Saturday, 13 June 2026
POLITICS NEWS

‘บิ๊กป้อม’ ลั่น น้ำไม่ท่วมแบบปี 54 แน่นอน โชว์ผลงาน 3 ปี ไม่มีประกาศภัยแล้งเลยสักพื้นที่

'บิ๊กป้อม' รับรองน้ำไม่ท่วมแบบปี 54 แน่นอน ‘โว’ 3 ปีไม่มีประกาศภัยแล้งเลยสักพื้นที่ โชว์ป๋า เตรียมแจก 100 ล้านอีก ฝาก ขรก.ทำให้ดีที่สุดไม่เช่นนั้นคนก็จะด่ารัฐบาล ‘เตือนสติ’ กินเงินเดือนจากภาษีชาวบ้านต้องทุ่มเท อย่าคิดว่าตัวเองเป็นนาย 

วันที่ 1 ก.ย. พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรา เยี่ยมเยียนชาวแปดริ้ว พร้อมกล่าวมอบนโยบายภายหลังรับฟังการรายงานและ ติดตามสถานการณ์น้ำลุ่มน้ำบางปะกง การเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนเพื่อการผลิตน้ำประปาเพื่อการอุปโภคและบริโภค ตามแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี โดยพล.อ.ประวิตร กล่าวปล่อยมุขทันทีว่า “ขอเปิดแมสก์นะ จะได้เห็นหน้าหน่อย คนพูดจะได้พูดได้ ไม่เช่นนั้นจะหายใจไม่ออก” ทั้งนี้ขอขอบคุณทุกคนที่มาต้อนรับตนและคณะในวันนี้ ได้มาเยี่ยมชาวจังหวัดฉะเชิงเทรา ยินดีเป็นอย่างยิ่งและขอบคุณเจ้าหน้าที่ได้นำเสนอเรื่องการบริหารจัดการน้ำ ซึ่งได้มีการเตรียมการในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว เพื่อการเตรียมการเรื่องน้ำดิบที่จะใช้ถึงปี 2580 โดยเฉพาะอย่างยิ่งน้ำเค็มจะต้องป้องกันในจุดพื้นที่บางปะกง เราไม่สามารถเอาน้ำดิบมาไล่ระบบนิเวศได้ตลอด ขอฝากพวกเราช่วยกันดู รัฐบาลได้ให้งบประมาณเกี่ยวกับเรื่องน้ำมาทุกปี โดย สทนช.ได้รายงานให้ทราบ โดยกรมชลประทานได้มีการเตรียมการต่าง ๆในการให้ประชาชนไม่ได้รับความเดือดร้อนในการใช้น้ำ ดังนั้นการประปาต้องเตรียมการสำรองน้ำดิบไว้ผลิตให้ได้ถึงปี 80 เพื่อความต้องการของประชาชน

"ถ้าประชาชนไม่มีน้ำก็จะด่ารัฐบาล ประชาชนมีอย่างเดียวคือต้องด่ารัฐบาล แต่ต้องขอความเห็นใจให้ข้าราชการทุกคนที่พยายามทำงานให้พวกเราได้อยู่ดีกินดีขึ้นเพื่อความเป็นอยู่ที่ดี และเข้าใจน้ำเค็มที่ทะลักเข้ามาจะมีผล โดยเฉพาะน้ำประปาเพื่อการอุปโภคบริโภคของประชาชนในพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทราจำเป็นอย่างยิ่งที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องเร่งหาแนวทางเพื่อให้เป็นระบบในระยะยาวเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำซากทุกๆปี และประชาชนเกรงว่าฝนตกปีนี้จะทำให้น้ำท่วมเหมือนปี 2554 ปีนี้ผมรับรองเลยว่าไม่เกิดขึ้นอย่างปี 54 แน่นอน น้ำจะไม่ท่วมอย่างปี 54 แน่นอน ผมอยากจะบอกว่าทั้งกรมชลประทาน สทนช. และทั้งหมดได้ร่วมกันกระจายน้ำ เมื่อฝนตกทางเหนือก็กระจายไม่ให้น้ำท่วมตลอดเวลา เรามีกรรมการ 22 ลุ่มน้ำในการกำกับดูแล มีคณะกรรมการน้ำทุกจังหวัดเพื่อดูว่าน้ำจะมีมาก น้อยลง หรือจะแล้ง ซึ่งทำมา 3 ปีแล้วไม่มีแล้งเลย จะสังเกตได้ว่าหน่วยงานไม่มีประกาศภัยแล้งเกิดขึ้นในทุกพื้นที่ รัฐบาลมีความห่วงใยอย่างมากกับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประชาชน จึงได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งแก้ปัญหาดังกล่าวโดยเร็ว" พล.อ.ประวิตรกล่าว 

