Saturday, 13 June 2026
POLITICS NEWS

'โทนี่' ลั่น!! 'อุ๊งอิ๊ง' จะเป็นนายกฯ ไม่ใช่ฟ้าลิขิต แต่ปชช.ต้องเป็นคนเลือก และต้องชนะใจแม่ให้ได้ก่อน

'ทักษิณ' ลั่นถ้า 'อิ๊งค์' จะเป็นนายกฯ ไม่ใช่ฟ้าลิขิต ประชาชนต้องเป็นคนเลือก แต่ 'อิ๊งค์' ต้องชนะใจแม่ให้ได้ก่อน แม่เขารักลูกมาก และอิ๊งค์ยังมีลูกเล็ก เขาคงไม่อยากให้เป็นเพราะการเมืองมันแรงมากคนเป็นแม่ก็คงคิดหนัก

(14 ก.ย. 65) - เพจ CARE คิด เคลื่อน ไทย ไลฟ์สด การพูดคุยกับ โทนี วู้ดซัม หรือ นายทักษิณ ชินวัตร นักโทษหนีคุกคดีโกง ในหัวข้อ นโยบายเกษตร-Soft Power ของเพื่อไทย ทำอย่างไรให้ปังเหมือนไทยรักไทย เมื่อวันอังคาร ที่ 13 กันยายน 2565 เวลา 20.00 น. โดยตอนหนึ่ง นายทักษิณ กล่าวถึงบุตรสาว น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย ว่า

“...ถ้าอิ๊งค์จะเป็นนายกฯ ประชาชนต้องเป็นคนเลือก แต่ก่อนที่จะให้ประชาชนเลือก อิ๊งค์ต้องชนะใจแม่ก่อน...”

Q : การที่คุณอิ๊งค์จะเป็นนายกฯ ได้ ต้องรอฟ้าลิขิตจริงไหม ?

โทนี่ : ไม่ใช่หรอกครับ คนจะเป็นนายกฯ ไม่ใช่ว่าใครจะจับมาเป็นก็ได้ มันต้องแข่งขันทางการเมือง แล้วให้ประชาชนเลือก นี่คือระบบประชาธิปไตย ถ้าไม่ได้มาจากการเมือง ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง แต่มาจากการทำรัฐประหาร อันนี้ไม่ใช่ประชาธิปไตย

ครม. ไฟเขียว 28 ล้านบาท ลุยประเมิน SEA เร่งผลักดันแผนแม่บทพัฒนาสงขลา-ปัตตานี

เมื่อวันที่ 14 ก.ย. 65 น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงการจัดทำการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (Strategic Environmental Assessment: SEA) ว่า สำนักงานสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันจัดทำการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (Strategic Environmental Assessment: SEA) สำหรับแผนแม่บทการพัฒนาเชิงพื้นที่ของจังหวัดสงขลาและปัตตานี ซึ่งครอบคลุมโครงการเมืองต้นแบบ อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา โดยได้ดำเนินการจัดรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่ ตามมติคณะรัฐมนตรี รวม 4 ครั้ง เกี่ยวกับประเด็นสำคัญที่เป็นปัจจัยแห่งความสำเร็จในการจัดทำการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (SEA) เช่น ความคาดหวังต่อการจัดการประเมิน SEA ระยะเวลาในการดำเนินการ เป็นต้น

'ทักษิณ' อ้างเป็นคนบุกเบิกใส่เสื้อเหลือง ลั่น เป็นทั้งเหลือง – แดง พร้อมอโหสิทุกคน

'ทักษิณ' อ้างเป็นคนบุกเบิกใส่เสื้อเหลือง เป็นทั้ง เหลือง-แดง อยากเห็นบ้านเมืองมีความสามัคคี ลั่นถ้า ส.ส.พรรคอื่นย้ายกลับมาเพื่อไทย ถ้าเขาสำนึกผิด ก็ควรให้เขาเข้ามา ถ้าไม่สำนึกก็อย่ารับ

14 ก.ย. 2565 - เพจ CARE คิด เคลื่อน ไทย ไลฟ์สด การพูดคุยกับ โทนี วู้ดซัม หรือ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในหัวข้อ นโยบายเกษตร-Soft Power ของเพื่อไทย ทำอย่างไรให้ปังเหมือนไทยรักไทย เมื่อวันอังคาร ที่ 13 กันยายน 2565 เวลา 20.00 น. ตอนหนึ่งว่า

Q : คิดยังไงกับ ส.ส.พรรคอื่นย้ายกลับมาเพื่อไทย

'เสี่ยเฮ้ง' ปัดวิจารณ์ 'ธรรมนัส' จ่อหวนคืน พปชร. โฟกัสชัดเจน ขอเชียร์แต่ลุงตู่ เพราะชอบสไตล์นี้

