Thursday, 5 November 2026
NEWS

กระบี่-เรือ นทท.นับร้อยลำแห่เข้าชมความงามอ่าวปิเละพีพีเลแหล่งท่องเที่ยวชื่อดังเกาะพีพี ด้าน อช.พีพี หวั่นเกิดความเสียหายและอุบัติเหตุ 'สั่งล้อมคอก' บูรณาการส่วนราชการและส่วนที่เกี่ยวข้อง ลุยจัดระเบียบเรือเชิญผู้ประกอบการผู้เกี่ยวข้องประชุมหารือเร่งด่วน

วันที่ 5 ก.พ.67 นายยุทธพงค์ ดำศรีสุข หน.อช.หาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี เปิดเผยว่า ตามนโยบาย พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงฯ นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานฯ นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร ผู้อำนวยการสำนักอุทยานแห่งชาติ นายเพิ่มศักดิ์ คงแก้ว ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 5 สั่งการให้อุทยานแห่งชาติฯ จัดการดูแลสถานที่แหล่งท่องเที่ยว 

โดยเฉพาะในแหล่งท่องเที่ยวที่มีนักท่องเที่ยวเข้าไปท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก ให้ควบคุมดูแลความปลอดภัย อำนวยความสะดวกให้แก่นักท่องเที่ยว บริหารจัดการเพื่อจำกัดปริมาณนักท่องเที่ยวให้เหมาะสมกับพื้นที่ ไม่ให้เกิดภาพความแออัด ให้ท่องเที่ยวอย่างสะดวกและปลอดภัย

โดยช่วงบ่ายวันที่ (5 ก.พ.) หน.อช.หาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี บูรณาการร่วมหน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง นำเรือตรวจการณ์สำรวจบริเวณแหล่งท่องเที่ยวอ่าวปิเละ แหล่งท่องเที่ยวชื่อดังรองอันดับ 2 จากอ่าวมาหยา ต.อ่าวนาง อ.เมือง จ.กระบี่ พบในอ่าวปิเละ มีการสัญจรของเรือหนาแน่น ทั้งมลพิษกลิ่นควันจากท่อไอเสียของเรือ มลพิษด้านเสียง กลิ่นน้ำมัน อีกทั้งนทท.ลงเล่นน้ำนอกแนวเขตทุ่นไข่ปลา หวั่นเกิดอุบัติเหตุอันตรายขึ้นแก่นักท่องเที่ยว จึงเร่งหาแนวทาง"ล้อมคอกก่อนวัวหาย" 

ได้เชิญทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องประชุมหารือเร่งด่วนถึงแนวทางในการจัดระเบียบแหล่งท่องเที่ยวของเกาะพีพี โดยมีส่วนราชการ ภาคเอกชน ผู้ประกอบการ ประกอบด้วย องค์การบริหารส่วนตำบลอ่าวนาง ,สำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคสาขากระบี่ ,สถานีตำรวจท่องเที่ยว 3 กก.2 ,สถานีตำรวจน้ำ 1 กก.9 ,ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลภาค 3 จังหวัดกระบี่ ,ศูนย์ควบคุมความมั่งคงท่าเรือกระบี่ ,สภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวจังหวัดกระบี่ ,สถานีตำรวจภูธรเกาะพีพี ,ชมรมผู้ประกอบธุรกิจท่องเที่ยวเกาะพีพี ,ชมรมธุรกิจท่องเที่ยวเกาะพีพี ,กลุ่มพิทักษ์พีพี ,ชมรมเรือหางยาวเกาะพีพี ,ผู้ประกอบการเรือหางยาว และผู้ประกอบการท่องเที่ยว ณ ห้องประชุมโรงแรม พีพี อันดามัน บีช รีสอร์ท (เกาะพีพี) จังหวัดกระบี่

หน.อช.หาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี เผยอีกว่า ในที่ประชุม อุทยานแห่งชาติฯ ได้รายงานสภาพปัญหาการท่องเที่ยวบริเวณอ่าวปิเละ และศักยภาพการท่องเที่ยวตามหลักวิชาการ โดยอ่าวปิเละ หรือปิเละ ลากูน เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่มีลักษณะโดดเด่น สวยงาม ตั้งอยู่ที่เกาะพีพีเล มีแอ่งน้ำลักษณะคล้ายกับลากูน โดยเป็นแอ่งถูกล้อมรอบด้วยหน้าผาสูง น้ำทะเลสดใสเขียวมรกต เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยม ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ 

และอยู่ใกล้กับอ่าวมาหยาที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวชื่อดังของอุทยานฯ ปัจจุบันแหล่งท่องเที่ยวอ่าวปิเละ มีเรือนำเที่ยวและนักท่องเที่ยวเข้าไปท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก ในแต่ละวันมีเรือเข้าไปท่องเที่ยว เฉลี่ยประมาณ 120 ลำ ประกอบด้วย เรือหางยาว เรือสปีดโบ๊ท ซึ่งกิจกรรมส่วนใหญ่ เป็นการเข้าไปให้นักท่องเที่ยวถ่ายภาพ และว่ายน้ำ ด้วยความหนาแน่นของเรือที่เกิดจากการท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นในพื้นที่ ทำให้มีโอกาสเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย มีภูมิทัศน์ไม่สวยงาม เกิดมลพิษ ทั้งทางด้านเสียงจากเครื่องยนต์เรือ และมลพิษทางอากาศ 

ซึ่งนักท่องเที่ยวที่เข้าไปได้รับโดยตรง ปัญหาดังกล่าวจึงเป็นเรื่องเร่งด่วนที่จะหาแนวทางในการจัดการแก้ไขปัญหา ซึ่งต้องบูรณาการดำเนินการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงภาคเอกชน และผู้ประกอบการในพื้นที่และต่างพื้นที่ที่เข้ามาใช้ประโยชน์ เพื่อที่จะหาแนวทางกำหนดกฎกติกาในการจัดระเบียบการท่องเที่ยวในพื้นที่ดังกล่าว เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติ 

เพื่อสามารถจัดการแหล่งท่องเที่ยวและใช้ประโยชน์ได้อย่างยั่งยืน โดยอุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธาราฯ ได้ดำเนินการของบประมาณในการติดตั้งท่าเทียบเรือลอยน้ำ และทุ่นไข่ปลา เพื่อเพิ่มศักยภาพในการเข้า-ออกของเรือ และอำนวยความสะดวกด้านความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว รวมถึงเพิ่มทุ่นจอดเรือให้ครอบคลุมแหล่งท่องเที่ยวทุกแหล่ง เพื่อป้องกันมิให้มีการทิ้งสมอเรือ หรือท่องเที่ยวที่อันจะเกิดผลกระทบต่อปะการังในแหล่งท่องเที่ยว โดยที่ประชุมดังกล่าวได้ร่วมกันหารือปัญหา และเสนอแนวทางแก้ไขปัญหา และได้มีมติที่ร่วมกันที่ในการจัดระเบียบการท่องเที่ยวในอ่าวปิเละลากูน ในเบื้องต้น ดังนี้

1. ลดจำนวนเรือหางยาวที่ไม่มีนักท่องเที่ยว โดยไม่ให้ เข้าไปจอดหรือดำเนินการเปลี่ยนถ่ายนักท่องเที่ยวจากเรือสปีดโบ๊ทไปยังเรือหางยาวภายในอ่าวปิเละ  ซึ่งมีความเสี่ยงที่จะเกิดอันตรายแก่นักท่องเที่ยว รวมถึงสามารถลดปัญหามลภาวะทางเสียงและอากาศในพื้นที่ได้ 

2. จัดโซนเล่นน้ำภายในอ่าวปิเละ ให้เล่นเฉพาะจุดที่เจ้าหน้าที่กำหนดไว้เท่านั้น 

3. จัดทำเสาแสดงระดับน้ำขึ้นลงด้านหน้าอ่าวเพื่อจำกัดช่วงเวลาเข้าออกของเรือทั้งนี้อุทยานแห่งชาติมีแผนงานแก้ไขปัญหาจัดระเบียบเรือในพื้นที่ดังกล่าว  3 มาตรการ ดังนี้
มาตรการที่ 1 การจัดการด้านพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกในแหล่งท่องเที่ยว
1.1 เพิ่มทุ่นจอดเรือบริเวณหน้าอ่าวปิเละ เพื่อรองรับการจอดเรือของเรือสปีดโบ๊ท/กรณีน้ำลดลงต่ำที่เรือขนาดใหญ่ไม่สามารถเข้าไปได้
1.2 ของบสนับสนุนในการจัดตั้งทุ่นลอยน้ำสำหรับให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานประจำอ่าวปิเละ
ในการควบคุมตรวจสอบการดูแลความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกให้แก่นักท่องเที่ยว
1.3 ของบประมาณจัดทำทุ่นจอดเรือภายในอ่าวปิเละ เพื่อรองรับการจอดเรือ สำหรับกำหนดรอบในการเข้าไปท่องเที่ยว

