Sunday, 26 July 2026
POLITICS NEWS

‘นิพนธ์’ เปิดบ้านทำบุญวันเกิดครบ 67 ปี ‘เนวิน – อนุทิน’ ส่งตัวแทนมอบดอกไม้ทอดไมตรี

‘นิพนธ์’ เปิดบ้านทำบุญวันเกิดครบ 67 ปี เรียบง่าย-อบอุ่น สานต่อแนวคิด “เกิดมาต้องตอบแทนคุณแผ่นดิน” ‘อนุทิน’ ส่งช่อดอกไม้สื่อสานใจ

(22 ก.ค. 68) ณ บ้านเขารูปช้าง อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา — นายนิพนธ์ บุญญามณี อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย อดีตนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา และอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคประชาธิปัตย์ 8 สมัย จัดพิธีทำบุญเนื่องในวันคล้ายวันเกิด อายุครบ 67 ปี โดยมีบุคคลใกล้ชิด แขกผู้มีเกียรติจากหลากหลายวงการ ตลอดจนนักการเมืองระดับชาติและท้องถิ่น เดินทางมาร่วมแสดงความยินดีอย่างอบอุ่น

บรรยากาศภายในงานเป็นไปอย่างเรียบง่าย เปี่ยมด้วยมิตรภาพและความอบอุ่น มีการมอบกระเช้าและของที่ระลึกเพื่อแสดงความยินดี รวมถึงพิธีทำบุญถวายภัตตาหารพระสงฆ์ เพื่อความเป็นสิริมงคลในโอกาสพิเศษ โดยมีพระเทพวชิรสุตาภรณ์ เจ้าคณะจังหวัดสงขลา และเจ้าอาวาสวัดโคกสมานคุณ พระอารามหลวง เป็นประธานในพิธีสงฆ์

งานในครั้งนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “เกิดมาต้องตอบแทนคุณแผ่นดิน” ซึ่งเป็นคำนิยามสำคัญที่นายนิพนธ์น้อมนำมาจาก พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ อดีตประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ โดยถือเป็นหลักในการดำเนินชีวิตและการทำงานเพื่อบ้านเกิดมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งในบทบาททางการเมืองและบทบาทส่วนตัว โดยเฉพาะความตั้งใจในการ “สร้างบ้านแปลงเมืองสงขลา” ให้เป็นเมืองที่น่าอยู่ ก้าวทันยุคสมัย มีความเจริญรอบด้าน และไม่ทอดทิ้งใครไว้ข้างหลัง

แขกผู้มาร่วมงาน อาทิ นายราชิต สุดพุ่ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช นายสมยศ พลายด้วง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา นายสุพิศ พิทักษ์ธรรม นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา รวมถึงผู้บริหารท้องถิ่น ผู้บริหารระดับจังหวัด และประชาชนที่มาร่วมแสดงความยินดีอย่างเนืองแน่น ต่างร่วมกล่าวแสดงความชื่นชมถึงจิตใจที่เสียสละและความทุ่มเทของนายนิพนธ์ต่อจังหวัดสงขลาและประเทศชาติ นอกจากนี้ นายเนวิน ชิดชอบ และนายอนุทิน ชาญวีรกูล ยังได้มอบหมายให้นางณัฐกานต์ ศรีก่อเกื้อ เป็นผู้แทนนำแจกันดอกไม้มาร่วมอวยพรด้วย

ในช่วงท้ายของงาน นายนิพนธ์ได้กล่าวขอบคุณทุกท่านที่ให้เกียรติมาร่วมงาน พร้อมกล่าวกับผู้นำพื้นที่ ผู้นำท้องถิ่น และผู้ร่วมงานว่า ตนยังคงมุ่งมั่นที่จะเดินหน้าทำงานเพื่อสังคมและประเทศชาติต่อไป ด้วยหัวใจของคนที่ไม่ลืมบุญคุณแผ่นดินเกิด

นายนิพนธ์ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ตนได้อุทิศแรงกายแรงใจผลักดันเรื่องการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นมาอย่างต่อเนื่อง และยังคงยืนยันความเชื่อมั่นว่า “การพัฒนาประเทศต้องเริ่มจากท้องถิ่น” โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกระจายความเจริญและโอกาสทางการศึกษาไปสู่ภูมิภาค ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างรากฐานการพัฒนาที่ยั่งยืนในระยะยาว

“สงขลาเป็นจังหวัดที่มีความพร้อมด้านสถาบันการศึกษา และมีศักยภาพที่จะก้าวขึ้นมาเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ของภาคใต้ หากได้รับการสนับสนุนอย่างจริงจัง ก็จะสามารถเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการสร้างงาน สร้างอาชีพ และสร้างอนาคตให้กับเยาวชนในภูมิภาคได้อย่างแท้จริง” นายนิพนธ์กล่าว

‘เดชอิศม์’ ท้า ‘ส.ส.สงขลา’ ฟ้อง ไม่หวั่นหลุดตำแหน่ง พร้อมเร่งหน่วยงานเกี่ยวข้องคลี่คลายเรื่องที่สังคมคาใจ

จากกรณีที่ นายชนนพัฒน์ นาคสั้ว ส.ส.พรรคกล้าธรรม จะฟ้องหมิ่นประมาท นายเดชอิศม์ ขาวทอง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย จากที่มีกล่าวให้สัมภาษณ์พาดพิง ให้หลุดจากตำแหน่ง

ล่าสุดเมื่อวันที่ (21 ก.ค. 68) นายเดชอิศม์ ขาวทอง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เป็นประธานในพิธีเปิดงานการกุศลที่มัสยิดนูรูลอามีน (บ้านปริกตก) ทต.ปริก อ.สะเดา จ.สงขลา โดยนายเดชอิศม์ ได้กล่าวถึงกรณีที่ นายชนนพัฒน์  ให้สัมภาษณ์สื่อเตรียมตั้งทนายฟ้องหมิ่นประมาทตนเองว่า ได้รับเกียรติ หากถูกฟ้องหมิ่นประมาท ซึ่งตนจะทำหนังสือถึง ปปง. อัยการสูงสุด และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เพื่อแก้ปัญหาเรื่องที่เกิดขึ้น จากผู้มีอำนาจรังแกประชาชน ขอให้กรณีนี้เป็นครั้งสุดท้าย หลังจากนี้เดินหน้าเต็มที่และจะไปจบที่ศาลอย่างแน่นอน

นายเดชอิศม์ กล่าวว่า ส่วนข้อขัดแย้งเรื่องการเมือง ระหว่างตน กับ ส.ส.เขต 4 สงขลา นั้นตัดออกไปได้เลย เพราะจนถึงวันนี้พรรคประชาธิปัตย์ยังไม่มีตัวผู้สมัครเขต 4 เลย เรื่องนี้เป็นเรื่องของความทุกข์ประชาชนเท่านั้น ขอให้เชื่อมั่นว่ามีตนอยู่ พี่น้องประชาชนจะไม่โดนรังแกแน่นอน

นายเดชอิศม์ กล่าวว่า ได้กำชับตำรวจและผู้ว่าราชการ จ.สงขลาแล้ว ว่าให้จับผู้กระทำความผิดให้ได้โดยเร็วที่สุด ไม่ว่าจะสาวถึงใครก็จะไม่ละเว้น เพราะผู้เสียหายย้ำชัดว่าผู้กระทำความผิดมีทั้งหมด 5 คน หลังจากนั้นต้องดูว่ามีคนสั่งการหรือไม่ ถ้ามีก็ต้องจับให้หมด

