Tuesday, 21 July 2026
POLITICS TIPS

เปิดพิมพ์เขียวปัญหา!! ทำไมนักการเมืองถึงชอบแก้รัฐธรรมนูญ? เจาะลึก 5 ข้อถกเถียงรัฐธรรมนูญไทย จากปม ส.ว. ถึงกลไกล็อกหลายชั้น ที่ทำให้การเมืองไทยวนเวียนอยู่ที่เดิม

รัฐธรรมนูญไทย “ผิดตรงไหน” — ทำไมนักการเมืองถึงชอบแก้กันไม่หยุด

รัฐธรรมนูญไม่ใช่ “ข้อสอบที่มีคำตอบเดียว” ว่าถูกหรือผิด แต่คือ “กติกาเกมการเมือง” ถ้าคนจำนวนมากรู้สึกว่าไม่ยุติธรรม ไม่สะท้อนเสียงประชาชน หรือออกแบบให้บางฝ่ายได้เปรียบถาวร กติกานั้นก็จะถูกท้าทาย และถูกผลักดันให้แก้ไขซ้ำ ๆ

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ว่า “ผิดตรงไหน” แต่คือ “ตรงไหนที่ทำให้ความขัดแย้งไม่จบ” และ “ตรงไหนที่ทำให้รัฐบาล-ฝ่ายค้าน-กลุ่มผลประโยชน์เห็นต่างกันจนอยากเปลี่ยนกติกา”

1) แก้ยากแบบล็อกหลายชั้น: เสนอได้ แต่ผ่านยาก
หนึ่งในข้อวิจารณ์หลักของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันคือเงื่อนไขการแก้ไขที่เข้มมาก โดยเฉพาะการต้องใช้เสียงสนับสนุนจากหลายกลุ่มในรัฐสภาพร้อมกัน ทำให้ต่อให้ ส.ส. มีเสียงมาก ก็ยังอาจติด “ด่านสำคัญ” และเกิดภาพวนซ้ำแบบ “เสนอ-ตก-เสนอใหม่”
• ผลที่ตามมา: การแก้ไขกลายเป็น “สงครามยืดเยื้อ” มากกว่าจะเป็น “การซ่อมกติกา”
• ยิ่งแก้ยาก ยิ่งเพิ่มแรงจูงใจให้บางฝ่ายผลักดัน “ร่างใหม่ทั้งฉบับ” แทนการแก้รายมาตรา

2) ส.ว. กับคำถามเรื่องความยึดโยงประชาชน
โครงสร้างของวุฒิสภาและบทบาทในกระบวนการทางการเมือง เคยเป็นจุดแตกหักทางความรู้สึกของสังคม โดยเฉพาะในช่วงที่สังคมมองว่าอำนาจบางส่วนของ ส.ว. ไม่ได้สะท้อนเจตจำนงจากการเลือกตั้งโดยตรง เมื่อเกิดผลลัพธ์ทางการเมืองที่ไม่ตรงกับความคาดหวังของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง แรงกดดันให้แก้ไข โครงสร้าง ส.ว. จึงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง
• ข้อถกเถียงหลัก: ความชอบธรรมของอำนาจทางการเมืองควรยึดโยงกับประชาชนมากน้อยแค่ไหน
• ผลทางการเมือง: ประเด็น ส.ว. ถูกยกเป็น “โจทย์ใหญ่” ของการแก้รัฐธรรมนูญแทบทุกยุค

3) บทเฉพาะกาลและการ “พกอดีตมาด้วย”: ข้อขัดแย้งที่ปิดไม่ลง
บทเฉพาะกาลบางส่วนถูกวิจารณ์ว่าเป็นการวาง “ทางด่วน” ให้กติกาช่วงเปลี่ยนผ่านมีผลยาว รวมถึงการรับรองการใช้อำนาจและคำสั่งในช่วงก่อนหน้า เมื่อสังคมบางส่วนมองว่านี่คือการนำอดีต เข้ามาล็อกอนาคต ความพยายามแก้ไขจึงไม่ใช่แค่เรื่องเทคนิคกฎหมาย แต่เป็นเรื่องความชอบธรรมทางการเมือง

4) องค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญ: ดุลอำนาจที่คนเห็นต่าง
รัฐธรรมนูญออกแบบให้องค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญมีบทบาทสูงในการกำกับเกมการเมือง ทั้งการตีความอำนาจหน้าที่ ตรวจสอบคุณสมบัติ หรือกรณีที่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมือง ฝ่ายหนึ่งมองว่าเป็นกลไกคุ้มครองระบบและสกัดการใช้อำนาจเกินขอบเขต อีกฝ่ายมองว่าอาจทำให้การเมือง “ย้ายสนาม” จากสภาไปอยู่ที่การวินิจฉัยมากเกินไป
• ข้อถกเถียงหลัก: ระดับอำนาจตรวจสอบควรเข้มแค่ไหนจึงจะ “คุมได้โดยไม่ครอบงำ”
• ผลทางสังคม: เมื่อมีคดีการเมืองใหญ่ ความไว้วางใจต่อดุลอำนาจจะถูกทดสอบทุกครั้ง

5) กรอบยุทธศาสตร์ระยะยาว: รัฐบาลเลือกตั้งถูกมัดมือหรือสร้างความต่อเนื่อง?
อีกประเด็นที่ถูกหยิบมาถกเถียงคือการวางกรอบนโยบายระยะยาวของรัฐ ซึ่งมีทั้งข้อดีและข้อกังวล ฝ่ายสนับสนุนมองว่าเป็นการสร้างความต่อเนื่อง ลดการเปลี่ยนนโยบายตามรอบเลือกตั้ง แต่ฝ่ายคัดค้านมองว่าอาจทำให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งปรับทิศทางประเทศได้ไม่คล่อง และไม่ตอบโจทย์วิกฤตเฉพาะหน้าได้ทัน

ทำไมนักการเมืองถึง “ชอบแก้” กันจัง?
ถ้าสรุปแบบตรงไปตรงมา เหตุผลหลัก ๆ มักหนีไม่พ้น 4 ข้อนี้:
• กติกาคือเดิมพันอำนาจ: ระบบเลือกตั้ง การตั้งรัฐบาล บทบาท ส.ว. และกลไกตรวจสอบ ล้วนกำหนดผู้ได้เปรียบ-เสียเปรียบ
• แก้ยากจึงยื่นซ้ำ: เมื่อด่านสูง การเสนอแก้จึงกลายเป็นการสะสมแรงกดดันทางการเมืองไปในตัว
• ความชอบธรรมยังเป็นข้อถกเถียง: เมื่อสังคมยังไม่ “ยอมรับร่วมกัน” การเมืองก็จะวนกลับมาที่การเขียนกติกาใหม่เสมอ
• เปลี่ยนกติกาง่ายกว่าชนะในกติกาเดิม: บางช่วง นักการเมืองเลือกสู้ในสนาม “แก้กติกา” เพราะคุ้มกว่าในระยะยาว

ถ้ากติกาเป็นที่ยอมรับร่วมกัน การเมืองจะกลับไปแข่งที่ “นโยบาย”
ประเทศจะเดินหน้าได้เร็วขึ้นเมื่อกติกาพื้นฐานเป็นที่ยอมรับร่วมกัน เพราะฝ่ายการเมืองจะใช้พลังไปกับ การแข่งขันเชิงนโยบายและผลงาน มากกว่าการต่อสู้เรื่องโครงสร้างอำนาจ
แต่ถ้ากติกายังถูกมองว่า “ล็อกเกม” หรือ “ไม่แฟร์” หรือ “แก้ยากจนเหมือนมีผู้ถือกุญแจบางกลุ่ม” ประเด็นแก้รัฐธรรมนูญก็จะเป็นวาระการเมืองที่กลับมาอีกครั้ง ไม่ว่ารัฐบาลจะเป็นสีไหนก็ตาม

บทความนี้อิงประเด็นถกเถียงเชิงโครงสร้างจากรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 (โดยเฉพาะหมวดการแก้ไขเพิ่มเติมและบทเฉพาะกาล) และข้อถกเถียงทางวิชาการ/การเมืองร่วมสมัย

