Saturday, 13 June 2026
POLITICS TIPS

‘ชูวิทย์’ ซัด ‘ธนาธร’ พลิกลิ้นทิ้งอุดมการณ์ “ไม่เอาเทา” แฉแผนส้มผสมน้ำเงินหวังอำนาจรัฐบาล ชี้ กำลังเดินย่ำรอยเดิมการเมืองเก่า เตือน “สนิมเนื้อใน” กำลังกัดกร่อนศาสดาพรรค

'ชูวิทย์' ชี้ท่าที 'ธนาธร' เปลี่ยนไป อย่าแปลกใจพรรคส้มต้องละทิ้งจุดยืน 'ไม่เอาเทา'

(8 ม.ค. 2569) - นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตนักการเมือง โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า เมื่อส้มผสมกับน้ำเงิน นี่คือช็อตเด็ดที่วัดระหว่าง อุดมการณ์ กับ โลกความเป็นจริง หลังการเลือกตั้งจะได้เห็นผลคะแนน ประชาชนที่เคยได้ยินอุดมการณ์ "ไม่เอาเทา" ของพรรคส้ม หรือที่ "ไหม" เคยบอกว่า "ไม่มีทางโหวตชื่ออนุทินเป็นนายกฯ ครั้งที่สอง"

แต่ล่าสุด ธนาธรมีท่าทีเปลี่ยนไปจากการโพสต์บนเฟซบุ๊กของตัวเองว่า "ไม่เคยพูด ว่าจะไม่ร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับน้ำเงินและแดง" หมายความว่า เราอาจจะได้เห็นพรรคส้มจับมือกับพรรคน้ำเงินเป็นรัฐบาลครั้งหน้าก็ได้

โปรดอย่าได้แปลกใจ เมื่อพรรคส้มต้องเลือก ระหว่างละทิ้งอุดมการณ์ และเริ่มคุ้นชินจนถูกกลืนเข้าไปในโลกของการเมืองเก่า แต่ได้เป็นรัฐบาลบริหารประเทศ กับการยึดมั่นอุดมการณ์ของตัวเอง แต่เป็นฝ่ายค้านครั้งแล้วครั้งเล่า

ธนาธรเริ่มเข้าใจแล้วว่า "เปลี่ยนตัวเองให้เข้ากับการเมือง เข้าสู่วงจรอำนาจ ง่ายมากกว่าเปลี่ยนการเมืองให้เป็นแบบที่ตัวเองต้องการ"

เท่าที่เช็คข่าวล่าสุด หัวหน้าเท้งแห่งพรรคส้มยังยืนยันว่า "จะไม่มี ส.ส. พรรคประชาชนคนไหน ยกมือโหวตอนุทินเป็นนายกฯ อีกต่อไป"

นั่นหมายความว่า หากพรรคน้ำเงินได้จำนวน ส.ส. เป็นอันดับ 1 เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล พรรคส้มจะไม่ร่วมรัฐบาล และไม่โหวตให้อนุทินเป็นนายกฯ แต่ถ้าพรรคส้มได้ ส.ส. เป็นอันดับ 1 แต่ไม่เกิน 250 ที่นั่งล่ะ? จะยอมให้พรรคน้ำเงินมาร่วมรัฐบาลไหม?

หัวหน้าเท้งช่วยตอบให้ชัดๆ อย่างที่เคยพูดไว้ว่า "พรรคไหนที่ไม่ประกาศชัดล่วงหน้าว่าไม่ร่วมกับใคร นั่นคือเทา" ในเมื่อพรรคส้มบอกว่าตัวเองไม่เทา งั้นช่วยพูดให้ชัดๆ มาล่วงหน้าเลยครับ ประชาชนจะได้ไม่สับสน เพราะหลังๆ การพูดของธนาธรศาสดาพรรคส้ม เสียงเริ่มแปร่งๆ ไปทุกที เมื่อใกล้วันเลือกตั้ง

กลืนน้ำลายมันเป็นเรื่องปกติ แต่กลืนเสลดมันหนักมากกว่าหลายเท่า

ก่อนหน้านี้ นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ โพสต์เฟซบุ๊ก มีเนื้อหาตอนหนึ่งว่า วลีของธนาธรที่ชี้ว่า “พรรคอื่นได้เป็นรัฐบาลหมดแล้ว เหลือพรรคส้มที่ยังไม่เคยได้เป็นรัฐบาลอยู่พรรคเดียว จึงสมควรจะให้โอกาสพรรคส้ม”

กลายเป็นว่าบัดนี้ ธนาธรต้องใช้ “อุดมการณ์ทางลัด” แทนอุดมการณ์ที่แท้จริงในยุคเริ่มต้น สะท้อนออกมาอย่างแจ่มชัดในการสู้ศึกเลือกตั้งครั้งนี้

อุดมการณ์ของพรรคส้มโบยบินไปพร้อมกับกาลเวลาที่ผ่านไป การตกขบวนแล้วขบวนเล่า พรรคส้มไม่ได้เป็นรัฐบาลเสียที ไม่ได้เกิดจากประชาชนไม่ให้โอกาสพรรคส้ม

คะแนนมากถึง 14 ล้านเสียง ได้จำนวน ส.ส. มากสุดเป็นอันดับหนึ่ง มันเป็นการไม่ให้โอกาสพรรคส้มของธนาธรตรงไหน? ทั้งที่ประชาชนมีหน้าที่แค่ไปกาบัตรในวันเลือกตั้งเท่านั้น

ที่เหลือเป็นหน้าที่ของพรรคส้ม หรือธนาธร ในการแย่งชิงอำนาจรัฐตามระบอบประชาธิปไตยหลังผลคะแนนออก เพียงแต่ธนาธร และพรรคส้มทำไม่ได้เอง

ยิ่งในการเลือกตั้งที่จะถึงนี้ พรรคส้มกลับบีบเส้นทางของตัวเองให้แคบลงไปอีก ด้วยบทที่ตั้งตัวเองเป็น “พระเอก” คนเดียว และพรรคอื่นเป็นผู้ร้ายเสียหมด

เมื่อกาลเวลาผ่านมา ทำให้เรามองเห็นแล้วว่า บรรดาหนุ่มสาวก้าวออกมาเผชิญโลกกว้าง ต้องการเปลี่ยนแปลงโลกไปในสิ่งที่ตัวเองฝัน เวลาผ่านไป หนุ่มสาวเหล่านั้นได้พบกับความจริงที่ว่า พวกเขาต่างหากที่ถูกโลกเปลี่ยน

โดยกลับไปเดินย่ำรอยเท้าบนเส้นทางเดิม ที่คนเคยเป็นหนุ่มสาวในอดีตล้วนเคยเดินผ่านมาแล้วทั้งสิ้น

แท้จริงแล้ว "สนิม" ไม่ได้เกิดจากใครอื่นเลย

แต่เกิดจาก "สนิมเนื้อใน" ของธนาธร เจ้าของลัทธิพรรคส้มนั่นเอง

ที่มา : https://www.facebook.com/photo?fbid=1435927097898766&set=a.496460395178779

อย่าพูดบิดเบือนช่วงหาเสียง!! ‘ชวน’ สวนกลับ ‘พิพัฒน์’ ปมแขวะนายกฯ 2 สมัย แต่ไม่พัฒนาตรัง ตอกกลับพฤติกรรม “เลือกปฏิบัติ” เดินตามรอยทักษิณ ระวังผิดรัฐธรรมนูญ ม.27

‘ชวน’ ตั้งโต๊ะซัด ‘พิพัฒน์’ ปมแขวะนายกฯ 2 สมัย แต่ไม่พัฒนาตรัง เตือนอย่าคิดแบบธุรกิจการเมือง หวังผลกำไร 

เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2569 ที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) นายชวน หลีกภัย อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แถลงตอบโต้ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะแกนนำพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ที่ทำเนียบรัฐบาลวานนี้ (6 ม.ค.69) โดยมีการพาดพิงพื้นที่จังหวัดภาคใต้ที่มีนายกรัฐมนตรี 2 สมัย แต่ไม่ได้รับการพัฒนา ว่า ตนคือหนึ่งในผู้สมัครรับเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎรในระบบบัญชีรายชื่อ หมายเลข 27 ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อคะแนนนิยมด้วย เนื่องจากข้อความบางตอนเป็นการโจมตีให้ร้ายกัน และจากการให้สัมภาษณ์ที่ทำเนียบรัฐบาล เป็นสถานที่ที่ไม่ควร โจมตีให้ร้ายใคร แต่ควรจะเป็นการแถลงนโยบายหรือผลงานมากกว่า ตนจึงอยากเตือนด้วยความเคารพ

นายชวน กล่าวว่า ที่มีกล่าวว่าหากประชาชนในพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้ช่วยกันเลือกพรรคภูมิใจไทย เราจะเอาสิ่งต่างๆ เข้าไปทำงบประมาณ เพื่อพัฒนาโดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐาน พร้อมกับยกเป็นการเปรียบเทียบการบริหาร จ.สุพรรณบุรี ในสมัย นายบรรหาร ศิลปอาชา ที่เป็นนายกรัฐมนตรีเพียงปีเดียว แต่พัฒนาจังหวัดไปได้มาก และผู้เปรียบเทียบได้ให้สัมภาษณ์ในตอนท้าย ว่าพื้นที่จังหวัดหนึ่งในภาคใต้มีนายกรัฐมนตรี 2 ครั้งติดต่อกัน ขอให้กลับไปดูว่า วันนี้มีการพัฒนาอย่างไรบ้าง ถึงแม้ไปดูแล้วไม่มีการเอ่ยชื่อ ก็รู้ว่าเป็นตนและจังหวัดตรัง แต่ก็ไม่แน่จริง ควรเอ่ยชื่อให้หมดเรื่องหมดราว ไม่ต้องมานั่งตีความกัน ซึ่งท่านก็คงหมายถึงตน ที่เป็นนายกฯ 2 ครั้ง ท่านบอกว่าไม่ได้โจมตีใคร

