Wednesday, 10 June 2026
POLITICS NEWS

"ปิยบุตร" โพสต์จับตา ส.ส. โหวตร่าง รธน.ฉบับปชช. เหน็บ ส.ว. ขอให้จิตสำนึกอยู่เหนือฝักฝ่าย พร้อมถามหาโอกาสใช้อำนาจที่แท้จริงของประชาชน

นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า 

ความหวังถึงรัฐสภา : ขอให้จิตสำนึกอยู่เหนือฝักฝ่าย ทำเพื่อชาติและประชาชนจริง ๆ สักครั้ง

ส.ว. มักทำตัวเป็นจระเข้ขวางคลองตลอด เวลาจะมีการแก้รัฐธรรมนูญในประเด็นสำคัญ ๆ ที่ลดทอนอำนาจของตนเอง แต่กลับไปสนับสนุนการแก้รัฐธรรมนูญที่ไม่เกี่ยวกับวุฒิสภา เช่น ระบบเลือกตั้ง ส่วนอะไรก็ตามที่นำไปสู่การทำให้ตนเองเสียประโยชน์ หรือกระทั่งนำไปสู่การทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้งฉบับ ส.ว. ก็ไม่เคยเอาด้วย

คำถามก็คือตกลงแล้วรัฐธรรมนูญ 2560 จะอยู่ชั่วฟ้าดินสลายไปอย่างนั้นหรือ โดยที่เราเปลี่ยนแปลงแก้ไขอะไรไม่ได้เลย? หรือเราจะได้เปลี่ยนแปลงแก้ไขเฉพาะเรื่องประเด็นเล็กน้อยเท่านั้น? นี่คืออุปสรรคใหญ่ จนนำมาซึ่งวิกฤติการเมืองที่เป็นอยู่ตลอดปีที่ผ่านมา ทั้งเสียงเรียกร้องของเยาวชนคนรุ่นใหม่ เสียงเรียกร้องจากพี่น้องประชาชน

อุปสรรคการแก้รัฐธรรมนูญมีเยอะพอสมควร ขั้นแรกต้องมี ส.ว. เห็นด้วยจำนวน 1 ใน 3 แล้วต่อให้ปาฏิหาริย์เกิดขึ้น เราผ่านด่านนี้ไปได้ เมื่อไปถึงการลงมติวาระที่สาม ก็ยังต้องมี ส.ว. และเสียงของฝ่ายค้านด้วย สุดท้ายด้วยความที่เราแก้ไขหลายประเด็น ก็จะต้องประชามติอีก ยังไม่นับรวมว่าจะมีมือดีร้องไปที่ศาลรัฐธรรมนูญแน่ ๆ

การแก้รัฐธรรมนูญของประเทศนี้ต้องผ่านผู้ออกใบอนุญาตไม่รู้กี่ด่าน ปัญหาก็คือแล้วประชาชนอยู่ตรงไหนของสมการแบบนี้? ประชาชนซึ่งถูกอ้างว่าเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย ที่เป็นเจ้าของอำนาจ แต่ถึงเวลาพอประชาชนจะใช้อำนาจจริงกลับถูกสกัดขัดขวางตลอดเวลา

ครั้งนี้จะเป็นบทพิสูจน์อีกครั้งหนึ่งว่า “ระบบผู้แทน” จะสนองต่อความต้องการของประชาชนมากน้อยแค่ไหน? เปิดให้ประชาชนมีสิทธิในการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย เข้าชื่อเสนอแก้รัฐธรรมนูญได้ ประชาชนก็ทำตามกระบวนการทั้งหมด แต่แล้วแต่ถึงเวลา ส.ว. ที่มาจากการแต่งตั้งของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กลับมีอำนาจที่จะขัดขวางได้ตลอด

‘อัษฎางค์’ เบิกเนตร! กลุ่มป่วนบ้านเมือง ลืมวิชาพื้นฐาน จนถูกแหกตา ทำหมดอนาคต

15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564 นายอัษฎางค์ ยมนาค นักประวัติศาสตร์ โพสต์เฟซบุ๊ก “เอ็ดดี้ อัษฎางค์ ยมนาค” มีเนื้อหาดังนี้...