มาตรการที่ 2 จัดประชุมชี้แจงทำความเข้าใจกลุ่มผู้มีส่วนได้เสีย 
2.1 ร่วมหารือแนวทางการจัดระเบียบปริมาณเรือที่เข้า-ออก ไปใช้พื้นที่อ่าวปิเละ เพื่อไม่ให้เกิดความหนาแน่น และส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ภาพลักษณ์ของการท่องเที่ยวในพื้นที่อุทยานแห่งชาติ
2.2 นำความเห็นเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการที่ปรึกษาอุทยานแห่งชาติ  (PAC) เพื่อขอมติรับรอง�การดำเนินการตามมาตรการแนวทางการจัดระเบียบและข้อปฏิบัติในการเข้าไปยังแหล่งท่องเที่ยวปิเละลากูน ซึ่งจะมีการประชุมในวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2567 นี้
2.3 ออกมาตรการกำหนดแนวทางการจัดระเบียบและข้อปฏิบัติในการเข้าไปยังแหล่งท่องเที่ยว�ปิเละลากูน พร้อมประชาสัมพันธ์นักท่องเที่ยว ผู้ประกอบการ ที่เกี่ยวข้องทราบ
2.4 ดำเนินการมาตรการแนวทางการจัดระเบียบและข้อปฏิบัติในการเข้าไปยังแหล่งท่องเที่ยวปิเละลากูน พร้อมจัดกำลังเจ้าหน้าที่เข้าปฏิบัติงานตรวจสอบควบคุม ให้เป็นไปตามเป้าหมาย

มาตการที่ 3 ตรวจสอบร่วมบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการควบคุม ดูแล การท่องเที่ยวทางเรือ
3.1 เรือที่เข้าไปท่องเที่ยวและให้บริการนักท่องเที่ยว ต้องได้รับอนุญาตประกอบกิจการท่องเที่ยวจากกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช
3.2 เรือที่ให้บริการนักท่องเที่ยวต้องมีมาตรฐานความปลอดภัยจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
3.3 ผู้ขับเรือ ต้องผ่านการฝึกอบรม เกี่ยวกับการให้บริการนักท่องเที่ยว การช่วยปฐมพยาบาลขั้นต้นหรือด้านอื่นๆ ที่จะช่วยยกระดับการท่องเที่ยวโดยใส่ใจสิ่งแวดล้อม

จากการประชุมดังกล่าว ได้รับความร่วมมือจากผู้ประกอบการเรือหางยาว ผู้ประกอบธุรกิจบนเกาะพีพี รวมถึงผู้ประกอบธุรกิจในพื้นที่จังหวัดภูเก็ตที่เข้ามาท่องเที่ยว ที่จะดำเนินการตามแนวทางและกฎระเบียบที่กำหนด เพื่อให้แหล่งท่องเที่ยวดังกล่าวได้รับการจัดการที่เหมาะสม สามารถใช้อำนวยประโยชน์ทางด้านการท่องเที่ยว ได้อย่างยั่งยืนต่อไป

‘อนุชา’ แนะเยาวชนเลือกเรียนสอดคล้อง ‘แลนด์บริดจ์’ หวังปั้นแรงงานให้พร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจภาคใต้

เมื่อวันที่ 3 ก.พ. 67 ที่ห้องสมุด ศูนย์การศึกษาอโศกแคมปัส กรุงเทพมหานคร มีการจัดงานสัมมนาวิชาการหัวข้อเรื่อง ‘Landbridge SEC โอกาสทางเศรษฐกิจและธุรกิจไทยสู่ระดับโลก’ จัดโดยมหาวิทยาลัยนานาชาติสแตมฟอร์ด และทีมไรท์ กลุ่มนักคิดและนักปฏิบัติ จัดภายใต้สโลแกน ‘ทำที่ใช่ ทำในสิ่งที่ถูกต้อง’ โดยได้เชิญ นายอนุชา บูรพชัยศรี สส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ รองประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฎร และกรรมาธิการการคมนาคม และนายวิชัย สุดสวาสดิ์ สส.ชุมพร เขต 1 พรรครวมไทยสร้างชาติ มาร่วมกันให้ความรู้กับนักศึกษาปริญญาโท คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยแสตมฟอร์ด ดำเนินรายการโดย ผศ.ดร.เอก ชุณหชัชราชัย รองคณบดีบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยนานาชาติสแตมฟอร์ด และนางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

สำหรับ เสวนาดังกล่าว มีเป้าหมายเพื่อสร้างความเข้าใจถึงประโยชน์ของโครงการ ‘แลนด์บริดจ์’ (Landbridge) ที่มุ่งหน้าสู่การพัฒนาเศรษฐกิจภาคใต้ สร้างสะพานข้ามทะเลระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน เชื่อมโยงเส้นทางการขนส่ง และคมนาคม เชื่อมต่อของมหาสมุทรแปซิฟิกและมหาสมุทรอินเดียเข้าไว้ด้วยกัน จะช่วยสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับประเทศไทยอย่างมหาศาล อีกทั้งยังช่วยดึงดูดนักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุน และส่งเสริมให้มีการจ้างงานจำนวนมาก ทั้งยังแก้ไขปัญหาการจราจรผ่านช่องแคบมะละกา โดยเพิ่มตัวเลือกในการขนส่งสินค้าผ่านแลนด์บริดจ์ เพื่อยกระดับประเทศไทยให้เป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญสำหรับการผลิตและการขนส่งสู่ตลาดโลก

นายอนุชา กล่าวว่า ตนอยากให้ปรับเปลี่ยนแนวคิดว่าโครงการแลนด์บริดจ์ ไม่ใช่เป็นโครงการที่จะนำเสนอในเรื่องคมนาคมขนส่งอย่างเดียว ไม่ใช่ศึกษาเพียงว่า จะมีเรือสินค้าเข้ามาท่าเรือระนอง และท่าเรือชุมพรปริมาณเท่าไหร่ และจะมีการขนส่งระหว่างท่าเรือฝั่งอ่าวไทยและฝั่งอันดามันอย่างไร แต่จากนี้ต้องมาช่วยกันคิด และให้หน่วยงานโดยเฉพาะกระทรวงอุตสาหกรรมศึกษาว่า จากนี้ไป เราจะสนับสนุนใน SEC หรือเขตเศรษฐกิจพิเศษที่จะเกิดขึ้นในภาคใต้ คืออุตสาหกรรมอะไร เพื่อให้คนรุ่นใหม่ได้เตรียมว่า จะเรียนสาขาอะไร

นอกจากนั้น ยังสอดคล้องไปถึงกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จะต้องจัดเตรียมบุคลากร เตรียมงบประมาณ เพื่อเข้าไปเสริม กระทรวงแรงงานในการเตรียมพัฒนาฝีมือให้สอดคล้องกันอย่างไร และในส่วนของกระทรวงมหาดไทย ต้องลงพื้นที่เพื่อทำความเข้าใจกับประชาชนในเรื่องการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ ซึ่งไม่ใช่เฉพาะพื้นที่จังหวัดชุมพรและระนอง แต่รวมถึงจังหวัดสุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราชด้วย

ด้าน นายวิชัย กล่าวเสริมว่า โครงการแลนด์บริดจ์ เป็นโครงการที่นำความเจริญมาสู่ประเทศ เพราะไม่ใช่แค่จังหวัดชุมพรหรือระนอง แต่เป็นโครงการที่สร้างโอกาสการลงทุนทางเศรฐกิจโดยรวมของประเทศ จังหวัดชุมพร และจังหวัดระนอง เป็นจุดที่มียุทธศาสตร์ด้านภูมิประเทศในการดำเนินโครงการที่ดี ถ้ามองคนชุมพรกับคนระนอง ในเรื่องของธุรกิจและในด้านอุตสาหกรรมมีน้อยมากกับการลงทุนของคนในจังหวัด ปัจจุบันคนในจังหวัดชุมพร โดยเฉพาะในพื้นที่โครงการลงทุนคือ อำเภอพะโต๊ะ อำเภอหลังสวน ประชาชนยังมองเป็นผู้สูญเสียมากกว่า

นายวิชัย กล่าวว่า อยากให้นักศึกษาทุกคนมองมิติในการขับเคลื่อนโครงการ และการลงทุนในการทำธุระกิจ ต้องมองพื้นฐานของประชาชนเป็นที่ตั้ง เพราะการทำธุระกิจบนพื้นฐานของการไม่เข้าใจ และการไม่มีส่วนร่วมของประชาชน และประชาชนขาดความเข้าใจ จะหาความสำเร็จอยาก

“ผมคิดว่า การจะให้โครงการแลนด์บริดจ์ ประสบความสำเร็จภาครัฐต้องทำความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่ให้มากกว่านี้ เช่น ประชาชนในพื้นที่จะได้รับประโยชน์อะไรกับโครงการ ประชาชนจะได้ค่าเยียวยาอะไร เท่าไรกับผลกระทบจากโครงการนี้” นายวิชัย กล่าว

‘ภูมิธรรม’ ชี้!! ‘กางเกงช้าง-แมว’ ไทยจดลิขสิทธิ์แล้ว พร้อมสั่งกรมศุลกากรคุมสินค้าใช้ กม.ระงับนำเข้าทุกด่าน