“ส่วนเรื่องของการที่จะฟ้องร้องผมให้พ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยฯนั้น ผมไม่กลัวหรอกเพราะผมมีหน้าที่มาดูแลประชาชน ถ้าผมกลัว พี่น้องประชาชนจะอยู่อย่างไร” นายเดชอิศม์กล่าว

‘อรรถกร’ เดินหน้า!! โครงการสวนยางอารยเกษตร ส่งเสริมใช้ แก๊สเอทธิลีน ตั้งเป้าหมาย!! ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ให้ชาวสวน ตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง

(20 ก.ค. 68) อรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หน้าใหม่ เดินทางไปพัทลุงเป็นประธานเปิดโครงการส่งเสริมการใช้แก๊สเอทธิลีนร่วมกับการติดตั้งระบบน้ำในสวนยางพารา ตามโครงการ ‘สวนยางอารยเกษตร’ ภายใต้แผนงาน ‘พัทลุงโมเดล’ 

โครงการนี้เป็นการทำงานร่วมกันของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เช่น การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) กรมชลประทาน

อรรถกร กล่าวว่าแนวทางการทำสวนยางแบบ “อารยเกษตร” นั้นเป็นรูปแบบการจัดการสวนยางแนวใหม่ ที่ผสานองค์ความรู้จากงานวิจัย เทคโนโลยีสมัยใหม่ และภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ เพื่อสร้างความหลากหลายทางชีวภาพ เพิ่มรายได้ ลดต้นทุน และฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่สวนยางอย่างยั่งยืน โครงการฯ นี้ถือเป็นตัวอย่างที่ดีของการบูรณาการระหว่าง กยท. และกรมชลประทาน สะท้อนถึงเป้าหมายในการมุ่งมั่นยกระดับการทำเกษตรกรรมโดยปรับใช้แนวคิดการจัดการสวนยางที่สอดคล้องกับหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ที่มุ่งเน้นให้เกษตรกรชาวสวนยางใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และสร้างความมั่นคงในครัวเรือน โดยผสานองค์ความรู้ เทคโนโลยี และภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้าด้วยกันอย่างลงตัว เพื่อให้สวนยางกลายเป็นแหล่งผลิตที่ให้ทั้งรายได้ อาหาร และความยั่งยืนในระยะยาว

“เป้าหมายหลักของโครงการฯ คือต้องการส่งเสริมให้เกษตรกรชาวสวนยางสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ควบคู่กับการจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน และให้ชาวสวนยางมีความเข้มแข็งสามารถพึ่งพาตนเองได้ “สวนยางอารยเกษตร” จึงไม่ใช่แค่แนวทางในการผลิตยาง แต่คือแนวคิดเชิงระบบที่จะเปลี่ยนรูปแบบการทําสวนยางในประเทศไทยให้ก้าวสู่ความยั่งยืน ทั้งในเชิงเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม เป็นรากฐานที่มั่นคงให้แก่เกษตรกรชาวสวนยางไทยทั้งในปัจจุบันและอนาคต” รมว.อรรถกร กล่าวย้ำ

ทั้งนี้ โครงการนี้จะมีการส่งเสริมการใช้แก๊สเอทิลีนร่วมกับการติดตั้งระบบน้ำในสวนยางพารา “สวนยางอารยเกษตร” พัทลุงโมเดล กยท. ได้บูรณาการความร่วมมือกับกรมชลประทาน โครงการพัฒนาลุ่มน้ำปากพนังบน ในการวางระบบส่งน้ำจากอ่างเก็บน้ำห้วยใส เข้าสู่พื้นที่สวนยางอารยเกษตรของเกษตรกร (ในระยะแรก) จำนวน 13 ราย ซึ่งครอบคลุมพื้นที่กว่า 80.80 ไร่ โดยระบบน้ำดังกล่าวจะถูกนำไปใช้ในหลากหลายกิจกรรม ทั้งการให้น้ำแก่ต้นยางโดยตรง การให้น้ำแก่พืชแซมยาง และการทำประมงในสวนยาง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการสวนอย่างรอบด้าน นอกจากนี้ กยท. ยังสนับสนุนการนำนวัตกรรมแก๊สเอทิลีน มาใช้ในการเพิ่มผลผลิตยางพารา ซึ่งช่วยกระตุ้นให้น้ำยางไหลได้นานขึ้น และส่งผลให้ปริมาณน้ำยางที่กรีดได้เพิ่มขึ้นด้วย ถือเป็นอีกหนึ่งแนวทางสำคัญในการพัฒนาอาชีพสวนยางอย่าง ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่มาเลเซียใช้มาระยะหนึ่งแล้ว

กล่าวสำหรับ ‘พัทลุงโมเดล’ เป็นแนวคิดหรือโครงการต้นแบบในการพัฒนาอุตสาหกรรมยางพาราโดย การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) โดยเน้นการยกระดับเกษตรกรชาวสวนยางแบบครบวงจรจากต้นน้ำถึงปลายน้ำ เริ่มใช้ที่จังหวัดพัทลุง ซึ่งเป็นพื้นที่สำคัญของการปลูกยางในภาคใต้

แนวคิดหลักของ ‘พัทลุงโมเดล’ โดย กยท.

1. รวมกลุ่มเกษตรกร
ส่งเสริมให้เกษตรกรชาวสวนยางรวมกลุ่มกันเป็น สถาบันเกษตรกร/วิสาหกิจชุมชน/สหกรณ์ชาวสวนยาง เพื่อให้มีอำนาจต่อรองมากขึ้น และเข้าถึงโอกาสในการพัฒนาและการสนับสนุนจากรัฐได้ง่ายขึ้น

2. แปรรูปยางในพื้นที่
สนับสนุนให้มี โรงงานแปรรูปยางระดับชุมชน หรือ โรงงานผลิตยางแผ่นรมควัน/ยางแท่ง เพื่อไม่ต้องพึ่งพาพ่อค้าคนกลาง โดย กยท.ช่วยเรื่องเทคโนโลยีและการจัดการ

3. สร้างมูลค่าเพิ่ม
ส่งเสริมการ นำนวัตกรรมหรือเทคโนโลยี มาต่อยอดผลิตภัณฑ์ยาง เช่น การผลิตหมอนยาง, ที่นอนยางพารา, ยางกันกระแทก ฯลฯ ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์มีมูลค่าสูง

4. ตลาดนำการผลิต
ใช้แนวทาง ‘ตลาดนำการผลิต’ โดยหาความต้องการของตลาดก่อน แล้วส่งเสริมให้เกษตรกรผลิตตาม เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาล้นตลาด

5. เศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรผสมผสาน
แทรกแนวคิดเกษตรยั่งยืน เช่น ปลูกพืชแซมในสวนยาง หรือทำปศุสัตว์ร่วมกับสวนยาง เพื่อเพิ่มรายได้หลายทาง

ผลที่คาดหวังจากพัทลุงโมเดล
 •เกษตรกรมีรายได้ที่มั่นคงจากการทำสวนยาง
 •ลดการพึ่งพาตลาดยางดิบเพียงอย่างเดียว
 •สร้างงานในท้องถิ่นจากกิจการแปรรูปยาง
 •เสริมสร้างเศรษฐกิจฐานรากของจังหวัด

ความสำคัญ

‘พัทลุงโมเดล’ ถือเป็นต้นแบบที่ กยท. ตั้งใจจะ ขยายผลไปยังจังหวัดอื่น โดยเฉพาะในภาคใต้ ที่มีพื้นที่ปลูกยางจำนวนมาก เช่น นครศรีธรรมราช สงขลา ตรัง และสุราษฎร์ธานี

ประธานวุฒิสภากัมพูชา โพสต์ข้อความลงเฟซบุ๊ก ตอบโต้ ดร.ทักษิณ ชินวัตร

(20 ก.ค. 68) จากกรณีที่ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า หลังจากนี้จะไม่เจรจากัมพูชาโดยใช้ความสัมพันธ์ส่วนตัวอีกแล้ว เพราะกลัวโดนอัดเทป ล่าสุดวันที่ 20 ก.ค. 68 สมเด็จ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา โพสต์ข้อความตอบโต้แล้ว โดยระบุว่า ...

