Saturday, 6 June 2026
POLITICS NEWS

พีระพันธุ์ซัดรัฐบาลซื้อไฟแพงเกินจริง จี้อนุทินหยุดเกรงใจนายทุน ทั้งที่ กพช. ชุดเดิมเคยสั่งชะลอ เตือนอย่าผลักภาระค่าไฟใส่ประชาชน

(21 พ.ย. 68) พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน โพสต์เฟซบุ๊กวิจารณ์มติรัฐบาลที่อนุมัติสัญญารับซื้อไฟฟ้าโซลาร์จากเอกชนเพิ่มอีก 2,100 เมกะวัตต์ ในราคา 2.16 บาทต่อหน่วย ทั้งที่ในสมัยรัฐบาลก่อน คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เคยมีมติให้ “ชะลอ” และเจรจาต่อรองราคา เนื่องจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) สามารถผลิตไฟเองได้ในต้นทุนเพียงราว 1.85 บาทต่อหน่วย และวันนี้ต้นทุนอุปกรณ์โซลาร์ก็ถูกลงกว่าเดิมมากแล้ว

พีระพันธุ์ระบุว่า ตนและ กพช. ในรัฐบาลชุดที่แล้ว เคยสั่งให้ กกพ. กฟผ. และกระทรวงพลังงาน ร่วมกันเจรจากับเอกชนเพื่อกดราคาลง เพราะในสัญญาเปิดช่องให้รัฐปรับราคาได้ พร้อมย้ำว่าในช่วงที่ตนกำกับดูแลกระทรวงพลังงาน “ไม่เคยเปิดประมูลซื้อไฟใหม่จากเอกชนเลย” เนื่องจากกำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศมีเหลือเกินความต้องการใช้อยู่แล้ว แม้นายทุนจะไม่พอใจแต่ก็เป็น “เส้นที่ห้ามข้าม” ในการใช้เงินประชาชน

พร้อมทิ้งท้ายโจมตีรัฐบาลชุดปัจจุบันว่า “กำลังซื้อไฟแพง ต้องหยุดเดี๋ยวนี้” และเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งเคยนั่งอยู่ใน กพช. ชุดเดิมด้วยกัน หยุดเกรงใจนายทุน และทบทวนมติรับซื้อไฟฟ้าโซลาร์ล็อตใหม่นี้ เพราะท้ายที่สุดหากรัฐยอมซื้อไฟในราคาแพงเกินจำเป็น ภาระทั้งหมดก็จะถูกผลักไปอยู่บนบิลค่าไฟของประชาชนอยู่ดี

‘ประเสริฐ’ เตือน "บางพรรค" หยุดพฤติกรรมตกปลาในบ่อเพื่อน ลั่น! แม้การโยกย้ายพรรคเป็นเรื่องปกติ แต่หากมีผลประโยชน์ตอบแทน ไม่ใช่วิถีประชาธิปไตย มั่นใจยื่นซักฟอกใช้เสียง "สส.เพื่อไทย" ได้

(20 พ.ย. 68) นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจตามรัฐธรรมนูญมาตรา 151 ว่า อยู่ระหว่างการตัดสินใจของคณะกรรมการยุทธศาสตร์ของพรรคครั้งสุดท้ายอีกครั้ง

ถามย้ำว่า พรรค พท.จะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจตามรัฐธรรมนูญมาตรา 151 ใช่หรือไม่ นายประเสริฐ กล่าวว่า ขณะนี้เรากำลังเตรียมการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจตามรัฐธรรมนูญมาตรา 151 อยู่ เรากำลังเตรียมข้อมูลที่ใช้ในการอภิปราย มีการประชุมและตั้งคณะทำงานแล้ว อยู่ระหว่างรวบรวมประเด็น อย่างไรก็ตาม การยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจใช้เฉพาะเสียง สส.พรรค พท.ได้ เนื่องจากตามรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ให้ใช้เสียง 1 ใน 5 ไม่ต้องใช้เสียงของพรรคประชาชน (ปชน.) หรือไม่ต้องยื่นโดยผู้นำฝ่ายค้าน ซึ่งขณะนี้พรรค พท.มี สส.140 คน และยังไม่ทราบท่าทีพรรค ปชน.ว่าจะร่วมยื่นญัตติด้วยหรือไม่

เมื่อถามว่า กรณีที่มีบางพรรคการเมืองพยายามที่ดึง สส.ของพรรค พท.ไปนั้น นายประเสริฐ กล่าวว่า ตนได้รับคำบอกกล่าวจาก สส.และสมาชิกพรรค พท.หลายคนว่ามีความอึดอัดใจที่มีพรรคการเมืองที่เป็นพรรครัฐบาลในปัจจุบัน ได้โทรศัพท์มาชวน สส.ของพรรค พท.ตลอดเวลาแม้จะปฏิเสธไปแล้ว ก็ยังโทรมาชวนไม่หยุด ตนคิดว่าพฤติกรรมแบบนี้คือพฤติกรรมตกปลาในบ่อเพื่อน