(5 ก.พ. 67) ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีจีนส่งกางเกงช้างเข้ามาขายในประเทศไทย จะต้องมีการตรวจสอบในเรื่องของการละเมิดลิขสิทธิ์หรือไม่ ว่าขณะนี้มีความชัดเจนว่ากรณีของกางเกงลายช้างหรือลายแมว มีการจดลิขสิทธิ์เป็นทรัพย์สินทางปัญญาอยู่แล้ว เพียงแต่ในการจดลิขสิทธิ์อาจจะมีความเพี้ยนแตกต่างกันไป ซึ่งเราต้องมาดูข้อกฎหมายว่าครอบคลุมแค่ไหน แต่ส่วนตัวคิดว่าน่าจะครอบคลุมพอสมควร 

ทั้งนี้ ทางกรมทรัพย์สินทางปัญญาได้ออกไปสำรวจตลาดว่าสินค้าดังกล่าวนี้มีมากน้อยแค่ไหน และได้ประสานกับกรมศุลกากรที่มีกฎหมายในการสั่งระงับยับยั้งสินค้าได้ ซึ่งทางกรมศุลกากรจะมีการสั่งทุกด่านในการควบคุมสินค้าตัวนี้ที่เข้ามา

นายภูมิธรรม กล่าวว่า นอกจากนี้ ตนได้ประสานกับกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศว่าเราอาจจะต้องใช้สัญลักษณ์ที่เป็นการจองพื้นที่หรือการสรุปว่าเป็นสินค้าไทย เพื่อเป็นการควบคุมดูแลสินค้าไทย อย่างไรก็ตาม สินค้าที่เข้ามานั้นหากเปรียบเทียบกับสินค้าไทย จะเห็นได้ชัดเจนว่าต่างกันลิบลับในเรื่องของคุณภาพ ซึ่งสินค้าของไทยมีคุณภาพดีมาก ขณะนี้สินค้าที่เข้ามา แม้มีราคาถูกแต่คุณภาพจะไม่ดี ใส่เพียงครั้งเดียวก็ขาดแล้ว โดยการระงับยับยั้งนั้นเป็นการระงับจากนอกประเทศที่เข้ามาในประเทศ แต่เราต้องคำนึงถึงสินค้าตราช้าง หรือตราแมวที่เป็นของไทยที่มีคุณภาพด้วย เพราะเราต้องส่งเสริม ดังนั้น การที่จะออกกฎเกณฑ์อะไรมาต้องคำนึงทั้งสองด้าน

‘วราวุธ’ เผย พบชายพิการโยกสามล้อจากสุโขทัยแล้ว ส่งเจ้าหน้าที่ประกบ พูดคุยหาสาเหตุ - ช่วยเหลือ

(5 ก.พ. 67) ที่กระทรวง พม. นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่หนุ่มพิการโยกรถสามล้อจากจังหวัดสุโขทัย ไปที่กรมบัญชีกลาง กรุงเทพมหานคร เพื่อยืนยันตัวตนขอสิทธิรับเบี้ยความพิการ ว่า ตนขอขอบคุณสื่อมวลชนที่ได้ส่งข่าวดังกล่าวเข้ามาให้ ทางกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ โดยกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ (พก.) ได้เร่งตรวจสอบและขณะนี้พบตัวบุคคลดังกล่าวแล้ว และเชิญไปอยู่ที่สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อพูดคุยและตรวจสอบข้อเท็จจริงว่าปัญหาหรือสาเหตุที่เกิดขึ้น โดยในเบื้องต้นทราบว่าชายคนดังกล่าว ไม่ได้อยู่ในภูมิลำเนาจังหวัดสุโขทัยมานานกว่า 2 ปีแล้วทำให้ถูกถอดออกจากบัญชีคนพิการของจังหวัดสุโขทัย ซึ่งทางกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ได้เข้าไปตรวจสอบและดูว่าจะสามารถแก้ไขปัญหาให้กับบุคคลดังกล่าวได้อย่างไรบ้าง 

นายวราวุธ กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ตนขอฝากถึงคนพิการทั่วประเทศว่า หากมีปัญหา หรือข้อสงสัยเกี่ยวกับเรื่องการลงทะเบียน การรักษาสิทธิ หรือเงินสนับสนุนของตนเองนั้นยังไม่ต้องรีบเดินทางเข้ามาที่กรุงเทพมหานคร ขอให้โทรศัพท์มาที่ศูนย์เร่งรัด จัดการสวัสดิภาพประชาชน (ศรส.) สายด่วน 1300 ของกระทรวงพม. และทางศรส.จะ ดำเนินการช่วยประสานงานและหาข้อมูลให้เพื่อที่จะได้ประหยัดเวลา และประหยัดแรงของพี่น้องคนพิการทุกคน

‘ศาลอุทธรณ์’ พิพากษายืน จำคุก ‘เพนกวิ้น-อั๋ว’ 2 เดือน กรณีจัดกิจกรรม #Saveวันเฉลิม ปี 63 ผิด พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ 


(5 ก.พ.67) ที่ศาลแขวงปทุมวัน ถ.นครไชยศรี ศาลนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีหมายเลขดำ 653/2566 ที่พนักงานอัยการสูงสุดเป็นโจทก์ฟ้องนายพริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือเพนกวิ้น จำเลยที่ 1 และน.ส.จุฑาทิพย์ ศิริขันธ์ หรือ อั๋ว จำเลยที่ 2 แกนนำกลุ่มราษฎร เป็นจำเลยในความผิดต่อพ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินกรณีเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 63 จำลยได้จัดกิจกรรม #Saveวันเฉลิม ทวงความเป็นธรรมให้กับการบุคคลสูญหายวันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ บริเวณหน้าหอศิลป์กรุงเทพ

คดีนี้ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่าจำเลยทั้งสอง มีความผิดตามพ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 มาตรา 9(2),18 ประกอบมาตราประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83 จำคุกจำเลยทั้งสอง คนละ 2 เดือน ปรับคนละ 10,000 บาท จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 368 วรรคหนึ่ง อีกกระทงหนึ่งปรับ 2,000 บาท รวมจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 เดือนรวมปรับ 12,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษมีกำหนด 2 ปี

จำเลยทั้งสองยื่นอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหาแล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่าจำเลยทั้งสอง ร่วมกันจัดให้มีกิจกรรมซึ่งมีประชาชนเข้าร่วมจำนวนมากในลักษณะมั่วสุมประชุมกันหรือมีโอกาสติดต่อสัมผัสกันได้ง่ายโดยได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ฝ่าฝืนข้อกำหนดออกตามมาตรา 9 แห่งพ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินฯหรือไม่ 

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ในทำนองว่า โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานพิสูจน์ว่าจำเลยทั้งสองเป็นผู้ลงข้อความใน เฟซบุ๊ก ทั้งไม่ได้ตรวจสอบว่าใครเป็นแอดมินเพจ เฟซบุ๊ก ชื่อบัญชี สหภาพนักเรียน นิสิต นักศึกษาแห่งประเทศไทย จำเลยทั้งสองปรากฏตัว ณ สถานที่นัดหมายเนื่องจากพบเห็นข้อความทางเฟซบุ๊ก ดังกล่าวซึ่งเป็นการสื่อสารทางอินเตอร์เน็ตที่ประชาชนทั่วไปเข้าถึงได้ เห็นว่าโจทก์มีตำรวจเป็นพยานยืนยันว่า พบจำเลยทั้งสองนำภาพผู้ลี้ภัยวางไว้ที่บริเวณผู้ชุมนุม จำเลยทั้งสอง พูดปราศรัยห่างจากผู้ชุมนุมประมาณ 1 เมตร ผู้ชุมนุมยืนติดกันไม่เว้นระยะห่างไม่มีจุดคัดกรอง ไม่มีเจลแอลกอฮอล์ จำเลยทั้งสองกล่าวปราศรัยถึงวัตถุประสงค์ของการจัดกิจกรรมครั้งนี้

พฤติกรรมของจำเลยทั้งสอง บ่งชี้ว่ามีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมชุมนุมโดยเฉพาะจำเลยที่2 เป็นประธานสหภาพนักเรียน นิสิต นักศึกษาแห่งประเทศไทยย่อมมีน้ำหนักรับฟังมั่นคงว่าจำเลยทั้งสองรู้เห็นและมีส่วนร่วมกับการจัดกิจกรรมชุมนุมดังกล่าว ที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ว่าจำเลยทั้งสองปรากฏตัว เนื่องจากเพราะเป็นข้อความที่ประชาชนทั่วไป สามารถเข้าถึงได้การที่จำเลยทั้งสอง นำภาพผู้ลี้ภัยทางการเมืองมาวางบริเวณผู้ชุมนุมและปราศรัยเกี่ยวกับผู้ลี้ภัยอันเป็นปกติวิสัยของบุคคลที่เห็นข้อความเชิญชวน แต่รายงานสืบสวนเอกสารในตอนท้ายที่ระบุว่า “โปรดเตรียมดอกไม้เพื่อร่วมทวงความเป็นธรรมให้ผู้ลี้ภัยทางการเมือง” ซึ่งปกติวิสัยของบุคคลทั่วไปเห็นข้อความดังกล่าว และประสงค์จะเข้าร่วมก็เพียงแต่นำดอกไม้มาเท่านั้น ไม่มีเหตุให้นำภาพของผู้ลี้ภัยทางการเมืองมาชุมนุมและขึ้นกล่าวปราศรัยด้วย