'สุชาติ' ไม่ขอวิจารณ์ 'ธรรมนัส' จ่อหวนคืน พปชร. บอกข้อมูลยังไม่ชัดเจน มอง 'หญิงอ้อ' ออกงานเพื่อไทยที่เชียงใหม่ เพราะอยากให้กำลังใจลูกสาว ย้ำพา 'ทักษิณ' กลับไทยไม่ง่าย ประกาศขอเชียร์ลุงตู่ เพราะชอบสไตล์นี้

นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ในฐานะผู้อำนวยการพรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงกระแสข่าว ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจไทย จะหวนคืนพรรคพลังประชารัฐ ว่า ตนไม่กล้าพูดเรื่องนี้ เพราะไม่รู้ว่าข้อเท็จจริงคืออะไร เเต่เห็นรัฐมนตรีหลายคนในพรรคให้สัมภาษณ์เรื่องนี้อยู่ จึงไม่มั่นใจว่าเรื่องนี้เป็นไปได้หรือไม่ 

เมื่อถามว่าหากเรื่องนี้เกิดขึ้นจริง จะสามารถอยู่ร่วมกันได้หรือไม่ นายสุชาติ หัวเราะ พร้อมตอบว่าตอนนี้ยังไม่เกิด ไม่รู้จะพูดอย่างไร และเรื่องนี้ยังไม่มีการพูดคุยกันในพรรค แต่ส่วนตัวคิดว่าคงเป็นเรื่องยาก 

ส่วนการที่ ร้อยเอก ธรรมนัส กลับมา จะเป็นการช่วยเสริมกำลังให้พรรคพลังประชารัฐ หรือไม่ หลัง พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ บอกว่าจะหลีกทางให้ นายสุชาติ กล่าวว่า ตนก็ไม่ทราบเหมือนกัน เพราะเพิ่งดูจากข่าว ยังไม่ได้คุยกันเรื่องนี้ เรื่องการเมืองเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ถ้าข้อมูลไม่จริง พูดอะไรไปแล้วมันจะเป็นคำพูดที่ไม่ดี ขอให้เป็นข้อมูลที่ชัดเจนก่อน แต่เรื่องงานตอบได้เลย เพราะทำเอง ถ้าเรื่องการเมืองต้องอาศัยหลาย ๆ คนคุยกัน 

ส่วนกรณี คุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ อดีตภริยา อดีตนายกฯ ทักษิน ชินวัตร มาร่วมงานเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. ภาคเหนือ พรรคเพื่อไทย ที่ จ.เชียงใหม่ ซึ่งถือเป็นการร่วมงานกับพรรคเพื่อไทยอย่างเป็นทางการครั้งแรก หลังยุบพรรคไทยรักไทยนั้น นายสุชาติ มองว่า เป็นเรื่องปกติที่คุณหญิงพจมาน จะมาให้กำลังใจลูกสาวที่เข้ามาทำงานการเมือง เป็นหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย และอาจถูกวางเป็นนายกฯ ก็อาจจะต้องอาศัยความอบอุ่นของครอบครัว ต้องอาศัยกำลังใจจากพ่อและเเม่ ถือเป็นเรื่องปกติ

‘ปลอดประสพ’ สะท้อน 6 ปัญหาทำน้ำท่วมทั่วไทย พร้อมเปิด 6 ทางออกแก้น้ำท่วมในกรุงเทพฯ

นายปลอดประสพ สุรัสวดี ประธานด้านนโยบายปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐานด้านการจัดการน้ำ พรรคเพื่อไทย อดีตรองนายกรัฐมนตรีและอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กล่าวว่า สถานการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ เป็นเพราะผู้ใหญ่ในบ้านเมืองละเลยในเรื่องหลักการสำคัญ 6 ข้อ 

1.) เรื่องน้ำเป็นงานในระดับยุทธศาสตร์ หากผู้บริหารบ้านเมืองควบคุมน้ำได้ จะเป็นผู้นำที่มีความสามารถ สามารถดูแลความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนได้ แต่ผู้บริหารยุคนี้ไม่คิดว่าเรื่องน้ำ เป็นงานในระดับยุทธศาสตร์ 

2.) ดำเนินยุทธวิธีที่ผิดพลาด ไม่มีความสามารถบริหารจัดการน้ำให้มี ‘ที่อยู่ที่ไป’ น้ำจึงท่วมหมด เช่น การควบคุมการเปิดปิดประตูระบายน้ำ บางแห่งไม่ควรปิด บางแห่งไม่ควรปิด

3.) การบริการจัดการน้ำตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ ต้องทำทุกลุ่มน้ำ และต้องทำทุกจุด ทุกลุ่มน้ำ 