"อยากส่งสัญญาณบอกไปยังพรรคที่มาเชิญชวนว่าอยากให้เลิกพฤติกรรมเหล่านี้ แม้ว่าการโยกย้ายพรรคจะเป็นเรื่องธรรมดา แต่การโยกย้ายในลักษณะที่มีผลประโยชน์ตอบแทน ผมมองว่าไม่ใช่วิถีทางตามระบอบประชาธิปไตย ถือเป็นการทำลายระบอบประชาธิปไตยด้วยซ้ำ" นายประเสริฐ กล่าว

มุมมอง CEO ดัง!! ชี้คนเก่งเอกชนไทย มีเพียบแต่ไม่กล้าเข้า เพราะการเมืองเน่า มืออาชีพต้องการอิสระและอำนาจเต็ม พรรคใดให้ได้ อนาคตไทยอาจเปลี่ยนทิศ

(21 พ.ย. 68) เฟซบุ๊ก “Worawoot Ounjai ”หรือ นายวรวุฒิ อุ่นใจ ผู้ก่อตั้งบริษัท ออฟฟิศเมท จำกัด (มหาชน) โพสต์ระบุข้อความว่า จากที่ผมเคยทำงานภาคเอกชน และเคยทำงานสมาคมการค้าใหญ่ของประเทศไทยมานับสิบปี ทำให้มีโอกาสทำงานร่วมกับคนเก่งภาคเอกชนจากหลากหลายองค์กร

ผมมั่นใจว่าคนเก่ง คนดีภาคเอกชนไทย ในระดับเดียวกับคุณแต๋ม ศุภจี รัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์คนปัจจุบัน ยังมีอีกหลายสิบท่านครับ เพียงแต่ท่านเหล่านั้น อาจยังไม่เป็นที่รู้จักในสังคมวงกว้าง แต่ในภาคเอกชนจะรู้ฝีมือกันดี

และผู้บริหารมืออาชีพเหล่านี้ หลายท่านเก่งและมีชื่อเสียงในระดับโลกเลยด้วยซ้ำ...เสียดายที่หลายท่านไม่สนใจจะทำงานการเมืองกันเลย

เพราะทุกท่านจะส่ายหน้า และบอกว่าการเมืองไทยมันเน่าเฟะมาก..เข้าไปก็ทำอะไรไม่ได้มากเพราะนักการเมืองจะไม่ยอมถ้าเข้าไปมีนโยบายขัดขวางผลประโยชน์ของคนเหล่านั้น

นอกจากนี้ หลายท่านก็จะเอือมระอากับระบบข้าราชการไทย ที่ยากจะตอบสนองกับแนวคิดที่ทันสมัยและสปีดในการขับเคลื่อนของมืออาชีพจากภาคเอกชน

ทุกๆ ท่านที่เก่งจะบอกว่า ถ้าจะเข้าไปทำงาน ภาคการเมืองต้องให้อิสระและอำนาจเต็มโดยไม่เข้ามาก้าวก่าย ถ้าแบบนั้นค่อยน่าสนใจเข้าไปทำงานช่วยชาติ

เพราะถ้าไม่ได้อำนาจเต็มและมีอิสระในการทำงาน เข้าไปก็เสียชื่อเปล่าๆ เพราะขับเคลื่อนอะไรไม่ได้ เงื่อนไขที่ว่านี้...พรรคการเมืองมักไม่ยอมรับเสียด้วยสิ เรื่องให้อำนาจเต็ม และมีอิสระเต็มที่ในการทำงาน

ดังนั้นวันนี้ พรรคการเมืองไหน จะเชิญมืออาชีพที่เก่งๆ เข้ามาเป็นรัฐมนตรีในโควต้าพรรค ต้องยอมรับเงื่อนไขเหล่านี้จากมืออาชีพก่อนนะครับ แล้วมาดูกันว่า พรรคไหนจะเชิญผู้บริหารมืออาชีพ มาเป็นรัฐมนตรีได้จริง..และจะเชิญมาได้สักกี่คน

อนาคตประเทศไทย ถ้าจะมีก็ต้องมาจากรัฐมนตรีมืออาชีพเหล่านี้แหละครับ ถ้านักการเมืองเทา ยังครองเก้าอี้รัฐมนตรีกันอยู่แบบทุกวันนี้..ก็อยู่กันไปแบบเทาๆ ไร้อนาคตกันต่อไปครับ

ลองคำนวณเล่นๆ เงินเดือน–ทีมงาน สส. เดือนละ 2 แสนกว่า ปีนึงรัฐจ่ายให้ 500 คน เกิน 1,455 ล้าน บำนาญ สส. สูงสุดแตะเกือบ 8 หมื่น แต่ข้าราชการทำงาน 33 ปี ได้แค่ 15,000 บ.

(21 พ.ย. 68) นายเฉลียว คงตุก หรือ “นายหัวแมน” หรือที่รู้จักกันในนาม “นายหัวไทร” โพสต์เฟซบุ๊กว่า ว่างๆ ลองคำนวณดูว่า เราจ่ายเงินเดือนให้ สส.ปีละเท่าไหร่ รวมถึงบำนาญ สส.ด้วย
นักการเมืองสส.ได้ร่วมกันออกกฎหมายให้สิทธิ์ สส. (ตัวเอง)ให้ได้รับเงินบำนาญ ตามระยะเวลาการเป็น สส. ดังนี้

- เป็น สส. ๒ ปีรับบำนาญ ๒๒,๗๑๒ บาท
- เป็น สส ๓ ปีรับบำนาญ ๓๔,๐๖๘ บาท
- เป็น สส. ๗ ปี รับบำนาญ ๔๕,๔๒๔ บาท
- เป็น สส, ๑๑ ปี รับบำนาญ ๕๘,๒๘๐ บาท
- เป็น สส ๑๕ ปี รับบำนาญ. ๖๘,๑๓๖ บาท
- เป็น สส. ๒๐ ปี รับบำนาญ ๗๙,๔๙๒ บาท
"ข้อมูลเงินบำนาญข้าราชการ"
ผมรับราชการนาน ๓๓ ปี มีสิทธิ์ได้รับบำนาญ ๑๕,๐๐๐ บาท "มันยุติธรรม กันดีอยู่หรือ...."
#เงินเดือนสส.