นายชวน กล่าวต่อว่า หากประชาชนในพื้นที่ 14 จังหวัดได้ช่วยกันเลือกพรรคภูมิใจไทย ก็จะนำเอาสิ่งต่างๆ เข้าไปทำงบประมาณเพื่อพัฒนาโดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐาน หากสื่อมวลชนนึกออกการเลือกปฏิบัติ โดยพัฒนาเฉพาะจังหวัดที่เลือก ผู้แทนของเขา เคยเกิดขึ้นในสมัยที่ นายทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี ใช้คำว่าพัฒนาเฉพาะจังหวัดที่เลือกไทยรักไทยก่อน จังหวัดอื่นไว้ทีหลัง ซึ่งเป็นเรื่องที่ชัดเจนว่าเป็นการเลือกปฏิบัติ ซึ่งตนเป็นหนึ่งในคนที่ต่อต้านการเลือกปฏิบัติ จึงมีผลทำให้พรรครักไทยไม่ได้รับเลือกจากภาคใต้แม้แต่คนเดียว เพราะเชื่อว่าการเลือกปฏิบัติไม่ยุติธรรม 

เพราะฉะนั้นสิ่งที่นายพิพัฒน์ พูดก็เป็นแนวคล้ายคลึงกัน หากประชาชนในพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้ช่วยกันเรื่องพรรคภูมิใจไทย ก็จะนำสิ่งต่างๆ เข้าไปทำงบประมาณนั้น หมายความว่า ถ้าไม่เลือกเขา เขาก็อาจจะไม่เอาสิ่งต่างๆ เข้าไปเพื่อพัฒนา ปัญหาคือเมื่อพรรคภูมิใจไทยเขาพูดแล้วทำ เมื่อพูดอย่างนี้ก็คือพูดแล้ว เขาก็ควรจะทำ คือถ้าไม่เลือก เขาก็จะไม่จัดงบประมาณไปให้ เป็นการเลือกปฏิบัติโดยตรงซึ่งโดยหลักแล้วขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 27 ได้ย้ำไว้ ว่าจะเลือกปฏิบัติ เพราะความคิดความเห็นทางการเมืองแตกต่างกัน เพราะการเลือกหรือไม่ ถือว่าเป็นการเห็นทางการเมือง และถ้านักการเมืองใช้วิธีการนี้ ความขัดแย้งแตกแยกในบ้านเมืองก็จะเกิดขึ้น อย่างในสมัยนายทักษิณ และจะเกิดความไม่เป็นธรรมต่อกระบวนการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยก็จะผิดเพี้ยนไป กลายเป็นการพัฒนาเฉพาะพื้นที่ที่เลือก พื้นที่ที่ไม่เลือกก็ไม่มีการพัฒนา แต่เก็บภาษีเขา ตนจำได้ว่าเคยเรียกร้องเรื่องนี้ เมื่อเขาได้เสียภาษีเช่นเดียวกันก็ต้องพัฒนาเหมือนกัน

นายชวน กล่าวอีกว่า การนำไปเปรียบเทียบจังหวัดตรัง ในส่วนของตนนั้น เมื่อเป็นนายกรัฐมนตรี 2 สมัย ตนโชคดีเป็น 6 ปีกว่า เป็นนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งนานที่สุด จึงได้ทำโครงการพัฒนาประเทศ ไม่ได้เจาะจงทำเฉพาะ จ.ตรัง โครงสร้างพื้นฐานไม่ได้ตัดถนนเข้าเฉพาะจังหวัดตรัง แต่ทำทั่วประเทศ พร้อมยกตัวอย่าง โครงการพัฒนาถนน 4 เลน ภาคเหนือสิ้นสุดที่ จ.เชียงราย ภาคอีสานสิ้นสุดที่ จ.หนองคาย ภาคใต้สิ้นส่วนที่จังหวัดชายแดนเชื่อมมาเลเซีย นี่คือการบริหารงานในสมัยที่ตนเป็นนายกรัฐมนตรี ไม่เลือกปฏิบัติ ว่าจะเลือกตนหรือไม่

นอกจากนี้ นายชวน ยังระบุว่า โครงการเบี้ยผู้สูงอายุ ได้ริเริ่มในสมัยตน จนมาถึงในรัฐบาล พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ นายทักษิณกลับไม่มีการเพิ่มเบี้ยผู้สูงอายุ แต่กลับมาเพิ่มในสมัย พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ จาก 200 บาท เป็น 500 บาท และเป็นต้นแบบจนถึงปัจจุบันนี้ ที่ได้เดือนละ 600 - 800 บาท และนายอภิสิทธิ์ ประกาศว่าจะเพิ่มเป็น 1,000 บาท ต้องพูดในสิ่งที่เป็นไปได้ ไม่พูดอะไรในผลคะแนนเสียงแล้วทำไม่ได้ ขณะเดียวกันตนยังเป็นผู้ผลักดัน จ.ตรัง ให้มีมหาวิทยาลัย และล่าสุดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ก็มาจากนักกีฬาในมหาวิทยาลัยจังหวัดตรัง รวมถึงริเริ่มให้เด็กดื่มนม จนเด็กสูงได้มาตรฐานโลก

นายชวน ยังกล่าวว่า นายพิพัฒน์นั่งเครื่องบินไป จ.ตรัง แล้วพบกับตน เพื่อไปหา สส.ได้มา 2 คน ตนก็ไม่ได้พูดอะไร ไม่เกรงใจ ไม่ให้เกียรติชาวตรัง ตนก็ไม่เคยวิจารณ์ แต่การพาดพิงอย่างนี้ส่งผลกระทบต่อการหาเสียง จ.ตรัง คนจะเข้าใจผิดว่าตนไม่เคยทำอะไรให้ จ.ตรัง ซึ่งตนก็พัฒนา จ.ตรัง เหมือนจังหวัดอื่น ไม่อยากให้คนไปเที่ยวตรัง แล้วด่าว่า เอางบประมาณไปทำบ้านมันคนเดียว

นายชวน กล่าวอีกว่า จ.ตรัง ยังมีรถไฟ มีสนามบินที่สวยที่สุด ซึ่งตนของบประมาณจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา สมัยที่ตนเป็นประธานรัฐสภา และตรังเป็นจังหวัดเดียวที่จตุรัสเมือง ซึ่งเป็นความพยายามมากว่า 20 ปี สมัยที่ตนเป็นประธานรัฐสภา พร้อมชวนผู้สื่อข่าวไปเที่ยวเมืองตรังเพื่อเที่ยวจตุรัสเมือง

"ในการทำงานในฐานะนายกรัฐมนตรี ได้ถือหลักว่าเราเป็นนายกรัฐมนตรีของคนทั้งประเทศ ดังนั้น การจะทำนโยบายอะไรก็ตาม ต้องไม่เจตนาที่จะทำเพื่อประโยชน์ในบ้านตัวเองเท่านั้น ต้องทำเพื่อประโยชน์ของคนทั้งประเทศ ทุกจังหวัด นี่เป็นแนวที่ตนและพรรคประชาธิปัตย์ได้ยึดปฏิบัติมาจนถึงปัจจุบัน" นายชวน กล่าว

นายชวน ยังกล่าวว่า การที่นายพิพัฒน์ ใช้ทำเนียบรัฐบาล เป็นที่กล่าวโจมตีให้ร้าย กระทบในทางกฎหมาย ในหลักแล้วไม่ถูกต้อง พูดให้ร้ายไม่ตรงกับความเป็นจริง ไปเปรียบเทียบกับสุพรรณบุรีแต่ก็ไม่มีสนามบิน การเป็นนักการเมืองจะต้องให้ความสำคัญกับประชาชนทุกจังหวัด ประชาธิปไตยจะไปได้ เมื่อมีความยุติธรรม ไม่ใช่ว่าถ้าไม่เลือกคนนั้น แล้วบ้านเมืองเราจะล้าหลัง ถ้าไม่เลือกคนนี้แล้วจะไม่ได้รับการพัฒนา แต่ต้องมองว่าใครเป็นรัฐบาลก็ต้องมีหน้าที่พัฒนาทุกจังหวัดทั่วประเทศ ตนภูมิใจที่เป็นนายกรัฐมนตรี 2 สมัย ได้ทำหน้าที่และกระจายความเจริญ ซึ่งกฎหมายกระจายความเจริญไปสู่ภูมิภาคเกิดในสมัยตน ประเทศเราเรื่องของคนมีความสำคัญ

นายชวน ยังกล่าวอีกว่า ตนเป็นผู้ตั้งกระทู้ถามสดในเรื่องวิกฤตศาสนา คนไม่ไปทำบุญจนวัดไม่มีเงินจ่ายค่าน้ำค่าไฟ และถูกตัด จนที่ประชุมคณะรัฐมนตรี มีมติให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ใช้งบกลางจ่ายค่าน้ำค่าไฟและไม่ให้ตัดไฟ นี่คือสิ่งที่สังคมยังไม่รู้