4.) การบริหารจัดการน้ำเป็นเรื่องในทางวิชาการหลายแขนงที่ต้องทำงานเชื่อมโยงกัน เช่น ความรู้ด้านอุตุนิยมวิทยา อุทกวิทยา บริหารน้ำขึ้นน้ำลง ความรู้ด้านวิศวกรรม และสิ่งแวดล้อม ความรู้ทุกแขนงต้องเชื่อมโยงกัน 

5.) หน่วยงานที่ทำงานเรื่องน้ำ ทั้งการบริหารจัดการน้ำ และป้องกัน ควบคุม และช่วยเหลือประชาชน มีถึง 26 หน่วยงาน  แต่การทำงานเป็นไปแบบต่างคนต่างทำ จึงไม่เคยเห็นนโยบายที่สอดคล้องกันในการแก้ไขปัญหาน้ำ 

6.) ขณะนี้ประเทศไทยอยู่ในช่วงลานีญา ที่ลมจากตะวันออก พัดมาทางภูมิภาคอินโดจีน ประกอบกับสภาวะโลกร้อน ทำให้น้ำทะเลมีอุณหภูมิสูง ฝนตกปริมาณมาก แต่รัฐบาลนี้บริหารประเทศเสมือนอยู่ในภาวะปกติ แทนที่จะบริหารแบบ New Normal 

นอกจากนี้นายปลอดประสพ ยังระบุต่ออีกว่า การละเลยปัญหา 6 ข้อข้างต้น ทำให้เกิดความผิดพลาด 5 ข้อ ได้แก่ 

1.) แผนบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท ได้จัดทำแผนบริหารจัดการน้ำเป็นอย่างดีเยี่ยมโดยไม่ได้ใช้งบประมาณ และไม่ได้กระทำการที่สุ่มเสี่ยงต่อการขัดกับกฎหมาย นักวิชาการเข้ามาสนับสนุนแผนดังกล่าว แต่รัฐบาลไม่ทำต่อ กลับเอาเงินงบประมาณ 1 แสนล้านบาทนำไปใช้แบบไม่เกิดประโยชน์ 

2.) งบประมาณ 1 แสนล้านบาทดังกล่าว รัฐบาลหลังการรัฐประหารนำเงินส่วนนี้ไปใช้แบบไม่เกิดประโยชน์ โดยการให้หน่วยงานด้านทหารขุดลอกคลอง แต่สุดท้าย ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี มีมติให้ยุติโครงการ เพราะเป็นการเสียงบประมาณโดยเปล่าประโยชน์ เพราะขุดลอกคลองขึ้นมาในช่วงฝนตก ขุดคลองขึ้นมาแล้วไหลลงคลองเช่นเดิม เป็นการใช้เงินงบประมาณแบบละลายแม่น้ำ

3.) รัฐบาลไม่ให้ความสำคัญเรื่องน้ำในระดับยุทธศาสตร์ ปล่อยปละละเลยให้มีการสร้างเขื่อนล้ำเข้ามาในลำน้ำ ซึ่งเป็นคลองหลัก เช่น คลองเปรมประชากร  คลองลาดพร้าว น้ำจึงไม่มีที่ไป 

4.) แต่ละหน่วยงานไม่มีการบูรณาการ ทั้งกรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท กรมชลประทาน เช่น มีโครงการยกถนนโดยไม่ได้วางแผนร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำ เครื่องสูบน้ำ 10 เครื่อง ถูกรื้อถอนออกจากประตูระบายน้ำคลองรังสิต ไม่มีการบริหารจัดการน้ำออกไปลงคลองประเวศ เป็นต้น

5.) การบริหารงานไม่โปร่งใส และล่าช้า ในช่วงที่ตนเป็นรัฐบาลมีโครงการขุดแม่น้ำแห่งใหม่ เพื่อระบายน้ำจากบางไทร ไปบางบาล ระยะทาง 20 กม. รัฐบาลนี้นำไปดำเนินการ ซึ่งต้องขอขอบคุณ เพราะเป็นความคิดที่ถูกต้อง แต่เป็นการก่อสร้างที่มีมูลค่าสูงกว่า 3 เท่า ระยะเวลาก่อสร้างจากที่ตนเคยวางแผนไว้ 3 ปี รัฐบาลนี้วางไว้ถึง 7 ปี ซ้ำยังสร้างถนนประกบสองข้างทางแม่น้ำ ซึ่งเป็นสิ่งก่อสร้างผิดหลัก กีดขวางทางน้ำ ซึ่งจะทำให้น้ำจากอยุธยา บางบาล ปากเกร็ด ไม่มีที่ไปและจะทำให้น้ำท่วมมากกว่าเดิม  

