่น่าสนใจคือ อ.เจษฎ์ถูกวางให้เป็น ‘ผู้คุมมาตรฐานความชอบธรรม’ ของพรรค มากกว่าคนหาเสียงแบบนักการเมือง

สายรัฐธรรมนูญ/ปฏิรูป/ต่อต้านทุจริต: มีบทบาทเป็นที่ปรึกษาคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ และเกี่ยวข้องงานปฏิรูปด้านปราบปรามทุจริต—นี่ทำให้ “รักชาติ” ในแบบเขา ถูกผูกกับคำว่า “กติกา” ไม่ใช่แค่อารมณ์ร่วม

สายทรัพย์สินทางปัญญา (IP) ที่ไม่ค่อยถูกหยิบมาเล่า: ถ้าพรรคจะ “รักชาติของคนรุ่นใหม่” จริง ๆ IP คือสนามที่เข้ากับยุคครีเอเตอร์–สตาร์ทอัพ–ซอฟต์พาวเวอร์ที่สุด เพราะมันคือ “การคุ้มครองมูลค่าที่คนไทยสร้าง” ตั้งแต่แบรนด์ เพลง ดีไซน์ นวัตกรรม ไปถึงภูมิปัญญาท้องถิ่น

รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก เป็นแคนดิเดตลำดับ 1 แบบไม่สังกัดพรรค โดยพรรครักชาติ “ดูที่ความเหมาะสม ไม่ใช่สายสัมพันธ์” พรรคอยากให้ “รักชาติ” ถูกตีความเป็น มาตรฐานคุณธรรม+ความสามารถ มากกว่า โควตาพรรค/บ้านใหญ่/นายทุน

ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รักชาติแบบ “โครงสร้างพื้นฐาน–อธิปไตยดิจิทัล” และทักษะการสร้าง “ระบบ” มากกว่า “สโลแกน”

ประวัติการศึกษา (นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์)

- ระดับมัธยม: โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย และ โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา
- ปริญญาตรี: วิศวกรรมศาสตรบัณฑิต (วิศวกรรมอุตสาหการ) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
- ปริญญาโท: วิศวกรรมศาสตรมหาบัณฑิต (วิศวกรรมอุตสาหการ) University of Southern California (USC)
- ปริญญาโท: ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต (เศรษฐศาสตร์) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ชัยวุฒิในฐานะอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัล เศรษฐกิจ และสังคม เส้นทางการเมืองหลายพรรค เข้าสู่การเมืองตั้งแต่ปี 2544 แต่สิ่งที่ทำให้ชัยวุฒิ กลายเป็น “แกนสร้างพรรค” คือ เขาเป็นนักการเมืองสายระบบ—คุ้นกับเครื่องมือรัฐ, งบประมาณ, โครงสร้างพื้นฐาน และงานที่ต้องใช้การจัดการจริง

มุมที่มักไม่ถูกเล่า: ถ้า “รักชาติ” จะเป็นของคนรุ่นใหม่ มันต้องลงไปอยู่ในเรื่อง ข้อมูล–ไซเบอร์–แพลตฟอร์ม–การหลอกลวงออนไลน์–การคุ้มครองผู้บริโภคดิจิทัล–อุตสาหกรรมเทค ซึ่งเป็นสนามที่ “รัฐต้องทำเป็น” ไม่ใช่แค่พูดเก่ง และนี่คือพื้นที่ที่ชัยวุฒิถูกวางให้เป็นคน “ทำให้เกิดระบบ” มากกว่าคน “ทำให้เกิดอารมณ์ร่วม”

สูตรผสม 2 แคนดิเดตนายกฯ พรรครักชาติ คือ หลักคิดเข้ม + ระบบทำงานจริง = อีกทางเลือกคนรุ่นใหม่ รักชาติ

นี่คือ “พรรครุ่นใหม่” แบบที่ไม่ยึดติดกับสูตรการเมืองไทยดั้งเดิมที่มักเริ่มจาก “ทุน–บ้านใหญ่–เครือข่ายหัวคะแนน” โดยวาทกรรม “ไม่ง้อนายทุน” เน้นย้ำ ไม่โกง ไม่เทา ไม่เกาหลัง และมี จุดยืนต่อ “การเปลี่ยนแปลง แก้ไขปัญหาให้ประเทศไทย” ในแนวทางที่มาจากคนรุ่นใหม่อย่างแท้จริง

'เท้ง' ฟาดกลับ 'อนุทิน' หยุดสร้างนิทานหลอกเด็ก ปม ม.112 แจงชัดยกมือดีเบต แค่ดันนิรโทษกรรมคดีการเมือง

(26 ธ.ค. 68) - นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวตอบโต้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ว่า ต้องบอกว่าการยกมือในวันนั้น ไม่ใช่การเห็นด้วยกับการแก้ไขมาตรา 112 แต่เป็นการผลักดันเรื่องนิรโทษกรรมของนักโทษที่โดนคดีทางการเมือง การให้สัมภาษณ์ของนายอนุทินมีความน่าเป็นห่วง เนื่องจากเอาเรื่องนี้มาเป็นข้ออ้าง และสร้างเงื่อนไขทางการเมือง พร้อมตั้งคำถามว่าเอาเรื่องนี้มาเรียกกระแสอะไรหรือไม่ ทั้งๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับการแก้ไขมาตรา 112

ดังนั้น ตนไม่อยากให้นายอนุทินเอาเรื่องนี้มาเป็นวาทกรรม สร้างนิทานหลอกเด็ก ในกรอบการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญนั้น ไม่มีพรรคการเมืองใดสามารถผลักดันเรื่องการแก้ไขมาตรา 112 ได้อีกแล้ว

ส่วนกระแสข่าวที่พรรคน้ำเงินจะไม่จับมือกับพรรคส้ม นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ไม่มีความกังวลใดๆ เพราะการเลือกตั้งที่จะถึงนี้ ประชาชนจะต้องเลือกระหว่างรัฐบาลของพรรคประชาชน หรือรัฐบาลของนายอนุทิน

ศักดิ์ศรีซื้อไม่ได้!! 'สรรเพชญ' เปิดใจครั้งแรก หลังซบภูมิใจไทยเป็นทางการ เหตุพรรคเดิมไร้ความชัดเจนทางการเมือง ย้ำจุดยืน "ไม่แลกศักดิ์ศรีกับอำนาจ"

‘สรรเพชญ’ เปิดใจครั้งแรกหลังย้ายซบภูมิใจไทย ประกาศศึกการเมืองเขต 1 ย้ำไม่แลกศักดิ์ศรีกับอำนาจ มวลชนแห่ให้กำลังใจแน่น

