Thursday, 11 June 2026
POLITICS NEWS

ไอจี เจ้าชายมุฮัมมัด บิน ซัลมาน ทรงโพสต์ภาพนายกฯ ไทยไปเยือน

27 ม.ค. 65 - อินสตาแกรมอย่างเป็นทางการของเจ้าชายมุฮัมมัด บิน ซัลมาน บิน อับดุลอะซีซ อัลซะอูด มกุฎราชกุมาร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมแห่งซาอุดีอาระเบียได้ทรงโพสต์ภาพ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของราชอาณาจักรไทยที่เข้าเฝ้าฯ โดยมีผู้แสดงความคิดเห็นในโพสต์ดังกล่าวถึง 394 รายการ และผู้ถูกใจถึง 6,995 คน ทั้งนี้ไอจีของเจ้าชายมุฮัมมัด บิน ซัลมาน บิน อับดุลอะซีซ อัลซะอูดนั้นมีติดตามถึง 949,000 คน


ที่มา : https://www.instagram.com/p/CZLvq47qBMj/
https://www.thaipost.net/hi-light/73500/
 

“นายกฯ”สั่ง “ก.พาณิชย์-ตำรวจ”ตรวจสต๊อกปาล์มน้ำมัน ห้ามกักตุน ให้ก.เกษตรฯ คุมASF ระบาดในสุกร

นายธนกร  วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ติดตามสถานการณ์สินค้าราคาแพง และสถานการณ์ราคาปาล์มน้ำมัน ที่เพิ่มสูงจากสภาพอากาศ ฝนตกต่อเนื่อง โดยกำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตรวจสต็อกปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์ม เพื่อไม่ให้ผู้ประกอบการรายใหญ่กักตุนสินค้า ทำให้ราคาปาล์มน้ำมันทั้งระบบและส่งผล
กระทบต่อประชาชนผู้บริโภคอุปโภคเป็นวงกว้าง โดยล่าสุดตำรวจร่วมบูรณาการกับพาณิชย์จังหวัด จัดชุดตรวจลงพื้นที่ตรวจสต็อกปาล์มน้ำมัน โรงงานสกัดน้ำมันปาล์มดิบ โรงกลั่นน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ ตลอดจนคลังน้ำมันปาล์มฯ

โดยจะดำเนินการกับผู้ที่ฝ่าฝืนกฎหมายอย่างเด็ดขาด เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบ ทั้งนี้กำหนดโทษตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 จำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำ ทั้งปรับ  และปรับอีกไม่เกินวันละ 2,000 บาท ตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนหรือจนกว่าจะแจ้ง หรือหากมีการแจ้งการครอบครองไม่ตรงกับความเป็นจริง ก็จะมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา ม.137 มีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

นายธนกร กล่าวว่า นอกจากนั้น นายกฯ ติดตามการดำเนินงานตามข้อสั่งการเรื่องการป้องกัน ควบคุมและกำจัดโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (ASF) ตามที่กรมปศุสัตว์ ลงพื้นที่สำรวจปริมาณซากสุกรในห้องเย็นทั่วประเทศอย่างเข้มงวด ระหว่างวันที่ 20-25 ม.ค.จำนวน 773 แห่งตรวจพบซากสุกรสะสม จำนวน 18,727,824.545 กิโลกรัม

'วัน อยู่บำรุง' ฟันธงเลือกตั้งซ่อมส.ส.หลักสี่ 'อ๊อบ สุรชาติ' เข้าวิน 'เพชร กรุณพล' ได้ที่ 4

27 ม.ค. 65 - นายวัน อยู่บำรุง ส.ส.กรุงเทพ พรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก เกี่ยวกับการเลือกตั้งซ่อม ส.ส. กรุงเทพ เขต 9 (หลักสี่-จตุจักร) ในวันที่ 30 ม.ค.นี้ ว่า 

น้องอ๊อบ
เจ๊หลี
คุณเอ๋
คุณเพชร
ตามลำดับฮะ
#คหสต.

