Friday, 31 July 2026
NEWS

บริษัท เชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด ร่วมกับ สำนักงานตำรวจแห่งชาติเตือนภัยไซเบอร์

เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2566 เวลา 13.30 น. นาย ปนันท์ ประจวบเหมาะ ประธานกรรมการ บริษัท เชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด นางสาว ศรีรัชต์ ธนะรัชต์ กรรมการบริหารฝ่ายรัฐกิจและองค์กรสัมพันธ์ นางสาว รัชดาวรรณ สุลัญชุปกร รองกรรมการบริหารฝ่ายปฏิบัติการ ธุรกิจค้าปลีกโมบิลิตี้ และ พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) พล.ต.อ.สมพงษ์  ชิงดวง ที่ปรึกษาพิเศษ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ที่ปรึกษาพิเศษ ตร.) พล.ต.ท.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผู้ช่วย ผบ.ตร.) พล.ต.ท.จิรพัฒน์ ภูมิจิตร ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 (ผบช.ภ.1) พล.ต.ต.กิตติศักดิ์ ดุรงควิบูลย์ รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 (รอง ผบช.ภ.1)  พล.ต.ต.ฐายุฏฐ์ จันทร์ถาวร รองผู้บัญชาการ กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (รอง ผบช.สอท.) พล.ต.ต.ไพศาล วงศ์วัชรมงคล ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนนทบุรี (ผบก.ภ.จว.นนทบุรี) และ พล.ต.ต.ชูศักดิ์ ขนาดนิด ผู้บังคับการตรวจสอบและวิเคราะห์อาชญากรรมทางเทคโนโลยี กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ผบก.ตอท.บช.สอท.) ร่วมเปิดโครงการรณรงค์สร้างความตระหนักรู้และป้องปรามภัยอาชญากรรมออนไลน์  ณ สถานีบริการน้ำมันเชลล์ ห้างหุ้นส่วนจำกัด มนเทียรรุ่งเรือง (สาขา 6) ถนนกาญจนาภิเษก อำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี 

นายปนันท์ ประจวบเหมาะ ประธานกรรมการ บริษัท เชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า “บนการดำเนินงานเพื่อมุ่งสู่เป้าหมายการเป็นธุรกิจพลังงานที่ยั่งยืนภายใต้กลยุทธ์ Powering Progress หนึ่งในสี่เสาหลักที่เชลล์ให้ความสำคัญคือ Powering Lives ซึ่งมุ่งเน้นการส่งเสริมคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของทุกคนให้ดีขึ้น นอกเหนือจากการจัดหาพลังงานที่เข้าถึงได้และเชื่อถือได้อย่างยั่งยืน  ด้วยเหตุนี้ เชลล์จึงได้เข้าร่วมสนับสนุนแคมเปญ ผนึกกำลังร่วมใจ ต้านภัยไซเบอร์ ภายใต้หลักการ ไม่เชื่อ ไม่รีบ ไม่โอน รู้ทันกลโกง โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อเพิ่มพื้นที่ในการสื่อสารให้เข้าถึงประชาชนให้มากขึ้น  เพราะในแต่ละวัน มีผู้มารับบริการในสถานีบริการเชลล์ทั่วประเทศถึง 5 แสนคน ทั้งการมาเติมน้ำมัน การใช้บริการธุรกิจเสริมต่างๆ และการใช้บริการห้องน้ำที่ได้รับรางวัลระดับประเทศ  การร่วมแคมเปญครั้งนี้ นอกจากจะช่วยสร้างความตระหนักถึงภัยไซเบอร์ที่ใกล้ตัวมากขึ้นทุกวัน ยังช่วยให้ประชาชนสามารถป้องกันตนเองได้ เชลล์จึงยินดีอย่างยิ่งที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยให้สังคมไทยปลอดภัยจากการคุกคามบนโลกไซเบอร์และน่าอยู่ยิ่งขึ้น”  

พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ฯ ผบ.ตร. กล่าวเสริมว่า “สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้จัดทำระบบรับแจ้งความ เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2565 เปิดดำเนินการรับแจ้งความออนไลน์และนำข้อมูลมาวิเคราะห์เพื่อหามาตรการในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ได้จัดทีมวิทยากรของคณะทำงานสร้างเสริมภูมิคุ้มกันต้านภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และครูไซเบอร์ทั้งครู ก. และครู ข. ออกบรรยายให้ความรู้แก่ประชาชน รวมทั้งได้มีการนำแบบทดสอบ วัคซีนไซเบอร์ จำนวน 40 ข้อ มาประชาสัมพันธ์ให้พี่น้องประชาชนได้ทำแบบทดสอบ เพื่อให้พี่น้องประชาชนได้มีภูมิคุ้มกันภัยออนไลน์  โดยเริ่มทำแบบทดสอบได้ตั้งแต่วันที่ 11 กรกฎาคม 2566 จนถึง วันที่ 30 กันยายน 2566 หากทำแบบทดสอบครบ 40 ข้อแล้ว  จะได้รับ Whoscall Premium Gift Code ฟรี ซึ่งสามารถใช้บริการ Whoscall Premium Feature ได้ฟรี เป็นระยะเวลา 1 ปี หากทำแบบทดสอบได้ถูกต้องตั้งแต่ 35 ข้อ  ขึ้นไป จะมีสิทธิ์ลุ้นรับรางวัล iPhone 14  เดือนละ 20 รางวัล  เป็นเวลา 3 เดือน  รวม 60 รางวัล  และสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้จับรางวัลผู้โชคดีประจำเดือน กรกฎาคม 2566  จำนวน 20 รางวัล ไปเรียบร้อยแล้ว สำหรับผู้โชคดีสามารถตรวจสอบรายชื่อได้ที่ช่องทาง www.เตือนภัยออนไลน์.com ขณะเดียวกันได้มีการขับเคลื่อนกิจกรรมโครงการรณรงค์ประชาสัมพันธ์เพื่อให้พี่น้องประชาชนได้รู้เท่าทันภัยออนไลน์ในรูปแบบต่างๆ ทั้งในช่องทางออนไลน์ (Online) และออนไซต์ (Onsite) ในช่องทางออนไลน์ (Online) ได้มีการแถลงข่าวประจำสัปดาห์และนำเสนอในช่องทางของสื่อมวลชนทุกแขนง รวมทั้งได้มีการประชาสัมพันธ์ผ่านเว็บไซต์ www.เตือนภัยออนไลน์.com และเพจ https://www.facebook.com/เตือนภัยออนไลน์ สำหรับการประชาสัมพันธ์ในช่องทางออนไซต์ (Onsite) นั้น

สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ร่วมกับกระทรวงคมนาคม กรมการขนส่งทางบก องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) และ บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) ผนึกกำลังเตือนภัยออนไลน์บนรถยนต์โดยสารสาธารณะ โดยได้ร่วมกันติดสติ๊กเกอร์เตือนภัยออนไลน์ 6 รูปแบบกลโกง บนรถยนต์โดยสารสาธารณะ (บขส.) รถยนต์โดยสารประจำทาง (รถเมล์) และรถยนต์รับจ้างสาธารณะ (Taxi) ทั่วประเทศ เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์ให้พี่น้องประชาชนที่โดยสารรถยนต์โดยสารและรถยนต์รับจ้าง ได้รู้เท่าทันภัยออนไลน์ อีกทั้งสำนักงานตำรวจแห่งชาติยังได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการรณรงค์ประชาสัมพันธ์แถลงข่าวเพื่อแจ้งเตือนให้ประชาชนทราบในหลายวิธี หลายช่องทาง ให้ประชาชนได้มีภูมิคุ้มกันภัยไซเบอร์ แต่ปรากฏว่ายังมีประชาชนตกเป็นเหยื่อของคนร้ายอยู่เป็นจำนวนมาก จึงต้องเร่งประชาสัมพันธ์ในช่องทางอื่นเพิ่มเติม สำหรับการประชาสัมพันธ์ในวันนี้ได้รับการสนับสนุนจากบริษัทเชลล์ฯ ติดตั้งสื่อภายในสถานีบริการน้ำมัน  เช่น  ภายในห้องน้ำชาย-หญิง  เป็นต้น ซึ่งจะช่วยสร้างการรับรู้ถึงข้อมูลและข่าวสารได้อย่างกว้างขวาง  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเทศกาลหรือช่วงวันหยุดติดต่อกันหลายวันที่จะมีผู้ใช้บริการเดินทางเข้ามาใช้บริการที่สถานีบริการน้ำมันเชลล์กว่า 700 แห่งทั่ว
ประเทศ”  

ผบ.ตร. กล่าวเพิ่มเติมว่า “เพื่อให้พี่น้องประชาชนได้รู้เท่าทันภัยออนไลน์อย่างต่อเนื่อง จึงขอประชาสัมพันธ์ให้ทำแบบทดสอบวัคซีนไซเบอร์ จำนวน 40 ข้อ และขอให้แชร์แบบทดสอบไปให้กับญาติหรือผู้เป็นที่รัก เพื่อให้พี่น้องประชาชนที่ทำแบบทดสอบมีความรู้เท่าทันกลโกงของคนร้ายบนโลกออนไลน์ และไม่ตกเป็นเหยื่อ รวมทั้งขอประชาสัมพันธ์ช่องทางการแจ้งความ  แจ้งเบาะแส  และให้คำปรึกษา ได้ที่ www.thaipoliceonline.com หมายเลขโทรศัพท์ 081-866-3000 หรือโทรผ่านสายด่วน 1441 สำหรับช่องทางประชาสัมพันธ์เตือนภัยออนไลน์  ประชาชนสามารถศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับภัยออนไลน์รูปแบบต่างๆ ผ่านทาง www.เตือนภัยออนไลน์.com และ Facebook https://www.facebook.com/เตือนภัยออนไลน์

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จัดโครงการพัฒนาบุคลิกภาพและคุณภาพชีวิตตำรวจ รุ่นที่ 2 มุ่งพัฒนา เสริมประสิทธิภาพการปฏิบัติงานเพื่อรองรับภารกิจดูแลประชาชน