รัฐต้องจ่าย เงินเดือน ส.ส.ต่อ 1 คน ตกเดือนละ = 242,560 บาท
เงินเดือน ส.ส. 71,230
+เงินเพิ่ม 42,330
รวม = 113,560
(ยังไม่รวมเบี้ยประชุมอีกวันละ 1,500 บาท +ข้าวฟรีมื้อละ 1000 บาท)
สส.1 คน ยังรับคนของตัวเองมาทำงานได้อีก 8 คน ดังนี้
- ผู้เชี่ยวชาญประจำตัว 1 คน เงินเดือน 24,000 บาท
- ผู้ชำนาญการประจำตัว 2 คน เงินเดือน 15,000 x 2 = 30,000
- ผู้ช่วยดำเนินงานอีก 5 คน 15,000 x 5 = 75,000 บาท

สรุป สส. 1 คน + ผู้ติดตาม = 242,560 บาท ต่อเดือน
#ต่อปี ต้องจ่ายให้ สส. 1 คน คือ 2,910,720 บาท
ถ้า สส.ทั้งหมด 500 คน ตกเดือนละ
= 121,280,000 บาท
ปีละ หนึ่งพันสี่ร้อยห้าสิบห้าล้าน..บาท
= 1,455,360,000 บาท
ในแต่ละปี รัฐบาลต้องจ่ายเงินเดือนให้ สส. และผู้ติดตาม สส.จำนวนมาก..??

พรรคการเมืองทรราช กับภารกิจด้อยค่าทหาร เดินเกมชั่วควบไปกับการแก้กฎหมาย ด้วยแผนร้ายหวังการล้มล้างสถาบัน

พรรคการเมืองที่ถูกสังคมไทยตีตราอย่างเป็นเอกฉันท์ว่า “ล้มล้างสถาบัน” แม้จะถูกยุบพรรคถึงสองครั้ง ก็ยังไม่หยุดเดินเกมทำลายสถาบันกษัตริย์ ขนาดมีหน้าที่เป็นฝ่ายค้านถึงสองสมัย นอกจากไม่คิดทำหน้าที่ตรวจสอบความผิดปกติของรัฐบาล ให้สมกับเงินเดือนที่ได้รับจากภาษีของประชาชน ยัง “ผสมโรงชั่ว” ทั้งกับรัฐบาล “คลิปขายชาติ” และรัฐบาล “หนูถีบจักรบนเขากระโดง” ต่างเอนเอียงไม่ลืมหูลืมตาหวังมีที่ยืนในอนาคต เพื่อจะใช้อำนาจเดินเกมล้มล้างสถาบันผ่านวิธีแก้ไขกฎหมาย 

มีแผนร้าย แผนสูง ก็เพื่อสนอง “ความวิปลาสในจิตใจตนเอง” ไม่ใช่เพื่อการอยู่ดีมีสุขของประชาชนคนไทยแม้แต่น้อย  

ตั้งพรรคการเมืองขึ้นมาก็ซ่อนเจตนาจะล้มสถาบันกษัตริย์ ยืนหนึ่งในภารกิจเปลี่ยนระบอบการปกครองเป็นเป้าแรก ยอมเป็น “เด็กเช็ดรองเท้าให้อเมริกา” ก็เพื่อให้มีกลุ่มทุนคอยหนุนกิจกรรมทำลายชาติของตนเองผ่านงานอีเวนต์ชั่ว ๆ สารพัด ทั้งหลอกใช้เด็กให้เป็นเหยื่อของความคิดโสมม รวมถึง “ผู้ใหญ่สามกีบ” ที่อยากมีที่ยืนทางสังคมไปติดคุก และหนีคดีไปต่างประเทศก็ไม่น้อย 

ในวันที่ทหารไทยแสดงความกล้าหาญ เอาเลือดเอาเนื้อป้องกันแผ่นดินชาติ จนบาดเจ็บ ล้มตาย แต่พรรคการเมืองเลว ๆ พรรคนี้ก็ยังด่า ยังด้อยค่าทหารไม่เลิกรา ไม่เคยแม้แต่จะแสดงความชื่นชม ให้กำลังใจ ทั้ง ๆ ที่ทหารเหล่านี้อุทิศกายใจเพื่อปกป้องอธิปไตยของประเทศชาติของตัวเองแท้ ๆ 