พร้อมกับ โพสต์เพิ่มเติม อีกว่า สุรชาติ เทียนทอง #เบอร์3
#พรรคเพื่อไทย
จตุจักร หลักสี่
ชนะแน่นอน
ป๋าวันคอนเฟิร์ม
สารวัตรเฉลิมฟันธง

“ศรีสุวรรณ” แถลงการณ์ จี้ รัฐหยุดเอื้อประโยชน์ผู้ประกอบการ ใช้กม.เด็ดขาดฟ้องเรียกค่าเสียหายบริษัททำน้ำมันรั่วมาบตาพุด

นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ในฐานะนายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน ออกแถลงการณ์ ระบุ กรณีที่เกิดเหตุน้ำมันดิบใต้ทะเลบริเวณทุ่นผูกเรือน้ำลึก หรือจุดขนถ่ายน้ำมันในทะเลของ บริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน) รั่วไหลบริเวณทะเลอ่าวมาบตาพุด อ.เมืองระยอง กว่า 4 แสนลิตร ซึ่งต่อมากรมควบคุมมลพิษคำนวนว่ามี 128 ตันหรือ 1.6 แสนลิตร แต่มีข้อพิรุธ คือ รองผู้ว่าฯระยองกลับอ้างว่ามีเพียง 24,000 ลิตร โดยบริษัทดังกล่าวได้ออกแถลงการณ์ยอมรับว่า เหตุเกิดเมื่อเวลา 21.06 น. วันที่ 25 มกราคม 2565 พบน้ำมันดิบรั่วไหล บริเวณทุ่นผูกเรือน้ำลึกแบบทุ่นเดี่ยวกลางทะเล หรือจุดขนถ่ายน้ำมันในทะเล (SPM) ของบริษัทจริง ซึ่งตั้งอยู่ที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จังหวัดระยองนั้น
              
เหตุที่เกิดขึ้นถือว่าเป็นโศกนาฎกรรมทางทะเลซ้ำในพื้นที่ทะเลระยองอีกครั้ง หลังจากที่เคยเกิดเหตุน้ำมันดิบรั่วไหลในทะเลระยองไปกว่า 50,000 ลิตรในลักษณะเดียวกันนี้มาแล้วเมื่อปี 2556 ซึ่งครั้งนั้นได้สร้างความเสียหายให้กับทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง อาชีพชาวประมงพื้นบ้าน รวมทั้งทำลายสถานที่ท่องเที่ยวโดยเฉพาะหาดเสม็ด หาดแม่รำพึง จนกระทบพ่อค้าแม่ค้า ผู้ประกอบการท่องเที่ยวไปทั้งระบบ จนประเมินค่าความเสียหายมิได้
              
ยังไม่ทันข้ามพ้นทศวรรษปัญหาน้ำมันรั่วไหลในทะเลระยองกลับมาเกิดซ้ำอีก ชี้ให้เห็นถึงความบกพร่องของผู้ประกอบการที่อาจหละหลวมต่อการปฏิบัติให้เป็นไปตามข้อกำหนดและมาตรการที่ระบุไว้ในรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม(EIA) รวมทั้งหน่วยงานอนุญาตและกำกับดูแลทั้งหลาย อาจละเลยหรือไม่เคร่งครัดในการตรวจสอบการปฏิบัติตามมาตรการด้านความปลอดภัยและด้านสิ่งแวดล้อมที่กำหนดไว้ในมาตรการ ซึ่งต้องไล่เบี้ยมาตั้งแต่คณะกรรมการผู้ชำนาญการฯ(คชก.) สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) และกระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งหากจะหาผู้ที่ต้องรับผิดชอบต่อกรณีดังกล่าว ยังมีอีกมากมายนัก

‘สื่ออาวุโส’ ไขคำตอบที่มา ‘พรมสีม่วง’ เหตุใด ซาอุดีอาระเบีย จึงใช้ ปูต้อนรับ ‘บิ๊กตู่’

เถกิง สมทรัพย์ สื่อมวลชนอาวุโส เผยเหตุผล ทำไมซาอุดีอาระเบียใช้พรมสีม่วงปูต้อนรับนายกรัฐมนตรีของไทย ชี้กระทรวงวัฒนธรรมซาอุฯ ประกาศใช้ “พรมสีม่วง” แทน “พรมแดง” ทั้งในงานพระราชพิธีและงานต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง สื่อถึงการต้อนรับที่อบอุ่น ยินดี

