Saturday, 6 June 2026
POLITICS NEWS

‘พีระพันธุ์’ ลุยน้ำพัทลุง มอบถุงยังชีพ 1,000 ชุดถึงมือชาวบ้าน พร้อมกำชับ ‘สส.นิติศักดิ์’ ช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มที่

(25 พ.ย. 68) นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้ลงพื้นที่ตำบลปันแต อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้ พร้อมนำถุงยังชีพ 1,000 ชุด มอบให้ชาวบ้านกว่า 500 ครัวเรือน ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ คณะผู้บริหารพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้แก่ นายชื่นชอบ คงอุดม รองหัวหน้าพรรค, นายวิสุทธิ์ ธรรมเพชร รองหัวหน้าพรรค, นายสยาม บางกุลธรรม นายทะเบียนสมาชิกพรรค, นางสาวศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกพรรค และนายนิติศักดิ์ ธรรมเพชร สส.พัทลุง เขต 2 ได้ร่วมติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

นายพีระพันธุ์กล่าวต่อพี่น้องชาวปันแตและควนขนุน โดยยอมรับว่าสถานการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติในพื้นที่ภาคใต้ปีนี้ หนักกว่าปีที่ผ่านมา โดยระบุว่า ในปีที่แล้ว ตนพร้อมด้วยนายวิสุทธิ์และนายนิติศักดิ์ ได้เดินทางมาตรวจเยี่ยมและดำเนินการผลักดันน้ำลงสู่ทะเลน้อยอย่างเต็มที่ แต่สถานการณ์ในปีนี้กลับรุนแรงยิ่งกว่าเดิม

นายพีระพันธุ์ระบุว่า ภัยธรรมชาติครั้งนี้ไม่ได้เกิดเฉพาะในพื้นที่พัทลุงเท่านั้น แต่เกิดขึ้นหลายพื้นที่ในภาคใต้ โดยเฉพาะที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ซึ่งได้รับผลกระทบหนักมาก และจังหวัดสตูลที่ประสบปัญหาน้ำท่วมในปีนี้ แม้ว่าจะไม่เคยท่วมมานานหลายปีแล้ว นายพีระพันธุ์ได้กล่าวขอบคุณ ทีมงานในพื้นที่ที่ปฏิบัติงานอย่างเข้มแข็งและให้ความช่วยเหลือประชาชนมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นายวิสุทธิ์ ธรรมเพชร นายก อบจ.พัทลุง และรองหัวหน้าพรรคฯ รวมถึง นายนิติศักดิ์ ธรรมเพชร สส.พัทลุง เขต 2 ซึ่งได้รับความไว้วางใจจากประชาชนให้ทำหน้าที่อย่างเต็มที่ทั้งในสภาผู้แทนราษฎรและในพื้นที่

"ครูพี่บลู" ลงพื้นที่ภาคตะวันออก ฟังเสียงคนจันทบุรี - ระยอง – สระแก้ว เตรียมนำข้อมูลจัดทำนโยบายทุกมิติ พร้อมเปิดรับสมาชิกใหม่ร่วมขับเคลื่อนพรรค

เมื่อวันที่ 22-23 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา ผศ.ดร.ศักย์ ทับพลี หรือ "ครูพี่บลู" รองหัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่ ได้นำทีมงานลงพื้นที่พบปะพี่น้องประชาชนในพื้นที่ภาคตะวันออก อย่างใกล้ชิด ได้แก่ จังหวัดจันทบุรี ระยอง และสระแก้ว เพื่อรับฟังปัญหาและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับพ่อแม่พี่น้องในพื้นที่

การลงพื้นที่ครั้งนี้เป็นไปอย่างเป็นกันเองและได้รับความสนใจจากประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างดี โดยครูพี่บลูได้พูดคุยสอบถามถึงปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินชีวิต ทั้งด้านการศึกษา เศรษฐกิจ การเกษตร ราคาผลผลิต รวมถึงความต้องการด้านสวัสดิการและคุณภาพชีวิต เพื่อนำข้อมูลที่ได้ไปเป็นส่วนหนึ่งในการกำหนดนโยบายของพรรคต่อไป

นอกจากนี้ พรรคไทยก้าวใหม่ยังได้ถือโอกาสเปิดรับสมัครสมาชิกพรรคใหม่ในพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งได้รับกระแสตอบรับอย่างอบอุ่น โดยมีประชาชนจำนวนมากให้ความสนใจและแสดงความจำนงค์เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งกับพรรคไทยก้าวใหม่ ที่มุ่งเน้นการทำงานด้านการศึกษา เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและสร้างความเปลี่ยนแปลงให้แก่สังคม

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการลงพื้นที่จังหวัดสระแก้ว ทีมงานได้เดินทางไปยัง บ้านหนองจาน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่อยู่ตามแนวชายแดน เพื่อรับฟังปัญหาเฉพาะของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ดังกล่าวอย่างเจาะลึก ตัวแทนประชาชนในบ้านหนองจานได้สะท้อนปัญหาที่สำคัญและแตกต่างจากพื้นที่อื่น อาทิ ปัญหาที่ดินทำกินที่ทับซ้อน  พื้นที่ความมั่นคง ปัญหาด้านความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ตามแนวชายแดน ครูพี่บลูได้บันทึกทุกปัญหาและให้ความมั่นใจว่าพรรคไทยก้าวใหม่จะนำประเด็นเหล่านี้ไปศึกษาเพื่อผลักดันเป็นนโยบายในการสร้างความมั่นคงและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนตามแนวชายแดนอย่างยั่งยืน

‘จุลพันธ์’ รับ ‘เท้ง’ ขอ ‘เพื่อไทย’ ยื่นซักฟอก หลัง รธน.ผ่านวาระ 3 แต่ไม่ได้ข้อสรุป ย้ำ เดินหน้าตรวจสอบรัฐบาลแน่

วันที่ 24 พ.ย.68 นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวเป็นนัยในรายการกรรมกรข่าวคุยนอกจอ ถึงการคุยกับพรรคเพื่อไทยให้ขอชะลอยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพื่อให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ ผ่านวาระ 3 ก่อน โดยยอมรับว่า มีการร้องขอแบบนั้นจริง พรรคเพื่อไทยยืนยันในเรื่องจุดยืน ว่า จะเดินหน้าตรวจสอบรัฐบาล แต่พรรคประชาชนได้ร้องขอให้ชะลอ เพื่อรอการลงมติการแก้ไขรัฐธรรมนูญวาระ 3 แต่ยังไม่มีข้อตัดสินใจ โดยหลังจากนี้ก่อนเปิดสมัยประชุมสภา จะติดต่อประสานงานพูดคุยกับนายณัฐพงษ์ เพื่อสรุปทิศทางการดำเนินการอีกครั้ง

ส่วนความเป็นไปได้ในการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ หลังผ่านวาระ 3 นั้น นายจุลพันธ์ กล่าวว่า มีความเป็นไปได้ทุกอย่าง แต่เราต้องคำนึงถึงทุกองค์ประกอบ และต้องหารือกัน ซึ่งมีการพูดคุยมาแล้วหนึ่งครั้งในเรื่องทิศทางการทำงานของทั้งสองพรรค แต่ตามมารยาทก่อนที่พรรคเพื่อไทยจะดำเนินการอย่างไร คงต้องประสานงานกลับไปยังพรรคประชาชน แต่การตัดสินใจของพรรคเพื่อไทย ไม่ได้ขึ้นอยู่กับข้อจำกัดนี้ และคงเป็นการตัดสินใจภายใน ว่า จะดำเนินการตรวจสอบรัฐบาลอย่างไร เมื่อไหร่ หากพรรคประชาชนตัดสินใจอย่างไร จะร่วมในกระบวนการตรวจสอบ หรือ จะรออย่างไร ก็เป็นอำนาจเป็นการตัดสินใจของแต่ละพรรคการเมือง

นายจุลพันธ์ ยังกล่าวถึงกรณีที่พรรคประชาชนเปิดตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ว่า ไม่เหนือความคาดหมาย ทั้งสามคน ก็คุ้นหน้าคุ้นตากันดี มีความสนิทสนม รู้มือกันในการทำงาน และไม่ได้ประหลาดใจที่ใช้บุคคลภายใน ก็ขอให้สามารถเดินหน้าได้ตามที่ตั้งหวังไว้ ในส่วนของพรรคเพื่อไทย ได้กำหนดไว้ว่า จะเปิดตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม คาดว่า เป็นเดือนธันวาคมนี้ ซึ่งก็ขอให้รอดดู ว่า จะเป็นที่ประทับใจของประชาชนมากน้อยแค่ไหน

เมื่อถามถึงแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย หากเปิดตัวมาแล้วจะช่วยดึงกระแสกลับมาได้หรือไม่ นายจุลพันธ์ กล่าวว่า มีความเชื่อมั่น ว่า แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย มีองค์ประกอบที่หลากหลาย มีพื้นหลัง พื้นเพที่มีความแตกต่าง เพื่อที่จะสามารถตอบโจทย์ให้ประชาชนในแต่ละกลุ่มได้ ถือเป็นจุดเด่นของแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย

ส่วนประชาชนจะรับแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทยได้หรือไม่ นายจุลพันธ์ กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยไม่ได้หยุดนิ่ง ผู้สมัคร สส. ของพรรค กรรมการบริหารพรรค ลงพื้นที่ และทำงานเชิงรุก เข้าหาประชาชน เพราะคือ DNA ของพรรค การทำงานใกล้ชิด และเข้าถึงประชาชน ถือเป็น DNA ของสมาชิกพรรคเพื่อไทยทุกคน และตั้งแต่ที่ตนเองเข้ามารับตำแหน่ง ก็ได้รับการตอบรับที่ดีมากจากประชาชน โดยเฉพาะคนที่ยังรัก และศรัทธาในพรรคเพื่อไทยที่ยังมีจำนวนมาก

เมื่อถามว่าจะทำอย่างไรในการดึงสมาชิกไม่ให้ไหลออกอีก นายจุลพันธ์ ระบุว่า เรื่องนี้ไม่ได้เป็นประเด็นปัญหา ซึ่งเลขาธิการพรรค ทำงานหนักในเรื่องการคัดตัวผู้สมัคร ที่มีคนเข้ามาสัมภาษณ์ และประสงค์เข้ามาสมัครจำนวนมาก คนที่ไปก็ไป คนที่อยู่ก็อยู่ และสู้กันอย่างเข้มแข็ง ไม่มีอะไรน่าห่วง การเลือกตั้งทุกครั้งธรรมชาติ คือ ทุกครั้งจะมีสมาชิกเปลี่ยนหน้า มีทั้งคนเก่า คนใหม่ มีการเข้า - ออก มีการสอบได้สอบตก เป็นเรื่องธรรมชาติ ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นเรื่องการตอบสนองของประชาชน ทั้งตัวบุคคล นโยบาย แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ถ้าตอบโจทย์ได้ทั้งหมดก็ไม่มีประเด็นอะไรน่าห่วงใย เชื่อว่า วันนี้พรรคเพื่อไทยยังอยู่ในจุดที่เข้มแข็ง มีจุดเด่น และสามารถที่จะขับเคลื่อนพรรคไปสู่ชัยชนะในการเลือกตั้ง และเป็นรัฐบาลได้ในที่สุด

 

เปิด 8 คำถามถึง ‘ธนาธร’ หากพรรคประชาชนได้เป็นรัฐบาล จะร่วมราชพิธี - จะยืนเคารพธงชาติหรือไม่? สุดท้ายขออย่าเป็นนักประชาธิปไตยจอมปลอม

(24 พ.ย. 68) เพจเฟซบุ๊ก ‘สุขศรี ชื่อนี้แม่ให้มา’ ได้โพสต์ข้อความ ถามไปยังนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้นำทางความคิดของพรรคประชาชน ถึงบทบาทในอนาคตหากพรรคประชาชนได้เป็นรัฐบาลว่า บทความนี้เคยเขียนครั้งแรกเมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2562 แต่มาวันนี้ ธนาธรประกาศออกมาแบบนี้ ฉันก็เลยเอาบทความนี้มา Edit แล้วโพสใหม่อีกรอบหนึ่งแล้วกันกับเรื่องประชาธิปไตยจอมปลอมของพวกคุณ และพวกบ้านจันทร์ส่องหล้าด้วย

คุณธนาธร วันนี้คุณต้องตอบให้ชัดเจนว่า

1. หากคุณเป็นส่วนหนึ่งของรัฐบาล? ในพระราชพิธีต่าง ๆ คุณจะไปร่วมพระราชพิธีไหม? เพราะในงาน..คุณต้องร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีด้วยนะ รู้ยัง?