นายปลอดประสพ กล่าวว่า ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าที่อาจจะมีการเลือกตั้ง และหากพรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้ง ตนจะเสนอให้รื้อถนนที่สร้างรอบแม่น้ำดังกล่าวออก เพื่อเปิดทางน้ำ ความละเลยผิดพลาดสะท้อนถึงความไม่รู้เรื่องของการบริหารประเทศของรัฐบาลนี้ ในยามนี้ประชาชนเดือดร้อน พรรคเพื่อไทยพร้อมจะช่วยเหลือ อย่างน้อยคือข้อคิด ประสบการณ์ และบุคลากรเท่าที่เรามี พร้อมเสนอแนะ 6 วิธีการจัดการน้ำท่วมตามหลักวิชาการ ไปยังรัฐบาลและผู้ว่า กทม. เพื่อให้การแก้ไขน้ำท่วมทำได้ดีกว่าเดิม ดังนี้
 

พท. ซัด 8 ปี หลังรัฐประหารทำไทยเสื่อมถอย ชี้ ต่างชาติขาดความเชื่อมั่น เหตุผู้นำไร้วิสัยทัศน์

พิชัย นริพทะพันธุ์ ซัด 8 ปี หลังรัฐประหาร ทำภาพลักษณ์ประเทศเสื่อม เศรษฐกิจแย่ ชี้ ต่างชาติขาดความเชื่อมั่น เหตุจากคอร์รัปชั่น ซ้ำร้ายยังได้ผู้นำขาดวิสัยทัศน์ ไม่พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน

(13 ก.ย. 2565) นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รองประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์และทิศทางการเมือง พรรคเพื่อไทย กล่าวว่าตลอด 8 ปีหลังการทำรัฐประหารของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ นำโดย พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีในปัจจุบันนี้ ประเทศได้เสื่อมถอยลงทั้งการค้า การลงทุน ความเจริญทางเศรษฐกิจ แม้จะมีการเลือกตั้งทั่วไปก็ยังมีกระบวนการสืบทอดอำนาจเพื่อให้ตัวพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้อยู่ต่อเพื่อรักษาอำนาจ จนประเทศไทยวันนี้กลายเป็นคนป่วยของอาเซียน และจะยิ่งป่วยหนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านเศรษฐกิจ

พรรคเพื่อไทย กังวลถึงภาพลักษณ์ประเทศที่เสื่อมถอยหนักมาก จึงขอแสดงข้อกังวล 9 ข้อ ฝากไปยังรัฐบาลรีบแก้ไขปัญหาเพื่อให้เศรษฐกิจไทยที่กำลังสะดุดอยู่ในขณะนี้กลับฟื้นคืนโดยเร็ว โดยปัญหาทั้ง 9 ข้อนี้ได้แก่

1. ประเทศไทยยังมีโอกาสเกิดการปฏิวัติรัฐประหารได้อีก ซึ่งต่างประเทศก็เห็นปัญหานี้ ในอนาคตต้องไม่มีการปฏิวัติอีกแล้ว

2. กระบวนการยุติธรรมไทยขาด หลักนิติธรรม หรือ The Rule of Law คือ การปกครองโดยกฎหมายซึ่งเป็นธรรม ต้องยอมรับความจริงว่าระบบยุติธรรมไทยในสายตาต่างชาติดูย่ำแย่ ความน่าเชื่อถือตกต่ำ

3. เศรษฐกิจไทยขยายตัวต่ำสุด จนกลายเป็นคนป่วยของเอเชีย ตั้งแต่ก่อนมีการระบาดของไวรัสโควิด และป่วยหนักยิ่งขึ้นเมื่อเกิดวิกฤติการณ์ไวรัสโควิด ทำให้เศรษฐกิจไทยไม่น่าสนใจลงทุนและยังเกิดปัญหาความเหลื่อมล้ำสูง

4. เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวช้าที่สุด หลังจากที่ผ่านพ้นวิกฤติโควิด เศรษฐกิจของประเทศต่าง ๆ ฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว เกินกว่าที่ตกลงมา แต่เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวช้ายังไม่ถึงที่ตกลงมา

5. ระบบราชการล้าสมัย เป็นอุปสรรคในการทำธุรกิจ ควรต้องเปลี่ยนเป็น Digital Transformation

‘เพื่อไทย’ โว!! ผลตอบรับ ‘เชียงใหม่’ ดีเกินคาด แซะ!! ‘ปชป.’ ทำความเข้าใจ ‘Soft Power’ ให้ดีก่อน

นางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ ส.ส.กทม.และโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า กิจกรรมครอบครัวเพื่อไทย สะบัดชัย เพื่อไทยมาเหนือ จ.เชียงใหม่ ได้รับความสนใจจากพี่น้องประชาชนชาวเชียงใหม่ จังหวัดใกล้เคียงและทั่วประเทศเป็นอย่างมาก ทั้งการเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ภาคเหนือตอนบน ครบทั้ง 40 เขต และยังมีผู้ที่สนใจเข้าร่วมครอบครัวเพื่อไทยอีกจำนวนมาก  