การที่จำเลยทั้งสองนำภาพผู้ลี้ภัยทางการเมืองมาวางและกล่าวปราศรัยเกี่ยวกับผู้ลี้ภัยจึงไม่ใช่ปกติวิสัยของคนที่เห็นข้อความเชิญชวน การกระทำเช่นนั้นที่จำเลยอุทธรณ์ว่า โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานพิสูจน์ว่าจำเลยทั้งสองเป็นผู้ลงข้อความเฟซบุ๊ก ทั้งไม่ได้ตรวจสอบว่าใครเป็นแอดมินของเพจเฟซบุ๊กดังกล่าว อุทธรณ์จำเลยทั้งสอง ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาวินิจฉัยอุทธรณ์จำเลยที่2 ว่ามีความผิดฐานไม่ผิดตามคำสั่งพนักงานสอบสวนที่สั่งให้พิมพ์ลายนิ้วมือโดยไม่มีเหตุหรือข้อแก้ตัวอันสมควรประมวลกฎหมายอาญามาตรา 368 หรือไม่

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ว่าพนักงานสอบสวนมีคำสั่งให้จำเลยที่ 2 พิมพ์ลายนิ้วมือไม่ใช่เพื่อการรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อหาตัวผู้กระทำความผิดไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 132 (1) การที่จำเลยที่ 2 ปฏิบัติตามคำสั่งแล้วจึงไม่มีความผิดนั้น

ศาลอุทธรณ์เห็นว่าประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 132 ให้อำนาจพนักงานสอบสวนตรวจผู้เสียหาย เมื่อผู้นั้นยินยอมหรือตรวจตัวผู้ต้องหา ตรวจสิ่งของ หรือทางที่อันจะสามารถใช้เป็นพยานหลักฐานได้ข้อเท็จจริงจากพยานเบิกความว่าพยานได้จัดให้จำเลยที่ 2 พิมพ์ลายนิ้วมือเพื่อตรวจว่าจะมีการเพิ่มโทษหรือไม่ แต่จำเลยที่ 2 ไม่ยินยอมโดยพยานเบิกความตอบทนายจำเลยที่ 2 ค้านว่าการขอตรวจลายนิ้วมือจำเลยที่ 2 เพื่อนำไปตรวจหาประวัติอาชญากรบ่งชี้ชัดว่าพนักงานสอบสวนสั่งจำเลยที่ 2 พิมพ์ลายนิ้วมือเพื่อจะได้ทราบว่าจำเลยที่ 2 เคยต้องโทษมาก่อนอันเป็นเหตุให้เพิ่มโทษตามกฏหมายหรือไม่ คำสั่งของพนักงานสอบสวนจึงชอบด้วยกฎหมาย จำเลยที่ 2 จึงมีความผิดฐานไม่ปฏิบัติตามคำสั่งพนักงานสอบสวนที่สั่งให้พิมพ์ลายนิ้วมือโดยไม่มีเหตุหรือข้อแก้ตัวอันสมควรที่ศาลชั้นต้นพิพากษานั้น ศาลอุทธรณ์เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองทุกข้อฟังไม่ขึ้น จึงพิพากษายืน

ชื่นชม!! ‘4 พยาบาลทหารอากาศหญิง’ รุดเข้าช่วยหญิงชรา หลังเป็นลมหมดสติ บริเวณทางเข้าท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ

(5 ก.พ.67) จากกรณีที่นาวาอากาศเอกหญิง วัลลภา อันดารา รองผู้อำนวยการวิทยาลัยพยาบาลทหารอากาศ พร้อมด้วยคณะอาจารย์ นาวาอากาศโทหญิง ชญาพัฒน์ ทองปากน้ำ, นาวาอากาศตรีหญิง อุษณีย์ บุญบรรจบ และเรืออากาศโทหญิง ภัทรพร โชคสมงาม ร่วมเดินทางส่งนักเรียนพยาบาลทหารอากาศ นันท์นภัส เภสัชชา ที่สนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อเดินทางไปศึกษาหลักสูตรพยาบาลศาสตร์ ณ สาธารณรัฐเกาหลี 

โดยขณะเดินทางกลับ คณะอาจารย์ พบผู้สูงอายุ มีอาการวูบ หน้ามืด และล้มนอนข้างถนน ทางเข้าออกท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ โดย คณะอาจารย์ได้ร่วมกันช่วยปฐมพยาบาลจนอาการดีขึ้นและส่งต่อให้พยาบาลของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิดูแลต่อ 

ทั้งนี้ พลอากาศเอก พันธ์ภักดี พัฒนกุล ผู้บัญชาการทหารอากาศแสดงความชื่นชมต่อความมีจิตสาธารณะของคณะอาจารย์ ในการช่วยเหลือผู้ประสบเหตุได้อย่างทันท่วงที และแสดงถึงจรรยาบรรณของวิชาชีพพยาบาลในการช่วยเหลือผู้ประสบเหตุ จนรอดพ้นภาวะอันตราย เป็นแบบอย่างที่ดีของข้าราชการกองทัพอากาศ ในการมีจิตสาธารณะ

‘มท.1’ มอบนโยบาย ‘พ่อเมืองทั่วไทย’  จัดงานพิธีมหามงคลในหลวง ร.10

(5 ก.พ.67) ที่โรงแรมรามาการ์เด้นส์ หลักสี่ กทม. นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ก่อนเป็นประธานการประชุมติดตามการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยว่า เนื่องจากปีนี้ถือเป็นปีมหามงคลครบ 6 รอบ พระชนมายุ 72 พรรษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ กระทรวงมหาดไทย จึงต้องทำหน้าที่ให้พี่น้องประชาชนทุกคนตื่นตัวและแสดงความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ การเรียกผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศทุกคนมาในวันนี้ เพื่อแจ้งให้ทราบว่าต้องเตรียมการว่ากิจกรรมต่างๆ เพื่อเทิดพระเกียรติ ถวายพระเกียรติ และทำกิจกรรมที่เป็นสาธารณกุศล เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลให้กับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เพราะเรื่องนี้กระทรวงมหาดไทยถือว่าเป็นเรื่องที่มีความสำคัญสูงสุดเป็นภารกิจที่จะต้องทำความเข้าใจกันให้ตรงกัน เพื่อดำเนินการให้เกิดประโยชน์กับประเทศชาติ

นายอนุทิน กล่าวต่อว่า ขณะเดียวกันก็จะติดตามการดำเนินนโยบายที่ตน และรมช.มหาดไทย ที่ได้มอบนโยบายไว้กับทางผู้บริหารกระทรวงฯ และผู้ว่าราชการจังหวัดว่านโยบายทั้ง 11 ข้อที่ให้ไปมีความคืบหน้าอย่างไร บรรลุผลสัมฤทธิ์หรือไม่ และต้องการการสนับสนุนจากฝ่ายบริหารอย่างไรบ้าง โดยจะพบกันระหว่างผู้บริหารของกระทรวงมหาดไทยทั้งฝ่ายการเมือง ฝ่ายข้าราชการประจำ และผู้ว่าราชการจังหวัด เพื่อแลกเปลี่ยนความเห็น พร้อมหารือถึงปัญหา และการสนับสนุนต่างๆ ที่ทางกระทรวงฯ จะทำได้

ส่วนความคืบหน้าการติดตามนโยบายเรื่องฝุ่น PM 2.5 นั้น ความเสี่ยงของฝุ่น PM 2.5 กระทรวงมหาดไทยได้เพิ่มเป็น 11 นโยบาย คือ นโยบายอากาศสะอาด นำความคิดเห็นจากผู้ว่าราชการจังหวัดที่อยู่ในพื้นที่ที่ประสบเหตุ ว่ามีมาตรการควบคุมป้องกันและช่วยเหลือชาวบ้านที่ประสบเรื่องฝุ่นอย่างไรบ้าง 

ผนึกกำลังภาครัฐ-เอกชน จัดงาน China Fair 2024 ส่งเสริมการศึกษา สร้างโอกาสการทำงาน

(5 ก.พ.67) สมาคมนักเรียนไทย-จีน จัดงานมหกรรม China Fair 2024 by TCSA : Study - Work -Travel ณ ลาน Fashion Hall ชั้น 1 ศูนย์การค้าสยามพารากอน เมื่อวันที่ 3-4 ก.พ.67 โดยพิธีเปิดเริ่มขึ้นในเวลา 10.30 น. ของวันที่ 3 ก.พ. 67 โดยมีนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพานิชย์ เป็นประธานกล่าวเปิดงานฝ่ายไทย และนางเฝิง จวิ้นอิง อัคราชทูตที่ปรึกษาฝ่ายการศึกษา สถานเอกอัคราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีน ประจำราชอาณาจักรไทย เป็นประธานกล่าวเปิดงานฝ่ายจีน และ ดร. ลักษมณ สมานสินธุ์ ผู้อำนวยการกองการต่างประเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม (สป.อว.) กล่าวในฐานะผู้ร่วมจัดงาน