2.คุณมีความเกี่ยวข้องกับหนังสือต่ำช้า "ฟ้าเดียวกัน" หรือไม่? เกี่ยวข้องยังไง? ใครที่ยังไม่ได้อ่านก็กรุณาไปหาอ่าน จะได้รู้ความคิดเลว ๆ ของคนบางคน (ฉันถามให้คุณตอบ เพราะคุณเป็นบุคคลสาธารณะ ไม่ได้บอกให้คุณไปฟ้องคนที่ถาม รวมทั้งตัวฉันด้วย เพราะเขามีสิทธิถามคนที่จะมาปกครองประเทศให้สิ้นสงสัย)

3.ปิยบุตร คือนิติราษฎร์ คือพวกไม่เอาสถาบันฯ ใช่หรือไม่?

4.คุณธนาธรนับถือศาสนาอะไร หรือศรัทธาอะไร ถ้ามี...ขอรูปภาพที่ชัด ๆ โพสมาสัก 4-5 ภาพ อะไรก็ได้ หรือว่าคุณไม่นับถือศาสนาอะไรเลย?

5.ถ้าคุณเป็นรัฐบาล จะยังคงให้นักเรียนร้องเพลงชาติไทยหน้าเสาธงอยู่ไหม? เพราะเห็นคนที่ชื่นชมคุณบอกว่าได้ยินเพลงชาติแล้วคลื่นไส้ !

6.คุณและพวกจะยืนตรงเคารพเพลงสรรเสริญพระบารมีในโรงภาพยนตร์ไหม? หรือว่าจะเดินเข้าไปหลังจากเพลงนี้จบ?

7.คุณจะออกกฎหมายใหม่ ไม่ให้มีทั้ง เพลงชาติ-เพลงสรรเสริญพระบารมี ใช่หรือไม่?

8.ธงชาติไทย มี 3 สี หมายถึงอะไร? ช่วยสรุปให้คนที่เลือกคุณฟังชัด ๆ ว่าคุณจะไม่เอาเลยใช่ไหม ทั้ง ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ....และถ้าคุณเป็นรัฐบาล คุณก็ต้องเปลี่ยนสีธงชาติสิ หรือไม่?

ถ้าถามต่อ... สงสัยจะลากกรูไปโรงพักแน่ ๆ เอาแค่นี้ก่อนแล้วกันนะ 555

จบเรื่องของธนาธร...ตัดภาพมาที่วาทกรรมของเครือข่ายทักษิณ... พูดแต่ส่วนดีของประชาธิปไตย ยกตัวอย่างประชาธิปไตยของบางประเทศมาพล่ามตอนหาเสียง ถามว่าประชาธิปไตยดีไหม ดีแน่นอน ถ้าประชาชนตระหนักรู้และคิดได้เอง 100% ไม่ใช่ซื้อ-ขายเสียง ประชาธิปไตย "กาละ 300-500 บาท"... หรือไม่จริง? ใครกล้าไปสาบานกับฉันบ้าง โทรมาเลยนะ ไปวัดพระแก้วกันเลยพรุ่งนี้... ถ้าไม่พูดถึงเรื่องแก้แค้น-แก้รัฐธรรมนูญ หรือเอาทักษิณกลับไทย ก่อนจะจัดตั้งรัฐบาล พวกคุณต้องบอกประชาชนให้กระจ่าง ถึงสิ่งที่พวกคุณทำได้จริง ๆ และเอาเงินมาจากไหน? ไม่ใช่พล่ามว่าจะทำโน่นทำนี่ แต่เงินในกระเป๋ามีแค่เท่าที่จัดเก็บภาษีได้ในแต่ละปี... คิดง่าย ๆ ให้ชาวบ้านเข้าใจคือ..ถ้าคุณมีเงิน 1 ล้าน ก็ต้องสร้างบ้านในวงเงินเท่านั้น ใช่ไหม? แต่ถ้าต้องการปลูกบ้านให้หลังใหญ่ขึ้นไปอีกโดยใช้เงิน 2 ล้านบาท ก็ต้องไปกู้เงินธนาคารมา ใช่หรือไม่? การที่รัฐต้องการเงินมาพัฒนาประเทศเพื่อเอาใจประชาชน ตามที่ตัวเองหาเสียงไว้เกินจำนวนเงินภาษีที่จัดเก็บมา ก็ต้องไปกู้เงินจากที่อื่น ใช่ไหม? ไม่ว่าจะออกพันธบัตรรัฐบาล หรือกู้เงินจากต่างประเทศ หรือจะอะไรก็แล้วแต่ มันก็อีหรอบเดิม คือก่อภาระหนี้ให้กับประเทศ แล้วจะต่างอะไรกับ อาร์เจนตินา/กรีซ/เวเนซุเอล่า? บอกก่อนนะว่าพวกเราขี้เกียจไปยืนตากแดดฟัง กปปส.(2) มาล้มพวกคุณอีก เพราะเอาเงินภาษีไปใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่าย แถมโกงเงินเข้ากระเป๋าของพวกพ้องของตนอีก จริงไม่จริง ก็ต้องไปดูคำพิพากษาของศาล 

เราเองไม่ได้ให้ความสำคัญ และไม่ได้ให้ราคากับคำว่า "ประชาธิปไตย" สักเท่าไหร่ แต่เราให้ความสำคัญกับคนที่มาปกครองมากกว่า ว่าจะบริหารประเทศอย่างไรให้บ้านเมืองมีความสงบสุข ประชาชนมีความสุข บ้านเมืองเจริญรุ่งเรือง หาทางกำจัดคนชั่ว คนคดโกงให้สูญพันธุ์ไปให้หมด.... ถ้าคุณคิดว่าคุณยกตัวอย่างความเจริญและความเป็นประชาธิปไตยของฝรั่งเศสมาเล่าขานให้ผู้คนฟัง แต่ทำไมคุณไม่เล่าว่าในวันนี้เกิดอะไรขึ้นกับฝรั่งเศสบ้าง? ไปดูสิ ถนนชองเซลิเซ่..เละเทะไปหมด ร้านค้าแบรนด์ดัง ๆ ถูกเผา ประท้วงกันทุกสุดสัปดาห์มาเกิน 1/2 ปีแล้ว ป่านนี้ยังไม่หยุดเลย  คนเราคิดจะคบกัน ต้องเล่าให้ฟังทั้งสิ่งที่ดีและสิ่งไม่ดีของกันและกันใช่ไหม? แต่ทำไมคุณพูดอยู่แต่เรื่องดี ๆ ของระบอบประชาธิปไตยในฝันของคุณเช่นของประเทศฝรั่งเศส ที่ล้มล้างสถาบันแล้วก้าวเข้าสู่ประชาธิปไตยเต็มรูปแบบ ...คุณต้องกลับมาถามตัวเองว่าประชาธิปไตยของประเทศไทยไปถึงจุดนั้นแล้วหรือยัง? การศึกษาของประชากรครอบคลุม 100% เหมือนประเทศเอสโตเนียไหม? คนไทยคิดเองได้ 100% ไหม? ทุกวันนี้ยังซื้อ-ขายเสียงกันอยู่เลย ใช่ไหม? นโยบายประชานิยมอะไรต่อมิอะไรก็ขายฝันมาหมด แต่ไม่เคยดูว่า อาร์เจนตินา - กรีซ - เวเนซุเอล่า ก็ล่มสลายมาแล้ว เพราะประชานิยมนี่แหละ และคนไทยรู้หรือยังกับเรื่องพวกนี้? ถึงบอกว่า เวลานี้ยังไม่ใช่เวลาของคุณ ....คงไม่ต้องเล่าว่าเกิดอะไรขึ้นกับประเทศอื่น ๆ หรอกนะ ที่ตัดสินใจผิดพลาดแล้วคุมสถานการณ์ไม่ได้จนถึงทุกวันนี้ ....และถ้าพวกคุณไปศึกษาประวัติศาสตร์การเมืองไทยเพิ่มอีกสักนิด ก็จะรู้ว่า สมัยที่คณะราษฎร์เปลี่ยนแปลงการปกครองในสมัย ร.7 ได้สำเร็จ ชนชั้นปกครองต่างก็แสวงหาอำนาจ อยากเป็นใหญ่ในแผ่นดิน แบ่งเค้กกันไม่ลงตัว-เลยวุ่นวายกันไม่จบ สุดท้ายต้องไปกราบทูลเชิญพระมหากษัตริย์กลับมาปกครองประเทศ ...ตามพระองค์มาทำไม? ในเมื่อ

ชนชั้นปกครองพูดกรอกหูตัวเองทุกวัน ๆ ว่าไม่เอาสถาบัน ๆ แล้วเอาอยู่ไหม?

ไหน ๆ  คุณก็พูดกรอกหูตัวเองทุกวัน ๆ ว่าตัวเองเป็นประชาธิปไตย พูดจนเข้าฝันอะ 555... คิดดูว่าพูดหนักมากแค่ไหน หรือไม่จริง? ก็ลองเปิดใจหัดเป็นประชาธิปไตยแบบที่ตัวเองพูด มาฟังฉันเล่าให้คุณฟังหน่อยสิ ฉันเองยังฟังพวกคุณพูดเลย 555 พวกคุณตอบฉันสิว่า...ปารีสทุกวันนี้ต่างจากซ่องโจรตรงไหน? ฉกชิงวิ่งราวทรัพย์สินของนักท่องเที่ยวหนักยิ่งกว่าเมืองไทยอีก ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินมีกี่เปอร์เซ็นต์ ช่วยตะโกนถามคนไทยที่อยู่ที่ปารีสหน่อยสิ คุณทำไมไม่เล่า? ปลายปี 61 ฉันส่งจดหมายไปต่อว่ารัฐมนตรีมหาดไทยของฝรั่งเศสมาแล้ว และเขาก็ตอบกลับมาว่าเสียใจและจะดำเนินการต่อให้ ก็เท่ากับยอมรับว่าบ้านเมืองของเขามีปัญหาจริง ๆ โดยเฉพาะอาชญากรรมที่เกลื่อนเมือง และยังแก้ไขปัญหาอื่น ๆ ไม่ได้อีกหลายอย่าง เพราะอะไรรู้ไหม? เพราะเศรษฐกิจของฝรั่งเศสแย่ไง ไม่มีเงินแม้แต่จะบูรณะบริเวณรอบ ๆ หอไอเฟล ไปแหกตาดูสิ ทางเดินมีแต่ฝุ่น อะไร ๆ ก็รกหูรกตาไปหมด กับผู้อพยพขายของข้างทางแบกะดิน ถ้าเป็นที่อื่นฉันจะไม่ว่าเลย แต่...นั่นคือ Top 5 ของโลก สถานที่ ๆ ทุกคนต้องไปเยือนครั้งหนึ่งในชีวิตนะ !!! รู้ยัง? และคุณทำไมไม่เล่าล่ะว่ากษัตริย์ของฝรั่งเศสผลาญเงินภาษีไปมากมายขนาดไหน ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้ทำประโยชน์อะไรกับบ้านเมืองอย่างต่อเนื่องเหมือนสถาบันกษัตริย์ของไทย... กษัตริย์ของฝรั่งเศส/จีน/รัสเซีย/อิหร่าน/เนปาล และอื่น ๆ อีกมากมายในอดีตที่ล่มสลายไป ต่างจากไทยตรงไหน? คุณต้องเล่าให้หมดสิ ป่านนี้คุณยังแยกแยะไม่ได้เลย แล้วคุณจะแยกแยะดีกับชั่วได้อย่างไร?