ผมขอย้ำเตือนทักษิณอีกครั้งว่าผมเองต่างหากที่ไม่อยากคุยกับเขา นับตั้งแต่ลูกสาวของเขาดูถูกเหยียดหยามผม ยิ่งไปกว่านั้น ผมเองก็ไม่มีเจตนาจะคุยกับคนที่มีประวัติอาชญากรรมและกำลังเตรียมถูกดำเนินคดีเพิ่ม ดังนั้นอย่าคิดมาก เพราะการคุยกับคุณไม่มีประโยชน์อะไรกับผมเลย!!

สำหรับข้อสังเกตของผม นับตั้งแต่ทักษิณเข้ามาเกี่ยวข้องกับการเมืองไทย ประเทศไทยก็ตกอยู่ในความวุ่นวายอย่างหนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งนับตั้งแต่การรัฐประหารปี 2549 ผมไม่อยากพูดถึงคำพูดดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ไทยอย่างรุนแรงของคุณ เพราะมันเป็นการพูดที่น่ารังเกียจและไม่เหมาะสมอย่างยิ่งที่ผมต้องพูดถึง เพราะมันทำลายศักดิ์ศรีของสถาบันกษัตริย์ไทย แต่คุณกลับยอมรับว่าเป็นเรื่องจริง

เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา คุณบอกว่าผู้นำกัมพูชาขาดศีลธรรม นี่เป็นการดูหมิ่นอย่างรุนแรง เหมือนกับที่ลูกสาวของคุณดูหมิ่นผู้นำกัมพูชา โดยกล่าวหาว่าเขา (ฮุน มาเนต) ไม่เป็นมืออาชีพ ซึ่งก่อให้เกิดความโกรธแค้นในหมู่ชาวกัมพูชา

ผมอยากถามคุณว่า ถ้าผมขาดคุณธรรม ทำไมคุณถึงพึ่งพาผมมาตลอด 19 ปี (2549-2568) โดยทำตามคำแนะนำของผม และยังเรียกผมว่า “ผู้นำหมายเลข 1” อีกด้วย

คุณยังจำการจัดตั้งพรรคเพื่อไทยเพื่อเข้าร่วมการเลือกตั้งปี 2554 ได้ไหม นอกจากแนวคิดบางอย่างแล้ว ยังมีทฤษฎีหนึ่งที่รู้จักกันในชื่อ “ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ” ซึ่งอันที่จริงแล้วเป็นทฤษฎีของฮุนเซน ซึ่งผมควรเตือนคุณด้วย

ยังมีอีกหลายสิ่งที่ผมยังไม่ได้กล่าวถึง รวมถึงการแต่งตั้งข้าราชการ

ข้อกล่าวหาที่ว่าท่านเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทยนั้นเป็นเรื่องจริง รวมทั้งกรณีที่ท่านทรยศต่อพรรคภูมิใจไทย ซึ่งเป็นความคิดของท่านเองทั้งสิ้น ไม่ใช่ของอุ๊งอิ๊ง 

‘นิพนธ์ - สรรเพชญ’ ยึดมั่นในอุดมการณ์ ไปแพ็คคู่ จะเลือกเข้าพรรคไหน เมื่อบ้านเก่าไม่ยินดี

(20 ก.ค. 68) “สรรเพชญ” ยังจะได้ลงสมัคร สส.ในนามประชาธิปัตย์หรือไม่

เป็นคำถามที่ประเดประดังเข้ามามากในช่วงนี้ อันน่าจะเกิดจากการเมืองเขม็งเกรียวเข้ามามากแล้ว อาจจะมีการเลือกตั้งในไม่นานนี้ก็เป็นได้

เหตุที่มีคำถามนี้มาก เพราะเป็นที่รับรู้กันเป็นการทั่วไปว่า สรรเพชญ เป็น 1 ใน 4 ของ สส.ประชาธิปัตย์ จาก 25 คน ที่เห็นต่างกับกรรมการบริหารพรรคมาโดยตลอด และยืนหยัดอยู่กับผู้อาวุโส “ชวน หลีกภัย -บัญญัติ บรรทัดฐาน-จุรินทร์ ลักษณะวิศิฏฐ์” ยึดแนวอุดมการณ์เดิมของพรรค โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ไม่เห็นด้วยกับมติเข้าร่วมรัฐบาลของพรรคเพื่อไทย ที่มีแพรทองธาร เป็นนายกรัฐมนตรี

มีข้อเท็จจริงประการหนึ่ง คือ ไม่ค่อยปรากฎข่าวสรรเพชญ หารือประธาน ตั้งกระทู้ถาม เสนอญัตติ หรือการอภิปรายในสภา ซึ่งผิดฟอร์มจากชายชื่อ “เพชร”ที่สร้างผลงานโดกเด่นคู่ขนานมากับ “ร่มธรรม ขำนุรักษ์” สส.เขต 3 พัทลุง มาโดยตลอด จากการตรวจสอบเบื้องต้นทราบว่า “ถูกจำกัดบทบาท” หรือง่ายๆคือลดบทบาทลง เข้าสุภาษิตที่ว่า “อย่าทำตัวให้เด่นจะเป็นภัย” วันนี้กับบทบาทที่โดดเด่นของสรรเพชญ แต่แนวคิดตั้งข้ามกับฝ่ายบริหาร จึงเป็นภัยต่อสรรเพชญแล้ว

มีรายงานชัดเจนครับว่า สรรเพชญ บุญญามณี ซึ่งเป็น สส.สงขลา “ยังคงยืนยันจุดยืนไม่เห็นด้วยกับมติของพรรคประชาธิปัตย์ในการร่วมรัฐบาลต่อกับพรรคเพื่อไทย” โดยเฉพาะกรณี “คัดค้านการเป็น 1 ใน 25 เสียง เพื่อรักษาอำนาจของนายกฯ แพทองธาร”

สิ่งที่ชี้ว่าความขัดแย้งในพรรคประชาธิปัตย์ยังมีอยู่จริง สรรเพชญได้โพสต์เฟซบุ๊กเมื่อวันที่ 19–20 มิ.ย. 2568 ว่าเขา “ไม่ขอเป็นหนึ่งใน 25 เสียง” ซึ่งสะท้อนการคัดค้านอย่างเปิดเผยต่อแนวทางของพรรค ไทยรัฐออนไลน์ และโพสต์ทูเดย์รายงานข้อความจากสรรเพชญโดยตรง เช่น“ผมยังยืนยันในจุดยืนและอุดมการณ์เดิม…ไม่ขอเป็นหนึ่งในนั้น”   

คำถามสำคัญ… แล้วสรรเพชญจะได้ลงชื่อในนามพรรคอีกหรือไม่?