ปฏิรูป ไม่เท่ากับ ล้มล้าง

กบฏ คือ ผู้ที่พยายามล้มล้างการปกครอง

แต่ทำไม่สำเร็จ เพราะถูกจับได้เสียก่อน

นักเรียนนิสิตนักศึกษาของไทยที่ผ่านการศึกษา แต่ทำตัวเหมือนคนไร้การศึกษา เพราะฉะนั้นกลับมาศึกษาเรื่องที่ศึกษากันมาตั้งแต่ชั้นมัธยมศึกษาอีกครั้ง

ปฏิวัติ (Revolution)

หมายถึงการยึดอำนาจโดยวิธีการที่ไม่ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ เป็นการใช้ความรุนแรงทางการเมืองเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคมอย่างเบ็ดเสร็จ โดยมีวัตถุประสงค์อยู่ที่การเปลี่ยนแปลงการเมืองการปกครอง อุดมการณ์ทางการเมือง วัฒนธรรม วิถีชีวิต ระบบเศรษฐกิจ ความเชื่อทางศาสนา และระบบสังคมโดยรวม

รัฐประหาร (coup d’état)

หมายถึง การยึดอำนาจโดยวิธีการที่ไม่ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ เป็นการใช้ความรุนแรงทางการเมืองที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลันทันด่วน

โดยมีวัตถุประสงค์อยู่ที่ “การเปลี่ยนตัวหัวหน้ารัฐบาล หรือผู้ปกครองประเทศ” แล้วจัดตั้งคณะรัฐบาล ชุดใหม่ที่อยู่ภายใต้ผู้ก่อการรัฐประหารขึ้นมา “โดยที่รูปแบบการปกครองไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปแต่อย่างใด” มีแต่ตัวผู้นำและคณะผู้นำเท่านั้นที่เปลี่ยนแปลงไป

คณะรัฐประหารไม่ใช่เข้ามาเป็นผู้ปกครอง หรือเปลี่ยนแปลงการปกครอง เพียงแต่เข้ามาทำงานในหน้าที่ผู้บริหารไม่ใช่เข้ามาเป็นผู้ปกครอง เป็นผู้บริหารบ้านเมืองในช่วงหนึ่งเพียงชั่วคราว ถ้ามีการจัดตั้งรัฐบาลก็เป็นรัฐบาลชั่วคราว หรือรัฐบาลเฉพาะกาล ในระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น

กบฏหรือขบถ (Rebellion)

หมายถึง การที่กลุ่มคนพยายามทำการปฏิวัติ หรือ รัฐประหาร หรือกลุ่มบุคคลที่พยายามล้มล้างการปกครอง แต่กระทำไปไม่สำเร็จ จึงได้ชื่อว่าเป็นกบฏ

ความผิดฐานเป็นกบฏ ได้แก่

• 1.) ความผิดทางอาญาฐานกระทำความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายในราชอาณาจักร

• 2.) โดยใช้กำลังประทุษร้าย หรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย

• 3.) เพื่อล้มล้าง หรือเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ หรือล้มล้างอำนาจนิติบัญญัติอำนาจบริหาร หรืออำนาจตุลาการแห่งรัฐธรรมนูญ

• 4.) หรือแบ่งแยกราชอาณาจักร

• 5.) หรือยึดอำนาจปกครองในส่วนใดส่วนหนึ่งแห่งราชอาณาจักร

“รัฏฐาธิปัตย์”

หมายถึงผู้มีอำนาจสูงสุดในการปกครองแผ่นดิน จากฐานะที่เป็นใหญ่ที่สุดในแผ่นดิน อำนาจของรัฏฐาธิปัตย์นั้นต้องมีลักษณะสมบูรณ์ (absolute) มีอำนาจนั้นอยู่ในตนเอง เพราะรัฏฐาธิปัตย์คือผู้ที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดแต่เพียงผู้เดียว

รัฏฐาธิปัตย์จะทำการสิ่งใดไม่จำเป็นต้องขอความยินยอมหรืออาศัยอ้างอิงว่าได้รับมอบอำนาจมาจากผู้ใดอีก ความสัมบูรณ์ของอำนาจนี้ส่งผลให้รัฏฐาธิปัตย์ออกคำสั่งใด ๆ เพื่อบังคับใช้แก่ไพร่ฟ้าในอาณาจักรของตนในโอกาสใดและเพื่อวัตถุประสงค์ใดก็ย่อมได้

คณะยึดอำนาจ ไม่ว่าคณะปฏิวัติหรือคณะรัฐประหาร จะสถาปนาตัวเองเป็น "รัฏฐาธิปัตย์" เพื่อแต่งตั้งผู้บริหารราชการแผ่นดิน

นอกจากนี้ รัฏฐาธิปัตย์ ยังหมายถึง อำนาจอธิปไตย ที่เป็นอำนาจปกครองสูงสุดของรัฐ
.
และ รัฏฐาธิปัตย์ ยังหมายถึง รัฐธรรมนูญ หรือ กฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศ ซึ่งผู้ใดไม่อาจจะละเมิดได้ และกฎหมายอื่นไม่อาจจะขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญได้

ส่งผลให้คำสั่งของรัฏฐาธิปัตย์ไม่ว่าจะใช้ชื่อใดย่อมมีผลเป็น “กฎหมาย” แต่ต้องอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ”

