Sunday, 14 June 2026
POLITICS NEWS

'พิธา' นำทีม 'ก้าวไกล' พบปะปชช.เสนอสวัสดิการก้าวหน้า กร้าว!! ขอสร้าง ปท.ที่ 'เป็นธรรม - ปลอดภัย - เท่าเทียม'

พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล พร้อมด้วย ธนเดช เพ็งสุข ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.พรรคก้าวไกลเขตลาดพร้าว พบปะประชาชน ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ป่วยติดเตียงในชุมชนรอบวัดลาดพร้าว เพื่อสำรวจความเดือดร้อนและสอบถามความคิดเห็นเกี่ยวกับนโยบายสวัสดิการก้าวหน้าที่พรรคเพิ่งเปิดตัวไปเมื่อวันเสาร์ที่ 5 พฤศจิกายน 2565

ประชาชนให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น พร้อมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและเห็นด้วยกับข้อเสนอของพรรคก้าวไกล โดยเฉพาะในส่วนของสวัสดิการดูแลผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ป่วยติดเตียง ที่ในขณะนี้ถือว่ามีจำนวนมากในชุมชน และครอบครัวเห็นว่าการดูแลจากภาครัฐในปัจจุบันนั้นยังไม่เพียงพอต่อความต้องการในแต่ละเดือน ทั้งยังจะเป็นส่วนสำคัญในการช่วยเหลือประชาชนวัยทำงานในการแบ่งเบาภาระต้องเลี้ยงดูพ่อแม่อีกด้วย

สำหรับชุดนโยบายสวัสดิการไทยก้าวหน้าที่พรรคก้าวไกลเสนอเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน แบ่งตาม 5 ช่วงวัย และมีทั้งหมด 19 นโยบาย ได้แก่...

วัยเกิด ประกอบด้วย...
(1) ของขวัญแรกเกิด 3,000 บาท ให้พ่อ-แม่ซื้อสิ่งของจำเป็นในการเลี้ยงลูก
(2) เงินเด็กเล็กเดือนละ 1,200 บาท
(3) สิทธิลาคลอด 180 วัน พ่อแม่แบ่งกันได้
(4) ศูนย์ดูแลเด็กใกล้บ้านและที่ทำงาน

วัยเติบโต ประกอบด้วย...
(5) เรียนฟรี อาหารฟรี มีรถรับส่ง
(6) คูปองเปิดโลก ให้เด็กและเยาวชนได้เรียนรู้นอกห้องเรียน
(7) ยกเลิกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มผ้าอนามัยและนำร่องแจกผ้าอนามัยฟรีในโรงเรียน

'ทิพานัน' ตอก 'เพื่อไทย' หยุดบูลลี่ 22 ล้านคน เป็นคนจน ชี้!! เป็นกลุ่มที่รัฐต้องการช่วยดูแลลดความเหลื่อมล้ำ

'ทิพานัน' ซัด เพื่อไทย หยุดบูลลี่ 22 ล้านคน เป็นคนจน ยก สถิติปี 60-65 เป้าหมายลดลงกว่า 7 แสนราย ยัน แก้ปัญหากลุ่มเปราะบางให้ดีขึ้น แนะ หากพบข้อมูลบัตรสวัสดิการฯ ไม่สมบูรณ์ ให้แก้ไขภายใน 17 พ.ย นี้

(6 พ.ย. 65) น.ส.ทิพานัน ศิริชนะ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ขณะนี้กระทรวงการคลัง ปิดรับการลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2565 แล้ว โดยจำนวนประชาชน ที่ลงทะเบียน ตั้งแต่วันที่ 5 ก.ย.-31 ต.ค.ที่ผ่านมา 22,293,473 ราย โดยผู้ที่ลงทะเบียนแล้ว และผ่านขั้นตอนตรวจสอบสถานะแล้ว พบว่า สถานะการลงทะเบียนสมบูรณ์ ไม่ต้องดำเนินการใด ๆ ให้รอการประกาศผลการตรวจสอบคุณสมบัติในช่วงเดือนม.ค. 2566  ซึ่งการลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จะต้องมีการตรวจสอบคุณสมบัติ ที่เข้าเงื่อนไข เพื่อให้การใช้งบประมาณในการให้ความช่วยเหลือได้อย่างประสิทธิภาพ แก้ปัญหาตรงจุดและตรงกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น 

น.ส.ทิพานัน กล่าวว่า ส่วนผู้ที่สถานะการลงทะเบียนไม่สมบูรณ์ สามารถตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลได้ที่ที่ว่าการอำเภอหรือสำนักงานเขต หากพบข้อมูลไม่ถูกต้อง ต้องติดต่อขอแก้ไขข้อมูล ที่หน่วยงานรับลงทะเบียนที่ตนเองยื่นเอกสารเท่านั้น ส่วนผู้ลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์ สามารถติดต่อขอแก้ไขข้อมูลที่หน่วยงานรับลงทะเบียนใดก็ได้ ซึ่งต้องดำเนินการแก้ไขให้แล้วเสร็จภายในวันพฤหัสบดีที่ 17 พ.ย. นี้เท่านั้น

“ขอย้ำว่า จำนวนลงทะเบียนหรือผู้ที่ได้รับบัตรสวัสดิการฯ ไม่ใช่จำนวนคนจนในประเทศไทย แต่เป็นกลุ่มที่รัฐบาลต้องการเข้าไปช่วยดูแลลดความเหลื่อมล้ำ พัฒนาคุณภาพชีวิตของกลุ่มเปราะบางให้ดีขึ้น เป็นหนึ่งในนโยบายในการแก้ไขปัญหาความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำที่เป็นวาระสำคัญของชาติ  ที่ไม่ใช่คนจนทั้งหมด เพราะทุกรัฐบาลมีเส้นเกณฑ์วัดความจน จากข้อมูลการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน สำนักงานสถิติแห่งชาติ ที่มีการวิเคราะห์หลายมิติ ซึ่งในปี 2564  ระบุว่าประเทศไทยมีคนจนอยู่ที่ 4,404,616 ล้านคน คิดเป็น 6.32 % ของประชากรทั้งประเทศ โดยเกณฑ์ตัดสินว่าบุคคลนั้นเข้าข่ายจนหรือไม่จนในปี 2564 คือรายได้ต่อเดือนที่ต้องได้ต่ำกว่า 2,802 บาทต่อคนต่อเดือน และหากพิจารณาข้อมูลย้อนไป 10 ปีจากสถิติ ยังพบว่า ในปี 2555 ยังมีคนจนอยู่ถึง 8,441,462 คน  