รวมทั้งการลงพื้นที่รับฟังปัญหา หารือ และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ทุกสาขาอาชีพ ตั้งแต่วันที่ 9-10 กันยายน 2565 นำโดยนางสาวแพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย และประธานที่ปรึกษาด้านการมีส่วนร่วมและนวัตกรรม พรรคเพื่อไทย โดย ส.ส. สมาชิกพรรค คณะทำงานด้านนโยบาย จะนำข้อร้องเรียน ตลอดจนข้อเสนอแนะของพี่น้องประชาชน พัฒนามาเป็นนโยบายของพรรค เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของพี่น้องประชาชนต่อไป

จากการเปิดตัวนโยบายแรก 2 นโยบาย ได้แก่ นโยบายด้านการเกษตร ภายใต้แนวคิด ‘ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้’ แนวคิดเกษตรก้าวหน้าที่จะนำเอาเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ในการทำการเกษตร เพื่อผลักดันให้ราคาสินค้าเกษตรของไทยขายได้ราคามากกว่าที่เป็นอยู่ ไม่ถูกทอดทิ้งเหมือนในปัจจุบัน 

รวมทั้งนโยบายที่ 2 คือ ‘1 ครอบครัว 1 Soft Power’ นโยบายที่จะสร้างเงินจากฝีมือของ 1 คนในครอบครัว เพราะพรรคเพื่อไทยมองเห็นโอกาสว่าค่าแรงของ Soft Power มีค่าแรงสูงกว่าค่าแรงอุตสาหกรรมอื่นๆ รวมถึงแนวคิดในการจัดตั้ง The Thai Creative Content Agency : THACCA หน่วยงานพัฒนาศักยภาพ Soft Power ที่ใช้งบประมาณของรัฐบาลในการดูแลและนายกรัฐมนตรีเป็นผู้รับผิดชอบหน่วยงานนี้ 

นางสาวธีรรัตน์ กล่าวว่า หลังจากเปิดตัว 2 นโยบายดังกล่าว ประชาชนให้การตอบรับเป็นอย่างดีและรอคอยการประกาศนโยบายใหม่ๆ ที่ทีมนโยบายของพรรคดำเนินการพัฒนาอย่างรอบคอบ เพื่อเกิดประโยชน์กับพี่น้องประชาชนมากที่สุด หากชนะการเลือกตั้งแบบแลนด์สไลด์ สิ่งที่เราคิดไว้ พร้อมทำทันที  

ส่วนกรณีที่คนในพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาตอบโต้นางสาวแพทองธาร ว่าลอกนโยบาย ทั้งในเรื่องของคำว่าเซลล์แมนขายสินค้าเกษตรในต่างประเทศ หรือ Soft Power โดยระบุว่านายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ทำมาตลอดนั้น บุคคลผู้นั้นอาจจะไม่ทราบความหมายที่แท้จริงของคำว่า Soft Power เพราะคือ การนำวัฒนธรรม เอกลักษณ์ หรือจุดเด่นมาเป็นจุดขาย ร่วมกับการใช้ความสมัยใหม่และเป็นสากล สร้างรายได้ ขยายไปในตลาดโลกนำรายได้เข้าสู่ประเทศ 

ซึ่ง Soft Power ของเพื่อไทย คือ ต้นทุนทางวัฒนธรรมที่ดำรงอยู่ในวิถีชีวิต วัฒนธรรม และสังคมไทย มีความสร้างสรรค์ ความละเมียดที่ดำรงอยู่ที่แสดงออกผ่านการปรุงอาหาร การประดิษฐ์สร้างสรรค์ หัตถกรรม ไปจนถึงงานศิลปะทุกแขนง สามารถด้านกีฬา การเขียน software และความสามารถทาง e-sport ฯลฯ แต่หากมาดูผลงานที่เป็นชิ้นเป็นอันเกี่ยวกับ Soft Power ของกระทรวงพาณิชย์ที่นำโดยนายจุรินทร์นั้น ยังถูกตั้งคำถามเพราะที่ผ่านมาคนไทยที่มีฝีมือหรือองค์กรภาคเอกชน ก็ล้วนดิ้นรนหาทางเติบโตเองทั้งสิ้น  

นอกจากนี้ หากจะกล่าวถึงคำว่า ‘เซลล์แมน’ หรือ ‘ทูตการค้า’ นั้น บุคคลที่ริเริ่มใช้คำนี้ คือ ดร.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในยุครัฐบาลพรรคไทยรักไทย ที่กระตุ้นให้ผู้แทนทางการทูตในต่างประเทศในขณะนั้น ร่วมมือกันขายภาพพจน์และภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศไทย ไปเจาะตลาด สร้างรายได้ในต่างประเทศ

'พิธา' มาเหนือ!! เปิดตัว 4 ผู้สมัครลำปางใต้นิยามดินน้ำลมไฟ พร้อมชูวิสัยทัศน์ เปลี่ยน ศก.สีเทา ให้เป็น ศก.สีขาว