ซึ่งมีผู้เข้าใจผิดว่า องค์รัฏฐาธิปัตย์คือพระมหากษัตริย์

โดยยกตัวอย่างว่าทุกครั้งที่มีการทำรัฐประหาร จะมีการขอเข้าเฝ้าเพื่อถวายรายงานพระราชทานอภัยโทษ ซึ่งการกระทำดังกล่าวเท่ากับการยอมรับในความเป็นองค์รัฏฐาธิปัตย์ของพระมหากษัตริย์ยังคงมีอยู่ไม่ขาดตอน องค์รัฏฐาธิปัตย์ไม่ใช่คณะรัฐประหาร ซึ่งเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน

พระมหากษัตริย์คือผู้ใช้อำนาจอธิปไตยแทนประชาชน ผ่านทางรัฐสภา รัฐบาล และศาล

แต่ผู้มีอำนาจอธิปไตยตัวจริงคือประชาชน มิใช่พระมหากษัตริย์

ในขณะที่คณะรัฐประหารหรือคณะปฏิวัติคือ ผู้ที่ทำการสิ่งใดไม่จำเป็นต้องขอความยินยอมหรืออาศัยอ้างอิงว่าได้รับมอบอำนาจมาจากผู้ใดอีกต่อไป เป็นความสัมบูรณ์ของอำนาจ ซึ่งหมายความว่า คณะรัฐประหารหรือคณะปฏิวัติ คือ รัฏฐาธิปัตย์ เป็นผู้ทรงสิทธิ์ในการประกาศใช้กฎหมาย ในการบังคับใช้ในรัฐนั้น ๆ อย่างสมบูรณ์แต่เพียงผู้เดียว

จะเห็นได้ว่า ไม่ว่าจะมีรัฐสภาหรือรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยหรือในการปฏิวัติและการรัฐประหาร พระมหากษัตริย์ไม่ใช่ผู้มีอำนาจที่แท้จริง

'ณัฐชา' ห่วง!! เหตุรุนแรง - ยิงกระสุนใส่ผู้ชุมนุม ส่ง กมธ.พัฒนาการเมือง หาความจริง

นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ ส.ส.เขตบางขุนเทียน กรุงเทพฯ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน สภาผู้แทนราษฎร แสดงความเห็นต่อสถานการณ์การชุมนุมของประชาชนเมื่อวานนี้ (14 พ.ย. 64) ว่า…

การชุมนุม เป็นทั้งสิทธิเสรีภาพและสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนที่ได้รับการรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญ แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงก็คือ ภายหลัง ศาลรัฐธรรมนูญไทยวินิจฉัยว่า การปราศรัย ‘ชุมนุม 10 สิงหา’ ที่เรียกร้องการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ ‘เป็นการแสดงความคิดเห็นโดยไม่สุจริต มีมูลเหตุจูงใจเพื่อล้มล้างการปกครอง’ นั้น จะนำไปสู่ปฏิบัติการที่รุนแรงมากขึ้นของเจ้าหน้าที่ในการควบคุมฝูงชน ซึ่งที่ผ่านมาแนวทางปฏิบัติก็เลวร้ายมาตามลำดับ จากการส่งสัญญาณจากรัฐบาลในแต่ละครั้ง

“น่าเสียดายที่กลุ่มชนชั้นนำไม่เลือกที่จะรับฟังเสียงของประชาชนและปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัย แต่กลับเลือกที่จะฉุดรั้งพัฒนาการของสังคมและการเมืองไว้ต่อไปผ่านกลไกต่างๆ รวมถึงการใช้อำนาจตุลาการเป็นอีกเครื่องมือหนึ่ง การชุมนุมที่เกิดขึ้นเมื่อวานก็คือแรงสะท้อนอารมณ์ความรู้สึกของประชาที่มีต่อท่าทีเหล่านี้โดยตรงและคงจะยกระดับขึ้นอีกa

“ผมในฐานะผู้แทนราษฎรและประธานกมธ. ที่มีบทบาทหน้าที่เกี่ยวกับเรื่องนี้ จึงอยากให้ผู้ที่มีอำนาจไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อมคิดให้ดี ๆ เพราะเรามีบทเรียนที่เป็นความสูญเสียเกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้งและเราสามารถที่จะหลีกเลี่ยงไม่ให้ประวัติศาสตร์หน้านี้ซ้ำรอยได้ด้วยการรับฟังและเปิดพื้นที่สำหรับความคิดความเห็นที่แตกต่าง”