พล.ต.ท.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ ผู้บัญชาการสำนักงานกำลังพล(สกพ.) เปิดเผยว่า วันอังคารที่ 15 ส.ค.66 เวลา 09.00 น. พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นประธาน ในพิธีเปิด “โครงการพัฒนาบุคลิกภาพและคุณภาพชีวิตของข้าราชการตำรวจ (รุ่นที่ 2)” จำนวนทั้งสิ้น 99 นาย มีการจัดอบรมในระหว่างวันที่ 14-19 ส.ค.66 ณ อาคารศูนย์ฝึกอบรมพัฒนาบุคลากรและสวัสดิการ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ 

โครงการพัฒนาบุคลิกภาพและคุณภาพชีวิตของข้าราชการตำรวจ เป็นโครงการที่จัดทำขึ้น เพื่อวัตถุประสงค์ให้กำลังพลที่ปฏิบัติงานใกล้ชิดกับประชาชน มีแนวคิดในการเสริมสร้างทัศนคติ ปรับปรุงพัฒนาบุคลิกภาพที่ดี โดยการนำธรรมะซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและทัศนคติ โดยได้รับความเมตตาจาก พระอาจารย์เอกชัย สิริญาโณ เจ้าอาวาสวัดใหม่ศรีร่มเย็น ตำบลห้วยซ้อ อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย และคณะวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิด้านจิตวิทยา การแพทย์สาธารณสุข ในการสร้างแรงบันดาลใจ

ทั้งนี้ การดำเนินโครงการเป็นไปตามนโยบายของ พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ที่ต้องการให้มีการส่งเสริมจริยธรรม จรรยาบรรณและการพัฒนาคุณธรรมของข้าราชการตำรวจ โดยมุ่งเน้นการเสริมสร้างพัฒนาทัศนคติ จิตสำนึกและพฤติกรรมให้เป็นผู้มีวินัย มีเป้าหมายเพื่อให้ข้าราชการตำรวจมีโอกาสในการพัฒนาตน ให้เกิดการเปลี่ยนแปลง เพื่อปรับเปลี่ยนกระบวนการคิด ทัศนคติ ค่านิยม ตลอดจนการมีจิตสำนึกที่ดี จนนำไปสู่การเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อบำบัดทุกข์ บำรุงสุข ให้แก่พี่น้องประชาชน สมดังเจตนารมณ์ของการเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยสำนักงานกำลังพลในฐานะหน่วยงานผู้รับผิดชอบโครงการคาดหวังเป็นอย่างยิ่งว่าข้าราชการตำรวจที่ผ่านการอบรมจากโครงการนี้ จะได้นำความรู้ แนวคิด ทัศนคติ ที่ได้รับจากคณะวิทยากร นำไปปรับปรุงพัฒนาตนเองให้เป็นบุคลากรที่เพียบพร้อมไปด้วยคุณธรรม จริยธรรม ทั้งในมิติของการปฏิบัติหน้าที่ราชการและการประพฤติปฏิบัติตนในชีวิตประจำวัน เพื่อภาพลักษณ์ที่ดีของสำนักงานตำรวจแห่งชาติต่อไป
 

‘ดร.หิมาลัย’ ยกย่อง ‘น้องรินธารทอง’ แบบอย่างคนรุ่นใหม่เทิดทูนสถาบันกษัตริย์

(15 ส.ค. 66) ดร.หิมาลัย ผิวพรรณ ผู้ประสานงานพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) โพสต์คลิป น.ส.รินธารทอง ลัทธศักดิ์ศิริ ที่ได้ทำคอนเทนต์ TikTok ถึงพระราชกรณียกิจ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อปวงชนชาวไทย เนื่องในวันเฉลิมพระชนม์พรรษา 12 สิงหาคม พร้อมระบุข้อความว่า 

“ขอขอบคุณ น้อง น.ส.รินธารทอง ลัทธศักดิ์ศิริ มัคคุเทศก์น้อย ที่เผยแพร่พระมหากรุณาธิคุณของสถาบันกษัตริย์ ประเทศไทย ยังมีหวัง ช่วยกันครับ น้อง ๆ เริ่มจากถวายความเคารพ เพลงสรรเสริญพระบารมี ในโรงภาพยนตร์ แล้วส่งมาให้ลุง ช่วยกันรักษาประเทศไทยของเราครับ”

สำหรับ น.ส.รินธารทอง ลัทธศักดิ์ศิริ เป็นนักเรียนชั้น ม.4 โรงเรียนขอนแก่นวิทยายน ที่เป็นเยาวชนน้ำดี ที่เทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์และจะแสดงความจงรักภักดีทุกครั้งที่มีโอกาส ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่หลายคนมองว่าไม่สำคัญ อย่างการยืนถวายความเคารพ เพลงสรรเสริญพระบารมี ไปจนถึงการเผยแพร่พระราชกรณียกิจอย่างต่อเนื่อง

ผบ.ตร.จัดสรรงบตัดเครื่องแบบให้ตำรวจจราจรทั่วประเทศเกือบ 20,000 คน นับเป็นเครื่องแบบภาคสนามครั้งแรกของสายงานจราจร เกิดความคล่องตัว ปลอดภัย สร้างขวัญกำลังให้ตำรวจจราจร เพื่อดูแลประชาชนบนท้องถนน ดีเดย์พร้อมกัน 15 ก.ย.นี้

วันนี้ (15 ส.ค.66 ) พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า “ ตามดำริ พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. ให้ ศูนย์บริหารงานจราจร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศจร.ตร.) แต่งตั้งคณะทำงานเพื่อปรับปรุงเครื่องแบบสำหรับข้าราชการตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่สายงานจราจร โดยมี พล.ต.ท.ประจวบ วงศ์สุข ผู้ช่วย ผบ.ตร.เป็นหัวหน้าคณะทำงาน คณะทำงานได้ร่วมกันศึกษา วิเคราะห์ กำหนดหลักเกณฑ์รูปแบบเครื่องแบบ และสำรวจความคิดเห็นจากข้าราชการตำรวจทั่วประเทศ จนได้ข้อสรุปเครื่องแบบจราจรเสนอ ตร. 

ต่อมา ผบ.ตร.ได้อนุมัติเครื่องแบบสนามตำรวจสายงานจราจรเป็นแบบเดียวกับสายงานป้องกันปราบปราม โดยเครื่องหมายใช้ด้ายสีขาวปักบนพื้นสีเดียวกับเครื่องแบบ และติดเครื่องแบบด้วยแถบหนามเตย ให้มีปลอกแขนจราจรสะท้อนแสง เครื่องแบบสามารถใช้ได้ทั้งสายงานป้องกันปราบปรามและงานจราจร หากมีการเปลี่ยนแปลงสายงาน พร้อมขออนุมัติกรมบัญชีกลาง เบิกจ่ายค่าผ้าและค่าตัดชุดเครื่องแบบสนาม รวมทั้งค่าเครื่องหมายตามที่ราชการกำหนด สำหรับข้าราชการตำรวจในการปฏิบัติหน้าที่งานจราจรทั่วประเทศ จำนวน 19,662 คน แล้วโอนเงินไปให้หน่วยทำการจัดซื้อจัดจ้าง เร่งรัดดำเนินการตัดเครื่องแบบ กำหนดใส่เครื่องแบบฯ ภายใน 15 ก.ย.66  โดยพร้อมเพรียงกัน”      

โฆษก ตร.กล่าวอีกว่า “สายงานจราจรมีความสำคัญที่ต้องปฏิบัติหน้าที่อำนวยความสะดวกด้านการจราจร ออกช่วยเหลือประชาชนบนท้องถนน ปฏิบัติตามนโยบาย ตร.ในการกำหนดมาตรการลดและป้องกันอุบัติเหตุในพื้นที่ รวมถึงภารกิจอื่นๆที่ได้รับมอบหมาย 

การมีเครื่องแบบสนามเหมือนกับสายงานป้องกันปราบปราม เป็นแบบเดียวกันทั้งประเทศ จะช่วยให้การทำงานเกิดความคล่องแคล่ว คล่องตัว ปลอดภัย มีประสิทธิภาพ สามารถปฏิบัติหน้าที่เพื่อประชาชนได้อย่างเต็มที่ อีกทั้งการมอบเครื่องแบบภาคสนามสายงานจราจร ของ ผบ.ตร.ในครั้งนี้ ถือเป็นชุดภาคสนามครั้งแรกของตำรวจจราจร เป็นการสร้างขวัญกำลังใจให้กับข้าราชการตำรวจสายงานจราจรอีกด้วย”

'อ.เทพมนตรี' ชี้!! ที่แท้ 'กายแก้ว' มาจาก 'การ์กอยล์' ไม่เกี่ยวกับมหาราชกัมพูชาและไม่น่ามาบูชาโดยไม่รู้ความจริง

(15 ส.ค.66) อาจารย์เทพมนตรี ลิมปพยอม นักประวัติศาสตร์ โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก Thepmontri Limpaphayorm ว่า...