ตัดภาพไปที่ประเทศจีน ประชาธิปไตยตรงไหน? เล่ามา! ฉันไปจีนปีละกี่ครั้ง ถามสิ! ถ้าให้ฉันเล่าเรื่องประวัติศาสตร์การปกครองของจีน อีก 10 วันก็เล่าไม่หมด เป็นอันว่า...วันนี้จีนคือเจ้าหนี้ของทุกประเทศทั่วโลก ไม่เว้นแม้แต่อังกฤษและอเมริกา นี่คือเรื่องจริงที่ไม่มีใครพูด ในขณะที่เขาไม่เคยจัดการเลือกตั้ง ไม่เคยมี สส. มีแต่สมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ แล้วต้องไปศึกษาดูนะว่าสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์เดินมายังไง ไม่เห็นมีใครลุกมาแก้ผ้าโชว์นมเพื่อร้องโหยหวนหาประชาธิปไตย.. ลองไปถามคนจีน 1,400 ล้านคนว่าต้องการประชาธิปไตยไหม? เขาจะทำหน้างง ๆ แล้วถามว่า รูปร่างหน้าตาของประชาธิปไตยมันเป็นแบบไหนล่ะ เหมือนดินสอไหม? หรือเหมือนมะเขือเทศ? เพราะเขาไม่รู้จักไง! เขารู้แค่ว่า ผู้นำของเขาทำให้พวกเขาอยู่ดีกินดีก็พอใจแล้วคร้าบบบบ... ประชาชนจีนไม่เคยแคร์เลยว่าจะมีระบบ single gateway ปิดหูปิดตาประชาชนแบบ 100% ...ไม่มีหรอกที่คุณข้ามพรมแดนจากฮ่องกงเข้าจีนไปแล้ว คุณจะสามารถดู Youtube, Instagram, Facebook, Google map, Line, และอื่น ๆ อีกมากมาย.... สมัยก่อนหนักกว่านี้อีก เขาถึงเรียกจีนว่า ประเทศหลังม่านเหล็กไง ! รู้ยัง?

ตัดภาพไปที่อิรัก... น่าสงสารประชาชนของเขามาก Suicide Bombing 1 ครั้ง ผู้คนตายไปประมาณ 70-80 คน และเกิดบ่อยมากในรอบ 1 ปี เพราะอะไร? เพราะใคร? คงต้องเล่าอีก 10 วันถึงจะจบ สรุปง่าย ๆ ว่าพี่ตำรวจโลกเจอไหม? ที่อ้างกับชาวโลกเพื่อรุกราน+ทำลายประเทศของเขาให้ย่อยยับ อิรักต้องมีผู้นำเผด็จการแบบซัดดัมนั้นแหล่ะถึงจะเอาอยู่ ดี ๆ ชั่ว ๆ ยังไงเขาก็อยู่กันมาได้หลายปีดีดัก อย่าไปเผือกกับเขาเลย เพราะมุสลิมแต่ละกลุ่มเป็นพวกหัวรุนแรง ถ้าไม่มีผู้นำที่เข้มแข็งก็เละแบบทุกวันนี้ไง รัฐจะมาให้ทุกคนพอใจหมดทั้งประเทศนะ ทำไม่ได้หรอก พอจบชีวิตผู้นำที่เอาอยู่ เห็นไหมว่าเกิดอะไรขึ้น? แล้วพี่ตำรวจโลกรับผิดชอบอะไรกับชีวิตคนอิรักบ้างในวันนี้ ตอบมา !

ตัดภาพไปที่บรูไน ตอบมาสิว่า คณะรัฐมนตรีมายังไง? ประชากรของประเทศมี 3 แสนกว่าคน ทำไมไม่ลุกมาประท้วงเรียกหาประชาธิปไตย ผู้หญิงออกมาประท้วงสิ ว่ารัฐบาลคืนสิทธิของเขาคืนมา ๆๆๆๆ ขอเขามีสิทธิไปสระผมที่ร้านนอกบ้านได้ไหม?.. ขอย้ำ +++ แค่ไปสระผมนอกบ้านนะ ไม่ได้ไปฆ่าคน! ทำไมต้องจับเขาไปโรงพักและถีบออกนอกประเทศ (เพื่อนของฉัน-เป็นคนฟิลิปปินส์ เจอมากับตัวเอง และทุกวันนี้ก็ถูกแบนห้ามเข้าประเทศ) เพราะประชาธิปไตยสำหรับพวกเขามันกินไม่ได้ไง เขาจะลุกมาดิ้นพราด ๆ หาประชาธิปไตยทำไม ในเมื่อบ้านเมืองเขาสงบสุข ประชาชนอยู่ดีกินดี ค่ารักษาพยาบาลก็ฟรี สาธารณูปโภคก็แทบจะฟรี ขนส่งสาธารณะก็แทบจะฟรี เพราะผู้นำที่เอาใจใส่ทุกข์ของประชาชนในประเทศ ใช่ไหม? แล้วผู้นำของไทยในอดีตล่ะ? โครงการจำนำข้าวผลาญไปเท่าไหร่? ถ้าไม่ผิดก็กลับมาอธิบายสิ 

ตัดภาพไปที่ซาอุดีอาระเบีย มีการเลือกตั้งไหม? ทำไมพี่ตำรวจโลกไม่ไปรุกราน ไม่ไปโยนระเบิดใส่สัก 2-3 ลูกตอนที่นักข่าวซาอุดีอาระเบีย จามาล คาช็อกกี ถูกสังหารที่สถานกงสุลซาอุดีอาระเบียในนครอิสตันบูล ประเทศตุรกี เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2018, ผู้หญิงซาอุฯขอใบอนุญาตขับขี่รถได้ครบหรือยัง? ผู้หญิงออกนอกบ้านไปเดินห้างเดี่ยว ๆ โดยไม่มีผู้ชายที่เป็นคนของครอบครัวไปด้วยได้ไหม? เกิดมาชาตินี้มีแต่สามีเท่านั้นที่จะได้เห็นหน้าเมีย ใช่ไหม?... สิทธิ+เสรีภาพ+ประชาธิปไตย อยู่ตรงไหน? แต่...เขาก็อยู่กันได้ ใช่ไหม?

ตัดภาพมาที่สิงคโปร์ ใกล้ ๆ บ้านของเราบ้าง... ใครบอกประชาธิปไตย? สมัยที่มาเลเซียตัดนิ้วก้อยสิงคโปร์ออกไป โห...แย่เลย ทั้งน้ำประปา ไฟฟ้า และทุกอย่างพึ่งมาเลย์หมด อุตส่าห์ขอไปซบ รวมประเทศกับเขาได้แค่พักเดียวก็โดนเขี่ยออกมาอีก สิงคโปร์จึงต้องประกาศว่า ฝนทุกหยดฉันต้องดักให้ได้ทุกเม็ด แต่การที่คุณจะสร้างและพัฒนาประเทศโดยที่ไม่มีทรัพยากรอะไรอยู่ในมือเลย ความร่วมมือของคนในชาติต้องเข้มแข็งและเป็นหนึ่งเดียวเท่านั้น จึงเป็นที่มาของเผด็จการในช่วงหนึ่ง ตัดหมดเลยทั้งสื่อหนังสือพิมพ์ต้องหยุดข่าวให้ร้ายประเทศของตนเอง ตัดสิทธิและเสรีภาพของประชาชนกันขนาดไหน? กว่าเขาจะมาถึงจุดนี้ ต้องกลับไปถามคนเก่าคนแก่ของสิงคโปร์ดู

ถ้าฉันต้องเล่าอีกสัก 10 ประเทศ กลัวว่าคนจะไม่อ่าน เพราะอัตราเฉลี่ย คนไทยทั้งประเทศ อ่านหนังสือไม่เกิน 8 บรรทัด แต่ถ้าอ่านเกินได้ อิชั้นว่า...ประเทศจะไปไกลกว่านี้นะ 555

วกกลับมาเรื่องเศรษฐกิจ... ที่มีคนคอยเป่าหูคนรุ่นใหม่-สมาธิสั้นอยู่ทุกวันๆ ว่า 5 ปีมานี้เศรษฐกิจแย่ จะทนไปอีกนานแค่ไหน? ค้าขายก็แย่ ....คนรุ่นใหม่เขาเกิดมาในยุคของความสะดวกสบาย อาจจะสนใจเฉพาะอะไรที่แปลกตาและฉาบฉวย แห่ตามกันไปโดยที่ไม่รู้ความหมาย เขาเกิดมาไม่ทันเห็นพระราชกรณียกิจของ ร.9 ที่ออกข่าวตอน 2 ทุ่มทุกวัน และทุกวันนี้ ร้อยทั้งร้อยบอกว่าข่าวพระราชกรณียกิจเป็นเรื่องที่น่าเบื่อหน่ายจึงเดินไปปิดโทรทัศน์ หรือเปลี่ยนช่องไปดูข่าวบันเทิงแทน.... เขาเกิดมาไม่ทันเห็นถนนเข้าหมู่บ้านเต็มไปด้วยโคลนครึ่งน่องในหน้าฝน ไม่เคยเห็นทีวีขาว-ดำที่ต้องเสียบแบตเตอรี่จากรถยนต์เพราะทั้งหมู่บ้านยังไม่มีไฟฟ้าใช้ ไม่เคยเดินข้ามแม่น้ำไป-กลับวันละ 7 กม.เหมือนฉัน หลังเลิกเรียนก็ไม่เคยไปหาบน้ำใส่ตุ่มเพื่อใช้อาบและล้างถ้วย เพราะคนรุ่นใหม่แค่เปิดก๊อกก็มีน้ำใช้อย่างสบาย ๆ.... จึงไม่รู้ว่าพระองค์ท่านทรงงานหนักแค่ไหนกว่าที่คนรุ่นใหม่จะมีความเป็นอยู่ที่ดีกันอย่างทุกวันนี้... สำหรับฉันฉันไม่เคยเชื่อวาทกรรมของคนมากกว่าการกระทำ พ่อของฉันไม่เคยมานั่งสอนฉันให้เป็นคนดี ไม่เคยสอนให้รวย เพราะท่านทำแต่งานจึงไม่มีเวลามานั่งสอนลูก ๆ ทั้ง 6 คน แต่การกระทำของพ่อ บอกเราได้มากกว่าคำพูดหลายร้อยเท่าว่า "คนขยันทำงานเท่านั้นที่จะไม่อดตาย และไม่ต้องไปเลือกว่างานอะไร ขอให้เป็นงานที่สุจริต เราต้องทำได้หมด" ในอดีตที่ผ่านมา...ไม่ว่าใครมาเป็นรัฐบาล ก็จะมีอีกฝ่ายหนึ่งออกมาบอกว่าเศรษฐกิจไม่ดีมาทุกยุค-ทุกสมัย แต่ที่แน่ ๆ เมื่อใดที่บ้านเมืองไม่สงบ อันนี้เศรษฐกิจของไทยพังแน่นอน !!! ไม่ว่าใครจะพูดกรอกหูเราทุกวัน ๆ ยังไงก็แล้วแต่ พวกเราต้องทำมาหากิน ถ้าพวกเราทุกคนขยันทำมาหากิน จะจนได้ยังไง? และจะมีเวลาไปฟังนักการเมืองเพ้อเจ้อไหม? แล้วถ้าประเทศไทยไม่มีใครจน แล้วนักการเมืองจะหน้าด้านออกมาพูดว่าเศรษฐกิจไม่ดีอีกไหม? ถ้าพูด..ก็จะกลายเป็นลิเกหลงโรงทันที เพราะมันไม่เข้ากับสถานการณ์เลย ...เศรษฐกิจของประเทศมันจะแย่ก็ต่อเมื่อถูกแบนทางเศรษฐกิจจากทั่วโลกเหมือนเกาหลีเหนือไง แต่ 5 ปีที่ผ่านมานี้ ไทยถูกแบนหรือยัง? แล้วมีชาวนาผูกคอตายเพราะพิษเศรษฐกิจเหมือนรัฐบาลที่ผ่านมาหรือยัง? ไอ้ที่บอกว่ายุคทักษิณเศรษฐกิจดี ๆๆๆ ดียังไง? เอาเงินในอนาคตมาใช้เนี่ยนะ ฉันไม่ต้องเป็นนายกฉันก็ทำได้ ขอบอก... ไม่ใช่เงินของฉัน ๆ ก็แจกได้ หมู่บ้านละ 1 ล้านบาท เผลอ ๆ ฉันให้มากกว่านั้นยังได้เลย 555