น.ส.ทิพานัน กล่าวว่า ในระหว่างปี 2560-2565 รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยังมุ่งมั่นแก้ปัญหาคนจนโดยใช้  Big data และระบบวิเคราะห์ข้อมูลแบบชี้เป้า โดยอ้างอิงฐานข้อมูลการพัฒนาคนแบบชี้เป้า (Thai People Map and Analytics Platform: TPMAP) ที่แตกต่างจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ ที่นำข้อมูลคนที่ลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ มาตรวจสอบและลงพื้นที่โดยเจ้าหน้าที่เพื่อสำรวจสอบถามถึงความรุนแรงของปัญหาตามเกณฑ์ข้อมูลความจำเป็นพื้นฐานของกระทรวงมหาดไทย เช่น ในปี 2560 พบมีคนจน 1,702,499 คน จากการสำรวจ 35,999,061 คน และล่าสุดคนจนเป้าหมายวันที่ 25 ม.ค. 65ในประเทศไทย ที่ต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วนเหลือเพียง 1,025,782 คน  จากการสำรวจ 36,103,806 คน และเมื่อแบ่งมิติปัญหาที่ต้องช่วยเร่งด่วนพบว่า 1. ด้านสุขภาพ 218,757 คน 2. ด้านความเป็นอยู่ 220,037 คน 3. ด้านการศึกษา 272,518 คน 4. ด้านรายได้ 506,647 คน 5. ด้านเข้าถึงบริการภาครัฐ 3,335 คน

ดังนั้นจะเห็นได้ว่าไม่ว่าจะสถิติจากตัวชี้วัดใดทั้ง สำนักงานสถิติแห่งชาติ หรือ TPMAP จำนวนคนจนได้ลดลงต่อเนื่อง ยิ่งในช่วงการแก้ปัญหาความยากจนภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะเห็นว่าจำนวนลดลงไปหลายล้านคน

'รัฐบาล' เร่งเดินหน้าโครงการริมคลองเปรมประชากร ตั้งเป้า 38 ชุมชน 2 พันครัวเรือน ต้องมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

'รัฐบาล' เร่งเดินหน้าโครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลองเปรมประชากร ตั้งเป้า 38 ชุมชน กว่า 2 พันครัวเรือน มีที่อยู่-คุณภาพชีวิตดีขึ้น

(6 พ.ย.65) นายอนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานพัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลองเปรมประชากร ว่า สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) (พอช.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันดำเนินการในการแก้ปัญหาสิ่งรุกล้ำลำคลอง ทำให้การระบายน้ำในคลองมีประสิทธิภาพ และช่วยป้องกันน้ำท่วม และพัฒนาประเทศไปสู่ความมั่นคงในระยะยาว สร้างความเสมอภาคเท่าเทียมกันในสังคม สร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจ และความมั่นคงทางด้านที่อยู่อาศัยให้ประชาชน

นายอนุชา กล่าวว่า ความก้าวหน้าของการดำเนินงานพัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลองเปรมประชากร ใช้รูปแบบการพัฒนาที่อยู่อาศัยตามแนวทางโครงการบ้านมั่นคง มีกลุ่มเป้าหมายการดำเนินการ 38 ชุมชน 4 พื้นที่ ได้แก่ ดอนเมือง, หลักสี่, จตุจักร 32 ชุมชน และพื้นที่เทศบาลตำบลหลักหก อำเภอเมือง จังหวัดปทุมธานี 6 หมู่บ้าน 6,386 ครัวเรือน ความยาวคลองประมาณ 17 กิโลเมตร จากความยาวทั้งหมด 50.8 กิโลเมตร ทั้งนี้ การรับรองสิทธิ์ รวม 6,340 ครัวเรือน จตุจักร 5 ชุมชน 621 ครัวเรือน หลักสี่ 13 ชุมชน 2,248 ครัวเรือน ดอนเมือง 14 ชุมชน 2,542 ครัวเรือน และ ต.หลักหก จ.ปทุมธานี 6 หมู่บ้าน 929 ครัวเรือน ยังรับรองสิทธิไม่ครบทุกชุมชน ขณะนี้มีพื้นที่ที่สามารถดำเนินการได้จำนวน 10 ชุมชน 8 โครงการ 1,007 ครัวเรือน คิดเป็นร้อยละ 15.77 ของครัวเรือนทั้งหมด แบ่งเป็น สร้างเสร็จ 634 ครัวเรือน คิดเป็นร้อยละ 9.93 ของครัวเรือนทั้งหมด จตุจักร 356 ครัวเรือน หลักสี่ 88 ครัวเรือน และ ต.หลักหก จ.ปทุมธานี 190 ครัวเรือน ส่วนกำลังก่อสร้าง 352 ครัวเรือน คิดเป็นร้อยละ 5.51 ของครัวเรือนทั้งหมด จตุจักร 133 ครัวเรือน หลักสี่ 71 ครัวเรือน ดอนเมือง 120 ครัวเรือน และ ต.หลักหก จ.ปทุมธานี 28 ครัวเรือน

และพื้นที่พร้อมก่อสร้าง 21 ครัวเรือน คิดเป็นร้อยละ 0.33 ของครัวเรือนทั้งหมด หลักสี่ 7 ครัวเรือน และดอนเมือง 14 ครัวเรือน

โดย พอช. มีแผนดำเนินงานต่อเนื่องไปจนถึงปี 2566 รวม 17 ชุมชน หากดำเนินการได้ตามแผนงานจะสามารถพัฒนาที่อยู่อาศัยให้กับชุมชนริมคลองเปรมประชากรได้ไม่น้อยกว่า 2,500 ครัวเรือน

นายอนุชา กล่าวว่า การพัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลองเปรมประชากร เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาตามแผนแม่บทโครงสร้างพื้นฐานระบบคลอง และการพัฒนาชุมชนริมคลองเปรมประชากร ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 9 เม.ย.มีกรอบแนวคิดในการดำเนินงาน 4 ด้าน คือ...