'กัปตัน' เอฟซีพรรคส้มเคลียร์ให้ ปมชอบแซะ "ทหารมีไว้ทำไม" ย้ำชัด ทหารมีไว้สู้รบป้องกันประเทศ ชูนโยบายเพิ่มสวัสดิการทหารเกณฑ์ หนุบซื้ออาวุธทันสมัยเสริมภารกิจป้องกันประเทศ

‘กัปตัน’ ออกโรงเคลียร์แทนพรรคส้ม ปมชอบแซะ “ทหารมีไว้ทำไม” ตอกย้ำชัดเจน “ทหารมีไว้สู้รบป้องกันประเทศ”

(6 ม.ค. 69) เพจเฟซบุ๊ก “กัปตันคนเนิร์ด” ของกัปตัน อดีตทนายความ ซึ่งเป็นกองเชียร์พรรคประชาชน ได้โพสต์คลิปวีดิโอชี้แจงแทนพรรคส้ม ปม “ทหารมีไว้ทำไม” เป็นรูปแบบแนวถาม-ตอบโดยเริ่มต้นด้วยการตั้งคำถามว่า 
รู้ยังล่ะ “ทหารมีไว้ทำไม” เจ้าเพื่อนส้ม?
ส้มตอบ - ก็มีไว้สู้รบเพื่อป้องกันประเทศไง รู้มาตั้งนานแล้ว

อ้าวว ก็รู้นี่ แล้วทำไมตอนนั้นมานั่งด่านั่งแซะว่า ทหารมีไว้ทำไม?
ส้มตอบ - ก็เพราะทหารทำอย่างอื่นที่ไม่ใช่ป้องกันประเทศเยอะเกินไป แล้วพอทำได้ไม่ดีประเทศก็ไม่พัฒนา 

อะไรบ้างล่ะที่ทหารทำได้ไม่ดี?
ส้มตอบ - ชัดสุดก็รัฐประหารเนี่ยแหละ รีเซ็ตประเทศ ทำให้เสียงของประชาชนไม่มีความหมาย บริหารงานแบบเผด็จการ แล้วเป็นยังไง ลุงคุมประเทศอยู่เกือบ 10 ปี แต่ประเทศก็ไม่ได้ไปไหนเลย

ก็มีแค่เรื่องนี้แหละมั้ง ไม่เห็นจะมีเรื่องอื่นที่ทหารทำไม่ดีนี่?
ส้มตอบ - แทรกแซงกิจการพลเรือนหลายอย่าง มีหลักฐานที่น่าเชื่อว่าจัดตั้งมวลชนสอดส่องข่มขู่ผู้เห็นต่าง ทำไอโอไปลงคลิปที่ประชาชนเขาทำอีก เดี๋ยวคอยดูนะ คลิปนี้ก็จะมีไอโอมาลงเหมือนกัน ซึ่งพวกนี้ไม่ใช่หน้าที่ที่ทหารควรจะทำคือปกป้องประเทศเลย 

เพื่อนส้มก็เอาแต่วิจารณ์ แล้วมีข้อเสนอดี ๆ บ้างหรือเปล่า พรรคส้มมีนโยบายยังไงให้ทหารป้องกันประเทศได้ดีล่ะ?
ส้มตอบ – ก็ต้องให้ทหารเกณฑ์เลิกถางหญ้า ซักผ้า เลี้ยงไก่ แล้วมาฝึกทหารจริงๆ สักที ต้องเพิ่มเงินเดือนและสวัสดิการ เพื่อดึงดูดให้คนมาสมัครเป็นทหารเกณฑ์เยอะๆ จะได้ไม่ต้องมานั่งเกณฑ์ทหารแบบบังคับกัน

แล้วเรื่องอาวุธมีนโยบายหรือเปล่า ล่าสุดกับกัมพูชาก็ดูเป็นเรื่องสำคัญอยู่นะ เราอ่ะ เคยไปตัดงบอาวุธเขาไม่ใช่หรอ?
ส้มตอบ - ก็ตอนที่ตัดมันมีโควิด ก็เลยต้องเสนอให้โยกเงินไปช่วยโควิดก่อน แต่หลังจากนั้นก็สนับสนุนซื้ออาวุธฉ่ำ ทั้งเครื่องบินกริพเพน เรือฟริเกต หรือว่าโดรน เพราะพวกนี้เป็นสิ่งที่จำเป็นในการรบของกองทัพจริงๆ 

เออจะว่าไปก็คุ้น ๆ ว่าอภิปรายให้ซื้ออาวุธเยอะอยู่ แต่แค่เสนอให้ซื้ออาวุธ มันก็ไม่ได้ต่างจากพรรคอื่นหรือเปล่า?
ส้มตอบ – เมื่อก่อนเราซื้ออาวุธแบบซื้อแล้วจบใช่ไหม แต่นโยบายของเราจะให้ซื้ออาวุธแบบใหม่ คือซื้อแล้วบังคับให้ต่างชาติต้องถ่ายทอดเทคโนโลยีให้เราด้วย เราจะได้ทำอาวุธเองเป็น ถ้าเกิดอะไรขึ้นแล้วเขาไม่ขายอาวุธให้ เราจะได้พึ่งตัวเองได้

ฟังดูดี แล้วมีนโยบายอะไรอีก?
ส้มตอบ - ใช้เทคโนโลยีช่วยตรวจตราลาดตระเวน ทหารจะได้ไม่ต้องมาเหยียบทุ่นระเบิดอีก ติดตั้งระบบต่อต้านโดรน ฮุนเซนจะได้ไม่เอาโดรนมาบินเล่นในประเทศเรา

ฟังดูเหมือนเพื่อนส้ม จริงๆ ก็ไม่ได้เกลียดทหารนี่นา ขอสรุปอีกที “ทหารมีไว้ทำไม” ?
ส้มตอบ – มีไว้ป้องกันประเทศ และพรรคประชาชนก็สนับสนุนภารกิจป้องกันประเทศอย่างเต็มที่ ถ้าการเมืองและทหารจับมือกันก็ไม่มีใครเอาลง ฮุนเซน ก็ทำอะไรไม่ได้ ฮุนมาเนต อย่าหวังเลย

ทั้งนี้ ในโพสต์ดังกล่าว ยังย้ำด้วยว่า ทหารมีไว้สู้รบป้องกันประเทศ และพรรคประชาชนมีนโยบายมากมายเพื่อให้ทหารป้องกันประเทศได้สบายขึ้น เพิ่มสวัสดิการทหารเกณฑ์ ชีวิตทหารจะได้ดีขึ้น มีคนสมัครมากขึ้น และไม่ต้องเกณฑ์ทหารแบบบังคับส่วนในด้าน และในด้านการซื้ออาวุธ จะบังคับคนขายอาวุธให้ถ่ายทอดเทคโนโลยี ให้ด้วย พร้อมกับจะซื้อใช้เทคโนโลยีช่วยลาดตระเวน ทหารจะได้เสี่ยงเหยียบทุ่นระเบิดน้อยลง

ที่มา : https://www.facebook.com/share/v/18BCUS2Mqk/

จี้รัฐบาลอย่าถ่วงกองทัพ "พีระพันธุ์" ชี้การรบต้องเด็ดขาดทำกัมพูชาให้สิ้นสภาพ หลังกัมพูชายิงปืน ค. ใส่ช่องบก มอง "ทรัมป์" เบนเข็มมุ่งไปเวเนซูเอลา พร้อมดัน "คลังน้ำมันแห่งชาติ" รับมือวิกฤตราคาน้ำมันผันผวน

‘พีระพันธุ์’ จี้รัฐบาลอย่าถ่วงกองทัพ ควรรบเด็ดขาดทำกัมพูชาให้สิ้นสภาพทางการทหารหลังกัมพูชายิงปืน ค. ใส่ช่องบก มอง "ทรัมป์" เบนเข็มมุ่งไปเวเนซุเอลา พร้อมดัน "คลังน้ำมันแห่งชาติ" รับมือวิกฤตราคาน้ำมันผันผวน