ที่แท้ 'กายแก้ว' มาจาก 'การ์กอยล์' 

แปลกแต่จริงที่มีคนหลงเชื่องมงายได้เพียงนี้ โดยไม่ไปศึกษาหาความรู้ก่อนที่จะเชื่อสิ่งใด จึงอาจกลายเป็นเหยื่อถูกล่อลวง มอมเมาเข้าสู่ความมีอคติต่อความเชื่อความดีในทางศาสนา

กายแก้ว อาจมีที่มาคือ การ์กอยล์ ซึ่งเป็นสัตว์ผสมหากินกลางคืน เป็นมารกึ่งอมนุษย์ - มังกร ที่ปกปักษ์รักษาผู้คนตามความเชื่อของชาวยุโรป เป็นเครื่องประดับอาคารสถานต่าง ๆ บริเวณที่เรียกว่า 'ปนาลี' ช่องรางน้ำทั้งในอังกฤษ ฝรั่งเศส

แน่นอนว่า ไม่เกี่ยวข้องอะไรเลยกับพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 มหาราชกัมพูชาในอดีต

และย่อมไม่เกี่ยวข้องอะไรเลยที่พยายามทำรูปลักษณ์ให้เป็นยักษามีปีก

สังคมไทยไปไกลสุดกู่ เอาทุกอย่างมาบูชาปะปนกันโดยความไม่รู้เรื่องจริง

(การ์กอยล์ :Gargoyle คือคำที่ไว้ใช้เรียกรูปปั้นหรือรูปสลักตัวประหลาดที่เอาไว้ใช้ระบายน้ำจากบนหลังคาตามตัวอาคารหรือโบสถ์ โดยรูปแบบของการ์กอยล์ที่ได้รับความนิยมนั้น มักจะเป็นมังกรหรือปีศาจหันหน้ายื่นออกจากตัวอาคารและโบสถ์)

‘โบว์ ณัฏฐา’ เผยความหมายสุดลึกซึ้งของข้อความบนเสื้อ ‘ท่านอ้น’

เมื่อวานนี้ 14 ส.ค. 66 โบว์ ณัฏฐา มหัทธนา นักเคลื่อนไหวทางการเมือง ได้โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊ก
‘โบว์ ณัฏฐา มหัทธนา - Nuttaa Mahattana’ พร้อมภาพของท่านอ้น วัชรเรศร วิวัชรวงศ์ ขณะเดินทางกลับสหรัฐอเมริกา โดยระบุว่า…ภาพขณะท่านอ้นเดินทางกลับสหรัฐฯ จากสนามบินสุวรรณภูมิพร้อมท่านอ่อง ข้อความบนเสื้อสีฟ้าเขียนว่า ‘Virtue & Ideals give hope’ (คุณธรรมและอุดมคติ ให้ความหวัง)

‘หนุ่มนักโหราฯ’ ติง!! ระบบภาษีของไทยเรียกเก็บเงินได้น้อยกว่าที่ควร คนจนไม่เข้าเกณฑ์ คนรวยเลี่ยงจ่าย ก็ยากจะพัฒนาประเทศให้เจริญ

เมื่อวานนี้ (14 ส.ค. 66) ผู้ใช้งานติ๊กต็อกชื่อ ‘flukepatsmile’ นักพยากรณ์โหราศาสตร์ไทย ได้เผยแพร่วิดีโอตอบข้อความของผู้ติดตามที่แสดงความคิดเห็นว่า “บ้านเราน่าจะเสียภาษี ภ.ง.ด. ก่อนถึงจะมีสิทธิ์เลือกตั้งนะครับ” โดยระบุว่า 

“ผมว่าหายไปเยอะมาก หรืออาจจะหายไปเกือบครึ่งเลยนะ ประเทศที่พัฒนาแล้ว เขาจะเก็บภาษีได้ประมาณ 70% ของผู้ที่มีรายได้ต้องเสียภาษี ส่วนประเทศอย่างเราจะเก็บภาษีได้ประมาณ 15-20% ของผู้ที่มีรายได้ต้องเสียภาษี การรีดภาษีทําได้เยอะมาก ยกตัวอย่างเช่น หาบเร่ แผงลอย แม่ค้าตลาดนัด ตรวจบัญชีรายได้ในนิติบุคคล ทุก ๆ คนต้องมีตัวร้านที่ชัดเจนเหมือนในต่างประเทศ รถที่ไม่ผ่านการตรวจ เป็นรถเก่าไม่สามารถต่อภาษีได้ หรือว่าจะเป็นรถกระป๋อง รถสามล้อ ผิดรูปผิดแบบต้องยกเลิกทั้งหมด ต้องผลักดันเพื่อเพิ่มอาชีพให้กับคนไทย ชุมชนแออัดในกรุงเทพทั้งหมดต้องถูกผลักออกจากกรุงเทพ เพื่อความพร้อมต่อการสร้างธุรกิจให้เงินไหลเข้ามา พุทธพาณิชย์ทั้งหมดต้องโดนเก็บภาษี ธรรมกายวัดเดียวมูลค่า 4.4 ล้านล้านบาท ถ้าพุทธพาณิชย์ทั้งประเทศจะเป็นเงินเท่าไรลองคิดดู”

ผู้ใช้ติ๊กต็อกรายนี้ยังกล่าวอีกว่า “ประเทศเรามันก็เป็นประเทศที่เป็นความประนีประนอม เพื่อให้ทุก ๆ คนพออยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข คนจนไม่สามารถตรวจภาษีได้ ส่วนคนรวยบางส่วนเลี่ยงภาษี ความลําบากมันอยู่ที่คนชนชั้นกลางซึ่งเป็น 70% ของประเทศ ข้าราชการ พนักงานบริษัท เงินรายได้โตไม่ทันเงินเฟ้อ แต่เป็นคนกลุ่มใหญ่ที่ต้องแบกรับภาษีของประเทศ”

“คนที่บอกว่าการเมืองดีแล้วนู่นนี่นั่นจะดี มันก็เหมือนการทําผัดกะเพราครับ คุณมีสูตรที่ดี มันก็เหมือนคุณมีนักการเมืองที่ดี แต่ว่าไก่ก็เหมือนประชากร ถ้าประชากรไม่มีคุณภาพก็คือไก่เสีย เอาไปทําผัดกะเพรา ถามว่าผัดกะเพราที่สูตรดีจะอร่อยได้ยังไงครับ? เริ่มต้นที่ประชากรเริ่มต้นที่ตัวเราครับผม” ผู้ใช้ติ๊กต็อกรายนี้กล่าวทิ้งท้าย

‘หนุ่มไทย’ ยก ‘นิวซีแลนด์’ เกื้อหนุนพัฒนาศักยภาพเด็กได้สุดยอด ต่างจากระบบการศึกษา ‘ประเทศไทย’ ที่ยังทำได้อย่างไม่เต็มที่

เมื่อวานนี้ (14 ส.ค.66) ผู้ใช้ TikTok บัญชี @Bookboktor หรือ ‘บุ๊ค บอก ต่อ’ ได้ตอบกลับคอมเมนต์ที่เข้ามาถามว่า ‘รักเมืองไทยไหม?’ ซึ่งคุณบุ๊คได้บอกว่า ตนรักประเทศไทย และคิดว่าประเทศไทยวิเศษมาก แต่ถ้าหากมีลูก ตนไม่อยากให้ลูกต้องเติบโตมาในประเทศไทย เนื่องจากระบบการศึกษาที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการพัฒนาศักยภาพเด็กคนหนึ่งได้อย่างถึงที่สุด ซึ่งคุณบุ๊คได้แชร์ประสบการณ์ที่ตนเองได้เคยไปอยู่ที่นิวซีแลนด์ และได้พัฒนาทักษะติดตัวกลับมา โดยระบุว่า…

“ผมมี 4 ทักษะ ที่ได้พัฒนามาตอนอยู่ที่นิวซีแลนด์ ซึ่ง 4 ทักษะนี้ เป็นทักษะที่ผมให้ความสําคัญ และไม่ค่อยเห็นในเด็กไทยรุ่นผม หรือเด็กไทยสมัยนี้คงเก่งขึ้นแล้ว ซึ่งผมไม่แน่ใจ แต่ว่า 4 ทักษะนั้น เริ่มที่อย่างแรก คือ ‘ทักษะรักการอ่าน’ ตอนผมอยู่นิวซีแลนด์ หลัง 5 โมง จะมีการปิดอินเตอร์เน็ต ปิดทีวี ปิดเทคโนโลยีทุกอย่าง และทุกอาทิตย์โฮสต์จะเช่าหนังสือ 10 ถึง 20 เล่ม มาวางไว้ที่บ้าน ไม่อ่านก็ได้ แต่เมื่อมันไม่มีอะไรให้ทํา สุดท้ายพวกเราก็ต้องอ่านหนังสือ จึงทําให้พวกเรารักการอ่าน อย่างที่สอง ‘ทักษะการทํางาน’ ตอนผมเด็ก ๆ ผมต้องช่วยงานบ้านทุกอย่าง ตั้งแต่รดน้ำต้นไม้ กวาดบ้าน ถูพื้น ล้างจาน ทําอะไรทุกอย่าง และหลัง 2 ทุ่ม ผมต้องไปช่วยงานที่โรงแรม โดยไปช่วยล้างจานและจัดโต๊ะ เพื่อที่แขกจะได้ลงมาทานอาหารเช้าวันต่อมา มันเลยทําให้พวกเรามีความรับผิดชอบมากขึ้น”

“ถัดมาอย่างที่สาม ผมรู้สึกว่าโรงเรียนที่นิวซีแลนด์ เขาส่งเสริมให้เด็ก ‘กล้าคิดกล้าทํา’ มากกว่าท่องจํา ซึ่งส่วนใหญ่โปรเจกต์ที่เราต้องทํา มันจะเป็นโปรเจกต์ที่เราต้องเริ่มตั้งแต่การวางแผน มาทํารีเสิร์ชเอง ไม่มีถูก ไม่มีผิด ให้ลองทํา เหมือนเขาเรียกว่าลองถูกลองผิดไป จนสุดท้ายมันออกมาดีที่สุด แต่ก็ไม่ได้ออกมาเป๊ะ แต่ว่าออกมาดีที่สุดเท่านั้นเอง และอย่างที่สี่ คือการที่เขาสอนให้เรารู้จัก ‘การรักการออกกําลังกาย’ สามารถดูแลสุขภาพตัวเองได้ เพราะว่าที่นู่นแทบจะทุกส่วนของเมือง จะมีสวนสาธารณะใกล้ ๆ และก็มีพื้นที่ออกกําลังกาย มีทั้งสนามรักบี้ สนามบาส สนามเทนนิส และสนามบอล ที่สามารถใช้ได้ฟรีเลย”

“อันนี้เลยเป็นเหตุผลหลักที่ผมอยากจะให้ลูกเติบโตมาที่นิวซีแลนด์ เพื่อสร้างทักษะ 4 อย่างนี้ให้มันมั่นคงก่อนที่จะย้ายกลับมาใช้ชีวิตในประเทศไทย ผมคิดว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่วิเศษมาก และไม่มีประเทศไหนที่ผมอยากอยู่มากกว่าประเทศไทย แต่ผมอยากจะให้ลูกผมไปพัฒนา 4 ทักษะนี้ที่ต่างประเทศก่อน แล้วค่อยกลับมายังประเทศไทย”

‘อนุพงษ์’ ยัน!! เบี้ยผู้สูงอายุตอนนี้ยังเหมือนเดิม เชื่อ ระเบียบใหม่ช่วย ปชช.ได้ประโยชน์ทั่วถึงมากขึ้น

