Monday, 8 June 2026
POLITICS NEWS

“สงคราม” ชี้ช่วยธุรกิจต้องจริงใจอย่าลอยแพรายย่อย หวั่น “บิ๊กตู่” กู้ 5 แสนล้านแจกพรรคการเมืองสร้างฐานเสียงในพื้นที่

นายสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคเพื่อชาติ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 ในประเทศไทย ส่งผลกระทบกับคนไทยทุกคน ประกอบกับการที่รัฐบาลบริหารจัดการวัคซีน ล้มเหลว ไม่ให้ความสำคัญเรื่องวัคซีนมากที่ควร และจำกัดให้ประชาชนฉีดวัคซีนที่รับจัดหาให้ หลายรายพบว่าเกิดอาการไม่พึงประสงค์หนักบ้าง เบาบ้างต่างกันไป ที่หนักสุดคือเสียชีวิต รัฐควรเร่งสร้างความเชื่อมั่นในวัคซีนมากกว่านี้ เพราะวัคซีนคือทางออกของประเทศ อย่างแท้จริง เพราะประชาชนต้องการวัคซีน ทุกวันนี้มีคนติดเชื้อ มากกว่า 1 แสนคน เสียชีวิตมากกว่า 30 คน ต่อวัน รัฐบาลใจดำมากที่มองคนที่เสียชีวิตเป็นเรื่องธรรมดา นิ่งเฉยต่อความสูญเสียที่เกิดขึ้น

นอกจากนี้รัฐบาลกู้เงินมหาศาลเพื่อมาใช้จ่าย โดยที่ผ่านมารัฐบาลมาขอให้อนุญาตจากสภาเพื่อออกพระราชกำหนดเงินกู้ 1 ล้านล้าน ที่โดยอ้างว่าจะนำไปช่วยผู้ประกอบการธุรกิจ เอสเอ็มอี แต่เงินที่กู้มารัฐนำไปใช้ในการสร้างฐานการเมืองมากกว่า นำไปทำถนน หรือ ขุดลอกคูคลองในพื้นที่ของนักการเมืองพรรครัฐบาล หวังสร้างฐานการเมือง เป็นการใช้เงินซ้ำซ้อนกับงบประมาณรายจ่ายประจำปี ซึ่งรัฐบาลไม่แสดงความจริงใจ ที่จะช่วยเหลือผู้ประกอบการ รัฐปล่อยลอยแพผู้ประกอบการรายย่อย

นายสงคราม กล่าวด้วยว่า พ.ร.ก.กู้เงิน 500,000 ล้านบาท แต่ว่าที่ผ่านมามันเต็มไปด้วยการปกปิดหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ ถ้ารัฐบาลเคารพประชาชน ก็ต้องสื่อสาร และให้ข้อมูลมากกว่านี้ นอกจากนี้ยังไม่มีอะไรการันตีว่าเงิน 5 แสนล้านบาทที่จะกู้จะถูกนำไปใช้ถูกทิศถูกทาง เพราะคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้เงินก็ยังใช้ชุดเดิม ไม่มีหน่วยงานหรือกลไกที่จะมาช่วยเร่งรัดการเบิกจ่ายที่เป็นปัญหาในพ.ร.ก.กู้เงิน 1 ล้านล้านบาท หากรัฐบาลไม่สามารถชี้แจงได้คงให้ผ่านไม่ได้

“การจะช่วยเหลือผู้ประกอบการ พลเอกประยุท์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ต้องไม่ตั้งเงื่อนไขที่เป็นกำแพงหนาทำให้ผู้ประกอบการไม่สามารถเข้าถึงเงินกู้ และต้องไม่เลือกปฎิบัติช่วยเฉพาะผู้ประกอบการชั้นดี เพราะหากทำเช่นนั้นเงินกู้จำนวน 500,000 ล้านบาท จะล้มแหลวรอบ 2 เพราะไม่สามารถที่จะกู้ชีวิตผู้ประกอบการที่กำลังโคม่าได้ แต่รัฐบาลจะเป็นคนดึงสายอ็อกซิเจนของผู้ประกอบการอก สุดท้ายผู้ประกอบการเอสเอ็มอีก็ไม่สามารถรอดจากวิกฤติที่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน” นายสงคราม กล่าว

“บิ๊กตู่” ขอโทษ ทำหลายคนไม่สบายใจ ยอมรับทำงานคนหมู่มากย่อมมีปัญหา ปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ พร้อมแสดงความเสียใจฉีดวัคซีนมีปัญหา ยืนยันรัฐบาลไม่นิ่งนอนใจ ปฎิเสธตอบทุกคำถามหวั่นถูกตีความ

ที่สถานีกลางบางซื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงการเดินทางตรวจเยี่ยมให้กำลังใจ บุคลากรทางการแพทย์ ที่จุดบริการฉีดวัคซีนสถานีกลางบางซื่อ โดยระบุว่า การฉีดวัคซีนในวันนี้เป็นการฉีดวัคซีนพร้อมกันทั่วประเทศ ที่ผ่านมามีการฉีดวัคซีนไปแล้วตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมา 3.5 ล้านโดส ทั้งวัคซีน astrazeneca และซิโนแวค และเข้ามาเพิ่มในเดือนมิถุนายน ซึ่งจะต้องบริหารสถานการณ์ให้สอดคล้องกับปัจจุบัน โดยปัจจุบันมีการจัดสรรวัคซีนเตรียมพื้นที่ต่างๆเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ และวันนี้อยู่ในขั้นตอนการฉีดเพื่อเร่งสร้างภูมิคุ้มกัน โดยจะบริหารวัคซีนรายสัปดาห์และนำมาแจกจ่ายตามสถานการณ์ ทุกกลุ่มเป้าหมาย 