ด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งแวดล้อมของเมือง อาทิ การสร้างเขื่อนริมคลองและระบบรวบรวมน้ำเสีย / ด้านการพัฒนาชุมชนริมคลอง ซึ่งมีเป้าหมายที่การพัฒนาที่อยู่อาศัยของทุกครัวเรือนที่อยู่ริมคลอง / ด้านการสร้างความเข้าใจให้กับประชาชน และด้านกฎหมายและการขับเคลื่อนงาน

'นิด้าโพล' เผยผลสำรวจ นายกฯ ที่คนเหนือหนุน 'อุ๊งอิ๊งค์' มาเต็ง 'พิธา' ตาม ส่วนบิ๊กตู่ รั้งอันดับ 4

(6 พ.ย. 65)  ศูนย์สำรวจความคิดเห็น 'นิด้าโพล' สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจของประชาชน เรื่อง 'คนที่ใช่ พรรคที่ชอบ ของคนเหนือ' ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 28 ตุลาคม – 2 พฤศจิกายน 2565 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป และมีสิทธิเลือกตั้งในภาคเหนือ กระจายทุกระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ รวมทั้งสิ้น จำนวน 2,000 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับคนที่ใช่ พรรคที่ชอบ ของคนเหนือ การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ 'นิด้าโพล' สุ่มตัวอย่างด้วยวิธีแบบง่าย (Simple Random Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0

จากการสำรวจเมื่อถามถึงบุคคลที่คนเหนือจะสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรีในวันนี้ พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 31.70 ระบุว่าเป็น น.ส.แพทองธาร (อุ๊งอิ๊งค์) ชินวัตร (พรรคเพื่อไทย) เพราะ เป็นคนรุ่นใหม่ ชื่นชอบพรรคเพื่อไทย นโยบายของพรรคทำได้จริง ขณะที่บางส่วนระบุว่า ชื่นชอบผลงานของตระกูลชินวัตร อันดับ 2 ร้อยละ 15.00 ระบุว่าเป็น นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ (พรรคก้าวไกล) เพราะ เป็นคนรุ่นใหม่ เป็นคนมีวิสัยทัศน์

ขณะที่บางส่วนระบุว่า ชื่นชอบนโยบายและอุดมการณ์ทางการเมืองของพรรคก้าวไกล อันดับ 3 ร้อยละ 12.65 ระบุว่า ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้ อันดับ 4 ร้อยละ 12.50 ระบุว่าเป็น พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เพราะ เป็นคนซื่อสัตย์สุจริต ทำให้บ้านเมืองเกิดความสงบ และต้องการให้บริหารประเทศอย่างต่อเนื่อง อันดับ 5 ร้อยละ 6.55 ระบุว่าเป็น คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ (พรรคไทยสร้างไทย) เพราะ เป็นคนมีประสบการณ์

ด้านการบริหาร ชื่นชอบนโยบายของพรรค ขณะที่บางส่วนระบุว่า ต้องการเปิดโอกาสให้ผู้หญิงเข้ามาบริหารประเทศ อันดับ 6 ร้อยละ 6.20 ระบุว่าเป็น พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส (พรรคเสรีรวมไทย) เพราะ เป็นคนตรงไปตรงมา มีความซื่อสัตย์สุจริต และชื่นชอบวิธีการทำงาน อันดับ 7 ร้อยละ 3.85 ระบุว่าเป็น นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว (พรรคเพื่อไทย) เพราะ เป็นคนที่พูดจริงทำจริง มีประสบการณ์ด้านการบริหาร และชื่นชอบ พรรคเพื่อไทย อันดับ 8 ร้อยละ 2.50 ระบุว่าเป็น นายกรณ์ จาติกวณิช (พรรคชาติพัฒนากล้า) เพราะ เป็นคนมีความรู้ มีความเชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจ และมีประสบการณ์ด้านการบริหาร อันดับ 9 ร้อยละ 2.00 ระบุว่าเป็น นายอนุทิน ชาญวีรกูล (พรรคภูมิใจไทย) เพราะ เป็นคนพูดจริงทำจริง และชื่นชอบนโยบายของพรรคภูมิใจไทย อันดับ 10 ร้อยละ 1.85 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ อันดับ 11 ร้อยละ 1.10 ระบุว่าเป็น นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ (พรรคประชาธิปัตย์) เพราะ มีประสบการณ์ด้านการบริหาร ชื่นชอบผลงานที่ผ่านมา และชื่นชอบพรรคประชาธิปัตย์ อันดับ 12 ร้อยละ 1.05 ระบุว่าเป็น ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ (พรรคสร้างอนาคตไทย) เพราะ เป็นคนมีความรู้ มีความเชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจ

ขณะที่บางส่วนระบุว่า เป็นผู้มีประสบการณ์ด้านการบริหาร และร้อยละ 3.05 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ (พรรคพลังประชารัฐ) ดร.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ น.ส.กัญจนา ศิลปอาชา (พรรคชาติไทยพัฒนา) นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (พรรคประชาธิปัตย์) นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ (พรรคไทยศรีวิไลย์) นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม (พรรคไทยภักดี) นายเศรษฐา ทวีสิน นายเทวัญ ลิปตพัลลภ (พรรคชาติพัฒนากล้า) นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค (พรรครวมไทยสร้างชาติ) และนายชวน หลีกภัย (พรรคประชาธิปัตย์) เมื่อพิจารณาบุคคลที่คนเหนือจะสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรี 5 อันดับแรก เมื่อจำแนกตามกลุ่มจังหวัดของภาคเหนือ พบว่า

1. กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 1 อันดับ 1 ร้อยละ 37.98 ระบุว่าเป็น น.ส.แพทองธาร (อุ๊งอิ๊งค์) ชินวัตร (พรรคเพื่อไทย) อันดับ 2 ร้อยละ 17.75 ระบุว่าเป็น นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ (พรรคก้าวไกล) อันดับ 3 ร้อยละ 12.21 ระบุว่าเป็น พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา อันดับ 4 ร้อยละ 6.87 ระบุว่า ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้ และอันดับ 5 ร้อยละ 5.15 ระบุว่าเป็น คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ (พรรคไทยสร้างไทย)

2. กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 2 อันดับ 1 ร้อยละ 30.34 ระบุว่าเป็น น.ส.แพทองธาร (อุ๊งอิ๊งค์) ชินวัตร (พรรคเพื่อไทย) อันดับ 2 ร้อยละ 15.95 ระบุว่าเป็น นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ (พรรคก้าวไกล) อันดับ 3 ร้อยละ 15.06 ระบุว่า ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้ อันดับ 4 ร้อยละ 8.31 ระบุว่าเป็น คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ (พรรคไทยสร้างไทย) และอันดับ 5 ร้อยละ 7.19 ระบุว่าเป็น พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา และ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว (พรรคเพื่อไทย) ในสัดส่วนที่เท่ากัน

‘ส.ส.เพื่อไทย’ กระทุ้งรัฐบาล ควบคุม ‘ยาเสพติด-อาวุธ’ หวัง ‘โศกนาฏกรรมหนองบัวลำภู’ เป็นเหตุสลดสุดท้าย

(5 พ.ย. 65) เพจ ‘พรรคเพื่อไทย’ โพสต์ข้อความ เกี่ยวกับ ‘ญัตติปัญหากราดยิงศูนย์พัฒนาเด็กเล็กอุทัยสวรรค์ จังหวัดหนองบัวลำภู’ โดยระบุว่า…

ยาเสพติดเกลื่อนบ้าน อาวุธปืนเกลื่อนเมือง โครงสร้างระบบราชการกดทับข้าราชการชั้นผู้น้อย
บ่มสร้างพฤติกรรมรุนแรง และสร้างความรู้สึกเกลียดชังตนเอง-สังคม นำไปสู่การข่มขู่ คุกคาม ทำร้ายผู้เห็นต่างตลอดจนผู้คนรอบข้าง สร้างเหตุผลชอบธรรมในการใช้ความรุนแรงเพราะความเกลียดชังสังคม จนนำไปสู่สาเหตุ #โศกนาฏกรรมหนองบัวลำภู

ญัตติปัญหากราดยิงศูนย์พัฒนาเด็กเล็กอุทัยสวรรค์ จังหวัดหนองบัวลำภู

นพ. ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน หัวหน้าพรรคเพื่อไทย และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร อภิปรายในญัตติด่วนด้วยวาจา ปัญหากราดยิงศูนย์พัฒนาเด็กเล็กอุทัยสวรรค์ อำเภอนากลาง จังหวัดหนองบัวลำภู เพื่อส่งข้อสังเกตไปยังรัฐบาลดำเนินการ โดยที่ประชุมสภาตั้งข้อสังเกตสาเหตุและแรงจูงใจก่อเหตุว่าเกิดจากปัญหายาเสพติด อาวุธปืน การกดทับในโครงสร้างตำรวจทหาร ปัญหาสังคมในชนบท ตลอดจนปัญหาจิตวิทยา ทั้งหมดล้วนประมวลก่อรวมกันเป็นสาเหตุให้เกิดเหตุการณ์เศร้าสลดจนมีผู้เสียชีวิตไม่น้อยกว่า 37 ราย

[ความเกลียดชังสังคม และปัญหาจิตเวช เป็นปัจจัยในมุมมองเชิงการแพทย์]

นพ.ชลน่าน กล่าวว่าในมุมมองทางการแพทย์แล้ว อาการของผู้ก่อเหตุมีลักษณะความเกลียดชังสังคม เพราะเกิดจากความไม่มั่นคงและกำลังสูญเสียสิ่งที่คุ้นเคย ซึ่งในกรณีนี้คือการที่เขาถูกให้ออกจากราชการและถูกดำเนินคดี จนวิตกกังวลและนำไปสู่ความโกรธ ความเกลียดชังทั้งคนรอบข้าง สังคม และตัวเอง

สาเหตุเกิดจากมิติโครงสร้างของสังคมไทยที่จุดระเบิดความรุนแรงจากที่มาของปัญหายาเสพติดอย่างไม่สามารถปฏิเสธไม่ได้ เพราะจุดเริ่มต้นเกิดจากการที่เขามียาเสพติดจนทำให้ถูกไล่ออกจากราชการ แม้ตอนก่อเหตุจะไม่พบสารเสพติด แต่การเตรียมการก่อเหตุการณ์ก็ดำเนินมาจนถึงจุดระเบิด

ปัญหาอาวุธปืน ประเทศไทยมีสถิติจากปืนมากที่สุด ในที่ประชุมพูดว่า ปืนถูกกฎหมาย 1 กระบอกจะมีปืนเถื่อนอีก 3 กระบอก การมีใบอนุญาตพกอาวุธปืน