(15 ส.ค. 66) ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการปรับเกณฑ์เบี้ยผู้สูงอายุ ว่า การจ่ายเดิมทางกรมบัญชีกลางเห็นว่าผู้ที่มีรายได้อื่นๆ เช่น บำนาญ คงจะรับเงินไม่ได้ต้องเรียกคืน และในที่สุดก็มีปัญหา จนรัฐบาลต้องจ่ายเงินคืนให้ จากนั้นได้มีคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติกับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ซึ่ง พม.ได้ส่งเรื่องให้กฤษฎีกาตีความ โดยกฤษฎีกาตีความว่าระเบียบที่ออกนี้ ไม่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญที่กำหนดไว้ว่า ประชาชนจะต้องมีรายได้เพียงพอต่อการเลี้ยงชีพ โดยเฉพาะผู้ยากไร้ รัฐบาลต้องช่วยเหลือ เพราะฉะนั้นการที่กำหนดว่าจะให้ใครตามระเบียบเดิมไม่ได้แล้ว จึงเป็นที่มาของการออกระเบียบใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญที่กำหนดไว้

พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า แต่อย่างไรก็ตามการจะให้นี้ต้องทั่วถึงและเป็นธรรม โดยจะมีคณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติเป็นผู้กำหนดว่าจะทำอย่างไรถึงจะเป็นธรรม ถ้าจะให้ทั่วถึงจ่ายทุกคนก็ได้ หรือจะไปกำหนดกลุ่ม คนที่มีรายได้มากอาจจะไม่ต้องจ่ายก็ได้ ซึ่งระเบียบนี้ก็เปิดทางไว้ อย่างไรก็ตามถ้าคณะกรรมการผู้สูงอายุยังไม่กำหนด ทางองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็จ่ายแบบเดิมได้ ทั้งผู้ที่ได้รับอยู่แล้วและผู้ที่จะอายุครบ 60 ปีใหม่ สามารถจ่ายตามเกณฑ์เดิมได้

เมื่อถามว่า จะรอให้คณะกรรมการผู้สูงอายุพิจารณาก่อนใช่หรือไม่ พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า แล้วแต่คณะกรรมการจะพิจารณาอย่างไร แต่รัฐบาลชุดนี้ไม่มีอำนาจที่จะไปทำ เพราะมันคงผูกพันกับรัฐบาลใหม่แล้ว เนื่องจากใช้งบประมาณมาก อย่างไรก็ตามเรื่องนี้รัฐบาลได้ทำหนทางไว้หมดแล้ว รัฐบาลใหม่มาจะทำอย่างไรก็สามารถทำได้หมด ดังนั้นตอนนี้ผู้สูงอายุเดิมรับเงินอย่างไรก็รับไปตามเดิม ผู้สูงอายุใหม่ก็สามารถรับได้ตามเกณฑ์เดิม ตราบใดที่ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง

เมื่อถามว่า ตอนนี้ประชาชนยังไม่ต้องกังวลใจในเรื่องนี้ใช่หรือไม่ พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ไม่ต้องกังวล และถ้าตนมองในตอนนี้ประชาชนจะได้ประโยชน์ทั่วถึงตามรัฐธรรมนูญ เป็นธรรม และมีรายได้เพียงพอต่อการดำเนินชีวิต หนทางเราเตรียมไว้ให้แล้ว ออกทางไหนก็ได้ แต่ต้องเป็นไปตามรัฐธรรมนูญที่กำหนดไว้

'เพชร โอสถานุเคราะห์' เจ้าของเพลงดัง เพียงชายคนนี้ (ไม่ใช่ผู้วิเศษ) เสียชีวิตแล้ว ในวัย 69 ปี คาดหัวใจวายเฉียบพลัน

(15 ส.ค. 66) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เพชร โอสถานุเคราะห์ อดีตนักร้องชื่อดัง และอดีตผู้บริหารบริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) ได้เสียชีวิตแล้วเมื่อคืนวันที่ 14 ส.ค.ที่ผ่านมา เบื้องต้นสันนิษฐานว่าเกิดอาการหัวใจวายเฉียบพลัน

โดยญาติพี่น้องเตรียมนำร่างของ เพชร โอสถานุเคราะห์ ไปบำเพ็ญกุศลที่ศาลโอสถานุเคราะห์ วัดธาตุทอง กรุงเทพฯ และจะมีการแถลงข่าวช่วงบ่ายวันนี้

เพชร โอสถานุเคราะห์ เป็นอดีตนักร้องที่โด่งดังมีผลงานที่เป็นที่รู้จักในเพลง เพียงชายคนนี้ (ไม่ใช่ผู้วิเศษ) นอกจากนี้เพชรยังเคยเป็นรองประธานกรรมการบริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) ปัจจุบันเป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยกรุงเทพ

สำหรับ ประวัติ เพชร โอสถานุเคราะห์ เกิดเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2497 เป็นบุตรชายของนายสุรัตน์ โอสถานุเคราะห์ ผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยกรุงเทพ และนางปองทิพย์ โอสถานุเคราะห์

เพชรเกิดที่กรุงเทพฯ เพชรเริ่มเรียนที่โรงเรียนสมประสงค์จนถึง ป.3 จากนั้นก็ย้ายไปเรียนต่อที่ โรงเรียนพิพัฒนาถึงชั้นม.4 (มศ 3 ในอดีต) ย้ายไปเรียนต่อชั้นมัธยมปลายที่ Teaneck High School ในรัฐนิวเจอร์ซีย์ ประเทศสหรัฐอเมริกา

หลังจากจบแล้วก็กลับมาเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพเป็นเวลา 2 ปี แล้วจึงกลับไปเรียนต่อจนจบปริญญาตรีทางด้านบริหารธุรกิจ สาขาการตลาดที่ มหาวิทยาลัยเซาเทิร์นอิลลินอยส์ และกลับมาทำงานโฆษณา ก่อนออกผลงานเพลง แล้วหันไปทำงานนิตยสารสำหรับผู้หญิง จากนั้นก็ขยายไปทำงานด้านรายการโทรทัศน์ คือ รายการผู้หญิงวันนี้ และมีงานแต่งเพลงเคยแต่งเพลง หมื่นฟาเรนไฮต์ ให้วงไมโคร

สำหรับงานเพลง เพชรมีผลงานอัลบั้มแรกชุด ธรรมดา…มันเป็นเรื่องธรรมดา มีเพลงดังอย่าง ‘เพียงชายคนนี้ (ไม่ใช่ผู้วิเศษ)’ ในปี 2530 และกลับเข้าวงการเพลงอีกครั้งหลังจากหายหน้าไปร่วม 20 ปีเพื่อทำงานเพลงอีกครั้ง ในปี 2550 ได้ออกผลงานอัลบั้มที่ 2 Let’s Talk About Love ที่ได้ผู้กำกับมิวสิกวิดีโออย่าง เป็นเอก รัตนเรือง, วิศิษฎ์ ศาสนเที่ยง, อภิชาติพงษ์ วีระเศรษฐกุล มาร่วมทำ โดยมิวสิกวิดีโอแต่ละชิ้นมีงบประมาณราว 20,000 ถึง 1 ล้านบาท และในปี พ.ศ. 2551 ได้นำผลงานชุดแรกไปรีมาสเตอร์ที่ประเทศอังกฤษ และนำกลับมาวางจำหน่ายใหม่

เคลียร์ปม 'เบี้ยผู้สูงอายุ' รัฐบาลยันคนกลุ่มเดิมยังได้อยู่ แต่ขอคนรวยโปรดเข้าใจ ปรับเพื่อผู้ลำบากจริงๆ

(14 ส.ค. 66) นางสาวรัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ตามที่กระทรวงมหาดไทยได้ปรับปรุงหลักเกณฑ์การจ่ายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้และได้มีการประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 11 ส.ค. 2566 ซึ่งมีสาระหลักเพิ่มเติม คือ เป็นผู้ไม่มีรายได้หรือมีรายได้ไม่เพียงพอแก่การยังชีพ ตามที่คณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติ ตามกฎหมายว่าด้วยผู้สูงอายุ ดังนั้นจะต้องมีการออกระเบียบกำหนดรายละเอียดจากนี้อีกโดยคณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติ ซึ่งผู้สูงอายุที่ได้รับเงินเบี้ยยังชีพอยู่ก่อนวันที่ระเบียบใช้บังคับ จะยังมีสิทธิ์รับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุต่อไป

ส่วนที่มีการกล่าวว่า การปรับปรุงหลักเกณฑ์ดังกล่าว เป็นเพราะรัฐบาลไม่มีความสามารถในการหาเงิน นางสาวรัชดา ชี้แจงว่า ที่ผ่านมา เศรษฐกิจดีขึ้น รัฐบาลจัดเก็บรายได้เพิ่มมากขึ้น มีการจดทะเบียนการค้าบริษัทต่างชาติ การขอการสนับสนุนการลงทุนต่างชาติเพิ่มต่อเนื่อง มีตัวชี้วัดความสามารถจัดหารายได้ ดูจากตัวเลขการจัดเก็บรายได้ของกรมสรรพากร 7 เดือนของปีงบประมาณ 2566 (ต.ค.65-เม.ย.66) เก็บรายได้สูงกว่าปีก่อน 6.5% สูงกว่าเป้าหมายตามเอกสารงบประมาณ 107,101 ล้านบาท หรือ 11.10% ขณะที่ภาพรวมการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลในช่วง 7 เดือนของปีงบประมาณ 2566 สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน 7.4% และสูงกว่าเป้าหมายตามเอกสารงบประมาณ 8.9% นี่คือความสามารถของรัฐบาลในการหารายได้