ทั้งนี้นายกรัฐมนตรี แสดงความเสียใจกับผู้ที่ฉีดวัคซีนแล้วมีปัญหาทุกคน ยืนยันว่า ทุกคนทำงานกันอย่างเสียสละ ยืนยันรัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจ ขอให้ทุกคนเข้าใจด้วยว่ารัฐบาลพยายามทำเต็มที่ คำว่าเต็มที่ก็คือเต็มที่ตามสถานการณ์ที่มีอยู่ปัจจุบันทั้งในประเทศและสถานการณ์วัคซีนโลก  เราจำเป็นต้องบริหารให้สอดคล้องกับความเสี่ยง อะไรที่ทุกคนไม่สบายใจจนต้องขอโทษ และจะทำให้ดีที่สุด พร้อมระบุว่าทุกคนทำอะไรเพื่อคนไทยทุกคน แน่นอนว่าต้องมีปัญหาเพราะคนจำนวนมาก แต่ปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้อยู่แล้ว 

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ต้องให้กำลังใจกับสาธารณสุข ทุกคนก็เหนื่อยพอสมควรแรงกดดันสูงในเมื่อทุกคนอยากฉีด เราก็มีหน้าที่ในการหาวัคซีน ในได้ช่องทางที่เป็นไปได้ ไม่ว่าจะพูดอย่างไรก็พูดได้หมด ขอให้สงบเรียบร้อย พร้อมกับระบุว่า การใช้สถานีกลางบางซื่อ ให้บริการรับคนได้จำนวนมากก็ดี เพราะถือว่าให้ทุกคนได้รู้จากสถานีกลางบางซื่อ ซึ่งใหญ่และทันสมัยที่สุดในอาเซียน นี่แหละคืออนาคตที่รัฐบาลแล้วทำไว้ให้หลายอย่าง เพราะฉะนั้นขอให้คิดถึงสิ่งดีๆหาสิ่งดีๆให้เจอบางทีก็อาจจะมองไม่เห็น จริงๆตอนไม่ได้ไปตรวจแต่ไปเยี่ยมให้กำลังใจเพราะเขาทำกันดีอยู่แล้ว

ในช่วงท้าย พล.อ.ประยุทธ์ ปฏิเสธการตอบคำถามสื่อมวลชน พร้อมกับระบุว่า ขออย่าซักถามเพราะจะนำให้เกิดการตีความ ก่อนที่จะเดินทางไปยังสนามกีฬาไทยญี่ปุ่นดินแดง เพื่อตรวจเยี่ยมให้กำลังใจผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ที่เข้ารับการฉีดวัคซีน

“เรืองไกร” เตรียมยื่น “ชวน” เตือน “พิธา” ระวังสิ้นสภาพถูกเพิกถอนสิทธิปมหั่นงบไปใช้ส่วนอื่น

นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ฐานะกรรมาธิการร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2565 สภาฯ กล่าวว่า ตนเห็นข่าวเมื่อวันที่ 4 มิ.ย. และ 6 มิ.ย.ของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ส.ส. และหัวหน้าพรรคก้าวไกลเกี่ยวกับการจะปรับลดงบประมาณปี 2565 แล้วก็รู้สึกไม่สบายใจ และคงจะต้องเตือนด้วยความหวังดี ทั้งนี้ ตามเนื้อข่าวนายพิธา ตั้งใจทำงานดี โดยจะใช้ฐานะ กมธ.คนหนึ่ง ปรับลดงบประมาณออกจำนวนหนึ่ง และกล่าวด้วยว่าจะนำงบประมาณที่ปรับลดไปใช้อย่างนั้นอย่างนี้ การกระทำดังกล่าวของนายพิธานั้นมีสองส่วน ส่วนหนึ่งทำได้ แต่อีกส่วนหนึ่งทำไม่ได้ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 144 ส่วนที่ทำได้ คือ ส.ส. หรือกรรมาธิการ ทำการปรับลดงบประมาณได้ ยกเว้นเฉพาะบางรายการที่ห้ามไว้ ส่วนที่ทำไม่ได้ คือการปรับลดงบประมาณที่มีผลทำให้ ส.ส. หรือ กมธ.มีส่วนในการใช้งบประมาณ ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม จะกระทำมิได้

นายเรืองไกร กล่าวต่อว่า สิ่งที่นายพิธาคิดและจะทำในส่วนที่สอง คืออ้างว่าจะนำงบประมาณที่ปรับลดไปใช้อย่างนั้นอย่างนี้ จึงทำไม่ได้ กรณีนายพิธาถือเป็นความคิดที่เกิดขึ้นแล้ว แต่ยังไม่เกิดการกระทำตามมา ประกอบกับ กมธ.งบประมาณมีทั้ง ส.ส. และคนที่ไม่ใช่ ส.ส. ดังนั้นเพื่อให้เกิดความระมัดระวังมิให้มีการฝ่าฝืนม.144 ตนจึงเห็นว่าควรนำเรื่องนี้แจ้งนายชวน หลีกภัย ประธานสภาฯ เพื่อเตือน ส.ส. ในสภาฯ และอีกทางหนึ่งตนก็แจ้งให้นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คลัง ฐานะประธานกรรมาธิการฯ แจ้งเตือนในที่ประชุมด้วย โดยจะยื่นหนังสือให้ประธานสภาฯ ในช่วงบ่ายเพื่อดำเนินการแจ้งเตือน ส.ส. ต่อไป