แต่ละวัน เดินหน้าดิสเครดิตทหาร เพื่อให้ประชาชนที่โง่เขลาเบาปัญญาคล้อยตาม ปั่นหัวคนที่ขาดสติให้หลงเชื่อ ให้ชิงชังทหารไทย มองทหารเป็นศัตรู เป็นภัยเงียบ จะปล่อยให้ทหารเป็นที่รักของคนไทยไม่ได้ เพราะจะผิดแผน ผิดเจตนารมณ์เลว ๆ ที่ตั้งเอาไว้ ถ้าทหารเป็นที่รักใคร่ของประชาชนคนไทย สถาบันกษัตริย์ก็จะยิ่งแข็งแรง เป็นปึกแผ่น ซึ่งเป็นสิ่งที่ “พรรคการเมืองทรราช” พรรคนี้ไม่อยากเห็น เพราะจะยิ่งทำให้การโค่นล้มการปกครองเป็นไปด้วยความยากลำบาก  

ประเทศไทยเดินมาถึงจุดที่มีคนไทยกลุ่มหนึ่ง รับจ้างต่างชาติเพื่อล้มล้างสถาบันกษัตริย์ของตนเองแล้ว คำกล่าวนี้ไม่เกินจริง ที่น่าเศร้าคือเคยมีคนไทยมากถึง 14 ล่านกว่า ๆ สนับสนุน 

ก็ไม่ทราบว่าถึงวันนี้ ใน 14 ล้าน ยังเลือกที่จะโฉดชั่วไปกับพรรคการเมืองนี้กี่คน? 

‘มนตรี เฉียบแหลม’ นักสู้ผู้ไม่ยอมแพ้ ยืนหยัดไม่เปลี่ยนพรรค ลงเขต 1 นครศรีฯ แม้กระแสไม่เอื้อ แต่ยังลงพื้นที่สม่ำเสมอ ยอมรับคนใต้ยังไม่เปิดใจรับพรรคเพื่อไทย

ต้องขอยกย่องชมเชย ‘มนตรี เฉียบแหลม’ ผู้มุ่งมั่นลงสมัคร สส. เขต 1 นครศรีธรรมราช ในนามพรรคเพื่อไทย แม้จะรู้ดีว่า กระแสเพื่อไทยในภาคใต้ไม่ใช่เรื่องง่าย คู่แข่งแข็งแกร่ง ฐานเสียงเดิมของพรรคก็ไม่ได้ใหญ่ 
 
“ต้องยอมรับความจริงว่า คนใต้ยังไม่เปิดใจรับพรรคเพื่อไทย แม้จะอยู่ในช่วงขาลงของประชาธิปัตย์ก็ตาม”

แต่ ‘มนตรี’ ไม่เคยคิดจะเปลี่ยนพรรค ไม่เคยต่อรองเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว ไม่คิดจะย้ายพรรค แม้บางครั้งพรรคทำให้ผิดหวังกับการจัดสรรให้ไปลงสมัครในเขตที่ไม่ถนัดก็ตาม

อย่างการเลือกตั้งปี 66 เสนอตัวลงเขต 1 พรรคส่งไปลงเขต 3 ซึ่งอยู่นอกเขตฐานเสียง แต่ก็ไม่มีสิทธิ์ หรือคิดจะปฏิเสธ ลงสมัครรับเลือกตั้งโซนปากพนัง-หัวไทร

‘มนตรี’ ยึดมั่นในพรรคเพื่อไทย เชื่อมั่นในนโยบายพรรค และการนำของพรรคมาตลอด

กล่าวสำหรับการเลือกตั้งปี 69 ‘มนตรี’ ก็ยังคงยึดมั่นอยู่กับพรรคเพื่อไทยอย่างไม่เปลี่ยนแปลงเสนอตัวลงเขต 1 นครศรีฯ

วันนี้พรรคเพื่อไทยได้เรียกตัวเข้าสัมภาษณ์อย่างเป็นทางการ ก่อนจะนำเข้าสู่ที่ประชุมเพื่อมีมติพิจารณาผู้สมัครรับเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ

หลายคนในพื้นที่ต่างมองว่า หากพรรคต้องการ “คนสู้จริง ไม่ทอดทิ้งพื้นที่” ชื่อของ มนตรี เฉียบแหลม ถือว่าเหมาะสมที่สุดคนหนึ่ง เพราะลงพื้นที่สม่ำเสมอ ทำงานเชิงนโยบาย และยืนหยัดเคียงข้างพรรคแม้วันที่กระแสไม่เอื้อ

ส่วนอาชีพนั้น มนตรี ทำธุรกิจขายไข่ไก่อยู่ในตลาดสำเพ็ง นครศรีฯ แบบไม่เอาเปรียบ หรือเอากำไรเกินควร ในนาม ‘ดร.ไข่’ และขยายสาขาออกไปทั่วเมืองนคร ใครขึ้นราคาแต่ “ไข่มนตรีไม่ขึ้น”

อีกอาชีพหนึ่งคือการเปิดสถานบริบาล เพื่อดูแลผู้สูงอายุในช่วงที่สังคมไทยย่างเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย พร้อมกับการเปิดโรงเรียนบริบาล ในหลายจังหวัด ทั้งนครศรีฯ สุราษฎร์ธานี สงขลา เป็นต้น ทั้งสองธุรกิจได้รับกระแสตอบรับที่ดีมาก และกำลังขยายตัว