เมื่อวันที่ 25 ธ.ค. 2568 ที่อำเภอเมืองสงขลา บรรยากาศการเมืองคึกคัก เมื่อมวลชนชาวสงขลาจำนวนมากร่วมให้กำลังใจ นายสรรเพชญ บุญญามณี อดีต ส.ส.สงขลา เขต 1 ในโอกาสเปิดศูนย์ประสานงานพรรคภูมิใจไทย เขต 1 พร้อมเปิดใจเป็นครั้งแรก หลังตัดสินใจย้ายสังกัดทางการเมืองและประกาศเสนอตัวลงสมัครรับเลือกตั้งอีกสมัย ในนามพรรคภูมิใจไทย

นายสรรเพชญ ระบุว่า ตลอดเกือบ 3 ปีในสภาผู้แทนราษฎร ตนได้นำปัญหาของจังหวัดสงขลาเข้าสู่เวทีสภาอย่างต่อเนื่อง ทั้งในช่วงที่ทำหน้าที่ฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล พร้อมย้ำจุดยืนทางการเมืองชัดเจนว่า การโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีที่ผ่านมา เป็นไปตามความเห็นและอุดมการณ์ของตน ซึ่งสอดคล้องกับการกระทำตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา

อดีต ส.ส.สงขลา เขต 1 ยอมรับว่า ก่อนหน้านี้มีกระแสความไม่ชัดเจนทางการเมืองภายในพรรคเดิม จนทำให้ตัดสินใจเปิดการพูดคุยกับพรรคภูมิใจไทย ซึ่งได้ให้โอกาสและเปิดพื้นที่ในการทำงานอย่างจริงใจ โดยเป้าหมายหลักคือการผลักดันการพัฒนาจังหวัดสงขลาให้เกิดผลเป็นรูปธรรม และคืนความเป็นธรรมให้กับประชาชนในพื้นที่ภาคใต้

ช่วงท้าย นายสรรเพชญ ประกาศจุดยืนบนเวทีอย่างหนักแน่นว่า จะไม่แลกศักดิ์ศรีกับอำนาจทางการเมือง และไม่ยึดติดกับการเข้าร่วมหรือไม่เข้าร่วมรัฐบาล แต่จะทำหน้าที่ตรวจสอบอย่างเข้มข้น เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน พร้อมยืนยันว่า การย้ายมาพรรคภูมิใจไทยคือก้าวใหม่ทางการเมืองที่ยังยึดมั่นในอุดมการณ์เดิม และพร้อมพิสูจน์ตัวเองอีกครั้งในสนามเลือกตั้งเขต 1 สงขลาที่กำลังจะมาถึง

เสริมทัพไทยก้าวใหม่!! ไทยก้าวใหม่ 'สุกฤษฎิ์ชัย' นักวิชาการสิ่งแวดล้อม ผนึกกำลัง 'ดร.เอ้-คุณหญิงกัลยา' เปิดตัวชิง สส.กทม. เขต 3 พรรคไทยก้าวใหม่ ชูธงดันนโยบายสิ่งแวดล้อมให้เป็นจริง

‘สุกฤษฏิ์ชัย’ นักวิชาการสิ่งแวดล้อม เปิดตัวชิง สส.กทม. เขต 3 พรรคไทยก้าวใหม่ ผนึกกำลัง ‘ดร.เอ้-คุณหญิงกัลยา’ ลุยเลือกตั้ง 2569

นายสุกฤษฏิ์ชัย ธีระเริงฤทธิ์ รองผู้อำนวยการมูลนิธิสถาบันราชพฤกษ์ ได้เปิดเผยผ่านเพจเฟซบุ๊ก “สุกฤษฏิ์ชัย ธีระเริงฤทธิ์ - Sukritchai Teeraroengrit" ความว่า “เพื่อให้ได้ผลักดันนโยบาย ความรู้ และความคิดเพื่อบ้านเมือง กับคนที่ใช่และพรรคที่ชอบ รวมถึงการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ผมทำงานมาอย่างต่อเนื่อง

ผมพร้อมและอาสาลง สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต 3 (เขตยานนาวาและบางคอแหลม) พรรคไทยก้าวใหม่ ที่นำโดย ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หัวหน้าพรรคฯ และ ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช ประธานพรรคฯ ซึ่งเป็นผู้นำทางการเมืองที่มีความเชี่ยวชาญและพร้อมเข้ามาเปลี่ยนแปลงประเทศของเราให้ดีขึ้น ให้เป็นประเทศที่”ใช่“ของพวกเราทุกคน”

ก้าวใหม่ให้ไทยสตรอง ไปด้วยกัน

โดยนายสุกฤษฏิ์ชัย ธีระเริงฤทธิ์นั้น เป็นนักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อม ที่ทำงานด้านนี้มาอย่างยาวนาน รวมถึงเคยดำรงตำแหน่ง กรรมาธิการ พรบ.การรายงานการปล่อยและการเคลื่อนย้ายสารมลพิษสู่สิ่งแวดล้อม (PRTR Act.) และที่ปรึกษากรรมาธิการ พรบ.บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด (Clean Air Act.) ตลอดจนทำกิจกรรมและผลักดันงานด้านสิ่งแวดล้อม ด้วย

อุดมการณ์ไม่ใช่คำสวยหรู แต่คือสัญญาระยะยาวของประเทศ เซ็ก 5 สัญญาณของพรรคที่มี "อุดมการณ์จริง" จุดความหวังพาไทยจะพ้นวนลูปเดิม อย่าให้พรรคไร้แก่น "ใช้เป็นเครื่องมือชนะเลือกตั้ง"

พรรครัก “อำนาจ” หรือพรรครัก “อุดมการณ์”? ถ้าอยากให้ไทยเจริญจริง เราต้องเริ่มจากการเมืองที่มีแก่น

การเมืองที่ทำให้ประเทศเจริญ ไม่ได้เริ่มจากคำขวัญแรง ๆ หรือแจกสิทธิประโยชน์รายรอบ แต่เริ่มจาก “เข็มทิศ” ว่าพรรคการเมืองเชื่ออะไร เห็นประเทศแบบไหน และจะพาไปทางไหน
แม้ในเชิงหลักการ พรรคการเมืองถูกออกแบบให้เป็นการรวมตัวของคนที่มีแนวคิด/อุดมการณ์ร่วมกัน และทำหน้าที่ “ชี้ทิศทาง” ให้สังคมผ่านอุดมการณ์และแนวนโยบาย
แต่ปัญหาคือ ในโลกความจริง พรรคจำนวนไม่น้อยทำงานเหมือน “ทีมเลือกตั้ง” มากกว่า “สถาบันทางการเมือง”
ลักษณะที่เห็นบ่อย
• วันนี้พูดอย่าง พรุ่งนี้กลับอย่าง เพราะเป้าคือชนะรอบหน้า ไม่ใช่ชนะอนาคต
• นโยบายกลายเป็นเมนูบุฟเฟต์ ไม่ใช่แผนประเทศ
• คนย้ายพรรคง่ายกว่าย้ายค่ายมือถือ เพราะไม่มีแก่นให้ยึด
ผลลัพธ์คือประเทศเสียต้นทุนมหาศาล: นโยบายสะดุดทุกครั้งที่เปลี่ยนรัฐบาล โครงการดี ๆ ไม่ต่อเนื่อง ระบบราชการไม่รู้จะยึด “ทิศทาง” ไหน ประชาชนหมดศรัทธา แล้วการเมืองก็วนกลับไปที่การ “เอาชนะ” มากกว่าการ “แก้ปัญหา”