ราเมศ ย้ำ ปชป รุกผลักดันแก้ปัญหาที่ดินทำกิน อย่างเป็นระบบ ยั่งยืน

นายราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ได้กล่าวถึงปัญหาที่ดินทำกินของพี่น้องประชาชนว่าตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาได้ลงพื้นที่พบปะและช่วยแก้ปัญหาเรื่องที่ดินทำกินของพี่น้องประชาชนเป็นจำนวนมาก แต่ก็ต้องยอมรับความจริงว่าการให้ความช่วยเหลือเพื่อแก้ปัญหาเป็นไปด้วยความยากลำบาก โดยเฉพาะการพิสูจน์สิทธิในที่ดินทำกิน ที่มีหลายกรณีปัญหา ที่เจ้าหน้าที่รัฐไม่จริงใจในการคลายความทุกข์ให้ชาวบ้าน หลายพื้นที่มีการขีดเขตป่าทับที่ดินประชาชน หลายพื้นที่มีประชาชนถูกไล่ดำเนินคดีทั้งๆ ที่ดินแปลงดังกล่าวอาศัยอยู่มาตั้งแต่บรรพบุรุษกว่า 100 ปี หลายพื้นที่ประกาศเป็นพื้นที่สาธารณะทับที่ดินของชาวบ้าน ใครไม่เป็นเช่นนั้นย่อมไม่รู้สึก ถึงความทุกข์ที่เกิดขึ้น ตื่นเข้ามาไม่รู้ว่าจะถูกดำเนินคดีเมื่อใด ลูกหลานจะอยู่อย่างไรหากไม่มีที่ดินทำกินจะอพยพไปอยู่ที่ไหน 

ความสำคัญไม่ได้อยู่ที่ใครผิดใครถูก แต่อยู่ที่การพิสูจน์สิทธิอย่างตรงไปตรงมา ประชาชนรับได้หากมีการดำเนินการที่ตรงไปตรงมาและเป็นธรรม ชาวบ้านไม่ได้ปฏิเสธกฎหมายเลยแม้แต่น้อย การต้องการเพียงที่ดินทำกิน คือสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน หากรัฐไม่สามารถจัดการเรื่องนี้ให้เป็นระบบและยั่งยืน ปัญหาก็จะถูกส่งจากรุ่นสู่ไม่มีวันจบสิ้น ประชาชนจำนวนมากถามหาสิทธิแบบไหนก็ได้ที่ให้มีที่ทำกิน ทุกพื้นที่มีการถามถึงโฉนดชุมชน สิทธิในการใช้ประโยชน์พื้นที่ดินในชุมชน 

ส่วนของพรรคมีการขับเคลื่อนโดยนายนิพนธ์ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ในการเร่งออกโฉนดเป็นแนวทางที่ดีและประสบความสำเร็จ ที่มีการเดินสำรวจในหลายพื้นที่ 

แต่ขอเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ที่ทำการเดินสำรวจควรดำเนินการเร่งพิสูจน์สิทธิในคราวเดียวกัน ควรร่วมพูดคุยเพื่อหาแนวทางกัน หากที่ดินแปลงใดมีปัญหาดังที่กล่าวมา จนท ก็จะข้ามไป เว้นปัญหาไว้ไม่มีการเข้าไปสำรวจพิสูจน์สิทธิในคราวเดียวกัน ความทุกข์ของประชาชนก็ไม่จบสิ้น
พรรคจะรวบรวมข้อมูลทั้งหมดเสนอ นายนิพนธ์ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เพื่อนำเสนอนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ร่วมกันขับเคลื่อนเป็นวาระเพื่อประชาชนต่อไป และจะนำเสนอกรรมาธิการพิจารณางบประมาณในส่วนของพรรคเพื่อนำไปขับเคลื่อนต่อสู้ในเรื่องการวางโครงสร้างในการแก้ปัญหาที่ดินทำกินเพื่อให้เกิดผลสำเร็จและยั่งยืนต่อไป

‘ธนกร’ วอนกลุ่มไม่หวังดีหยุดสร้างเฟคนิวส์โจมตีงบ 65 จวกสร้างความสับสนให้ประชาชนยิ่งซ้ำเติมประเทศ จี้ดีอีเอสเร่งเอาผิด

นายธนกร วังบุญคงชนะ เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า หลังจากที่สภาผู้แทนราษฎรมีมติเห็นชอบ พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี2565 ในวาระแรก ก็มีกลุ่มผู้ไม่หวังดีออกมาสร้างข่าวเท็จเผยแพร่ตามโซเชียลต่างๆ ในหลายประเด็นด้วยกัน อาทิ 

1.) สถาบันพระมหากษัตริย์ได้งบประมาณปี 65 จำนวน 3 หมื่นกว่าล้านบาท ทั้งที่ในข้อเท็จจริง เป็นงบประมาณที่รัฐบาลโดยหน่วยงาน/กระทรวงต่างๆ ดำเนินการให้กับประชาชนตามแนวทางพระราชดำริ ที่เน้นพัฒนาคุณภาพชีวิต/ปากท้องของประชาชน ส่วนงบสำหรับหน่วยงานในพระองค์ได้รับงบประมาณ 8,761 ล้านบาท คิดเป็น 0.26% ของงบประมาณประเทศทั้งหมด และได้รับลดลงจากปี2564 จำนวน 219 ล้านบาท ซึ่งโดนปรับลดด้วยซ้ำไป นายธนกร กล่าวต่อว่า 