สำหรับกิจกรรมภายในงาน มีการจัดแสดงบูทส่งเสริมโอกาสทางการศึกษาสำหรับผู้ที่สนใจไปศึกษาต่อที่ประเทศจีน และยังมีการเปิดรับสมัครงานจากบริษัทต่าง ๆ ที่ต้องการบุคลากรที่มีความสามารถด้านภาษาจีน รวมถึงกิจกรรมส่งเสริมการขายสำหรับบริษัทในภาคบริการการท่องเที่ยว เช่น ตั๋วเครื่องบิน, ประกันภัย, เอเจนซี่, ทุนการศึกษา, การแนะนำมหาวิทยาลัย, เครือข่ายอินเทอร์เน็ตและซิมการ์ดโทรศัพท์มือถือ, บริการวีพีเอ็น, บริการด้านเอกสารวีซ่า และบริการใช้จ่ายไร้เงินสด นอกจากนี้ ยังมีโชว์การแสดงศิลปะการต่อสู้จีน จากโรงเรียน 

นอกจากการออกบูธขององค์กรและบริษัทต่าง ๆ ยังมีเวทีเสวนาในหัวข้อแชร์ประสบการณ์แนะแนวการศึกษาในสาขาต่าง ๆ จากมหาวิทยาลัยที่ประเทศจีน อาทิ วิศวกรรมศาสตร์, วิทยาศาสตร์, การแพทย์, การแพทย์แผนจีน, คอมพิวเตอร์, รัฐศาสตร์ และธุรกิจ รวมทั้งการบอกเล่าไลฟ์สไตล์ของนักศึกษาไทยในจีน ทุนการศึกษาและวิธีการยื่นขอรับทุน ซึ่งทั้งหมดนั้นรวมอยู่ใน Seesion การแชร์ประสบการณ์จากรุ่นพี่ในช่วง ‘Fit to Fly’ ในวันที่ 3 ก.พ.

นอกจากในประเด็นการศึกษาแล้ว ในวันที่ 4 ก.พ. ยังมี Session การแชร์ประสบการณ์การทำงานจากผู้นำระดับประเทศ และผู้บริหารระดับ CEO ชั้นนำในวงการธุรกิจไทย-จีน ไม่ว่าจะเป็น ‘พี่บูม’ ปารเมศ วิทยารักษ์สรรค์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฏร (เรียนจบจากประเทศจีน), ‘ครูพี่ป๊อป’ ดร.ณัฐพงศ์ นำศิริกุล ติวเตอร์ภาษาจีนชื่อดัง ที่เป็นทั้งพิธีกรและผู้ประกาศข่าว, ‘พี่เก่ง’ สิรภพ ตันติธรรม MD บริษัท OCR จำกัด, ‘พี่ฝน’ เจตยา วรปัญญาสกุล Head of Learning Center บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน), คุณ Xu Genlou Vice president (Chinese Market) Sales and Marketing Department Amata Corporation Plc., ‘พี่นุ๊ก’ รชาดา แสงสุริยะฉัตร บริษัท ฉัตรชัยแพทย์แผนโบราณ จํากัด (หมอเส็ง)

ตัวแทนผู้สนับสนุนจากฝ่ายจีน นางเฝิง จวิ้นอิง กล่าวในพิธีเปิดว่า "เมื่อไม่นานมานี้ รัฐบาลไทยและรัฐบาลจีน ได้มีการร่วมลงนามยกเว้นวีซ่า หรือระหว่างไทย-จีน อย่างถาวร การไปมาระหว่างสองประเทศก็จะง่าย และสะดวกสบายมากขึ้น เพิ่มโอกาสในการแลกเปลี่ยนในมิติต่าง ๆ โดยงาน China Fair ที่จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 2 นี้ ได้กลายเป็นช่องทางและสะพานที่เชื่อมต่อความสัมพันธ์ไทย-จีนในมิติการศึกษา การค้าขาย และการท่องเที่ยว โดยเฉพาะสำหรับเยาวชนคนรุ่นใหม่”

สำหรับประธานฝ่ายไทย นายภูมิธรรม เวชยชัย ก็ได้กล่าวถึงประเด็นการยกเว้นวีซ่า หรือ ระหว่างไทย - จีนเช่นกัน โดยกล่าวว่า "การลงนาม ‘ฟรีวีซ่า ไทย-จีน’ ในครั้งนี้ จะส่งผลดีกับทั้งสองประเทศ ไม่ว่าจะเป็นในด้านการท่องเที่ยวระหว่างไทยและจีน กระตุ้นเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ ส่งเสริมด้านการค้า การลงทุน และความร่วมมือเชิงเศรษฐกิจอีกมากมาย รวมถึงส่งเสริมด้านความสัมพันธ์ระหว่างไทยและจีน 

รองนายกฯ ยังกล่าวแสดงความชื่นชมต่อสมาคมนักเรียนไทย-จีนอีกว่า “ผมขอแสดงความยินดีอีกครั้ง กับสมาคมนักเรียนไทย-จีน ที่จัดกิจกรรมดี ๆ ในครั้งนี้ และขออวยพรให้น้อง ๆ เยาวชนไทยที่ศึกษาที่ประเทศจีน หรือที่ศึกษาเกี่ยวกับจีน ประสบความสำเร็จในด้านการเรียนรู้ภาษา และการหาประสบการณ์ในต่างประเทศ ให้เติบโตมาเป็นกำลังสำคัญของประเทศ ในการพัฒนาเศรษฐกิจ และความร่วมมือระหว่างประเทศไทยและประเทศจีน ซึ่งภาษาเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่สิ่งสำคัญที่จะช่วยสื่อสารความเข้าใจระหว่างกัน รวมทั้งแลกเปลี่ยน เรียนรู้ วัฒนธรรม ประเพณี ความรู้ และความคิด อันจะนำพาไปสู่ความสัมพันธ์ที่ดีงามของไทย-จีน ให้แน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น ทางรัฐบาลพร้อม และยินดีที่จะสนับสนุนทุกกิจกรรมของสมาคมนักเรียนไทย-จีน และเยาวชนคนรุ่นใหม่ไทย-จีน”

ดร.ลักษมณ สมานสินธุ์ ในฐานะผู้ร่วมจัดงาน ก็ได้กล่าวถึงประโยชน์ที่ได้รับจากงานนี้ "ดิฉันเชื่อมั่นว่าการจัดงานในวันนี้ จะช่วยตอบโจทย์ให้แก่นักเรียนและผู้ปกครองที่สนใจ ส่งบุตรหลานไปศึกษาต่อในประเทศจีนได้อย่างตรงจุด ทั้งเรื่องการเตรียมตัวก่อนไปเรียน การใช้ชีวิต การพัฒนาทักษะให้พร้อมทํางานในหน่วยงานหรือองค์กรจีน ตลอดจนการท่องเที่ยวจีนซึ่งไทย-จีน ที่เพิ่งจะมีการลงนามข้อตกลงยกเว้นวีซ่าท่องเที่ยวระหว่างกันอย่างถาวร เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา"

China Fair 2024 จบลงไปอย่างราบรื่น และเป็นที่ประทับใจของผู้มาร่วมงาน โดยเฉพาะสำหรับนักเรียนนักศึกษาและผู้ปกครอง เพราะถือเป็นช่องทางที่ดีในการเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้เพิ่มความเข้าใจเกี่ยวกับจีน ทั้งด้านวัฒนธรรม การศึกษา การทำงานและการท่องเที่ยวในจีนมากยิ่งขึ้น กิจกรรมนี้มีส่วนช่วยส่งเสริมการเชื่อมต่อระหว่างไทย-จีน ซึ่งสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการจัดงาน China Fair และเป็นไปตามเจตนารมณ์ของสมาคมนักเรียนไทย-จีน ในการที่จะช่วยรวบรวมนักศึกษาไทยในจีนและนักศึกษาจีนในไทย เพื่ออนาคตความสัมพันธ์ไทย-จีน

‘หนุ่ม’ ตัดพ้อ!! ครูดีๆ หมดโอกาสเพราะสอบไม่ผ่าน แนะ!! ควรใช้วิธีอบรมแทน ด้านชาวเน็ตแห่แย้งสนั่น

(5 ก.พ.67) ผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่ง โพสต์ลงกลุ่มเตรียมสอบใบประกอบวิชาชีพครู ระบุว่า

“คะแนนสอบไม่ได้เป็นตัวชี้วัดว่าจะเป็นครูที่ดีได้หรือเปล่า ครูที่สอบคะแนนสูงๆ เป็นครูที่ไม่ได้เรื่องเยอะแยะ ครูดีๆ ต้องหมดโอกาสเป็นครูเพราะสอบไม่ผ่าน ยุคนี้แล้วไม่ควรตัดสินคนผ่านคะแนนสอบนะ ผมว่าเราควรเปลี่ยนจากสอบเป็นอบรมแทน”

จากโพสต์ดังกล่าว ทำเอาวงการครูสั่นสะเทือน โดยชาวเน็ตแสดงความคิดเห็นไปในทางเดียวกัน เช่น