“พรรคที่มีอุดมการณ์จริง” หน้าตาเป็นอย่างไร
อุดมการณ์ไม่ใช่การติดป้ายว่า “ฝ่ายนี้-ฝ่ายนั้น” แต่อยู่ที่ความสม่ำเสมอ + ความรับผิดชอบ + ความโปร่งใส และทำให้ประชาชนตรวจสอบได้
พรรคที่มีอุดมการณ์จริง ควรมี 5 อย่างนี้
1. ประกาศคุณค่า (Values) ชัด: พรรคยืนบนอะไร เช่น เสรีภาพ โอกาสเท่าเทียม ประสิทธิภาพรัฐ สวัสดิการถ้วนหน้า การกระจายอำนาจ ฯลฯ
2. แปลงคุณค่าเป็นนโยบายที่ “เข้าชุด”: นโยบายไม่ขัดกันเอง และไม่เปลี่ยนไปตามกระแสทุกสัปดาห์
3. มีวินัยทางการเมือง: ส.ส./ผู้สมัครยึดแนวทางเดียวกัน ไม่ใช่ต่างคนต่างพูด
4. ประชาธิปไตยภายในพรรคจริง: ไม่ใช่พรรคเจ้าของคนเดียว
5. พร้อมให้ตรวจสอบด้วยตัวเลข: มีเป้าหมายระยะ 1–4–10 ปี พร้อมตัวชี้วัด ไม่ใช่แค่คำสัญญา

ทำไมไทย “ติดหล่ม” เมื่อพรรคไม่ยึดอุดมการณ์
เมื่อพรรคไม่ยึดอุดมการณ์ การเมืองจะถูกดันไปสู่ “ดีล” และ “ผลประโยชน์เฉพาะหน้า” มากกว่าแข่งขันกันด้วยแนวทางแก้ปัญหา

ระบบพรรคที่ความสัมพันธ์ระหว่างพรรคกับประชาชน “ผูกกันด้วยนโยบาย/อุดมการณ์” มักทำให้การเมืองมีเสถียรภาพและคาดการณ์ได้มากขึ้น ตรงข้ามกับระบบที่พึ่งเครือข่าย-การอุปถัมภ์ ซึ่งพาประเทศวนกับเกมเดิมและทำให้ปัญหาเชิงโครงสร้างไม่ถูกแก้

ทางออก: ถ้าอยากให้ไทยเจริญจริง ต้อง “อัปเกรดพรรค” ไม่ใช่แค่ “เปลี่ยนหน้า”
ข้อเสนอแบบจับต้องได้
พรรคการเมืองควรทำ
• ออก “รัฐธรรมนูญพรรค” ฉบับอ่านง่าย 10 หน้า: เราเชื่ออะไร ทำไม และจะทำอย่างไร
• ทำ “งบประมาณเงา (shadow budget)” ของนโยบายใหญ่ ๆ ให้ประชาชนเห็นที่มาที่ไป
• ตั้งสถาบันนโยบาย/การศึกษาในแนวทางพรรคอย่างเป็นระบบ ควบคู่กับการพัฒนาคน
• เปิดกระบวนการคัดผู้สมัครแบบโปร่งใส วัดจากความสามารถและความสอดคล้องกับแนวทาง ไม่ใช่แค่ “มีทุน-มีทีม”
ประชาชนควรถามพรรคให้ชัด (ก่อนกากบาท)
• ถ้าพรุ่งนี้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ/น้ำท่วม/ภัยพิบัติ พรรคจะตัดสินใจบน “หลัก” อะไร
• นโยบายที่หาเสียง ขัดกับแนวทางเดิมของพรรคไหม
• ถ้าไม่ได้เป็นรัฐบาล พรรคจะผลักดันอะไรต่อ และยอมโหวตอะไรไม่ได้ (เส้นแดงของพรรคคืออะไร)

ประเทศไทยจะเดินหน้าได้จริง เมื่อพรรคการเมืองเลิกเป็น “เครื่องมือชนะเลือกตั้ง” แล้วกลับมาเป็น “สถาบันที่มีแก่น” เพราะอุดมการณ์ที่แท้จริงคือสิ่งเดียวที่ทำให้นโยบายต่อเนื่อง การเมืองคาดการณ์ได้ ประชาชนตรวจสอบได้ และประเทศวางแผนระยะยาวได้

เพราะท้ายที่สุดแล้ว หากไม่มีอุดมการณ์ ก็ไม่มีทิศทาง—และประเทศที่ไม่มีทิศทาง ต่อให้วิ่งเร็วแค่ไหนก็หลงทางอยู่ดี

โฆษกกล้าธรรม โต้เดือด ‘อภิสิทธิ์’ ปมประกาศไม่รวมงานพรรคกล้าธรรม หลังเลือกตั้งปี 2569

(24 ธ.ค. 2568) นายอัครแสนคีรี โล่ห์วีระ โฆษกพรรคกล้าธรรม กล่าวตอบโต้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค พรรคประชาธิปัตย์ ประกาศบนเวทีดีเบตว่าจะไม่ร่วมงานกับ พรรคกล้าธรรม ภายหลังการเลือกตั้งปี 2569 ว่า ท่าทีดังกล่าวสะท้อนแนวคิดทางการเมืองที่มุ่งสร้างความแตกแยก มากกว่าการแสวงหาความสามัคคีเพื่อร่วมกันทำงานให้ประเทศเดินหน้า

รุกฆาตเขมร!! 'อาจารย์อุ๋ย' งัดมาตรา 20 กฎบัตรอาเซียน แนะ กต. กดดันขับกัมพูชาพ้นสมาชิกอาเซียน หลังพบพฤติกรรมรุกรานอธิปไตยชัด ใช้ประชาชนเป็นโล่มนุษย์-หนุนสแกมเมอร์

อาจารย์อุ๋ย จี้! ‘สีหศักดิ์’ เปิดเกมเดือด! กดดัน ‘อาเซียน’ ขับ ‘เขมร’ พ้นสมาชิก ไม่งั้นไทยเดินออกเอง 

(23 ธ.ค. 2568) - นายประพฤติ ฉัตรประภาชัย หรือ อาจารย์อุ๋ย นักวิชาการด้านกฎหมายระหว่างประเทศ และอดีตผู้สมัคร สส. กทม. พรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสเฟซบุ๊กแสดงความเห็นว่า “เรียนท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ 

เนื่องจากในสถากรณ์ปัจจุบัน กัมพูชายังคงมุ่งโจมตีเป้าหมายพลเรือนไทย ใช้ทุ่นระเบิดสังหารส่วนบุคคล ใช้ประชาชนของไทยและตนเองเป็นโล่มนุษย์ ซึ่งละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ รวมทั้งมีส่วนเชื่อมโยมกับขบวนการสแกมเมอร์ ซึ่งเป็นอาชญากรรมข้ามชาติ ที่ทั่วโลกต้องการปราบปรามกวาดล้าง ไทยต้องดําเนินตามขั้นตอนดังนี้ เพื่อรุกไล่และเพิ่มแรงกดดันบนเวทีโลกกับกัมพูชา โดยใช้อาเซียนเป็นเวที ตามขั้นตอนดังต่อไปนี้

1. ไทยต้องยื่นคำขาดให้อาเซียนลงมติขับกัมพูชาออกจากการเป็นสมาชิก!

