Thursday, 30 July 2026
POLITICS NEWS

‘โฆษกพรรคกล้า’ ซัดรัฐใช้ภาษีปชช. ฟุ่มเฟือย ชี้! เงินเดือนสูงทั้งนั้น ทำไมไม่ซื้อมือถือเอง

'โฆษกพรรคกล้า' เปิดเงินเดือน ข้าราชการการเมือง - รัฐมนตรี เงินเดือนสูง ๆ ทั้งนั้น ทำไมไม่ซื้อมือถือเอง ท้าประกาศไม่รับไอโฟนตามนายกฯ ชี้เป็นบทเรียนจัดซื้อเกินจำเป็น 

นายแสนยากรณ์ สิงห์วีรธรรม โฆษกพรรคกล้า กล่าวถึงกรณีสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี จัดซื้อโทรศัพท์มือถือ iPhone 12 จำนวน 111 เครื่อง วงเงิน 2.68 ล้านบาท ว่าที่ปรึกษานายกฯ ออกมาชี้แจง ทั้งเรื่องความจำเป็นในภารกิจและ iPhone 7 ที่ใช้งานมากกว่า 6 ปี เริ่มชำรุด เป็นเหตุผลที่เข้าใจได้ แต่บุคคลที่จะได้โทรศัพท์ส่วนใหญ่กลับเป็นระดับผู้อำนวยการ อธิบดี ข้าราชการการเมือง ไปจนถึงรัฐมนตรี มีเงินเดือนสูง มีโทรศัพท์มือถือใช้กันอยู่แล้วทุกคน รัฐมนตรีและข้าราชการการเมืองทุกคน ก็ควรจะประกาศไม่รับโทรศัพท์เช่นเดียวกับนายกรัฐมนตรี และหาทางลดจำนวนการจัดซื้อให้เหลือเท่าที่จำเป็น 

กบง.เคาะปรับสูตรดีเซลเหลือบี 7 กดราคาเหลือลิตรละ 28 บาท

นายวัฒนพงษ์ คุโรวาท ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) นัดพิเศษที่มี นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พลังงาน เป็นประธาน เพื่อเห็นชอบให้ปรับสูตรน้ำมันดีเซลเหลือ 1 ชนิดคือ บี7 จากปัจจุบันมี 3 ชนิดคือ บี7 บี10 และบี20 ทำให้ราคาน้ำมันดีเซลจะลดลงลิตรละประมาณ 50-80 สตางค์ จึงส่งผลให้ราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลอยู่ที่ประมาณลิตรละ 28 บาท

สำหรับปัจจุบันกระทรวงพลังงานได้ใช้เงินจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงประมาณ 4,000 ล้านบาทต่อเดือนเพื่อไปช่วยตรึงราคาน้ำมันดีเซลให้ไม่เกินลิตรละ 30 บาท และผลจากมติครั้งนี้ทำให้กองทุนฯ มีภาระชดเชยเหลือ 3,886 ล้านบาท ฐานะกองทุนล่าสุดอยู่ที่ 2,596 ล้านบาท

‘โบว์ ณัฎฐา’ ค้านสังคมตาต่อตา ฟันต่อฟัน ยัน เป็นแนวคิดสวนทางหลักการเสมอภาค

นางสาวณัฏฐา มหัทธนา หรือ ‘โบว์’ นักกิจกรรม นักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชน ได้โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊ก Bow Nuttaa Mahattana ระบุว่า

“บางครั้งการต่อต้านเผด็จการมิได้หมายความว่าคุณจะเป็นประชาธิปไตยไปโดยปริยาย บางครั้งคุณอาจเป็นเพียงศัตรูของเผด็จการกลุ่มหนึ่งรูปแบบหนึ่งเท่านั้น และอาจเป็นเผด็จการอีกแบบหนึ่ง ไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม”