ในด้านจิตวิทยา ผู้เชี่ยวชาญได้อธิบบายถึงทั้งเหตุจากการกล่อมเกลาเลี้ยงดู การรับมือต่อสภาพปัญหา การแก้ไขปัญหาบิดเบี้ยวซึ่งผู้ก่อเหตุไม่มีภูมิคุ้มกันที่เพียงพอ ซึ่งปัญหานี้ ก็เป็นปัญหาใหญ่ของคนในสังคมไทยที่ต้องดิ้นรน กดดันให้ต่อสู้เพื่อเลี้ยงชีพแต่สังคมก็ไม่เอื้อให้เขาได้ลืมตาอ้าปาก ดังนั้นจึงเชื่อว่าคนในสังคมไทยขณะนี้มีปัญหาสุขภาพจิตมากขึ้น

ดังนั้น เหตุการณ์ทั้งปวงไม่ใช่อุบัติเหตุ มีการเตรียมมีด เตรียมปืน คือความตั้งใจ เจตนาที่จะก่อเหตุอันแสนเจ็บปวดนี้

[713 หมู่บ้านในหนองบัวลำภู ยาเสพติดระบาดไปแล้ว 206 หมู่บ้าน]

ทางด้านณัฐวุฒิ กองจันทร์ดี ส.ส.หนองบัวลำภู กล่าวว่าปฏิเสธไม่ได้ว่าเหตุการณ์เศร้าสลดนี้มีสาเหตุจากยาเสพติด แม้ในตัวผู้ก่อเหตุจะชันสูตรไม่พบสารเสพติด พฤติกรรมการพัวพันเกี่ยวข้องยาเสพติดตั้งแต่รับราชการตำรวจจนถึงให้ออกจากราชการ

วันนี้จังหวัดหนองบัวลำภู สถานการณ์ยาเสพติดระบาดรุนแรงมาก จากข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พบว่าในประชากร 5 แสนคนของหนองบัวลำภูใน 713 หมู่บ้าน พบว่า เป็นหมู่บ้านปลอดยาเสพติด 507 หมู่บ้าน แต่เป็นหมู่บ้านสีแดง พบยาบ้า ยาเสพติด ยาไอซ์ มีจำนวนถึง 206 หมู่บ้าน หมายความว่า สัดส่วนพื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดสูงถึง 1 ใน 3 ของพื้นที่ทั้งจังหวัด จึงไม่น่าแปลกใจที่จะเป็นสาเหตุให้เกิดเหตุการณ์ดังกล่าว

[งบประมาณปราบยาเสพติดมหาศาล แต่ล้มเหลว]

ทางด้านไชยา พรหมา ส.ส.หนองบัวลำภู กล่าวว่าทุกวันนี้ยาเสพติดเกลื่อนเมือง หาง่ายตามร้านขนมยิ่งกว่าลูกกวาด สวนทางกับงบประมาณของรัฐบาลที่จัดสรรให้กับหน่วยงานต่างๆ ในแต่ละปี โดย 8 ปีที่ผ่านมาใช้งบไปไม่ต่ำกว่า 5 หมื่นล้านบาท แต่สิ่งที่ได้เห็นคือการจับยาเสพติดครั้งละนับล้านเม็ด สมัยก่อน เมื่อได้ยาเสพติดมาก็จะทำลาย แต่ทุกวันนี้แทบไม่ค่อยได้เห็นการทำลายยาเสพติด จนเกิดคำถามว่ายาเสพติดของกลางมันหายไปไหนหรือไหลกลับไปวนอยู่ในตลาด เหตุการณ์ซ้ำๆ อย่างนี้ไม่มีวันจบสิ้น ยาเสพติดนั้นทำให้ผู้บริสุทธิ์กลายเป็นเหยื่อ และยาเสพติดยังทำให้ผู้ที่รักษาความปลอดภัยกลายเป็นผู้ที่เป็นภัยต่อสังคม และสุดท้ายยาเสพติดนั้นทำให้ครอบครัวที่สงบสุข กลายเป็นขุมนรกทำลายล้างสังคมไทย

'ชัยวุฒิ' เผย นายกฯ ไม่กังวล ปมพรรคร่วมขัดเเย้ง พรบ.กัญชา ชี้!! แม้แต่ประชาชน ก็ยังมีความเห็นไม่ตรงกันได้

(5 พ.ย.65) นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พร้อมคณะได้เดินทางลงพื้นที่จังหวัดตาก เพื่อไปตรวจเยี่ยม การทำงานของบริษัทไปรษณีย์ไทย และ บริษัท โทรคมนาคมเเห่งชาติ หรือ NT โดย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้เยี่ยมชมตลาดใหม่มูเซอ ตรวจเยี่ยมการขนส่งพัสดุของไปรษณีย์ไทยที่เป็นผลไม้จากตลาดมูเซอ สู่ตลาดภายนอก และติดตามการดำเนินโครงการดิจิทัลชุมชน ในพื้นที่ชายขอบของโรงเรียน ตชด.ในพื้นที่ จ.ตาก พร้อมเยี่ยมเยียนประชาชนในพื้นที่ โรงเรียนบ้านห้วยปลาหลด อ.เเม่สอด จ.ตาก ด้วย 