(7 ม.ค. 69) นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) แสดงความห่วงใยต่อสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ภายหลังได้รับรายงานกองกำลังกัมพูชายิงปืน เข้าใส่พื้นที่ช่องบก ส่งผลให้จ่าสิบเอกปรัชญา พิลาชัย ผู้บังคับหมวดปืนเล็กที่ 1 กองร้อยทหารราบ 6021 (RDF) ได้รับบาดเจ็บจากสะเก็ดระเบิดว่า เป็นสิ่งที่ตนเตือนไว้แล้วว่าจะเกิดขึ้น เพราะกัมพูชายังไม่สิ้นสภาพภัยคุกคามและพร้อมจะละเมิดข้อตกลงได้ทุกเมื่อ

"รัฐบาลต้องเด็ดขาด ไม่สั่งการสับสนเช่นนี้ วันก่อนประกาศจะทำให้กัมพูชาจะสิ้นสภาพภัยคุกคาม  อีกวันต่อมาประกาศหยุดยิงแบบไม่มีเงื่อนไข  รัฐบาลทำแบบนี้สองรอบแล้ว รอบแรกดึงโดนัล ทรัมป์มาร่วม รอบที่สองหยุดยิง 72 ชม. แบบไร้เงื่อนไขอีก  ผมย้ำอีกครั้งนะครับ  เงื่อนไขหยุดยิงต้องอยู่บนพื้นฐานของความเคารพบนหลักกฎหมายสากลยึดแผนที่มาตราส่วน 1:50,000 ของสนธิสัญญาไทยฝรั่งเศสเท่านั้น  ครั้งนี้กัมพูชาจงใจผิดข้อตกลงหยุดยิง รัฐบาลปล่อยให้เขมรเอาปืนจ่อยิงไทยแบบนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า แสดงให้เห็นว่า mou43 ไม่มีประโยชน์ต้องยกเลิกทันที" นายพีระพันธุ์กล่าว

นายพีระพันธุ์ ยังแสดงความกังวลว่าท่าทีของสหรัฐฯ ต่อเวเนซุเอลาและประเทศอื่นๆ จะส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันในตลาดโลกให้ผันผวนอย่างรุนแรง ซึ่งประเทศไทยต้องเตรียมรับมือด้วยกลไกที่มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม

"ผมเสนอนโยบายเพื่อความมั่นคงทางพลังงาน โดยให้ 'ยกเลิกกองทุนน้ำมัน' จากที่ใช้เงินอุดหนุนแบบเดิม เปลี่ยนมาจัดตั้ง 'ระบบคลังน้ำมันสำรองแห่งชาติ' เพื่อทำหน้าที่บริหารจัดการสต็อกน้ำมันโดยตรง คือซื้อเก็บเมื่อราคาน้ำมันตลากโลกลดลง และปล่อยขายเมื่อราคาตลาดโลกแพง กลไกนี้จะช่วยตัดความผันผวนจากภายนอก และผมมั่นใจว่าจะทำให้คนไทยได้ใช้น้ำมันทั้งเบนซินและดีเซลในปริมาณที่เพียงพอต่อความต้องการของประเทศ และจะทำให้ราคาน้ำมันลดลงเหลือเพียงประมาณ 25 บาทต่อลิตรได้ทันที ไม่ว่าสถานการณ์โลกจะวิกฤตแค่ไหนก็ตาม" นายพีระพันธุ์ กล่าว

นายพีระพันธุ์ กล่าวย้ำว่า "กรณีนี้ไม่ใช่อุบัติเหตุ แต่เป็นความจริงที่คนไทยต้องตระหนัก ถึงเวลาแล้วที่ต้องสนับสนุนให้กองทัพเข้ามาจัดการเพื่อปกป้องอธิปไตยจากการรุกรานของกัมพูชา และขจัดให้สิ้นสภาพภัยคุกคาม"

ด้าน พล.อ.กังวาน สุจินต์ อดีตรองเจ้ากรมกิจการชายแดนทหาร และผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดจันทบุรี เขต 1 พรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวเสริมว่า เหตุการณ์การยิงในวันนี้ไม่มีทางเป็นอุบัติเหตุ เนื่องจากเครื่องยิงลูกระเบิด ปืน ค. ต้องมีการเตรียมการยิงอย่างเป็นระบบ ทั้งการล็อกเป้าหมายและการคำนวณวิถีโค้ง ขั้นตอนการยิงต้องบรรจุกระสุนอย่างระมัดระวัง โดยเฉพาะกระสุนชนิดชนวนไว อีกทั้งยังต้องใช้ศูนย์อำนวยการยิงเพื่อกำหนดค่าพิกัดล่วงหน้า หากไม่ทราบพิกัดที่แน่ชัด ย่อมต้องมีหน่วยตรวจการณ์ทำหน้าที่ชี้เป้า จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่กระสุนจะตกใส่ฐานความมั่นคงได้อย่างแม่นยำเช่นนี้ แล้วอ้างว่าเป็นเพียงอุบัติเหตุ

'เลือกตั้ง' 69 เลือกตั้งอย่างไรให้บ้านเมืองไปรอด? คนไทยต้องใช้สติแยกแยะ 'พรรคขายฝัน' ก้าวข้ามกับดัก 'นโยบายด้านเดียว' ชี้ ไม่มีใครสมบูรณ์แบบต้องเลือกพรรคที่เลวน้อยสุด

เลือกตั้งอย่างไร? บ้านเมืองจึงจะไปรอด

การเลือกตั้งที่จะมาถึงในวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ พี่น้องประชาชนคนไทยจะต้องเลือกตั้งอย่างไร จึงจะทำให้บ้านเมืองอยู่รอดและไปต่อได้ เมื่อพิจารณาสถานการณ์ของประเทศชาติบ้านเมืองในภาพรวม ซึ่งพบว่า ประเด็นปัญหาที่ต้องเผชิญมีดังนี้:
1. การเมืองและเสถียรภาพรัฐบาล: 
- การเมืองของไทยยังคงอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน และค่อนข้างที่จะไม่มีเสถียรภาพ การจัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้งอาจใช้เวลา โดยมีการแข่งขันหลักระหว่างหลายพรรคใหญ่ ซึ่งยังไม่ชัดเจนว่าจะได้รัฐบาลเสียงข้างมากทันทีหรือไม่ 
- ความเชื่อมั่นทางการเมืองอยู่ในระดับต่ำ โดยดัชนีเชื่อมั่นเกิดการตกและมีเสียงกังวลถึง ภาวะ “วิกฤตความเชื่อมั่น” ในระดับประเทศ 
- ธรรมชาติของการเมืองไทยยังคงมีความไม่แน่นอนสูง แต่ยังไม่มีรัฐประหารรอบใหม่เกิดขึ้น

2. เศรษฐกิจ: 
- แม้ว่า เศรษฐกิจของไทยจะคงยังเติบโตต่อไปได้ แต่ก็ไม่เร็วตามที่หวัง ยังคงมีอุปสรรคมากมายหลายด้าน โดยเฉพาะการขยายตัวของ GDP ยังคงอยู่ในระดับต่ำ คาดการณ์เติบโตที่อาจชะลอลงอีกในปี 2026 ส่งผลต่อรายได้ครัวเรือน โดยเฉพาะเงินเฟ้อและหนี้ครัวเรือนยังเป็นประเด็นปัญหาที่สำคัญ
- ความไม่แน่นอนทางการเมือง และ “ช่องว่างอำนาจ” ซึ่งทำให้ภาคธุรกิจเกิดความวิตกกังวล จากการที่ดัชนีตลาดหุ้น (SET) เคยตกลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบหลายปี อันเนื่องมาจากความไม่แน่นอนนี้ 
- ธนาคารโลกและ IMF ได้คาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจไทยด้วยความระมัดระวัง แต่ก็เห็นโอกาสจากภาคการท่องเที่ยวและการบริโภคที่กำลังค่อย ๆ ฟื้นตัว 
- ปัญหาความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง เช่น การผลิตในภาคอุตสาหกรรมลดลง และความสามารถในการแข่งขันของประเทศที่มีแนวโน้มจะถดถอย หากยังไม่สามารถปรับตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

3. ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและความมั่นคง:
- ความตึงเครียดบริเวณชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้านจนเกิดการปะทะกันทางทหาร 2 รอบแล้ว ความขัดแย้งกับเขมรส่งผลต่อความมั่นคงตลอดแนวชายแดน ซึ่งเป็นตัวแปรด้านนโยบายต่างประเทศและความเชื่อมั่นของนักลงทุน และมีความเป็นไปได้ค่อนข้างสูงที่จะมีเหตุการณ์ปะทะระหว่างไทยกับเขมรเกิดขึ้นอีกในปี พ.ศ. 2569 ด้วยเหตุที่ผู้นำเขมรพยายามใช้เหตุจากสถานการณ์ความขัดแย้งจนเกิดการปะทะด้วยกำลังทหารสร้างความชอบธรรมและความนิยมทางการเมือง

4. สังคมและชีวิต: 
- ต้นทุนชีวิตและรายได้ของพี่น้องประชาชนยังคงเป็นประเด็นปัญหาที่ถูกกล่าวถึงอย่างกว้างขวาง ค่าใช้จ่ายด้านการครองชีพและความคาดหวังเรื่องความช่วยเหลือจากรัฐยังเป็นเรื่องที่ยังมีการพูดถึงอันมาก 
- มลพิษทางอากาศหรือคุณภาพชีวิตในเมืองใหญ่ก็ยังคงเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องมีการต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วน 

ดังที่ได้บอกไว้ในเลือกตั้ง’69 EP#1 แล้วว่า บนโลกใบนี้ สังคมในอุดมคติไม่เคยมีอยู่จริง และจะไม่มีวันเกิดขึ้นได้ตราบเท่าที่คนเรายังคงมี รัก โลภ โกรธ หลง กิเลส ตัณหา ฯลฯ อยู่ในจิตใจ ฉะนั้นวิธีคิดหรือความคาดหวังแบบ “โลกสวย” ที่คิดว่าจะรอเลือกพรรคการเมืองที่ทำให้บ้านเมืองเป็นสังคมในอุดมคติที่สมบูรณ์แบบนั้น แทนที่จะเป็นเจตนาที่ดีต่อชาติบ้านเมืองกลับกลายเป็นผลร้ายที่น่ากลัวและเป็นอันตรายยิ่งต่อความมั่นคงและเสถียรภาพทางการเมืองของชาติ

ผลจากการเลือกตั้งของไทยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2475 คือการเมืองไทยที่เกิดขึ้นและเป็นอยู่จนทุกวันนี้ นั้นก็คือการเลือกโดยการรับฟังข้อมูลและนโยบายด้านเดียว ซึ่งเป็นด้านดีด้านบวกของนักการเมืองและพรรคการเมืองที่นิยมชมชอบ มากกว่าข้อเท็จจริงที่เกิดขี้น โดยไม่สนใจข้อมูลและนโยบายของนักการเมืองและพรรคการเมืองที่ไม่ชอบ สิ่งเหล่านี้ทำให้ความสามารถในการแยกแยะผิดชอบชั่วดีของผู้ที่มีสิทธิเลือกตั้งลดน้อยถอย และเป็นประเด็นสำคัญที่ทำให้นักการเมืองและพรรคการเมืองที่ไม่หวังดีต่อประเทศชาติบ้านเมืองนำมาใช้อย่างได้ผล 

และที่สุดความไม่ถูกต้องชอบธรรมในการใช้อำนาจรัฐของนักการเมืองและพรรคการเมืองจะทำให้บ้านเมืองเกิดความเดือดร้อนและวุ่นวาย นำไปสู่การรัฐประหารของฝ่ายความมั่นคงเมื่อถึงจุดที่สถานการณ์ไม่สามารถควบคุมได้ด้วยกฎหมายและการเมืองในสภาวะปกติ หากพิจารณาถึงประเด็นปัญหาที่ประเทศชาติบ้านเมืองต้องเผชิญในปัจจุบันดังที่ได้กล่าวมาข้างต้น จึงควรพิจารณาถึงวิธีคิดและแนวทางของนักการเมืองและพรรคการเมืองที่ไม่เป็นภัย ไม่เป็นอันตรายต่อความมั่นคงของชาติบ้านเมืองที่กำลังเผชิญอยู่ในทุกวันนี้

เมื่อนักการเมืองและพรรคการเมืองที่ดีพร้อมและสะอาดบริสุทธิ์ตามสังคมในอุดมคติไม่ได้มีอยู่จริง ดังนั้น จึงต้องเลือกนักการเมืองและพรรคการเมืองที่เลวน้อยที่สุด (The Lesser Evil) ด้วยเพราะ ไม่มีนักการเมืองหรือพรรคการเมืองใดสมบูรณ์แบบ นักการเมืองแทบทุกคนและทุกพรรคการเมืองต่างก็มีข้อบกพร่องด้วยกันทั้งนั้น จากนโยบายที่ไม่เป็นที่นิยม หรือความล้มเหลวในอดีต ดังนั้นพี่น้องประชาชนคนไทยผู้มีสิทธิเลือกตั้งจึงอาจไม่พบตัวเลือกที่ตรงกับค่านิยมของตนได้อย่างสมบูรณ์ จึงต้องเลือกตัวเลือกที่เชื่อว่าจะก่อให้เกิดผลเสียให้กับชาติบ้านเมืองที่น้อยที่สุด

ฉะนั้น ในการเลือกตั้งในวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 พี่น้องประชาชนคนไทยจึงควรเลือกนักการเมืองและพรรคการเมืองที่ดีที่สุดนั้นก็คือนักการเมืองและพรรคการเมืองที่เลวน้อยที่สุด ซึ่งจะต้องไม่เป็นภัยคุกคามต่อปัญหาและอุปสรรคของชาติบ้านเมืองโดยเฉพาะเรื่องของความมั่นคง อันเป็นปัญหาที่สำคัญที่สุดซึ่งชาติบ้านเมืองกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้

อนุทิน นำทีมแถลงด่วน! จี้กัมพูชาแจงปมกระสุน ค. ตกเนิน 469 ทำทหารไทยเจ็บ 1 ยันไทยทำตามกรอบ ลั่นพร้อมตอบโต้ตามกฎการปะทะทันที พร้อมสั่งคุมเข้มพื้นที่ชายแดนยังไม่สั่งอพยพ

นายกฯ สั่งประท้วงเขมรละเมิดข้อตกลงหยุดยิง ลั่นพร้อมตอบโต้ตามความจำเป็น หลังพบลูกปืน ค. ยิงมาจากฝั่งกัมพูชา ตกที่เนิน 469 ช่องบก จ.อุบลราชธานี ส่งผลให้ทหารเจ็บ 1 นาย

(06 ม.ค. 69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว. มหาดไทย พร้อมด้วยนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ, พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมว.กลาโหม และนายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ร่วมแถลงถึงเหตุการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา กรณีพบลูกปืน ค. ยิงมาจากฝั่งกัมพูชา ตกที่เนิน 469 ช่องบก จ.อุบลราชธานี ส่งผลให้ทหารเจ็บ 1 นาย ว่า รัฐบาลได้รับทราบรายงานมาโดยตลอด ขณะนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการตามขั้นตอนที่ได้กำหนดไว้ของบันทึกข้อตกลง

ขณะนี้ทางฝ่ายกองทัพและฝ่ายความมั่นคง ได้ทำการประท้วงไปยังฝ่ายความมั่นคงของกัมพูชา และได้แจ้งให้ทางกัมพูชาชี้แจงเพื่อพิจารณาว่าไทยจะตอบโต้อย่างไร ส่วนทางด้านการต่างประเทศได้ออกหนังสือไปยังรมว.ต่างประเทศของกัมพูชา เพื่อให้ชี้แจงว่า มีการละเมิดข้อตกลงหยุดยิง และวันนี้ได้เกิดเหตุเหล่านี้ขึ้น เพราะฉะนั้นไทยต้องขอให้กัมพูชาได้แสดงการชี้แจงมายังประเทศไทยโดยทางการทูตเช่นกัน

นายอนุทิน ย้ำว่า ลูกกระสุนจากฝั่งกัมพูชาได้ตกมายังฝั่งไทย เพราะฉะนั้นการตอบโต้หรือการใช้กฎแห่งการปะทะ ประเทศไทยได้มีการเตรียมพร้อมและจะพิจารณาตอบโต้ด้วยการตัดสินใจของประเทศไทย