ทั้งหมดทั้งมวลที่พูดมาวันนี้ เพื่อจะบอกว่า สถาบันกษัตริย์ ต้องคงอยู่คู่กับประเทศไทย เพื่ออะไรน่ะเหรอ? เพื่อความมั่นคงของชาติไง ไม่ใช่เฉพาะแต่ความมั่นคงทางด้านป้องกันประเทศเท่านั้น แต่รวมทั้งความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และความมั่นคงทางการเมือง-การปกครองด้วย ถ้าประเทศถูกรุกราน(ไม่ใช่แค่รุกรานทางการทหาร) หรือล่มสลายเพราะนโยบายประชานิยม หรือถูกครอบงำด้วยตำรวจโลกเหมือนอิรัก เหมือนเยเมน แล้วเราจะอยู่กันยังไง?

ฉันพูดมากวันนี้ เพราะฉันรักประเทศไทย ฉันรักสถาบันกษัตริย์ที่กอบกู้บ้านเมืองมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน พ่อสอนให้เราอยู่อย่างพอเพียง ลืมกันไปแล้วหรือ? ทุกครั้งที่บ้านเมืองเผชิญหน้ากับสถานการณ์ที่วิกฤติ พ่อที่อยู่บนฟ้าช่วยปัดเป่าให้พวกเราพ้นทุกข์ทุกครั้งใช่ไหม? ยังจำกันได้ไหม... พระองค์ท่านเรียกลุงจำลองกับลุงสุจินดามาเข้าเฝ้า ทุกข์ของคนไทยมลายสิ้นทันที.... ฉันไม่ได้ห่วงตัวเอง เพราะครอบครัวของฉันไม่ได้ถือสัญชาติเดียว จะอพยพจากประเทศไทยไปเมื่อไหร่ก็ได้ แต่ฉันเกิดที่นี่และจะตายที่นี่เท่านั้น ฉันไม่ลืมกำพืดของตัวเอง ไม่เคยด่าประเทศชาติของตัวเองให้ต่างชาติฟัง ถึงเราจะเดินช้า แต่ไม่ได้หมายความว่าเราไปไม่ถึง เราถึงแน่นอนค่ะ เหมือนที่พี่จีนทำสำเร็จมาแล้ว รักเธอประเทศไทย

ปล. คลิปสัมภาษณ์ธนาธรจากสำนักข่าวดังที่ต่างประเทศ เมื่อไหร่จะเอาออกมาโชว์ซะที? เนี่ย..ฉันไปเยือนมาหลายสำนักแล้วนะ ทั้ง ABC(ออสเตรเลีย), Fuji TV (ญี่ปุ่น), TV Asahi (ญี่ปุ่น) และอื่น ๆ (แต่ดิฉันปฏิเสธอัลจาซีร่าไป)

 

แคนดิเดตนายกฯ พรรคประชาชน ชี้ ทั้ง 3 คน ยังไม่ว้าว!! เปรียบ ‘เท้ง’ เป็นนมจืดที่ไร้จุดขาย แนะหยุดปั้นเป็น ‘เน็กซ์ธนาธร – นิวพิธา’

(24 พ.ย. 68) นายอธึกกิต แสวงสุข ที่หลายคนรู้จักในนาม 'ใบตองแห้ง' คอลัมนิสต์การเมือง ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กถึงแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคประชาชน ซึ่งเปิดตัวเป็นที่เรียบร้อยว่า 

(มิตรที่ใกล้ชิดพรรค)
เปิดตัวแคนดิเดตนายกพรรคประชาชน

มองอาจารย์ต้นจริงจัง
ครบเรื่องความรู้ ความสามารถ บุคลิกภาพ พูดดีฉะฉาน วันนี้เห็นคาริสมาด้วย 
แต่ยังไม่เห็นชาร์มมิ่ง  
ซึ่งของแบบนี้สร้างได้อยู่ ต้องใช้เวลา เป็นตัวเลือกที่ดีมาก 

ส่วนเท้งจืด เป็นนมจืดแบบแดรี่ควีน 
แบบวัวกินหญ้า วัวอารมณ์ดี ฟรีเคจวิ่งอิสระ 
รสเข้มข้นครบเครื่องคุณประโยชน์ถึงแต่จืด 
ซึ่งจืดก็ดีแบบจืด

หาจุดขาย
คิดเองว่าควรขายลุคเนิร์ด นักเทคโนโลยีไปเลย
มาเวย์นักสู้ก็ไม่แมตช์ เวย์ดาราช่องเจ้าเสน่ห์ก็ไม่ได้ 
สายปราศรัยก็ยังไม่พีก ฟังแล้วยังไม่ขนลุกปลุกฝัน
ยังไม่สั่นความหวังในหัวใจ เป็นคนที่พูดแล้วยังไม่ว้าว
ซึ่งยังไม่มั่นใจเหมือนกันว่าจำเป็นต้องว้าวมั้ย แต่คิดว่าควร ดีสำหรับตัวเขา
ของมีเด่นชัดทางใดก็ดันไปซักทางน่าจะดี
อย่าไปปั้นเป็นเน็กซ์ธนาธร นิวพิธา 
นึกไม่ออกเหมือนกัน 
ไม่มีข้อมูล ดูจากระยะไกล
อาจจะผิด 
ไม่เคยคุยกันเลยซักคำเดียว

คุณไหมเก่งนะ ก็เหมาะสมในหลายด้านแล้วเป็นตัวเลือกที่ OK ไม่มีอะไรแปลกใจ

ส่วนแคนดิเดต ผู้ว่ากทม
สงสารน้อง ๆ ที่ลงสก. 
ส่งกำลังใจให้ละกัน

วิเคราะห์ก้าวต่อไปของ ‘กัณวีร์ สืบแสง’ มีโอกาสสูงตั้งพรรคใหม่ สร้างบ้านทางการเมือง ลดข้อจำกัดพรรคเล็ก ชูจุดแข็งเพื่อสิทธิมนุษยชน–ชายแดนใต้

โอกาส และความเป็นไปได้ที่ “กัณวีร์ สืบแสง” จะตั้งพรรคเอง

ทำพรรคใหม่มีความเป็นไปได้สูง ทั้ง ๆ ที่ปัจจุบัน กัณวีร์ สืบแสง เป็นเลขาธิการพรรคเป็นธรรม และเป็น สส.หนึ่งเดียวของพรรคเป็นธรรม แต่การดำรงตนอยู่บนพรรคเล็ก กับบทบาท และตำแหน่งหน้าที่อาจจะก้าวเดินยาก

ถ้าจะตั้งพรรคใหม่จริง ๆ ในสถานการณ์การเมืองปัจจุบันไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องใช้ทั้งปัจจัยจำนวนมาก และบารมีของแกนนำพรรค แต่การตั้งพรรคใหม่อาจจะเพื่อ…?

1) ต้องการขยายบทบาททางการเมือง

พรรคเป็นธรรมมี สส. คนเดียว ทำให้ศักยภาพเชิงการเมืองจำกัดมาก
การทำพรรคใหม่จะสร้าง “บ้านทางการเมือง” ของตัวเองที่เติบโตได้มากกว่า

2) มีทีม มีแนวร่วมพร้อมกว่าเดิม กัณวีร์มีเครือข่าย NGO, นักวิชาการ, นักกิจกรรม และคนทำงานภาคสนามหลายกลุ่ม
การตั้งพรรคใหม่จะรวมกลุ่มเหล่านี้ได้ง่ายกว่าอยู่พรรคเก่า

3) กระแสสังคมด้านสิทธิมนุษยชน–ชายแดนใต้ยังมีพื้นที่
เขาโดดเด่นในประเด็นชายแดนใต้ ผู้ลี้ภัย การต่างประเทศ สิทธิมนุษยชน
นี่คือฐานเสียงเฉพาะทางที่พรรคใหม่สามารถวางตัวได้ดี

4) ลดข้อจำกัดภายในพรรคเดิม
พรรคเป็นธรรมเติบโตได้ยาก และภาพจำยังไม่ชัดเจนในสาธารณะ
การเริ่มต้นใหม่ทำให้กำหนดทิศทางได้ชัดขึ้น

ถามว่า มีความเป็นไปได้ แค่ไหน คำตอบส่วนหนึ่งคือ เป็นไปได้สูง และเขาเริ่มคิดแล้วผมประเมินว่า
โอกาส 70–85% = จะตั้งพรรคใหม่จริง

ถ้าการเตรียมการเริ่มขึ้นแล้ว แปลว่า “ตัดสินใจในเชิงกลยุทธ์ไปไกลมากแล้ว”

โอกาสอยู่พรรคเดิม = ต่ำมาก (ประมาณ 15–30%)

เพราะไม่มีแรงจูงใจให้เขายืนระยะในพรรคที่มี สส. คนเดียว และไม่ใช่พรรคที่สร้างภาพลักษณ์ได้มากนัก


ก็ต้องติดตามกันต่อไปกับการกำหนดบทบาท และหน้าที่ของตัวเอง “กัณวีร์ สืบแสง” นักการเมืองผู้มีแสงในตัวเอง ไม่ต้องพึ่งลมใต้ปีกจากใคร

หนุ่มใหญ่ชาวสุราษฎร์ธานี ผู้มุ่งมั่นสู่เส้นทางการเมืองพิจิตร เสนอตัวลงชิงเก้าอี้ สส. เขต 3 หลังเคยได้รับเลือกเป็น สจ. มาแล้ว

ลิขิต มุกดา หนุ่มใหญ่ชาวจังหวัดสุราษฎร์ธานี ยังคงแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงบนเส้นทางการเมือง แม้จะไม่ใช่คนพื้นถิ่นโดยกำเนิด แต่ด้วยประสบการณ์และการทำงานที่ยาวนานในจังหวัดพิจิตร ทำให้เขากลายเป็นบุคคลที่รู้จักและผูกพันกับพื้นที่อย่างลึกซึ้ง