จับตา!! ความเคลื่อนไหว 'กรณ์-สุวัจน์' หลังเตรียมร่วมแถลง คาดเสริมทัพชูพรรคเศรษฐกิจ

จับตาความเคลื่อนไหวครั้งใหม่ 'พรรคกล้า & พรรคชาติพัฒนา' 2 หัวเรือใหญ่ เตรียมแถลงร่วมพรุ่งนี้ (2 ก.ย.65) 10.30 น.

(1 ก.ย.65) แสนยากรณ์ สิงห์วีรธรรม โฆษกพรรคกล้า เผยว่า ในวันศุกร์ที่ 2 กันยายน 2565 นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ประธานพรรคชาติพัฒนา และนายกรณ์ จาติกวณิช หัวหน้าพรรรคกล้า จะร่วมกันแถลงข่าวทางการเมือง  ณ บ้านเลขที่ 333 ราชวิถี 20 ดุสิต กทม. เวลา 10.30 น.  

สำหรับนายกรณ์ จาติกวณิช และ นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ เคยร่วมทำงานแก้วิกฤตพลังงาน และวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ร่วมกันมาก่อน

ส่อง!! ข้อเสนอ กยศ. ฉบับพรรคก้าวไกล ไม่ต้องมีผู้ค้ำ นำเกณฑ์พิสูจน์ความจนออก

นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล กล่าวถึง การพิจารณาร่าง พ.ร.บ. กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) โดยสภาผู้แทนราษฎรในวันนี้ ทำให้ประเด็นเรื่องสวัสดิการการเรียนในระดับมหาวิทยาลัย (ซึ่งกว้างกว่าแค่ประเด็นในร่าง พ.ร.บ. กยศ.) กลับมาเป็นที่สนใจของสังคมอีกครั้ง

การศึกษาเป็นสวัสดิการที่สำคัญสำหรับอนาคตของประชาชนและเป็นการลงทุนที่สำคัญต่อการพัฒนาประเทศ แม้หลายประเทศจะมีข้อถกเถียงและข้อสรุปที่แตกต่างกันถึงระดับชั้นที่รัฐควรอุดหนุนให้ประชาชนได้เรียนฟรี ณ ปัจจุบัน แต่คงไม่มีใครปฏิเสธ ว่าหากสามารถจัดสรรงบประมาณได้เพียงพอ การอุดหนุนให้ประชาชนมีสิทธิเรียนฟรีถึงระดับมหาวิทยาลัย เป็นนโยบายที่จะสร้างโอกาสให้กับผู้คนจำนวนมาก และเป็นนโยบายที่บางประเทศทำให้เกิดขึ้นจริงได้

การเรียนมหาวิทยาลัยฟรี จึงเป็นเป้าหมายที่พรรคก้าวไกลต้องการมุ่งไป โดยหากรัฐไทยยังไม่สามารถจัดสรรงบประมาณเพื่อเรียนอุดมศึกษาฟรีได้ในทันที เรามีความจำเป็นต้องแก้ปัญหาของกองทุนให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ดังที่วาระร่างพระราชบัญญัติ กยศ. เข้าสู่สภาในวันนี้ครับ เพื่อรับประกันสิทธิทางการศึกษาของผู้เรียนในช่วงเปลี่ยนผ่าน

กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ถูกก่อตั้งขึ้นบนพื้นฐานของการขยายโอกาสในการเข้าถึงทางการศึกษาในระดับอุดมศึกษา โดยเฉพาะสำหรับนักเรียนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ผ่านการให้ผู้เรียนกู้ยืมจากกองทุนในส่วนของค่าเล่าเรียน และค่าครองชีพ 3,000 บาทต่อเดือน (เฉลี่ยประมาณ ~400,000 บาทต่อคน สำหรับการเรียน ป.ตรี 4 ปี) เพื่อจ่ายคืนตามจำนวนที่ยืมมา