อย่างไรก็ตาม ณัฐชา กล่าวว่า จากการติดตามอย่างใกล้ชิด ทำให้เห็นแนวโน้มที่รุนแรงมากขึ้นของสถานการณ์โดยเฉพาะฝั่งเจ้าหน้าที่รัฐ ที่ไม่ได้มาด้วยความอดทนอดกลั้นหรือเพื่อระงับยับยั้งเหตุตามลำดับขั้นตอนที่มีแนวปฏิบัติอยู่แล้ว แต่ดูเหมือนว่าเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการขณะนี้ จะมาด้วยการบ่มเพาะความโกรธและเกลียดชังเหมือนกำลังมองผู้ชุมนุมเป็นอริราชศัตรู ซึ่งการหล่อเลี้ยงอารมณ์ให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติการอย่างไร้วุฒิภาวะเช่นนี้ถือเป็นสิ่งที่อันตราย

“ด้วยความเป็นห่วงต่อสถานการณ์และตระหนักได้ถึงความไม่ปกติที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง ที่ผ่านมาคณะกรรมาธิการจึงได้ตั้งคณะทำงานขึ้นมา 2 ชุด ชุดแรก คือคณะทำงานติดตามสถานการณ์การชุมนุม ที่มี อมรัตน์ โชคปมิตต์กุล เป็นประธาน เมื่อวานก็อยู่ในพื้นที่เพื่อติดตามสถานการณ์ด้วย พบว่า มีการใช้มาตรการรุนแรงต่อผู้ชุมนุมทันทีตั้งแต่เริ่มต้น ไม่มีการรับฟังหรือทำความเข้าใจเพื่อพยายามไม่ให้มีเหตุรุนแรงเกิดขึ้น ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บรุนแรงจากการยิงด้วยกระสุนที่ยังไม่ทราบชนิดว่าเป็นกระสุนยางหรือกระสุนจริง 

‘หมอวรงค์’ หวิดเจอ ‘ปิยบุตร’ ที่อุบลฯ ถึงบางอ้อทำไมไม่โดนคดี เหตุปั่นเสร็จแล้วชิ่งทุกที

15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564 นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม หัวหน้าพรรคไทยภักดี โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก มีเนื้อหาดังนี้...

“ผมไปประชุมสมาชิกและเสวนาว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.พรรคไทยภักดี ที่อุบลราชธานี มีสมาชิกจาก 4 จังหวัด คือ อุบลราชธานี ยโสธร อำนาจเจริญ และศรีสะเกษ

อดีตบิ๊กข่าวกรองฯ เตือน '3 นิ้ว' สำเหนียกให้ดี! ชี้ ถ้าเป็นสมบูรณาญาสิทธิราชย์จริง โดนกุดหัวแล้ว

15 พ.ย. 64 นายนันทิวัฒน์ สามารถ อดีตรองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า เหิมเกริม แถลงการณ์ของม็อบร้อยชื่อ เปิดเผยตัวตนชัดเจน ไม่ได้ต้องการขับไล่รัฐบาล แต่ต้องการต่อต้านระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์

ม็อบพวกนี้ตกเป็นทาสความเพ้อเจ้อของปิยะบุตร ที่ใช้คำว่า สมบูรณาญาสิทธิราชย์จำแลง มีคนท้าออกทีวีก็หนี

วันนี้ม็อบหันมาใช้คำว่าระบอบกึ่งสมบูรณาญาสิทธิราชย์ อ้างว่ามีพระราชอำนาจเพิ่มขึ้น ทำให้ถอยห่างออกจากประชาธิปไตย

'ราเมศ' แจง 'ปชป' ให้ความสำคัญ เกษตรกร ตลอดมา ยืนหยัดระบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข

นายราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ได้กล่าวถึงกรณีที่ นายสนธิ ลิ้มทองกุล ได้พูดถึงพรรคประชาธิปัตย์คลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริงหลายเรื่องว่า

เรื่องสำคัญที่อาจทำให้ประชาชนเข้าใจผิดคือกล่าวหาว่าประชาธิปัตย์ทำลายเกษตรกรนั้น ไม่เป็นความจริง ตลอดระยะเวลาที่ผ่านพรรคให้ความสำคัญกับพี่น้องเกษตรกรตลอดมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องนโยบาย รวมไปถึงภาคปฎิบัติในทางการเมืองที่ไม่ว่าจะอยู่ในบทบาทใดก็เต็มที่ คิดและทำเพื่อเกษตรกรตลอดมา ไม่เคยคิดนโยบายมาเพื่อหากินกับพี่น้องเกษตรกร ไม่มีนโยบายใดที่ทำลายเกษตรกรมีแต่ช่วยให้พี่น้องเกษตรกรมีชีวิตที่ดีขึ้น