1. ทางพรรคยังไม่ได้ประกาศรายชื่อผู้สมัครอย่างเป็นทางการ เท่ากับยังไม่ยืนยันว่าเขาจะถูกส่งลงสมัครหรือไม่

2. แต่จากท่าทีล่าสุด สรรเพชญเองก็ยังยึดจุดยืน “อุดมการณ์หลักของพรรค” แม้จะไม่เห็นด้วยกับมติภาพรวม ซึ่งอาจกระทบต่อภาพลักษณ์ และการตัดสินใจของกรรมการบริหารพรรคว่าจะส่งลงหรือไม่

สรุปภาพรวม สรรเพชญมีความขัดแย้งกับมติพรรคอย่างชัดเจน และยืนยันว่าต้องการยืนหยัดในอุดมการณ์ของประชาธิปัตย์

นี่ยังไม่ได้แปลว่าเขาจะไม่ได้รับการรับรองให้ลงสมัคร แต่แนวโน้มคือเขาอาจถูกตรวจสอบอย่างเข้มงวดจากกรรมการบริหาร

ทั้งหมดขึ้นอยู่กับการตัดสินใจขั้นสุดท้ายของพรรค “สำหรับผมคงอยู่ยากแล้วในพรรคประชาธิปัตย์” นิพนธ์ บุญญามณี อดีต สส.หลายสมัยของสงขลา พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวสรุป แต่นิพนธ์ คงหาพรรคใหม่สังกัดไม่ยาก บันไดบ้านคงไม่แห้งอยู่แล้ว เพียงแต่จะเลือกพรรคไหนที่มีเจตนารมณ์ อุดมการณ์ที่ไปกันได้ ในพื้นที่ประชาชนให้การยอมรับ

ประเด็นคือ นิพนธ์ไปไหน สรรเพชญจะไปนั้นหรือเปล่า แต่เข้าใจว่า นิพนธ์จะต้องจัดที่ทางให้สรรเพชญให้เรียบร้อย ไม่ว่าจะตัดสินใจอย่างไร

‘อดีตบิ๊กข่าวกรอง’ เตือน!! นักการเมือง เลิกอ้างฟ้า สร้างภาพหวังคะแนน ชี้!! คนที่จงรักภักดีจริง จะไม่อ้างฟ้าพร่ำเพรื่อ ให้สะเทือนใจประชาชน

(19 ก.ค. 68) นายนันทิวัฒน์ สามารถ อดีตเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และอดีตรองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ โพสต์เฟซบุ๊กว่า …

อย่าดึงฟ้าต่ำ

ทนฟังกันมานานมากพอหรือยัง

ฟังกันอยู่ได้นักการเมืองปากเหม็น

เคยเป็นถึง ‘อดีตนายกฯ’ ต้องรู้ว่า

อันใดควรอันใดไม่ควร

คำก็อ้างฟ้า สองคำก็อ้างฟ้า

คนที่มีความจงรักภักดีจริง

จะไม่อ้างฟ้าพร่ำเพรื่อ

หากไม่คิดสร้างจินตนาการไม่ขายฝัน

ไม่หาเสียง ไม่หวังสร้างคะแนนนิยม

ไม่มีจุดมุ่งหมายทางการเมือง

ต้องไม่อิงแอบฟ้าเพื่อผลทางการเมือง

ถวายงานไปโดยไม่ต้องอ้าง

อ้างทุกวันทุกครั้งที่มีไมค์

แฝงเจตนาอะไร

อดีตผู้พิพากษา เผย!! ‘ทักษิณ’ เล่นใหญ่ แสดงบทบาท เหนือรัฐบาล ชี้!! ครอบงำพรรคการเมือง ผิดกฎหมาย อาจถึงขั้นยุบ ‘เพื่อไทย’

(19 ก.ค. 68) นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา โพสต์เฟซบุ๊ก เรื่อง “การครอบงำและชี้นำพรรคการเมืองซึ่งจะมีความผิดอาญาและเป็นเหตุให้ยุบพรรคได้” มีเนื้อหาระบุว่า …

เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2568 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ในเวที ปลดล็อกอนาคตประเทศไทย ...สู้วิกฤติโลก (Unlocking Thailand’s Future) จัดโดย สำนักข่าวไทย อสมท. นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ปาฐกถาพิเศษ ในหัวข้อ “ปลดล็อกอนาคตประเทศไทย สู้วิกฤติโลก พลิกเกมเศรษฐกิจไทย...สู่อนาคต” และให้สัมภาษณ์แก่พิธีกรในรายการ “ฟังหูไว้หู” ตอนหนึ่งว่า

“วันนี้รัฐบาลมีความชอบธรรมในการออกกฎหมายและแก้ปัญหาสำคัญของประเทศอย่างรวดเร็วทันใจ ไม่เช่นนั้นมันไม่ไปไหน คิดว่าวันนี้ไม่มีใครที่จะไปคิดว่ารัฐบาลจะเปลี่ยนนายกรัฐมนตรี เพราะเราต้องทำงานต่อเนื่อง นางสาวแพทองธาร ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี ก็แถมตนที่เป็นเสมียนของประเทศ (national clerk) ขอรวบรวมทุกอย่างส่งให้นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีไปดู ตนเองเป็นคนชอบรวบรวมปัญหาและแนวทาง เป็นเรื่องที่อยากเห็นในบ้านเรา”

ผู้เขียนมีความเห็นดังนี้

1)เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ทักษิณได้แสดงออกถึงความเป็นเจ้าของพรรคเพื่อไทย ทั้ง ๆ ไม่มีสิทธิจะเป็นสมาชิกพรรคการเมือง ไม่ว่าจะเป็นพรรคใดๆ ก็ตาม เพราะเคยต้องคำพิพากษาให้จำคุกในข้อหาทุจริตหรือใช้อำนาจขัดต่อกฎหมาย ต้องห้ามที่จะเป็นสมาชิกพรรคการเมือง ตามกฎหมายพรรคการเมือง (มาตรา 24 (2)) แต่ทักษิณก็กระทำการทั้งโดยเปิดเผยและไม่เปิดเผยอย่างน้อย 5 ครั้ง ที่สุ่มเสี่ยงต่อการฟังว่าเป็นการครอบงำหรือชี้นำพรรคเพื่อไทย ได้แก่

(ก)การเชิญแกนนำหลักจากพรรคร่วมรัฐบาลเข้าหารือด่วน เพื่อพิจารณาและเสนอชื่อบุคคลที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่แทนเศรษฐา ทวีสิน เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2567 ที่บ้านจันทร์ส่องหล้า

(ข) การให้สัมภาษณ์แก่สื่อมวลชน เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2568 ที่สำนักงาน ป.ป.ส. กรุงเทพฯ

(ค) การให้สัมภาษณ์ในรายการของ Nation TV ชื่อว่า “3 Editors” เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2568

(ง) การเข้าร่วมงาน “55 Years Nation Exclusive Talk: Breaking Through Thailand’s Crisis – Chapter 1” ณ Nation TV สตูดิโอ ช่อง 22 และตอบคำถามของพิธีกร เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2568 ณ Nation TV สตูดิโอ ช่อง 22