ทั้งนี้ นายอนุทิน กล่าวว่า นี่เป็นการแถลงข่าวเบื้องต้น ซึ่งจะมีขั้นตอนในการดำเนินการเพื่อให้ทุกฝ่ายได้เห็นว่าประเทศไทยอยู่ในกรอบปฏิบัติตามข้อตกลงทุกอย่าง แต่ถ้าถึงจุดที่ประเทศไทยมีความจำเป็นต้องตอบโต้เราก็พร้อมที่จะตอบโต้ ส่วนรายละเอียดจะขอให้มีการบรรลุเกิดขึ้นมาอย่างรูปธรรมก่อน เพราะตอนนี้ทางกองทัพได้ดำเนินการพิจารณาวิธีการตอบโต้ที่เหมาะสม

นายอนุทิน ยังระบุถึงการรายงานจากหน่วยปฏิบัติที่บริเวณชายแดนได้แจ้งมาว่า ทางกัมพูชาอ้างว่าเป็นอุบัติเหตุ แต่จะรับผิดชอบต่ออุบัติเหตุนี้อย่างไร ให้เวลาทางกัมพูชาได้คิด แต่ขอให้มั่นใจว่าการเตรียมพร้อมทุกอย่าง ทั้งทางด้านการต่างประเทศความมั่นคง ก็มีความพร้อมที่จะตอบโต้

ส่วนชาวบ้านในพื้นที่ก็ยังคงมีการพูดคุยกันในระดับกองทัพ ดังนั้น ฝ่ายปกครอง โดยกระทรวงมหาดไทย ให้คอยดูแลชาวบ้านในพื้นที่ แต่ยังไม่ถึงขั้นต้องอพยพ

ยาแรงปราบโกง!! 'พีระพันธุ์' นำทีม รทสช. ลงสัตยาบันต้านโกง เดินหน้าดันกฎหมาย "โกงชาติ=โทษประหาร" ล้างบางคอร์รัปชัน-ตัดสินคดีจบใน 1 ปี เปิดเครื่องประหารหัวพยัคฆ์ "พิฆาตคนชั่ว"

‘พีระพันธุ์’ นำทัพ รทสช. ลงนามสัตยาบันต้านโกง ชูยาแรง “โกงชาติ = โทษประหาร” ย้ำจุดยืน “กา 6 ไม่โกหก” เปิดมีด! สัญลักษณ์ “พิฆาตคนชั่ว” กำราบคอร์รัปชัน

เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2569 พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) เดินหน้าประกาศจุดยืนก่อนโค้งสุดท้ายในศึกเลือกตั้ง  โดย นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ลำดับที่ 1 พร้อมด้วย นายชัชวาลล์ คงอุดม เลขาธิการพรรค  นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ลำดับที่ 2 นำทีมผู้สมัคร สส. กทม. เข้าพบ นายมานะ นิมิตรมงคล ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ที่อาคารศรีจุลทรัพย์ เพื่อยื่นหนังสือและลงนามสัตยาบันประกาศเจตนารมณ์ต่อต้านการทุจริต ตามจุดยืนของพรรครวมไทยสร้างชาติที่เน้นความ "เด็ดขาด" ในการบริหารประเทศ และความซื่อสัตย์จริงใจภายใต้แคมเปญ "กา 6 ไม่โกหก" 

นายพีระพันธุ์ กล่าวย้ำถึงแนวทางการปราบปรามคอร์รัปชันซึ่งเป็นปัญหาเรื้อรังของประเทศว่า ปัญหานี้แก้ไม่ได้ด้วยการประนีประนอม แต่ต้องใช้ยาแรงและการบังคับใช้กฎหมายที่จริงจัง  

นายพีระพันธุ์ ระบุว่า ทุกวันนี้ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันในประเทศไทยขยายตัวมากขึ้น เพราะไม่เคยมีความเกรงกลัวต่อโทษ และกว่าที่กระบวนการพิจารณาสืบสวนสอบสวนจะเสร็จสิ้นก็ใช้เวลาเป็น 10 ปี เพราะฉะนั้น สิ่งแรกที่ต้องดำเนินการแก้ไข ก็คือ ต้องปรับโทษให้หนักขึ้นด้วยการประหารชีวิต เพราะเป็นการปล้นเงินประชาชนทั้งประเทศ ประการที่ 2 ต้องมีการปรับปรุงกฎหมายให้มีการพิจารณาคดีอย่างรวดเร็วเสร็จสิ้นไม่เกิน 1 ปี และต้องปรับลดเรื่องการขอพระราชทานอภัยโทษเพื่อให้เป็นการลงโทษที่เด็ดขาด ทุกวันนี้ถึงจุดที่ต้องใช้ยาแรงไม่อย่างนั้นจะทำให้เกิดความเสียหายทั้งประเทศ 

"ทุกวันนี้ประเทศเกิดความเสียหาย 3.8 ล้านล้านบาท จากการทุจริตคอร์รัปชันซึ่งเราจะปล่อยไว้ต่อไปไม่ได้ เราต้องเอาจริงและเด็ดขาดในการแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน วันนี้พาผู้สมัคร สส.พรรครวมไทยสร้างชาติมาปฏิญาณกับองค์กรฯ เพื่อที่จะเป็นนักการเมืองที่ไม่ยุ่งเกี่ยวกับการทุจริตคอร์รัปชันทุกรูปแบบ เพื่อให้เป็นนักการเมืองที่ดีต่อไป" นายพีระพันธุ์กล่าว

ด้าน นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี กล่าวเสริมในมิติการแก้ไขวิกฤตเศรษฐกิจและปัญหาปากท้อง โดยยกผลงานการลดราคาพลังงานที่ผ่านมาเป็นเครื่องพิสูจน์

"เศรษฐกิจฐานรากกำลังวิกฤต รอไม่ได้ และแก้ไม่ได้ด้วยนโยบายขายฝัน ต้องใช้วิธีเด็ดขาด ไม่เกรงใจทุนใหญ่ 1. ค่าไฟ เราทำสำเร็จมาแล้วเรื่องการลดค่าไฟลง 76 สตางค์ จาก 4.70 บาท ลงมาที่ 3.94 บาท โดยแก้ที่โครงสร้างและไม่ได้ใช้เงินแผ่นดินเลย เป้าหมายเราคือ 3.3 บาท เรามั่นใจ เราทำได้  2. ลบบัญชีเสียเครดิตบูโรทันที ที่ชำระครบแล้ว ห้ามธนาคารแชร์ข้อมูลต่อ ไม่ต้องรอ 3 ปี แบบในปัจจุบัน คนทำงานต้องมีโอกาสสร้างตัว วิกฤตแก้ได้ต้องเด็ดขาด นโยบายทำได้จริง เบอร์ 6 ไม่โกหก ครับ" นายอรรถวิชช์ กล่าว

นายพีระพันธุ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า วันนี้เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนไปยังผู้มีสิทธิเลือกตั้งว่า พรรครวมไทยสร้างชาติพร้อมแล้วที่จะใช้นโยบายที่ "เด็ดขาด" ทั้งในมิติการเมืองและเศรษฐกิจ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและนำประเทศก้าวข้ามวิกฤตไปข้างหน้าอย่างมั่นคง

ในโอกาสลงนามสัตยาบันประกาศเจตนารมณ์ต่อต้านการทุจริตครั้งนี้ พรรครวมไทยสร้างชาติยังได้เปิดตัวสัญลักษณ์ “พิฆาตคนชั่ว” ตามนโยบายเรือธงของพรรค นั่นคือ สัญลักษณ์จำลอง “เครื่องประหารหัวพยัคฆ์” ที่ใช้ลงโทษขุนนางทุจริตและฉ้อราษฎร์บังหลวงในตำนานของ “เปาปุ้นจิ้น” บุคคลต้นแบบแห่งความเที่ยงตรงและยุติธรรมในประวัติศาสตร์จีน  โดยสัญลักษณ์นี้จะถูกนำไปจัดวางที่บริเวณหน้าสำนักงานใหญ่ของพรรครวมไทยสร้างชาติ เพื่อสะท้อนเจตนารมณ์อันแน่วแน่ในการ “พิฆาตคนชั่ว” และเป็นเครื่องเตือนใจให้ข้าราชการและนักการเมืองทุกคนยึดมั่นในคุณธรรม ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต และทำงานเพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติและประชาชนเป็นที่ตั้ง