ตามหลักของกฎบัตรอาเซียน ในส่วนอารัมภบท ให้ความสําคัญกับการเคารพในสิทธิมนุษยชน อธิปไตย หลักนิติธรรม สันติภาพ ความเอื้ออาทร และการไม่แทรกแซงกิจการภายในซึ่งกันและกัน แต่ทว่า นับแต่วันที่กัมพูชาได้รุกลํ้าดินแดนไทย และโจมตีเป้าหมายพลเรือนของไทย ใช้ทุ่นระเบิดสังหารส่วนบุคคล และใช้ประชาชนของตนเองเป็นโล่มนุษย์ ซึ่งเป็นการละเมิดทั้งหลักการพื้นฐานของอาเซียนและกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ ไทยจึงจําเป็นต้องใช้สิทธิในการป้องกันตนเองตามมาตรา 51 แห่งกฎบัตรสหประชาชาติ ตามหลักความได้สัดส่วน และจนถึงปัจจุบัน กัมพูชาก็ยังไม่มีท่าทีที่จะหยุดคุกคามไทย นอกจากนี้ กัมพูชายังเป็นภัยคุกคามของประชาคมโลกเนื่องจากรัฐบาลไม่ได้แสดงความจริงจังในการปราบปรามขบวนการสแกมเมอร์ซึ่งเป็นอาชญากรรมออนไลน์ข้ามชาติที่สร้างความเสียหายกับคนทั่วโลกนับล้านล้านบาทต่อปี 

ดังนั้น ไทยจึงต้องอาศัยอํานาจตาม ข้อ 20 (4) แห่งกฎบัตรอาเซียน เรื่องการละเมิดพันธกรณีอย่างร้ายแรง โดยไทยต้องเสนอต่อที่ประชุมผู้นำอาเซียนให้ลงมติ "ขับกัมพูชาออกจากสมาชิกภาพ" เพราะกัมพูชาละเมิดหลักการพื้นฐานของอาเซียนอย่างรุนแรง คือการไม่เคารพอธิปไตย ใช้กำลังอาวุธรุกรานสมาชิกด้วยกันเอง และละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ ละเลยการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ข้ามชาติ ที่สร้างความเสียหายต่อมนุษยชาติ หากอาเซียนยังเก็บรัฐที่ละเมิดกฎหมายไว้ ก็เท่ากับอาเซียนกำลังฆ่าตัวตายในเชิงหลักการ!

2. หากเสียงส่วนใหญ่ในอาเซียนยังคง "แทงกั๊ก" หรือไม่กล้าลงมติขับกัมพูชาออกเพียงเพราะเห็นแก่ความเป็นพี่น้องจอมปลอม วินาทีนั้น ไทยจะใช้สิทธิ ถอนตัว (Withdrawal) อย่างเป็นทางการ
โดยเราจะแจ้งต่อชาวโลกว่า ‘ไทยไม่สามารถร่วมสังฆกรรมกับองค์กรที่โอบอุ้มผู้รุกรานได้’ เพื่อสร้างความชอบธรรม (Legitimacy) บนเวทีโลก ว่าที่ไทยออก ไม่ใช่เพราะยอมแพ้ แต่เพราะองค์กรนี้ ‘หมดความศักดิ์สิทธิ์’ ในการรักษาสันติภาพไปแล้ว

3. เมื่อไทยออกมาแล้ว เราก็ไม่ได้อยู่โดดเดี่ยว เพราะเราจะใช้วิธี Bilateral Bypass กล่าวคือเราเดินหน้าทำ Bilateral FTA และข้อตกลงความมั่นคงทวิภาคีกับเพื่อนสมาชิกรายประเทศที่ยังเห็นความสำคัญของไทย ซึ่งต้องไม่มีกัมพูชา! เพื่อรักษาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจไว้และเมื่อไหร่ที่อาเซียนปฏิรูปตัวเองจนเดินไปในทิศทางที่ไทยต้องการ หรือเมื่อมีการกำจัด ‘เนื้อร้าย’ ที่ละเมิดกฎหมายออกไปแล้ว ไทยก็สามารถกลับเข้าสู่สมาชิกภาพได้อีกครั้งในฐานะ ‘ผู้กอบกู้หลักการอาเซียน’ ได้อย่างสง่างาม และทําให้โลกมองไทยเป็นตัวอย่างของ ‘ผู้กอบกู้หลักการของระบบพหุพาคีประชาคมโลก’ ด้วยความปรารถนาดี

ประเทศไม่ใช่ห้องแล็บ!! วัดกึ๋น 3 แคนดิเดตนายกฯ วิศวะ ‘เท้ง-หนู-เชน’ สแกนจุดเด่น-จุดเสี่ยง ในสมรภูมิเลือกตั้ง 2569 พร้อมวิธีคิดแบบ Engineer แก้แผลเรื้อรังคนไทย ในห้วงประเทศ ‘ไม่ต้องนับหนึ่งใหม่’ ทุกครั้งที่การเมืองสะดุด

3 แคนดิเดตนายกฯ สายวิศวะกับ 5 แผลเรื้อรังของคนไทย ‘ณัฐพงษ์–อนุทิน–ยศชนัน’ ใครเป็น “หัวหน้าช่าง” ใครเป็น “สถาปนิกประเทศ”?

การเมืองไทยกำลังเข้าสู่โหมดตัดสินจริง หลังการยุบสภาและกำหนดวันเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 สนามครั้งนี้ไม่ใช่แค่เลือกพรรค แต่คือการเลือก “วิธีคิด” ของคนคุมระบบประเทศ—และน่าสนใจตรงที่ตัวละครที่ถูกจับตา เป็น “สายวิศวะ” ถึง 3 คน ซึ่งแต่ละคนมาจากคนละสาย คนละวัฒนธรรมการแก้ปัญหา คำถามคือ คนไทยได้อะไรจากวิธีคิดแบบวิศวกร และอะไรคือกับดักที่ทำให้ประเทศวนซ่อมซ้ำ?