สำหรับเขต 1 มนตรีจะต้องสู้กับแชมป์เก่า ‘ราชิต สุดพุ่ม’ ย้ายจากประชาธิปัตย์ไปอยู่ภูมิใจไทย ‘ทรงศักดิ์ มุสิกอง’ สส.ประชาธิปัตย์ ย้ายจากเขต 2 มาลงเขต 1 พรรคเดิม

‘รศ.ดร.รงค์ บุญสวยขวัญ’ อดีต สส. พลังประชารัฐ ย้ายไปลงกล้าธรรม ‘ปรีชา แก้วกระจ่าง’ ยังไม่เปิดตัวลงพรรคไหน แต่ลงแน่นอน ‘สุภาพ ขุนศรี’ ถ้าตกลงกันได้น่าจะลงในนามพรรคพลังประชารัฐ

‘อภิสิทธิ์’ ยื่น ปปง. ตรวจเส้นทางเงินแก๊งสแกมเมอร์ เรียกร้องปราบปรามธุรกิจสีเทา เผยมีชื่อรัฐมนตรีชุดปัจจุบันเอี่ยว 2 คน โยงขายหุ้นบางจาก-ธนาคาร BIC

‘อภิสิทธิ์’ ยื่นหนังสือพร้อมข้อมูลส่ง ปปง. ตรวจสอบเส้นทางเงินสแกมเมอร์ ย้ำต้องเริ่มจากเรื่อง บริษัททุน 330 บาท ซื้อหุ้นกิจการหลักร้อยล้าน โยงกรณีขายหุ้นบางจาก ขยายผลคนไทยเกี่ยวข้องรายชื่อสหรัฐฯคว่ำบาตร คาดมีไม่ต่ำกว่า 10 คน เผยระดับรัฐมนตรีในรัฐบาลปัจจุบัน  2 คน มีเอี่ยวด้วย

(20 พ.ย. 68) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วยนายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคได้เดินทางมายื่นหนังสือเอกสารหลักฐานที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินเพื่อให้ดำเนินการกับกลุ่มสแกมเมอร์และทุนเทาที่เกี่ยวข้องกับบุคคลในประเทศไทย โดยมีนายกมลสิษฐ์ วงศ์บุตรน้อย รองเลขาธิการปปง. เป็นผู้รับหนังสือ
.
นายอภิสิทธิ์กล่าวว่าทางพรรคประชาธิปัตย์เรียกร้องให้รัฐบาลไทยเร่งปราบปรามธุรกิจสีเทาและเครือข่ายอาชญากรข้ามชาติ โดยเฉพาะกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับผู้ที่ถูกสหรัฐอเมริกาขึ้นบัญชีดำ เพื่อปกป้องภาพลักษณ์ อธิปไตย และเศรษฐกิจของประเทศ โดยมีการยื่นหลักฐานธุรกรรมต้องสงสัยให้แก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งสาเหตุที่เรื่องนี้เป็นเรื่องด่วนเพราะว่าสหรัฐอเมริกากำลังอยู่ในขั้นตอนการออกกฎหมายระบุตัวบุคคลที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมเหล่านี้ และถ้าหากกฎหมายนี้ผ่าน สหรัฐฯ อาจเข้ามาดำเนินการกับอะไรได้อีกหลายอย่างในระยะเวลาไม่เกิน 6 เดือนหลังจากนี้

โดยหลายประเทศดำเนินการยึดทรัพย์เครือข่ายเหล่านี้แล้ว แต่ประเทศไทยยังไม่มีการดำเนินการใดๆ ทั้งที่ถูกจับตา

อีกทั้งข้อเสนอของรัฐบาลจีนที่จะส่งเจ้าหน้าที่มากำกับดูแลการปราบปรามสแกมเมอร์บริเวณชายแดนไทย-จีน และการดำเนินการของสหรัฐฯ อาจทำให้ภาพลักษณ์ของไทยเสียหายอย่างหนัก กลายเป็นประเทศที่อำนวยความสะดวกแก่อาชญากรรมโลก และกระทบต่ออธิปไตยไทยได้

หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์กล่าวต่อไปว่า ธุรกิจสีเทาไม่เพียงทำลายเศรษฐกิจ แต่ยังครอบงำการลงทุนและอาจส่งผลถึงการเมือง ดังนั้นพรรคประชาธิปัตย์ยืนยันว่าจะไม่ยอมให้ธุรกิจสีเทาเข้ามาครอบงำการเมือง และหากมีการครอบงำ ต้องเร่งแก้ไขให้ชัดเจน ด้วยเหตุนี้ทางพรรคจึงได้ตรวจสอบธุรกรรมของบุคคลที่เกี่ยวข้องกับสแกมเมอร์ ซึ่งมีรายชื่ออยู่ในกฎหมายของสหรัฐฯ

จนพบความผิดปกติในการทำธุรกิจ อาทิ บริษัทที่จดทะเบียนด้วยทุนเพียง 10 ดอลลาร์สหรัฐฯ (330 บาท) สามารถเข้าซื้อกิจการมูลค่าสูงกว่าเป็นร้อยเท่าหรือล้านเท่า โดยบริษัทเหล่านี้เชื่อมโยงกับบุคคลที่สหรัฐฯ ขึ้นบัญชีดำ และยังไปเกี่ยวข้องกับบริษัทพลังงานหลักของประเทศไทย ซึ่งตกเป็นข่าวซุบซิบว่าเป็นต้นเหตุของความขัดแย้งระหว่างไทยกัมพูชาเมื่อไม่นานมานี้ และพรรคยังพบความผิดปกติอื่น ๆ ได้แก่ การซื้อขายหลักทรัพย์ในราคาเกินจริง และการจัดโครงสร้างบริษัทเพื่อเลี่ยงข้อจำกัดการทำกิจการของบริษัทต่างชาติ