ต้องขอย้ำว่า เกษตรกรเป็นภาคการผลิตที่สำคัญอย่างยิ่งที่มีผลต่อประเทศ พรรคตั้งต้นแก้ปัญหาจากที่เห็นความลำบากของเกษตรกรไม่ว่าจะเป็นภัยธรรมชาติ ความผันผวนของราคาสินค้าเกษตร ผลผลิตขาดคุณภาพ ผลผลิตตกต่ำ คิดถึงอนาคตในเรื่องการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี รวมถึงการแปรรูป และเมื่อเข้าร่วมรัฐบาลก็ได้มีการผลักดันจนประสบความสำเร็จ เกษตรกรมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็น น้ำ ทุน เทคโนโลยี 
โครงการประกันรายได้ เงินส่วนต่างถึงมือเกษตรกรโดยตรง ไม่มีเรื่องทุจริตใดๆ การแก้ปัญหาหนี้สิน เรื่องน้ำที่ดำเนินการสำเร็จเห็นผลทั้งการขยายและปรับปรุงระบบชลประทานอย่างทั่วถึงทุกพื้นที่การเกษตร เกษตรกรอยู่ได้อย่างเข้มแข็ง ระบบการเกษตรได้รับการพัฒนาควบคู่กันมาตลอด การลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกร การส่งเสริมเรื่องคุณภาพ การส่งเสริมการส่งออก การส่งเสริมเทคโนโลยี  การพัฒนาพันธุ์ข้าว ทุกอย่างมีการคิดอย่างรอบด้านครบถ้วน

“จุรินทร์” สั่งระดมรมต.-ส.ส.-สมาชิกพรรค ช่วยเหลือปชช.น้ำท่วมภาคใต้เต็มที่ 

นายราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์  กล่าวถึงสถานการณ์น้ำท่วมภาคกลางบางส่วนเช่นจังหวัดเพชรบุรี ภาคใต้จังหวัดระนอง ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช สงขลา ว่า นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ติดตามสถานการณ์น้ำท่วมอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะตลอดเส้นทางที่ประชาชนสัญจรลงไปภาคใต้ที่ขณะนี้ยังเกิดปัญหาน้ำท่วมสูงในหลายจุดทำให้ประชาชนยังไม่สามารถผ่านสัญจรไปมาได้ และบ้านเรือนของประชาชนในหลายพื้นที่ยังมีน้ำท่วมอยู่เป็นจำนวนมาก

โดยนายจุรินทร์ ได้สั่งการให้ รัฐมนตรี และ ส.ส.ของพรรคฯ รวมถึงตัวแทนพรรคในแต่ละเขตในทุกพื้นที่เข้าให้ความช่วยเหลือประชาชนอย่างเร่งด่วน นอกจากการร่วมช่วยเหลือแก้ปัญหาเร่งด่วนในขณะนี้แล้ว ยังกำชับให้ติดตามสถานการณ์เพื่อให้ความช่วยเหลือในระยะยาวต่อไป ไม่ว่าจะเป็นการฟื้นฟูเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในครั้งนี้ ย้ำให้ประสานกับส่วนกลางอย่างใกล้ชิด

นายราเมศ กล่าวต่อว่า ขณะนี้ในพื้นที่น้ำท่วมเช่นจังหวัดชุมพร นายสราวุธ อ่อนละมัย ส.ส.ชุมพร พรรรคฯ ได้เข้าให้ความช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ โดยประสานกับ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะเลขาธิการพรรค เพื่อสั่งการกรมชลประทานให้ความช่วยเหลือ นำเครื่องมือหนักเข้าพื้นที่เพราะบางจุดต้องเปิดจุดให้น้ำไหลผ่าน รวมถึงขณะนี้ได้มีการประสานไปยังนายนิพนธ์ บุญญามณี รัฐมนตรีข่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะรองหัวหน้าพรรคฯได้สั่งการให้ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเข้าให้ความช่วยเหลือไม่ว่าจะเป็นการเร่งย้ายคน ย้ายของ ออกจากพื้นที่ที่น้ำท่วมหนักหลายจุด

‘รองโฆษก ปชป.’ ปลื้มเลือดใหม่ทยอยเข้าพรรค พร้อมเปิดกว้างรับคนทุกกลุ่ม เปิดพื้นที่ให้ทำงานจริง

นางดรุณวรรณ ชาญพิพัฒนชัย รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) เปิดเผยว่า ภายใต้แนวคิด “เลือดใหม่ไหลเข้า เลือดเก่าไหลกลับ” ของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้มีคนรุ่นใหม่หลากหลายอาชีพสนใจทยอยสมัครเข้าพรรคกันอย่างต่อเนื่อง เพราะเชื่อในความเป็นสถาบันทางการเมืองของพรรค และความตั้งใจจริงของผู้บริหารในการเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ได้มีโอกาสแสดงความรู้ ความสามารถ ตามประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในแต่ละด้าน