2.) งบของกระทรวงศึกษาถูกตัด 20,000 ล้านบาท ทั้งที่ในความจริง งบกระทรวงศึกษาลดลงร้อยละ 1.14 เนื่องจากจำนวนนักเรียนลดลง 60,000 คน ตามโครงสร้างประชากรของประเทศที่มีอัตราการเกิดลดลง แต่งบประมาณในเรื่องพัฒนาการศึกษาเพิ่มมากขึ้นจากปี 2563 ถึง 5,000 ล้านบาท คิดเป็น 103.27% 

3.) งบกระทรวงสาธารณสุขถูกตัด 4,300 ล้านบาท ทั้งๆ ที่โควิดระบาดหนัก ในความเป็นจริง งบกระทรวงสาธารณสุขที่ถูกตัด เป็นค่าใช้จ่ายฝึกอบรมสัมมนา ค่าใช้จ่ายการประชุม ค่าใช้จ่ายประชาสัมพันธ์ ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่กระทบการให้บริการประชาชน และด้านการเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์กลับได้งบประมาณเพิ่มถึง 10,000 ล้านบาท 

4.) กล่าวหาว่างบสถาบันวัคซีนให้แค่ 22 ล้านบาท ทั้งที่ความจริงรัฐบาลตั้งงบประมาณปี 63-64 และใช้เงินกู้เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายเรื่องจัดหาวัคซีนทั้งจากต่างประเทศและผลิตในประเทศ 21,000 ล้านบาท นายธนกร กล่าวอีกว่า 

5.) มีการกล่าวหาว่า งบประมาณบัตรทองถูกตัด 2,000 ล้านบาท ทั้งที่ในความเป็นจริง งบประมาณโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ปี 2565 ได้รับงบประมาณสูงถึง 198,891 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ 2564 ที่ตั้งไว้ 194,508 ล้านบาท และมีการเพิ่มสิทธิประโยชน์ค่ารักษาพยาบาลให้ประชาชนอีก13 รายการ 

6.) ข้อกล่าวหาว่างบกองทัพได้เพิ่ม 2,700 ล้านบาท และงบประมาณสูงมากกว่างบกระทรวงสาธารณสุข ทั้งที่ในข้อเท็จจริง งบประมาณด้านสาธารณสุข 295,673.9 ล้านบาท สูงกว่างบประมาณ กลาโหม 92,399 ล้านบาท กระทรวงกลาโหมถูกลดงบประมาณจากปี 2563-64 อย่างต่อเนื่อง ปี 2563 อยู่ที่ 232,000 ล้านบาท ปี 64 อยู่ที่ 215,000 ล้านบาท และปี 65 อยู่ที่ 203,000 ล้านบาท และตัวเลขที่ฝ่ายค้านกล่าวว่ากองทัพได้งบเพิ่มนั้นเป็นตัวเลขที่นำเอาเฉพาะโครงการด้านยุทโธปกรณ์ของปีงบประมาณ 64 และ 65 มาคำนวณ และกล่าวหาว่ากองทัพได้งบประมาณเพิ่มเติม ทั้งๆ ที่ในภาพรวมงบกลาโหมถูกตัดเยอะเป็นอันดับต้นๆ และ

7.) งบบัตรสวัสดิการประชารัฐ ถูกตัด 20,000 ล้านบาทแต่ในข้อเท็จจริงเนื่องจากกองทุนบัตรสวัสดิการประชารัฐยังเหลือเงินอยู่ 20,400 ล้านบาท ดังนั้น เมื่อรวมกับงบประมาณปี 65 ที่ตั้งให้ 30,000 ล้านบาท จะมีเงินให้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 50,000 ล้านบาท กับประชาชนที่ได้รับบัตรสวัสดิการ 14.6 ล้านคนครบถ้วน อย่างไรก็ตาม ตนหวังว่าการกระทำดังกล่าวคงไม่มีพรรคการเมืองอยู่เบื้องหลัง เพราะเป็นการซ้ำเติมปัญหาให้กับประเทศ และขอให้กระทรวงดีอีเอสเร่งดำเนินการเอาผิดคนกลุ่มนี้ทันทีด้วย


โปรเด็ด! เทหมดตัว มาสด้า 2 และ นิสสันอัลเมร่า ทักเลย! ตอบไว! แอดเลย @TheShopsTimes 
คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

โฆษกคณะก้าวหน้า ‘ช่อ พรรณิการ์’ ด้อยค่าวัคซีนซิโนแวค ชี้มีประสิทธิภาพประมาณ 50% เท่านั้น ต่อให้ฉีดให้คนครบ 100% ทั้งประเทศ ภูมิก็ไม่ขึ้นถึง 70-75% คาใจ เหตุใด ‘อนุทิน’ ยังสั่งเพิ่มต่อเนื่อง

แม้ว่า คุณนวลพรรณ ล่ำซำ ผอ.ฝ่ายสื่อสารองค์กรกิตติมศักดิ์ บริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ จำกัด ได้ออกมาชี้แจงทุกประเด็นเกี่ยวกับการผลิต และส่งมอบวัคซีนแอสตราเซนเนก้า ของบริษัทสยามไบโอไซเอนซ์ 

ที่ได้ส่งมอบวัคซีนโควิด-19 ล็อตแรก จำนวน 1.8 ล้านโดสไปเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน พ.ศ.2564 ให้กับแอสตราเซนเนก้า โดยทางบริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ ถือเป็นโรงงานเดียวในไทยและเอเชียที่มีศักยภาพในการผลิตวัคซีน หลังจากได้ลงนามร่วมกันเมื่อเดือนธันวาคม 2563 ไปแล้วก็ตามที

ถึงกระนั้น ด้าน น.ส.พรรณิการ์ วานิช โฆษกคณะก้าวหน้า ก็ยังคงคาใจเรื่องการส่งมอบวัคซีนแอสตราเซนเนก้า โดยได้โพสต์ข้อมูลผ่านทางเฟซบุ๊ก Pannika Chor Wanich โดยมีข้อความระบุว่า...