“ส่วนประเด็นที่มีการดรามาว่า เป็นการลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์ของพลเมืองไทยหรือไม่นั้น รัฐบาลให้ความสำคัญกับประชาชนทุกกลุ่ม มุ่งแก้ปัญหาประชาชนอย่างมุ่งเป้า ใช้งบประมาณให้เกิดประโยชน์สูงสุด ภายใต้ข้อจำกัดของงบประมาณ วันนี้เราเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ มีจำนวนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และจะเพิ่มต่อเนื่อง งบประมาณจากเคยตั้งไว้ ห้าหมื่นล้านต่อปี เพิ่มเป็นแปดหมื่นล้าน และแตะเก้าหมื่นล้านแล้ว ในปีงบประมาณ 2567 ดังนั้น หากลดการจ่ายเบี้ยฯ แก่ผู้สูงอายุเฉพาะกลุ่มที่มีรายได้สูงหรือผู้สูงอายุที่ร่ำรวย เพราะงบประมาณที่จ่ายให้ไปอาจจะไม่มีความจำเป็น ถือเป็นการใช้นโยบายการคลังที่พุ่งเป้าเพื่อช่วยเหลือไปยังกลุ่มคนที่มีความจำเป็นและเดือดร้อนกว่า อีกทั้ง คือการสร้างความยั่งยืนทางการคลังระยะยาว ขอฝ่ายการเมืองอย่ามองเป็นการลักไก่เลย” นางสาวรัชดา กล่าว

'อดีตนักเรียนไทยในญี่ปุ่น' ฉายภาพ 'มารยาท' ในพื้นที่สาธารณะ 'การปลูกฝัง-ส่งต่อสิ่งดีๆ' รุ่นสู่รุ่น ช่วยสร้างวินัย-พัฒนาชาติเจริญ

(14 ส.ค.66) ข้อมูลของผู้ใช้เฟซบุ๊ก ‘Naruphun Chotechuang’ โดย ‘คุณนฤพันธ์ โชติช่วง’ อดีตนักเรียนวิทยาลัยยามชายฝั่งญี่ปุ่น ได้โพสต์ให้ความรู้กรณีมารยาทบนรถไฟของประเทศญี่ปุ่นไว้ว่า...

มีท่านผู้ใหญ่ท่านหนึ่งสอบถามเรื่องมารยาทบนรถไฟของประเทศญี่ปุ่น จากกรณีที่มีคนไทยไปทำเรื่องขายหน้าแต่ดูเหมือนเจ้าตัวไม่ได้รู้สึกผิดใดๆ แถมยังเหยียดคนที่เข้าไปตักเตือนกล่าวหาว่าเคยไปญี่ปุ่นหรือยังอีก

จากประสบการณ์อยู่ญี่ปุ่นมา 8 ปี คนญี่ปุ่นส่วนใหญ่เป็นคนที่ให้ความสำคัญกับหน้าตาทางสังคมและระเบียบข้อปฎิบัติในการอยู่ร่วมในสังคมมาก หลายๆ อย่างมีสิ่งที่เรียกว่า 'มารยาท' หรือ マナー (Manner) ที่ชัดเจนเป็นขนบธรรมเนียมประเพณีที่ไม่ได้เขียนไว้ในกฎหมาย หรือข้อบังคับใดๆ แต่เป็นการสอนส่งต่อรุ่นต่อรุ่น ถ้าใครเคยนั่งดูป้ายประกาศในรถไฟญี่ปุ่น ผมว่าทุกคนก็น่าจะเคยเห็นแผ่นรณรงค์มารยาทการใช้รถไฟร่วมกันของญี่ปุ่น 

แต่ถึงแม้จะมีคนทำผิด คนญี่ปุ่นส่วนมากจะใช้สายตาหรือท่าทางที่ดูรู้ว่าไม่พอใจ มากกว่าจะแสดงตัวเพื่อตักเตือนมากกว่า เพราะคนญี่ปุ่นคิดว่ามารยาทเป็นสิ่งที่ควรรู้ เมื่อต้องอยู่ในสังคมส่วนร่วม 

เรื่องแบบนี้ถูกสั่งสอนกันตั้งแต่ยังเด็ก เป็นการให้ความรู้กับเด็กเกี่ยวกับมารยาทการใช้รถไฟคือ...

- ไม่ควรเล่น หรือส่งเสียงดังรบกวนคนอื่น
- ควรเสียสละที่นั่งให้กับผู้สูงอายุ
- ไม่ควรคุยโทรศัพท์ในรถไฟ
- ให้คนลงจากรถไฟไปก่อน 
- ควรต่อเเถวเพื่อขึ้นรถไฟ
- ห้ามทิ้งขยะภายในรถไฟ 

นอกจากกรณีมารยาททางสังคมบนรถไฟแล้ว ญี่ปุ่นยังมีมารยาทในเรื่องต่างๆ ที่ยิบย่อย ยกตัวอย่างเช่น การสอบสัมภาษณ์เพื่อรับเอาใบอนุญาตทำงานหรือเข้าทำงาน นอกจากความรู้ที่ต้องจำเข้าไปแล้ว คือมารยาทในการสัมภาษณ์ที่ถูกต้อง ซึ่งมีผลอย่างมากต่อการผ่านการสัมภาษณ์หรือได้งานด้วย 

ต่อไปนี้ คือ สิ่งที่ผมพอจะนึกออกสมัยที่ผมสอบใบอนุญาตขับเรือสินค้าระดับสามและสองของญี่ปุ่น ร่วมถึงสัมภาษณ์งานบริษัทที่นั้น เมื่อเกือบสิบปีที่แล้ว

1. เครื่องแต่งกาย การสอบสัมภาษณ์ของญี่ปุ่น เขาไม่ได้ดูเพียงความรู้เท่านั้น เขาดูมารยาทลักษณะนิสัยของผู้เข้าสัมภาษณ์อย่างเข้มงวด จำเป็นต้องเป็นสูทเท่านั้น และต้องเป็นสีดำ สีน้ำเงินเข้ม หรือสีเทาเข้ม เท่านั้น ส่วนดีไซน์ของสูท ถ้าไม่ผิดแปลกเกินไปก็ถือว่ารับได้ ส่วนเสื้อเชิ้ตข้างใน สีขาวคือสีที่ดีที่สุด ถ้าไม่มีก็ต้องเป็นสีโทนอ่อน ไร้ลวดลายใดๆ เน็คไทก็ต้องเป็นแบบเรียบง่าย ลวดลายไม่เด่นจนเกินไป ส่วนรองเท้าต้องเป็นคัทชูเท่านั้น สีจะเป็นสีดำหรือน้ำตาลก็ได้ นอกนั้นไม่แนะนำ ทรงผมควรให้เห็นหูอย่างชัดเจน สีผมเป็นสีธรรมชาติของตัวเอง

2. การเข้าห้องสัมภาษณ์ มีขั้นตอนและวิธีการที่ถูกบอกต่ออย่างชัดเจน ก่อนเข้าห้องต้องเคาะห้องก่อน 2-3 ครั้ง และรอจนกว่าคนในห้องจะพูดว่า เชิญ (どうぞ) ถึงจะเปิดประตูด้วยเสียงที่เบาที่สุด ก่อนทำการโค้งเคารพกรรมการสัมภาษณ์พร้อมพูดว่า ขออนุญาต (失礼します) แล้วปิดประตูให้เบาที่สุด สำหรับผมถูกสอนให้หมุนลูกบิดค้างไว้ ดันประตูจนสุดแล้วจึงคลายลูกบิด เมื่อปิดประตูแล้ว ไปยืนหน้าเก้าอี้ผู้สัมภาษณ์ ทำความเคารพอีกครั้ง พร้อมพูดขอความกรุณาด้วยครับ (よろしくお願いします) รอจนกว่ากรรมการจะบอกว่าเชิญนั่ง ถึงจะนั่งลง การนั่งเก้าอี้ผู้สัมภาษณ์ ควรนั่งเพียง 1/2 ของเก้าอี้ หลังตรง มองตรง รอจนกว่ากรรมการจะถามคำถาม หรือให้ทำตามสิ่งที่เขาต้องการ เมื่อสัมภาษณ์เสร็จ ก็ลุกขึ้นทำความเคารพ เดินไปที่ประตู หันมาทำความเคารพอีกครั้งเอ่ยคำว่าขออนุญาต (失礼します) พร้อมเปิดประตูและปิดประตูด้วยเสียงที่เบาที่สุด

นี่เป็นเพียงขั้นตอนการสัมภาษณ์ที่ผมเคยเจอและก็นำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน ก็รู้สึกว่าไม่ได้แย่อะไรด้วย นอกจากนี้ยังมีมารยาทอื่นๆ ที่ลงลึกไป เช่นลำดับการนั่งในรถแท็กซี่เมื่อต้องนั่งกับผู้ที่อาวุโสกว่า ลำดับการเข้าลิฟท์เมื่อต้องเข้ากับผู้ที่อาวุโสกว่า 

เพราะฉะนั้นไม่แปลกเลยที่ประเทศญี่ปุ่นสามารถพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็ว หลังจากพ่ายแพ้สงครามโลกครั้งที่สอง โดยที่ยังรักษาความเป็นเอกลักษณ์ของตัวเองได้ เพราะสิ่งที่เรียกว่าการปฎิบัติตามกฎระเบียบ และรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีแบบนี้นี่เอง

ปล. 1 ใครที่สนใจเรื่องพวกนี้ ลองหาหนังสืออ่านได้นะครับ มีขายที่ญี่ปุ่น
ปล. 2 ที่จริงอีเมลญี่ปุ่นก็มีแพทเทิร์นตายตัวที่ควรจะต้องเขียนให้ได้ด้วยนะ
ปล. 3 แต่ปัจจุบันคนรุ่นใหม่ของญี่ปุ่น เริ่มไม่ทำตามขนบแล้วนะ เท่าที่สังเกต

‘นักปอกเปลือกข้าวโพดอ่อน’ ขั้นเทพ!! ใช้เวลาเพียงแค่ 3-4 วิต่อฝัก จนกลายเป็นมือวางอันดับหนึ่ง ทำได้เร็วที่สุด เยอะที่สุด และมีรายได้สูงสุด

(14 ส.ค.66) ที่สงขลา ไปดูอาชีพการรับจ้างปอกเปลือกข้าวโพดอ่อน หรือที่ชาวบ้านทางภาคใต้เรียกกันว่า ‘ปอกดาบคง’ ที่โรงปอกข้าวโพดอ่อน ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่บ้านโคกขี้เหล็ก หมู่ 1 ต.ฉลุง อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา

และเป็นอีกหนึ่งอาชีพของชาวบ้านที่นี่ ซึ่งเป็นกลุ่มผู้หญิงที่มาทำกัน สามารถสร้างรายได้ 300-500 บาทต่อวัน ขึ้นอยู่กับความสามารถและความรวดเร็วในการปอกของแต่ละคน โดยได้ค่าปอกกิโลกรัมละ 5 บาท 

แต่ที่จะพาไปดูคือนักปอกเปลือกข้าวโพดอ่อนมืออาชีพขั้นเทพ และเป็นมือวางอันดับ 1 ของที่นี่ หรืออาจจะเป็นนักปอกเปลือกข้าวโพดที่เร็วที่สุดในสงขลาหรือในประเทศไทยก็ว่าได้ มีชื่อว่า น.ส.สาหรอ อ่อนแก้ว อายุ 37 ปี หรือขอ ซึ่งเป็นชื่อเล่นที่เรียกกัน

น.ส.สาหรอ หรือ ขอ เป็นคนที่มีความเชี่ยวชาญและมีทักษะความชำนาญในการปอกเปลือกข้าวโพดอ่อนที่หาตัวจับยาก เพราะมือเร็วมากเรียกว่ามองแทบไม่ทัน ข้าวโพดแต่ละฟักใช้เวลาปอกแค่ 3-4 วินาทีเท่านั้น และเร็วกว่าคนอื่น ๆ 2-3 เท่าตัว

วิธีการปอกเริ่มจากปาดหัวเอาเปลือกนอกอก กรีดส่วนหัวให้รอบ แล้วกรีดหางลอกเปลือกออกเป็นอันเสร็จ แต่พอดู น.ส.สาหรอ ทำแล้วด้วยความที่มือเร็วมาก จนดูแทบไม่ทันเพราะเหมือนรวบรัดทุกขั้นตอนเอาไว้ทีเดียว

โดยแต่ละวัน น.ส.สาหรอ จะปอกเปลือกข้าวโพดอ่อนได้วันละประมาณ 100 กิโลกรัม และปอกได้มากกว่าคนอื่น ๆ 2-3 เท่าตัว และเป็นคนที่ทำเงินจากการปอกเปลือกข้าวโพดอ่อนมากที่สุด ไม่เคยมีใครทำลายสถิติได้

สอบถามสาหรอ บอกว่า ยึดอาชีพรับจ้างปอกเปลือกข้าวโพดอ่อนมานับ 10 ปี แรก ๆ ก็ปอกช้า แต่พอนานเข้าก็เริ่มเข้ามืออย่างที่เห็นในปัจจุบันและช่วงที่ทำใหม่ ๆ ก็มีบ้างที่พลาดโดนมีดบาด แต่ตอนนี้ไม่เคยถูกมีดบาดอีกเลย เพราะจังหวะการปอกทุกอย่างเข้าที่เข้าทางหมดแล้ว เรียกว่าแทบจะหลับตาปอกได้เลย สุดยอดจริง ๆ เวรี่กู๊ด

'หนุ่มอเมริกัน' ยอมรับ!! 'เมืองไทย' ดีกว่าหลายประเทศที่เคยอยู่'อิสรเสรี-มิตรไมตรี-วิถีชีวิต-วัฒนธรรม-การกิน' รวมๆ แล้วทรงเสน่ห์

 

เมื่อไม่นานมานี้ ช่องยูทูบ Thailand & The World ได้แชร์เรื่องราว ‘Wesly Thomas’ หนุ่มอเมริกันเชื้อสายเอเชีย ตัดสินใจย้ายออกจากสหรัฐอเมริกา เพื่อไปใช้ชีวิตใหม่อยู่ในประเทศโคลอมเบีย ก่อนที่ชีวิตครอบครัวจะจบไม่สวยอย่างที่หวังเอาไว้ และตัดสินใจข้ามน้ำข้ามทะเลมาลองใช้ชีวิตอยู่ใน ‘เมืองไทย’ พร้อมเผยให้เห็นมุมมองใหม่ ๆ เกี่ยวกับที่นี่ โดยระบุว่า…

เมื่อเกือบ 4 ปีก่อน Wesly Thomas นักดนตรีหนุ่มชาวอเมริกัน เชื้อสายจีน-ฟิลิปปินส์ วัย 20 กลาง ๆ ได้ตัดสินใจขายทรัพย์สินต่าง ๆ ที่เขามีอยู่ เพื่อทําในสิ่งที่เขาต้องการ นั่นก็คือการออกเดินทางไปอาศัยอยู่ในต่างประเทศ หลังจากที่ก่อนหน้านั้นเขาได้มีโอกาสไปเที่ยวประเทศเปรู ซึ่งทําให้เขารู้สึกแปลก ๆ เมื่อได้กลับมายัง ‘ลอสแอนเจลิส’ บ้านเกิดของเขาเอง มันเป็นเรื่องที่ฝืนความรู้สึก เพราะเขาไม่คิดว่าที่นั่นเป็นบ้านของเขาอีกต่อไป

ความรู้สึกที่อยากจะย้ายไปอาศัยอยู่ในต่างประเทศชัดเจนมากยิ่งขึ้นไปอีก เมื่อเขาได้มีโอกาสไปท่องเที่ยวใน ‘ยุโรป’ ยาวนานถึง 7 เดือน และพบกับเพื่อนคนหนึ่งที่ตอนนี้อาศัยอยู่ในประเทศนิวซีแลนด์ ที่ได้ตัดสินใจขายสิ่งต่าง ๆ ที่มีอยู่ เพื่อออกเดินทางท่องเที่ยวทั่วโลก ทำให้ Wesly Thomas คิดว่าในเมื่อเพื่อนคนนี้ของเขาทําได้ ทําไมตัวเขาเองจะทําไม่ได้ การอาศัยอยู่ในลอสแอนเจลิส ที่ทุกคนต้องทํางานแข่งขันกัน ก็ดูเหมือนจะเป็นอันตรายกับทั้งสุขภาพจิตและสุขภาพกาย ซึ่งเขามองว่าสิ่งที่สําคัญกว่าก็คือ การได้ใช้ชีวิตในแบบที่ตัวเองต้องการ และการมีสุขภาพที่ดี 

อีกปัจจัยหนึ่งที่ทําให้เขาตัดสินใจได้ง่ายขึ้น คือความสัมพันธ์ที่ไม่ดีนักกับพ่อของเขาเอง ทําให้เขารู้สึกไม่สบายใจที่ต้องใช้ชีวิตอยู่ในอเมริกา นั่นจึงเป็นที่มาของการตัดสินใจขายทรัพย์สินทั้งหมดที่มีอยู่ และจองตั๋วเครื่องบินขาไปเที่ยวเดียวเพื่อที่จะไปอาศัยอยู่ใน ‘ประเทศโคลอมเบีย’ ที่เขาวางแผนเอาไว้ในตอนแรกว่าอาจจะลองอยู่ที่นั่นสัก 1 ปี แต่พอเข้าจริง ๆ เขาได้อยู่ที่นั่นนานถึง 3 ปีกว่า ทั้งนี้ เขาได้แต่งงานกับสาวชาวโคลอมเบีย และก็หย่าร้างในที่สุด

เหตุผลที่ Wesly Thomas ตัดสินใจย้ายออกจากโคลอมเบีย ก็คือการหย่าร้างที่นํามาสู่การถูกถอนวีซ่าในที่สุด นอกจากนั้น ยังมีเรื่องของการถูกขู่ฆ่า โดยพ่อของฝ่ายหญิงที่ไม่พอใจเขา ในขณะที่ Wesly Thomas ได้ให้เหตุผลของการหย่าร้างว่า “มันเป็นปัญหาที่ซับซ้อน” เพราะภรรยาของเขามักจะนําคนนอกเข้ามาเกี่ยวข้องกับการใช้ชีวิตคู่อยู่เสมอ แถมยังมีปัญหาการนอกใจ ซึ่งเขาก็พยายามที่จะปรับตัว แม้กระทั่งการเปลี่ยนไปนับถือศาสนาคริสต์ ที่เขาเองมองว่าไม่ได้ตอบโจทย์ในชีวิตของเขาเลย วิดีโอบน YouTube กว่าครึ่งหนึ่ง ที่เกี่ยวข้องกับชีวิตในครอบครัว ก็ถูกอดีตภรรยาบังคับให้ลบออก นอกจากนั้นเขายังได้ถูกขู่ฆ่าหลายครั้ง จากบางคนที่ไม่พอใจการนําเสนอเรื่องราวบางอย่าง ที่ทําให้ค่าเช่าบ้านในเมืองเมเดยินสูงขึ้น ทําให้เขามองว่า การย้ายออกจากประเทศแห่งนี้ น่าจะเป็นคําตอบที่ดีที่สุด และไม่มีความคิดที่จะแต่งงานกับผู้หญิงชาวโคลอมเบียอีกต่อไป

สําหรับเหตุผลที่เขาต้องการเดินทางมายัง ‘ประเทศไทย’ ก็เพราะตัวเขาเองต้องการเดินทางกลับมายังเอเชีย สถานที่ที่เป็นรากเหง้าของเขาเอง เพราะที่ผ่านมา การที่ได้เติบโตขึ้น มีประสบการณ์ชีวิตต่าง ๆ มากมาย ทําให้เขาต้องการทราบถึงที่มาที่ไป และทําความรู้จักกับรากเหง้าของตัวเขาเองให้มากขึ้น เขาเลือกเมืองไทย เพราะเป็น ‘เมืองพุทธ’ ครอบครัวของเขาเป็นชาวพุทธ เขาอยากจะให้เวลากับการนั่งสมาธิ และฝึกฝนมวยไทย เรียนรู้การใช้ชีวิตในแบบไทย ๆ และยังสามารถไปเยี่ยมครอบครัวของเขาที่ฟิลิปปินส์ได้ หรือไปท่องเที่ยวในประเทศต่าง ๆ อย่างเช่น เวียดนาม ไปจนถึงตะวันออกกลาง เพื่อที่จะได้เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ รวมถึง ‘กัญชาเสรี’ ในเมืองไทย ก็นับเป็นอีกเหตุผลหนึ่ง ที่ทําให้เขาตัดสินใจได้ง่ายขึ้น