(จ) การร่วมถกแผนรับมือกำแพงภาษี 'ทรัมป์' กับแกนนำพรรคเพื่อไทย เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2568 ที่บ้านพิษณุโลก

2) การกระทำทั้งหมดส่อแสดงให้เห็นว่า เป็นการครอบงำหรือชี้นำพรรคการเมืองที่ตนไม่ได้เป็นสมาชิกพรรค ซึ่งกฎหมายพรรคการเมือง “ห้ามมิให้ผู้ใดซึ่งมิใช่สมาชิกกระทำการใดอันเป็นการควบคุม ครอบงำ หรือชี้นำกิจกรรมของพรรคการเมือง ในลักษณะที่ทำให้พรรคการเมืองหรือสมาชิกขาดความอิสระ ทั้งนี้ ไม่ว่าโดยทางตรงหรือโดยทางอ้อม” (มาตรา 29)

ผู้ฝ่าฝืนจะมีความผิดอาญาซึ่งมีโทษจำคุก ตั้งแต่ 5 ปี ถึง 10 ปี และปรับตั้งแต่ 100,000 บาทถึง 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และศาลต้องสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง (กฎหมายพรรคการเมือง มาตรา 108 ประกอบมาตรา 29)

3) กฎหมายพรรคการเมือง “ห้ามมิให้พรรคการเมืองยินยอมหรือกระทำการใดอันทำให้บุคคลอื่นซึ่งมิใช่สมาชิกกระทำการอันเป็นการควบคุม ครอบงำ หรือชี้นำกิจกรรมของพรรคการเมือง ในลักษณะที่ทำให้พรรคการเมืองหรือสมาชิกขาดความอิสระ ทั้งนี้ ไม่ว่าโดยทางตรงหรือโดยทางอ้อม” (มาตรา 28)

พรรคเพื่อไทยจึงอาจถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคได้เมื่อ กกต. ร้องขอ (กฎหมายพรรคการเมือง มาตรา 92 (3) ประกอบมาตรา 28)

4) การกระทำทั้งหมดของทักษิณจึงน่าจะเป็นการครอบงำหรือชี้นำพรรคเพื่อไทย ซึ่งมีความผิดอาญาและเป็นเหตุให้ยุบพรรคเพื่อไทยได้

สื่อเขมร วิเคราะห์ ‘ทักษิณ’ จบเห่แน่!! หาก ‘ฮุนเซน’ เปิดหลักฐาน ชี้!! สังคมไทย รับไม่ได้!! กับการดูหมิ่น สถาบันเบื้องสูง ที่เคารพรัก

เมื่อวานนี้ (18 ก.ค. 68) ภายหลังจากที่นายฮุนเซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา เคยกล่าวว่า เขามีหลักฐานที่นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีไทยพูดจาดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ไทยทั้งรัชกาลก่อนและรัชกาลปัจจุบัน และอาจจะใช้เวลาราว 3 ชั่วโมงในการพูดถึงเรื่องนี้ ซึ่งต่อมาเมื่อวันที่ 17 ก.ค.ที่ผ่านมานายทักษิณ ได้กล่าวในงาน 'ปลดล็อกอนาคตประเทศไทย' ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ว่านายฮุนเซนเป็นคนไม่มีจริยธรรม ขอให้คนไทยอย่าเชื่อไปคำพูดนั้น ล่าสุด วันนี้(18 ก.ค.) สำนักข่าว Fresh News ของกัมพูชา นำเสนอรายงานพิเศษในหัวข้อ ชะตากรรม ‘ทักษิณ’ ในเงื้อมมือ ‘ฮุนเซน’ มีเนื้อหาสรุปได้ว่า ในระบบการเมืองของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้น การสูญเสียอำนาจไม่ได้เกิดขึ้นจากความผิดพลาดเพียงเรื่องเดียวแต่จะต้องมีองค์ประกอบอื่น ๆ อีก อย่างไรก็ตามสำหรับในประเทศแล้ว หากดูหมิ่นพระมหากษัตริย์เพียงอย่างเดียว ก็สามารถสูญเสียอำนาจได้ทันที

ดังนั้น เมื่อนายฮุน เซน กล่าวว่าจะสละเวลาประมาณ 3 ชั่วโมงเพื่อเปิดโปงการกระทำของทักษิณผู้ซึ่งดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ไทย ชีวิตทางการเมืองของตระกูลทักษิณก็เผชิญกับความไม่แน่นอนทันที

ผลสำรวจล่าสุดโดยสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA) ในประเทศไทย หลังวันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2568 แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าความไว้วางใจของประชาชนที่มีต่อตระกูลชินวัตรกำลังลดลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมู่ประชาชนในกรุงเทพฯ และชนชั้นกลาง ที่กำลังมองหาโอกาสในการขจัดตระกูลชินวัตรออกจากการเมืองไทย และเปิดประตูสำหรับกลุ่มอำนาจใหม่

คำแถลงของนายฮุนเซนที่ว่าพร้อมที่จะเปิดโปงการกระทำของทักษิณต่อพระมหากษัตริย์ไทยนั้นไม่ใช่เรื่องตลกหรือสร้างการแสดงทางการเมือง อันที่จริง คำแถลงเพียงคำเดียวนี้เองที่ทำให้คนไทยบางส่วนเชื่อว่าชีวิตทางการเมืองของทักษิณ ชินวัตรอาจกำลังจะถึงจุดจบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริบทที่อำนาจอธิปไตยของกัมพูชากำลังถูกไทยรุกล้ำ

รายงานพิเศษ Fresh News ระบุอีกว่า สำหรับกัมพูชา ถ้อยคำอันทรงคุณค่าของสมเด็จเดโชไม่เพียงช่วยปกป้องประเทศจากแผนการร้ายของศัตรูเท่านั้น แต่ยังปลุกปั่นสถานการณ์ทางการเมืองของศัตรู โดยเฉพาะอย่างยิ่งทักษิณ ซึ่งจากรายงานของประเทศไทยระบุว่า เขากำลังเผชิญกับความวุ่นวายทางอารมณ์อย่างรุนแรง

Fresh News อ้างอิงรายงานของ Thai PBS World เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2568 ที่ทักษิณได้วิงวอนประชาชนชาวไทยว่า “อย่าเชื่อคำพูดของสมเด็จเดโชฮุนเซน” โดยระบุว่าถ้อยคำดังกล่าวเป็นการดูถูกความรู้สึกของคนไทยที่รู้ว่าอะไรดีอะไรชั่ว และไม่จำเป็นต้องให้ทักษิณสั่งน้ำมูกใส่อีกต่อไป และเป็นการดูถูกว่าคนไทยขาดสำนึกของตัวเอง คำพูดของทักษิณยังถือเป็นการกระทำที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อชื่อเสียงและความสามารถทางการเมืองของเขา

นอกจากนี้ ทักษิณได้ประกาศไม่ไว้วางใจพรรคภูมิใจไทย ซึ่งได้ถอนตัวออกจากรัฐบาลหลังจากมีการรั่วไหลของบทสนทนาทางโทรศัพท์ระหว่างนายกรัฐมนตรีไทยกับนายฮุนเซนเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน

ในการกล่าวปาฐกถาเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม ทักษิณได้ถามอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยว่า “หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยเป็นชาวเขมรหรือคนไทย” ซึ่งเป็นข้อความที่แสดงให้เห็นถึงความไม่ไว้วางใจของเขาต่อหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ท่ามกลางหลักฐานที่ชัดเจนว่าครอบครัวทักษิณอยู่เบื้องหลังและถูกเปิดโปงโดยกัมพูชา

คำแถลงของนายฮุนเซน ที่ระบุว่าตนพร้อมที่จะใช้เวลาสามชั่วโมงในการเปิดโปงการกระทำของทักษิณที่ดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ไทยนั้น ไม่ถือเป็นเรื่องตลกหรือเป็นเพียงคำแถลงทางการเมืองเพื่อเรียกร้องความสนใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่ทักษิณได้กระทำการทรยศหักหลังและอยู่เบื้องหลังการเมืองไทยที่ละเมิดอธิปไตยของกัมพูชา

*หากพบหลักฐานการดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ไทย จะมีการดำเนินคดีกับทักษิณหรือไม่??