'เสกสกล' ซัดนายเก่า ถนัดแต่ให้คนอื่นโล้ชิงช้าให้  ไม่ทำเอง ยก 'บิ๊กตู่' กำลังแก้ปัญหาโควิด ไม่คิดปมการเมือง

นายเสกสกล อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นายทักษิณ ชินวัตร หรือ โทนี่ วู้ดซัม ร่วมสนทนาในรายการ CARE Talk x CARE ClubHouse พูดถึงการย้ายสังกัดพรรคของนายกฯ และนายกฯถนัดขึ้นชิงช้าให้คนอื่นโล้ ทำเองไม่เป็นนั้น โฆษกรัฐบาลออกมายืนยันแล้วว่านายกฯยังคงอยู่กับพรรคพลังประชารัฐ ในฐานะที่พรรคพลังประชารัฐเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรี ตนเชื่อว่านายกฯประยุทธ์ไม่มีแนวคิดไปตั้งพรรคการเมืองใหม่ หรือคิดเรื่องทางการเมืองในขณะนี้ เพราะอยู่ระหว่างแก้ไขปัญหา ฟื้นฟูประเทศอยู่

ขยายกรอบชดเชยมาตรา 28 เพิ่ม 1.5 แสนล. จ่ายเงินประกันรายได้

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คลัง เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐ ที่มีนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ว่า ที่ประชุมเห็นชอบการขยายกรอบอัตรายอดคงค้างรวมทั้งหมดของภาระที่รัฐต้องรับชดเชยค่าใช้จ่ายหรือการสูญเสียรายได้ในการดำเนินกิจกรรม มาตรการ หรือโครงการตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 28 แห่ง พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลัง พ.ศ.2561 จากที่กำหนดไว้ไม่เกิน 30% ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี เพิ่มขึ้นเป็น 35% เป็นระยะเวลา 1 ปี สำหรับปีงบประมาณ 65 เพื่อเปิดเป็นวงเงินให้สำหรับโครงการประกันรายได้พืชผลเกษตรตามนโยบายของรัฐบาล 

“เหตุผลที่ต้องขยายกรอบครั้งนี้ เพราะวงเงินภายใต้กรอบอัตรายอดคงค้าง ณ วันที่ 19 พ.ย.64 มีวงเงินคงเหลือเพียง 5,360 ล้านบาท ไม่เพียงพอกับการดูแลโครงการประกันรายได้ ดังนั้นเมื่อขยายกรอบเพิ่มขึ้นมาอีก 5% จะมีวงเงินเพิ่มได้อีก 1.55 แสนล้านบาท รวมเป็น 160,360 ล้านบาท ซึ่งเพียงพอกับโครงการประกันรายได้ โดยเฉพาะโครงการที่รอการอนุมัติในส่วนที่ 2 ทั้งการประกันรายได้ข้าว และยางพารา เพื่อให้เกษตรกรได้รับเงินจากโครงการประกันครบทั้งหมด  และเมื่อผ่านการเห็นชอบแล้ว คาดว่า ในเดือนธ.ค.นี้ ธ.ก.ส.จะเร่งจ่ายเงินได้แล้วเสร็จสิ้นภายในฤดูเก็บเกี่ยวนี้”

“บิ๊กตู่” ประธานปช.สภากห. กำชับเหล่าทัพคุมเข้มสถานการณ์โควิด-19 สกัดแรงงานข้ามชาติตามแนวชายแดน โดยไม่ได้มีการหารือกรณีการโอนงบฯลับกระทรวงกลาโหมไปตั้งศูนย์บัญชาการกระทรวงกลาโหม

ที่กระทรวงกลาโหม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม เป็นประธานประชุมสภากลาโหม ครั้งที่ 11/2564 โดยมีผู้บัญชาการเหล่าทัพเข้าร่วมประชุม ทั้งนี้วาระการประชุมสภากลาโหม เป็นการติดตามสถานการณ์ภาพรวมด้านความมั่นคง สนับสนุนรัฐบาล และ ศบค.รับมือสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 