งงค่ะ เมื่อวานบอกว่าที่ส่งมอบ 1.8 ล้านโดสคือให้ไทย แต่วันนี้บอกส่งให้แอสตร้าเซเนก้า แล้วแต่แอสตร้าจะไปจัดสรรให้ประเทศไหน สรุปว่าเดือนนี้ไทยได้กี่โดสกันแน่จากแอสตร้า?

แต่การที่ สธ.แถลงว่า เดือนนี้มีวัคซีนฉีดให้ประชาชน 6 ล้านโดส (ซึ่งเป็นตัวเลขแผนที่เคยระบุไว้ว่าเดือนมิ.ย. แอสตร้าต้องส่งวัคซีนให้ไทย 6 ล้านโดส) แต่เป็นซิโนแวคบวกแอสตร้า และตอนนี้ไทยยังมีซิโนแวคเหลือในมืออีกประมาณ 2 ล้านโดส 

บวกสั่งมาใหม่อีก 3 ล้านโดสในเดือนนี้ ก็หมายความว่าเดือนนี้เราน่าจะได้ฉีดซิโนแวคเป็นหลัก เพราะมีอยู่ถึง 5 ล้าน จาก 6 ล้านโดสที่เป็นโควตาวัคซีนเดือนนี้

ปล. อนุทินยังสั่งซิโนแวคมาอีก 11 ล้านโดส อาจเป็นการสำรองใช้เผื่อแอสตร้าส่งมอบได้ไม่ตรงตามแผนในเดือนถัดๆ ไปหรือไม่?

ปล.2 ใครที่คิดว่าวัคซีนอะไรก็เหมือนๆ กัน โปรดเข้าใจว่าซิโนแวคซึ่งมีประสิทธิภาพประมาณ 50% ในการป้องกันโรค ย่อมไม่สามารถทำให้เกิดภูมิต้านทานหมู่ได้ หรือเกิดช้ากว่าวัคซีนที่มีประสิทธิภาพสูง 70-95% เพราะต่อให้ฉีดให้คนครบ 100% ทั้งประเทศ ภูมิก็ไม่ขึ้นถึง 70-75% 

ดังมีตัวอย่างในชิลี ที่ปูพรมฉีดซิโนแวคให้ประชากรเกิน 60% ไปแล้วแต่กลับเจอระบาดซ้ำระลอกใหม่ ในขณะที่อิสราเอล สหรัฐฯ ฉีดวัคซีนให้ประชากรด้วยอัตราใกล้เคียงกัน และไม่เจอระบาดซ้ำ เพราะฉีดไฟเซอร์ โมเดอร์นาเป็นหลัก

 

ที่มา: https://www.facebook.com/chor.wanich

https://www.facebook.com/336295587309275/posts/832268897711939/

https://www.thaipost.net/main/detail/105184


โปรเด็ด! เทหมดตัว มาสด้า 2 และ นิสสันอัลเมร่า ทักเลย! ตอบไว! แอดเลย @TheShopsTimes 
คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

รวมมิตรเรื่องงบประมาณ

รวมมิตรเรื่องงบประมาณ

- งบกลาโหมมากกว่างบสาธารณสุขจริงหรือ?

- งบวัคซีน 22 ล้านจริงหรือ?

ที่มา : ผศ.ดร.วรัชญ์ ครุจิต รองคณบดีฝ่ายวางแผนและพัฒนา คณะนิเทศศาสตร์และนวัตกรรมการจัดการ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) และที่ปรึกษาด้านการสื่อสาร ศบค.

 

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=4653245208024415&id=100000169455098


โปรเด็ด! เทหมดตัว มาสด้า 2 และ นิสสันอัลเมร่า ทักเลย! ตอบไว! แอดเลย @TheShopsTimes

คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

พิธา ย้ำ พร้อมนำทัพก้าวไกล เดินหน้าจัดสรรงบเพื่อประชาชน ชี้ รัฐต้องเห็นหัวประชาชน แนะ รัฐ วางอิฐก้อนเเรกใหม่ให้เอาประชาชนเป็นที่ตั้ง พร้อมรับเรื่องร้อง เครือข่าย We Fair เรียกร้อง กมธ.งบ 65 แปรญัตติเอาสวัสดิการปชช.เป็นที่ตั้ง

เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2564 ที่อาคารรัฐสภา พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ในฐานะกรรมาธิการพิจารณาร่างงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2565 พร้อมด้วย วรรณวิภา ไม้สน กรรมาธิการฯ โดยมีธีรัตน์ สำเร็จวานิชย์ กรรมาธิการสัดส่วนพรรคเพื่อไทย พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง กรรมาธิการสัดส่วนพรรคประชาชาติ ร่วมรับหนังสือจาก นายนิติรัตน์ ทรัพย์สมบูรณ์ เครือข่ายรัฐสวัสดิการเพื่อความเท่าเทียมและเป็นธรรม (เครือข่าย We Fair) ที่ขอเรียกร้องคณะกรรมาธิการงบประมาณสภาผู้แทนราษฎร (พรรคก้าวไกล พรรคเพื่อไทย และพรรคประชาชาติ) เพื่อให้มีการแปรญัตติงบประมาณ โดยจัดลำดับความสำคัญในนโยบายสวัสดิการสังคม  มากกว่านโยบายที่ไม่ใช่ลำดับความสำคัญเช่น การจัดซื้ออาวุธ