ทั้งนี้ นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ ได้เปิดเผย เกี่ยวกับกรณีความเห็นต่างของร่างพรบ.กัญชา ระหว่างพรรคภูมิใจไทย เเละ พรรคประชาธิปัตย์ ว่า ส่วนตัวมองว่าเป็นเรื่องของการทำงานร่วมกัน ซึ่งเป็นปกติของคนทำงานเเละประชาธิปไตย ที่จะมีความเห็นไม่ตรงกัน แต่เชื่อว่าทุกพรรคทุกฝ่ายก็มีจุดยืนตรงกันคือทำเพื่อประชาชน เพียงแต่มองกันคนละมุมมอง ส่วนตัวมั่นใจว่าปัญหาที่เกิดขึ้นจะไม่กระทบความสัมพันธ์ ภายในพรรคร่วมรัฐบาล เรื่องกัญชา ไม่ต้องเป็นนักการเมือง แม้แต่ประชาชน ก็ยังมีความเห็นไม่ตรงกันได้ เพียงแต่ว่าจะทำอย่างไรให้กฏหมายออกมาให้ดีที่สุดเเละส่วนตัวมองว่า เรื่องนี้ไม่ใช่ประเด็นทางการเมือง ในการแย่งชิงคะแนนเสียงในพื้นที่เเต่อย่างใด ขณะที่ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ก็ไม่ได้กังวลเรื่องนี้ เพราะเชื่อว่าทุกอย่างจะผ่านไปได้ด้วยดี บนพื้นฐานเพื่อประโยชน์ของประชาชน

‘บิ๊กป้อม’ เยือนสกลนคร ตรวจ ‘บึงหนองหาร’ สั่งการเร่งฟื้นฟู - พัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยว

‘ลุงป้อม’ ฮักคนอีสาน ลงพื้นที่ช่วยชาวสกลนคร ตรวจ ‘บึงหนองหาร’ เร่งฟื้นฟู เล็งขยายผลใช้ประโยชน์เป็นแหล่งน้ำดิบขนาดใหญ่ และแหล่งท่องเที่ยว พร้อมสั่งเตรียมกักเก็บน้ำไว้ใช้ฤดูแล้ง

เมื่อ 5 พ.ย.65 เวลา 08.00 น. พล.ท.พัชร์ชศักดิ์ ปฏิรูปานนท์ ผช.โฆษกรองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ พร้อมคณะ ได้เดินทางไปตรวจ ติดตามแผนพัฒนาหนองหาร จ.สกลนคร ซึ่งถือเป็นโครงการสำคัญในการบริหารจัดการน้ำ เพื่อพี่น้องประชาชนในพื้นที่ภาคอีสาน โดยมี นางจุรีรัตน์ เทพอาสน์ ผู้ว่าฯ สกลนคร ให้การต้อนรับ ณ ห้องประชุม ภูริทัตโต รพ.ศูนย์สกลนคร อ.เมือง จ.สกลนคร

จากนั้น พล.อ.ประวิตร ได้รับฟังการบรรยายสรุป ภาพรวมการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ และแผนหลักการพัฒนาหนองหาร โดย เลขาฯ สทนช. รวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กรมประมง, กรมชลประทาน, กรมโยธาธิการและผังเมือง และกระทรวงทรัพย์ฯ 

โดยสรุป ‘หนองหาร’ เป็นบึงน้ำจืดขนาดใหญ่ที่สุดในภาคอีสาน และเป็นพื้นที่ใช้ประโยชน์ทั้งเป็นแหล่งน้ำดิบ สำหรับอุปโภคบริโภค และการเกษตร การบำรุงพันธุ์สัตว์น้ำ พื้นที่ชะลอน้ำเพื่อบรรเทาอุทกภัย และแหล่งท่องเที่ยว ซึ่งปัจจุบันมีปริมาณน้ำเก็บกัก ร้อยละ 93 ของความจุ ซึ่งในช่วงฤดูฝนที่ผ่านมาสามารถชะลอน้ำและเก็บกักน้ำฝนไว้ใช้ประโยชน์ในช่วงแล้งได้เป็นอย่างดี 

ถอดรหัส ป.ป.ช.จ่อเช็กบิล ‘นักการเมืองใหญ่’ บ่วงกรรมที่อาจเป็นหมัดเด็ดสกัดแลนด์สไลด์

ทำนักการเมืองที่มีเอี่ยวทุจริต สะดุ้งกันเป็นแถว เมื่อ พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ออกมาเผยว่า มีคดีใหญ่เกี่ยวข้องกับนักการเมือง และคดีสำคัญ 3-5 เรื่องมีไทม์ไลน์เรียบร้อย เตรียมนำเข้าที่ประชุมสิ้นเดือน พ.ย.นี้

เรื่องนี้ปูดขึ้นมา สืบเนื่องจาก เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2565 พล.ต.อ.วัชรพล ได้ให้สัมภาษณ์ที่ทำเนียบรัฐบาล ถึงกรณีคณะกรรมการ ป.ป.ช. ชี้มูลนายชนม์สวัสดิ์ อัศวเหม แกนนำกลุ่มปากน้ำ

เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรปราการ คดีทุจริตการจัดสรรเงินอุดหนุนแก่วัดใน จ.สมุทรปราการ จนมีการตั้งข้อสังเกตว่าทำไมจึงมาพิจารณาในช่วงนี้ ซึ่ง พล.ต.อ.วัชรพล ให้เหตุผลว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ไต่สวนมาเป็นเวลานาน และก่อนหน้านี้คณะกรรมการ ป.ป.ช.ได้มีมติให้ไปไต่สวนบางประเด็นให้มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น ซึ่งเขารวบรวมพยานหลักฐานเสร็จสิ้นแล้ว และเรื่องกำลังรอเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช.อยู่ ซึ่งวันนี้มีเรื่องรอเข้าที่ประชุมหลายร้อยเรื่อง ทุกอย่างเป็นไปตามกรอบกฎหมาย 

ผู้สื่อข่าวถามว่า มีการวิพากษ์วิจารณ์เหตุใดต้องมาทำช่วงใกล้เลือกตั้ง พล.ต.อ.วัชรพล กล่าวว่า ขอยืนยันว่าไม่ใช่  โดยคณะกรรมการ ป.ป.ช.พิจารณาไปตามพยานหลักฐานอย่างแท้จริง เพราะผู้วินิจฉัยจะต้องสามารถเปิดเผยและรับผิดชอบในสิ่งที่วินิจฉัย