ขณะที่พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม มีวาระสั่งการเรื่องสำคัญเร่งด่วนที่ต้องกำชับให้เหล่าทัพเข้าไปดำเนินการ ไม่ว่าจะเป็นเการคงมาตรการสกัดแรงงานผิดกฎหมายลักลอบเข้าประเทศตามแนวชายแดน และปัญหาการค้ามนุษย์ 

iLaw เปิดสถิติผู้ถูกดำเนินคดี ม.112 'เพนกวิน' มากสุด 22 คดี 

iLaw เผย สถิติผู้ถูกดำเนินคดีมาตรา 112 ปลายปี 2563 - 2564 อย่างน้อย 156 คน ใน 162 คดี 'เพนกวิน' มากสุด 22 คดี 'อานนท์' 14 คดี 'ไมค์ - รุ้ง' คนละ 9 คดี ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำระหว่างการพิจารณาคดี 6 คน

iLaw โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน เผยแพร่ สถิติผู้ถูกดำเนินคดีมาตรา 112 มีรายละเอียดดังนี้…

ครบหนึ่งปี ของการนำมาตรา 112 กลับมาใช้อีกระลอกหนึ่ง นับตั้งแต่พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ออกแถลงการณ์นายกรัฐมนตรีว่าจะบังคับใช้กฎหมาย “ทุกฉบับ ทุกมาตราที่มีอยู่” ต่อผู้ชุมนุม

จากนั้นมาจำนวนคดี #ม112 ฐานหมิ่นกษัตริย์ฯ ที่เคยหายเงียบไปสองปีกว่า ก็พุ่งทะยานสูงขึ้นอย่างไม่เคยมีมาก่อน https://freedom.ilaw.or.th/node/994

ปลายปี 2563 ต่อปี 2564 สถิติจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนพบว่า มีผู้ถูกดำเนินคดีมาตรา 112 อย่างน้อย 156 คน ใน 162 คดี เป็นข้อมูลที่สมบูรณ์ที่สุดเท่าที่ทราบและอ้างอิงได้ https://tlhr2014.com/archives/23983

จากจำนวนคดีทั้งหมดนี้ ผู้ต้องหาส่วนใหญ่ได้ประกันตัว หรือได้ปล่อยตัวชั่วคราว แต่ก็มีบางส่วนที่ถูกคุมขังระหว่างการดำเนินคดี นับถึงวันครบรอบหนึ่งปีของการนำมาตรา 112 กลับมาใช้ครั้งใหญ่ มีคนที่ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำระหว่างการพิจารณาคดีอย่างน้อย 6 คน คือ อานนท์ นำภา, ไผ่ จตุภัทร์, เพนกวิ้น พริษฐ์, รุ้ง ปนัสยา, ไมค์ ภาณุพงษ์ และเบนจา อะปัญ

'อดีตบิ๊กข่าวกรอง' จี้ ‘มหาดไทย’ สอบที่มาทุน 'แอมเนสตี้' พร้อมหนุนคนไทยชุมนุมขับไล่

'นันทิวัฒน์ อดีตรองผอ.ข่าวกรอง' ลั่น!! 'แอมเนสตี้' อยู่ใต้กฎหมายไทย จี้!! มท. ตรวจสอบที่มาของเงินทุน ถ้าผิดกฎหมายต้องจัดการ หนุนคนไทยชุมนุมกดดันให้รัฐบาลขับไล่ ยันไม่มีประเทศไหนยอมให้เอ็นจีโอมีเสรีภาพทำอะไรได้ตามใจ

24 พ.ย. 64 นายนันทิวัฒน์ สามารถ อดีตรองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ โพสต์ข้อความว่า…