"ใครมาเป็นรัฐบาลในเที่ยวหน้า ไม่ว่าใครก็ตาม อย่าใช้วิธีที่นายพิพัฒน์พูด พี่น้องภาคใต้ขอให้รับรู้ถ้าทำอย่างที่นายทักษิณเคยทำ ควรจะเลือกพรรคการเมืองประเภทนี้หรือไม่ สำหรับพี่น้องชาวตรัง ขอให้รับทราบว่าสิ่งที่นายพิพัฒน์พูด ตนได้พัฒนาจังหวัดตรัง เหมือนที่พัฒนาจังหวัดอื่น ไม่มีข้อยกเว้น ไม่เอาเปรียบจังหวัดอื่น ให้ความเป็นธรรมกับทุกจังหวัด ในฐานะที่เป็นตัวแทนชาวตรัง ไม่อยากให้ไกลมาจังหวัดตรังแล้ว ด่าว่าจังหวัดนี้เอาเปรียบจังหวัดอื่น เอางบประมาณมากองอยู่ที่นี่ ฝนไม่ต้องการให้เป็นแบบนั้น" นายชวน กล่าว

นายชวน ยังกล่าวอีกว่า ที่จริงไม่ว่ารัฐบาลจะมาจากระบบยึดอำนาจ หรือเลือกตั้ง มีแค่รัฐบาลนายทักษิณ เป็นรัฐบาลแรกที่ประกาศชัดเจนว่าจะพัฒนาจังหวัดที่เลือกเพื่อไทยก่อน จังหวัดอื่นไว้ทีหลัง ซึ่งตนเพิ่งเห็นนายพิพัฒน์เพิ่งมาพูด นอกนั้นก็ได้บทเรียน ส่วนใหญ่จะพูดในทำนองว่า ยินดีอย่างยิ่งที่จะพัฒนา ไม่ได้เจาะจงจังหวัดใด

เมื่อถามว่า ถ้านายพิพัฒน์มาขอพูดคุยทำความเข้าใจจะว่าอย่างไร นายชวน กล่าวว่า ส่วนตัวรู้จักกัน นายพิพัฒน์ก็ลงไปหา สส.เจอในเครื่องบินอยู่ ที่นายพิพัฒน์ มาพูดเช่นนี้ ตนคิดว่านายพิพัฒน์เป็นนักธุรกิจที่ทำงานการเมือง ถ้าทัศนคติอาจจะมองไปแบบนักธุรกิจการเมืองที่เราเคยเห็น มองเรื่องจะต้องมีกำไรขาดทุน เมื่อลงทุนแล้ว ต้องได้ ดังนั้นเลือกถึงจะให้ ซึ่งความจริงได้นักการเมืองระบอบประชาธิปไตย จริงๆ ทำเช่นนั้นไม่ได้ แต่นักธุรกิจที่มาทำงานการเมือง แต่ความจริงนักธุรกิจที่ทำงานการเมืองที่ดีก็มี ความสำนึก ความเข้าใจธุรกิจ และทำงานการเมืองก็ต้องเอากำไร ซึ่งความจริงเป็นงบหลวงไม่ใช่งบส่วนตัว การเลือกปฏิบัติ ซึ่งไม่ควรจะมี เพราะเปลี่ยนแปลงการปกครองมาเข้า 90 กว่าปี สิ่งเหล่านี้พรรคไทยรักไทยได้บทเรียนมาแล้ว ไม่มี สส.ใต้แม้แต่คนเดียว ซึ่งเป็นผลมาจากที่เรารณรงค์พรรคการเมืองจะได้เรียนรู้และไม่ใช่วิธีนี้ปฏิบัติ

เมื่อถามว่า การที่นายพิพัฒน์ออกมาพูดเช่นนี้เหมือนกับนายทักษิณ แสดงว่าพรรคภูมิใจไทยจะไม่ได้ที่นั่งใช่หรือไม่ นายชวน กล่าวว่า ถ้าข้อมูลนี้ไปถึงชาวบ้านตนว่าเขาจะคิด เพราะเขาบอกว่าพูดแล้วทำ แต่ตนว่าเรื่องนี้ จะมีปัญหาอยู่เหมือนกัน ความจริงตนก็ไม่มีอะไร ฉะนั้นท่านจะมาพาดพิงเรื่องอะไร ถ้าท่านไปหาต้นตอที่ตรังผมยังไม่ได้พูดอะไรเลย แต่ว่าท่านทำเหมือนกับไม่ให้เกียรติคนตรัง แต่ท่านก็ไปพูดอย่างนี้ ไม่ไปว่าอะไร เจอก็ทักทายกัน

เมื่อถามย้ำว่า เป็นเพราะพรรคประชาธิปัตย์ได้รับการตอบรับที่ดีในภาคใต้ใช่หรือไม่ นายชวน กล่าวว่า ไม่ทราบว่าดีหรือไม่ดี แต่แนวปฏิบัติเรามีมามากแล้ว ท่านอาจจะไม่สามารถปรับเป็นนักการเมืองในระบอบประชาธิปไตยได้ 100% ท่านอาจมองเป็นเรื่องธุรกิจที่ต้องได้ประโยชน์ และต้องได้กำไรการเมืองจะคิดอย่างนั้นไม่ได้

แค่ขอโทษ..ยากตรงไหน? 'ดร.เจษฏ์' สอนมวย 'พิธา-ค่ายส้ม' เลิกแถปม "ทหารมีไว้ทำไม" ชี้ทางออกง่ายๆ แค่ยอมรับความจริง แล้วกล่าวคำ "ขอโทษ" อย่าเลี่ยงบาลี

‘ดร.เจษฎ์’ สอนมวย ‘พิธา’ - ส้ม เลิกแซะ "ทหารมีไว้ทำไม"  แนะทางออกง่ายนิดเดียวแค่บอก "ขอโทษ พูดผิดไปแล้ว"

(7 ม.ค. 2569) รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรครักชาติ กล่าวถึงประเด็นวาทกรรมทางการเมืองที่ยังคงเป็นข้อถกเถียงในสังคม โดยเฉพาะคำถามที่ว่า “ทหารมีไว้ทำไม” ซึ่งมักถูกหยิบยกขึ้นมาโจมตีโดยกลุ่มผู้สนับสนุนพรรคประชาชนหรือ “ค่ายส้ม”

รศ.ดร.เจษฎ์ ระบุว่า ที่ผ่านมามีการตั้งคำถามและวิพากษ์วิจารณ์กองทัพในทำนองว่ารบกับใครก็แพ้ หรือมีปัญหาเรื่องการจัดซื้ออาวุธ ซึ่งเมื่อถูกท้วงติง ฝ่ายที่ตั้งคำถามกลับพยายามอธิบายเลี่ยงไปมาในลักษณะที่เรียกว่า "แถ" แทนที่จะยอมรับความผิดพลาด

รศ.ดร.เจษฎ์ ย้ำว่า เรื่องนี้แก้ได้ไม่ยากเลย แค่ขอโทษอย่างจริงใจก็จบแล้ว แค่บอกว่า "ผมพูดผิดไปแล้วครับ ผมขอโทษครับ ผมจะไม่ทำอีกแล้วครับ ผมรู้แล้วครับว่าทหารมีไว้ทำไม ผมสำนึกรู้คุณคนทหารแล้วครับ" พร้อมย้ำว่า เรื่องง่ายๆ ง่ายที่สุดแต่กลับไม่ทำ 

แคนดิเดตนายกฯ พรรครักชาติ ทิ้งท้ายว่า หากพรรคการเมืองคู่ขัดแย้งไม่ยอมลดทิฐิและไม่ยอมกล่าวคำขอโทษในสิ่งที่เคยพูดผิดพลาด การที่จะบอกให้สังคมอภัยให้กันแล้วหันมาร่วมมือพัฒนาบ้านเมืองนั้น คงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้

กีฬาคือความหวัง!! 'ยศชนัน' นำทีมเพื่อไทยบุกโอลิมปิก เล็งปัดฝุ่น 1 รัฐวิสาหกิจ 1 สมาคมกีฬา พร้อมเสนอแผนบรรจุ 1,500 นักกีฬาทีมชาติ ให้เป็นพนักงานราชการสางปัญหาฮีโร่ตกอับ

‘ยศชนัน’ นำทัพเพื่อไทย ถก "บอร์ดโอลิมปิคฯ" ดันวาระเร่งด่วนปรับเงินนักกีฬาให้ทันค่าครองชีพ พร้อมฟื้นโมเดล "1 รัฐวิสาหกิจ 1 สมาคมกีฬา"

เมื่อวันที่  6 มกราคม 2569 ที่ ห้องประชุมคณะกรรมการโอลิมปิกแห่งประเทศไทย เขตดุสิต ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย นำคณะทำงานด้านกีฬาเข้าหารือ ร่วมกับคณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์

นายพิมล ศรีวิกรม์ ประธานคณะกรรมการฯ ได้กล่าวเน้นย้ำจุดยืนขององค์กรที่มีความเป็นกลางทางการเมือง แต่ก็ยินดีเปิดรับและให้ข้อมูลแก่ทุกพรรคการเมืองอย่างเท่าเทียมเพื่อนำไปใช้วางนโยบายพัฒนากีฬาของชาติ ไม่ได้ผูกขาดกับพรรคใดพรรคหนึ่ง ซึ่งพรรคเพื่อไทยจะเป็นพรรคแรกที่ติดต่อเข้ามาหารือ และในวันนี้มีคณะผู้บริหารและตัวแทนจากสมาคมกีฬาต่างๆ เข้าร่วมประชุมเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล ได้แก่ สมาคมกีฬาเคอร์ลิงแห่งประเทศไทย, สมาคมกีฬาเทเบิลเทนนิสแห่งประเทศไทย, สมาคมกีฬาปันจักสีลัตแห่งประเทศไทย, สมาคมกีฬาสควอชแห่งประเทศไทย, สมาคมกีฬายกน้ำหนักสมัครเล่นแห่งประเทศไทย รวมถึงคณะผู้ทรงคุณวุฒิประจำคณะกรรมการโอลิมปิคฯ