Fresh News ระบุว่า นี่เป็นคำถามที่ประชาชนไทยบางส่วนตั้งคำถาม แต่ประเทศไทยไม่ควรลำเอียงในการบังคับใช้กฎหมาย เพราะถือเป็นคุณค่าของชาติ คำถามที่ถูกถามในประเทศไทยคือ หากนายฮุนเซนแสดงหลักฐานชัดเจนว่าทักษิณดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ไทยจริง ๆ จะมีการบังคับใช้กฎหมายหรือไม่??

ในสังคมไทย หากมีเอกสารราชการหรือหลักฐานชัดเจนว่าทักษิณดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ไทยจริง ๆ แล้วหากปราศจากการบังคับใช้กฎหมาย สถานการณ์จะยิ่งเลวร้ายลง ประชาชนไทยที่จงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์และสังคมอนุรักษ์นิยมจะรู้สึกว่ากฎหมายไม่เป็นธรรม และสถาบันต่าง ๆ ถูกเปลี่ยนแปลงโดยอำนาจทางการเมือง สังคมไทยที่เคยลงโทษผู้ประท้วงหรือนักศึกษาในข้อหาตามมาตรา 112 มาก่อน อาจเรียกร้องให้มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียมอีกครั้ง

ขณะเดียวกัน หากรัฐบาลหรือศาลไม่ดำเนินการกับผู้ที่ดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ ครอบครัวของทักษิณ ชินวัตร จะถูกกล่าวหาว่าใช้อำนาจทางการเมืองบิดเบือนกฎหมาย ซึ่งอาจส่งผลกระทบร้ายแรงต่ออนาคตทางการเมืองของตระกูลทักษิณโดยรวมและพรรคเพื่อไทย และหากมีหลักฐานที่พิสูจน์ความจริงเกี่ยวกับความผิดฐานดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ของไทย แต่ไม่มีการบังคับใช้ ก็แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยกำลังตกอยู่ในเกมแห่งความไม่สมดุลระหว่างการบังคับใช้กฎหมายและค่านิยมของชาติ

ทักษิณผ่านเรื่องราวทางการเมืองมามากมายในชีวิต และอิทธิพลสำคัญที่ส่งผลต่อชีวิตและการเมืองในอดีตของเขาคืออิทธิพลของสมเด็จเดโชฮุนเซน ความไม่ซื่อสัตย์และการขาดความเคารพในความจงรักภักดีของทักษิณจะไม่สามารถกลบหรือลบล้างคุณงามความดีอันล้ำค่าที่สมเด็จเดโชฮุนเซนเคยทำเพื่อเขาในอดีตได้

ขณะนี้ สำนักงานปราบปรามการทุจริตแห่งชาติของไทย กำลังสอบสวนคดีของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร บุตรสาวของทักษิณ ขณะที่ตัวเขาเองก็กำลังถูกพิจารณาคดีในคดีหมิ่นประมาทสถาบันพระมหากษัตริย์ในปี 2558 เช่นกัน ขณะที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ น.ส.แพทองธาร หยุดปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรี กองทัพและกลุ่มนักการเมืองฝ่ายขวาระดับสูงในประเทศไทยก็กำลังเตรียมดำเนินคดีทางกฎหมายกับทักษิณและบุตรสาวต่อไป

หากนายฮุนเซนเปิดเผยหลักฐานการดูหมิ่นสถาบันกษัตริย์ของทักษิณต่อสาธารณะ ไม่เพียงแต่จะเป็นพัฒนาการใหม่ที่ร้ายแรงเท่านั้น แต่ยังอาจนำไปสู่การตั้งข้อหาอย่างเป็นทางการครั้งใหม่ต่อทักษิณอีกด้วย ดังนั้น แม้ว่าคดีเก่าจะยังไม่จบ แต่เอกสารในมือของนายฮุนเซนอาจเป็นกระสุนนัดสุดท้ายที่จะทำให้ทักษิณต้องเผชิญกับชะตากรรมที่ไม่แน่นอน

หากหลักฐานได้รับการพิสูจน์ นายทักษิณจะเป็นบุคคลสำคัญทางการเมืองในพรรครัฐบาลที่กระทำการล้ำ “เส้นแดง” ในสังคมไทย สังคมที่ปกป้องสถาบันกษัตริย์ แม้ว่าทักษิณจะสามารถเรียกร้องให้ประชาชนไทยไม่ไว้วางใจสมเด็จเดโชฮุนเซนได้ แต่หลังจากการเปิดเผยนี้ เขาก็จะไม่มีที่ว่างให้เขาเรียกร้อง หรือเขียนเรื่องราวทางการเมืองของเขาอีกต่อไป แต่ทักษิณจะสามารถเขียนคำว่า “จุดจบของจักรวรรดิ” ด้วยมือของเขาเองได้

ทั้งนี้ เป็นที่น่าสังเกตว่า รายงานพิเศษของ Fresh News ชิ้นนี้ไม่ได้ระบุอย่างชัดเจนว่านายฮุนเซนจะเปิดเผยหลักฐานการดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ไทยของนายทักษิณเมื่อใด และอย่างไร เป็นเหมือนบทความตอบโต้คำพูดของนายทักษิณที่พูดถึงนายฮุนเซนในงาน “ปลดล็อกอนาคตประเทศไทย” เมื่อคืนวันที่ 17 ก.ค.ที่ผ่านมาเสียมากกว่า

นอกจากนี้ยังพบว่า นายฮุนเซนได้เริ่มพูดถึงการที่นายทักษิณดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ไทยครั้งแรกเมื่อวันที่ 26 มิ.ย.68 ระหว่างปราศรัยกับประชาชนที่จังหวัดพระวิหาร แต่ก็ไม่ได้เปิดเผยรายละเอียด และต่อมาวันที่ 28 มิ.ย.ก็บอกว่าถ้าหากทางการไทยอยากได้ข้อมูลก็ให้ส่งทูตพิเศษไปขอ เขาพร้อมที่จะให้ทั้งหมด หลังจากนั้นก็ขู่ว่าจะใช้เวลาสัก 3 ชั่วโมงพูดถึงพฤติกรรมการหมิ่นเบื้องสูงของทักษิณ แต่ก็ยังไม่มีการเปิดเผยเรื่องดังกล่าวแต่อย่างใด