แต่ที่ผ่านมา เงื่อนไขและการบริหารจัดการในหลายส่วน กลับทำให้เกิดปัญหาทั้งในการจำกัดโอกาสสำหรับผู้ที่อยากเรียนบางกลุ่ม การเพิ่มภาระให้กับผู้เรียนที่กู้เงินไปแล้ว และการบริหารจัดการกองทุนให้มีสภาวะทางการเงินที่เสี่ยงจะไม่ยั่งยืนสำหรับการปล่อยกู้ให้ผู้เรียนในอนาคต

หากเรายังต้องการคงไว้ถึงกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษาในช่วงที่ยังไม่มีการอุดหนุนการเรียนมหาวิทยาลัยฟรี พรรคก้าวไกลจึงได้เสนอ 5 ข้อเสนอ ต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรในการพิจารณาวาระ 2 (รายมาตรา) เพื่อปรับปรุงให้ กยศ. มีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดภาระต่อผู้เรียน และรักษาความยั่งยืนของกองทุน

โดยพรรคก้าวไกลมีข้อเสนอ5ข้อ คือ...

1. ทุกคนเข้าถึงสวัสดิการ กยศ. ได้อย่างถ้วนหน้า (มาตรา 4): ยกเลิกเรื่องเกณฑ์พิสูจน์ความจนในการกู้ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการตกหล่น และเพื่อยืนยันหลักคิดว่าสวัสดิการกู้ยืมเพื่อการศึกษา ควรเป็นสวัสดิการที่ทุกคนเข้าถึงได้ ไม่ว่าจะยากดีมีจน

2. ขยายเงื่อนไขการให้ทุนเรียนฟรี สำหรับผู้เรียนบางกลุ่ม (มาตรา 5) : เพิ่มความยืดหยุ่นให้กองทุน ในการพิจารณาให้ทุนการศึกษาแบบให้เปล่าสำหรับผู้เรียนบางกลุ่ม ซึ่งเป็นบันไดขั้นแรกไปสู่การเรียน ปวส. ฟรี หรือ ป.ตรี ฟรี สำหรับบางกลุ่ม

'เพื่อไทย' แนะ 'ประวิตร' เร่งแก้หนี้นอกระบบ ชี้!! หากชักช้าจะยิ่งเป็นการซ้ำเติมประชาชน

นางมนพร เจริญศรี ส.ส.นครพนม ในฐานะรองเลขาธิการ พรรคเพื่อไทยเปิดเผยว่า จากกรณีที่กระทรวงพาณิชย์เปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจครึ่งแรกของปี 2565 พบผู้ประกอบการปิดกิจการสูงถึง 7,500 บริษัท ถือว่าเป็นสัญญาณอันตราย ที่ชี้ชัดว่าเศรษฐกิจประเทศไทยยังไม่พ้นปากเหว นับแต่ปี 2563 เป็นต้นมา ภายหลังเกิดปัญหาการระบาดของโควิด รัฐบาลประเมินสถานการณ์ผิดพลาด และออกมาตรการที่ไม่จริงใจส่งผลกระทบกับผู้ประกอบการรายย่อยหลายแสนรายปิดตัวลง

ผลที่ออกมาอยากให้รัฐบาลย้อนไปดูตัวเองว่า บริหารประเทศอย่างไร เงินกู้จำนวน 1.5 ล้านล้าน ที่รัฐบาลบอกว่าจะนำมาช่วยผู้ประกอบการ ก็ไม่เป็นความเป็นจริงไม่มีผู้ประกอบการหลายหมื่นบริษัท เข้าไม่ถึงเงินกู้ที่รัฐบาลจัดไว้ ทำให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี หลายแห่งต้องประสบปัญหาด้านเงินทุน จนไปต่อไม่ได้

‘เสี่ยหนู’ แจงพบ ‘บิ๊กตู่-บิ๊กป๊อก’ นัดหมายล่วงหน้า ชี้!! ไม่มีคุยการเมือง แค่ส่องพระ ไม่กลัวถูกโยงเลือกข้าง

อนุทิน​ แจง​ ภาพดอดพบ​ พลเอกประยุทธ์​-พลเอกอนุ​พงษ์​ ที่กระทรวงกลาโหมนัดหมายล่วงหน้า​ นำแพทย์ผิวหนังรีเช็กอาการสะเก็ดแผลภูมิแพ้หลังมือ​ พร้อมทานมื้อเที่ยงกะเพราไก่ไข่ดาว ไม่มีคุยการเมือง แค่ส่องพระ ​ไม่กลัวถูกโยงเลือกข้าง​ เข้าป่ารอยต่อหลายครั้ง​แล้ว