โดยในวงหารือ ได้แลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์และรับฟังข้อเสนอแนะในการยกระดับมาตรฐานกีฬาไทยทั้งระบบ โดยบรรยากาศหารือเน้นหนักไปที่การแก้ไขปัญหาเชิงระบบ ทั้งในส่วนของนักกีฬา ผู้ฝึกสอน และผู้ตัดสิน รวมถึงเรื่องงบประมาณที่มีขีดจำกัด เพื่อเตรียมความพร้อมสู่ความเป็นเลิศในระดับสากล รวมถึงคุณภาพชีวิตของนักกีฬา เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงของชีวิตสำหรับอาชีพนักกีฬา และการจูงใจในการสร้างนักกีฬาใหม่ๆ

จากนั้น ศ.ดร.ยศชนัน เปิดเผยถึงแนวนโยบายของพรรคเพื่อไทยในการยกเครื่องวงการกีฬาไทยทั้งระบบ โดยระบุว่าพรรคเตรียมผลักดันการสังคายนาระบบเงินสนับสนุนนักกีฬาใหม่ทั้งหมด เนื่องจากอัตราค่าตอบแทนเดิมอยู่ในเกณฑ์ต่ำและไม่ได้ปรับปรุงมานาน ไม่สอดคล้องกับค่าครองชีพในปัจจุบัน จึงจำเป็นต้องทบทวนเพื่อสร้างขวัญกำลังใจและคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับตัวนักกีฬา ควบคู่ไปกับการเดินหน้านโยบาย “หนึ่งรัฐวิสาหกิจ ต่อหนึ่งสมาคมกีฬา” เพื่อเป็นหลักประกันว่างบประมาณจากภาครัฐจะไหลเวียนสู่การพัฒนากีฬาอย่างสม่ำเสมอ

สำหรับยุทธศาสตร์สำคัญในการขับเคลื่อน พรรคเพื่อไทยได้วางโครงสร้างไว้ 4 ด้านหลัก เริ่มจากการปั้น “สปอร์ตอคาเดมี่” เพื่อดูแลนักกีฬาแบบครบวงจรตั้งแต่ต้นจนจบ เน้นสร้างอาชีพที่มั่นคงรองรับหลังเกษียณจากการแข่งขัน โดยจะนำวิทยาศาสตร์การกีฬา โภชนาการ และเทคโนโลยีระดับ Genome มาใช้พัฒนาศักยภาพนักกีฬาให้แม่นยำที่สุด พร้อมกันนี้จะมีการปฏิรูประบบงบประมาณสู่รูปแบบ “Block Grant” หรือการจัดสรรงบระยะยาวหลายปี แทนการขอแบบปีต่อปี เพื่อให้สมาคมกีฬาสามารถวางแผนฝึกซ้อมและบริหารจัดการได้อย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ ยังมุ่งเน้นการใช้กีฬาขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการทูต หรือ Sports Diplomacy โดยจะพัฒนาสนามกีฬาในระดับจังหวัดร่วมกับภาคเอกชนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น และใช้กีฬาเป็นสะพานเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เพื่อเปิดโอกาสให้นักกีฬาไทยได้ไปแลกเปลี่ยนหรือศึกษาต่อในต่างประเทศได้ง่ายขึ้น โดยทั้งหมดนี้จะยึดหลักการให้เกียรติและรับฟังความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญในวงการ เพื่อให้เกิดการยอมรับและเคารพในศักดิ์ศรีซึ่งกันและกันระหว่างฝ่ายนโยบายและฝ่ายปฏิบัติ

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวเสริมว่า ในระยะยาวพรรคมีแผนปูพรมพัฒนากีฬาตั้งแต่ระดับท้องถิ่นผ่านการรื้อฟื้น (Revisit) ระบบการเรียนการสอนพลศึกษาในโรงเรียน ให้เน้นกีฬาที่เป็นจุดเด่นของไทยและสร้างค่านิยมรักกีฬา รวมถึงการผลิตครูพลศึกษาให้สอดรับกับทิศทางกีฬาของชาติ เพื่อสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) ของกีฬาอาชีพให้แข็งแกร่งและมีมาตรฐานเทียบเท่าระดับโลก

“กีฬาคือการสร้างความหวัง และเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาประเทศที่ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าด้านเศรษฐกิจ พรรคเพื่อไทยพร้อมที่จะยกเครื่องระบบกีฬาไทยให้ทันสมัยและมั่นคง เพื่อให้กีฬาเป็นพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนไทยในอนาคตอย่างแท้จริง” ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวทิ้งท้าย

ด้านนายสรวงศ์ กล่าวว่า ปัญหาหลักของกีฬาไทยคือการ "มีเงินแต่ใช้ผิดที่" โดยเฉพาะงบกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติที่หมดไปกับอีเวนต์มากกว่าการพัฒนาวิทยาศาสตร์การกีฬา โภชนาการ และการจ้างโค้ชเก่งๆ จึงเสนอโมเดล "1 อำเภอ 1 Academy" เน้นปั้นนักกีฬาไทยเอง (Youth Development) ตามความเหมาะสมของพื้นที่แทนการซื้อตัวโอนสัญชาติ พร้อมเสนอแก้ปัญหา "ฮีโร่ตกอับ" ด้วยการบรรจุนักกีฬาทีมชาติ 1,500 คน เป็นพนักงานราชการสัญญาจ้าง 4 ปี เพื่อสร้างสวัสดิการที่มั่นคงและสร้าง Personal Branding ให้เป็นที่รู้จักตั้งแต่ก่อนคว้าชัยชนะ

นอกจากนี้ ยังเตรียมผลักดันมาตรการจูงใจให้เอกชนร่วมสนับสนุนกีฬาผ่านการลดหย่อนภาษี 2 เท่า เพื่อลดภาระภาครัฐ พร้อมเร่งแก้ไขอุปสรรคเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะการคืนอำนาจอนุมัติงบกองทุนฯ ให้รัฐมนตรีเจ้ากระทรวงเพื่อความรวดเร็ว และแก้ไขปัญหาการเบิกจ่ายรายไตรมาสที่ทำให้สมาคมกีฬาวางแผนระยะยาวไม่ได้ รวมถึงต้องปรับความเข้าใจกับสำนักงบประมาณเพื่อไม่ให้ตัดงบปกติของกระทรวงฯ จนเกิดสภาวะสุญญากาศในการทำงาน

สำหรับคณะผู้เข้าหารือในครั้งนี้ ฝั่งพรรคเพื่อไทย นำโดย ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์, นายสรวงศ์ เทียนทอง รองหัวหน้าพรรค, นายพายุ เนื่องจํานงค์ รองโฆษกพรรค, นายณณัฏฐ์ หงษ์ชูเวช นายทะเบียนพรรค, นางญาณิกา เทียนทอง ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ และ นายฐิติพงศ์ เขียวไพศาล ที่ปรึกษารองหัวหน้าพรรค ทางด้านคณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศไทยฯ ให้การต้อนรับนำโดย นายพิมล ศรีวิกรม์ ประธานคณะกรรมการฯ, ศาสตราจารย์พิเศษ เจริญ วรรธนะสิน รองประธานฯ, นายชัยภักดิ์ ศิริวัฒน์ รองประธานฯ และนายกสมาคมฮอกกี้แห่งประเทศไทย ร่วมด้วย ดร.สุวรรณา ศิลปอาชา และคณะกรรมการรายอื่นๆ เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง

เปิดพิมพ์เขียวปัญหา!! ทำไมนักการเมืองถึงชอบแก้รัฐธรรมนูญ? เจาะลึก 5 ข้อถกเถียงรัฐธรรมนูญไทย จากปม ส.ว. ถึงกลไกล็อกหลายชั้น ที่ทำให้การเมืองไทยวนเวียนอยู่ที่เดิม

รัฐธรรมนูญไทย “ผิดตรงไหน” — ทำไมนักการเมืองถึงชอบแก้กันไม่หยุด

รัฐธรรมนูญไม่ใช่ “ข้อสอบที่มีคำตอบเดียว” ว่าถูกหรือผิด แต่คือ “กติกาเกมการเมือง” ถ้าคนจำนวนมากรู้สึกว่าไม่ยุติธรรม ไม่สะท้อนเสียงประชาชน หรือออกแบบให้บางฝ่ายได้เปรียบถาวร กติกานั้นก็จะถูกท้าทาย และถูกผลักดันให้แก้ไขซ้ำ ๆ

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ว่า “ผิดตรงไหน” แต่คือ “ตรงไหนที่ทำให้ความขัดแย้งไม่จบ” และ “ตรงไหนที่ทำให้รัฐบาล-ฝ่ายค้าน-กลุ่มผลประโยชน์เห็นต่างกันจนอยากเปลี่ยนกติกา”

1) แก้ยากแบบล็อกหลายชั้น: เสนอได้ แต่ผ่านยาก
หนึ่งในข้อวิจารณ์หลักของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันคือเงื่อนไขการแก้ไขที่เข้มมาก โดยเฉพาะการต้องใช้เสียงสนับสนุนจากหลายกลุ่มในรัฐสภาพร้อมกัน ทำให้ต่อให้ ส.ส. มีเสียงมาก ก็ยังอาจติด “ด่านสำคัญ” และเกิดภาพวนซ้ำแบบ “เสนอ-ตก-เสนอใหม่”
• ผลที่ตามมา: การแก้ไขกลายเป็น “สงครามยืดเยื้อ” มากกว่าจะเป็น “การซ่อมกติกา”
• ยิ่งแก้ยาก ยิ่งเพิ่มแรงจูงใจให้บางฝ่ายผลักดัน “ร่างใหม่ทั้งฉบับ” แทนการแก้รายมาตรา