- สอบดีแล้วค่ะ แค่นี้การศึกษาก็แย่มากพอแล้ว อย่าลดคุณภาพอีกเถอะค่ะ
- แล้วทำไมต้องกดคนที่สอบผ่านด้วยคะงง555555 ครูดีๆ ต้องหมดโอกาสเป็นครู เพราะสอบไม่ผ่าน คนสอบผ่าน = ไม่ดี?
- อย่าพยายามเป็นคนดีก่อนครับ ให้พยายามเป็นคนเก่งก่อนครับ จะได้รู้ว่าอะไรดีไม่ดีครับ
- สู้ ๆ นะครับ ครูต้องเก่งครับ
- ต้องเรียนวิชาการวัดและการประเมินนะครับ จะได้เข้าใจ
-  จากที่อ่านวนๆ 2-3 รอบ ดีแล้วที่คัดด้วยการสอบค่ะ
- ถ้ารู้ว่าเรียนมาแล้วสอบไม่ผ่านแสดงว่ามาตรฐาน ตัวเองมีปัญหาแล้วล่ะแล้วอีกอย่างนะครูมันต้องเริ่มจากเก่งก่อน
- ถ้าบอกว่าเป็นล่ะ? คะแนนสอบวัดถึง IQ หรือแม้กระทั่ง EQ มันบ่งบอกตั้งแต่การสอบเข้าเรียนละ มหาวิทยาลัยที่ Top ทำไมนักศึกษาครูมีคุณภาพกว่านักศึกษาที่มหาวิทยาลัยกลางๆ - ล่างๆล่ะ มันก็เหมือนกับการสมัครสอบเข้าทำงานนั้นแหละ ถึงแม้จะเอาเกณฑ์เดิมที่เรียนได้ใบเลย แต่คุณก็ต้องไปสอบบรรจุเองนะ

เชียงใหม่- Ex- M.B.A. รุ่น 24 CMU จัดกิจกรรม หอบรักไปห่มป่า ครั้งที่ 12

เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2567 ที่ คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่  นักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา หลักสูตรบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต (Ex-M.B.A.) รุ่นที่ 24  คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สุขภาพ จัดพิธีเปิดโครงการ CSR หอบรักไปห่มป่าครั้งที่ 12  ประจําปีการศึกษา 2567  จัดขึ้น ระหว่างวันที่ 3-4 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2567 ณ โรงเรียน กมล-เรียม สุโกศล (บ้านผาใต้) อําเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่  

โดยมีผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ก้องภู นิมานันท์  คณบดีคณะบริหารธุรกิจ  มหาวิทยาลัยเชียงใหม่เป็นประธานกล่าวเปิด กิจกรรม พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร และคณาจารย์ นักศึกษาหลักสูตรบริหารธรุกิจ มหาบัณฑิต สําหรับผู้บริหาร รุ่นที่ 24  เข้าร่วมโครงการ โดยมี นายพีระเมศร์ อริยกุศลสุทธิ ประธานรุ่น Ex MBA24 คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าววัตถุประสงค์โครงการว่า 

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นำโดยนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา หลักสูตรบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต (Ex-M.B.A.) รุ่นที่ 24  คณะบริหารธุรกิจ 
และสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สุขภาพ  รวมพลัง ร่วมแรง ร่วมใจ ด้วยจิตอาสามา ทำเพื่อสังคม จัดโครงการกิจกรรม Corporate Social Responsibility (CSR) : หอบรักไปห่มป่า การแบ่งปันสู่สังคม อิ่มใจ ได้บุญ ส่งถึงน้อง ให้แก่นักเรียน คุณครู และบุคลากร โรงเรียนกมล-เรียม 
สุโกศล (บ้านผาใต้) ตําบลท่าตอน อําเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 3
จํานวน 189 คน ในระหว่างวันที่ 3-4 กุมภาพันธ์ 2567 

วัตถุประสงค์โครงการ เพื่อปรับปรุงซ่อมแซมโรงอาหารและขยายพื้นท่ีให้เพียงพอในการนั่งรับประทานอาหารของนักเรียน คุณครู และบุคลากรของโรงเรียน  ปรับปรุงซ่อมแซมห้องครัว อ่างล้างจานและจุดตากถาดหลุมที่ใช้รับประทานอาหาร  ปรับปรุงซ่อมแซมเตาเผาขยะของโรงเรียนในการกําจัดขยะและสิ่งปฏิกูลต่างๆ สร้างจิตสาธารณะในหมู่สมาชิก Ex-MBA โดยถือเป็นการรับผิดชอบต่อสังคมและร่วมกันทําความดีคืนสู่สังคม เพื่อสร้างความสามัคคีในหมู่คณะ Ex-MBA และเรียนรู้ขั้นตอนการทํากิจกรรม CSR

โดยกิจกรรมโครงการประกอบด้วย ซ่อมแซมอาคารและสถานที่ของโรงเรียน ทาสี ยาแนว มุงหลังคา Clean room ตรวจวัดสายตา  ให้ความรู้เรื่องฝุ่นPM  พิธีมอบทุนการศึกษา ให้กับนักเรียนส่งมอบโรงอาหาร ห้องครัว เตาเผาขยะ และห้องปลอดฝุ่น พร้อมทั้ง บริจาคสิ่งของ อุปโภคและบริโภค อุปกรณ์การเรียนให้แก่ผู้อํานวยการโรงเรียน กมล-เรียม สุโกศล (บ้านผาใต้) อําเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ อีกด้วย

นภาพร/เชียงใหม่

‘สุวัจน์’ ปลื้ม!! ‘ไทยแลนด์ โอเพ่น 2024’ แมตช์ชิงแชมป์ คนดูแน่น ฟาก ‘WTA’ ชื่นชม ‘ไทย’ จัดการแข่งขันได้มาตรฐานสากล

เมื่อวานนี้ (4 ก.พ. 67) นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ อดีตรองนายกรัฐมนตรี และนายกกิตติมศักดิ์สมาคมกีฬาลอนเทนนิสแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เป็นประธานในพิธี พร้อมร่วมมอบรางวัลให้นักกีฬา ในการแข่งขันเทนนิสหญิงระดับ ดับเบิลยูทีเอ 250 รายการ ‘ไทยแลนด์ โอเพ่น 2024 พรีเซนเต็ด บาย อีเอ’ ชิงเงินรางวัลรวมสูงถึง 267,082 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณเกือบ 10 ล้านบาท ที่อารีน่า หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์

นายสุวัจน์ กล่าวว่า แมตช์ชิงชนะเลิศถือว่าสมศักดิ์ศรีไทยแลนด์ โอเพ่น เพราะคนชมแน่นมาก ถือเป็นประวัติการณ์ของการแข่งขัน และเกมสนุกมาก ผู้ชนะเลิศปีนี้เป็นนักกีฬาจากรัสเซีย และรองชนะเลิศเป็นจีน ถือเป็นเรื่องดีต่อเศรษฐกิจ เพราะว่ามีนักท่องเที่ยวทั้งจากรัสเซียและจีนเดินทางมามาก ถือว่าการจัดปีนี้ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดียิ่ง และทางดับเบิลยูทีเอก็ชมทางไทยมาว่ามาตรฐานการจัดทำได้ดีมาก มีผู้ชมแน่นสนาม สร้างกำลังใจให้กับนักเทนนิส

“ผมต้องขอบคุณผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องที่ทำให้เกิดทัวร์นาเมนต์ดี ๆ ที่สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทย และสร้างความสุขเรื่องกีฬาให้กับพี่น้องประชาชน และช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว ส่วนการจัดรายการนี้ในครั้งต่อไปตามสัญญา 5 ปี ตอนนี้กำลังคุยกันอยู่ อยู่ระหว่างการเจรจา หลังจากนี้ก็คงจะลงในรายละเอียดกัน"

ในโอกาสนี้ นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ได้มอบถ้วยรางวัลรูปปลาวาฬบรูด้ากระโจนขึ้นจากน้ำเล่นลูกเทนนิส สีโรสโกลด์ ให้กับนักกีฬาผู้ชนะเลิศ ประเภทหญิงเดี่ยว ได้แก่ ไดอาน่า ชไนเดอร์ ดาวรุ่งวัย 19 ปี มืออันดับ 108 ของโลก และนายองครักษ์ ทองนิรมล รองผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ร่วมมอบดอกไม้ที่ระลึกให้กับนักกีฬาผู้ชนะเลิศ ประเภทหญิงเดี่ยว 

ขณะที่นายวสุ กลมเกลี้ยง Executive Vice President บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) มอบถ้วยรางวัลรองชนะเลิศให้กับนักกีฬา ประเภทหญิงเดี่ยว ให้แก่ จู หลิน นักหวดจีนวัย 30 ปี มืออันดับ 45 ของโลก และมือวางอันดับ 2 ของรายการ และ นายอลัน แคม ประธานกรรมการตรวจสอบและกรรมการอิสระ บริษัท แคล-คอมพ์ อีเล็คโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) มอบช่อดอกไม้ที่ระลึกให้กับนักกีฬารองชนะเลิศ ประเภทหญิงเดี่ยว ก่อนได้มีการถ่ายภาพหมู่ร่วมกัน