ล่าสุดได้มีนักธุรกิจรุ่นใหม่ที่ได้เปิดตัวพร้อมมาร่วมขับเคลื่อนงานของพรรคคือนายเมธวิน  อังคทะวานิช โดยนายเมธวินจบการศึกษาในระดับปริญญาโทสาขาบริหารธุรกิจ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นอดีตศิลปินเพลง นักแต่งเพลง ผู้ประกาศข่าว และพิธีกรรายการโทรทัศน์ที่เป็นที่คุ้นเคยกันดีทางรายการ “ที่นี่…ประเทศไทย” และรายการ “บ้านเลขที่ 5” ออกอากาศทางช่อง 5 ปัจจุบันเป็นนักธุรกิจรุ่นใหม่ที่ประสบความสำเร็จประกอบธุรกิจด้านดิจิทัล มีเดียและการตลาด ธุรกิจด้านบันเทิงและการสื่อสาร

นางดรุณวรรณกล่าวว่า นายเมธวินได้สมัครเป็นสมาชิกพรรคเรียบร้อยแล้ว มีความสนใจเรื่อง Creative Economy ด้านการศึกษา และการสื่อสารบนโลกดิจิทัล โดยได้ร่วมงานกับทีมเศรษฐกิจทันสมัยของพรรคที่มีนายปริญญ์ พานิชภักดิ์ รองหัวหน้าพรรคเป็นหัวหน้าทีม รวมถึงเป็นคณะทำงานของรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทวงศึกษาธิการ (ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช) 

“วันนี้ได้พิสูจน์แล้วว่า พรรคภายใต้การนำของนายจุรินทร์ รวมถึงแกนนำคนสำคัญอีกหลายท่านที่มีวิสัยทัศน์ก้าวหน้า และตระหนักถึงพลังของคนรุ่นใหม่อย่างแท้จริงได้เปิดกว้างอย่างเต็มที่ เปิดพื้นที่ให้ทำงานได้จริง ไม่ใช่แค่เพียงแค่แสดงความตั้งใจ แต่สามารถทำให้เกิดขึ้นได้อย่างเป็นรูปธรรม ทำให้มีคนรุ่นใหม่ เลือดใหม่ทยอยเข้าพรรค เพราะเชื่อมั่นในทีมผู้บริหารที่พร้อมรับฟังและมีมุมมองในการทำงานสอดคล้องกับคนรุ่นใหม่” นางดรุณวรรณ กล่าว

“โฆษกรัฐบาล” โว รัฐบาล จัดหาวัคซีนเกินเป้าหมาย เผย “นายก” เร่งฉีดกลุ่มเป้าหมายที่ไม่ใช่สัญชาติไทย มอบ”ศรชล.-กอ. รมน.-คมนาคม-มหาดไทย แรงงาน” ขึ้นทะเบียนแรงงาน  เตรียมแผนฉีดวัคซีน

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารสถานการณ์ฉุกเฉินโควิด-19 (ศบค.) พอใจการจัดหาวัคซีนโควิด-19 ของไทย ที่สามารถจัดหาวัคซีนเกินเป้าหมาย โดยปลายปี64จะมีวัคซีนรวมทั้งหมด 155.6 ล้านโดส ได้แก่ วัคซีนที่รัฐจัดหา จำนวน 128.6 ล้านโดส  ทั้งซิโนแวค แอสตราเซเนก้า ไฟเซอร์ และวัคซีนทางเลือก ซิโนฟาร์ม และโมเดอร์นา จำนวน 27 ล้านโดส และตั้งเป้าหมายการฉีดวัคซีนภายในปีนี้ ให้ครอบคลุมผู้ได้รับการฉีดวัคซีนเข็มที่ 1 อย่างน้อยร้อยละ 80 เข็ม 2 อย่างน้อยร้อยละ 70 ภายในเดือนธ.ค.นี้

ส่วนผลการดำเนินการให้บริการวัคซีนโควิด – 19 ตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ. – 12 พ.ย.นี้ มีผู้ได้รับวัคซีนสะสม 84.5 ล้านราย เข็มที่ 1 จำนวน 45.2 ล้านราย คิดเป็น 67.3 เปอร์เซ็นต์ เข็มที่ 2 จำนวน 36.5 ล้านราย คิดเป็น 54.4 เปิร์เซ็นต์ เข็มที่ 3 จำนวน 2.7 ล้านราย คิดเป็น 3.8 เปอร์เซ็นต์ ส่วนการฉีดวัคซีนในกลุ่มอายุ 12 – 17 ปี ระหว่างวันที่ 4 ต.ค. – 11 พ.ย. 64 รวม 4.3 ล้านโดส เข็มที่ 1 จำนวน 2.8 ล้านโดส และเข็มที่ 2 จำนวน 1.5 ล้านโดส และการฉีดวัคซีนชาวต่างชาติในไทยอยู่ที่ 2,196,744 โดส คิดเป็นร้อยละ 26.5 ของจำนวนชาวต่างชาติทั้งหมดที่อาศัยอยู่ในไทย