ลิขิตจึงได้รับรู้การทาบทามจากรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ภาคเหนือ) ให้ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น สส.พิจิตรแบบแบ่งเขต เขต 3 (อ.บางมูลนาก-อ.โพทะเล- อ.บึงนาราง-อ.โพธิ์ประทับช้าง) ซึ่งได้เสนอตัวต่อพรรคไปแล้ว รอผ่านคณะกรรมการสรรหา และเข้าสู่คณะกรรมการบริหารพรรคต่อไป

ลิขิตเริ่มต้นสนใจการเมืองมาตั้งแต่สมัยเป็นนักศึกษา เป็นนักศึกษากิจกรรม เข้าสู่เส้นทางการเมืองจากการเข้ามาช่วยงาน พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์อดีตรัฐมนตรีผู้มีบทบาทสำคัญในหลายกระทรวง ซึ่งถือเป็นหนึ่งในผู้มีอิทธิพลทางการเมืองของภาคกลางในยุคนั้น การได้คลุกคลีและเรียนรู้การเมืองระดับประเทศอย่างใกล้ชิด ทำให้ลิขิตมีมุมมองและความเข้าใจเชิงโครงสร้างทางการเมือง และมองเห็นปัญหาที่ชัดเจนขึ้น เขาจึงมุ่งมั่นที่จะเข้าไปสู่โครงสร้างทางการเมือง เพื่อมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา

เมื่อใช้ชีวิตและทำงานในพิจิตรอย่างต่อเนื่อง ลิขิตตัดสินใจก้าวลงสู่เวทีเลือกตั้งท้องถิ่น สมัครเป็นสมาชิกสภาจังหวัดพิจิตร (สจ.) ซึ่งเขาเคยได้รับความไว้วางใจจากประชาชนจนได้รับเลือกตั้งมาแล้ว ประสบการณ์ในระดับท้องถิ่นทำให้เขารู้ปัญหาเชิงพื้นที่อย่างแท้จริง

นอกจากบทบาททางการเมือง เขายังทำธุรกิจ โรงไม้ อยู่ใน จังหวัดเพชรบูรณ์ เพชรบุรี สร้างความเชื่อมโยงกับชุมชน และช่วยให้เขารู้จักวิถีชีวิตของประชาชนทุกระดับ

ปัจจุบัน ลิขิต มุกดา ได้เสนอตัวต่อ พรรคประชาธิปัตย์ เพื่อขอรับพิจารณาลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดพิจิตร ในการเลือกตั้งครั้งต่อไป โดยมีเป้าหมายชัดเจนว่า ต้องการนำประสบการณ์กว่า 20 ปีในพื้นที่ มาต่อยอดเป็นการทำงานระดับประเทศ เพื่อพัฒนาพิจิตรให้ก้าวหน้าอย่างยั่งยืน

แม้ในสถานการณ์ขาลงของพรรคประชาธิปัตย์ ลิขิตก็ไม่เคยทิ้งพรรค วันนี้เมื่อ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” กลับมาเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กระแสนิยมของพรรคเริ่มดีขึ้นตามลำดับ เมื่อได้รับการทาบทาม “ลิขิต” จึงไม่ลังเลใจที่จะประสงค์ลงสมัครรับเลือกตั้ง เป็น สส.พิจิตร

ประสบการณ์ทางการเมืองในการดูแลการเลือกตั้งที่ยาวนาน ตั้งแต่สมัย พล.ต.สนั่น มาจนถึงไพฑูรย์ แก้วทอง ลิขิตมองเห็นช่องทางเอาชนะไม่ยาก แต่ทั้งหมดขึ้นอยู่กับประชาชนชาวพิจิตรว่าคิดอย่างไร
 

น้ำท่วมไทยไม่ใช่ภัยธรรมชาติ แต่คือผลลัพธ์การเมือง–ผังเมืองที่ล้มเหลว การตัดสินใจไร้ทิศทางสร้างหายนะซ้ำซากทุกปี สะท้อนการเมืองที่ไม่เคยคิดจริงจังเรื่องน้ำและผังเมือง

ประเทศนี้เกิดมาอยู่ในที่ลุ่ม แต่ความเสียหายซ้ำซากทุกปี ไม่ได้มาจากฝนบนฟ้าเท่าไร แต่อยู่ที่การตัดสินใจบนโต๊ะประชุมและในสภา

ทุกครั้งที่ฝนเริ่มตกหนัก ภาพที่คนไทยเตรียมใจกันไว้ไม่ใช่ “สายรุ้งหลังฝน” แต่คือรูปถนนกลายเป็นคลอง รถติดเป็นก้อนยาว บ้านเรือนจมน้ำ โรงเรียนปิดเรียน ชาวบ้านร้องไห้กลางสายน้ำ และดราม่าถามหาคนรับผิดชอบที่วนกลับมาซ้ำ ๆ

คำถามยอดฮิตมักตามมาเหมือนสคริปต์เดิม
“ทำไมประเทศไทยแก้น้ำท่วมไม่ได้สักที?”

แต่ถ้ามองให้ลึกกว่านั้น คำถามที่ตรงกว่าก็คือ
“ทำไมน้ำท่วมไทยถึงกลายเป็นหายนะซ้ำซาก ทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่าประเทศเราอยู่ในที่ลุ่ม?”

คำตอบหนึ่งที่เราต้องกล้าพูดตรง ๆ คือ
น้ำที่ท่วมเราไม่ใช่ “ภัยธรรมชาติ” เพียงอย่างเดียว
แต่มันคือ “ผลลัพธ์ของผังเมืองและการเมืองไทย”
ที่เลือกจะวางเมือง วางถนน วางเขื่อน วางงบ และวางอำนาจ
โดยไม่เคารพธรรมชาติของน้ำเท่าที่ควร

--------------------------------------------------
ประเทศไทยเกิดมา “อยู่ในที่ลุ่ม” โดยธรรมชาติ
--------------------------------------------------

ถ้าดูจากแผนที่ภูมิประเทศ จะเห็นชัดว่า
ภาคกลางของไทยคือที่ราบลุ่มขนาดใหญ่ของแม่น้ำเจ้าพระยา
ที่น้ำจากภูเขาภาคเหนือและที่ราบสูงภาคอีสาน ไหลลงสู่อ่าวไทย

น้ำที่ตกจากภูเขาและที่ราบสูงเหล่านั้นไม่ได้หายไปไหน
มันไหลลงมารวมกันที่ตอนล่างของลุ่มน้ำ
ก่อนจะออกทะเลผ่านพื้นที่ที่เราเรียกว่า
“อู่ข้าวอู่น้ำ” – ซึ่งจริง ๆ แล้วคือ “อ่างเก็บน้ำธรรมชาติ” ขนาดมหึมาของภูมิภาคนี้

ตามธรรมชาติ น้ำหลากที่เอ่อท่วมพื้นที่ลุ่มต่ำ
ไม่ใช่ภัยพิบัติในตัวของมันเอง
แต่เป็นส่วนหนึ่งของวงจรระบบนิเวศ
ช่วยเติมน้ำใต้ดิน เลี้ยงเกษตร และรักษาสมดุลของลุ่มน้ำ

พูดง่าย ๆ คือ
ประเทศไทยไม่เคยถูกออกแบบโดยธรรมชาติให้ “ไม่ท่วม” อยู่แล้ว

สิ่งที่มนุษย์ทำได้จึงไม่ใช่การสั่งให้ฝนหยุด
แต่คือการจัดการว่า
- น้ำจะไปท่วมตรงไหน
- ท่วมนานแค่ไหน
- และคน–เมือง–เศรษฐกิจจะเสียหายมากน้อยเพียงใด

--------------------------------------------------
จากทุ่งรับน้ำ–คลองคดเคี้ยว สู่เมืองปูนที่น้ำไม่มีที่ไป
--------------------------------------------------

ปัญหาคือ ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา
เราตัดสินใจ “พัฒนา” เมืองและเศรษฐกิจ
ด้วยการเอาทุกอย่างไปสร้างทับทางน้ำของธรรมชาติเอง

ทุ่งนา ทุ่งหญ้า ป่าบุ่งป่าทาม และพื้นที่ชุ่มน้ำ
ที่เคยทำหน้าที่เป็น “ทุ่งรับน้ำ” ตามฤดูกาล
ถูกเปลี่ยนเป็นหมู่บ้านจัดสรร คอนโด นิคมอุตสาหกรรม
ศูนย์กระจายสินค้า และถนนวงแหวนรอบเมือง

คลองสายเล็กสายย่อยที่เคยเป็นทั้ง “ทางน้ำ” และ “ทางสัญจร”
ถูกถมกลายเป็นถนน ซอย หรืออาคารพาณิชย์
เมืองจึงกลายเป็นผืนปูนขนาดใหญ่
ที่น้ำซึมลงดินไม่ได้ ต้องไหลไปตามถนน
เพื่อเข้าท่อระบายน้ำที่เล็กกว่าปริมาณน้ำจริงหลายเท่า

ในขณะเดียวกัน กรุงเทพฯ และปริมณฑล
ก็ถูกสร้างขึ้นบน “ดินดึงเดลต้า” ที่สูงจากระดับน้ำทะเลไม่มาก
แถมยังทรุดตัวลงเรื่อย ๆ จากทั้งน้ำหนักอาคารและการใช้น้ำใต้ดินในอดีต
ขณะที่ระดับน้ำทะเลก็เพิ่มขึ้นจากภาวะโลกร้อน

บนหัวของเรายังมี “ฝนยุคใหม่”
ฝนที่เทลงมาเป็นก้อนใหญ่ในเวลาสั้น ๆ
ลักษณะ “ตกวันเดียวเท่าฝนทั้งเดือน”
ซึ่งเริ่มเป็นเรื่องปกติในยุค climate change

สรุปสั้น ๆ คือ
เราอยู่ในที่ลุ่ม – เมืองทรุด – ทะเลหนุน – ฝนแรงขึ้น
แล้วเราเลือกจะเทปูนทับเกือบทุกพื้นที่ที่น้ำควรจะไป

เมื่อธรรมชาติถูกบีบจนไม่มีที่ไหล
น้ำท่วมที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่แค่ฝนตกหนัก
แต่กลายเป็น “ผลลัพธ์โดยตรง” ของการตัดสินใจเชิงผังเมืองของเราเอง

--------------------------------------------------
โครงสร้างน้ำไทย: แบ่งหน่วยงาน แต่ไม่แบ่งความรับผิดชอบ
--------------------------------------------------

อีกชั้นหนึ่งที่ทำให้ปัญหาน้ำท่วมไทยหนักขึ้น
คือโครงสร้างการบริหารจัดการน้ำ ที่แยกส่วนจนขาดเอกภาพ
.
ลุ่มน้ำเดียวกัน แต่มีหลายหน่วยงานรับผิดชอบคนละช่วง
ตั้งแต่กรมชลประทาน หน่วยท้องถิ่น อปท. ไปจนถึงหน่วยงานเฉพาะกิจ
น้ำไม่ได้ไหลตาม “เขตจังหวัด” หรือ “เขตการปกครอง”
แต่นโยบาย งบประมาณ และอำนาจตัดสินใจกลับถูกแบ่งตามเส้นเหล่านั้น