วันนี้ (27 ม.ค.) เฟซบุ๊ก "เถกิง สมทรัพย์" ของนายเถกิง สมทรัพย์ สื่อมวลชนอาวุโส โพสต์ข้อความถึงกรณีการเดินทางไปเยือนประเทศซาอุดีอาระเบียของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ว่า "เพื่อนสวนกุหลาบรุ่น 97 ถามว่า …ทำไมซาอุดีอาระเบียใช้ “พรมสีม่วง” ปูต้อนรับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ... ผมลองค้นคำตอบได้คร่าวๆ คือ

1.) แต่เดิมพรมสีแดงคือพรมแห่งเกียรติยศ งดงาม อลังการ ที่ซาอุดีอาระเบียใช้ประดับต้อนรับแขกวีไอพีผู้มาเยือน

2.) แม้พรมสีแดงจะมีใช้มานาน แต่เริ่มนิยมใช้กันแพร่หลายในศตวรรษที่ 19 นี้เองในสหรัฐฯ และยุโรป แล้วแพร่ไปทั่วโลก รวมทั้งในซาอุดีอาระเบีย ... มีบันทึกว่า ในปี ค.ศ. 1821 ชาวเมืองจอร์จทาวน์ ในรัฐเซาท์แคโรไลนา ปูพรมสีแดง ต้อนรับประธานาธิบดี เจมส์ มอรโร ต่อมา รถไฟขบวนสุดหรูในนิวยอร์กก็ปูพรมแดงรับผู้โดยสารไฮโซ

3.) ในราวทศวรรษ 1920 พรมแดงเริ่มเข้าสู่ฮอลลีวูดเมื่อใช้ในการเปิดตัวหนังเรื่องโรบินฮูดของดักลาส แฟร์แบง

4.) ในปี ค.ศ. 1961 เริ่มใช้พรมแดงในการต้อนรับเหล่าดาราในงานออสการ์ ... และพรมแดงเป็นสีแห่งความสุดยอดอลังการมายาวนาน

5.) จนกระทั่งปีสองปีมานี้ งานออสการ์หันมาใช้ “พรมสีชมพู” แทนพรมแดง

6.) ว่ากันว่า “พรมแดง” ที่เป็นสัญลักษณ์แห่งความยิ่งใหญ่อลังการ กำลังถึงคราวร่วงโรยเพราะเริ่มใช้สีอื่นๆ มาทดแทน (พรมแดงน่าจะใช้กันเกร่อจนหมดความขลัง หมดความเป็นสีแห่งวีไอพี)

7.) เมื่อปีที่แล้วนี้เอง ประเทศซาอุดีอาระเบีย โดยกระทรวงวัฒนธรรม ได้ประกาศใช้ “พรมสีม่วง” แทน “พรมแดง” ทั้งในงานพระราชพิธีและงานต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองตั้งแต่สนามบินเลยทีเดียว

8.) เหตุผลคือ ในฤดูใบไม้ผลิของซาอุดีอาระเบีย จะมีดอกไม้ “สีม่วง” เบ่งบานราวกับพรมสีม่วงปกคลุมไปทั่วแผ่นดิน เช่น lavender flowers, desert germander, basil and Jacaranda trees ล้วนแล้วแต่มีดอกสีที่ออกโทนม่วงทั้งนั้น ... สีม่วงจึงถูกนำมาใช้แทนสีแดง

“บิ๊กตู่" เชิญชวนคนไทยรณรงค์ เทศกาลตรุษจีน ปลอดภัยห่างไกลโควิด-19 ร่วมมือปฏิบัติตามคำแนะนำของ สธ. ช่วง "วันจ่าย วันไหว้ วันเที่ยว"

นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เชิญชวนคนไทยรณรงค์เทศกาลตรุษจีน ประจำปี 2565  ปลอดภัยห่างไกลโควิด-19 พร้อมขอให้ปฏิบัติตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุขในช่วง วันจ่าย วันไหว้ วันเที่ยว ซึ่งปีนี้ตรงกับวันที่ 1 ก.พ. 65  หลายครอบครัวมีการรวมกลุ่มญาติพี่น้อง ซึ่งอาจมีพฤติกรรมหรือกิจกรรมที่มีความเสี่ยงต่อการติดและแพร่เชื้อของโควิด-19  จึงขอความร่วมมือประชาชนปฏิบัติตามคำแนะนำตามมาตรการของกระทรวงสาธารณสุข เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในช่วงเทศกาลตรุษจีน อย่างเคร่งครัด โดยทั้ง 3 วันนี้ สมาชิกทุกคนในครอบครัวต้องปฏิบัติตนตามมาตรการป้องกันโรคส่วนบุคคล “DMHTTA” อย่างเคร่งครัด