ในทันทีที่ Wesly Thomas เดินทางมาถึงเมืองไทย ก็ได้ออกตระเวนสํารวจพื้นที่ของกรุงเทพมหานครทันที ความรู้สึกแรกคือ เหมือนกลับมาในที่ที่เขาคุ้นเคย ทั้งผู้คนและอาหารที่ชื่นชอบ เขารู้สึกว่ามีอิสระในการที่จะทําอะไรก็ได้โดยที่ไม่มีใครสนใจ ต่างจากในโคลอมเบีย การเดินไปตามข้างทางที่นี่ก็ปลอดภัย แน่นอนว่าอาจจะมีพวกมิจฉาชีพล้วงกระเป๋า แต่จากการที่ได้เคยอาศัยอยู่ในโคลอมเบียมาถึง 3 ปีครึ่ง เขาบอกได้เลยว่า เขาไม่มีอะไรที่ต้องกลัวอีกแล้ว

Wesly Thomas ได้พูดถึงการเปิดเสรีเรื่องกัญชาที่ตอนนี้สามารถพกพาไปไหนมาไหนได้ โดยไม่ผิดกฎหมาย มีร้านขายกัญชาอยู่มากมาย แต่ก็ไม่สามารถเสพในที่สาธารณะได้ จุดนี้ทําให้เขาคิดถึงโคลอมเบีย และราคากัญชาที่นั่นก็ถูกมากเมื่อเทียบกับไทยที่ราคายังถือว่าสูงอยู่ หลังจากนั้นเขาได้ออกเดินหาอะไรรับประทาน ในระหว่างที่เดินไปตามข้างทางเขารู้สึกสบายใจ และไม่ได้รู้สึกว่าแตกต่างไปจากคนที่นี่ ด้วยการที่เป็นคนเชื้อสายเอเชีย ซึ่งถ้าไม่ได้พูดคุยกับใคร ทุกคนก็คงคิดว่าเขาเป็นคนไทย ไม่มีใครสนใจเลย แม้ว่าเขากําลังถ่ายวิดีโออยู่ ซึ่งเป็นความรู้สึกที่ดี 

Wesly Thomas เผยว่า ตอนที่อยู่โคลอมเบีย เขาได้เรียนภาษาสเปนอย่างจริงจัง เพื่อที่จะสามารถสื่อสารกับคนที่นั่นได้ และยังเป็นภาษาที่เขาสนใจมาตั้งแต่เด็ก แต่ในเมืองไทยเขาไม่คิดว่าจะเรียนภาษาไทย เว้นเสียแต่ว่าจะตัดสินใจอยู่ที่นี่ไปตลอดชีวิต ฉะนั้น เขาจะใช้ชีวิตในการเยี่ยมชมสถานที่ต่าง ๆ ของที่นี่ ในฐานะนักท่องเที่ยวจริง ๆ

หลังจากที่ได้ไปรับประทานอาหารที่ร้านแห่งหนึ่ง Wesly Thomas ตั้งข้อสังเกตว่า ในเมืองไทย คุณจะมีโอกาสเจอคนที่มีประสบการณ์ในการทํางาน หรือทําสิ่งใดสิ่งหนึ่งเพียงสิ่งเดียวมานานหลายสิบปี และเขาได้ยกตัวอย่างร้านอาหารร้านนึงที่เปิดมายาวนานถึง 40 ปี ซึ่งเขาเคยคิดว่า คนพวกนี้อาจจะคิดอะไรแคบ ๆ แต่จริง ๆ แล้วพวกเขาเป็นส่วนประกอบสําคัญของชุมชนที่พวกเขาอาศัยอยู่ ไม่ว่าจะเป็นคนขายของข้างทาง หรือแม้แต่ตํารวจ ที่คนกลุ่มต่าง ๆ เหล่านี้รวมตัวกันจนเกิดเป็นชุมชนขึ้นมา

Wesly Thomas เดินสํารวจต่อพร้อมบอกว่า เขารู้สึกดีมากที่เห็นคนเชื้อชาติต่าง ๆ เดินเล่นตามที่สาธารณะอย่างสบายใจและปลอดภัย ซึ่งมันต่างจากที่ลาตินอเมริกาที่ทั้งอันตรายและมีเหตุรุนแรงเกิดขึ้นอยู่เสมอ จนดูเหมือนว่า การขโมยสิ่งของจากคนอื่น เป็นเรื่องปกติไปแล้ว ทั้งนี้ ชาวโคลอมเบีย เป็นคนที่มีความเป็นชาตินิยมสูง แต่สิ่งที่อันตรายที่สุดก็คือ คนโคลอมเบียด้วยกันเอง หลังจากที่ได้เดินสํารวจมาสักพัก เขาได้พบว่า มีชาวต่างชาติมากมายที่มาอยู่ที่นี่ ทั้งคนญี่ปุ่น, จีน อินเดีย, บังกลาเทศ และตะวันออกกลาง ซึ่งรู้ได้จากร้านอาหารที่นี่

Wesly Thomas ได้เข้าไปเยี่ยมชมวัดแห่งหนึ่ง ทําให้นึกถึงบรรยากาศสมัยเด็ก ๆ จึงได้ถือโอกาสนี้เข้าไปทําการสักการะพระพุทธรูปด้านใน พร้อมกับบริจาคเงินบางส่วน ก่อนที่จะออกไปหาอะไรรับประทานต่อ เขาแนะนําว่า ร้านอาหารที่มีเจ้าของเป็น ‘คนสูงอายุ’ มักจะมี ‘รสชาติที่ดี’ เพราะสูตรอาหารมักจะมีการถ่ายทอดเคล็ดลับจากเจนเนอเรชั่นก่อน มาสู่เจนเนอเรชั่นใหม่ จากนั้นเขาเดินต่อไปยังสวนสาธารณะแห่งหนึ่ง พร้อมบอกว่า “กรุงเทพฯ เป็นเมืองใหญ่ที่มีประชากรราว 13 ล้านคน แต่มันสะอาดมากจนน่าเหลือเชื่อ” 

Wesly Thomas ได้ทําคลิปวิดีโอสรุป ‘ความประทับใจแรก’ เกี่ยวกับเมืองไทยที่มีมากกว่า 10 อย่างด้วยกัน โดยในช่วงแรกของคลิปวิดีโอ เขาได้เปิดเผยว่า

“เมื่อ 20 กว่าปีก่อน เขาเคยมาท่องเที่ยวในเมืองไทยกับครอบครัว ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ทําให้เขารู้สึกรักและผูกพันกับ ‘ช้าง’ จนถึงกับทํารอยสักรูปช้างอยู่บนหน้าอก

สิ่งแรกเกี่ยวกับเมืองไทยที่เขาประทับใจ คือ ‘ความหลากหลายของผู้คน’ ถ้าคุณนึกถึงคนไทย คุณอาจจะคิดว่า เป็นคนเอเชียทั่วไปที่หน้าตาเหมือน ๆ กับเขา หรืออาจจะผิวคล้ำกว่าเล็กน้อย แต่ในกรุงเทพฯ ผู้คนดูแตกต่างหลากหลายมาก มีคนจํานวนมากมาจากตะวันออกกลาง, อินเดีย, ศรีลังกา และบังกลาเทศ คนเหล่านี้อาจจะเป็นเจนเนอเรชั่นที่ 2, 3 หรือ 4 ไปแล้ว พวกเขาพูดภาษาบ้านเกิด และสามารถพูดภาษาไทยได้อย่างคล่องแคล่ว อาจจะเพราะไทยมีภูมิประเทศ ที่ตั้งอยู่กึ่งกลางของภูมิภาค ถูกรายล้อมไปด้วยประเทศต่าง ๆ มากมาย อยู่ใกล้กับอินเดีย พม่า มากกว่าอยู่ใกล้ญี่ปุ่น หรือเกาหลีใต้”

เมืองไทยยังเป็นแหล่งผลิตเสื้อผ้าอีกด้วย คนในประเทศเพื่อนบ้านจึงเดินทางเข้ามาทําธุรกิจเสื้อผ้าที่นี่ ซึ่งนําไปสู่เรื่องที่ 2 คือ เมืองไทยมีเสื้อผ้าราคาถูก คุณภาพดีมากมาย เสื้อผ้าที่นี่ราคาถูกมาก ๆ ที่เห็นวางขายตามห้างสรรพสินค้าต่าง ๆ ก็ถูกผลิตขึ้นในเมืองไทย และเขาก็ชอบแฟชันแบบไทย ๆ มาก เขาไม่ได้จะบอกว่ามันดูมีสไตล์มากที่สุด หรือดูดีที่สุด แต่มันดูชิล ผ่อนคลาย จากเสื้อผ้าทรงหลวม ๆ กางเกงขาสั้น และรองเท้าแตะ ซึ่งคนที่นี่นิยมใส่กัน แต่คุณจะไม่เห็นภาพแบบนี้ในลาตินในอเมริกา เพราะมันดูไม่ดี แต่ที่นี่ให้ความสําคัญกับการใส่เสื้อผ้าสบาย ๆ ซึ่งส่วนตัวของเขาเองก็ชอบแบบนี้

สะท้อนให้เห็นภาพเมืองไทยที่ดูสบาย ๆ ในการใช้ชีวิต คุณสามารถหาเสื้อผ้าแบรนด์เนมใส่จากห้างสรรพสินค้าต่าง ๆ ในราคาที่พอ ๆ กับที่อเมริกา แต่ถ้าคุณไปหาซื้อตามสถานที่บางแห่งอย่าง ‘แพลทินัม มอลล์’ คุณจะได้เสื้อผ้าที่มีราคาถูก และมีคุณภาพที่ดีมาก ๆ จากประสบการณ์ที่เขาได้เคยไปซื้อเสื้อผ้าหลายตัวที่นั่น ในราคารวมทั้งหมด เพียง 50 ถึง 60 เหรียญสหรัฐฯ เท่านั้น เขาเลยอยากจะแนะนําให้คนดู เลิกซื้อเสื้อผ้าแบรนด์เนม และหันไปซื้อจากสถานที่พวกนี้แทน