2) ส.ว. กับคำถามเรื่องความยึดโยงประชาชน
โครงสร้างของวุฒิสภาและบทบาทในกระบวนการทางการเมือง เคยเป็นจุดแตกหักทางความรู้สึกของสังคม โดยเฉพาะในช่วงที่สังคมมองว่าอำนาจบางส่วนของ ส.ว. ไม่ได้สะท้อนเจตจำนงจากการเลือกตั้งโดยตรง เมื่อเกิดผลลัพธ์ทางการเมืองที่ไม่ตรงกับความคาดหวังของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง แรงกดดันให้แก้ไข โครงสร้าง ส.ว. จึงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง
• ข้อถกเถียงหลัก: ความชอบธรรมของอำนาจทางการเมืองควรยึดโยงกับประชาชนมากน้อยแค่ไหน
• ผลทางการเมือง: ประเด็น ส.ว. ถูกยกเป็น “โจทย์ใหญ่” ของการแก้รัฐธรรมนูญแทบทุกยุค

3) บทเฉพาะกาลและการ “พกอดีตมาด้วย”: ข้อขัดแย้งที่ปิดไม่ลง
บทเฉพาะกาลบางส่วนถูกวิจารณ์ว่าเป็นการวาง “ทางด่วน” ให้กติกาช่วงเปลี่ยนผ่านมีผลยาว รวมถึงการรับรองการใช้อำนาจและคำสั่งในช่วงก่อนหน้า เมื่อสังคมบางส่วนมองว่านี่คือการนำอดีต เข้ามาล็อกอนาคต ความพยายามแก้ไขจึงไม่ใช่แค่เรื่องเทคนิคกฎหมาย แต่เป็นเรื่องความชอบธรรมทางการเมือง

4) องค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญ: ดุลอำนาจที่คนเห็นต่าง
รัฐธรรมนูญออกแบบให้องค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญมีบทบาทสูงในการกำกับเกมการเมือง ทั้งการตีความอำนาจหน้าที่ ตรวจสอบคุณสมบัติ หรือกรณีที่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมือง ฝ่ายหนึ่งมองว่าเป็นกลไกคุ้มครองระบบและสกัดการใช้อำนาจเกินขอบเขต อีกฝ่ายมองว่าอาจทำให้การเมือง “ย้ายสนาม” จากสภาไปอยู่ที่การวินิจฉัยมากเกินไป
• ข้อถกเถียงหลัก: ระดับอำนาจตรวจสอบควรเข้มแค่ไหนจึงจะ “คุมได้โดยไม่ครอบงำ”
• ผลทางสังคม: เมื่อมีคดีการเมืองใหญ่ ความไว้วางใจต่อดุลอำนาจจะถูกทดสอบทุกครั้ง

5) กรอบยุทธศาสตร์ระยะยาว: รัฐบาลเลือกตั้งถูกมัดมือหรือสร้างความต่อเนื่อง?
อีกประเด็นที่ถูกหยิบมาถกเถียงคือการวางกรอบนโยบายระยะยาวของรัฐ ซึ่งมีทั้งข้อดีและข้อกังวล ฝ่ายสนับสนุนมองว่าเป็นการสร้างความต่อเนื่อง ลดการเปลี่ยนนโยบายตามรอบเลือกตั้ง แต่ฝ่ายคัดค้านมองว่าอาจทำให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งปรับทิศทางประเทศได้ไม่คล่อง และไม่ตอบโจทย์วิกฤตเฉพาะหน้าได้ทัน

ทำไมนักการเมืองถึง “ชอบแก้” กันจัง?
ถ้าสรุปแบบตรงไปตรงมา เหตุผลหลัก ๆ มักหนีไม่พ้น 4 ข้อนี้:
• กติกาคือเดิมพันอำนาจ: ระบบเลือกตั้ง การตั้งรัฐบาล บทบาท ส.ว. และกลไกตรวจสอบ ล้วนกำหนดผู้ได้เปรียบ-เสียเปรียบ
• แก้ยากจึงยื่นซ้ำ: เมื่อด่านสูง การเสนอแก้จึงกลายเป็นการสะสมแรงกดดันทางการเมืองไปในตัว
• ความชอบธรรมยังเป็นข้อถกเถียง: เมื่อสังคมยังไม่ “ยอมรับร่วมกัน” การเมืองก็จะวนกลับมาที่การเขียนกติกาใหม่เสมอ
• เปลี่ยนกติกาง่ายกว่าชนะในกติกาเดิม: บางช่วง นักการเมืองเลือกสู้ในสนาม “แก้กติกา” เพราะคุ้มกว่าในระยะยาว

ถ้ากติกาเป็นที่ยอมรับร่วมกัน การเมืองจะกลับไปแข่งที่ “นโยบาย”
ประเทศจะเดินหน้าได้เร็วขึ้นเมื่อกติกาพื้นฐานเป็นที่ยอมรับร่วมกัน เพราะฝ่ายการเมืองจะใช้พลังไปกับ การแข่งขันเชิงนโยบายและผลงาน มากกว่าการต่อสู้เรื่องโครงสร้างอำนาจ
แต่ถ้ากติกายังถูกมองว่า “ล็อกเกม” หรือ “ไม่แฟร์” หรือ “แก้ยากจนเหมือนมีผู้ถือกุญแจบางกลุ่ม” ประเด็นแก้รัฐธรรมนูญก็จะเป็นวาระการเมืองที่กลับมาอีกครั้ง ไม่ว่ารัฐบาลจะเป็นสีไหนก็ตาม

บทความนี้อิงประเด็นถกเถียงเชิงโครงสร้างจากรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 (โดยเฉพาะหมวดการแก้ไขเพิ่มเติมและบทเฉพาะกาล) และข้อถกเถียงทางวิชาการ/การเมืองร่วมสมัย

'กัปตัน' เอฟซีพรรคส้มเคลียร์ให้ ปมชอบแซะ "ทหารมีไว้ทำไม" ย้ำชัด ทหารมีไว้สู้รบป้องกันประเทศ ชูนโยบายเพิ่มสวัสดิการทหารเกณฑ์ หนุบซื้ออาวุธทันสมัยเสริมภารกิจป้องกันประเทศ

‘กัปตัน’ ออกโรงเคลียร์แทนพรรคส้ม ปมชอบแซะ “ทหารมีไว้ทำไม” ตอกย้ำชัดเจน “ทหารมีไว้สู้รบป้องกันประเทศ”

(6 ม.ค. 69) เพจเฟซบุ๊ก “กัปตันคนเนิร์ด” ของกัปตัน อดีตทนายความ ซึ่งเป็นกองเชียร์พรรคประชาชน ได้โพสต์คลิปวีดิโอชี้แจงแทนพรรคส้ม ปม “ทหารมีไว้ทำไม” เป็นรูปแบบแนวถาม-ตอบโดยเริ่มต้นด้วยการตั้งคำถามว่า 
รู้ยังล่ะ “ทหารมีไว้ทำไม” เจ้าเพื่อนส้ม?
ส้มตอบ - ก็มีไว้สู้รบเพื่อป้องกันประเทศไง รู้มาตั้งนานแล้ว

อ้าวว ก็รู้นี่ แล้วทำไมตอนนั้นมานั่งด่านั่งแซะว่า ทหารมีไว้ทำไม?
ส้มตอบ - ก็เพราะทหารทำอย่างอื่นที่ไม่ใช่ป้องกันประเทศเยอะเกินไป แล้วพอทำได้ไม่ดีประเทศก็ไม่พัฒนา 

อะไรบ้างล่ะที่ทหารทำได้ไม่ดี?
ส้มตอบ - ชัดสุดก็รัฐประหารเนี่ยแหละ รีเซ็ตประเทศ ทำให้เสียงของประชาชนไม่มีความหมาย บริหารงานแบบเผด็จการ แล้วเป็นยังไง ลุงคุมประเทศอยู่เกือบ 10 ปี แต่ประเทศก็ไม่ได้ไปไหนเลย

ก็มีแค่เรื่องนี้แหละมั้ง ไม่เห็นจะมีเรื่องอื่นที่ทหารทำไม่ดีนี่?
ส้มตอบ - แทรกแซงกิจการพลเรือนหลายอย่าง มีหลักฐานที่น่าเชื่อว่าจัดตั้งมวลชนสอดส่องข่มขู่ผู้เห็นต่าง ทำไอโอไปลงคลิปที่ประชาชนเขาทำอีก เดี๋ยวคอยดูนะ คลิปนี้ก็จะมีไอโอมาลงเหมือนกัน ซึ่งพวกนี้ไม่ใช่หน้าที่ที่ทหารควรจะทำคือปกป้องประเทศเลย 

เพื่อนส้มก็เอาแต่วิจารณ์ แล้วมีข้อเสนอดี ๆ บ้างหรือเปล่า พรรคส้มมีนโยบายยังไงให้ทหารป้องกันประเทศได้ดีล่ะ?
ส้มตอบ – ก็ต้องให้ทหารเกณฑ์เลิกถางหญ้า ซักผ้า เลี้ยงไก่ แล้วมาฝึกทหารจริงๆ สักที ต้องเพิ่มเงินเดือนและสวัสดิการ เพื่อดึงดูดให้คนมาสมัครเป็นทหารเกณฑ์เยอะๆ จะได้ไม่ต้องมานั่งเกณฑ์ทหารแบบบังคับกัน