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในส่วนศาสนสถาน และสถานที่จัดงานตรุษจีน ให้ปฏิบัติตามมาตรการปลอดภัยสำหรับองค์กร (COVID Free Setting) ดังนี้ 1.ประชาสัมพันธ์ให้คำแนะนำแก่ผู้ดำเนินการศาสนสถานในการบริหารจัดการเพื่อลดมลพิษจากการจุดธูปสำหรับศาสนสถาน ศาลเจ้า สถานที่จัดงานตรุษจีน 2.ประชาสัมพันธ์ให้กับประชาชนผู้เข้าสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในศาสนสถาน ศาลเจ้า สถานที่จัดงานตรุษจีนให้มีวิธีการปฏิบัติที่ดี เพื่อลดอันตรายจากการสัมผัสมลพิษจากควันธูป รวมทั้งปฏิบัติตามมาตรการ DMHTTA มาตรการป้องกันการติดเชื้อแบบครอบจักรวาล (Universal Prevention) 3.จัดเจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวก ควบคุม กำกับ ศาสนสถาน ศาลเจ้า สถานที่จัดงานตรุษจีนที่ประชาชนนิยมไปสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ให้ถือปฏิบัติตามมาตรการ ในการป้องกันอันตรายจากควันธูปและป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า  เนื่องจากปีนี้ อยู่ในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัส โควิด-19 และยังไม่มีแนวโน้มที่จะลดลง ดังนั้น   จึงได้มีการประกาศงดการจัดงานเทศกาลตรุษจีนที่ถนนเยาวราช  แต่มีการประดับตกแต่งไฟบริเวณซุ้มประตูเฉลิมพระเกียรติ 6 รอบพระชนมพรรษา (วงเวียนโอเดียน)  ในส่วนของพี่น้องประชาชน เชื้อสายจีน ยังคงสามารถสืบสานประเพณีรวมถึงการไหว้เจ้าตามสถานที่ต่าง ๆ ภายใต้มาตรการควบคุมป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 

เร่งเครื่อง “บิ๊กตู่” เร่งผลักดันความร่วมมือด้านแรงงานไทย-ซาอุดีอาระเบีย สั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการทันที “ย้ำ”ต้องเห็นผลเป็นรูปธรรมภายใน 2 เดือน

นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ภายหลังการเดินทางเยือนซาอุดีอาระเบียอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 25 – 26 มกราคม 2565 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม สั่งการให้กระทรวงแรงงานเร่งดำเนินการจัดหาแรงงานไทยที่มีศักยภาพเข้าร่วมทำงานในซาอุดีอาระเบีย ซึ่งนอกจากนายกรัฐมนตรีได้เข้าเฝ้าฯ เจ้าชายมุฮัมมัด บิน ซัลมาน บิน อับดุลอะซีซ อัลซะอูด มกุฎราชกุมาร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมแห่งซาอุดีอาระเบีย ซึ่งทั้งสองฝ่ายได้เห็นพ้องกับขั้นตอนดำเนินการเพื่อฟื้นฟูความสัมพันธ์ทวิภาคี และการจัดตั้งกลไกการปรึกษาหารือเพื่อส่งเสริมความร่วมมือทวิภาคี เพื่อหารือความร่วมมือทวิภาคีในสาขายุทธศาสตร์ที่สำคัญ

ซึ่งในการเดินทางครั้งนี้ นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานของไทย ได้หารือทวิภาคีร่วมกับ นายอะห์หมัด บิน สุไลมาน อัลรอยิฮี (Ahmad Sulaiman ALRajhi) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรมนุษย์และการพัฒนาทางสังคม ซาอุดีอาระเบีย โดยทั้งสองฝ่ายยินดีที่จะผลักดันความร่วมมือด้านแรงงาน โดยเฉพาะในภาคบริการต่าง ๆ ทั้งธุรกิจโรงแรม สุขภาพ ตลอดจนอุตสาหกรรมก่อสร้างในโครงการขนาดใหญ่ 