พิธา กล่าวว่า ในวันนี้เป็นการทำงานวันเเรกของตนในฐานะกรรมธิการในคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2565 ในส่วนของพรรคร่วมฝ่ายค้าน เราขอยืนยันว่า งบประมาณที่รัฐบาลจัดสรรมาไม่สอดคล้องกับวิกฤติบ้านเมือง เป็นงบประมาณที่ ‘ไร้สามัญสำนึก’ เป็นการจัดงบประมาณระหว่างอภิสิทธิชนกับประชาชนในประเทศที่เราอยู่ในภาวะที่ดิ่งเหว เป็นการสะท้อนว่าประเทศไทย หรือสังคมไทยเป็นสังคมแบบไหน โดยเรามีหน้าปกป้องสวัสดิการภาษีพี่น้องประชาชนใน 3 ประเด็น  

1.) รีดไขมัน เรารีดเป็นกองกลางให้มากที่สุด เเละกระจายให้คืนให้หน่วยงานสำคัญงบประมาณของอภิสิทธิ์ชนของกำลังพลที่มันไม่สำคัญที่ประชาชนต้องการวัคซีนไม่ได้ต้องการกระสุน   

2.) กระจายคืนหน่วยงานที่สำคัญของประชาชน อาทิ บัตรทอง สปสช เเละกองทุนเสมอภาคทางการศึกษา ที่โดนตัดลดลงในงบปีนี้ ผมทนไม่ได้ในฐานะพ่อคนที่ลูกเล็ก แต่งบด้านการศึกษาถูกตัดออกในช่วงวิกฤติโควิดเช่นนี้ เเละ

3.) เราต้องเจรจาหารือกับทางรัฐบาลถึงความสำคัญของรัฐสวัสดิการที่จะต้องเกิดขึ้นในประเทศ มีความเสมอภาค ที่ตนได้เคยอภิปรายไปเกี่ยวกับพลวัตน์ของรัฐสวัสดิการเบี้ยคนชราถ้วนหน้า ถ้วนประเทศ ให้รัฐบาลต้องคิดใหม่ ถึงผลประโยชน์ของที่ประเทศนี้ในการดูเเลโอบอุ้มคนที่เขาเปราะบสง ที่มีความสำคัญของพลวัตทางด้านเศรษฐกิจ เเละสิทธิมนุษยชนจะต้องกลับมา รัฐบาลต้องคำนึงผลประโยขน์ของประเทศ คนที่เป็นคนวันกลางคนอย่างผมจะต้องมีกำลังชาในการทำงาน เมื่อประเทศไทยได้ฟื้นฟูใหม่ โดยการวางอิฐก้อนเเรกใหม่ให้เอาประชาชนเป็นที่ตั้ง ไม่ใช่ของอภิสิทธิ์ชนที่จัดสรรมา 

พิธา กล่าวต่อไปว่า หลายท่านยังคงไม่ทราบว่าตอนเด็กตนโตมากับคนทุพลภาพ อยู่ในประเทศที่มีความเท่าเทียมมาก ผมเห็นถึงความเเตกต่างระหว่างประเทศเขากับประเทศไทย ที่ประเทศของเขามีรัฐสวัสดิการที่ดูเเลอย่างเต็มที่ เเละเขาคิดกับประชาชนเขาในเเง่สิทธิความเท่าเป็นสังคมสงเคราะห์ โดยตนจะเอาประสบการณ์ส่วนตัวมาผลักดันให้การเเก้ไขรัฐสวัสดิการเกิดขึ้นในประเทศเรา เพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชน แก้ไขงบประมาณในปีนี้ปีเเรกที่เราจะวางรากฐานให้รัฐสวัสดิการในประเทศไทย 

ด้านธนพร วิจัน เครือข่ายเเรงงานเพื่อสิทธิประชาชน กล่าวว่า วันนี้เป็นเเรกของการตั้งกมธ.งบประมาณ 65 ทางพวกเราเครือข่าย we fair ได้ติดตามการจัดทำงบประมาณที่ไม่สอดคล้องต่อสถานการณ์ปัจจุบัน ทำให้ประชาชนได้รับผลกระทบมากขึ้น เราจึงมายื่นหนังต่อคณะกรรมาธิการ ให้มีการพูดคุยในการตัดงบประมาณที่ไม่จำเป็น ไปเพิ่มในส่วนรัฐสวัสดิการ ยื่นข้อเรียกร้องให้มีการพิจารณาใหม่ เพื่อจัดสรรงบประมาณเห็นแก่ประโยชน์ประชาชน