นายอภิสิทธิ์กล่าวต่อไปว่าดังนั้นทางพรรคจึงเรียกร้องไปยังปปง.ให้ใช้ความผิดปกติของธุรกรรมเหล่านี้เป็นจุดเริ่มต้นในการขยายผลการตรวจสอบเชื่อมโยงไปยังรายชื่อบุคคลอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง และเพิ่มชื่อผู้กระทำผิดเพื่อนำไปสู่การระงับการทำธุรกรรม และการอายัดทรัพย์สิน รวมไปถึงประสานกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และสถาบันการเงินอื่นๆเพื่อดำเนินการตรวจสอบ และระบุตัวเจ้าของเงินและผู้ได้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง รวมไปถึงประสานงานกับหน่วยงานต่างประเทศ เนื่องจากเรื่องนี้เป็นปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ

โดยเป้าหมายหลักของการมายื่นหนังสือในวันนี้คือต้องการปราบปรามกระบวนการอาชญากรรมเหล่านี้ให้เป็นจริง ไม่ได้เจาะจงที่บุคคลหรือนักการเมือง แต่หากพบการเกี่ยวข้อง ต้องดำเนินการตามกฎหมาย

หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ยังได้เรียกร้องไปยังนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลเพื่อให้สนับสนุนการทำงานของหน่วยงานที่มีอำนาจตามกฎหมาย และการเมืองต้องไม่เข้าไปแทรกแซงหน่วยงานที่ใช้อำนาจตามกฎหมาย โดยเสนอนายกรัฐมนตรีว่าไม่ควรแต่งตั้งบุคคลที่เชื่อมโยงกับผู้ที่ถูกสงสัยว่าเกี่ยวข้องกับกระบวนการสแกมเมอร์ซึ่งอยู่ในรายชื่อร่างกฎหมายของสหรัฐฯ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้กับประเทศไทย 

"หลักฐานที่นำมาในวันนี้คือเส้นทางการเงิน ที่ได้เปรียบเทียบจากรายชื่อแบล็กลิสต์ของสหรัฐอเมริกา กระทั่งพบเส้นทางการเงินที่ผิดปกติ โดยพบว่ามีปลายทางของเส้นทางการเงินมาที่บริษัทพลังงานและบุคคลสำคัญของไทย เบื้องต้นต้องการให้ ปปง. นำหลักฐานไปใช้เริ่มต้นกระบวนการซึ่งปรากฏพยานหลักฐาน เพื่อเชื่อมโยงไปยังบุคคลที่เกี่ยวข้องสำหรับยับยั้งและยุติการยักย้ายถ่ายโอนทรัพย์สินเพื่อนำไปใช้กระทำความผิดต่ออีก สำหรับรายชื่อที่ตัวเองมีข้อมูลอยู่มีทั้งอดีตรัฐมนตรีในสมัยรัฐบาลที่แล้ว และรัฐมนตรี 2 คนในชุดรัฐบาลปัจจุบัน ส่วนเส้นทางการเงินจะขยายไปเชื่อมโยงกับบุคคลอื่นๆเพิ่มเติมหรือไม่ก็ให้เป็นหน้าที่ของการสืบสวนสอบสวนเพราะไม่ได้ตั้งเป้าว่าจะต้องดำเนินคดีกับบุคคลใดเป็นพิเศษ การจะเอาผิดขึ้นอยู่กับพยานหลักฐาน แต่ก็คาดว่าผู้เกี่ยวข้องน่าจะมีมากกว่า 10 คน" นายอภิสิทธิ์กล่าว

เมื่อถามถึงกรณีของนายเบนจามิน เมาเออร์เบอร์เกอร์ นักธุรกิจแอฟริกาใต้ ผู้ซึ่งอยู่ในรายชื่อคว่ำบาตร และปรากฏภาพถ่ายอยู่กับนายทักษิณ ชินวัตร ทางพรรคประชาธิปัตย์จะเข้าไปตรวจสอบเรื่องนี้หรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่าเข้าใจว่าพรรคประชาชน เอารูปนี้เข้าไป เท่าที่เห็นก็มีการเสนอรูปนี้อยู่ แต่รู้ว่าถ้าอะไรจะมีการปิดตาคนหนึ่ง แต่ไม่ได้ปิดตาอีกคน ซึ่งเราก็สงสัย แต่ก็อย่างที่บอกว่าการที่จะบอกว่าใครเกี่ยวข้องหรือไม่เกี่ยวข้อง เราไม่สามารถจะใช้แค่ภาพถ่ายได้ เราต้องใช้ธุรกรรม ซึ่งเป็นสิ่งที่ปรากฏชัดเจน

เมื่อถามต่อว่าเอกสารที่มายื่น ปปง.ในวันนี้มีเกี่ยวข้องกับดีลสำนักงานประกันสังคมในการขายหุ้นบางจาก รวมถึงกรณีที่บางจากได้ขายหุ้นให้กับบริษัทจากต่างชาติหรือไม่