‘ธนาธร’ ลั่น!! กลางเวทีเนชั่น ไร้ดีลลับ ‘แดง – น้ำเงิน’ เชื่อ ‘พรรคประชาชน’ ไม่ดีล เพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง

เมื่อวานนี้ (18 ก.ค. 68) ‘เครือเนชั่น’ จัดกิจกรรมครบรอบ 55 ปี NATION ผ่าทางตันประเทศไทย Exclusive Talk กับ 3 ผู้นำทางความคิด Chapter 2 | 3 บรรณาธิการ ถาม ‘ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ’ ตอบ โดยมีนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นแขกรับเชิญคนแรก ดำเนินรายการโดย 3 บรรณาธิการ เครือเนชั่น ได้แก่ นายวีระศักดิ์ พงศ์อักษร นายบากบั่น บุญเลิศ และนายสมชาย มีเสน

นายธนาธร กล่าวถึงกรณีกระแสข่าวพรรคประชาชน จับมือกับพรรคเพื่อไทยในบางครั้ง และอาจจะจับมือกับพรรคภูมิใจไทย ว่า ตนคิดว่าข้อสันนิษฐานว่าเราเกรงใจฝั่งไหน มันไม่เป็นความจริง ผมยืนยันไม่มีดีลแดง ไม่มีดีลน้ำเงิน อย่างน้อยที่สุดในความรับรู้ของผม ไม่มีดีลอะไรระหว่างพรรคประชาชน ที่เอาผลประโยชน์ของประชาชนไปแลกกับผลประโยชน์ของตัวเอง ไม่มี และไม่มียั้งหมัด อย่างกรณีตั๋วพีเอ็นของน.ส.แพทองธาร เนื่องจากทางนิตินัยมันกำกวมว่าถูกหรือผิดกฎหมาย เราก็ยื่นกรมสรรพากร เพื่อสอบถาม เราไม่ใช่เรื่องจริยธรรม เพราะการตีความจริยธรรมมันกว้างมาก

เมื่อถามว่า แสดงว่าไม่เห็นด้วยกับการให้อำนาจองค์กรอิสระตีความจริยธรรม นายธนาธร กล่าวว่า ตนไม่เห็นด้วย เพราะมันกลายเป็นเครื่องมือทางการเมือง จริยธรรมมาตรฐานของแต่ละคนมันไม่เท่ากัน ไม่มีตัวบ่งชี้ที่วัดได้ หลายกรณีมันไม่ได้สัดส่วนต่อฐานความผิด เราไม่ควรให้อำนาจเรื่องจริยธรรมกับองค์กรอิสระในการตัดสินพรรคการเมือง ถ้าผิดกฎหมาย ถูกผิดเป็นความรับผิดชอบทางการเมือง ให้ประชาชนเป็นคนตัดสินผ่านบัตรเลือกตั้ง

เมื่อถามว่า คิดว่าศาลรัฐธรรมนูญควรมีหรือไม่ นายธนาธร กล่าวว่า ต้องให้อำนาจแคบที่สุด ไม่มีอำนาจลงโทษ หรืออาจจะตั้งตุลาการเป็นกรณีไป ไม่ว่าอย่างไร ต้องแคบมาก การตีความทางกฎหมายต้องแคบมาก

เมื่อถามว่า พรรคประชาชนมีโอกาสที่จะลดเพดานด้านนโยบายเกี่ยวกับสถาบัน เพื่อที่จะร่วมทำงานกับผู้มีอำนาจหรือไม่ นายธนาธร กล่าวว่า ถ้าเราตัดอคติ และสิ่งที่ไม่เป็นจริงออก วันที่ตั้งพรรคอนาคตใหม่ เราไม่มีนโยบายแก้ ม.112 วันนั้นเราไม่ได้พูดเรื่องสถาบัน แต่ทุกฝ่ายโจมตีเราจนสังคมเชื่อไปอย่างนั้น ตนถามว่าเป็นคุณหรือเป็นโทษต่อสถาบันในการยุบพรรคอนาคตใหม่ เพราะการเรียกร้องการปฏิรูปสถาบัน เกิดขึ้นหลังการยุบพรรคอนาคตใหม่

“ผมคิดว่ามันไม่มีใครหรอกที่คิดจะล้มสถาบัน พวกเราทุกคนล้วนปรารถนาดีต่อประเทศ และเราพูดเสมอ วิธีการที่จะธำรงสถาบัน ให้อยู่คู่สังคมไทยตลอดไปคือ การค่อยๆ ปรับเปลี่ยนสถาบันให้อยู่กับยุคสมัย ย้ำกันอีกครั้งว่าพวกเราตั้งพรรคการเมือง ทำงานการเมืองในสภา ผมพูดหลายครั้งปืนสักกระบอกยังไม่มีเลย”

เมื่อถามว่า มีโอกาสลดโทษเรื่องสถาบันหรือไม่ นายธนาธร กล่าวว่า ถ้าคุณมองจากความจริง เอ็มโอยูของพรรคก้าวไกลทำกับพรรคเพื่อไทย ไม่มี ม.112 ที่เอา ม.112 ไปเป็นประเด็น เพราะเขาต้องหาเหตุไม่จับมือกัน เอากันให้ชัดว่าถ้าตัดอคติออก ไม่มีที่บอกว่ามาร่วมรัฐบาลกัน มาแก้ ม.112 กัน ไม่เคยบอกว่าถ้ามาร่วมรัฐบาลแล้วมาแก้ ม.112 กัน ไม่มีครับ 

นายธนาธร ทิ้งท้ายว่า ตนไม่สามารถเดินทางการเมืองมาไกลขนาดนี้ได้เลย ถ้าไม่มีการสนับสนุนจากผู้คน ในการเดินทางของตนมีคนให้ดอกไม้ ให้กำลังใจ ตนได้รับสิ่งต่างๆ เหล่านี้ทุกวัน ไม่มีกำลังใจ ไม่มีแรงผลักดันของทุกคน ตนคงไม่สามารถยืนหยัดบนถนนการเมืองมา 7 ปีกว่า เราจะทำเต็มที่ตามศักยภาพของเรา ผลักดันประเทศไทยตามที่สัญญาเอาไว้ เพื่อให้ลูกหลานของเราเติบโตตามประชาธิปไตย ให้สังคมไทยมีความเสมอภาคทางกฎหมาย ให้เศรษฐกิจเราสู้กับสังคมโลกได้ นั่นคือ สังคมที่เราจะสร้าง

เลือกตั้งสงขลาเขต4 ครั้งหน้าเดือดแน่ นายกฯชาย สาดน้ำมันเข้ากองไฟ สส.กฤต แมวนอนหวด ก็พร้อมสู้ตาย!! คาสนามรบ

(19 ก.ค. 68) พลันที่ ‘นายกฯชาย เดชอิศม์ ขาวทอง’ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ปรากฏกายขึ้นที่โรงพัก อ.ระโนด จ.สงขลา พร้อมมวลชนรอตัอนรับ อันเป็นการปรากฏกายในสถานการณ์ร้อนในพื้นที่เขตเลือกตั้งที่ 4 สงขลา ทำให้การเมืองสนามเลือกตั้งสงขลาร้อนระอุขึ้นมาทีเดียว แต่ก็เป็นสิทธิของนายกฯชาย ที่จะเดินทางไปไหนก็ได้ในประเทศนี้ เพียงแต่นายกฯชายเลือกไปในพื้นที่ระอุ