'พิธา' เปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ลำปาง 4 เขต ชูวิสัยทัศน์ เปลี่ยนลำปางจากเศรษฐกิจสีเทาของโรงไฟฟ้าเป็นเศรษฐกิจสีขาว สร้างอุตสาหกรรมดูแลผู้สูงวัย-ผู้ป่วยติดเตียง-เศรษฐกิจสร้างสรรค์ 

พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล กล่าวว่า แม้การเลือกตั้งที่ผ่านมาในนามพรรคอนาคตใหม่ เราจะไม่มี ส.ส.เขต จ.ลำปาง ทว่าคะแนนเสียงในจังหวัดลำปางเราได้ความไว้วางใจจากประชาชนกว่า 25% ของคะแนนเสียงทั้งจังหวัด ซึ่งทุกคนอยู่ในใจเราตลอดเวลา และอยากที่จะมาสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับที่นี่ ด้วยวิสัยทัศน์ที่ชื่อ 'เศรษฐกิจสีขาว' คือเปลี่ยนเศรษฐกิจสีเทาที่เป็นควันพิษจากโรงไฟฟ้า ซึ่งทำลายสุขภาพของพี่น้อง ให้เป็นเศรษฐกิจสีขาวเรื่องการเป็นเมืองที่ดูแลสังคมผู้สูงวัยของประเทศไทยและของโลกนี้ เพราะ จ.ลำปาง มีผู้สูงอายุสูงที่สุดในประเทศไทย สังคม ไม่มีจังหวัดไหนที่เหมาะสมที่จะทุ่มงบประมาณ ทุ่มทรัพยากรมาดูแลพ่อแก่แม่เฒ่าเท่าที่ลำปาง สร้างอุตสาหกรรมดูแลผู้สูงอายุ ทำให้จังหวัดลำปางเป็นเมืองที่เป็นมิตรกับผู้สูงวัย และเมื่อเราดูแลผู้สูงวัยที่ลำปางได้ ก็จะดูแลผู้สูงวัยในประเทศไทยได้ ดูแลผู้สูงวัยในเอเชียได้ และดูแลผู้สูงวัยในโลกนี้ได้ เราจะเปลี่ยนสิ่งที่คนคิดว่าเป็นวิกฤตให้เป็นโอกาสคือบำนาญผู้สูงอายุ 3,000 บาทที่จะเกิดขึ้นในรัฐบาลหน้าของพรรคก้าวไกล

"อีกอย่างที่อยู่ในใจของผมและพรรคตลอดเวลาคือเรื่องของผู้ป่วยติดเตียงที่ไม่ได้รับการดูแล พรรคก้าวไกลเสนองบประมาณสำหรับผู้ป่วยติดเตียง 9,000 บาทต่อเดือน และยังรวมถึงลูกหลานที่ทำงานไม่ได้เพราะต้องดูแลผู้ป่วย รัฐต้องมีเงินเดือนสำหรับผู้ดูแลด้วย นี่คือวิสัยทัศน์ของเราที่จะเปลี่ยนเศรษฐกิจสีเทาให้เป็นเศรษฐกิจสีขาว และถ้าเราสามารถทำที่ลำปางสำเร็จ ก็จะขยายไปสู่ระดับโลก ให้คนสูงวัยที่มีเงินมากมายมหาศาลในโลกใบนี้มาอยู่ที่ จ.ลำปาง สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจให้กับจังหวัดแห่งนี้ และเมื่อรวมกับเรื่องเศรษฐกิจสร้างสรรค์ การนำศิลปวัฒนธรรมของพื้นที่มีมาใช้ ก็จะทำให้ก้าวไปได้อีกไกลมาก ๆ" พิธา กล่าว 

พิธา กล่าวด้วยว่า อย่างไรก็ตาม วิสัยทัศน์นี้ไม่สามารถเป็นไปได้ถ้าเรื่องสาธารณูปโภคพื้นฐานยังไม่ดีพอ วันนี้จึงมาเพื่อเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร 4 เขตของพรรคก้าวไกล จ.ลำปาง ที่ขอให้นิยามว่าเป็น ดิน น้ำ ลม ไฟ ของลำปาง ได้แก่...