นายอนุทิน​ ชาญวีรกุล​ รอง​นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข​ กล่าวถึงการพบพล.อ ประยุทธ์ ​จันทร์โอชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม​ และพลเอกอนุพงษ์​ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย​ ที่กระทรวงกลาโหม​ ว่า​ เป็นการนัดหมายล่วงหน้า เพื่อนำแพทย์จากสถาบันโรคผิวหนัง ติดตามอาการ หลังจากที่ พล.อ ประยุทธ์ เข้ารับการรักษา 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ที่บริเวณหลังมือ เป็นสะเก็ดแผลจากอาการภูมิแพ้​ผิวหนังเก่า​ และคัน​ ซึ่งอาการหายแล้ว เพียงแต่ต้องใช้ยาทาหลังจากนี้​ โดยไม่ได้มีการพูดคุยถึงสถานการณ์บ้านเมืองแต่อย่างใด ซึ่งตนได้เดินทางไปช่วงเวลาใกล้เที่ยง พล.อ ประยุทธ์ จึงชวนรับประทานอาหารด้วยกันเป็นข้าวกะเพราไก่ไข่ดาว

โดยพลเอกประยุทธ์​ ได้บอกว่าเมื่อวานการประชุมคณะรัฐมนตรี ท่านก็อยู่ร่วม ตอนที่ตนพูดเรื่องอสม. ซึ่งท่านก็ชมว่าดี​ ชี้แจงดี​ พร้อมฝากให้ช่วยประคับประคอง ดูแลร้ฐบาล ช่วยพลเอกประวิตร​ วงษ์สุวรรณ​ รองนายกรัฐมนตรี ทำหน้าที่รักษาการนายกรัฐมนตรี ทำงานในช่วงที่ พลเอกประยุทธ์ ยังปฏิบัติงานไม่ได้

เมื่อถามว่าในวงสนทนา พลเอกอนุพงษ์ ได้พูดคุยอะไรหรือไม่​ นายอนุทินกล่าวว่า ส่วนใหญ่ ตนเป็นคนชวนคุยคนเดียว ตนก็ขี้คุยของตนไปเรื่อย

เมื่อถามถึงสุขภาพจิตใจของพลเอกประยุทธ์ เป็นอย่างไร นายอนุทินกล่าวว่า ดี​ ไม่มีอะไร ท่านก็ทำงานตามหน้าที่ของท่าน ซึ่งใช้เวลาร่วมกันในการรับประทานอาหารไม่นาน 30 -​ 40 นาที 

นายอนุทิน​ ยังกล่าวด้วยว่า การเข้าไปพบ พลเอกประยุทธ์ ในครั้งนี้ไม่ได้มีการนัดหมายกับพลเอกอนุพงษ์​ ล่วงหน้าแต่อย่างใด ตนก็ไปตามการนัดหมายล่วงหน้า เพื่อนำแพทย์ที่เชี่ยวชาญเข้าไปตรวจเช็กอาการ

ส่วนที่มีการตั้งข้อสังเกตว่าการเข้าไปพบพลเอกประยุทธ์​ และพลเอกอนุพงษ์ จะทำให้ถูกโยงเลือกข้างทางการเมืองหรือไม่​ นายอนุทินกล่าวว่า​ โอ๊ย​ จะไปผูกอะไร​ ก็เหมือนขณะนี้ถ้าใครมาหาตนตอนใกล้เที่ยง ก็ชวนทานข้าว เท่านั้นเอง

‘พิจารณ์ ก้าวไกล’ ชวนเที่ยวงานโรดโชว์อาวุธ แนะ กองทัพจัดซื้ออาวุธภายในปท. ช่วยหนุนผู้ผลิตไทย

‘พิจารณ์ ก้าวไกล’ ชวนเที่ยวงานโรดโชว์อาวุธ แนะกองทัพ จัดซื้ออาวุธจากผู้ผลิตไทย สร้างโอกาสพัฒนาอุตสาหกรรมอาวุธภายในประเทศ 

คนมักคุ้นชินกับบทบาทของพิจารณ์ในการติดตามตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณของกองทัพ เพื่อให้การใช้งบเป็นไปอย่างโปร่งใส คุ้มค่า และนำไปสู่การพัฒนากองทัพที่เข้มแข็ง ทันสมัย และมีประสิทธิภาพ ภายใต้คงามเชื่อว่า “กองทัพที่เข้มแข็งต้องลงทุนในยุทโธปกรณ์ที่มีคุณภาพ เพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมการผลิตยุทโธปกรณ์ของไทย สร้างงาน สร้างรายได้ให้ประเทศ”