แอมเนสตี้อยู่ใต้กฎหมายไทย

คนไทยที่จะไปชุมนุมกดดันให้รัฐบาลไล่แอมเนสตี้ออกไปจากเมืองไทย ผมเชียร์ เห็นด้วยและอยากให้ออกไปพ้น ๆ ประเทศไทย

แอมเนสตี้ มีสองส่วน แอมเนสตี้อินเตอร์เนชันนัล สำนักงานภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และแปซิฟิก จดทะเบียนกับกระทรวงแรงงาน 

'เทพไท' เสนอ วิธีแก้เผ็ดพวกซื้อเสียง ร่าง พ.ร.ป.เลือกตั้ง ให้นับคะแนนรวมจุดเดียว

นายเทพไท เสนพงศ์ อดีตส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์คลิปใน Facebook ส่วนตัวว่า หลังจากรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติมได้มีผลบังคับใช้แล้วจำเป็นจะต้องมีการยกร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญขึ้นมาอย่างน้อย 2 ฉบับคือ พ.ร.ป.เกี่ยวกับพรรคการเมือง และ พ.ร.ป.เกี่ยวกับการเลือกตั้ง ส.ส. ซึ่งมีการยกร่างขึ้นมาจากหลายส่วน ทั้ง กกต.พรรคการเมืองต่างๆ ทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล ได้นำเสนอต่อสังคมให้ได้รับรู้ และแสดงความคิดเห็นกัน

ส่วนตัวขอเสนอความเห็นเกี่ยวกับการนับคะแนนการเลือกตั้ง ลงใน พ.ร.ป.การเลือกตั้ง ส.ส.ด้วย เพราะการเสนอให้มีการนับคะแนนรวมกันที่จุดว่าที่ว่าการอำเภอในเขตเลือกตั้ง กำหนดให้อำเภอละ1แห่ง ถ้าเขตเลือกตั้งใดมี2อำเภอ ก็ใช้จุดนับคะแนน2แห่ง ถ้ามี 3 อำเภอ ก็ใช้จุดนับคะแนน 3 แห่ง เพื่อเป็นการแก้ปัญหาการซื้อสิทธิ์ขายเสียงของผู้สมัครรับเลือกตั้ง ที่ใช้ผู้นำท้องถิ่นเป็นหัวคะแนน เดินซื้อเสียงจากชาวบ้าน ถ้าหากยังมีการนับคะแนนที่หน่วยเลือกตั้งประจำหมู่บ้าน ก็สามารถตรวจสอบประสิทธิภาพการซื้อเสียงของผู้สมัครได้

ทำให้บรรดาหัวคะแนน และประชาชนผู้ใช้สิทธิ์ที่ขายเสียง ก็ไม่กล้าที่จะหักหลัง ไม่เลือกคนซื้อเสียง กลัวจะเป็นอันตราย จากลุ่มอิทธิพลของคนซื้อเสียง แต่ถ้าเป็นการนับคะแนนรวมกันที่อำเภอ ทำให้ไม่สามารถตรวจสอบได้ว่า หน่วยเลือกตั้งใดเลือกผู้สมัครคนใดมากน้อยแค่ไหน ก็จะทำให้ผู้สมัครที่ต้องการซื้อเสียงก็ไม่กล้าลงทุนซื้อเสียงอีก เพราะไม่มีหลักประกันว่า จะซื้อเสียงได้เข้าเป้าตามความต้องการ และประชาชนที่ถูกซื้อเสียง ก็สามารถที่จะรับเงินแล้วไม่เลือกก็ได้ มาตรการนี้จะเป็นการดัดหลังนักการเมืองซื้อเสียง ให้หมดสิ้นไปจากระบบการเมืองไทย 