ดิน คือ ชลธานี เชื้อน้อย ว่าที่ผู้สมัครเขต 3 ผู้คอยเกาะติดปัญหาของโรงไฟฟ้าแม่เมาะ ไม่ว่าจะเรื่องการอพยพคนออกจากพื้นที่ การที่ประชาชนเอาโฉนดที่รัฐออกให้เอาไปค้ำประกันธนาคารไม่ได้ รวมถึงการประชาชนโดนมติคณะรัฐมนตรีหลอกเช่าที่ที่หมดอายุแล้วเป็นต้น 

ขณะที่ น้ำ คือ รภัสสรณ์ นิยะโมสถ ว่าที่ผู้สมัครเขต 4 เป็นคนที่ติดตามปัญหาเรื่องน้ำท่วม น้ำแล้ง และมีความมุ่งมั่นตั้งใจแก้ปัญหาเรื่องน้ำประปา ผลักดันเรื่อง พ.ร.บ.น้ำประปาสะอาด 

ต่อมา ลม คือ ทิพา ปวีณาเสถียร ว่าที่ผู้สมัครเขต 1 นี่คือลมแห่งการเปลี่ยนแปลง คือคนที่ไว้ใจได้ เพราะสู้มาตั้งแต่เป็นพรรคอนาคตใหม่ แพ้เพียง 2,000 คะแนนเท่านั้น และครั้งนี้จะเป็นสายลมแห่งความเปลี่ยนแปลงของลำปาง 

และสุดท้าย ไฟ คือ กฤตภพ สติดีนิติวงศ์ ว่าที่ผู้สมัครเขต 2 คนรุ่นใหม่ไฟแรง ที่เมื่อสัปดาห์ก่อนเพิ่งจัดกิจกรรมวิ่งเปลี่ยนงาว บนถนนที่สภาพผุพังเพราะมีปัญหาเรื่องป่าทับที่ นี่คือคนที่จะมาพัฒนาเรื่องการเกษตร เรื่องป่าชุมชน เพราะเป็นลูกหลานของเกษตรกร 

ทั้ง 4 คนนี้คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ ที่จะทำให้ลำปางก้าวหน้า และการจะไปถึงจุดนั้นได้ต้องกาพรรคก้าวไกล 

ชลธานี เชื้อน้อย ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. เขต 3 เปิดเผยว่า ความตั้งใจของตนเองที่เป็นมาตลอดคืออยากกลับมาอยู่บ้าน ทำงานที่บ้าน และเมื่อมาก็ได้พบว่าคนที่บ้านเราไม่มีทุนในการประกอบอาชีพ มองว่าเรื่องที่ดิน เรื่องเอกสารสิทธิ์ จะเป็นการสร้างทุนต่อยอดให้ได้ ทำให้พ่อแก่แม่เฒ่าได้พบกับลูกหลานที่กลับมาทำมาหากินที่บ้านเกิด โดยตั้งใจที่จะทำให้แม่เมาะเป็นต้นแบบพัฒนาทั้งจังหวัด เพราะถ้าสามารถออกเอกสารสิทธิ์ที่แม่เมาะได้ ทั้งจังหวัดลำปางต้องออกเอกสารสิทธิ์ได้  ขณะที่ รภัสสรณ์ นิยะโมสถ ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. เขต 4 กล่าวถึง ปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง และน้ำประปาที่ไม่สะอาดว่าเป็นปัญหาแทบจะทุกพื้นที่ใน จ.ลำปาง จึงอยากเข้าไปผลักดัน พ.ร.บ.น้ำประปาสะอาด ให้มีการจัดสรรงบสำหรับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้ทำประปาหมู่บ้านที่ดีขึ้นได้

'ชัยวุฒิ' แซะ 'ชลน่าน' การเมืองต้องทำเพื่อส่วนรวม ไม่ใช่เพื่อครอบครัวใด หลังหาเสียงจะพาคนที่รักกลับบ้าน

"การเมืองเป็นการเลือกคนมาทำงานเพื่อประชาชน ไม่ใช่เลือกมาเพื่อช่วยคนใดคนหนึ่งหรือครอบครัวใดครอบครัวหนึ่ง"

นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศษฐกิจและสังคม ในฐานะรองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ กล่าวที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อ 13 ก.ย. 2565

(13 ก.ย. 65) ที่ทำเนียบรัฐบาล นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศษฐกิจและสังคม ในฐานะรองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ให้สัมภาษณ์กรณี นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ระบุต้องมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่พวกเราช่วยกันสร้าง เอาสิ่งที่รักที่สุดกลับคืนมา ว่ายังไม่เห็นรายละเอียด แต่ตนคิดว่าไม่น่าเกี่ยวกัน การเมืองเป็นการเลือกคนมาทำงานเพื่อประชาชน ไม่ใช่เลือกมาเพื่อช่วยคนใดคนหนึ่ง ตนฟังแล้วก็ขัดๆความรู้สึกเหมือนกัน 