ด้วยเหตุนี้ เมื่อมีการจัดนิทรรศการ “Defense and Security 2022” จัดที่ IMPACT CHALLENGER เมืองทองธานี พิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ - Phicharn Chaowapatanawong หรือ "พี่จ้อน" ของเราจึงไม่รอช้าไปเข้าชมบรรยากาศในนิทรรศการนี้ว่าเทคโนโลยีอาวุธและการป้องกันประเทศก้าวหน้าไปถึงไหนแล้วบ้าง

บรรยากาศภายในงานมีการแสดงอาวุธยุทโธปกรณ์ รวมถึงเทคโนโลยีด้านความมั่งคงของทั้งไทยและต่างประเทศ ประเด็นที่น่าสนใจก็คือว่าในปัจจุบัน และอนาคต กองทัพไทยจะมีแผนในการจัดซื้ออุปกรณ์ชนิดใดบ้าง รวมถึงทิศทางในการลงทุนด้านเทคโนโลยีที่มีอยู่ในต่างประเทศมาใช้เพื่อประสิทธิภาพสูงสุดในการป้องกันประเทศ

การใช้จ่ายของกองทัพ ยังเต็มไปด้วยข้อสงสัย

ภายในงาน พิจารณ์ได้มีโอกาสพูดคุยกับ บริษัท Lockheed Martin (บริษัทค้าอาวุธที่ใหญ่ที่สุดในโลก) ที่กองทัพไทยมีแผนจัดซื้อ F-35 (5th Generation Fighter) ไปแล้ว 2 ลำในงบฯ ปี 66 มูลค่ารวมทั้งโครงการกว่า 7,300 ล้านบาท โดยอาจต้องรอถึง 7 ปี กว่าจะได้ส่งมอบ

ในขณะที่ ปัจจุบัน Lockheed Martin ยังมีการผลิต F-16 (4th Generation Fighter รุ่นก่อน F-35 และราคาถูกกว่า) และในหลายประเทศก็ยังมีการจัดซื้ออยู่ แต่เรากลับไม่เห็นว่ากองทัพมีการเปรียบเทียบความคุ้มค่าทางงบประมาณ ระหว่าง F-16 กับ F-35 เราไม่เคยได้รับเหตุผลว่าทำไมถึงเลือกซื้อ F-35 เท่านั้น ในด้านราคา F-35 แพงกว่า F-16 เกือบ 1,000 ล้านบาทต่อลำ ยังไม่รวมถึงค่าบำรุงรักษา ที่ F-35 สูงกว่ามาก

บางท่านอาจจะบอกว่า ซื้อใหม่ทั้งที ทำไมไม่เลือกซื้อ F-35 ที่มีขีดความสามารถในการรบสูงกว่าไปเลยล่ะ ก็ต้องเรียนว่า การจัดซื้อยุทโธปกรณ์ต้องคำนึงถึงความคุ้มค่า ความจำเป็น และภาระทางงบประมาณ ถามว่าเวลาซื้อรถยนต์ จำเป็นต้องซื้อรถที่มีสมรรถนะสูง หรูหราหมาเห่าอย่าง Ferrari หรือเปล่า ก็ไม่ใช่

สิ่งที่กองทัพอากาศควรทำ คือการเปรียบเทียบทางเลือกอื่นๆ จากเครื่องบินขับไล่ 4th Gen ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น Gripen, F/A-18, KF-50 และอื่น ๆ รวมทั้งเจรจาจัดซื้อด้วยนโยบายชดเชย หรือ offset policy เพราะจากการพูดคุยกับ Lockheed Martin ทำให้รู้ว่า ทางบริษัท ก็มีการทำ offset policy หรือ นโยบายจัดซื้อแบบชดเชย ซึ่งเราอาจเจรจาเพื่อขอรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีอื่นๆที่ไม่ใช่ F-35 ก็ได้ (เพราะเค้าคงไม่ให้เทคโนโลยี F-35) เช่น เทคโนโลยีในการอัพเกรด เครื่องบิน C-130H ที่ไทยใช้ประจำการอยู่ เป็นต้น