นายธนกร กล่าวว่า นายกฯเห็นชอบให้มีการจัดสรรให้กลุ่มประชากรอื่น ที่ไม่ใช่สัญชาติไทยทั้งหมด สามารถรับการฉีดวัคซีนได้ตามความสมัครใจ โดยศบค.มอบหมายให้หน่วยงานที่รับผิดชอบกำหนดและจัดทำทะเบียนรายชื่อและจำนวนผู้ประสงค์รับวัคซีนในกลุ่มประชากรที่มิใช่สัญชาติไทย และติดตามให้มารับการฉีดวัคซีนตามวัน เวลา และสถานที่ที่กำหนด กรณีกลุ่มเป้าหมายไม่มีเลขประจำตัว จะสร้างฐานข้อมูลตัวแปร เพื่อออกใบรับรองการฉีดวัคซีนได้ โดยแต่ละหน่วยงานให้ร่วมกับคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด สำรวจ จัดทำทะเบียนฉีด รวมทั้งพิจารณาแนวทางการบริหารจัดการฉีดให้เหมาะสมในแต่ละพื้นที่ ดังนี้
 

'กรณ์' บุกใต้ไม่หยุด ปลุกผู้กล้าฟื้นเศรษฐกิจ เตรียมทำนโยบายจังหวัด ดันภูเก็ตเป็น World class city 

จับสัญญาณ “กรณ์” บุกใต้ถี่ เสียงตอบรับดี ภูเก็ต กระบี่ และพังงา ประชาชนเชื่อมั่นทีมงานมืออาชีพ  ฟื้นเศรษฐกิจอันดามันได้ ลั่นพร้อมทำภูเก็ตให้เป็น World class city 

หลังจากรัฐบาลประกาศเปิดประเทศอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2564 นักท่องเที่ยวเริ่มทยอยเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวกันมากขึ้นในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะจ.ภูเก็ต  นายกรณ์ จาติกวณิช หัวหน้าพรรคกล้า พร้อมทีมงาน ได้เดินทางลงจังหวัดภูเก็ต เพื่อพบปะพูดคุยกับผู้ประกอบการและประชาชน  เพื่อเก็บข้อมูลรับทราบปัญหาและความต้องการของชาวภูเก็ต รวมไปถึงสภาพเศรษฐกิจภูเก็ตหลังเปิดเมืองไปแล้ว 2 สัปดาห์ ซึ่งภายหลังการพูดคุย ได้ข้อมูลว่า นักท่องเที่ยวยังเดินทางเข้ามาไม่มากนักแต่มีสัญญาณที่ดีและมองเห็นแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นในช่วงไฮซีซันนี้ ที่ผู้ประกอบการประมาณการว่าในช่วงสิ้นปีนี้จะมีนักท่องเที่ยวเข้ามาวันละ 1 หมื่นคน จากเดิมที่เข้ามาถึงวันละ 6 หมื่นคน แต่ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี ในการที่จะทำให้เศรษฐกิจของภูเก็ตค่อยๆ ฟื้นตัว

หัวหน้าพรรคกล้า กล่าวว่า การมาภูเก็ตครั้งนี้ถือว่าเป็นความท้าทายมากในการที่จะแก้ปัญหาต่างๆ ของภูเก็ต ในการที่จะผลักดันให้ภูเก็ตเป็นเมืองท่องเที่ยวอันดับหนึ่งของโลก ซึ่งโดยส่วนตัวเชื่อว่าด้วยศักยภาพของภูเก็ตนั้นมีความเป็นไปได้สูง หากมีนโยบายที่ถูกต้องและมีความจริงใจในการขับเคลื่อนนโยบาย แต่สิ่งที่ต้องแก้ไขเร่งด่วนในขณะนี้ คือ การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าให้ผู้ประกอบการโรงแรมขนาดเล็กที่ไม่สามารถเปิดให้บริการได้ในขณะนี้ เนื่องจากไม่มีใบอนุญาตโรงแรม ซึ่งหากดูจากเว็บไซต์การจองโรงแรมจะเห็นว่าโรงแรมในภูเก็ตที่เปิดขายห้องพักมีมากกว่า 1 หมื่นแห่ง แต่ที่มีใบอนุญาตถูกต้องนั้นมี 700 กว่าแห่งเท่านั้น ในอนาคตหากมีนักท่องเที่ยวเข้ามาภูเก็ตเพิ่มขึ้น รายได้ที่เกิดขึ้นจะกระจุกตัวไม่กระจายไปยังทุกกลุ่มและผู้ประกอบการ ดังนั้น จะต้องหาแนวทางในการที่จะให้ผู้ประกอบการเหล่านั้นได้เปิดกิจการได้ รวมไปถึงปัญหาการเข้าไม่ถึงแหล่งเงินทุน แม้ว่าที่ผ่านมา รัฐบาลจะมีมาตรการเยียวยาในหลายๆ โครงการ แต่เงินทุนเหล่านั้นเข้าถึงผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวและบริการในภูเก็ตน้อยมาก ส่วนหนึ่งเกิดจากโรงแรมไม่มีใบอนุญาต 