1) 3 วิศวะ 3 สูตรผู้นำ: ระบบ–หน้างาน–นวัตกรรม
ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (เท้ง) — วิศวกรรมคอมพิวเตอร์: “แก้บั๊กทั้งระบบ”
• จุดเด่นคือคิดแบบ “รัฐเป็นแพลตฟอร์ม” เน้นข้อมูล โปร่งใส ลดขั้นตอน ลดดุลพินิจที่เปิดช่องทุจริต
• เหมาะกับโจทย์ราชการซ้ำซ้อน บริการรัฐที่ประชาชนต้องวิ่งหลายหน่วยงาน และการตรวจสอบงบประมาณแบบติดตามได้
• ความเสี่ยง: ระบบดีบนกระดาษ แต่ชนกำแพงผลประโยชน์แล้ว “ทำไม่ผ่านการเมือง” ถ้าสื่อสารไม่โดนใจคนฐานรากก็ยากจะสร้างแรงหนุน

อนุทิน ชาญวีรกูล (หนู) — วิศวกรรมอุตสาหการ: “หัวหน้าไซต์งาน–คุมคอขวด”
• วิธีคิดแบบอุตสาหการเน้นโฟลว์งาน ทรัพยากร การตัดสินใจหน้างาน—เหมาะกับงานบริหารวิกฤตและการทำให้เครื่องจักรรัฐเดิน
• ถนัดงานที่ต้องการ command & control ชัด เช่นภัยพิบัติ โครงสร้างพื้นฐาน โลจิสติกส์ หรือการบริหารรัฐบาลผสมให้ระบบทำงานได้
• ความเสี่ยง: บริหารให้ “เดินได้” อาจกลายเป็นแค่การซ่อมเฉพาะหน้า หากไม่แตะรากปัญหาเรื่องกติกา ความโปร่งใส และการกระจายอำนาจ

ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ — วิศวะไฟฟ้า/ชีวการแพทย์: “นักวิจัย–นวัตกรรม–รัฐดิจิทัลเชิงโครงสร้าง”
• พื้นฐานสายวิจัยทำให้เด่นเรื่องนโยบายที่ต้องใช้หลักฐานและเทคโนโลยี โดยเฉพาะสุขภาพ สังคมสูงวัย และการยกเครื่องการศึกษาเชิงระบบ
• มีภาพของ “สถาปนิกเชิงวิทยาศาสตร์” ที่คิดโครงสร้างมากกว่ามาตรการระยะสั้น
• ความเสี่ยง: ประเทศไทยไม่ใช่ห้องแล็บ—การเมืองไม่ให้เวลาทดลอง และแรงต้านจากระบบเดิมอาจทำให้สูตรที่ดี “ไม่ได้รับอนุมัติให้ใช้จริง”

2) 5 แผลเรื้อรังของคนไทย: ใครถนัดแก้อะไร (และต้องวัดผลยังไง)
• รัฐราชการช้า–ซ้ำซ้อน: ณัฐพงษ์ได้เปรียบเชิงแนวคิด (ลดขั้นตอน/ลดดุลพินิจ) แต่ต้องทำให้ผ่านด่านผลประโยชน์จริง
• เศรษฐกิจฐานรากตึง–SME ฟื้นช้า: อนุทินถนัดการจัดทรัพยากรและการคุมโฟลว์ แต่ต้องพิสูจน์ว่าโตแบบกระจาย ไม่ใช่กระจุก
• น้ำท่วม–ภัยพิบัติ–ความเสี่ยงทับซ้อน: สายบริหารหน้างานได้เปรียบ แต่ประเทศต้องขยับจาก “แก้หลังพัง” ไปสู่ “ป้องกันก่อนพัง”
• สังคมสูงวัย–ระบบสุขภาพ: ยศชนันน่าจะถูกคาดหวังสูงสุด แต่ต้องทำให้เทคโนโลยีลงถึงบริการปฐมภูมิ ไม่ค้างบนเวทีสัมมนา
• เสถียรภาพการเมือง–กติกาที่ทำให้ประเทศชะงัก: ณัฐพงษ์พูดเรื่องแก้กติกา, อนุทินพูดเรื่องทำให้เดินก่อน, ยศชนันพูดเรื่องออกแบบเชิงโครงสร้าง—ประชาชนต้องการ ‘ทำได้จริง’ ไม่ใช่เลือกคำที่ถูกใจ

3) นายกฯคือ “หัวหน้าช่าง” หรือ “สถาปนิกประเทศ”? คนไทยเบื่อซ่อมแล้ว
ประเทศเหมือนบ้านที่ไฟตก น้ำรั่ว ฝ้าพัง—เรามีคนเก่งซ่อม แต่ซ่อมแล้วพังซ้ำเพราะโครงสร้างเดิมยังอยู่ นี่คือคำถามที่ต้องโยนกลับไปยังผู้นำทั้งสาม:
1. จะซ่อมให้เดินต่อ (หัวหน้าช่าง) หรือจะรื้อกติกาเพื่อไม่ให้พังซ้ำ (สถาปนิกประเทศ)?
2. จะชนะเชิงระบบได้อย่างไร เมื่อผู้ได้ประโยชน์จากระบบเดิมไม่อยากให้เปลี่ยน?
3. จะทำให้ประชาชนเห็นผลในชีวิตจริงภายใน 6–12 เดือนแรก ด้วยตัวชี้วัดที่ตรวจสอบได้หรือไม่?

4) กับดักของนายกฯสายวิศวะ: เหตุผลไม่ชนะผลประโยชน์ด้วยตัวมันเอง
วิศวกรชอบคิดว่า “ออกแบบถูกต้อง ระบบจะทำงานเอง” แต่การเมืองไทยคือสนามที่คนใช้ระบบมีแรงจูงใจให้ระบบพัง แล้วค่อยขายบริการซ่อม 4 กับดักใหญ่ที่ทุกคนต้องผ่านคือ:
• ข้อมูลจริง แพ้ ความกลัว/ความเชื่อ: ต่อให้ตัวเลขถูก ถ้าสื่อสารไม่โดน ความจริงก็แพ้เรื่องเล่าในไม่กี่นาที
• แผนดี ไม่เท่ากับ ทำได้: สภาคือสนามต่อรอง—ต้องคุมเสียง คุมดีล และคุมผลกระทบ ไม่ใช่แค่คุมสไลด์
• ประโยชน์ส่วนรวม ไม่ได้ทำให้ระบบยอมเปลี่ยน: ระบบเดิมกลัวเสียอำนาจต่อรอง จึงยื้อจนหมดวาระเป็นปกติ
• เทคโนโลยีไม่ใช่คำตอบสุดท้าย: ถ้ากฎหมาย งบ คน และวัฒนธรรมไม่เปลี่ยน เทคจะกลายเป็นของโชว์

ประโยคเดียวที่ประชาชนควรย้ำใส่ผู้สมัครทุกคน: ประเทศไทยไม่ต้องการนายกฯที่ “วิศวกรเก่งที่สุด” แต่ต้องการนายกฯที่ทำให้ประเทศ ‘ไม่ต้องวนกลับมาเริ่มใหม่’ ทุกครั้งที่การเมืองสะดุด — และต้องกล้ายอมถูกวัดผลจริง