จากที่เล่ามาจึงเป็นเหตุให้อนุมานได้ว่า กองทัพอากาศตั้งธงมาก่อนแล้วว่าจะต้องการจัดซื้อเครื่องบิน F-35 เท่านั้น โดยไม่มีความสมเหตุสมผลในการพิจารณาการลงทุนใช้จ่ายงบประมาณ

การสนับสนุนของกองทัพในการส่งเสริมอุตสาหกรรมอาวุธภายในประเทศ สร้างงาน เพิ่มขีดความสามารถในการผลิตของประเทศ

นอกจากนี้ ยังมีบูธของบริษัทที่เป็นการร่วมลงทุนระหว่าง สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ (สทป.) ก.กลาโหม กับบริษัทเอกชนในประเทศไทย เพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมอาวุธภายในประเทศ ได้แก่

บริษัท ไทยดีเฟนส์อินดัสตรี จำกัด ผู้ผลิตและขายยานเกราะล้อยางไปต่างประเทศ
บริษัทผลิตปืน Weapons Manufacture Industries (WMI) โดย สทป.ร่วมทุนกับ บริษัท สหพิพัฒนกิจ จำกัด และ บริษัท เอ็มตั้น คาร์เมียล จำกัด จากประเทศอิสราเอล

‘ภูมิใจไทย’ ชูนโยบาย ไม่คิดดอกเบี้ย กยศ. ลั่น เด็กไทยต้องมีโอกาสเข้าถึงการศึกษา

เมื่อวันที่ (31 ส.ค. 65) เวลา 09.00 น. ที่รัฐสภา นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) พร้อมด้วยส.ส.พรรค ภท. ร่วมแถลงถึงจุดยืนต่อการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (ฉบับที่…) พ.ศ. … ในวันนี้ ซึ่งพรรคภูมิใจไทย เสนอร่างกฎหมายประกบไปพร้อมกับร่างของรัฐบาลด้วย โดยที่ประชุม พรรค ภท. ที่มีมติไม่ให้เก็บดอกเบี้ยหนี้ กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ว่า เรื่องนี้ถือเป็นนโยบายที่สำคัญของพรรค ภท. ตั้งแต่ช่วงหาเสียงเลือกตั้งปี 2562 เรามีความเชื่อว่ารัฐบาลควรมีหน้าที่สนับสนุนการศึกษาให้กับประชาชนโดยเฉพาะเยาวชน กยศ. เป็นเครื่องมือที่สำคัญอย่างมากที่จะสนับสนุนให้คนไทยทุกคนเข้าถึงการศึกษาได้ตามความต้องการของผู้ใฝ่เรียน และเป็นการเพิ่มโอกาสให้ทุกคนที่มีปัญหาเรื่องทุนได้เข้าถึงการศึกษาได้อย่างเท่าเทียม ทั้งนี้ เมื่อไม่คิดดอกเบี้ย ผู้กู้ยืม จะกลายเป็นเพียงแค่ผู้ยืม ไม่ใช่ผู้กู้ยืมอีกต่อไป 

นายอนุทิน กล่าวว่า โดยในชั้นกรรมาธิการ (กมธ.)ฯ สมาชิกเสียงข้างมากยังเสนอให้คงดอกเบี้ยไว้ที่ 0.25% แต่นายวิรัช พันธุมะผล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทยในฐานะ กมธ.เสียงข้างน้อย ได้ขอแปรญัตติเอาไว้ในชั้น กมธ.ฯ คือเสนอ ไม่คิดดอกเบี้ย กยศ. เพราะพรรคภูมิใจไทย แสดงเจตนารมณ์อันแน่วแน่ว่าไม่ควรเก็บดอกเบี้ย และให้ใช้คืนแค่เงินต้น เพราะอย่างไรเสียรัฐก็ได้ประโยชน์ หากเยาวชนได้ศึกษาเล่าเรียน ก็สามารถสร้างเสริมรายได้ในอนาคตได้ เมื่อมีรายได้ก็จะชำระและเสียภาษี และไม่มีใครได้รับเงินเดือนเท่าเดิมตั้งแต่เริ่มทำงาน เราต้องมั่นใจว่าเยาวชนของชาติมีความเก่ง มีความเข้มแข็ง และมีหัวคิดก้าวหน้าต่อยอดการศึกษาเพื่อเสริมสร้างรายได้ให้มากขึ้น ยิ่งรายได้มากเท่าไหร่ก็จะเสียภาษีให้รัฐมากขึ้น