ขณะที่ นิติรัฐ ตัวแทนกลุ่ม We fair กล่าวว่า ขอบคุณ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ในร่างพระราชบัญญัติงบฯ 65 ในวาระเเรกเราไม่เห็นด้วยที่สภาผู้แทนราษฎรรับรอง เมื่อผ่านวาระ 2 เราเห็นว่าไม่ตอบโจทย์ใน 3 ประเด็น  ประเด็นเเรกเหตุใดงบสวัสดิการประชาชนลด 10% และการไม่มีการจัดลำดับความสำคัญของงบประมาณ อาทิ งบประมาณของกระทรวงกลาโหมสูงกว่างบประมาณของกระทรวงสาธารณสุข เเละประเด็นที่สอง ในกรณีที่ไม่จัดสรรงบประมาณแก้ไขด้านโควิด เเละประเด็นที่สามด้านการเหลื่อมล้ำของประชาชน เเละส่วนในกรณีเงินอุดหนุนของประชาชน ทั้งเด็กเเรกเกิด เบี้ยผู้สูงอายุ เรามีความเห็นว่าไม่มีการปรับเพิ่มในงบประมาณดังกล่าว เเต่ในส่วนของเงินบำนาญข้าราชการปรับขึ้น เปรียบเทียบคือในเงิน 100 บาท ภาษีของประชาชน เป็นเงินสวัสดิการข้าราชการ 15 บาท เเละเงินเดือนข้าราชการ 25 บาท ซึ่งมันสะท้อนความผิดพลาดการจัดสรรงบในครั้งนี้ อาทิ งบกระทรวงกลาโหม 200,000 ล้านบาท เป็นเงินเดือนข้าราชการ 100,000 ล้านบาทเกิน 50% เป็นการเเสดงให้เห็นว่าร่างพรบ.ฉบับนี้ให้ความสำคัญกำลังพลของทัพมากกว่าบุคลากร เเละงบประมาณด้านสาธารณสุขและประชาชน 

“เรามีงบประมาณรายจ่ายมา 3 ปีเเล้ว เเต่เราไม่เคยเห็นงบประมาณด้านรัฐสวัสดิการบรรจุอยู่ในนโยบายของพรรครัฐบาลให้พวกเราเลย ท่านพูดก่อนหาเสียงว่าจะทำให้ประชาชน เเต่ทุกวันนี้เรายังไม่เห็นเลย พรบ.65 ควรสะท้อนเจตจำนงค์ของประชาชนที่เลือกตั้งท่านมาเป็นผู้แทนประชาชน” นิติรัฐ กล่าว

ขณะวรรณวิภา ในฐานะกรรมาธิการ กล่าวว่า สิ่งที่ตนตั้งใจมาเป็นกมธ.งบฯ ปี 65 ในครั้งนี้ เพื่อทวงถามงบประมาณด้านรัฐสวัสดิการให้แก่ประชาชน โดยตั้งเเต่ร่างงบประมาณทุกครั้งที่ผ่านมา ตนทวงถามเรื่องรัฐสวัสดิการมาตลอด เเต่ไม่เห็นความเปลี่ยนเเปลง โดยในพรรคก้าวไกลของเรามีการดำเนินการด้านนโยบายรัฐสวัสดิการให้ประชาชน เพราะเราเล็งเห็นถึงความสำคัญของการลดความเหลื่อมล้ำ นำไปสู่การเท่าเทียมกัน


โปรเด็ด! เทหมดตัว มาสด้า 2 และ นิสสันอัลเมร่า ทักเลย! ตอบไว! แอดเลย @TheShopsTimes 
คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

ก.แรงงาน จัดกิจกรรมจิตอาสามอบถุงยังชีพ “มีแล้วแบ่งปัน” แก่ชาวบ้านแฟลตดินแดงที่ได้รับผลกระทบโควิด-19 เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี 

เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2564 นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นประธานในพิธีมอบถุงยังชีพ “มีแล้วแบ่งปัน” กิจกรรมจิตอาสาบำเพ็ญสาธารณประโยชน์เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี 3 มิถุนายน 2564 ให้แก่ผู้แทนคณะกรรมการเคหะชุมชนดินแดง 2 โดยมี นายวิชาญ เขียวแก้ว ประธานชุมชนเคหะดินแดง 2 และกรรมการแฟลตเป็นตัวแทนประชาชนในเคหะชุมชนดินแดง 2 เป็นผู้รับมอบ ซึ่งถุงยังชีพ “มีแล้วแบ่งปัน” ประกอบด้วยสิ่งของเครื่องอุปโภคโภคบริโภค และของใช้ที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน อาทิ ข้าวสาร บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ปลากระป๋อง นม ยารักษาโรค หน้ากากอนามัย และเครื่องอุปโภคอื่น ๆ จำนวน 520 ชุด เพื่อนำไปช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบและเดือดร้อนจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ณ บริเวณโถงด้านล่างอาคารกระทรวงแรงงาน โดยมี นายสุรชัย ชัยตระกูลทอง ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงแรงงาน นางธิวัลรัตน์ อังกินันทน์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นายสุเทพ ชิตยวงษ์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นายสุทธิ สุโกศล ปลัดกระทรวงแรงงาน พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูงกระทรวงแรงงาน เข้าร่วมในครั้งนี้ด้วย 

นายสุชาติ กล่าวต่อว่า กิจกรรมจิตอาสาบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ “มีแล้วแบ่งปัน” ในวันนี้ กระทรวงแรงงานจัดขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติเนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี 3 มิถุนายน 2564 แสดงออกถึงความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ อีกทั้งเป็นการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบและความเดือดร้อนจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 โดยเฉพาะชาวชุมชนแฟลตดินแดง 