“ซึ่งผลจากการหารือทวิภาคีดังกล่าว ทางกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงาน และสำนักงานแรงงานในกรุงริยาด ซาอุดีอาระเบีย จะเป็นผู้ประสานงานหลักร่วมกับฝ่ายซาอุดีอาระเบีย โดยจะดำเนินการตามข้อหารือต่อไปเพื่อพิจารณาแรงงานไทยเข้าทำงานตามความประสงค์ของซาอุดีอาระเบีย ทั้งนี้ ในปัจจุบันมีแรงงานไทยเข้าทำงานอยู่ในซาอุดีอาระเบีย จำนวน 1,345 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการแจ้งการเดินทางด้วยตนเอง นายจ้างพาไปทำงาน และระบบ Re-entry โดยมีตำแหน่งที่เข้าทำงานในหลายประเภท เช่น ช่างเชื่อม ช่างเทคนิค ช่างเครื่องยนต์ ผู้ปฏิบัติงานในโรงงาน ผู้ควบคุมเครื่องจักร คนงานผลิตผลิตภัณฑ์ทั่วไป คนงานควบคุมเครื่องจักร ผู้ช่วยกุ๊ก แม่บ้าน เป็นต้น”โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าว

นายธนกร กล่าวว่า ในเรื่องความร่วมมือด้านแรงงานกับซาอุดีอาระเบียเป็นความท้าทายที่สำเร็จจากความพยายามของรัฐบาลในการปรับความสัมพันธ์ทวิภาคีไทย-ซาอุดีอาระเบีย เชื่อมั่นว่าจะก่อให้เกิดผลประโยชน์ในด้านการยกระดับการพัฒนาฝีมือแรงงานไทย กระตุ้นให้บริษัทจัดหาแรงงานที่อยู่ภายใต้กระทรวงแรงงานปรับปรุงการจัดหาแรงงานที่เป็นธรรม ไม่โก่งราคา คุ้มครองสิทธิแรงงาน และสวัสดิการให้สอดคล้องกับที่ฝ่ายซาอุดีอาระเบียต้องการ ซึ่งในอนาคตคาดว่าจะมีการเดินทางแลกเปลี่ยนการเยือนระดับรัฐมนตรี บริษัทจัดหาแรงงาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทางด้านแรงงานระหว่างไทยและซาอุดีอาระเบียมากขึ้น เพื่อเร่งรัดการดำเนินการจนเกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมโดยเร็ว

“เสกสกล” เย้ย “หมอชลน่าน” ยกCPI ชี้นำปชช.โจมตีรัฐบาล เกรง ปาดหน้าทำคะแนนนิยม 

นายเสกสกล อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี กล่าวกรณีที่นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ส.ส.น่าน และหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ใช้ข้อมูลการสำรวจดัชนีการรับรู้การทุจริต (Corruption Perceptions Index หรือ CPI) ประจำปี 2564 ขององค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International หรือ TI) ชี้นำสังคมกล่าวหารัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ว่ามีทุจริตคอร์รัปชันมาก ว่า หวังด้อยค่าผลงานชิ้นโบว์แดง ที่สามารถฟื้นความสัมพันธ์สองราชอาณาจักร ไทย-ซาอุดีอาระเบียได้สำเร็จ แต่พรรคเพื่อไทยเกรงว่าพี่น้องอีสานที่เป็นฐานเสียงและแรงงานไทย ที่ไปทำงานที่ซาอุฯ กว่า 8 ล้านตำแหน่ง มีเงินทองใช้ ชีวิตสุขสบายขึ้นจะลืมนายโทนี่ นายทุนพรรค ที่เลี้ยงไข้ ไม่แก้ปัญหาและคาถาประชานิยมจะไม่ขลังหรือไม่

นายเสกสกล กล่าวว่า หาก นพ.ชลน่าน อยากให้คะแนน CPI ของไทยสูงขึ้น แค่ยกหูโทรศัพท์ถึงเจ้าของพรรคตัวจริง ให้ทำ 2 อย่างเพื่อชาติ หรือเพื่อไทย และกลับมาสู้คดี คดีให้ธนาคารเอ็กซิมแบงก์ปล่อยกู้เงินแก่เมียนมา 4 พันล้านบาท จำคุก 3 ปี คดีทุจริตโครงการหวยบนดิน จำคุก 2 ปี คดีให้นอมินีถือหุ้นชินคอร์ปฯ และเข้าไปมีส่วนได้เสียในกิจการโทรคมนาคม จำคุก 5 ปี คดีซื้อที่ดินย่านรัชดาฯ จำคุก 2 ปี และอีกหลายคดี