อ้างอิง 
Reuters (15 ธ.ค. 2025): กกต.ประกาศวันเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2026 หลังยุบสภา
AP (12 ธ.ค. 2025): รายงานการยุบสภาและเงื่อนไขเลือกตั้งภายใน 45–60 วัน
Reuters (17 ธ.ค. 2025): เพื่อไทยดัน ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ เป็นผู้ท้าชิงหลัก
เว็บไซต์ทำเนียบรัฐบาล (thaigov.go.th): ประวัติและการศึกษา นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล
Khaosod English / Wikipedia: โปรไฟล์และการศึกษา ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ

‘สีหศักดิ์’ เผยผลประชุม รมว.การต่างประเทศ อาเซียนไร้ข้อตกลงหยุดยิง โยนใช้เวที GBC รมว.กลาโหมไทย-กัมพูชา คุยกันที่จันทบุรี 24 ธ.ค.นี้

(22 ธ.ค. 2568) ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ แถลงภายหลังการประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอาเซียน สมัยพิเศษ ซึ่งรัฐบาลมาเลเซียในฐานะประธานอาเซียนปี 2025 เป็นเจ้าภาพจัดขึ้น เพื่อหารือสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยไทยขอขอบคุณมาเลเซียที่เปิดเวทีการประชุมในกรอบภูมิภาค เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองและแสวงหาทางออกอย่างสร้างสรรค์

นายสีหศักดิ์ ระบุว่า ไทยมีจุดยืนที่ชัดเจนในการยึดมั่นสันติภาพ และมีความปรารถนาดีต่อประเทศเพื่อนบ้าน ดังเช่นที่ไทยเคยมีบทบาทช่วยฟื้นฟูสันติภาพในภูมิภาคมาแล้ว พร้อมย้ำว่าไทยต้องการเห็นสันติภาพที่แท้จริงและยั่งยืน

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวต่อว่า นับตั้งแต่เกิดเหตุปะทะในช่วงรัฐบาลที่ผ่านมา ไทยพยายามแก้ไขปัญหาผ่านกรอบทวิภาคีมาโดยตลอด แต่ฝ่ายกัมพูชากลับพยายามนำประเด็นเข้าสู่กรอบสหประชาชาติ แทนการเจรจาระหว่างสองประเทศ รวมถึงการเผยแพร่เทปเสียงจากการหารือ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อบรรยากาศความไว้วางใจ อันเป็นปัจจัยสำคัญในการแก้ไขปัญหา

นายสีหศักดิ์ กล่าวย้ำว่า การลงนามข้อตกลงหยุดยิงที่เมืองปุตราจายา เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม และข้อตกลงสันติภาพที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ เมื่อวันที่ 26 ตุลาคมที่ผ่านมา สะท้อนความตั้งใจจริงของไทยในการเดินหน้าไปสู่สันติภาพ พร้อมยืนยันว่าข้อตกลงร่วมกับกัมพูชาเป็นเส้นทางสู่สันติภาพ แต่ฝ่ายกัมพูชาจำเป็นต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดอย่างครบถ้วน ทั้งการลดอาวุธ ลดกำลังทหาร การเก็บกู้ทุ่นระเบิด การปราบปรามอาชญากรรมข้ามแดนและแก๊งสแกมเมอร์ รวมถึงการจัดการปัญหาการรุกล้ำพื้นที่ ซึ่งทั้ง 4 ประเด็นถือเป็นสาระสำคัญ

โดยเฉพาะประเด็นการเก็บกู้ทุ่นระเบิด นายสีหศักดิ์ ระบุว่า เป็นเรื่องที่ประเทศไทยให้ความสำคัญอย่างยิ่ง หลังเกิดเหตุทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดจนขาขาดมาแล้ว 6 ครั้ง และหลังการลงนามข้อตกลงยังเกิดเหตุซ้ำเป็นครั้งที่ 7 ซึ่งเป็นเรื่องที่ประชาชนไทยต้องการคำอธิบายที่ชัดเจน แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่ได้รับคำตอบที่เป็นรูปธรรมจากฝ่ายกัมพูชา

นายสีหศักดิ์ กล่าวอีกว่า การเข้าร่วมประชุมครั้งนี้ ไทยไม่ได้มีเจตนาจะกล่าวโทษฝ่ายใด แต่ต้องการให้เกิดกระบวนการหยุดยิงที่แท้จริง ไม่ใช่เพียงการประกาศฝ่ายเดียว พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า แม้กัมพูชาจะพูดถึงการหยุดยิงในเวทีต่าง ๆ แต่กลับไม่เคยหารือกับไทยโดยตรง ซึ่งทำให้การเดินหน้าสู่สันติภาพเป็นไปได้ยาก

ทั้งนี้ ไทยเสนอให้มีการหารือระหว่างทหารของทั้งสองฝ่าย โดยใช้กรอบคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (General Border Committee: GBC) ซึ่งฝ่ายกัมพูชายอมรับข้อเสนอ และเห็นชอบให้มีการประชุม GBC ในวันที่ 24 ธันวาคมนี้ เพื่อหารือขั้นตอนต่าง ๆ ในการนำไปสู่การหยุดยิงอย่างเป็นรูปธรรม

นายสีหศักดิ์ ยืนยันว่า จนถึงขณะนี้ยังไม่มีข้อตกลงหยุดยิงอย่างเป็นทางการ และต้องรอผลการหารือในระดับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของทั้งสองประเทศ ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 24 ธันวาคม ที่จังหวัดจันทบุรี ต่อไป

ที่มา : https://mgronline.com/politics/detail/9680000123279

'พีระพันธุ์ – อรรถวิชช์ - นราพัฒน์' 3 แคนดิเดตนายกฯ ‘รวมไทยสร้างชาติ’ ประกาศความพร้อมสู้ศึกเลือกตั้ง ชูสโลแกน 'เด็ดขาดแก้วิกฤต พลิกโฉมประเทศ' ดันนโยบาย มั่นคง - ศก. – ปากท้อง ครบทุกมิต

'รทสช.' เปิด 3 แคนดิเดตนายกฯ 'พีระพันธุ์-อรรถวิชช์-นราพัฒน์' ชูสโลแกน 'เด็ดขาดแก้วิกฤต พลิกโฉมประเทศ' ดันนโยบาย มั่นคง- ศก.-ปากท้อง พร้อมส่งกทม. ครบ 33 เขต

เมื่อเวลา 13.20 น.วันที่ 22 ธ.ค. ที่พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ พร้อมด้วย นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรค และนายนราพัฒน์ แก้วทอง รองหัวหน้าพรรค แถลงนโยบายพรรค พร้อมเปิดสโลแกนพรรค “เด็ดขาดแก้วิกฤต พลิกโฉมประเทศ” และเปิดแคนดิเดตนายกฯ 3 คน ได้แก่ นายพีระพันธุ์ นายอรรถวิชช์ และนายนราพัฒน์

นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า ที่ตนยืนอยู่ตรงนี้ในฐานะผู้นำพรรครวมไทยสร้างชาติ เพื่อมาประกาศให้ประชาชนรู้ว่าเรารวมไทยสร้างชาติจะแก้ไขปัญหาของประเทศอย่างไรบ้าง ทั้งปัญหาเรื่องความมั่นคง การปะทะกันที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ปัญหาค่าครองชีพ ปัญหาการทุจริต การโกงชาติ สแกมเมอร์ และปัญหาเศรษฐกิจฐานราก คนรากหญ้าจะตายอยู่แล้ว ปัญหาเหล่านี้เกิดมานานแล้ว ประเด็นคือเราปล่อยให้ปัญหาเหล่านี้เกิดซ้ำแล้วซ้ำอีก ซ้ำไปเรื่อยๆ จนกลายเป็นวิกฤตของประเทศ และปล่อยให้เป็นอย่างนี้เพราะไม่เคยมีการแก้ไขปัญหาด้วยความเอาจริงเอาจังและเด็ดขาด ปัญหาธรรมดาเลยเป็นวิกฤต และจากวิกฤตคือความเดือดร้อนของคนไทยทั้งชาติ พรรครวมไทยสร้างชาติตระหนักถึงสิ่งเหล่านี้ ที่ผ่านมาตนประกาศมาตลอดว่ารวมไทยสร้างชาติไม่ได้เล่นการเมือง แต่เรามาทำงานการเมืองให้กับพี่น้องประชาชน ปัญหาทั้งหมดที่ตนมองวันนี้รวมไทยสร้างชาติไม่ได้มาแค่ทำงาน จากนี้ไปเราล้างบางความเสียหาย ความชั่ว ความที่ไม่มีการเอาจริงเอาจัง ทำให้ประเทศไทยเกิดวิกฤต เราจะมาล้างบางความชั่วเหล่านี้ให้หมดแผ่นดินไทย

นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า ภารกิจหลักของเราประการหนึ่งเรื่องความมั่นคงประเทศ หลักๆ เรื่องของอธิปไตยประเทศ เราจะทำอย่างไรกำจัดคนโกงให้หมดจากแผ่นดิน ทำอย่างไรจะให้ค่าครองชีพ ค่าพลังงานถูกลงไปอีก ทำอย่างไรจะฟื้นเศรษฐกิจฐานราก นโยบายหลักที่สำคัญของเราทั้งหมดนี้ รวมไทยสร้างชาติจะเข้าสู่สนามเลือกตั้งในปี 2569 เด็ดขาดแก้วิกฤต พลิกโฉมประเทศ อันดับแรกต้องรักษาอธิปไตยของชาติ หนึ่งตารางนิ้วของประเทศไทยเสียไม่ได้เด็ดขาด เรายกเลิกเอ็มโอยู 43-44 ซึ่งประเทศไทยไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย ทำตัวเป็นคนดีแต่ถูกรังแกมาตลอด ศักดิ์ศรีถูกเหยียบย่ำถูกรังแก เราจะไม่ยอมอีกต่อไป แผ่นดินไทยทุกตารางนิ้วต้องกลับคืน เส้นเขตแดนทางทะเลต้องเป็นของเราที่ถูกต้องตามกฎหมายสากลทั้งหมด ปัญหาพลังงานใต้ท้องทะเลประเทศไทยต้องนำกลับขึ้นมา เราไม่ได้ไปโกงใคร แต่เราต้องทำเด็ดขาด เราต้องสร้างรั้วชายแดน ซึ่งที่ผ่านมาเข้า-ออกทั้งผู้ค้ายาเสพติด สแกมเมอร์ ทุนเทา ค้ามนุษย์ แต่ที่แย่ที่สุดมีการเข้ามาฝังทุ่นระเบิด เราจะไม่ปล่อยให้ใครทำแบบนี้กับแผ่นดินไทยและทหารไทยเด็ดขาด เราจะสร้างรั้วใช้งานอย่างจริงจัง จะป้องกันอธิปไตยของชาติจากการรุกรานทุกรูปแบบและการเข้ามาของคนชั่วที่มาทำมาหากินในประเทศไทย แต่ทั้งหมดนี้ขวัญกำลังใจของชาติคือทหาร รั้วของจริงสร้างด้วยเหล็ก รั้วของชาติสร้างด้วยจิตวิญญาณเลือดเนื้อ ขาขาดกี่ขา บาดเจ็บกี่คน เราต้องดูแล เพราะฉะนั้นทุกคนที่ออกรบจะได้เบี้ย 200,000 บาท ในการดูแล และทหารใหม่ที่สมัครใจเกณฑ์ทหารรับไปเลยคนละ 30,000 บาท ทั้งนี้ทหารเกณฑ์ส่วนใหญ่รายได้น้อยและต้องดูแลครอบครัว ก็รับไปเลยเงินเดือนบวกเงินค่าครองชีพเดือนละ 15,000 บาท

นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า ประการที่สอง เราต้องกำจัดพิฆาตคนชั่ว คนโกงชาติ โกงแผ่นดินต้องประหารให้หมด พวกสแกมเมอร์ต้องโทษหนักประหารชีวิตสูงสุด รวมไทยสร้างชาติจะแก้กฎหมายทันทีที่เราเป็นรัฐบาลออกพระราชกำหนดประหารคนชั่วเหล่านี้ให้ออกจากแผ่นดิน และคนชั่วที่โกงเงินชาติ นอกจากประหารชีวิตแล้ว ลูกหลานต้องชดใช้เงินแผ่นดินด้วย

นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า และวันนี้ภาระของทุกคนคือค่าครองชีพที่รัฐบาลสามารถช่วยได้คือทุบค่าพลังงาน ถ้าตนเป็นรัฐมนตรี น้ำมันเบนซิน ดีเซล 30 บาทเท่านั้น และได้เตรียมการไว้แล้วสามารถทำได้ทันที ยืนยันว่าเราจะไม่ยอมอ่อนข้อให้กับนายทุน ไม่ว่าทุนเทาหรือทุนพลังงาน ส่วนค่าไฟถูกลงได้อีก 3.3 บาท/หน่วย

นายพีระพันธุ์ กล่าวอีกว่า อีกเรื่องคือนโยบายปฏิรูปการศึกษา ที่พ่อแม่เครียดเรื่องอนาคตลูก เด็กเครียดในการสอบเข้า เราจะปฏิรูปการศึกษา เด็กอยากเรียนอะไรต้องได้เรียนทุกคน ยุติการสอบเข้า ขอให้สอบจบให้ได้ก็แล้วกัน เด็กทุกคนมีความสามารถอะไรก็ได้เรียนทุกคนไม่ต้องเครียดกับการสอบเข้าและการติวอีกต่อไป และให้ใช้หนี้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ด้วยการทำงาน จะไม่มีการฟ้องคดีอีกต่อไป