ส่วนการกลัวว่าการนับคะแนนรวมที่อำเภอ จะมีการเปลี่ยนหีบเลือกตั้ง ระหว่างขนส่งหีบนั้น สามารถแก้ปัญหาได้โดยให้พรรคการเมืองที่ส่งผู้สมัคร สามารถใช้สิทธิ์ส่งผู้สังเกตการณ์ประจำหน่วยเลือกตั้ง ติดตามลำเลียงหีบบัตรไปส่งที่จุดนับคะแนนประจำอำเภอได้ และการป้องกันการเปลี่ยนหีบคะแนนเลือกตั้ง สามารถทำได้ง่ายกว่าการซื้อเสียง ที่กำลังระบาดอย่างหนักไปทั่วประเทศในขณะนี้ 

“บิ๊กตู่” พอใจภาพรวมการลงทุนก่อนสิ้นปีดีขึ้น “พาณิชย์” เผยอนุญาตต่างชาติลงทุนในไทยแล้ว 213 ราย รวม 11,554 ล้านบาท ขณะที่ “BOI” เปิดมูลค่าการขอรับการส่งเสริมการลงทุนในกิจการกลุ่ม BCG เกือบ 7 แสนล้านบาท

นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภาพรวมด้านการลงทุนในไทยมีสัญญาณที่ดีขึ้น โดยพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รับทราบความคืบหน้าจากหน่วยงานด้านเศรษฐกิจและส่งเสริมการลงทุน ดังนี้ กรมพัฒนาธุรกิจการค้ารายงานว่า ตั้งแต่เดือนมกราคม - ตุลาคม 2564 คณะกรรมการการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ได้อนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจในประเทศไทย จำนวน 213 ราย เงินลงทุนรวมกว่า 11,554 ล้านบาท เกิดการจ้างงานคนไทยกว่า 5,000 คน

โดยชาวต่างชาติ 3 อันดับแรก ที่เข้ามาลงทุนมากที่สุดได้แก่ ญี่ปุ่น 82 ราย (ร้อยละ 38) สิงคโปร์ 33 ราย (ร้อยละ 15) และ ฮ่องกง 20 ราย (ร้อยละ 9) และลงทุน ธุรกิจที่ได้รับอนุญาตส่วนใหญ่เป็นธุรกิจที่สอดคล้องกับนโยบายส่งเสริมการลงทุนของภาครัฐ และสนับสนุนธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ อาทิ ธุรกิจบริการเป็นที่ปรึกษา บริหารจัดการ และให้บริการเดินรถและซ่อมแซมบำรุงรักษารถไฟความเร็วสูง ภายใต้โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบินในประเทศไทย ธุรกิจบริการออกแบบทางวิศวกรรม วางระบบและทดสอบเครื่องจักรและอุปกรณ์สำหรับโครงการศูนย์กระจายสินค้าและคลังสินค้าอัจฉริยะระหว่างประเทศ ธุรกิจบริการออกแบบและพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัลด้านประกันภัย บริการออกแบบวิศวกรรม จัดซื้อจัดหา ก่อสร้าง ทดสอบและตรวจสอบท่อลำเลียงเชื้อเพลิงก๊าซรวมถึงสถานีควบคุมและวัดปริมาตรก๊าซธรรมชาติสำหรับโครงการไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วม เป็นต้น

นายธนกร กล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI รายงาน ว่าการกำหนดให้โมเดลเศรษฐกิจ BCG หรือการพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว (Bio - Circular - Green Economy) เป็นวาระแห่งชาติ ส่งผลให้สถิติคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนกิจการในกลุ่ม BCG ในช่วง 9 เดือนแรก ปี 2564 (ม.ค. - ก.ย.) มีสัญญาณบ่งชี้อัตราเติบโตที่ดี โดยมีกิจการขอรับการส่งเสริมการลงทุน 564 โครงการ จำนวนโครงการเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 74 และมีมูลค่าลงทุน 128,370 ล้านบาท เพิ่มขึ้นสูงกว่าช่วงเดียวกันกับปีก่อนร้อยละ 160 และสูงกว่ามูลค่าการลงทุนในปี 2563 ทั้งปี (93,883 ล้านบาท)
 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top