เลือกตั้ง’69 EP#1 เมื่อ...สังคมในอุดมคติ (Utopia) ไม่มีอยู่จริง

สืบเนื่องจากวันที่จาก 12 ธันวาคม 2568 พระราชกฤษฎียุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2568 มีผลบังคับใช้ หลังจากที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ทูลเกล้าฯ พระราชกฤษฎีดังกล่าวให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงลงพระปรมาภิไธย ซึ่งทำให้คณะกรรมการการเลือกตั้งต้องจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไปขึ้น กองบรรณาธิการ The States Times จึงขอเสนอชุดบทความเพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับท่านผู้อ่านในด้านการเมืองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข อันจะเป็นการช่วยกันทำให้การเมืองไทยมีคุณภาพมากขึ้น ซึ่งจะนำความเจริญวัฒนาสถาพรมาสู่ประเทศชาติบ้านเมืองอย่างยั่งยืนในอนาคตต่อไป

หลังจากการยุบสภาก็ทำให้บรรยากาศการเลือกตั้งก็เริ่มคึกคักทันที แต่ละพรรคการเมืองต่างเสนอนโยบายอันเป็นการขายฝันมากมายหลายอย่าง บ้างก็ทำได้ แต่ส่วนใหญ่แล้วทำได้ยากหรือไม่มีทางทำได้เลย ดังเช่นพรรคการเมืองซึ่งสามารถได้ใจคนรุ่นใหม่ด้วยการขายฝันถึงการสร้างสังคมอุดมคติ (Utopia) ซึ่งความเป็นจริงแล้วไม่เคยเกิดขึ้นบนที่แห่งใดบนโลกใบนี้เลย และไม่มีวันที่จะเกิดขึ้นได้ตราบชั่วฟ้าดินสลาย 
.
สังคมในอุดมคติที่สมบูรณ์แบบ (Utopia) คือ สังคมที่มีความดีงาม ความยุติธรรม และความสุขสมบูรณ์ ซึ่งทุกอย่างดำเนินไปอย่างราบรื่น มนุษย์มีความสุข มีความยุติธรรม และไม่มีความขัดแย้ง "Utopia" เป็นคำที่มาจากความคิดของ Sir Thomas More ผู้ประพันธ์หนังสือชื่อเดียวกันในปี 1516 ซึ่งบรรยายถึงเกาะในจินตนาการที่มีระบบสังคมดีเลิศ โดยคำว่า "Utopia" มาจากภาษากรีก ou-topos (ดินแดนที่ไม่มีอยู่จริง) ผสมกับ eu-topos (ดินแดนที่ดี) ซึ่งสะท้อนถึงความฝันถึงสังคมที่สมบูรณ์แบบแต่เป็นไปไม่ได้จริง และตรงข้ามกับ สังคมเลวร้าย (Dystopia) 

แต่อันที่จริงแล้วหนังสือ Utopia ของ Sir Thomas More  เป็นเพียงแค่การเสียดสีสังคมโดยตั้งใจที่จะเปิดเผยเกี่ยวกับอังกฤษในสมัยนั้นกว่าเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับสังคมในอุดมคติ ทำให้แนวคิดเรื่องสังคมในอุดมคติเป็นเพียงแนวคิดหรือทิศทางมากกว่าจะเป็นเป้าหมายปลายทางได้ ด้วยเหตุที่ ความต้องการ ค่านิยม และพลวัตอำนาจของมนุษย์มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา สิ่งที่คนกลุ่มหนึ่งมองว่า "สมบูรณ์แบบ" อาจก่อให้เกิดความไม่ยุติธรรมหรือความไม่พอใจในคนอีกกลุ่มหนึ่งได้ เพราะทุกความพยายามที่จะสร้างระบบที่สมบูรณ์แบบไร้ที่ติ ย่อมต้องเผชิญกับข้อจำกัด ความขาดแคลน หรือผลกระทบที่ไม่คาดคิด

เพราะสังคมในอุดมคติคือ ภาพฝันถึงสังคมที่สมบูรณ์แบบที่สุดที่ผู้คนใฝ่ฝันถึง ซึ่งมีลักษณะเด่นคือ สันติสุข, ความอุดมสมบูรณ์, ความยุติธรรม, ความเท่าเทียม, และผู้คนมีจิตใจดีงามพร้อมช่วยเหลือแบ่งปัน โดยไม่มีความขัดแย้ง, ความรุนแรง, การกดขี่ หรือความโลภ ทำให้ทุกคนอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ปลอดภัย และมีอิสระในการทำสิ่งที่รักโดยไม่หวังผลตอบแทน โดยมีลักษณะสำคัญคือ: 
- สันติภาพและความสามัคคี: ไม่มีสงคราม, อาชญากรรม, การเบียดเบียน, และผู้คนอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข 
- ความอุดมสมบูรณ์: ทรัพยากรมีเพียงพอสำหรับทุกคน พืชพรรณธัญญาหารอุดมสมบูรณ์ สามารถเก็บกินได้อย่างเสรี
- ความเท่าเทียมและความยุติธรรม: ทุกคนได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียม ไม่มีชนชั้นหรือการกดขี่ 
- จิตใจที่ดี: ผู้คนมีเมตตาพร้อมให้และแบ่งปัน ทำงานด้วยความสุขโดยไม่หวังผลตอบแทน 
- ความปลอดภัยและความมั่นคง: ไร้ความวิตกกังวลและภัยคุกคาม
- การพัฒนาที่เป็นไปตามธรรมชาติ: เป็นสังคมที่ปราศจากอคติและการตัดสินผู้อื่น.

ด้วยเหตุนี้ สังคมในอุดมคติจึงเป็นไปได้เพียงเป็นเครื่องมือวิพากษ์วิจารณ์แต่ไม่ใช่แบบแผน โดยเป็นเพียงเครื่องมือที่ช่วยในการจินตนาการได้ว่าสิ่งต่าง ๆ จะดีขึ้น ได้อย่างไร เปิดเผยให้เห็นถึงสิ่งที่ผิดพลาดในปัจจุบัน และกำหนดอุดมคติที่เป็นเพียงแนวทางในการพัฒนา แม้ว่าอุดมคติเหล่านั้นจะไม่สามารถบรรลุได้อย่างสมบูรณ์ก็ตาม ดังนั้น สังคมในอุดมคติที่สมบูรณ์แบบ (Utopia) จึงไม่มีอยู่จริง มีเพียงแต่การแสวงหาสังคมที่ดีกว่าเท่านั้นที่มีอยู่จริง สำหรับบ้านเราแล้ว สังคมไทยในอุดมคติมักถูกอนุมานว่า เป็นสังคมที่สงบ เรียบร้อย มีน้ำใจ เอื้อเฟื้อ และเคารพกันตามลำดับอาวุโส ซึ่งสะท้อนคุณค่าดั้งเดิมที่งดงาม แต่ในความเป็นจริงแล้ว “อุดมคติ” เหล่านี้บางครั้งถูกใช้เป็นเครื่องมือในการกลบปัญหาเชิงโครงสร้างของสังคมมากกว่าการแก้ไขอย่างแท้จริง 

สำหรับบ้านเราแล้ว สังคมในอุดมคติเป็นเพียงเรื่องของ “โลกสวย” เท่านั้นเอง ด้วยเพราะ สิ่งที่พรรคการเมืองต่าง ๆ ที่จะสามารถทำได้นั้นเป็นเพียงแต่การทำให้สังคมดีขึ้น หรือทำให้สัคมดีกว่าเดิมที่เป็นอยู่ แต่ไม่มีทางและไม่มีวันที่จะทำให้สังคมไทยกลายเป็นสังคมในอุดมคติได้ ตราบเท่าที่คนเรายังมี ความรัก ความโลภ ความโกรธ และความหลง อันเป็นสภาวะพื้นฐานของจิตใจมนุษย์ที่เป็นอยู่ในทุกสังคม และในมุมมองทางพุทธศาสนาได้ถือว่าเป็นรากเหง้าของปัญหาทั้งปวง พรรคการเมืองที่อ้างว่าหากได้รับการเลือกตั้งแล้วสามารถนำพาประเทศชาติไปสู่สังคมในอุดมคติได้นั้น จึงเป็นพรรคการเมืองที่หลอกลวงพี่น้องประชาชนคนไทยอย่างแท้จริง
 