'อนุทิน' บอก ทักษิณด่า ถือว่าผู้ใหญ่สั่งสอน ชี้!! โลกนี้คือละคร ผลเลือกตั้งคือคำตอบ

เมื่อวันที่ (31 ส.ค. 65) เวลา 09.30 น. ที่รัฐสภา นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) กล่าวถึงกรณีนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ กล่าวถึงนายอนุทิน ในคลับเฮาส์ว่าเป็นคนไว้ใจไม่ได้ นายอนุทิน กล่าวว่า ท่านชมต่างหาก รุ่นใหญ่อย่างนี้เอ่ยชื่อตนดีใจตายเลย และตนพูดมาตลอดว่าได้เป็นรัฐมนตรีก็เพราะท่าน ฉะนั้นไม่ต้องมาถาม 

“ผู้ใหญ่ว่า ผู้ใหญ่ติ ผู้ใหญ่พูดถึง ก็ถือเป็นคำสั่งสอน เราต้องมาดูตัวเราเองว่าเป็นไปตามที่เขาพูดหรือไม่ และมาดัดแปลงวิถีชีวิตให้ดีขึ้น ผมคิดถึงวันดี ๆ เสมอ คิดถึงความเมตตา ความเอ็นดูที่ท่านให้ไว้กับผม ผมเชื่อว่าถ้าไม่มีการเมืองอย่างนี้ เขาก็คงเป็นลุงผมเหมือนเดิม ทุกอย่างโลกนี้คือละคร และผลของการเลือกตั้งจะเป็นคำตอบทุกอย่าง ดังนั้นต้องรอผลการเลือกตั้ง” นายอนุทิน กล่าว

เมื่อถามว่า มีการวิเคราะห์กันว่าในการเลือกตั้งครั้งหน้าจะเหลือพรรคการเมืองอยู่ 5 พรรค ที่จะสามารถเสนอชื่อแคนดิเดตนายกฯ ได้ นายอนุทิน กล่าวว่า ตนสนใจอย่างเดียวขอให้พรรคภูมิใจไทยเหลืออยู่ และเป็นหนึ่งในเท่าไหร่ก็แล้วแต่ ส่วนกรณีหากพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ถูกศาลรัฐธรรมนูญตัดสินเรื่องนายกฯ 8 ปี และหานายกฯ คนในบัญชีไม่ได้ จนต้องหานายกฯ นอกบัญชีนั้น ตนขอเอาไว้ให้ถึงจุดนั้นก่อน ตอนนี้ยังไม่มีอะไรที่เราสามารถทราบได้ว่า ผลคำวินิจฉัยจะออกมาเป็นอย่างไร เราก็ทำหน้าที่ของเราที่มีอยู่ 

'ครูธัญ' ชื่นชมทัศนคติผู้บริหาร รร.สิริรัตนาธร ชี้!! การศึกษาไทยต้องโอบรับเด็กทุกกลุ่ม

ธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกล กล่าวถึงประเด็นที่ถูกพูดถึงในสังคมออนไลน์ที่มีผู้บริหารโรงเรียนสิริรัตนาธร ส่งหนังสื่อถึงผู้ปกครองนักเรียนพร้อมระบุในหนังสือว่า

“ถ้านักเรียนในความปกครองของท่านทำคะแนนได้สูงสุด นั่นหมายถึงเป็นหนึ่ง หรือยืนหนึ่ง แต่ถ้าลูกทำไม่ได้ ได้โปรดอย่าทำลายความเชื่อมั่นและความนับถือตัวเองของลูกไป บอกลูกว่ามันดีมากแล้ว มันแค่การสอบ มันยังมีอะไรอีกมากมายในชีวิต บอกลูกท่านว่าไม่ว่าคะแนนสอบออกมาแบบไหน คุณก็รักเขาและจะไม่ตัดสินเขา” 

ก่อนอื่นต้องขอชื่นชมวิสัยทัศน์ของผู้บริหารของโรงเรียนที่มองเห็นนักเรียนทุกคนไม่ว่าเขาจะเป็นเด็กที่คะแนนดีหรือไม่ ซึ่งการศึกษาไทยควรมีค่านิยมแบบนี้ โรงเรียนควรเป็นสังคมให้พวกเขาได้เติบโตและใช้ชีวิต ยอมรับและสามารถเปิดเผยตัวตนของตนเองได้