เคสปี 2554 คือบทเรียนใหญ่
ที่สะท้อนให้เห็นว่าการไม่มี “สมองกลางของลุ่มน้ำ”
ซึ่งทุกหน่วยงานเชื่อฟัง ทำให้การตัดสินใจปล่อย–กักน้ำ
เต็มไปด้วยความลังเล ความกลัวกระทบการเมือง
และการโทษกันไปมา

เมื่อผูกเข้ากับวัฒนธรรมการเมืองแบบรัฐบาลสั้น
โครงการจัดการน้ำที่ต้องใช้เวลาก่อสร้างและดูผลจริง 10–20 ปี
จึงมักถูกเลื่อน ปรับแบบ เปลี่ยนชื่อ หรือเริ่มใหม่ซ้ำ ๆ
ตามชุดรัฐบาลและรัฐมนตรีที่เปลี่ยนไป

พูดให้แรงขึ้นอีกหน่อยได้ว่า
น้ำท่วมไทยวันนี้ ไม่ใช่แค่เรื่อง “ธรรมชาติเอาคืน”
แต่มันคือผลสะสมจาก “การเมืองที่ไม่เคยคิดเรื่องน้ำแบบระยะยาวจริง ๆ”

--------------------------------------------------
ถึงเวลายอมรับว่า “กันไม่ท่วม 100%” ทำได้ยาก แต่ต้อง “ไม่พังซ้ำแบบเดิม”
--------------------------------------------------

ในหลายเมืองใหญ่ทั่วโลก
เริ่มไม่มีใครพูดคำว่า “ป้องกันน้ำท่วม 100%” อย่างจริงจังแล้ว
เพราะรู้ว่าภายใต้ climate change และเมืองขยายตัว
การพยายามกันน้ำแบบเบ็ดเสร็จ คือฝันที่แพงและเสี่ยงจะล้มเหลวครั้งใหญ่ในวันหนึ่ง

แนวคิดใหม่ที่เมืองเหล่านั้นใช้คือ
“อยู่กับน้ำ” (Living with Water)
ยอมรับว่าน้ำจะท่วมบ้างในบางช่วง บางพื้นที่
แต่ต้องออกแบบให้
- ท่วมช้าลง
- ท่วมแคบลง
- ท่วมนานน้อยลง
- และฟื้นตัวเร็วขึ้น

กรุงเทพฯ เองก็เริ่มพูดถึงแนวคิดนี้
ผ่านแผนยุทธศาสตร์ด้านความยั่งยืนและความทนทานของเมือง
รวมถึงโครงการสวนลุ่มน้ำ สวนเบญจกิติ คลองโอ่งอ่าง ฯลฯ
ที่พยายามใช้ “พื้นที่สีเขียว–น้ำ” มาช่วยหน่วงน้ำ
ไม่ใช่เทปูนขยายถนนอย่างเดียว

ที่น่าสนใจคือ
แนวคิด “อยู่กับน้ำ” ไม่ได้เป็นของฝรั่งเท่านั้น
แต่คือสิ่งที่บรรพบุรุษคนไทยเคยทำมาแล้ว

เรือนไทยใต้ถุนสูง
ชุมชนริมคลองที่ใช้เรือสัญจร
พื้นที่ลุ่มที่ปล่อยให้ท่วมตามฤดูกาล
ทั้งหมดนี้คือภูมิปัญญาดั้งเดิมในการอยู่ร่วมกับน้ำ
โดยไม่ฝืนธรรมชาติจนเกินไป

วันนี้มีทั้งงานวิจัยและโครงการนำร่องเรื่อง
“บ้านลอยน้ำ” “บ้านยก–เลื่อนระดับได้ตามน้ำ”
ที่พยายามต่อยอดภูมิปัญญาเก่าเข้ากับเทคโนโลยีใหม่
เพื่อช่วยให้ชุมชนลุ่มน้ำไม่ต้องย้ายถิ่นทุกครั้งที่น้ำมา

คำถามคือ
เราพร้อมแค่ไหนที่จะสนับสนุนให้แนวคิดแบบนี้กลายเป็น “นโยบายจริง”
ไม่ใช่แค่โครงการนำร่องโชว์รูปสวย ๆ บนสไลด์?

--------------------------------------------------
ถ้าอยากหนี “หายนะจากน้ำท่วม” ต้องกล้าปรับ 3 เรื่องใหญ่
--------------------------------------------------

1) ยอมรับอย่างเป็นทางการว่า “ตรงไหนต้องยอมให้ท่วม”

ประเทศลุ่มน้ำอย่างไทยไม่มีทางกันน้ำไว้ได้ทุกที่พร้อมกัน
สิ่งที่ต้องมีก็คือผังลุ่มน้ำที่กำหนดชัดเจนว่า
- พื้นที่ใดคือ “ทุ่งรับน้ำ” (flood retention)
- พื้นที่ใดคือ “เขตเศรษฐกิจสำคัญ” ที่ต้องปกป้องเป็นพิเศษ

และต้องกล้าคุยเรื่องเครื่องมือจริง ๆ เช่น
- กฎหมายผังเมืองที่ชัดเจนและไม่ถูกง้อปรับตามแรงกดดันทางการเมืองง่าย ๆ
- ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ช่วยจูงใจไม่ให้รุกล้ำพื้นที่รับน้ำ
- ระบบชดเชยเจ้าของที่ดินหรือชุมชนที่ต้องเสียสละเป็นทุ่งรับน้ำ

ถ้าไม่กล้าตัดสินใจเชิงพื้นที่ตั้งแต่วันนี้
วันหน้าเราจะต้องจ่ายค่าเสียหายหลังน้ำท่วมแพงกว่าการยอมชดเชยล่วงหน้าหลายเท่า

2) ลงทุนในโครงสร้าง “เขียว–น้ำ” ไม่ใช่ปูนอย่างเดียว

เมืองที่รอดจากน้ำท่วมไม่ได้มีแค่เขื่อนและท่อระบายน้ำ
แต่มีทั้ง
- สวนสาธารณะลุ่มรับน้ำ
- คลองที่ขุด–ฟื้นให้ไหลได้จริง (ไม่ใช่แค่ปรับภูมิทัศน์ริมคลอง)
- แก้มลิงและพื้นที่ชะลอน้ำ ที่ออกแบบให้ท่วมชั่วคราวได้อย่างปลอดภัย

โครงสร้างแบบนี้เรียกรวม ๆ ว่า “Green–Blue Infrastructure”
คือใช้ธรรมชาติและพื้นที่สีเขียว–น้ำ
มาทำงานร่วมกับโครงสร้างปูนและเหล็ก

ถ้าเราเทงบไปกับถนนเพิ่ม ท่อเพิ่ม เขื่อนเพิ่มเพียงอย่างเดียว
โดยไม่คืนพื้นที่ให้ธรรมชาติ
สุดท้ายเราก็จะกลับมาที่จุดเดิม
แค่เปลี่ยนจากน้ำท่วมทุ่ง เป็นน้ำท่วมเมืองที่มีมูลค่าทรัพย์สินสูงกว่าเดิม

3) ทำให้คน “พร้อมรับมือ” มากกว่าพร้อม “บ่นตอนเกิดเหตุ”

น้ำท่วมจะไม่กลายเป็นหายนะ
ถ้าคนรู้ล่วงหน้าและเตรียมตัวได้ทัน

- ระบบเตือนภัยต้องบอกได้มากกว่าคำว่า “โปรดเฝ้าระวัง”
แต่ควรบอกให้ชัดว่า
“อีกกี่วันน้ำจะมาถึงระดับไหน และควรทำอะไร”
- แผนอพยพระดับชุมชนต้องซ้อมจริง
มีจุดปลอดภัย มีเส้นทางที่คนจำได้และเข้าถึงได้
- บ้าน ร้าน และโรงงานควรได้รับการสนับสนุนให้ปรับตัว เช่น
ยกตู้ไฟ ยกเครื่องจักร
ออกแบบชั้นล่างให้เป็นพื้นที่ที่เปียกได้โดยไม่เสียหายหนัก
แล้วเก็บของสำคัญบนที่สูง

เมื่อรัฐ ท้องถิ่น ชุมชน และภาคธุรกิจ
รู้บทบาทของตัวเองตั้งแต่ก่อนน้ำมา
ความเสียหายก็จะลดลงมหาศาล แม้น้ำจะมากเท่าเดิม

--------------------------------------------------
น้ำท่วมไม่ใช่ศัตรู แต่ “ความไม่กล้าตัดสินใจ” ต่างหากที่เป็นปัญหา
--------------------------------------------------

สุดท้าย เราอาจต้องยอมรับความจริงข้อหนึ่งก่อนจะเริ่มต้นใหม่อย่างจริงจัง

ไทยไม่มีวันหนีน้ำท่วมได้
แต่ไทยเลือกได้ว่าจะ
“โดนน้ำท่วมแล้วพังซ้ำทุกปี”
หรือ “โดนน้ำท่วมแบบที่เรายังยืนอยู่ได้”

น้ำท่วมไม่ใช่ศัตรูโดยตัวมันเอง
ธรรมชาติมีหน้าที่เอาน้ำลงจากภูเขาไปสู่ทะเล

ศัตรูตัวจริง อาจเป็นความไม่ต่อเนื่องของนโยบาย
การเมืองระยะสั้นที่มองแค่ไม่กี่ปีข้างหน้า
และการตัดสินใจเชิงผังเมืองที่ไม่กล้ายอมรับความจริงเรื่องน้ำตั้งแต่แรก

ถ้าเรากล้าปรับผังเมือง
กล้าลงทุนระยะยาว
และกล้าดึงภูมิปัญญา “อยู่กับน้ำ” ของคนไทยรุ่นก่อน
มาผสมกับเทคโนโลยียุคใหม่อย่างจริงจัง

ประเทศไทยอาจไม่ใช่ประเทศที่ “ไม่มีน้ำท่วม”
แต่จะกลายเป็นประเทศที่ “ไม่มีใครต้องพังเพราะน้ำท่วมอีกต่อไป”
มากกว่าเดิมอย่างแน่นอน

ป้ายหาเสียงแบบญี่ปุ่นที่ไทยอยากทำตาม เป็นได้ถ้ากล้าออกแบบใหม่ทั้งระบบ กกต.เปลี่ยนจากคุมกติกาเป็นออกแบบบอร์ดกลาง อปท. ร่วมดูแลพื้นที่ หากต้องการไปให้ถึงฝัน

ป้ายหาเสียงเป็นระเบียบแบบญี่ปุ่น เป็นได้ หรือแค่ฝัน?
ทุกครั้งที่ถึงฤดูเลือกตั้ง ภาพที่คนไทยคุ้นตาคือเมืองทั้งเมืองถูกปกคลุมไปด้วยป้ายไวนิล เต็มเสาไฟ เต็มทางเท้า เต็มสะพานลอย บางจุดบังทัศนวิสัยจนขับรถลำบาก ทั้งที่ในอีกหลายประเทศ โดยเฉพาะญี่ปุ่น “ป้ายหาเสียง” ถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบ เรียบร้อย และกลายเป็นโครงสร้างข้อมูลสาธารณะ ให้ประชาชนเดินผ่านแล้วเห็นข้อมูลผู้สมัครครบทุกคนในที่เดียว

คำถามคือ…ป้ายหาเสียงแบบญี่ปุ่น เป็นได้จริงในประเทศไทย หรือเป็นได้แค่ฝัน? และถ้าอยากให้เกิดขึ้นจริง ควรเป็นหน้าที่ของใครที่จะลุกขึ้นมาจัดการเรื่องนี้