ท้าชนทุนผูกขาดพลังงาน "อรรถวิชช์" ลั่น! เบอร์ 6 ไม่โกหก รทสช. พร้อมแก้วิกฤตชาติ ประกาศหั่นค่าไฟ 3.30 บาท

‘อรรถวิชช์’ ลั่นคุ้มค่าแลก สส. ไหลออกกับการลดค่าไฟให้ประชาชน เปิดแผนเดือด 'ทุบหม้อข้าวกลุ่มทุน' ดันค่าไฟเหลือ 3.30 บาท ย้ำเบอร์ 6 "ไม่โกหก" ขอ 20 ที่นั่งเข้าไปลุยต่อ

(29 ธ.ค. 2568) นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ได้ให้สัมภาษณ์พิเศษในรายการ "เจาะข่าวเด็ด" ทางสถานีโทรทัศน์ MONO 29 ถึงความพร้อมและทิศทางของพรรครวมไทยสร้างชาติเพื่อสู้ศึกเลือกตั้ง 2569 

นายอรรถวิชช์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าสามารถทำนโยบายด้านพลังงานได้สำเร็จ แม้กระทรวงพลังงานจะมีงบประมาณน้อยที่สุด แต่ในยุคที่นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน สามารถลดค่าไฟฟ้าจาก 4.70 บาท เหลือ 3.94 บาท ลดลง 76 สตางค์ ซึ่งช่วยประหยัดเงินให้ประชาชนไปแล้วกว่า 2.7 แสนล้านบาท รวมถึงเตรียมเสนอร่างพระราชกำหนดยกเลิกกองทุนน้ำมัน เปลี่ยนมาใช้ระบบน้ำมันสำรอง ให้โรงกลั่นเป็นผู้เสียภาษีแทนประชาชนทำให้น้ำมันลดลง 5-6 บาท

นายอรรถวิชช์ กล่าวเสริมว่า การลดค่าไฟฟ้าคือการเข้าไปแตะกำไรของกลุ่มทุนเอกชน เพราะปัจจุบันเอกชนผลิตไฟฟ้าถึง 71% ขณะที่ กฟผ. ผลิตเองเพียง 29% นี่คือเหตุผลที่ทำให้เรามีปัญหากับนายทุน

"ค่าไฟที่ลดลงทุกสตางค์ กับ สส. ที่เดินออกไปคุ้มค่ากับการที่ประชาชนจะได้รับ รทสช. ตั้งเป้าลดค่าไฟลงอีกให้เหลือ 3.30 บาท" นายอรรถวิชช์ กล่าว

ขณะที่เศรษฐกิจไทยยังย่ำอยู่กับที่มา 20 ปี เพราะขาดนวัตกรรม และถูกผูกขาดโดย 2 อุตสาหกรรมหลัก คือ พลังงาน และ ธนาคาร ตัวอย่างเช่น อุตสาหกรรมไฮเทค เช่น Data Center หรือการผลิตชิป Semi-conductor ต้องการพลังงานสะอาด 100% เพื่อเลี่ยงภาษีคาร์บอน แต่ไทยไม่สามารถตอบโจทย์นี้ได้เพราะกลัวกระทบทุนผูกขาด พรรครวมไทยสร้างชาติจึงเสนอให้เปิด "เสรีโซลาร์" เพื่อให้ผู้ผลิตเข้าถึงพลังงานสะอาดได้โดยตรง ไม่ต้องรอรัฐหรือกลุ่มทุน

สำหรับปัญหาหนี้ครัวเรือน นายอรรถวิชช์ กล่าวว่า 90% เกิดจากระบบเครดิตบูโรที่ล้าหลัง ซึ่งแช่แข็งประวัติลูกหนี้นานถึง 3 ปี แม้จะชำระหนี้หมดแล้วก็ตาม ทำให้คนทำงานขาดโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุน ต้องกู้หนี้นอกระบบโดนดอกเบี้ยแพงมาก จึงเสนอให้ใช้ระบบ Credit Scoring แบบสหรัฐอเมริกา คือการแสดงเป็นคะแนนแทนประวัติการชำระหนี้ คนคะแนนดีดอกเบี้ยต่ำ คนคะแนนต่ำดอกเบี้ยสูง พร้อมจ่ายหนี้ครบ ลบประวัติทันที และสามารถกู้ใหม่ได้ทันทีโดยไม่ต้องรอ 3 ปี

ในประเด็นพื้นที่ทับซ้อนและชายแดนไทย-กัมพูชา พรรครวมไทยสร้างชาติ เสนอให้ ยกเลิก MOU 44 และ MOU 43 ทันที โดยยืนยันไม่แบ่งทรัพยากรในพื้นที่เส้นเขตแดนไทย-กัมพูชา และต้องยึดตามหลักหมุดเดิม ไม่ยอมรับการเปลี่ยนหลักหมุดที่ล่วงล้ำเข้ามา และกล่าวถึงการทำงานของรัฐบาลเรื่องลงนามหยุดยิงที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง ว่าเป็นการ "ยึกยัก" ทั้งที่ไทยมีแสนยานุภาพทางทหารเหนือกว่าในทุกมิติ

ด้านการปฏิรูปกองทัพ เสนอนโยบายสมัครใจเกณฑ์ทหารมอบเงินค่าตอบแทน 30,000 บาท ทันที และผู้ที่สมัครใจรบมอบให้ 200,000 บาท ซึ่งเงินเหล่านี้จะกลับมาหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจและช่วยกระตุ้น GDP ได้จริง

สำหรับเป้าหมายในการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง นายอรรถวิชช์ กล่าวว่า ตั้งเป้าจำนวน สส. อย่างน้อย 20 ที่นั่งเพื่อเข้าไปในสภาฯ และ สำหรับ สส.บัญชีรายชื่อ หากประชาชนอยากให้พรรครวมไทยสร้างชาติเข้าไปสู้ให้ท่าน โดยเฉพาะเรื่องพลังงาน โปรดเลือกรวมไทยสร้างชาติ "เบอร์ 6 ไม่โกหก" มั่นใจว่าคุ้มเงินภาษีทุกบาททุกสตางค์แน่นอน นายอรรถวิชช์ กล่าว

'รวี' พรรครักชาติ ไม่นิ่ง!! จี้ กกต. สั่งสอบอย่างจริงจัง เร่งสร้างความโปร่งใส - น่าเชื่อถือ หลังมีข่าวสะพัดเงินแสนล้านว่อนเลือกตั้ง หวั่นทุนใหญ่ครอบงำรัฐทำชาติล่มจม

พรรครักชาติ จี้ กกต.ตรวจสอบจริงจังหลังข่าวสะพัด มีเงินทุนกว่าแสนล้านไหลเข้าระบบเลือกตั้ง หวั่น ประเทศล่มจมหากนายทุนได้อำนาจรัฐ

วันนี้ (29 ธันวาคม 2568) นายรวี เลาหพูนรังษี (ก๊อป) รองหัวหน้าพรรครักชาติ ออกมาเรียกร้องให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เข้าตรวจสอบอย่างจริงจัง กรณีที่มีกระแสข่าวว่าขณะนี้มีเงินทุนจำนวนมากกว่าแสนล้านบาท หลั่งไหลเข้ามาในระบบ เพื่อใช้ในการเลือกตั้งในครั้งนี้

นายรวี ระบุว่า หาก กกต.ปล่อยให้พรรคการเมืองที่ใช้เงินทุนเหล่านี้ได้รับเลือกตั้งเข้ามาในสภา ได้มีโอกาสเข้ามามีอำนาจในการบริหารประเทศ จะส่งผลกระทบรุนแรงต่อประเทศไทย ประเทศเราจะไปต่อได้อย่างไร และเป็นกังวลว่าอาจทำให้ประเทศ “ล่มจม” ประชาชนจะอยู่กันอย่างไรต่อไป