นายพีระพันธุ์ กล่าวด้วยว่า รวมไทยสร้างชาติเข้าสนามรบเลือกตั้งเพื่อเอาชนะวิกฤตชาติด้วยความเด็ดขาด เพื่อประโยชน์ของประชาชน ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ของพรรค ทั้งนี้ รวมไทยสร้างชาติ จะส่งตัวแทนของผู้สมัครกรุงเทพมหานคร ครบทั้ง 33 เขตเลือกตั้ง

ด้านนายอรรถวิชช์ กล่าวถึงนโยบายด้านเศรษฐกิจว่า เศรษฐกิจไทยย่ำอยู่กับที่มา 20 กว่าปี เพราะประเทศไทยไม่สามารถมีธุรกิจรูปแบบใหม่เกิดขึ้นได้ และถูกย้ำด้วยการผูกขาดทางธุรกิจอยู่สองอย่าง คือ ธุรกิจพลังงาน กับ ธุรกิจธนาคารพาณิชย์ ดังนั้น พรรครวมไทยสร้างชาติจึงเสนอสองนโยบาย เพื่อให้เกิดการสร้างงาน คือ

1.การปล่อยเสรีโซลาร์เซลล์ ให้ประชาชนสามารถติดตั้งโซลาร์เซลล์ได้ โดยไม่ต้องขออนุญาต ซึ่งนอกจากจะช่วยให้ประชาชนประหยัดค่าไฟแล้ว ก็จะตอบสนองต่อธุรกิจใหม่ๆ ที่ต้องการพลังงานสะอาด 100 เปอร์เซ็นต์ เช่น ดาต้าเซ็นเตอร์ เซมิคอนดักเตอร์ ธุรกิจเหล่านี้ต้องการพลังงานมหาศาล แต่รัฐส่งไฟให้เขาไม่ได้ เพราะมัวแต่เกรงใจทุนพลังงาน ซึ่งนโยบายนี้จะเปิดให้ประชาชนสามารถขายได้เลย

2.ลบประวัติเครดิตบูโร จ่ายจบกู้ใหม่ได้ทันที เพราะคนที่ติดเครดิตบูโรในประเทศนี้มี 5 ล้านคน ส่วนใหญ่เป็นคนวัยทำงาน กล่าวคือ หนี้ครัวเรือนสูง แต่ไม่เกิดการแข่งขันของธนาคารพาณิชย์ วันนี้เรากำลังเอาคนชั้นกลางไปเจอดอกเบี้ยแพง เพราะปล่อยให้ธนาคารผูกขาด ดังนั้น นโยบายนี้ออกมาเพื่อไม่ให้เกิดการแช่แข็งลูกหนี้ และเป็นการชนกับทุนธนาคารที่ต้องใช้ความเด็ดขาด

3.นโยบายราชการงานไว หลายใบอนุญาต จบที่หนึ่งคำขอ เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกในการทำธุรกิจ และป้องกันไม่ให้ข้าราชการเกิดการโกงกิน

ส่วนนายนราพัฒน์ กล่าวว่า ไม่ว่าจะกี่ยุค กี่สมัยเราจะเห็นภาพของน้ำมหาศาลที่ท่วมและไม่สามารถกักเก็บได้ ถึงเวลาแล้งน้ำก็หมดประเทศ ซึ่งในการบริหารจัดการน้ำจะมีกรมชลประทานดูแล แต่ไม่สามารถครอบคลุมทั้งประเทศ ทำให้มีพื้นที่นอกเขตชลประทานต้องอาศัยกรมทรัพยากรน้ำหรือประชาชนต้องดูแลตัวเอง อย่างจังหวัดพิจิตรมีโครงการบางระกำเพื่อกักเก็บน้ำ รัฐบาลทำได้หรือไม่ที่จะทุ่มงบประมาณให้ทุกจังหวัดทำแก้มลิงเพื่อกักเก็บน้ำ โดยให้ทุกจังหวัดขยายพื้นที่ที่เป็นพื้นที่สาธารณะไปทำพื้นที่แก้มลิงที่สามารถกระจายน้ำไปยังเกษตรกรในทุกพื้นที่ได้ ซึ่งจะใช้งบประมาณไม่เยอะ เพราะกรมชลทานมีงบประมาณมหาศาล และถ้าเสรีโซลาร์สำเร็จการสูบน้ำและการดึงน้ำไปยังทุกพื้นที่ให้เกษตรกรก็สามารถทำได้โดยมีต้นทุนต่ำ

นายนราพัฒน์ กล่าวว่า สำหรับเรื่องปุ๋ยที่เรามีทรัพยากรโพแทสเซียม แต่ไม่สามารถเอามาทำเป็นแม่ปุ๋ยใช้ได้ ตนเชื่อว่าพรรครวมไทยสร้างชาติ จะดึงโพแทสเซียมมาทำปุ๋ย และทำให้ราคาปุ๋ยไม่เกินกระสอบละ 500 บาท นี่คือสิ่งที่เราบอกว่าน้ำและปุ๋ยคือต้นทุนชีวิตของเกษตรกร

"วันนี้เราจะไม่มีการทะเลาะกันระหว่างรัฐกับประชาชนในเรื่องที่ดินทำกิน ตรงไหนคือที่ดินของรัฐ ตรงไหนคือที่ดินของประชาชน รวมถึงการออกโฉนดที่ดิน ที่ใช้เวลายาวนาน โดยเราจะมีการตั้งศาลที่ดินดูแลประชาชนในเรื่องที่ดินทำกินโดยเฉพาะ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม"

นายนราพัฒน์ กล่าวว่า ส่วนการตั้งราคากลางพืชผลทางการเกษตร เรื่องการต่อยอดขายผลผลิตจะต้องได้กำไรจากการขายด้วย โดยจะมีกฎหมายต่างๆ สินค้าเกษตรไม่จำเป็นจะต้องขายแค่ผลผลิตเราต้องต่อยอดเอากำไรจากผลิตภัณฑ์มาคืนให้กับเกษตรกร รวมถึงให้สหกรณ์การเกษตรจัดหาเครื่องจักร ให้เกษตรกรเช่าเครื่องจักรได้ในราคาถูกมีโรงสี มีโรงอบ มีตู้แช่แข็งต่างๆ เพื่อให้เกษตรกรมีสถานที่ในการแปรรูปพืชผลทางการเกษตรทำให้พืชผลทางการเกษตรมีราคาที่เป็นธรรมขึ้น

นายนราพัฒน์ กล่าวว่า สิ่งที่เราทำคือการลดต้นทุนชีวิต ลดต้นทุนค่าใช้จ่าย ทำให้มีกำไรเพิ่มขึ้น รวมถึงลดต้นทุนทางเศรษฐกิจ ทำให้เกิดแข่งขันและประเทศไทยเห็นทางออก ถ้าเรามีผู้นำที่เด็ดขาด นั่นหมายความว่า ปัญหาทุกปัญหาจะได้รับการแก้ไข ก่อนที่จะไปสู่วิกฤติ เรามาร่วมกันต่อสู้อุปสรรคต่างๆ ต่อสู้กับทุนเทาที่ไม่เป็นธรรมกับประเทศและประชาชน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top