“ในวันที่ 16 พ.ย.นี้ การประชุม ครม.สัญจร ในฝั่งอันดามันอีกครั้งหนึ่งที่ จ.กระบี่ อยากฝากไปถึงรัฐบาลว่า จังหวะนี้เป็นจังหวะสุดท้ายที่รัฐบาลจะทำให้ผู้ประกอบการท่องเที่ยวได้ทำมาหากินในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวปลายปีนี้ รัฐบาลต้องแก้ปัญหานี้ให้ได้ จะต้องมีคำตอบและทางออกในการแก้ปัญหาให้คนในอันดามัน” นายกรณ์ กล่าว 

ผู้สื่อข่าวถามว่า ในช่วงสองเดือนที่ผ่านมาพรรคกล้าลงพื้นที่ จ.ภูเก็ตบ่อยครั้ง แสดงว่ามีความมั่นใจว่าจะสามารถปักธงใน จ.ภูเก็ตได้ หัวหน้าพรรคกล้า กล่าวว่า เหตุผลหลัก ๆ ของการเดินทางมา จ.ภูเก็ตคือ เพื่อแสดงให้เห็นว่าพรรคกล้ามีความตั้งใจและมุ่งมั่นที่จะเสนอตัวเข้ามาเป็นผู้แทนคนภูเก็ต ตามแนวทางทางการทำงานการเมืองที่เราเรียกว่า “แนวทางการปฏิบัตินิยม” ทำงานอย่างสร้างสรรค์ให้กับพี่น้องชาวภูเก็ต ให้พรรคของเราได้เป็นอีกหนึ่งทางเลือก เพราะเรามีความตั้งใจในเชิงคุณภาพ ทั้งนโยบายการทำงานและการคัดเลือกผู้สมัคร ซึ่งเราก็จะส่งผู้สมัครครบทั้ง 3 เขต และจะต้องเป็นผู้สมัครที่ สะท้อนความตั้งใจของพรรคกล้า ที่จะมุ่งพัฒนาคุณภาพชีวิตให้กับคนภูเก็ต

“เราตระหนักว่า การเมืองภูเก็ต มีการแข่งขันกันสูง แต่หากถามว่า เรามุ่งมั่นและตั้งใจหรือไม่ที่จะปักธงที่ภูเก็ต ก็ต้องบอกว่าเรามีความตั้งใจระดับสูงสุด และมีความมั่นใจว่าชาวภูเก็ตก็ต้องการการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ชาวภูเก็ตต้องการทางเลือกใหม่ ที่เป็นทางเลือกที่สร้างสรรค์ และเข้าใจถึงทั้งปัญหา ศักยภาพ และโอกาสของตัวจังหวัด พร้อมที่จะทำงานอย่างใกล้ชิดควบคู่กันไปกับภาคประชาชนและธุรกิจของชาวภูเก็ตเอง” หัวหน้าพรรคกล้ากล่าว

นายกรณ์กล่าวต่อไปอีกว่า โดยเจตนารมณ์ของพรรคกล้า เรามองว่า เราเป็นพรรคการเมืองของคนทุกวัย มองว่าพื้นฐานของสังคมไทยสามารถที่จะเรียนรู้จากกันและกันได้ การที่เราจะมาจำกัดตัวเองว่า เป็นพรรคของคนรุ่นเก่า หรือพรรคของคนรุ่นใหม่ มันทำให้เสียโอกาสในการที่คนต่างวัยจะช่วยกันทำงานและเรียนรู้จากกันและกันได้ เพราะฉะนั้นเราไม่ได้จำกัดว่าผู้สมัครของเราจะต้องเป็นคนวัยไหน แต่ขอให้เป็นคนที่มีบุคลิก “น้ำไม่เต็มแก้ว” พร้อมรับฟัง พร้อมเรียนรู้ พร้อมที่จะลองผิดลองถูก และทดลอง ที่สำคัญที่สุดก็คือ เน้นในเรื่องของการลงมือทำ ถือว่าเป็นสเปคของพรรคกล้า


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top