นายเสกสกล กล่าวว่า การที่ นพ.ชลน่าน กล่าวหาพล.อ.ประยุทธ์ และนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ว่าแทรกแซงการบริหารงานบุคคลของศาลยุติธรรม แต่งตั้งข้าราชการศาลยุติธรรม ตนเชื่อมั่นว่าทั้ง 2 คน ดำเนินการตามหลักการและหลักกฎหมาย ยึดผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นที่ตั้ง ไม่เหมือนกับน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ที่ใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ โยกย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ออกจากตำแหน่ง เพื่อเอื้อให้ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ พี่ชายคุณหญิง พจมาน ถือเป็นเครือญาติ มีโอกาสขึ้นเป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เป็นการกระทำอันขาดคุณธรรม จริยธรรม เป็นเหตุให้ พ้นสภาพการเป็นนายกฯ ไปพร้อมๆ กับรัฐมนตรีอีก 9 คน

“บิ๊กตู่” สั่งการทุกหน่วยงานเร่งแก้ปัญหาน้ำมันดิบรั่วไหล

น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรี รับทราบเหตุน้ำมันดิบรั่วไหล บริเวณทุ่นผูกเรือน้ำลึกเดี่ยวกลางทะเล ท่าเรือมาบตาพุด จ.ระยอง แม้จะสามารถควบคุมการรั่วไหลได้แล้ว แต่นายกรัฐมนตรี มีความห่วงใย จึงสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็น กรมควบคุมมลพิษ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กรมเจ้าท่า กระทรวงคมนาคม บูรณาการร่วมกับจังหวัด และบริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน) รับมือผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากเหตุดังกล่าว

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี ขอให้เร่งขจัดคราบน้ำมันโดยเร็ว เพื่อลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อสิ่งแวดล้อมให้ได้มากที่สุด และป้องกันคราบน้ำมันไหลสู่ชายหาด โดยยังได้กำชับให้กระทรวงกลาโหม สนับสนุนกำลังพลและเรือในการแก้ไขปัญหานี้อย่างเต็มกำลัง พร้อมกันนี้ ยังให้ประเมินผลกระทบทางทะเล และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แจ้งเตือนประชาชนในการประกอบอาชีพ เพื่อที่ประชาชนจะได้ทราบถึงแนวทางการปฏิบัติ ไม่เกิดความตื่นตระหนกจากสถานการณ์ 

คณะกรรมการอย.เห็นชอบร่างแผนปฏิบัติการด้านการจัดการด้านอาหารของประเทศไทย ระยะที่1 ดำเนินการ 4 กลยุทธ์ เพื่อความมั่นคงทางอาหาร สนับสนุนทั้งมูลค่าการค้าและส่งออก ประชาชนได้รับอาหารคุณภาพ  

ที่ห้องประชุม 301 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า  นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข มอบหมายให้นายเรวัต ฉ่ำเฉลิม ผู้ทรงคุณวุฒิด้านกฎหมาย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการอาหารแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2565 (ผ่านระบบ Video Conference) โดยมีนายจุติ ไกรฤกษ์ รมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รมช.ศึกษาธิการ นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง นพ.ไพศาล ดั่นคุ้ม เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) พร้อมกับผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมการประชุม 