แล้วเรื่องอาวุธมีนโยบายหรือเปล่า ล่าสุดกับกัมพูชาก็ดูเป็นเรื่องสำคัญอยู่นะ เราอ่ะ เคยไปตัดงบอาวุธเขาไม่ใช่หรอ?
ส้มตอบ - ก็ตอนที่ตัดมันมีโควิด ก็เลยต้องเสนอให้โยกเงินไปช่วยโควิดก่อน แต่หลังจากนั้นก็สนับสนุนซื้ออาวุธฉ่ำ ทั้งเครื่องบินกริพเพน เรือฟริเกต หรือว่าโดรน เพราะพวกนี้เป็นสิ่งที่จำเป็นในการรบของกองทัพจริงๆ 

เออจะว่าไปก็คุ้น ๆ ว่าอภิปรายให้ซื้ออาวุธเยอะอยู่ แต่แค่เสนอให้ซื้ออาวุธ มันก็ไม่ได้ต่างจากพรรคอื่นหรือเปล่า?
ส้มตอบ – เมื่อก่อนเราซื้ออาวุธแบบซื้อแล้วจบใช่ไหม แต่นโยบายของเราจะให้ซื้ออาวุธแบบใหม่ คือซื้อแล้วบังคับให้ต่างชาติต้องถ่ายทอดเทคโนโลยีให้เราด้วย เราจะได้ทำอาวุธเองเป็น ถ้าเกิดอะไรขึ้นแล้วเขาไม่ขายอาวุธให้ เราจะได้พึ่งตัวเองได้

ฟังดูดี แล้วมีนโยบายอะไรอีก?
ส้มตอบ - ใช้เทคโนโลยีช่วยตรวจตราลาดตระเวน ทหารจะได้ไม่ต้องมาเหยียบทุ่นระเบิดอีก ติดตั้งระบบต่อต้านโดรน ฮุนเซนจะได้ไม่เอาโดรนมาบินเล่นในประเทศเรา

ฟังดูเหมือนเพื่อนส้ม จริงๆ ก็ไม่ได้เกลียดทหารนี่นา ขอสรุปอีกที “ทหารมีไว้ทำไม” ?
ส้มตอบ – มีไว้ป้องกันประเทศ และพรรคประชาชนก็สนับสนุนภารกิจป้องกันประเทศอย่างเต็มที่ ถ้าการเมืองและทหารจับมือกันก็ไม่มีใครเอาลง ฮุนเซน ก็ทำอะไรไม่ได้ ฮุนมาเนต อย่าหวังเลย

ทั้งนี้ ในโพสต์ดังกล่าว ยังย้ำด้วยว่า ทหารมีไว้สู้รบป้องกันประเทศ และพรรคประชาชนมีนโยบายมากมายเพื่อให้ทหารป้องกันประเทศได้สบายขึ้น เพิ่มสวัสดิการทหารเกณฑ์ ชีวิตทหารจะได้ดีขึ้น มีคนสมัครมากขึ้น และไม่ต้องเกณฑ์ทหารแบบบังคับส่วนในด้าน และในด้านการซื้ออาวุธ จะบังคับคนขายอาวุธให้ถ่ายทอดเทคโนโลยี ให้ด้วย พร้อมกับจะซื้อใช้เทคโนโลยีช่วยลาดตระเวน ทหารจะได้เสี่ยงเหยียบทุ่นระเบิดน้อยลง

ที่มา : https://www.facebook.com/share/v/18BCUS2Mqk/

จี้รัฐบาลอย่าถ่วงกองทัพ "พีระพันธุ์" ชี้การรบต้องเด็ดขาดทำกัมพูชาให้สิ้นสภาพ หลังกัมพูชายิงปืน ค. ใส่ช่องบก มอง "ทรัมป์" เบนเข็มมุ่งไปเวเนซูเอลา พร้อมดัน "คลังน้ำมันแห่งชาติ" รับมือวิกฤตราคาน้ำมันผันผวน

‘พีระพันธุ์’ จี้รัฐบาลอย่าถ่วงกองทัพ ควรรบเด็ดขาดทำกัมพูชาให้สิ้นสภาพทางการทหารหลังกัมพูชายิงปืน ค. ใส่ช่องบก มอง "ทรัมป์" เบนเข็มมุ่งไปเวเนซุเอลา พร้อมดัน "คลังน้ำมันแห่งชาติ" รับมือวิกฤตราคาน้ำมันผันผวน

(7 ม.ค. 69) นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) แสดงความห่วงใยต่อสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ภายหลังได้รับรายงานกองกำลังกัมพูชายิงปืน เข้าใส่พื้นที่ช่องบก ส่งผลให้จ่าสิบเอกปรัชญา พิลาชัย ผู้บังคับหมวดปืนเล็กที่ 1 กองร้อยทหารราบ 6021 (RDF) ได้รับบาดเจ็บจากสะเก็ดระเบิดว่า เป็นสิ่งที่ตนเตือนไว้แล้วว่าจะเกิดขึ้น เพราะกัมพูชายังไม่สิ้นสภาพภัยคุกคามและพร้อมจะละเมิดข้อตกลงได้ทุกเมื่อ

"รัฐบาลต้องเด็ดขาด ไม่สั่งการสับสนเช่นนี้ วันก่อนประกาศจะทำให้กัมพูชาจะสิ้นสภาพภัยคุกคาม  อีกวันต่อมาประกาศหยุดยิงแบบไม่มีเงื่อนไข  รัฐบาลทำแบบนี้สองรอบแล้ว รอบแรกดึงโดนัล ทรัมป์มาร่วม รอบที่สองหยุดยิง 72 ชม. แบบไร้เงื่อนไขอีก  ผมย้ำอีกครั้งนะครับ  เงื่อนไขหยุดยิงต้องอยู่บนพื้นฐานของความเคารพบนหลักกฎหมายสากลยึดแผนที่มาตราส่วน 1:50,000 ของสนธิสัญญาไทยฝรั่งเศสเท่านั้น  ครั้งนี้กัมพูชาจงใจผิดข้อตกลงหยุดยิง รัฐบาลปล่อยให้เขมรเอาปืนจ่อยิงไทยแบบนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า แสดงให้เห็นว่า mou43 ไม่มีประโยชน์ต้องยกเลิกทันที" นายพีระพันธุ์กล่าว

นายพีระพันธุ์ ยังแสดงความกังวลว่าท่าทีของสหรัฐฯ ต่อเวเนซุเอลาและประเทศอื่นๆ จะส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันในตลาดโลกให้ผันผวนอย่างรุนแรง ซึ่งประเทศไทยต้องเตรียมรับมือด้วยกลไกที่มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม

"ผมเสนอนโยบายเพื่อความมั่นคงทางพลังงาน โดยให้ 'ยกเลิกกองทุนน้ำมัน' จากที่ใช้เงินอุดหนุนแบบเดิม เปลี่ยนมาจัดตั้ง 'ระบบคลังน้ำมันสำรองแห่งชาติ' เพื่อทำหน้าที่บริหารจัดการสต็อกน้ำมันโดยตรง คือซื้อเก็บเมื่อราคาน้ำมันตลากโลกลดลง และปล่อยขายเมื่อราคาตลาดโลกแพง กลไกนี้จะช่วยตัดความผันผวนจากภายนอก และผมมั่นใจว่าจะทำให้คนไทยได้ใช้น้ำมันทั้งเบนซินและดีเซลในปริมาณที่เพียงพอต่อความต้องการของประเทศ และจะทำให้ราคาน้ำมันลดลงเหลือเพียงประมาณ 25 บาทต่อลิตรได้ทันที ไม่ว่าสถานการณ์โลกจะวิกฤตแค่ไหนก็ตาม" นายพีระพันธุ์ กล่าว

นายพีระพันธุ์ กล่าวย้ำว่า "กรณีนี้ไม่ใช่อุบัติเหตุ แต่เป็นความจริงที่คนไทยต้องตระหนัก ถึงเวลาแล้วที่ต้องสนับสนุนให้กองทัพเข้ามาจัดการเพื่อปกป้องอธิปไตยจากการรุกรานของกัมพูชา และขจัดให้สิ้นสภาพภัยคุกคาม"

ด้าน พล.อ.กังวาน สุจินต์ อดีตรองเจ้ากรมกิจการชายแดนทหาร และผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดจันทบุรี เขต 1 พรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวเสริมว่า เหตุการณ์การยิงในวันนี้ไม่มีทางเป็นอุบัติเหตุ เนื่องจากเครื่องยิงลูกระเบิด ปืน ค. ต้องมีการเตรียมการยิงอย่างเป็นระบบ ทั้งการล็อกเป้าหมายและการคำนวณวิถีโค้ง ขั้นตอนการยิงต้องบรรจุกระสุนอย่างระมัดระวัง โดยเฉพาะกระสุนชนิดชนวนไว อีกทั้งยังต้องใช้ศูนย์อำนวยการยิงเพื่อกำหนดค่าพิกัดล่วงหน้า หากไม่ทราบพิกัดที่แน่ชัด ย่อมต้องมีหน่วยตรวจการณ์ทำหน้าที่ชี้เป้า จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่กระสุนจะตกใส่ฐานความมั่นคงได้อย่างแม่นยำเช่นนี้ แล้วอ้างว่าเป็นเพียงอุบัติเหตุ

'เลือกตั้ง' 69 เลือกตั้งอย่างไรให้บ้านเมืองไปรอด? คนไทยต้องใช้สติแยกแยะ 'พรรคขายฝัน' ก้าวข้ามกับดัก 'นโยบายด้านเดียว' ชี้ ไม่มีใครสมบูรณ์แบบต้องเลือกพรรคที่เลวน้อยสุด