ญี่ปุ่นกับป้ายเลือกตั้งที่เป็น “บอร์ดกลาง” ของทุกคน
ที่ญี่ปุ่น ป้ายเลือกตั้งจะถูกจัดให้อยู่ใน “บอร์ดกลาง” (Election Board) ที่เทศบาลหรือเมืองเป็นผู้จัดทำและดูแล ทุกผู้สมัครมีช่องเท่ากัน ขนาดเท่ากัน อยู่ในบอร์ดเดียวกันทั้งหมด ไม่ใช่ใครมีเงินมากก็มีป้ายใหญ่เต็มเมือง ใครมีทุนน้อยก็แทบไม่มีใครเห็น

บอร์ดเหล่านี้ถูกติดตั้งตามจุดสำคัญของเมือง เช่น หน้าโรงเรียน ศาลาว่าการ เขตชุมชน หรือสถานีรถไฟ ประชาชนเดินผ่านก็เห็นข้อมูลผู้สมัครครบทุกเบอร์ในที่เดียว เมืองไม่เละ ไม่รก และ “ข้อมูลการเลือกตั้ง” ถูกจัดวางอย่างเป็นระบบเหมือนป้ายประชาสัมพันธ์สาธารณะมากกว่าป้ายโฆษณาเชิงพาณิชย์

โครงสร้างไทยวันนี้: ป้ายหาเสียงยังเป็น “ของผู้สมัคร”
กฎหมายเลือกตั้งของไทยปัจจุบันมองป้ายหาเสียงเป็น “ทรัพย์สินของผู้สมัครและพรรคการเมือง” คือให้อำนาจผู้สมัครแต่ละรายทำป้ายของตัวเอง ภายใต้กรอบกติกาบางอย่าง เช่น ขนาดป้าย จำนวนป้าย และตำแหน่งที่ติดได้หรือไม่ได้

กกต. ทำหน้าที่หลักคือออกกติกา กำหนดเงื่อนไข และดูว่ามีใครทำผิดหรือไม่ มากกว่ามองตัวเองว่าเป็น “ผู้ออกแบบประสบการณ์ข้อมูลการเลือกตั้ง” ให้กับประชาชน ผลก็คือ เมืองจึงกลายเป็นสนามรบของป้ายแต่ละฝ่าย ใครทุนเยอะก็ป้ายเยอะ ใครทุนบางก็แทบจะหายไปจากสายตา

ตรงนี้คือจุดต่างสำคัญจากญี่ปุ่น เพราะญี่ปุ่นใช้แนวคิดว่า “ป้ายของทุกคนต้องมาอยู่ในโครงสร้างกลางเดียวกัน” เพื่อให้ประชาชนได้เห็นข้อมูลอย่างเท่าเทียม ในขณะที่ไทยยังไม่ยอม “ดึงป้ายออกจากมือผู้สมัคร” มารวมไว้ในโครงสร้างกลางของรัฐ

ถ้าอยากได้ความเป็นระเบียบแบบญี่ปุ่น ต้องตอบคำถาม 3 ข้อ
1. เราจะกล้าเปลี่ยนจาก “ป้ายของใครของมัน” เป็น “ป้ายกลางของทุกคน” ไหม?
วันนี้ผู้สมัครแต่ละคนออกแบบ ทำ และติดป้ายของตัวเอง ถ้าจะไปแบบญี่ปุ่นจริง ๆ ต้องกล้าบอกว่า ขอให้ทุกคนมาอยู่ในบอร์ดกลางที่มาตรฐานเดียวกัน พื้นที่เท่ากัน มุมมองเท่ากัน ซึ่งจะทำให้ “ทุน” มีผลกับเกมนี้น้อยลง และ “เนื้อหา + นโยบาย” มีน้ำหนักมากขึ้น แต่แน่นอนว่าพรรคใหญ่และผู้สมัครทุนหนา อาจไม่ชอบ เพราะเสียเปรียบจากการที่ตัวเองไม่ได้ยึดพื้นที่สายตามากเหมือนเดิม

2. ใครจะเป็นเจ้าภาพลงทุนทำ “โครงสร้างป้ายกลาง”?
ถ้าให้เอกชนทำ ก็เสี่ยงถูกมองว่าเอียงข้าง เลือกให้พื้นที่เฉพาะบางพรรค หรือใช้บอร์ดกลางเป็นช่องทางขายพื้นที่โฆษณาแฝง ถ้าให้รัฐทำ ก็ต้องมีงบประมาณ แผนงาน และการออกแบบที่ดีพอ ไม่ใช่แค่ทำบอร์ดเหล็กเก่า ๆ ที่ไม่มีใครอยากมอง คำถามนี้เกี่ยวข้องกับบทบาทของรัฐบาลท้องถิ่นและ กกต. โดยตรง

3. กกต. จะนิยามบทบาทตัวเองใหม่ได้แค่ไหน?
จาก “ผู้คุมกติกา” ไปสู่ “ผู้ออกแบบระบบข้อมูลเลือกตั้ง” นั่นแปลว่า กกต. ต้องออกแบบมาตรฐานบอร์ดกลาง กำหนดรูปแบบข้อมูลที่ต้องแสดง กำหนดจำนวนบอร์ดขั้นต่ำต่อเขต และกำหนดให้การสื่อสารผ่านบอร์ดเหล่านี้ เป็นหนึ่งในช่องทางหลักของการให้ข้อมูลประชาชน ไม่ใช่แค่เปิดช่องให้ผู้สมัครติดป้ายกันเองอย่างที่เป็นอยู่

แล้วควรเป็น “หน้าที่ใคร” ในการจัดการเรื่องนี้?
1. กกต. – ผู้ออกแบบ “ระบบ” ไม่ใช่แค่ผู้ออกกฎ
ถ้าอยากเห็นป้ายแบบญี่ปุ่นในไทย กกต. คือผู้เล่นหลักที่ต้องปรับบทบาทตัวเองให้ชัดขึ้น จากคนออกกติกาและตรวจสอบ กลายเป็นคนออกแบบ “โครงสร้างป้ายกลาง” ทั่วประเทศ กกต. สามารถกำหนดมาตรฐานบอร์ดกลาง รูปแบบข้อมูลที่ต้องมี และออกระเบียบเฉพาะให้ อปท./เขต ใช้เป็นต้นแบบเดียวกันทั่วประเทศได้

2. อปท. / เทศบาล / อบต. / เขต – เจ้าภาพภาคสนาม
องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นคือคนที่รู้พื้นที่ดีที่สุด และพร้อมจะเป็นเจ้าภาพดูแลบอร์ดกลางในทางปฏิบัติ ไม่ว่าจะเป็นการเลือกจุดติดตั้งบอร์ด การดูแลไม่ให้ชำรุดหรือถูกทำลาย และการประสานงานกับผู้สมัครให้ส่งรูปและข้อมูลตามเวลา จากเดิมที่หน้าที่หลักคือ “อนุญาตให้ติดป้ายตรงไหนได้บ้าง” ก็ต้องยกระดับเป็น “ผู้ออกแบบโชว์รูมข้อมูลผู้สมัครในพื้นที่”

3. พรรคการเมืองและผู้สมัคร – เจ้าของเนื้อหาที่ต้องยอมเล่นในสนามที่เท่าเทียม
แม้จะมีบอร์ดกลาง แต่ผู้สมัครก็ยังต้องรับผิดชอบเนื้อหาที่จะสื่อสารผ่านพื้นที่จำกัดและมาตรฐานเดียวกัน นี่คือการเปลี่ยน mindset จากการแข่งกันด้วยขนาดและจำนวนป้าย ไปสู่การแข่งกันด้วยความชัดเจนของข้อมูล ความน่าเชื่อถือ และความคิดสร้างสรรค์ในกรอบที่เท่าเทียมกัน

4. ภาคประชาชน นักออกแบบเมือง และสื่อ – คนจุดประเด็นและออกแบบอนาคตของเมือง
ถ้าไม่มีแรงกดดันจากประชาชน ไม่มีเสียงเรียกร้องจากนักออกแบบเมือง หรือไม่มีสื่อหยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมาพูด การเปลี่ยนแปลงก็แทบไม่มีทางเกิดขึ้นได้เลย ภาควิชาสถาปัตย์ นักออกแบบกราฟิก และ Urban Designer สามารถเสนอแบบ “บอร์ดเลือกตั้งมาตรฐานไทย” ที่สวย ทันสมัย และใช้งานได้จริง ในขณะที่สื่อและอินฟลูสามารถช่วยตั้งคำถามว่า “ถึงเวลาหรือยังที่เราจะเลิกปล่อยให้เมืองเละทุกครั้งที่มีเลือกตั้ง?”

ความเป็นระเบียบแบบญี่ปุ่นไม่ใช่เรื่องเพ้อฝัน ถ้าเรายอมออกแบบใหม่ทั้งระบบ
ป้ายหาเสียงแบบญี่ปุ่นไม่ใช่เรื่องเพ้อฝันสำหรับประเทศไทย แต่ก็ไม่ใช่สิ่งที่จะเกิดขึ้นเองโดยอัตโนมัติ ในเมื่อโครงสร้างปัจจุบันยังเอื้อให้ผู้สมัครแต่ละรายมองป้ายเป็นอาวุธแย่งพื้นที่สายตา มากกว่ามองว่าเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างข้อมูลสาธารณะ

ถ้าเราอยากเห็นเมืองที่สะอาดขึ้น การเลือกตั้งที่เป็นระเบียบขึ้น และข้อมูลผู้สมัครที่ถูกจัดวางอย่างเท่าเทียมกันในสายตาประชาชน เราต้องกล้าถามและกล้าผลักดันให้ กกต. รัฐท้องถิ่น พรรคการเมือง และภาคประชาชน ช่วยกันออกแบบ “ระบบใหม่” ของป้ายหาเสียง ไม่ใช่แค่แก้รายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ บนป้ายเดิม

สุดท้ายแล้ว ป้ายหาเสียงไม่ได้เป็นแค่ชิ้นผ้าหรือแผ่นไวนิลริมถนน แต่มันสะท้อนว่าเรามองการเลือกตั้งเป็นเพียงสงครามประชาสัมพันธ์ หรือมองว่าเป็นโอกาสในการออกแบบระบบข้อมูลสาธารณะที่เป็นธรรมสำหรับทุกคนกันแน่

นายกญี่ปุ่น อยากมีกองทัพเต็มรูปแบบ ‘ว่าที่นายกฯ พิธา’ อยากให้กองทัพไทยเล็กลง ความต่างแห่งประวัติศาสตร์ ‘ญี่ปุ่นกลัวจีน’ ส่วนไทยมีบาดแผลกลัวทหารยึดอำนาจ

ภาพตัดกัน: นายกญี่ปุ่น “อยากให้มีกองทัพ” vs ว่าที่นายกฯ พิธา “ไม่อยากให้กองทัพแบบเดิม”

ถ้าดูผิวเผิน เหมือนโลกกลับด้าน
- ญี่ปุ่น: ประเทศที่มี “รัฐธรรมนูญสันติภาพ” ห้ามทำสงคราม และระบุว่า “จะไม่มีกองทัพ” ตามมาตรา 9 ของรัฐธรรมนูญหลังสงครามโลกครั้งที่สอง แต่วันนี้นายกฯ ฟูมิโอะ คิชิดะ กลับเดินหน้าเพิ่มงบกลาโหม และทำให้ “กองกำลังป้องกันตนเอง” (JSDF) มีสถานะใกล้เคียงกองทัพปกติมากขึ้น
- ไทย: ประเทศที่มีกองทัพขนาดใหญ่ มีประวัติรัฐประหารหลายครั้ง มีระบบเกณฑ์ทหาร และกองทัพมีบทบาทการเมืองสูง แต่กลับมี “ว่าที่นายกฯ” อย่าง พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ และพรรคก้าวไกล ที่เสนอจะยกเลิกการเกณฑ์ทหาร ปรับลดกำลังพล และปฏิรูปโครงสร้างกองทัพให้ออกจากการเมือง