เมื่อถามว่า หากพรรคเพื่อไทยใช้แนวทางดังกล่าวหาเสียง จะได้รับความนิยมเยอะหรือไม่ นายชัยวุฒิ ตอบว่า คนที่ชอบเขาก็เลือก คนที่ไม่ชอบเขาไม่เลือกก็เป็นเรื่องปกติ ตนมองว่าการทำการเมืองควรมองเรื่องนโยบายและการทำงานเพื่อประชาชนไม่ควรทำเพื่อคนใดคนหนึ่งหรือครอบครัวใดครอบครัวหนึ่ง เมื่อถามว่าทางกฎหมายเรื่องดังกล่าวสามารถทำได้หรือไม่ นายชัยวุฒิ กล่าวว่า ตนยังไม่เห็นรายละเอียดว่าเขาจะทำอย่างไร 

'เพื่อไทย' เปิดตัว Telemedicine ต่อยอด 30 บาทรักษาทุกโรค ด้านชาวเน็ตจับโป๊ะ 'อนุทิน' เดินหน้าโครงการนี้ตั้งแต่ปี 62

จากกรณีที่ พรรคเพื่อไทย ได้มีแนวคิดจัดทำนโยบาย ต่อยอดโครงการ 30 บาท รักษาทุกโรค โดยวางแผนใช้ Telemedicine คนพื้นที่ห่างไกล พบหมอไม่ต้องไปถึงโรงพยาบาลประจำอำเภอ  

อย่างไรก็ตามโลกโซเชียลได้มีการแชร์การเปิดตัว Telemedicine ดังกล่าวเป็นการเคลมผลงานรัฐบาล เพราะมีการใช้กันไปถึงไหนต่อไหนแล้ว โดยเกี่ยวกับเรื่องนี้ต้องย้อนไปเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2562 พ.อ.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ได้ให้สัมภาษณ์ว่า จากการติดตามนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ลงพื้นที่จ.นครราชสีมาเมื่อช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เพื่อติดตามการแก้ปัญหาผู้ป่วยล้นโรงพยาบาล และปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านสาธารณสุข โดยนายอนุทิน ให้เข้ามาช่วยงานในนโยบายเร่งด่วนของกระทรวงสาธารณสุข คือการปฏิรูประบบสาธารณสุขให้มีประสิทธิภาพ โดยใช้ระบบโทรเวชกรรม หรือ “Telemedicine” เข้ามาเป็นส่วนสำคัญในการดำเนินงาน ซึ่งปัจจุบันปัญหาของระบบสาธารณสุขของไทย คือเรามีผู้ป่วยที่ไม่มีความจำเป็นต้องไปโรงพยาบาลมากถึงร้อยละ 25 ของผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล รวมทั้งเรากำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ จึงทำให้บุคลากรทางการแพทย์จะต้องรับงานหนักเกินความจำเป็น และใช้งบประมาณมากเกินความจำเป็น รวมไปถึงการเดินทางทำให้ประชาชนเสียค่าใช้จ่ายโดยใช่เหตุ และไทยก็เป็นประเทศที่มีค่าเฉลี่ยแพทย์ 1 คนต่อประชากรที่สูงมาก คือแพทย์ 1คน ต่อ ประชากร 2,065 คน ขณะที่ องค์การอนามัยโลกได้กำหนดค่าเฉลี่ยแพทย์ 1 คน ต่อจำนวนประชากรอยู่ที่ 439 คน ทำให้ประชาชนในพื้นที่ชนบทและพื้นที่ห่างไกลยังขาดโอกาสในการเข้าถึงบริการทางการแพทย์

พ.อ.เศรษฐพงค์ กล่าวต่อว่า กระทรวงสาธารณสุขจึงได้ร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เพื่อขับเคลื่อนโครงการพัฒนาและการประยุกต์ใช้งานบริการทางการแพทย์ผ่านระบบอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงในพื้นที่ชนบท “Telemedicine” เพื่อยกระดับการเข้าถึงบริการสาธารณสุขของประชาชนในพื้นที่ชนบทผ่านโครงการจัดให้มีสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่และบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงในพื้นที่ห่างไกล (Zone C) และพื้นที่ชายขอบ (Zone C+) ซึ่งผู้ป่วยเหมือนได้เดินทางไปรับคำปรึกษาจากแพทย์ด้วยตัวเอง ทำให้ได้รับคำปรึกษาได้อย่างทันเวลา และยังช่วยลดความแออัดของจำนวนคนไข้ ลดภาระของแพทย์ในโรงพยาบาลขนาดใหญ่ในเมือง ซึ่งระบบโทรคมนาคมเฉพาะทางเพื่อรองรับระบบดูแลสุขภาพทางไกล เช่น การใช้ซอฟต์แวร์ที่มีเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาช่วยในการคัดกรองโรค ระบบให้คำปรึกษาด้านสุขภาพทางไกล เป็นต้น ทั้งนี้สำนักงาน กสทช. ได้ดำเนินการตามกรอบความร่วมมือกับกระทรวงสาธารณสุข ในระยะเริ่มต้น 8 จังหวัด และในอนาคตจะขยายไปสู่พื้นที่ชนบทอื่นทั่วประเทศ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top