เลือกตั้งอย่างไร? บ้านเมืองจึงจะไปรอด

การเลือกตั้งที่จะมาถึงในวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ พี่น้องประชาชนคนไทยจะต้องเลือกตั้งอย่างไร จึงจะทำให้บ้านเมืองอยู่รอดและไปต่อได้ เมื่อพิจารณาสถานการณ์ของประเทศชาติบ้านเมืองในภาพรวม ซึ่งพบว่า ประเด็นปัญหาที่ต้องเผชิญมีดังนี้:
1. การเมืองและเสถียรภาพรัฐบาล: 
- การเมืองของไทยยังคงอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน และค่อนข้างที่จะไม่มีเสถียรภาพ การจัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้งอาจใช้เวลา โดยมีการแข่งขันหลักระหว่างหลายพรรคใหญ่ ซึ่งยังไม่ชัดเจนว่าจะได้รัฐบาลเสียงข้างมากทันทีหรือไม่ 
- ความเชื่อมั่นทางการเมืองอยู่ในระดับต่ำ โดยดัชนีเชื่อมั่นเกิดการตกและมีเสียงกังวลถึง ภาวะ “วิกฤตความเชื่อมั่น” ในระดับประเทศ 
- ธรรมชาติของการเมืองไทยยังคงมีความไม่แน่นอนสูง แต่ยังไม่มีรัฐประหารรอบใหม่เกิดขึ้น

2. เศรษฐกิจ: 
- แม้ว่า เศรษฐกิจของไทยจะคงยังเติบโตต่อไปได้ แต่ก็ไม่เร็วตามที่หวัง ยังคงมีอุปสรรคมากมายหลายด้าน โดยเฉพาะการขยายตัวของ GDP ยังคงอยู่ในระดับต่ำ คาดการณ์เติบโตที่อาจชะลอลงอีกในปี 2026 ส่งผลต่อรายได้ครัวเรือน โดยเฉพาะเงินเฟ้อและหนี้ครัวเรือนยังเป็นประเด็นปัญหาที่สำคัญ
- ความไม่แน่นอนทางการเมือง และ “ช่องว่างอำนาจ” ซึ่งทำให้ภาคธุรกิจเกิดความวิตกกังวล จากการที่ดัชนีตลาดหุ้น (SET) เคยตกลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบหลายปี อันเนื่องมาจากความไม่แน่นอนนี้ 
- ธนาคารโลกและ IMF ได้คาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจไทยด้วยความระมัดระวัง แต่ก็เห็นโอกาสจากภาคการท่องเที่ยวและการบริโภคที่กำลังค่อย ๆ ฟื้นตัว 
- ปัญหาความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง เช่น การผลิตในภาคอุตสาหกรรมลดลง และความสามารถในการแข่งขันของประเทศที่มีแนวโน้มจะถดถอย หากยังไม่สามารถปรับตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

3. ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและความมั่นคง:
- ความตึงเครียดบริเวณชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้านจนเกิดการปะทะกันทางทหาร 2 รอบแล้ว ความขัดแย้งกับเขมรส่งผลต่อความมั่นคงตลอดแนวชายแดน ซึ่งเป็นตัวแปรด้านนโยบายต่างประเทศและความเชื่อมั่นของนักลงทุน และมีความเป็นไปได้ค่อนข้างสูงที่จะมีเหตุการณ์ปะทะระหว่างไทยกับเขมรเกิดขึ้นอีกในปี พ.ศ. 2569 ด้วยเหตุที่ผู้นำเขมรพยายามใช้เหตุจากสถานการณ์ความขัดแย้งจนเกิดการปะทะด้วยกำลังทหารสร้างความชอบธรรมและความนิยมทางการเมือง

4. สังคมและชีวิต: 
- ต้นทุนชีวิตและรายได้ของพี่น้องประชาชนยังคงเป็นประเด็นปัญหาที่ถูกกล่าวถึงอย่างกว้างขวาง ค่าใช้จ่ายด้านการครองชีพและความคาดหวังเรื่องความช่วยเหลือจากรัฐยังเป็นเรื่องที่ยังมีการพูดถึงอันมาก 
- มลพิษทางอากาศหรือคุณภาพชีวิตในเมืองใหญ่ก็ยังคงเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องมีการต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วน 

ดังที่ได้บอกไว้ในเลือกตั้ง’69 EP#1 แล้วว่า บนโลกใบนี้ สังคมในอุดมคติไม่เคยมีอยู่จริง และจะไม่มีวันเกิดขึ้นได้ตราบเท่าที่คนเรายังคงมี รัก โลภ โกรธ หลง กิเลส ตัณหา ฯลฯ อยู่ในจิตใจ ฉะนั้นวิธีคิดหรือความคาดหวังแบบ “โลกสวย” ที่คิดว่าจะรอเลือกพรรคการเมืองที่ทำให้บ้านเมืองเป็นสังคมในอุดมคติที่สมบูรณ์แบบนั้น แทนที่จะเป็นเจตนาที่ดีต่อชาติบ้านเมืองกลับกลายเป็นผลร้ายที่น่ากลัวและเป็นอันตรายยิ่งต่อความมั่นคงและเสถียรภาพทางการเมืองของชาติ

ผลจากการเลือกตั้งของไทยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2475 คือการเมืองไทยที่เกิดขึ้นและเป็นอยู่จนทุกวันนี้ นั้นก็คือการเลือกโดยการรับฟังข้อมูลและนโยบายด้านเดียว ซึ่งเป็นด้านดีด้านบวกของนักการเมืองและพรรคการเมืองที่นิยมชมชอบ มากกว่าข้อเท็จจริงที่เกิดขี้น โดยไม่สนใจข้อมูลและนโยบายของนักการเมืองและพรรคการเมืองที่ไม่ชอบ สิ่งเหล่านี้ทำให้ความสามารถในการแยกแยะผิดชอบชั่วดีของผู้ที่มีสิทธิเลือกตั้งลดน้อยถอย และเป็นประเด็นสำคัญที่ทำให้นักการเมืองและพรรคการเมืองที่ไม่หวังดีต่อประเทศชาติบ้านเมืองนำมาใช้อย่างได้ผล 

และที่สุดความไม่ถูกต้องชอบธรรมในการใช้อำนาจรัฐของนักการเมืองและพรรคการเมืองจะทำให้บ้านเมืองเกิดความเดือดร้อนและวุ่นวาย นำไปสู่การรัฐประหารของฝ่ายความมั่นคงเมื่อถึงจุดที่สถานการณ์ไม่สามารถควบคุมได้ด้วยกฎหมายและการเมืองในสภาวะปกติ หากพิจารณาถึงประเด็นปัญหาที่ประเทศชาติบ้านเมืองต้องเผชิญในปัจจุบันดังที่ได้กล่าวมาข้างต้น จึงควรพิจารณาถึงวิธีคิดและแนวทางของนักการเมืองและพรรคการเมืองที่ไม่เป็นภัย ไม่เป็นอันตรายต่อความมั่นคงของชาติบ้านเมืองที่กำลังเผชิญอยู่ในทุกวันนี้

เมื่อนักการเมืองและพรรคการเมืองที่ดีพร้อมและสะอาดบริสุทธิ์ตามสังคมในอุดมคติไม่ได้มีอยู่จริง ดังนั้น จึงต้องเลือกนักการเมืองและพรรคการเมืองที่เลวน้อยที่สุด (The Lesser Evil) ด้วยเพราะ ไม่มีนักการเมืองหรือพรรคการเมืองใดสมบูรณ์แบบ นักการเมืองแทบทุกคนและทุกพรรคการเมืองต่างก็มีข้อบกพร่องด้วยกันทั้งนั้น จากนโยบายที่ไม่เป็นที่นิยม หรือความล้มเหลวในอดีต ดังนั้นพี่น้องประชาชนคนไทยผู้มีสิทธิเลือกตั้งจึงอาจไม่พบตัวเลือกที่ตรงกับค่านิยมของตนได้อย่างสมบูรณ์ จึงต้องเลือกตัวเลือกที่เชื่อว่าจะก่อให้เกิดผลเสียให้กับชาติบ้านเมืองที่น้อยที่สุด

ฉะนั้น ในการเลือกตั้งในวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 พี่น้องประชาชนคนไทยจึงควรเลือกนักการเมืองและพรรคการเมืองที่ดีที่สุดนั้นก็คือนักการเมืองและพรรคการเมืองที่เลวน้อยที่สุด ซึ่งจะต้องไม่เป็นภัยคุกคามต่อปัญหาและอุปสรรคของชาติบ้านเมืองโดยเฉพาะเรื่องของความมั่นคง อันเป็นปัญหาที่สำคัญที่สุดซึ่งชาติบ้านเมืองกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้

อนุทิน นำทีมแถลงด่วน! จี้กัมพูชาแจงปมกระสุน ค. ตกเนิน 469 ทำทหารไทยเจ็บ 1 ยันไทยทำตามกรอบ ลั่นพร้อมตอบโต้ตามกฎการปะทะทันที พร้อมสั่งคุมเข้มพื้นที่ชายแดนยังไม่สั่งอพยพ

นายกฯ สั่งประท้วงเขมรละเมิดข้อตกลงหยุดยิง ลั่นพร้อมตอบโต้ตามความจำเป็น หลังพบลูกปืน ค. ยิงมาจากฝั่งกัมพูชา ตกที่เนิน 469 ช่องบก จ.อุบลราชธานี ส่งผลให้ทหารเจ็บ 1 นาย

(06 ม.ค. 69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว. มหาดไทย พร้อมด้วยนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ, พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมว.กลาโหม และนายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ร่วมแถลงถึงเหตุการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา กรณีพบลูกปืน ค. ยิงมาจากฝั่งกัมพูชา ตกที่เนิน 469 ช่องบก จ.อุบลราชธานี ส่งผลให้ทหารเจ็บ 1 นาย ว่า รัฐบาลได้รับทราบรายงานมาโดยตลอด ขณะนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการตามขั้นตอนที่ได้กำหนดไว้ของบันทึกข้อตกลง