รองหัวหน้าพรรครักชาติจึงขอเรียกร้องให้ กกต. เข้ามาตรวจสอบเรื่องนี้อย่างจริงจัง เพื่อสร้างความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือของกระบวนการเลือกตั้ง

ชนะที่ 1 ไม่สู้รวมเสียงได้!! ความจริงของระบบรัฐสภาที่คนไทยต้องรู้ รัฐบาลเกิดจากทีมที่รวมเสียงได้ ชี้ ในระบอบประชาธิปไตยไม่ใช่เรื่องแปลก "นิวซีแลนด์-เดนมาร์ก -เยอรมนี" เคยมีมาแล้ว

“แกนนำจัดตั้งรัฐบาล” ไม่ได้แปลว่า “พรรคอันดับ 1 เท่านั้น” เพราะระบบรัฐสภาวัดกันที่ “รวมเสียงได้” และ “ทำงานเป็นทีม”

วาทะกรรมที่ได้ยินบ่อยในสังคมไทยคือ “พรรคอันดับ 1 ต้องได้ตั้งรัฐบาล” หรือ “ที่หนึ่งคือเจ้าของประเทศ” ฟังดูง่าย จำง่าย แต่ไม่ตรงกับหลักการของระบบรัฐสภาแบบชัดเจน
หัวใจของระบบรัฐสภาไม่ได้อยู่ที่ “ใครได้ที่นั่งมากสุด” เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ “ใครสามารถรวบรวมเสียงสนับสนุนในสภาได้มากพอ” เพื่อให้สภาไว้วางใจและให้รัฐบาลทำงานได้จริง
แปลไทยเป็นไทย: ในระบบรัฐสภา รัฐบาลเกิดจาก “ทีม” ที่รวมเสียงได้ ไม่ใช่ “พรรคเดียว/คนเดียว” ที่ประกาศว่าเป็นผู้ชนะแล้วทุกอย่างต้องเป็นของตน
หลักการสั้น ๆ ที่ต้องจำให้ขึ้นใจ
• ประชาชนเลือก “สส.” ก่อน แล้วรัฐบาลเกิดจากการรวมเสียงในสภา
• รัฐบาลต้อง “คุมเสียง” ให้ได้อย่างน้อยสำหรับการโหวตไว้วางใจ (confidence) และการผ่านงบประมาณ (supply)
• การเจรจาจัดตั้งรัฐบาล/ข้อตกลงร่วม (coalition หรือ confidence-and-supply) คือเรื่องปกติของรัฐสภา ไม่ใช่เรื่องแปลก
• ดังนั้น “อันดับ 1” อาจไม่ได้เป็นแกนนำรัฐบาล ถ้ารวมเสียงไม่ได้หรือสร้างข้อตกลงร่วมไม่สำเร็จ

ตัวอย่างต่างประเทศ: ไม่ใช่ที่หนึ่ง แต่ตั้งรัฐบาลได้ เพราะรวมเสียงได้สำเร็จ
นิวซีแลนด์ (2017): National ได้ที่นั่งมากสุด แต่ Labour ได้เป็นรัฐบาล
ผลเลือกตั้งทำให้ไม่มีพรรคใดครองเสียงข้างมาก พรรค New Zealand First ถือ “ดุลอำนาจ” และเลือกจับมือ Labour พร้อมมีข้อตกลงสนับสนุนจาก Greens ทำให้ Jacinda Ardern ได้เป็นนายกรัฐมนตรี — สะท้อนว่าเกมจริงอยู่ที่การรวมเสียงหลังเลือกตั้ง

เดนมาร์ก (2011): Venstre ยังเป็นพรรคใหญ่สุด แต่ฝ่ายตรงข้ามรวมเสียงได้จึงเปลี่ยนรัฐบาล
แม้พรรค Venstre จะเป็นพรรคเดี่ยวที่ใหญ่ที่สุด แต่กลุ่มพรรคฝ่ายค้านรวมเสียงได้มากกว่า จึงเกิดรัฐบาลใหม่ที่นำโดย Social Democrats และ Helle Thorning-Schmidt ได้เป็นนายกรัฐมนตรี

สหราชอาณาจักร (ก.พ. 1974): Conservatives ได้ที่นั่งมากกว่า แต่ตั้งรัฐบาลไม่สำเร็จ สุดท้าย Labour เป็นรัฐบาล
เกิด ‘hung parliament’ นายกฯ Edward Heath (Conservative) พยายามเจรจาจัดตั้งรัฐบาลแต่ไม่สำเร็จ จึงเปิดทางให้ Harold Wilson (Labour) จัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย

เยอรมนีตะวันตก (1969): CDU/CSU ใหญ่สุด แต่ SPD จับมือ FDP ตั้งรัฐบาล Brandt
แม้ CDU/CSU จะเป็นกลุ่มใหญ่สุด แต่ SPD รวมเสียงกับ FDP ตั้งรัฐบาล และ Willy Brandt ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี (Chancellor) — เป็นการเปลี่ยนรัฐบาลครั้งสำคัญหลัง CDU/CSU ครองอำนาจยาวนาน

ทำไมต้องย้ำเรื่องนี้? เพราะความเข้าใจผิดทำให้สังคมโกรธผิดเป้า
เมื่อสังคมถูกป้อนความคิดว่า “ที่หนึ่งเท่านั้นที่มีสิทธิ์ตั้งรัฐบาล” ผลคือประชาชนจำนวนมากจะตีความกระบวนการจัดตั้งรัฐบาล (ซึ่งเป็นเรื่องปกติของรัฐสภา) ว่าเป็น “ดีลลับ” ทั้งที่หลายประเทศทำเป็นข้อตกลงเปิดเผยและตรวจสอบได้
ความจริงคือ เราควรถามคำถามที่สำคัญกว่า: ใครตั้ง “ทีม” แล้วทำให้นโยบายผ่านสภาได้? ใครทำให้งบประมาณผ่านได้? ใครรับผิดชอบร่วมกันได้เมื่อทำไม่ได้ตามสัญญา?

ระบบรัฐสภาคือ “ระบบทีมเวิร์ก”
แกนนำจัดตั้งรัฐบาลคือคน/พรรค/ขั้วการเมืองที่ “รวมเสียงได้มากพอ” และ “รักษาความไว้วางใจของสภาได้” ไม่ใช่ตำแหน่งที่แจกให้พรรคอันดับ 1 แบบอัตโนมัติ
ถ้าอยากให้ประชาธิปไตยเดินได้จริง เราต้องเลิกเชื่อวาทะกรรมที่ทำให้สังคมเข้าใจระบบผิด แล้วหันมาอ่านเกมรัฐสภาให้เป็น: ชนะเลือกตั้งคือหนึ่งขั้น แต่ตั้งรัฐบาลได้ต้องชนะสมการรวมเสียง และทำงานร่วมกันเป็นทีม

อ้างอิง
• UK Parliament: What is a hung Parliament? https://www.parliament.uk/about/how/elections-and-voting/general/hung-parliament/
• UK House of Commons Library: How is a Prime Minister appointed? https://commonslibrary.parliament.uk/how-is-a-prime-minister-appointed-2/
• UK Cabinet Office: The Cabinet Manual (PDF) https://assets.publishing.service.gov.uk/media/5a79d5d7e5274a18ba50f2b6/cabinet-manual.pdf
• House of Commons (Canada) Procedure and Practice: Majority supporting the Government https://www.ourcommons.ca/procedure/procedure-and-practice-4/ch02-3-e.html
• 2017 New Zealand general election (government formation summary) https://en.wikipedia.org/wiki/2017_New_Zealand_general_election
• 2011 Danish general election (government formation summary) https://en.wikipedia.org/wiki/2011_Danish_general_election
• February 1974 UK general election (hung parliament summary) https://en.wikipedia.org/wiki/February_1974_United_Kingdom_general_election_in_England
• 1969 West German federal election (coalition formation summary) https://en.wikipedia.org/wiki/1969_West_German_federal_election
• Encyclopaedia Britannica: Germany – Ostpolitik and reconciliation (1969–89) https://www.britannica.com/place/Germany/Ostpolitik-and-reconciliation-1969-89


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top