เมื่อถามว่า การพิจารณาคดีที่เกี่ยวข้องกับนักการเมือง ไม่ว่าจะเป็นนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี ต้องดูช่วงเวลาหรือไม่ พล.ต.อ.วัชรพล กล่าวว่า หัวใจสำคัญคือ ความครบถ้วนในพยานหลักฐานมากกว่า และผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบเสนอขึ้นมา มีกรอบระยะเวลาตามกฎหมาย เพื่อให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.วินิจฉัย

ข้อสำคัญคือ คนที่เป็นเจ้าหน้าที่ เมื่อทำเสร็จก็อยากให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.พิจารณา หากเราไปดึงเขาก็จะมาร้องเรา หาว่าคณะกรรมการ ป.ป.ช.ไม่พิจารณา ระบบถูกตรวจสอบกันเองอยู่แล้ว เป็นไปตามนั้น

เมื่อถามว่า วันนี้มีคดีที่เกี่ยวข้องกับนักการเมืองที่จะพิจารณาอีกหรือไม่ พล.ต.อ.วัชรพล กล่าวว่า มีเรื่องสำคัญที่รอเข้าที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช.อยู่ 3-5 เรื่อง เป็นเรื่องใหญ่ คดีสำคัญ ซึ่งมีไทม์ไลน์เรียบร้อยแล้ว น่าจะเข้าภายในสิ้นเดือน พ.ย.นี้

เมื่อถามว่าเป็นระดับ ส.ส.หรือรัฐมนตรีใช่หรือไม่ พล.ต.อ.วัชรพล กล่าวว่า เป็นระดับนักการเมืองสำคัญ เป็นคดีสำคัญ แต่ยังไม่ขอเปิดเผย

เมื่อถามย้ำว่า มีของอดีตรัฐมนตรีหรือไม่ พล.ต.อ.วัชรพล กล่าวว่า ส่วนใหญ่เป็นอดีตผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่สำคัญ

เมื่อถามว่า หากเปิดคดีออกมาอีกจะถูกกล่าวหาว่ามีการเมืองเข้ามาเอี่ยวหรือไม่ พล.ต.อ.วัชรพล กล่าวว่า ถูกถามเป็นของธรรมดา เราก็ตอบไป คณะกรรมการ ป.ป.ช.เป็นอย่างนี้ ไปซ้ายก็โดน ไปขวาก็โดน อยู่เฉยๆ ก็โดน เรายิ่งต้องระวังตัว และต้องทำ ต้องหนักแน่น ทุกอย่างตอบได้

พลันที่ พล.ต.อ.วัชรพล แย้มข้อมูลเหล่านี้ออกมา ทำให้หลายฝ่ายคาดเดาไปถึงคดีค้างท่อที่อยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูลของป.ป.ช. ซึ่งหนึ่งในนั้นเป็นคดีสำคัญอย่าง ‘คดีทุจริตระบายข้าวจีทูจี’ ล็อตที่ 2 จำนวน 8 สัญญา ซึ่งที่ผ่านมาป.ป.ช.ได้ไต่สวนรวบรวมพยานหลักฐานเสร็จเรียบร้อยแล้ว เหลือเพียงเสนอที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช.ชุดใหญ่ เพื่อพิจารณาลงมติอย่างหนึ่งอย่างใดเท่านั้น 

เหตุที่ทำให้คนนึกถึงคดีนี้ เพราะเป็น ‘คดีสำคัญ’ และ เกี่ยวข้องกับ ‘นักการเมืองสำคัญ’

อย่างที่ทราบกันดีว่า คดีทุจริตระบายข้าวจีทูจี มีนักการเมืองสำคัญที่เกี่ยวข้องอย่าง ‘บุญทรง เตริยาภิรมย์’ ซึ่งขณะนี้อยู่ในเรือนจำจากคดีทุจริตระบายข้าวจีทูจี ล็อตแรก นอกจากนั้นยังมี ‘ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร’ ที่หลบหนีออกนอกประเทศทันก่อนการพิจารณาไม่กี่วันเท่านั้น

นอกจากนี้ ยังมีบุคคลสำคัญที่คนส่วนใหญ่รู้ดีว่า ‘ทักษิณ ชินวัตร’ อดีตนายกรัฐมนตรี และ ‘เยาวภา วงศ์สวัสดิ์’ อดีต ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย เป็นผู้อยู่เบื้องหลัง และป.ป.ช.น่าจะมีข้อมูลหลักฐานที่ครบถ้วนและแน่นหนา พอที่จะชี้มูลความผิด ตามที่ ประธาน ป.ป.ช. แย้มออกมา

'ครูธัญ' ร้อง พม.รับผิดชอบกรณีมูลนิธิทำร้ายเด็ก ดักคอ!! อย่าอ้างเป็นมูลนิธิที่เปิดมายาวนานและมีประวัติดี

ธัญวัจน์ ก้าวไกล เรียกร้อง พม.รับผิดชอบกรณีมูลนิธิทำร้ายเด็ก ทำร้ายร่างกาย บังคับทำงาน และใช้ภาษาที่ไม่เหมาะสมกับเด็ก 

(4 พ.ย. 65) ธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกล กล่าวถึงประเด็นข่าวของมูลนิธิเด็กแห่งหนึ่งในจังหวัดสมุทรสงคราม ที่มีการนำเสนอข่าวประเด็นการร้องเรียน มีเด็กในความดูแลของมูลนิธิถูกทำร้ายร่างกาย เช่น ต่อยตี ใช้ไม้ไผ่ฟาด ไม้ม็อบฟาด จนเลือดออก บางรายโดนจับกดน้ำ และให้อาบน้ำคลอง รวมถึงการนำเด็กไปทำงานในรีสอร์ทแห่งหนึ่งโดยให้ค่าแรงวันละ 10 บาท รวมถึงคลิปที่มีการถือไม้เรียว ใช้ภาษาที่ไม่เหมาะสมกับเด็ก 