Wesly Thomas เล่าต่อว่า กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่ปลอดภัยมาก อาจจะเพราะในภาพรวมที่เมืองไทยเป็นสังคมพุทธ จริงอยู่… คุณอาจจะเจอผู้หลอกลวงต้มตุ๋น พยายามหลอกเอาเงินจากคุณตามสถานที่ต่าง ๆ แต่ถ้าพูดถึงอาชญากรรมที่รุนแรงกว่านั้น อย่างการโจรกรรม หรือการลักพาตัว อย่างที่มักจะเจอในโคลอมเบีย คุณไม่ต้องห่วงเรื่องพวกนั้นหากมาอยู่ที่นี่ อีกอย่างการที่เป็นคนเอเชียหน้าตาไม่ต่างไปจากคนที่นี่ ทําให้เขาสามารถกลมกลืนกับสังคมเมืองไทยได้อย่างแนบเนียน

ในใจกลางกรุงเทพฯ คุณจะได้ยินเสียงดังต่าง ๆ โดยรอบ จากการก่อสร้างอาคารต่าง ๆ และรถโดยสาร แต่ในย่านที่เขาพักอาศัยอยู่ มันเงียบสงบมาก แทบไม่ได้ยินเสียงอะไรจากถนนเลย ส่วนในโคลอมเบีย คุณจะเจอคนเล่นดนตรีตามสถานที่ต่าง ๆ ที่มีเสียงดังมากทั้งวัน แต่ในเมืองไทยไม่มีเลย คนที่นี่ชอบอยู่เงียบ ๆ สบาย ๆ

เรื่องที่น่าสนใจต่อมาคือ การหารับประทานได้ง่ายมาก ๆ ที่นี่มีร้านอาหารดี ๆ เต็มไปหมด แม้แต่ในห้างสรรพสินค้า อาหารอร่อยและราคาถูก แต่เขาชอบรับประทานตามร้านอาหารทั่วไปมากกว่า เพราะรสชาติดีกว่าและราคาก็ถูกมาก ๆ

เหตุผลอีกอย่างที่ต้องการมาเมืองไทย คือการมาเรียน ‘มวยไทย’ ซึ่งเขาเคยเรียนทั้งการชกมวย บราซิลเลียนยิวยิตสู และเทควันโดมาก่อน โดยเขาวางแผนที่จะไปเรียนมวยไทยที่เชียงใหม่ ซึ่งยิมมวยไทยที่นี่มีอยู่มากมายให้เลือก มันเป็นเหตุผลที่หลายคนเลือกเดินทางมายังเมืองไทยด้วย เขาชอบการที่มวยไทยเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมที่นี่ ซึ่งช่วยทําให้คนมีระเบียบวินัยและรักสันติ มันสอนให้เรารู้จักการให้ความเคารพผู้อื่น นั่นเป็นเหตุผลที่ทําให้เขารักศิลปะการต่อสู้ นักชกที่ดีที่สุดก็มักจะเป็นคนที่สงบเสงี่ยมที่สุด คุณไม่สามารถรู้ได้เลยว่าคุณอาจจะถูกใครสักคนที่เรียนมวยไทยเตะเอาก็ได้ นั่นทําให้ลดโอกาสในการกระทบกระทั่งกัน การเรียนศิลปะการต่อสู้จึงช่วยลดโอกาสการเกิดความวุ่นวายในสังคม อีกอย่างมันยังช่วยให้คุณสามารถควบคุมอารมณ์ได้ดีขึ้นอีกด้วย

Wesly Thomas ได้ตัดภาพไปที่ห้องน้ำในที่พัก ซึ่งเขาได้เล่าต่อว่า ห้องน้ำที่นี่ เวลาคุณอาบน้ำทุกอย่างจะเปียกไปหมด เพราะมันอยู่ในพื้นที่เดียวกัน ทั้งส่วนที่ใช้อาบน้ำและโถส้วม แต่ด้วยอากาศที่ร้อนในเมืองไทย ทุกอย่างสามารถแห้งได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งข้อดีของมัน เหมือนคุณได้ทําความสะอาดห้องน้ำเป็นประจํา มันดูสมเหตุสมผลดีที่จัดเลย์เอาท์ห้องน้ำแบบนี้ เครื่องทําความอุ่นที่นี่ก็ต่างไปจากโคลอมเบีย หรือแม้แต่เวียดนาม ที่มักจะใช้เครื่องทําความอุ่น ติดตั้งอยู่ทางด้านหลังของฝักบัว ในขณะที่เมืองไทย มีเครื่องทําความอุ่นแยกออกมาต่างหาก

เรื่องต่อมาคือการเปิด ‘เสรีกัญชา’ ซึ่งไทยเพิ่งเปิดเสรีกัญชาไปได้ราว 1 ปีกว่า ๆ แทบทุกแห่งที่คุณไป คุณจะเห็นร้านกัญชาเต็มไปหมด

อีกเรื่องคือ ในโคลอมเบีย คุณจะเห็นสาวสวยมากมาย แต่ในเมืองไทย อเมริกา และในอีกหลายประเทศ เขาขอพูดตรง ๆ ว่า คุณจะกลับมาสู่ความเป็นจริง มันไม่ได้มีสาวสวยมากมายเหมือนในโคลอมเบีย เขาไม่ได้กําลังจะบอกว่า เมืองไทยไม่ได้มีคนสวยเหมือนในโคลอมเบีย เขาเพียงแต่คิดว่าคนที่นี่ไม่ให้ความสําคัญกับการแต่งตัวสวย ๆ เหมือนในประเทศอื่น อย่างโคลอมเบีย หรือในประเทศแถบเอเชีย เช่น เกาหลีใต้ ผู้คนที่นี่เลือกที่จะแต่งตัวแบบสบาย ๆ มากกว่า บางทีเขาอาจจะต้องลองไปเดินตามห้างหรู ๆ หรือที่ที่มีคนรวยอาศัยอยู่

ในเมืองไทยยังมีร้านสะดวกซื้ออย่าง ‘เซเว่น อีเลฟเว่น’ เต็มไปหมด และมีทุกอย่างขาย รวมไปถึงยารักษาโรคบางอย่างอีกด้วย

สิ่งที่เขาสังเกตเห็นอีกอย่างก็คือ ชาวยุโรปจํานวนมาก ที่อาศัยอยู่ในเมืองไทย ไม่ว่าจะเป็นชาวดัตช์ อังกฤษ เยอรมัน หรือแม้แต่คนอเมริกัน ต่างพยายามปรับตัวให้เข้ากับ ‘วัฒนธรรมไทย’ พวกเขาไม่ได้พยายามจะนําสิ่งต่าง ๆ ในตะวันตกมาใส่ให้กับสังคมไทย ต่างจากที่โคลอมเบียที่ทุกอย่างแทบจะเป็นนาฬิกาไปแล้ว เมืองไทยเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยม แต่พวกเขาสามารถรักษาความเป็นไทยเอาไว้ได้เป็นอย่างดี ดูเหมือนว่าคนที่นี่จะภูมิใจในความเป็นไทยมาก ๆ พวกเขาจึงพยายามรักษาวัฒนธรรมไทยเอาไว้ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าทึ่ง

Wesly Thomas เผยว่า ในเมืองไทยทิศทางการขับรถจะสวนทางกับที่อื่น ๆ แต่ที่น่าสนใจกว่านั้น ทุกแยกของถนนจะมีสัญญาณไฟนับเวลาถอยหลัง

เมืองไทยเป็นประเทศที่มี ‘พระมหากษัตริย์’ ทรงเป็นประมุข คุณสามารถสังเกตได้จากพระบรมฉายาลักษณ์ ตามสถานที่ต่าง ๆ เต็มไปหมด

“ในเมืองไทยคงไม่มีอะไรที่น่าตื่นเต้นเท่ากับการได้นั่งวินมอเตอร์ไซค์ โดยที่ไม่ได้สวมหมวกกันน็อกอีกแล้ว” ก่อนที่ Wesly Thomas กล่าวทิ้งท้าย โดยเขายังได้พูดถึงเชียงใหม่สถานที่ท่องเที่ยวต่อไปของเขา และนั่นก็คือความประทับใจแรกต่อเมืองไทย ในสายตาของหนุ่มชาวอเมริกัน ที่นําเสนอมุมมองบางอย่าง ที่อาจจะแตกต่างไปจากนักท่องเที่ยวคนอื่น ๆ 

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ พร้อมคุณแม่สุมิตรา เข้ารับพระราชทานรางวัลงานวันแม่แห่งชาติ ประจำปี 2566


เมื่อวันที่ 13 ส.ค.66 เวลา 17.30 น. พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร. พร้อมด้วย คุณแม่สุมิตรา หักพาล เข้าร่วมงานวันแม่แห่งชาติ ประจำปี 2566 ณ ห้องประชุมวายุภักษ์ ชั้น 4 ศูนย์ประชุมวายุภักษ์ แจ้งวัฒนะ พร้อมเข้ารับพระราชทานรางวัลแม่ดีเด่นแห่งชาติ และโล่เกียรติคุณลูกที่มีความกตัญญูกตเวทีอย่างสูงต่อแม่ ประจำปี 2566 จากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี  

พิธีดังกล่าวจัดขึ้นโดยสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยมีหน่วยงานราชการและองค์กรต่างๆ เข้าร่วมเฉลิมพระเกียรติของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 91 พรรษา และเพื่อยกย่อง เทิดทูนพระคุณ และบทบาทของมารดาที่มีต่อสถาบันครอบครัวและสังคม นอกจากนี้ มีการพระราชทานรางวัลแม่ดีเด่นประจำปี 2563 – 2566 รวมกว่า 252 คน พระราชทานโล่เกียรติคุณแก่ลูกที่มีความกตัญญูกตเวทีอย่างสูงต่อแม่ ประจำปี 2566 จำนวน 164 คน, พระราชทานโล่รางวัลแก่ผู้ชนะเลิศการประกวดงานเขียนเทิดพระคุณของแม่ จำนวน 3 คน และพระราชทานโล่เกียรติคุณแก่ผู้มีอุปการคุณ จำนวน 80 คน ซึ่งในวันนี้ คุณแม่สุมิตรา หักพาล มารดาของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล เป็นหนึ่งในผู้ที่ได้รับพระราชทานพระฉายาลักษณ์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เป็นคุณแม่ดีเด่นประจำปี 2566 และ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ยังได้รับคัดเลือกให้เข้ารับพระราชทานโล่เกียรติคุณลูกที่มีความกตัญญูกตเวทีอย่างสูงต่อแม่ ประจำปี 2566  อีกด้วย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top