น.ส.ไตรศุลี กล่าวว่า ที่ประชุมได้พิจารณาและเห็นชอบร่างแผนปฏิบัติการด้านการจัดการด้านอาหารของประเทศไทย ระยะที่ 1 (พ.ศ.2566-25670) ซึ่งจะเป็นแผนปฏิบัติการ ระยะเวลา 5 ปี ที่อ้างอิงตามกรอบยุทธศาสตร์การจัดการด้านอาหารของประเทศไทย ฉบับที่ 2 (พ.ศ.2561-2580) ระยะ 20 ปี ที่มุ่งการเชื่อมโยงทุกมิติที่เกี่ยวข้องกับอาหาร บูรณาการการทำงานของหน่วยงานต่างๆ เพื่อนำไปสู่เป้าหมายสำคัญคือการสร้างความั่นคงทางอาหารของประเทศที่ยั่งยืน ประชาชนได้รับอาหารที่มีคุณภาพ และมีสุขภาวะที่ดีขึ้นจากการได้รับอาหารที่มีคุณภาพ  ทั้งนี้ ตามแผนปฏิบัติการฯ จะดำเนินจัดการด้านอาหารผ่านกลยุทธ์ 4 ด้าน ได้แก่ ด้านความมั่นคงอาหาร ด้านการคุณภาพและความปลอดภัยด้านอาหาร ด้านอาหารศึกษา และด้านบริหารจัดการ โดยมีเป้าหมายสำคัญ 6 เป้าหมาย ประกอบด้วย 1.จำนวนคนขาดแคลนอาหารลดลง โดยสิ้นสุดแผนปี 2570 จะต้องมีประชากรที่ขาดแคนอาหารไม่เกินร้อยละ 7 ของจำนวนประชากร 2.ปริมาณการสูญเสียอาหาร และขยะอาหารลดลง 3.ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคต่อคุณภาพและความปลอดภัยอาหารเพิ่มขึ้น โดย ณ ปี 2570 ระดับความเชื่อมั่นต้องอยู่ในระดับดี  

4.มูลค่าการค้าอาหารเพิ่มขึ้น โดยมีตัวชี้วัดเป็นการเติบโตของมูลค่าการส่งออกอาหาร ตั้งแต่ปี 2566-2570 ที่ร้อยละ 3 ต่อปี ดัชนีการส่งออกอาหารเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.5 ต่อปี ดัชนีผลผลิตผลิตภัณฑ์อาหารเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.5 ต่อปี 5.จำนวนคนที่มีภาวะทุพโภชนาการ(ขาดและเกิน) ลดลง โดย ณ ปี 2570 เด็กอายุ 0-5 ปี มีภาวะเตี้ยไม่เกินร้อยละ 8 มีภาวะผอมไม่เกินร้อยละ 5 มีภาวะเริ่มอ้วนและอ้วนไม่เกินร้อยละ 8  6.มีกลไกประสานงานกลางและบูรณาการดำเนินงาน  โดยหลังจากนี้สำนักงาน อย. ในฐานะฝ่ายเลขานุการของคณะกรรมการฯ  จะเสนอร่างแผนปฏิบัติการฯ  ต่อสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ก่อนเสนอต่อคณะรัฐมนตรี(ครม.) เพื่อพิจารณาอนุมัติและนำสู่การปฏิบัติต่อไป   

น.ส.ไตรศุลี กล่าวว่า  ที่ประชุมได้เห็นชอบ ข้อเสนอเชิงนโยบายโครงการวิจัยเรื่องการพัฒนากลไกการจัดตั้ง FFC (Food with Function Claims) Thailand  และมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงสาธารณสุข รวมทั้งภาคีเครือข่ายต่างๆ ร่วมกันกำหนดแผนการวิจัยบูรณาการ เพื่อให้ได้หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่น่าเชื่อถือในการสนับสนุนการผลิต ความปลอดภัย และประสิทธิผลของสินค้าเกษตรและอาหารของไทยที่มีผลต่อสุขภาพต่อไป  พร้อมเห็นชอบประกาศคณะกรรมกาาอาหารแห่งชาติ ที่..../2565 เรื่องแต่งตั้งคณะกรรมการเฉพาะเรื่อง ซึ่งเป็นการปรับปรุงองค์คณะในคณะกรรมการ  4 คณะ ให้มีความเหมาะสมและเป็นปัจจุบัน เพื่อรองรับกับสถานการณ์ปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลง และเกิดประสิทธิภาพ ประสิทธิผลต่อการบูรณาการดำเนินงานของทุกหน่วยงานมุ่งสู่เป้าหมายและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ประกอบด้วย คณะกรรมการขับเคลื่อนด้วยความมั่นคงอาหารตลอดห่วงโซ่ คณะกรรมการขับเคลื่อนด้วยคุณภาพและความปลอดภัยอาหาร คณะกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เพื่อสร้างความเชื่อมโยงด้านอหารและโภชนาการสู่คุณภาพชีวิตที่ดี และคณะกรรมกาขับเคลื่อนด้วยการบริหารจัดการ   


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top