เมื่อมีภาพเหล่านี้ออกไปพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดสมุทรสงครามได้ให้ความเห็นต่อสื่อมวลชนว่า เป็นมูลนิธิที่เปิดมายาวนานและมีประวัติดี เพราะได้เข้ามาตรวจสอบ พูดคุยกับเจ้าหน้าที่ และมีการสุ่มการพูดคุยกับเด็ก 

ธัญวัจน์ กล่าวว่า "ตนมีความสงสัยอย่างมากว่าท่านมีการวิธีการ ระเบียบวิธีปฏิบัติ และขั้นตอนตรวจสอบคุณภาพอย่างไร และไม่ว่าขั้นตอนจะเป็นอย่างไรคงต้องถึงเวลาทบทวนและพิจารณาระเบียบวิธีปฏิบัติในการตรวจสอบดังกล่าวทั้งหมด 

"และคำถามต่อไปที่สังคมอยากรู้ว่าระเบียบวิธีการปฏิบัติและขั้นตอนการตรวจสอบคุณภาพนั้นเป็นเช่นเดียวกับมูลนิธิเด็กทั่วประเทศหรือไม่ ซึ่งรัฐมนตรีกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จุติ ไกรฤกษ์ ก็ควรออกมาตอบคำถามอย่างชัดเจน ว่ากระบวนการการช่วยเหลือและเยียวยาจะเป็นอย่างไรต่อไป

"สิ่งหนึ่งที่เราเห็นได้อย่างชัดเจน คือ ความสัมพันธ์ทางอำนาจ เพราะเมื่อเด็กพูดคุยกับเจ้าหน้าที่รัฐนั้น ก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่ในทางกลับกันการที่มีกลุ่มคนจิตอาสาเข้าไปทำกิจกรรมเด็กที่อยู่ในมูลนิธิกลับพูดคุยเรื่องราวอีกด้าน ที่เป็นความรุนแรงทั้งทางกายและจิตใจ นั่นหมายถึงว่า มีบางอย่างที่ปิดปากเด็กไม่ให้พูด หรือถ้าพูดไปก็กลัวที่จะถูกลงโทษซ้ำ จึงเลือกที่จะอยู่เงียบ ๆ และเลือกพูดกับคนที่เข้ามาทำงานจิตอาสาสมัครคิดว่าพวกเขาปลอดภัยและน่าจะให้การช่วยเหลือได้

‘จิรายุ’ แซะ ‘พรรคร่วมฯ’ อย่าทะเลาะกันบ่อย อยากเห็น ‘ปรองดอง’ ทำนโยบายที่เคยโม้ไว้

(4 พ.ย. 65) ที่รัฐสภา นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวว่า ฝ่ายค้านได้ตั้งคณะทำงานขึ้นมาติดตามตรวจสอบการทุจริตของรัฐบาล ฉะนั้น จึงขอฝากเตือนไปยังรัฐมนตรีหลายคนอย่าคิดว่าช่วงนี้เป็นช่วงนอนหลับ เพราะฝ่ายค้านทำงานตรวจสอบตลอด 24 ชั่วโมงเพื่อรวบรวมข้อมูล ซึ่งแน่นอนว่าจะนำไปสู่การเปิดเผยในสภาและเวทีนอกสภา ทั้งนี้ การตรวจสอบไม่ใช่แค่การอภิปราย ไม่ใช่แค่การใช้วาจาในสภาเท่านั้น มีการจับจริงเกิดขึ้นมาแล้วในหลายเรื่อง โดยมี 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาตนได้ยื่นเรื่องกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ไป 5 สำนวน ตนไปร้องไม่ได้มีกระดาษแค่ 4 แผ่น แต่ตนไปร้องเป็นหนังสือ เอกสาร พยานหลักฐานสำคัญ 4,000 กว่าหน้า จึงขอฝากรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง ท่านผู้นำประเทศอย่าได้นิ่งนอนใจ นอกจากนี้จะมีสำนวนสำคัญอีก 2-3 สำนวนส่งเข้าคณะกรรมาธิการ (กมธ.) กิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน สภาผู้แทนราษฎร ที่ตนเป็นประธานอยู่

“ขอเตือนไปยังรัฐบาลอย่าลักหลับในช่วง 4 เดือนสุดท้าย ไม่ว่าท่านจะวางแผนยุบสภาหรือไม่ หรือแม้กระทั่งที่ท่านบอกว่าจะครบวาระในวันที่ 23 มีนาคม ซึ่งผมไม่สบายใจอย่างยิ่งที่เมื่อวานนี้ (3 พฤศจิกายน) มีสมาชิกพรรคร่วมรัฐบาลพูดต่อกรรมาธิการว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จะยุบสภาภายในเดือนธันวาคมนี้ โดยไม่รออยู่ครบวาระ ซึ่งผมก็บอกว่า ผมไม่รู้ ผมไม่เชื่อ เพราะผมเคยเจอพล.อ.ประยุทธ์ แต่ไม่เคยไปจับเข่าคุยกับเขา ซึ่งสมาชิกฝ่ายรัฐบาลคนนั้น ก็ยังยืนยันว่าพล.อ.ประยุทธ์อยู่ไม่ครบวาระ เนื่องจากมีเงื่อนไข 180 วัน เพราะหากยุบสภาก่อน ก็จะต้องไปใช้อีกกฎหมายหนึ่ง แต่ถ้ายุบวันที่ 23 มีนาคม ก็จะครบตามที่กฎหมายบังคับคือ 180 วัน ไม่ว่า ท่านจะยุบเร็วหรือยุบช้า เรื่องของท่าน แต่เรื่องของฝ่ายค้านคือการติดตามตรวจสอบในทุกวินาทีจนกว่าท่านจะยุบสภาหรือท่านจะอยู่ครบวาระก็ตาม” นายจิรายุ กล่าว


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top