ขณะนี้ทางฝ่ายกองทัพและฝ่ายความมั่นคง ได้ทำการประท้วงไปยังฝ่ายความมั่นคงของกัมพูชา และได้แจ้งให้ทางกัมพูชาชี้แจงเพื่อพิจารณาว่าไทยจะตอบโต้อย่างไร ส่วนทางด้านการต่างประเทศได้ออกหนังสือไปยังรมว.ต่างประเทศของกัมพูชา เพื่อให้ชี้แจงว่า มีการละเมิดข้อตกลงหยุดยิง และวันนี้ได้เกิดเหตุเหล่านี้ขึ้น เพราะฉะนั้นไทยต้องขอให้กัมพูชาได้แสดงการชี้แจงมายังประเทศไทยโดยทางการทูตเช่นกัน

นายอนุทิน ย้ำว่า ลูกกระสุนจากฝั่งกัมพูชาได้ตกมายังฝั่งไทย เพราะฉะนั้นการตอบโต้หรือการใช้กฎแห่งการปะทะ ประเทศไทยได้มีการเตรียมพร้อมและจะพิจารณาตอบโต้ด้วยการตัดสินใจของประเทศไทย

ทั้งนี้ นายอนุทิน กล่าวว่า นี่เป็นการแถลงข่าวเบื้องต้น ซึ่งจะมีขั้นตอนในการดำเนินการเพื่อให้ทุกฝ่ายได้เห็นว่าประเทศไทยอยู่ในกรอบปฏิบัติตามข้อตกลงทุกอย่าง แต่ถ้าถึงจุดที่ประเทศไทยมีความจำเป็นต้องตอบโต้เราก็พร้อมที่จะตอบโต้ ส่วนรายละเอียดจะขอให้มีการบรรลุเกิดขึ้นมาอย่างรูปธรรมก่อน เพราะตอนนี้ทางกองทัพได้ดำเนินการพิจารณาวิธีการตอบโต้ที่เหมาะสม

นายอนุทิน ยังระบุถึงการรายงานจากหน่วยปฏิบัติที่บริเวณชายแดนได้แจ้งมาว่า ทางกัมพูชาอ้างว่าเป็นอุบัติเหตุ แต่จะรับผิดชอบต่ออุบัติเหตุนี้อย่างไร ให้เวลาทางกัมพูชาได้คิด แต่ขอให้มั่นใจว่าการเตรียมพร้อมทุกอย่าง ทั้งทางด้านการต่างประเทศความมั่นคง ก็มีความพร้อมที่จะตอบโต้

ส่วนชาวบ้านในพื้นที่ก็ยังคงมีการพูดคุยกันในระดับกองทัพ ดังนั้น ฝ่ายปกครอง โดยกระทรวงมหาดไทย ให้คอยดูแลชาวบ้านในพื้นที่ แต่ยังไม่ถึงขั้นต้องอพยพ

ยาแรงปราบโกง!! 'พีระพันธุ์' นำทีม รทสช. ลงสัตยาบันต้านโกง เดินหน้าดันกฎหมาย "โกงชาติ=โทษประหาร" ล้างบางคอร์รัปชัน-ตัดสินคดีจบใน 1 ปี เปิดเครื่องประหารหัวพยัคฆ์ "พิฆาตคนชั่ว"

‘พีระพันธุ์’ นำทัพ รทสช. ลงนามสัตยาบันต้านโกง ชูยาแรง “โกงชาติ = โทษประหาร” ย้ำจุดยืน “กา 6 ไม่โกหก” เปิดมีด! สัญลักษณ์ “พิฆาตคนชั่ว” กำราบคอร์รัปชัน

เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2569 พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) เดินหน้าประกาศจุดยืนก่อนโค้งสุดท้ายในศึกเลือกตั้ง  โดย นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ลำดับที่ 1 พร้อมด้วย นายชัชวาลล์ คงอุดม เลขาธิการพรรค  นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ลำดับที่ 2 นำทีมผู้สมัคร สส. กทม. เข้าพบ นายมานะ นิมิตรมงคล ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ที่อาคารศรีจุลทรัพย์ เพื่อยื่นหนังสือและลงนามสัตยาบันประกาศเจตนารมณ์ต่อต้านการทุจริต ตามจุดยืนของพรรครวมไทยสร้างชาติที่เน้นความ "เด็ดขาด" ในการบริหารประเทศ และความซื่อสัตย์จริงใจภายใต้แคมเปญ "กา 6 ไม่โกหก" 

นายพีระพันธุ์ กล่าวย้ำถึงแนวทางการปราบปรามคอร์รัปชันซึ่งเป็นปัญหาเรื้อรังของประเทศว่า ปัญหานี้แก้ไม่ได้ด้วยการประนีประนอม แต่ต้องใช้ยาแรงและการบังคับใช้กฎหมายที่จริงจัง  

นายพีระพันธุ์ ระบุว่า ทุกวันนี้ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันในประเทศไทยขยายตัวมากขึ้น เพราะไม่เคยมีความเกรงกลัวต่อโทษ และกว่าที่กระบวนการพิจารณาสืบสวนสอบสวนจะเสร็จสิ้นก็ใช้เวลาเป็น 10 ปี เพราะฉะนั้น สิ่งแรกที่ต้องดำเนินการแก้ไข ก็คือ ต้องปรับโทษให้หนักขึ้นด้วยการประหารชีวิต เพราะเป็นการปล้นเงินประชาชนทั้งประเทศ ประการที่ 2 ต้องมีการปรับปรุงกฎหมายให้มีการพิจารณาคดีอย่างรวดเร็วเสร็จสิ้นไม่เกิน 1 ปี และต้องปรับลดเรื่องการขอพระราชทานอภัยโทษเพื่อให้เป็นการลงโทษที่เด็ดขาด ทุกวันนี้ถึงจุดที่ต้องใช้ยาแรงไม่อย่างนั้นจะทำให้เกิดความเสียหายทั้งประเทศ 

"ทุกวันนี้ประเทศเกิดความเสียหาย 3.8 ล้านล้านบาท จากการทุจริตคอร์รัปชันซึ่งเราจะปล่อยไว้ต่อไปไม่ได้ เราต้องเอาจริงและเด็ดขาดในการแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน วันนี้พาผู้สมัคร สส.พรรครวมไทยสร้างชาติมาปฏิญาณกับองค์กรฯ เพื่อที่จะเป็นนักการเมืองที่ไม่ยุ่งเกี่ยวกับการทุจริตคอร์รัปชันทุกรูปแบบ เพื่อให้เป็นนักการเมืองที่ดีต่อไป" นายพีระพันธุ์กล่าว

ด้าน นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี กล่าวเสริมในมิติการแก้ไขวิกฤตเศรษฐกิจและปัญหาปากท้อง โดยยกผลงานการลดราคาพลังงานที่ผ่านมาเป็นเครื่องพิสูจน์

"เศรษฐกิจฐานรากกำลังวิกฤต รอไม่ได้ และแก้ไม่ได้ด้วยนโยบายขายฝัน ต้องใช้วิธีเด็ดขาด ไม่เกรงใจทุนใหญ่ 1. ค่าไฟ เราทำสำเร็จมาแล้วเรื่องการลดค่าไฟลง 76 สตางค์ จาก 4.70 บาท ลงมาที่ 3.94 บาท โดยแก้ที่โครงสร้างและไม่ได้ใช้เงินแผ่นดินเลย เป้าหมายเราคือ 3.3 บาท เรามั่นใจ เราทำได้  2. ลบบัญชีเสียเครดิตบูโรทันที ที่ชำระครบแล้ว ห้ามธนาคารแชร์ข้อมูลต่อ ไม่ต้องรอ 3 ปี แบบในปัจจุบัน คนทำงานต้องมีโอกาสสร้างตัว วิกฤตแก้ได้ต้องเด็ดขาด นโยบายทำได้จริง เบอร์ 6 ไม่โกหก ครับ" นายอรรถวิชช์ กล่าว

นายพีระพันธุ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า วันนี้เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนไปยังผู้มีสิทธิเลือกตั้งว่า พรรครวมไทยสร้างชาติพร้อมแล้วที่จะใช้นโยบายที่ "เด็ดขาด" ทั้งในมิติการเมืองและเศรษฐกิจ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและนำประเทศก้าวข้ามวิกฤตไปข้างหน้าอย่างมั่นคง

ในโอกาสลงนามสัตยาบันประกาศเจตนารมณ์ต่อต้านการทุจริตครั้งนี้ พรรครวมไทยสร้างชาติยังได้เปิดตัวสัญลักษณ์ “พิฆาตคนชั่ว” ตามนโยบายเรือธงของพรรค นั่นคือ สัญลักษณ์จำลอง “เครื่องประหารหัวพยัคฆ์” ที่ใช้ลงโทษขุนนางทุจริตและฉ้อราษฎร์บังหลวงในตำนานของ “เปาปุ้นจิ้น” บุคคลต้นแบบแห่งความเที่ยงตรงและยุติธรรมในประวัติศาสตร์จีน  โดยสัญลักษณ์นี้จะถูกนำไปจัดวางที่บริเวณหน้าสำนักงานใหญ่ของพรรครวมไทยสร้างชาติ เพื่อสะท้อนเจตนารมณ์อันแน่วแน่ในการ “พิฆาตคนชั่ว” และเป็นเครื่องเตือนใจให้ข้าราชการและนักการเมืองทุกคนยึดมั่นในคุณธรรม ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต และทำงานเพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติและประชาชนเป็นที่ตั้ง


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top