‘ทิพานัน’ การันตี ‘นายกฯตู่’ ทำทุกอย่างเพื่อปชช. ซัด ‘ทักษิณ’ บิดเบือนข่าวขึ้นค่าแรง แต่ไม่พูดถึงโกงจำนำข้าว

‘ทิพานัน’ ย้ำ ‘บิ๊กตู่’ บริหารประเทศเพื่อประโยชน์ประชาชน ไม่ต้องหนีคุกลี้ภัย ซัด ‘ทักษิณ’ บิดเบือนข่าวค่าจ้างแรงงาน แต่ไม่เคยพูดถึงเรื่องโกงจำนำข้าว ชี้ คงอยู่ในจิตใต้สำนึก 

น.ส.ทิพานัน ศิริชนะ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึง กรณีที่เฟซบุ๊ก CARE คิด เคลื่อน ไทย เผยแพร่ข้อความที่นายทักษิณ ชินวัตร หรือ โทนี่ วู้ดซัม กล่าวพาดพิงด้วยข้อมูลที่คลาดเคลื่อนว่า ตนไม่ทราบว่านายทักษิณได้อ่านข่าวด้วยตนเองหรือไม่ ทำให้ออกมาวิจารณ์กันไปคนละเรื่องเช่นนี้ จนเกือบเข้าใจว่าเป็นปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารดิสเครดิตของฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง ที่มักนำข้อมูลหรือคำให้สัมภาษณ์ของตนไปบิดเบือน แต่เมื่อตรวจสอบดูปรากฏว่าเป็นนายทักษิณที่ออกมาให้ความเห็นจริง ๆ ก็ทำให้รู้สึกเห็นใจนายทักษิณที่หลบหนีโทษจำคุกอยู่ไกลในต่างแดน ต้องขออภัยที่ข่าวสารจริงไม่ถึงท่าน หรือมีผู้นำไปถ่ายทอดให้ฟังแบบผิด ๆ ถูก ๆ หรืออาจสะเทือนใจกับคำว่า ‘นายกฯเถื่อน’  ที่เป็นวาทกรรมของพรรคเพื่อไทยเอง ทำให้เข้าใจไขว้เขว แล้วรีบออกมาให้ความเห็น ซึ่งอาจทำให้ประชาชนสับสน จึงอยากชี้แจงความจริงให้พี่น้องประชาชนทราบดังนี้

1. การขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำไม่ได้ขึ้นแค่บางจังหวัด ความจริงคือ ถ้าผ่าน ครม. ก็จะขึ้นทั้งหมด 77 จังหวัดทั่วประเทศ แต่แบ่งเป็น 9 อัตราตามกลุ่มจังหวัดที่แตกต่างกัน เพราะมีสภาพเศรษฐกิจ สังคม ขนาดอุตสาหกรรมและความจำเป็นที่ต่างกัน ตามข้อสรุปการประชุม 3 ฝ่าย

2. ไม่เคยชี้แจงว่า ที่ขึ้นค่าแรงไม่ได้เพราะต้องเอาเงินไปจ่ายหนี้จำนำข้าว ความจริงคือ ได้ชี้แจงประชาชนไปว่า รัฐบาลพยายามหาแนวทางดำเนินการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำมาตลอด แต่เมื่อเจอวิกฤติโควิดจนกระทบธุรกิจของสถานประกอบการในทุกภาคส่วน การขึ้นค่าจ้างในเวลาดังกล่าวจึงไม่เหมาะสม แต่ก็จะทำให้เร็วที่สุดเมื่อสถานการณ์โควิดคลี่คลาย โดยคำนึงผลกระทบทั้งของนายจ้าง-ลูกจ้าง ซึ่งแม้ไม่ใช่เงินของรัฐ เป็นเงินของเอกชนก็ตาม แต่การบริหารนโยบายที่มีหลายส่วนเกี่ยวข้องต้องรอบคอบระมัดระวัง กระทรวงแรงงานจึงมีการประชุมร่วมกันของคณะกรรมการค่าจ้าง 3 ฝ่าย คือ ลูกจ้าง นายจ้าง และรัฐบาล โดยหาสมดุลระหว่าง ‘ค่าจ้าง-เงินเฟ้อ-ค่าครองชีพ’ ก่อนออกนโยบายเพื่อให้ทั้งนายจ้างอยู่ได้และลูกจ้างอยู่ดี จึงมีตัวเลขค่าจ้างขั้นต่ำออกมา


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top