ทั้งนี้ ชุมชนเคหะดินแดง 2 มีอาคารที่พักจำนวน 55 อาคาร ห้องพัก 5,962 ห้อง มีประชาชนพักอาศัยทั้งสิ้น 29,810 คน มีประชาชนติดเชื้อโควิด-19 และรักษาตัวในสถานพยาบาลของรัฐ จำนวน 30 ราย มีครัวเรือนที่กักตัวและให้ความช่วยเหลือ 30 ครัวเรือน ประมาณ 120 คน กลุ่มเปราะบาง ครัวเรือนที่มีผู้สูงอายุช่วยเหลือตนเองไม่ได้ 300 ครัวเรือน มีผู้พิการที่ต้องดูแลช่วยเหลือ 100 ครัวเรือน ปัจจุบันสถานการณ์โควิด-19 ในภาพรวมภายในบริเวณเคหะชุมชนดินแดง 2 มีจำนวนผู้ติดเชื้อลดลง ส่วนใหญ่มีอาการไม่น่าเป็นห่วง รักษาตามกำหนดระยะเวลาสามารถกลับบ้านได้ สำหรับมาตรการป้องกันโควิด-19 คณะกรรมการเคหะชุมชนดินแดง 2 มีการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนผู้อยู่อาศัยได้สวมใส่หน้ากากอนามัยตลอดเวลาเมื่อออกจากที่พัก มีการตรวจคัดกรองโควิด-19 แก่แม่ค้าพ่อค้าในตลาดกลางเคหะชุมชนดินแดง 2 รวมทั้งกำชับให้มีการปฏิบัติตามมาตรการของ ศบค.อย่างเคร่งครัดอีกด้วย

กมธ.งบ 65 นัดแรก เคาะ “อาคม” นั่งหัวโต๊ะ เลือกรองประธานวุ่น พท.ส่งชื่อ “ประเสริฐ” นั่งรองที่ 2 ฝ่ายรบ.ไม่ยอม จะให้ “นาที” จากภท.นั่ง จนต้องพักประชุม 30 นาที สุดท้าาย “บิ๊กอาย” คว้ารอง 2 ส่วน “เรืองไกร” ซิวโทรโข่ง ประจำคณะ

ที่ห้องประชุมงบประมาชั้น4 อาคารส่วนกลาง รัฐสภา ได้มีการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ 2565 สภาผู้แทนราษฎร นัดแรก โดยมีวาระสำคัญในการเลือกตำแหน่งต่าง ๆ อาทิ ประธานกมธ.  รองประธานกมธ. เลขานุการ และโฆษก กมธ.โดยมีนายอุบลศักดิ์ บัวหลวงงาม ส.ส.ลพบุรี พรรคเพื่อไทย ซึ่งอาวุโสสูงสุดเป็นประธานชั่วคราว โดยที่ประชุมมีมติเสียงข้างมากให้นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คลัง ในฐานะกมธ.ฯ ดำรงตำแหน่งประธานกมธ.ฯ 

สำหรับตำแหน่งรองประธานกมธ.ที่ประชุมมีมติให้นายสันติ พร้อมพัฒน์ รมช.คลัง เป็นรองประธานคนที่ 1 ส่วนตำแหน่งรองประธานคนที่ 2 ที่ประชุมไม่สามารถตกลงกันได้ เนื่องจากตามธรรมเนียมปฏิบัติ ตำแหน่งรองประธานคนที่ 2 ต้องมาจากพรรคการเมืองที่มีเสียงมากที่สุดในสภาฯ คือพรรคเพื่อไทย โดยพรรคเพื่อไทยเสนอชื่อนายประเสริฐ จันทรรวงทอง ส.ส.นครราชสีมา ในฐานะเลขาธิการพรรค เป็นรองประธานคนที่ 2 แต่ฝ่ายรัฐบาลไม่ยินยอม เนื่องจากต้องการให้นางนาที รัชกิจประการ อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ดำรงตำแหน่งดังกล่าว โดยไม่ต้องคำนึงถึงธรรมเนียมปฏิบัติ ที่จะต้องสลับฝ่ายค้าน และฝ่ายรัฐบาลในตำแหน่งต่าง ๆ  ทำให้ฝ่ายค้านไม่พอใจ จนต้องพักการประชุม 30 นาที  เพื่อหารือถึงแนวทางแต่ละฝ่าย ก่อนกลับเข้ามาประชุมอีกครั้ง

จากนั้นเวลา 13.00 น. นายสรวุฒิ เนื่องจำนงค์ ส.ส.ชลบุรี พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะโฆษกกมธ. แถลงผลการประชุมว่าที่ประชุมเลือกนายอาคม เป็นประธาน โดยมีรองประธานทั้งหมด 22 คน จากรัฐมนตรีและพรรคการเมืองต่างๆ โดยรองประธานคนที่ 2 คือนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมช.แรงงาน รองประธานคนที่ 3 นายวิรัช รัตนเศรษฐ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ รองประธานคนที่ 4 คือนางนาที รองประธานคนที่ 5 คือ นายวิเชียร ชวลิต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ  รองประธานคนที่ 6 คือ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง ส.ส.นครราชสีมา พรรคเพื่อไทย เป็นต้น

นายสรวุฒิ กล่าวว่า ส่วนตำแหน่งเลขานุการจำนวน 7คน มีนายอรรถกร ศิริลัทยากร  ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ เป็นเลขานุการกมธ.คนที่ 1 ตำแหน่งโฆษก กมธ.จำนวน 9 คน ซึ่งนอกจากตนแล้วยังมีนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ กมธ.สัดส่วนพรรคพลังประชารัฐ เป็นโฆษกด้วย ส่วนตำแหน่งที่ปรึกษากมธ.มีจำนวน 10 คน

นายสรวุฒิ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ที่ประชุมวางกรอบการพิจารณาทุกวัน เริ่มตั้งแต่วันที่ 7 มิ.ย.เวลา 13.00 น. เป็นต้นไป โดยทางสำนักงบประมาณได้กำหนดแนวทางในการพิจารณาออกเป็นแบบที่1 เรียงตามมาตรา และแบบที่ 2 ตามกลุ่มภาระกิจ 6 กลุ่ม 11 แผนบูรณาการ  ซึ่งคาดว่าที่ประชุมจะเลือกแบบที่ 2 เหมือนการพิจารณางบประมาณปี 64


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top