นายอภิสิทธิ์กล่าวว่ามีทั้งหมดรวมไปถึงกรณีธนาคาร BIC  จากหลายสัญชาติ กรณีการขายหุ้นบางจาก ก็เป็นสิ่งที่เรายื่นให้ ปปง.ดำเนินการตรวจสอบด้วย

เมื่อคนไทยเริ่มไม่สนที่มา ‘เงินเทา’ ยอมรับคอร์รัปชัน ‘โกงได้ ขอให้แจกบ้าง’ สะท้อนวิกฤตศรัทธาระบบการเมืองไทย ไม่สนหลักการขอเพียงผลประโยชน์ตรงหน้า

โกงได้ ขอให้แจกบ้าง ไม่สนเงินสีเทา

น่าวิตกกับคำว่า “โกงได้ ขอให้แจกบ้าง ไม่สนเงินสีเทา” เป็นประโยคที่ได้ยินบ่อยขึ้นในการเมืองท้องถิ่นและระดับชาติ ชวนให้วิเคราะห์ได้ลึกมาก เพราะมันสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของประชาธิปไตยไทยหลายมิติ

1) การยอมรับ “คอร์รัปชันเชิงวัฒนธรรม”
ประโยคนี้สะท้อนว่า คนจำนวนหนึ่งเริ่มมองว่า การโกงเป็นเรื่องปกติ ไม่ต้องการให้สะอาดหมดจด แค่ “อย่าลืมแบ่งผลประโยชน์ให้ประชาชนบ้าง”

นี่คือชุดความคิดที่ทำให้คอร์รัปชันในไทย “ไม่ถูกต่อต้านจริงจัง” เพราะประชาชนบางกลุ่มรู้สึกว่าถูกระบบหลอกมาตลอดจนรู้สึกว่าโกงก็ได้ ขอแค่ไม่เสียเปรียบ ขอให้แบ่งปันกันมาบ้าง

2) ประชาชนไม่เชื่อมั่นว่ารัฐจะดูแลอย่างเป็นธรรม ภาษานี้คือสัญญาณว่า “รัฐไม่เคยทำให้เรามีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างพอเพียง ทำให้เรายอมทุกอย่างเพื่อเงินทันที”

ประชาชนที่รู้สึกว่าตัวเองถูกทอดทิ้งมัก “ไม่สนหลักการใหญ่ของประชาธิปไตย” เพราะต้องเอาตัวรอดก่อน ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าเทอม ค่าผ่อนรถ ใช้หนี้

3) เงินคือเครื่องมือทางการเมืองที่ทรงพลังที่สุด อันสะท้อนสภาพที่ว่า เงินสามารถซื้อคะแนน เงินซื้อความเชื่อถือเงินซื้อความชอบธรรมได้

ประชาชนบางส่วนยังมองว่า “เงินจากนักการเมือง” เป็นรายได้ที่จับต้องได้มากกว่านโยบายระยะยาว

4) ระบบพรรคการเมืองอ่อนแอจนประชาชนไม่รู้สึกผูกพัน เมื่อพรรคอ่อนแอ ศรัทธาต่ออุดมการณ์การเมืองลดลง ชอบคนมากกว่าพรรค ชอบเงินมากกว่านโยบาย ไม่สนอุดมการณ์เพราะไม่เคยเห็นผลจริง

5) ความยากจนเชิงโครงสร้างผลักประชาชนให้ “ขายเสียงเชิงจำยอม” นี่ไม่ใช่ “ความโลภ” แต่คือ ความสิ้นหวังทางเศรษฐกิจ คนจำนวนหนึ่งมองว่า
“นักการเมืองโกงอยู่แล้ว งั้นขอให้เราได้ประโยชน์อย่างน้อยตอนเลือกตั้ง”
เป็นวงจรที่ทำลายประชาธิปไตยจากฐานราก

6) ความคาดหวังต่อผู้นำต่ำมาก ประโยคนี้สะท้อนว่า ประชาชน ไม่คาดหวังความโปร่งใสหรือประสิทธิภาพ แต่คาดหวังแค่ ช่วยเหลือเฉพาะหน้า มีเงินลงพื้นที่ ทำให้ชุมชนไม่เงียบเหงา การเมืองไทยจึงวนอยู่กับ populism และเงินสะพัดทุกครั้งที่เลือกตั้ง

สรุป ประโยค “โกงได้ ขอให้แจกบ้าง เงินสีเทาก็ได้” คือดัชนีวัดว่า
ประชาธิปไตยไทยกำลังอยู่ในภาวะที่ “ประชาชนไม่เชื่อว่าระบบจะให้ความเป็นธรรมกับพวกเขาได้”

มันเป็นการเมืองที่พังมาจากความเหลื่อมล้ำ พรรคการเมืองอ่อนแอ การศึกษาเรื่องสิทธิประชาชนที่ไม่ถูกสร้าง และความไม่ไว้วางใจรัฐสะสม

แม้นว่า เสียงส่วนหนึ่งประชาชนยอมรับการโกง การซื้อเสียง โดยไม่สนที่มาของเงิน นี่คือกระบวนการบั่นทอน กัดเซาะทำลายประชาธิปไตยอย่างแท้จริง 