บทความนี้จึงชวนมองให้ลึกกว่าภาพคู่ขัดแย้งแบบง่ายๆ ว่า
ทำไมนายกญี่ปุ่นเหมือนอยากให้ญี่ปุ่นมีกองทัพที่ชัดเจนขึ้น
ขณะที่ว่าที่นายกฯ พิธา กลับอยากให้กองทัพไทยเล็กลง โปร่งใสขึ้น และห่างจากการเมืองมากขึ้น

1. ญี่ปุ่น: จากประเทศแพ้สงคราม สู่การถกเถียงใหม่เรื่อง “กองทัพ”

หลังญี่ปุ่นแพ้สงครามโลกครั้งที่สอง รัฐธรรมนูญปี 1947 เขียน “มาตรา 9” ไว้ชัดว่า ญี่ปุ่นสละสิทธิในการทำสงคราม และจะไม่มีกองกำลังบก–เรือ–อากาศ หรือศักยภาพทางทหารใดๆ

บนกระดาษ ญี่ปุ่นคือประเทศที่ “ไม่มีสิทธิ์มีกองทัพ” แต่ในโลกความเป็นจริง ช่วงสงครามเย็นและสงครามเกาหลีทำให้สหรัฐต้องการให้ญี่ปุ่นช่วยแบกภาระด้านความมั่นคงในเอเชีย จึงค่อยๆ สร้าง “กองกำลังป้องกันตนเอง” (Japan Self-Defense Forces – JSDF) ขึ้นมาภายใต้การตีความว่า “ป้องกันตัวเองได้ แต่ห้ามเป็นกองทัพเชิงรุก”

หลายสิบปีที่ผ่านมา ญี่ปุ่นจึงอยู่ในสภาพ “มีทหารจริง แต่พูดไม่ได้ว่ามีกองทัพเต็มรูปแบบ”

แล้วทำไมยุคนี้นายกฯ ญี่ปุ่นถึงอยากให้ “มีกองทัพชัดๆ” มากขึ้น?

บริบทสำคัญคือ
- จีนแสดงแสนยานุภาพทางทะเลรอบๆ ญี่ปุ่น
- เกาหลีเหนือทดสอบขีปนาวุธข้ามหัวญี่ปุ่นเป็นช่วงๆ
- รัสเซียบุกยูเครน ทำให้ทั้งยุโรปและเอเชียตื่นตัวเรื่องความมั่นคง

รัฐบาลญี่ปุ่นจึงประกาศจะเพิ่มงบกลาโหมให้แตะระดับประมาณ 2% ของ GDP และพูดถึงการมีขีดความสามารถ “โจมตีโต้กลับ” หากถูกโจมตีด้วยขีปนาวุธก่อน

ภาพของ “นายกญี่ปุ่น” จึงดูเหมือนผู้นำที่อยากให้ญี่ปุ่น “มีกองทัพจริงๆ” ไม่ใช่แค่ชื่อสวยๆ ว่า “กองกำลังป้องกันตนเอง” แต่ในสังคมญี่ปุ่นเองก็ยังมีอีกฝ่ายที่กังวลว่า การเดินหน้าทางทหารมากเกินไปอาจพาให้ประเทศย้อนกลับสู่เงาของจักรวรรดินิยมยุคเก่า

2. ไทย: จาก “กองทัพผู้ปกครอง” สู่คำถามว่ากองทัพควรใหญ่แค่ไหน

ในขณะที่ญี่ปุ่นมีบาดแผลจากการเป็น “ผู้รุกราน” ไทยกลับมีบาดแผลจาก “กองทัพของตัวเองเข้ามายึดอำนาจในประเทศ” หลายรอบ

ตั้งแต่ 2475 เป็นต้นมา กองทัพไทยสลับบทบาทระหว่าง “ผู้ดูแลความมั่นคง” กับ “ผู้เล่นการเมืองตัวจริง” ผ่านรัฐประหารและการแทรกแซงทางการเมืองในรูปแบบต่างๆ

พร้อมกันนั้น ไทยมีระบบ “เกณฑ์ทหาร” ที่ถูกวิจารณ์เรื่องความไม่เป็นธรรม การถูกเอาเปรียบ และการละเมิดศักดิ์ศรีของทหารเกณฑ์ ขณะที่กองทัพถือครองงบประมาณจำนวนมากเมื่อเทียบกับหลายภารกิจอื่นอย่างการศึกษาและสาธารณสุข

ในบริบทนี้ พรรคก้าวไกลและพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ จึงเสนอแพ็กเกจ “ปฏิรูปกองทัพ” ที่ชัดเจน เช่น
- ยกเลิกการเกณฑ์ทหารแบบบังคับ เปลี่ยนเป็นระบบสมัครใจ
- ลดจำนวนกำลังพลที่ไม่จำเป็น
- ปฏิรูปโครงสร้างให้กองทัพอยู่ใต้รัฐบาลพลเรือนอย่างแท้จริง
- ปรับงบฯ กลาโหมให้มีความโปร่งใสและสะท้อนภัยคุกคามที่แท้จริง

ภาพของพิธาจึงกลายเป็นนักการเมืองรุ่นใหม่ที่ “ไม่อยากให้ไทยมีกองทัพแบบเดิม” ไม่ใช่ “ไม่มีทหารเลย” แต่คือ “กองทัพเล็กลง มืออาชีพขึ้น และออกจากการเมืองให้มากที่สุด”

3. ทำไมญี่ปุ่นอยากมีกองทัพ แต่พิธาอยากลดบทบาทกองทัพ?

หากเทียบกันทีละมิติ จะเห็นว่า ทั้งสองประเทศมีประสบการณ์และโจทย์คนละแบบ

3.1 บาดแผลทางประวัติศาสตร์คนละชนิด
- ญี่ปุ่นมีบาดแผลจากการเป็นผู้รุกรานในสงครามโลก จึงเขียนมาตรา 9 เพื่อ “มัดมือ” ตัวเองไม่ให้เดินซ้ำรอย แต่เมื่อภัยคุกคามใหม่เพิ่มขึ้น สังคมญี่ปุ่นบางส่วนจึงตั้งคำถามว่า “สันติภาพที่ไม่มีเกราะป้องกัน อาจไม่ใช่สันติภาพที่ปลอดภัยจริงๆ”
- ไทยมีบาดแผลจากรัฐประหาร การสลายการชุมนุม และบทบาทกองทัพในทางการเมือง คนรุ่นใหม่จำนวนมากจึงมองว่า “กองทัพที่ใหญ่เกินไป กลายเป็นความเสี่ยงต่อประชาธิปไตย มากกว่าจะเป็นเกราะให้ประเทศ”

3.2 โครงสร้างพันธมิตรและแรงกดดันจากภายนอก
- ญี่ปุ่นอยู่ใต้ร่มความมั่นคงของสหรัฐผ่านสนธิสัญญาด้านความมั่นคง สหรัฐก็อยากให้ญี่ปุ่นช่วยแบกภาระด้านความมั่นคงมากขึ้น จึงกดดันให้ญี่ปุ่นเพิ่มบทบาททางทหารของตน
- ไทยไม่มีสนธิสัญญาความมั่นคงแบบเดียวกับญี่ปุ่น แรงกดดันที่คนไทยรู้สึกหนักส่วนใหญ่จึงมาจาก “การเมืองภายใน” ไม่ใช่ภัยคุกคามจากภายนอก

3.3 คำว่า “ความมั่นคง” หมายถึงคนละเรื่อง
- ในญี่ปุ่น “ความมั่นคง” หมายถึงจีน เกาหลีเหนือ รัสเซีย เส้นทางเดินเรือ และภัยสงครามยุคใหม่ ฝ่ายที่อยากมีกองทัพเข้มแข็งจึงเชื่อว่า ถ้าไม่มีศักยภาพป้องกันตัวเองจริงๆ อธิปไตยอาจสั่นคลอน
- ในไทย “ความมั่นคง” มักถูกใช้เพื่อปราบปรามคู่แข่งทางการเมือง และปิดปากคนเห็นต่าง ฝ่ายที่อยากปฏิรูปกองทัพจึงเน้นว่า ถ้ากองทัพไม่กลับเข้ากรมกอง ประชาธิปไตยจะไม่มั่นคงสักที

4. “ไม่อยากมีกองทัพ” จริงไหม หรือแค่ “อยากให้กองทัพเปลี่ยนบทบาท”

เมื่อมองให้ลึกลงไป จะเห็นว่า ทั้งสองกรณีไม่ได้สุดโต่งแบบ “เอา–ไม่เอากองทัพ”

ญี่ปุ่นไม่ได้เริ่มจากการไม่มีทหารเลย แต่มี JSDF อยู่แล้ว เพียงแต่รัฐบาลอยากให้สิ่งที่มีอยู่ “แข็งแรงขึ้น ชัดเจนขึ้น และถูกยอมรับในเชิงการเมืองมากขึ้น”

ขณะที่พิธาไม่ได้เสนอให้ไทย “ไร้กองทัพ” แต่เสนอให้ไทย “ไร้กองทัพที่ครอบงำการเมือง” โดยมองว่ากองทัพควรเป็นอาชีพสมัครใจ ทันสมัย โปร่งใส อยู่ใต้รัฐบาลพลเรือน และใช้งบประมาณเท่าที่จำเป็นต่อภัยคุกคามจริง

5. บทเรียนสำหรับสังคมไทย: เราอยากได้ “กองทัพแบบไหน”
เมื่อวางภาพ “นายกญี่ปุ่น” ข้าง “ว่าที่นายกฯ พิธา” จะเห็นคำถามร่วมกันข้อหนึ่งคือ
“เราจะออกแบบความสัมพันธ์ระหว่างประชาธิปไตยกับกองทัพอย่างไร”

สำหรับไทย บทเรียนที่น่าคิดต่อคือ
1) กองทัพไม่จำเป็นต้องใหญ่เสมอไป แต่ต้องตอบโจทย์ภัยคุกคามจริงๆ หากเราตอบได้ชัดว่า ภัยหลักของไทยวันนี้คืออะไร งบประมาณและขนาดกองทัพก็จะชัดตาม
2) กองทัพที่แข็งแรงที่สุด คือกองทัพที่ประชาชนไว้ใจได้ ซึ่งต้องมาพร้อมความโปร่งใส ไม่เล่นการเมือง และไม่ใช้อำนาจเกินขอบเขต
3) ความมั่นคงของชาติไม่ใช่แค่เรื่องปืน–รถถัง แต่รวมถึงเศรษฐกิจ การศึกษา สาธารณสุข และความรู้สึกยุติธรรมของประชาชนด้วย

สรุปแล้ว ระหว่าง “อยากมีกองทัพเข้มแข็งขึ้น” ของญี่ปุ่น กับ “อยากให้กองทัพเปลี่ยนบทบาท” ของพิธา ไม่ได้ขัดแย้งกันในเชิงตรรกะ แต่สะท้อนประวัติศาสตร์ ปัญหา และโจทย์ของแต่ละสังคมที่แตกต่างกัน

คำถามสำคัญสำหรับไทยจึงอาจไม่ใช่แค่ว่า “จะเอากองทัพหรือไม่เอา” แต่คือเราจะมีกองทัพแบบไหน ที่ทำให้คนรู้สึกปลอดภัยทั้งจากศัตรูภายนอก และจากอำนาจที่เกินขอบเขตภายในประเทศไปพร้อมกันได้อย่างไร


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top