เขตเลือกตั้งที่ 4 สงขลา อันประกอบด้วยระโนด กระแสสินธ์ุ สะทิงพระ สิงหนคร ที่มี กฤต-ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว จากพรรคกล้าธรรม เป็น สส.อยู่ และกำลังมีประเด็นหัวคะแนน สส.กฤต หิ้วคนชราจากบ้านระวะ ไปกระทืบ ด้วยความโมโหว่าชายชราคนนั้นชอบปาหลังคาบ้าน และทำมาแล้วหลายครั้ง แม้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับ สส.กฤตโดยตรง แต่มีการ กล่าวอ้างว่า เป็นคนของ สส.กฤต

คือถ้านายกฯชายลงพื้นที่ไปตรวจเยี่ยมให้กำลังใจชาวบ้าน ถือเป็นเรื่องปกติ แต่มีการกล่าวให้สัมภาษณ์พาดพิงถึงคดีเก่าของ สส.กฤต ที่คั่งค้างอยู่ในขบวนพิจารณา โดยระบุว่า มีการวิ่งเต้นกันถึง 100-200 ล้าน อันเป็นการก้าวล่วงขบวนการยุติธรรม

นายกฯชายอาจจะรู้ลึก รู้มากไปจนเข้าข่ายอวดรู้จนลืมไปว่าตัวเองเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ การเข้าไปในพื้นที่แล้วพาดพิงเจ้าของพื้นที่ด้วยแน่นอนว่า เจ้าของพื้นที่ก็น่าจะไม่ค่อยพอใจนัก อันอาจจะทำให้สนามเลือกตั้งสงขลา 9 เขตลุกเป็นไฟขึ้นมาได้

กล่าวภาพรวมของการชิงฐานเสียงในจังหวัดสงขลา โดยมี 3 ขั้วใหญ่ที่น่าสนใจ ณ ปัจจุบัน:

1. พรรคประชาธิปัตย์ (Democrat Party)เป็นขั้วหลักในภาคใต้ โดยเฉพาะสงขลา ได้ สส. เขต 6 ที่นั่ง จาก 9 เขตเลือกตั้ง กำลังเผชิญปัญหาภายในแบ่งเป็น 'New Democrat' และ 'Old Guard' มีนายกฯชายเป็นแม่ทัพใหญ่อยู่

2. พรรคภูมิใจไทย (Bhumjaithai Party) มี สส. สงขลา 1 ที่นั่ง และฐานเสียงค่อนข้างแข็งในบางจุดในภูมิภาคใต้   

3. พรรคกล้าธรรม (Kla Tham Party) พรรคใหม่แต่เติบโตเร็วในภาคใต้ โดยเฉพาะสงขลาและนครศรีธรรมราช ชนะเลือกตั้งซ่อม สส. เขต 8 นครศรีธรรมราช โดยมี 'บิ๊กโอ' ก้องเกียรติ เกตุสมบัติ ชนะการเลือกตั้งและทำคะแนนกระฉูด ~38,000 โหวต   

ซึ่งจริง ๆ แล้วสงขลาก็ยังมี สส.พรรครวมไทยสร้างชาติอีก 1 คนด้วย

แน่นอนว่า ในการเลือกตั้งครั้งหน้าจะเป็นการฟาดฟันกันหนักในสามพรรคนี้ เดิมพรรคกล้าธรรม คิดว่าจะเลือกส่งแค่บางเขตในสงขลาที่คิดว่าพอสู้ได้ เช่น เขต 4 เขต 6 เป็นต้น 

แต่เมื่อสถานการณ์เปลี่ยน โดนเหยียบย่ำ แมวนอนหวด พรรคกล้าธรรมจึงน่าจะส่งเกือบทุกเขตของสงขลา เว้นเขต 7 (ณัฐฏชนน ศรีก่อเกื้อ จากพรรคภูมิใจไทย)

“เราจะส่งเกือบทุกเขตของสงขลา ไม่เว้นแม้เขต 5 เขต 9 ซึ่งเป็นถิ่นของนายกฯชาย ส่วนเขต 6 เรามีตัวชัดเจนที่จะสู้กับ สส.เก่า ภรรยานายกฯชายอยู่แล้ว” แหล่งข่าวจากพรรคกล้าธรรม กล่าว

ส่วนพรรคภูมิใจไทย ที่มี สส.อยู่ 1 คน ก็ยังอยู่ระหว่างการตั้งลำ ดูเหมือนอนาคตอาจจะเป็นเรือขาดหางเสือ ขาดคนคัดท้าย อาจจะต้องหานายหัวใหม่ หลังนายหัวเก่าทุนใหญ่เริ่มอ่อนล้า

เช่นเดียวกับประชาธิปัตย์ยังลูกผีลูกคน ยังมองไม่ออกว่า นายกฯชายยังจะอยู่ขับเคลื่อนประชาธิปัตย์ให้พ้นจากการเกยตื้นต่อไปหรือไม่ รวมถึง 'นิพนธ์ บุญญามณี' อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ยังละล้าละลังว่าจะเอาอย่างไรดี

มองจากคนนอกคิดว่า นิพนธ์คงอยู่ประชาธิปัตย์ยากแล้วกับความไม่ลงรอยกับกรรมการบริหารพรรคชุดปัจจุบัน ความจริงอย่างหนึ่งที่ปรากฏดูเหมือนว่า ‘สรรเพชญ บุญญามณี’ สส.สงขลา ลูกชายของนิพนธ์ จะถูกลดบทบาทอย่างผิดฟอร์ม

“เขาห้ามไม่ให้ใช้โควต้าพรรคในการหารือ ตั้งกระทู้ เสนอญัตติ หรือแม้กระทั่งอภิปราย ในกรรมาธิการใหญ่ ๆ ก็ไม่ได้เป็น” คนใกล้ชิดสรรเพชญ กล่าว

แต่สำหรับนิพนธ์ และสรรเพชญไม่น่าจะยากในการหาพรรคใหม่สังกัด เข้าใจว่าเวลานี้คงมีหลายพรรคจีบอยู่ เตรียมยกขันหมากไปสู่ขอ รอฝ่ายเจ้าสาวตกลงปลงใจเท่านั้นเอง

กล่าวสำหรับ สส.กฤต เมื่อเทียบกับนายกฯชายในภาวะการนำ สส.กฤตไม่มีอะไรไปเทียบกับนายกฯชายได้เลย นายกฯชายโตมาจากการเมืองท้องถิ่นสงขลายาวนาน ใช้เวลาก้าวเดินจนเป็นนายกฯอบจ.สงขลา และเป็น สส.สงขลา ส่วน สส.กฤต ก็ยังเป็นแค่เด็กเมื่อวานซืน เพียงแค่ทะเยอทะยานทางการเมือง มีความกล้า มีทุนรอนเพียงพอ

“เมื่อหมาบ้ามันลุกขึ้นมาสู้ นายกฯชายก็ประมาทไม่ได้นะ ตาใสเหมือนกัน ถ้าเป็นทหารก็พร้อมรบ แม้จะตายคาสนามรบก็ตาม มีความบ้าบิ่นอยู่ไม่น้อย” คนใกล้ชิด สส.กฤต กล่าว

จากภาพที่ฉายให้เห็นเชื่อว่า เลือกตั้งครั้งหน้า สนามเลือกตั้งสงขลาดุเดือดแน่นอน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top