รวมไทยสร้างชาติ ขยับ เดินหน้าปรับทัพยกระดับทีมสื่อสาร แต่งตั้ง ‘อรรถวิชช์’ รักษาการโฆษกพรรค ดัน ‘ศศิกานต์-เกรียงไกรมาศ’ นั่งรองโฆษก เน้นสื่อสารนโยบายคมชัดรับศึกเลือกตั้ง

‘รวมไทยสร้างชาติ’ ปรับทัพสื่อสาร ตั้ง “ดร.อรรถวิชช์” รักษาการโฆษก พร้อมดัน “ศศิกานต์–เกรียงไกรมาศ” ขึ้นรองโฆษกพรรค

พรรครวมไทยสร้างชาติประกาศปรับโครงสร้างทีมสื่อสารครั้งสำคัญ โดยแต่งตั้ง ดร.อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ให้ทำหน้าที่ รักษาการโฆษกพรรค เพื่อเสริมความเข้มแข็งด้านการสื่อสารนโยบายและทิศทางทางการเมืองของพรรคให้คมชัดยิ่งขึ้น

พร้อมกันนี้ ได้แต่งตั้ง นางสาวศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ อดีตรองโฆษกรัฐบาล และ นายเกรียงไกรมาศ พจนสุนทร พิธีกรและดีเจดัง ให้ดำรงตำแหน่ง รองโฆษกพรรค เพื่อร่วมขับเคลื่อนภารกิจด้านข้อมูล ข่าวสาร และการสื่อสารสาธารณะให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ ทางพรรคขอย้ำถึงจุดยืนว่า รวมไทยสร้างชาติ คือ “พรรคของคนทำงาน” สมาชิกทุกคนเข้าสู่สนามการเมืองด้วยความมุ่งมั่นเพื่อ‘ทำงานการเมือง’ ไม่ใช่เพื่อ ‘เล่นการเมือง’ และพร้อมผลักดันงานทุกด้านให้เห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม

การปรับทัพครั้งนี้สะท้อนความมุ่งมั่นของพรรคในการพัฒนาการสื่อสารให้ทันสถานการณ์ ตอบโจทย์ประชาชน และนำเสนอนโยบายได้อย่างเป็นระบบ ชัดเจน และเข้าถึงมากยิ่งขึ้น

‘สส. กฤต ชนนพัฒฐ์’ ลั่นพร้อมเข้าสู่กระบวนยุติธรรม ให้ตรวจสอบในทุกมิติ ยันหากสรุปว่าผิดจริง จะยุติบทบาททางการเมืองทันที

(19 พ.ย. 68) นายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว สส. เขต 4 จังหวัดสงขลา พรรคกล้าธรรม โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวเมื่อวันที่ 18 พ.ย. 68 โดยระบุว่า ผมขอเรียนชี้แจงต่อพี่น้องประชาชนและสื่อมวลชนอย่างเป็นทางการต่อกรณีที่เกิดขึ้นในช่วงหลายวันที่ผ่านมา

ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผมถือว่าความโปร่งใสและการยืนอยู่บนหลักนิติธรรมเป็นสิ่งสำคัญที่สุด วันนี้จึงขอชี้แจงให้ชัดเจนอีกครั้งว่า

ผมพร้อมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมทุกขั้นตอนอย่างเต็มใจ ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสอบจาก ป.ป.ง. หรือจากหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ผมยินดีให้ตรวจสอบจนถึงที่สุด เพื่อให้ข้อเท็จจริงทั้งหมดปรากฏอย่างตรงไปตรงมา

สำหรับกรณีที่ผมไม่ได้เดินทางไปชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการนั้น ผมขอเรียนว่า ไม่ได้มีเจตนาเลี่ยงการตรวจสอบแต่อย่างใด เพราะการตรวจสอบที่มีผลผูกพันตามกฎหมายจริง ๆ คือกระบวนการยุติธรรม ซึ่งผมได้ให้ความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับทุกหน่วยงานมาโดยตลอด และพร้อมให้ตรวจสอบในทุกมิติ

ผมขอยืนยันว่า หากผลการตรวจสอบสรุปว่าผมมีความผิดจริง ผมพร้อมยุติบทบาททางการเมืองทันที เพราะผมเชื่อว่า “คนทำงานให้ประชาชน ต้องยอมรับทุกผลลัพธ์จากการตรวจสอบ”

แต่ในขณะเดียวกัน ผมก็เชื่อมั่นในข้อเท็จจริงและหลักฐานที่ผมมีว่า ผมสามารถพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเองได้

ผมขอให้พี่น้องประชาชนเชื่อมั่นว่า ผมจะยืนหยัดต่อสู้ในกระบวนการยุติธรรมตามหลักฐานและข้อเท็จจริง โดยไม่โต้เถียงใคร ไม่กล่าวโทษใคร และไม่ใช้วาทกรรมทางการเมืองตอบโต้ใครทั้งสิ้น

หน้าที่ของผม คือสู้ในชั้นกฎหมาย หน้าที่ของประชาชน คือได้รับความจริง และหน้าที่ของนักการเมือง คือรับผิดชอบต่อสังคม

ผมจะทำหน้าที่ของผมให้ดีที่สุด ขอบคุณทุกกำลังใจ และขอบคุณทุกคำวิจารณ์ที่เกิดจากความหวังดีต่อบ้านเมือง


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top