ขณะที่การมอบรางวัลประเภทหญิงคู่ มีนายอาชวันต์ กงกะนันทน์ ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานประจวบคีรีขันธ์ มอบถ้วยรางวัลให้กับนักกีฬาผู้ชนะเลิศ ประเภทหญิงคู่ ได้แก่ มิยู คาโตะ วัย 29 ปีจากญี่ปุ่น มือคู่อันดับ 28 ของโลก กับ อัลดีล่า ซุตเจียดี้ วัย 28 ปีจากอินโดนีเซีย มือคู่อันดับ 30 ของโลก ซึ่งเป็นคู่มือวางอันดับ 1 ของรายการ และ น.ส.สุภรณ์ เด่นไพศาล ผู้อำนวยการการตลาด สายธุรกิจเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ ประเทศไทย บริษัท ไทยดริ้งค์ จำกัด ร่วมมอบช่อดอกไม้ที่ระลึกให้กับนักกีฬาผู้ชนะเลิศ ประเภทหญิงคู่

รวมทั้ง นายภราดร ศรีชาพันธุ์ ผู้อำนวยการแข่งขันเทนนิสรายการ ไทยแลนด์ โอเพ่น 2024 พรีเซนเต็ด บาย อีเอ มอบถ้วยรางวัลรองชนะเลิศ ให้กับนักกีฬาประเภทหญิงคู่ ได้แก่ กั๋ว ฮานหยู วัย 25 ปี มือคู่อันดับ 59 ของโลก กับ เจียง ซินหยู วัย 24 ปี มือคู่อันดับ 59 ของโลก ซึ่งเป็นคู่มือวางอันดับ 2 ของรายการจากจีน และ Eva Slaninkova Co-Tournament Director APG ร่วมมอบช่อดอกไม้ที่ระลึกให้กับนักกีฬารองชนะเลิศ ประเภทหญิงคู่ ก่อนมีการถ่ายภาพหมู่ร่วมกัน

เครือข่ายผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าชี้ ปัญหาเด็กใช้บุหรี่ไฟฟ้าพุ่ง 5 เท่า สะท้อนนโยบายแบนบุหรี่ไฟฟ้าล้มเหลว เปิดช่องทุจริตคอรัปชั่น รีดไถประชาชน

เครือข่ายผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้า (ECST) เผย อัตราการใช้บุหรี่ไฟฟ้าในเด็กไทยเพิ่มขึ้น 5 เท่าเป็นหลักฐานยืนยันความ ‘ล้มเหลว’ ของมาตรการแบนบุหรี่ไฟฟ้าที่รัฐไทยดันทุรังใช้มานับสิบปี ชี้การแบนสะท้อนการทุจริตคอรัปชั่นที่รุนแรงเพราะ ‘บุหรี่ไฟฟ้าลักลอบ’ เกลื่อนประเทศ พร้อมตั้งคำถามท่าทีผู้แทนประเทศไทยในการประชุมใหญ่ COP10 และ MOP3 ที่ประเทศปานามา ต้นเดือนกุมภาพันธ์นี้
เครือข่ายผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้ากลุ่มลาขาดควันยาสูบ (ECST) นำโดยนายมาริษ กรัณยวัฒน์ กล่าวถึงผลการศึกษาโดยศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.) ที่ระบุตัวเลขอัตราใช้บุหรี่ไฟฟ้าในเด็กไทยที่เพิ่มขึ้นถึง 5.3 เท่าภายในระยะเวลา 7 ปี (2558 – 2565) จาก พร้อมให้ความเห็นว่า “บุหรี่ไฟฟ้าถูกแบนมาร่วม 9 ปี แต่ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา บุหรี่ไฟฟ้ากลับเติบโตพุ่งสูงขึ้นอย่างมหาศาล ซึ่งมาจากหลายปัจจัย ทั้งการที่ผู้คนชินชากับความหย่อนยานของกฎหมายแบน หรือที่เรียกกันว่า ‘แบนทิพย์’ หรือการที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องปล่อยปละละเลยให้มีการทุจริตคอรัปชั่นจนพบเห็นผู้ใช้ได้ทั่วไปและเพิ่มขึ้นจนถึงเกือบ 1 ล้านคน และมีความไม่ชัดเจนของกฎหมายหลายประการเป็นช่องว่างให้เกิดการรีดไถประชาชน ซึ่งการที่บุหรี่ไฟฟ้าไม่ถูกนำมาควบคุมให้ถูกต้องชัดเจนด้วยกฎหมาย เป็นเหมือนการผลักภาระให้ประชาชนไปดูแลกันเอง จะเห็นได้จากกระแสที่ศิลปินและผู้จัดงานคอนเสิร์ตออกมาประกาศห้ามบุหรี่ไฟฟ้าเป็นต้น”

“บุหรี่ไฟฟ้าในทุกวันนี้มีขายเกลื่อนประเทศ ซึ่งทั้งหมดนั้นนับเป็น ‘สินค้าลักลอบ’ ซึ่งหากพูดกันในเชิงปริมาณแล้ว ก็มีมากไม่แพ้กับ ‘บุหรี่เถื่อน’ ที่กำลังระบาดเลย ซึ่งสองปัญหานี้รวมกัน ส่งผลกระทบต่อหลายภาคส่วนโดยเฉพาะรัฐบาลไทย ชาวไร่ยาสูบ และร้านค้าปลีก ที่นอกจากจะปล่อยให้รายได้ภาษีจำนวนมหาศาลหลุดมือไป ยังต้องแบกรับภาระทางสาธารณสุขจากสุขภาพของผู้ที่ใช้บุหรี่หรือบุหรี่ไฟฟ้าเถื่อนไร้มาตรฐานเหล่านี้ด้วย คงไม่มีอะไรชัดเจนไปกว่านี้แล้วที่จะชี้ว่า นโยบายแบนบุหรี่ไฟฟ้านั้นล้มเหลวถึงขีดสุดและทำให้เกิดขบวนการทุจริต คอรัปชั่นอย่างมโหฬารจนปราบไม่ไหว”
นายมาริษยังได้กล่าวเสริมอีกว่า วันที่ 5- 16 กุมภาพันธ์นี้ จะมีการประชุมภาคีอนุสัญญากรอบอนุสัญญาว่าด้วยการควบคุมยาสูบ (FCTC) ครั้งที่ 10 และการประชุมสมัชชาภาคีพิธีสารว่าด้วยการขจัดการค้าผลิตภัณฑ์ยาสูบ (MOP3) ครั้งที่ 3 ขององค์การอนามัยโลก ซึ่งทางเครือข่ายก็อยากฝากถึงคณะผู้แทนไทยทั้งจากกรมควบคุมโรคและกรมสรรพสามิตที่จะเข้าร่วมการประชุมดังกล่าวว่า “ขอให้คณะผู้แทนประเทศไทยที่ไปประชุม COP10 ให้ระมัดระวังท่าทีของไทย ทั้งๆ ที่เห็นอยู่ว่าการแบนนั้นไม่ได้ผล ทำให้เกิดตลาดใต้ดิน ไม่ได้ลดจำนวนผู้ใช้ จนนำไปสู่การตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญในสภาผู้แทนราษฎรที่มีพรรคเพื่อไทยเป็นประธาน เพื่อพิจารณาทบทวบมาตรการให้เหมาะสมกับบริบทของสังคมในปัจจุบันซึ่งยังไม่ได้ข้อสรุป นอกจากนี้ สำหรับการประชุม MOP3 เรื่องปัญหาบุหรี่เถื่อน อยากให้สะท้อนปัญหาบุหรี่เถื่อนให้ประเทศอื่นรับทราบ โดยเฉพาะแหล่งผลิตบุหรี่เถื่อนเหล่านี้ที่มาจากประเทศเพื่อนบ้านเช่น เวียดนาม กัมพูชา มาเลเซีย และอย่าได้ไปรับแนวคิด “การแบน” อะไรมากลับมาอีก เพราะยิ่งตอกย้ำความล้มเหลวของประเทศไทย”

All Time Low ประกาศเอเชียทัวร์ 2024 แฟนเซ็ง!! มาเกือบทุกประเทศ แต่ไม่มีไทย

(5 ก.พ.67) จากเพจ ‘Dad Mom and Rock N Roll Kids’ ได้โพสต์ข้อความอัปเดตการมาของวงป๊อปพังก์จากสหรัฐฯ ไว้ว่า…

All Time Low วงป็อปพังก์จากสหรัฐอเมริกา ประกาศ 'Forever Asia Tour 2024' โดยจะทำการแสดงช่วงเมษายน-พฤษภาคม ในหลายประเทศ ทั้ง มาเลเซีย, อินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์, สิงคโปร์ และ ญี่ปุ่น 

โดยประเทศไทยไม่ได้อยู่ในตารางทัวร์ของพวกเขาครั้งนี้ 

All Time Low: Forever Asia Tour 2024 
28 เมษายน - มาเลเซีย 
30 เมษายน - อินโดนีเซีย
3 พฤษภาคม - ฟิลิปปินส์ 
5 พฤษภาคม - สิงคโปร์
7 พฤษภาคม - โตเกียว, ญึ่ปุ่น
8 พฤษภาคม - นาโกย่า, ญึ่ปุ่น
9 พฤษภาคม - โอซาก้า ญึ่ปุ่น

ทั้งนี้จากมุมมองแฟนเพลงในไทย เชื่อว่าอาจจะเพราะกลุ่มแฟนเพลงในตลาดเมืองไทยมีความเฉพาะกับวงดังกล่าว และน่าจะน้อยจนไม่คุ้มค่าตั๋ว

เชียงใหม่-มช.จัดพิธีลงนามความร่วมมือ พัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูงที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ดันนโยบายคาร์บอนฯ เป็นศูนย์

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ดึงบริษัทยักษ์ใหญ่สัญชาติญี่ปุ่น “Taisei Advanced Center of Technology, Taisei Corporation” มุ่งพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูงที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ดันนโยบายคาร์บอนฯ เป็นศูนย์ 

วันจันทร์ที่ 5 กุมภาพันธ์ 2567 มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) ร่วมกับ Taisei Advanced Center of Technology, Taisei Corporation ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) โดยมีเป้าหมายร่วมกันพัฒนาแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ความเชี่ยวชาญและทรัพยากรจากเครือข่ายความร่วมมือ และร่วมกันพัฒนาให้เกิดงานวิจัยพัฒนาและสร้างนวัตกรรมในการยกระดับความสามารถด้านวัสดุการก่อสร้าง (Construction Material) ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยมีผู้นำของทั้งสองฝ่ายเข้าร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงดังกล่าว นำโดย ศาสตราจารย์ 
ดร.นายแพทย์ พงษ์รักษ์ ศรีบัณฑิตมงคล อธิการบดี มช. พร้อม Mr.Tsuyoshi MARUYA Executive Fellow Deputy Chief of Taisei Advanced Center of Technology และ MR.NAOHITO OHBA กรรมการผู้จัดการบริษัท ไทยเซอิ (ไทยแลนด์) จำกัด และคณะผู้แทนจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ณ NSP Exhibition Hall อาคารอำนวยการอุทยานวิทยาศาสตร์ภาคเหนือ (จังหวัดเชียงใหม่)

ศาสตราจารย์ ดร.นายแพทย์ พงษ์รักษ์ ศรีบัณฑิตมงคล อธิการบดี มช. กล่าวว่า มช. มีวิสัยทัศน์ที่สำคัญคือ มหาวิทยาลัยชั้นนำที่รับผิดชอบต่อสังคมเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ด้วยนวัตกรรม อันสอดคล้องกับแผนพัฒนาการศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ระยะที่ 13 ในเรื่องการพัฒนากลไกเพื่อส่งเสริมนวัตกรรม (Innovation Mechanisms Development) ที่สามารถขับเคลื่อนและผลักดันให้มหาวิทยาลัยสร้างสรรค์ให้เกิดผลงาน เทคโนโลยี และนวัตกรรมได้ในเวลารวดเร็วขึ้น ตอบโจทย์ในเรื่องการก้าวเข้าสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (Carbon Neutral University) และการสร้างระบบนิเวศที่ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาด้านนวัตกรรม เพื่อผลักดันให้เกิดความร่วมมือและยกระดับงานวิจัยให้สอดคล้องกับพันธกิจ

โดยมี อุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มช. (STeP) และคณะวิทยาศาสตร์ มช. เป็นกลไกการขับเคลื่อนการดำเนินงานหลักในการพัฒนางานวิจัยให้ออกสู่รั้วมหาวิทยาลัย  ควบคู่กับการแสวงหาเครือข่ายความร่วมมือด้านการวิจัย การพัฒนา และนวัตกรรม นั่นคือ Taisei Corporation ผู้เชี่ยวชาญและผู้นำด้านการผลิต Carbon Free Concrete เพื่อแลกเปลี่ยนทรัพยากร องค์ความรู้ทางปัญญาร่วมกัน และผลักดันให้เกิดการต่อยอดเทคโนโลยีนวัตกรรมซึ่งกันและกัน อีกทั้งพัฒนาองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าและการสร้างคุณค่าใหม่ (New Value) ด้วยการจัดหาโซลูชั่นที่ยั่งยืนต่อสิ่งแวดล้อมและเทคโนโลยีขั้นสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการแก้ไขปัญหาสังคมเร่งด่วนที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมและพลังงาน “อันจะก้าวสู่หมุดหมายเดียวกัน คือ การทำให้ความร่วมมือนี้สำเร็จเกิดเป็นการวิจัยเป็นสากลที่มุ่งเน้นการจัดการกับความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมทั่วโลกในการแสวงหาการพัฒนาที่ยั่งยืน”

และด้วยความร่วมมือนี้ เชื่อมั่นว่าจะสามารถบรรลุเป้าหมายและปลูกฝังความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้นต่อไป ผ่านการผสานองค์ความรู้เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีแห่งอนาคตและนำงานวิจัยออกสู่เชิงพาณิชย์อย่างเป็นรูปธรรม รวมถึงเชื่อมโยงการวิจัยให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้นไป

Mr.Tsuyoshi MARUYA Executive Fellow Deputy Chief of Taisei Advanced Center of Technology กล่าวว่า “Taisei Corporation” มีแนวทางอย่างชัดเจนในการส่งเสริมสภาพแวดล้อมที่ยั่งยืน โดยการจับมือร่วมกับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พันธมิตรที่มีเป้าหมายเดียวกัน ผ่านการแลกเปลี่ยนทรัพยากรและองค์ความรู้ทางปัญญาเพื่อร่วมกันพัฒนาเทคโนโลยีนวัตกรรม และการส่งเสริมอุตสาหกรรมการก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งความร่วมมือของเราในวันนี้ จะกำเนิดเป็นผลสำเร็จของงานวิจัยระดับสากลจากผสานองค์ความรู้ของทั้งสองฝ่ายเพื่อบรรลุเป้าหมายหลักของจัดการกับความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมระดับโลก โดยการพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูงและการผลิตนวัตกรรมสมัยใหม่ อีกทั้งการคิดค้นโซลูชั่นที่ยั่งยืนต่อสิ่งแวดล้อม โดยมุ่งหวังที่จะมีส่วน ในการลดมลภาวะการปล่อยก๊าซคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ (Net-Zero Carbon Emission) ทั้งในประเทศไทยและประเทศอื่นๆ ที่กำลังดำเนินการร่วมกันในอนาคต พร้อมพัฒนาเทคโนโลยีแห่งอนาคตและผลักดันสู่การใช้งานในเชิงพาณิชย์ที่จับต้องได้ เพื่อเชื่อมโยงการวิจัยและการใช้งานจริงได้อย่างราบรื่น

Mr.Haruka OZAWA เลขานุการโทประจำสถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย กล่าวถึงความยินดีและชื่นชมในวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลโดยให้ความสำคัญกับผู้คนและการสร้างความยั่งยืน ของทั้งมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และ Taisei Corporation จากการทำข้อตกลงร่วมกันในครั้งนี้ ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาอีกขั้นของเทคโนโลยีและนวัตกรรมอันเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อมีส่วนช่วยต่อสังคมในการลดการปล่อยคาร์บอน และยิ่งมากไปกว่านั้น ยังถือเป็นโอกาสอันดีในการกระชับความร่วมมือระหว่างญี่ปุ่นและไทยให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ผ่านขอบเขตการทำงานด้านโครงสร้างพื้นฐานและการคมนาคมระดับชาติต่อไป 

ด้าน รศ.ดร.ปิติวัฒน์ วัฒนชัย ผู้อำนวยการอุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (STeP) ในฐานะคณะดำเนินงานหลัก เผยถึง การดำเนินงานจากความร่วมมือในช่วงเวลาที่ผ่านมาของการวิจัยและพัฒนาคอนกรีตชนิด Carbon Free อย่างต่อเนื่อง โดยการใช้คอนกรีตที่ผลิตจากวัสดุเหลือทิ้งหรือผลพลอยได้จากอุตสาหกรรมในประเทศไทย ซึ่งคอนกรีตชนิดนี้ยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเนื่องจากไม่ก่อให้เกิดคาร์บอนไดออกไซด์ในระหว่างการผลิตด้วยการพัฒนาองค์ความรู้และประสบการณ์ด้านงานวิจัยทั้งสองฝ่าย และเมื่อช่วงเดือนมิถุนายน 2566 ที่ผ่านมา คณะผู้บริหารและคณาจารย์จาก มช. ได้เข้าศึกษาดูงานแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ทางวิชาการ พร้อมหารือแนวทางการดำเนินงานอื่น ๆ ในอนาคต ณ Taisei Advanced Center of Technology, Taisei Corporation เมืองโยโกฮาม่า ประเทศญี่ปุ่น จึงเป็นการจุดประกายความร่วมมือภายใต้บันทึกข้อตกลงฯ เพื่อเน้นย้ำการดำเนินงานร่วมกันอย่างไม่หยุดยั้งตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมาและก้าวสู่เป้าหมายหลักในการขับเคลื่อนด้านความยั่งยืนอย่างจริงจัง คือ การสนับสนุน Carbon Net Zero ของทั้งประเทศไทยและระดับนานาชาติ ผ่านการวิจัยขั้นสูงด้านเทคโนโลยีนวัตกรรมสมัยใหม่และค้นหาโซลูชั่นในการพัฒนาคอนกรีตชนิด Carbon Free จากวัสดุเหลือทิ้งจากอุตสาหกรรมการก่อสร้างต่อไป 

ซึ่งผลสัมฤทธิ์ของเจตนารมณ์อันแน่วแน่ทั้งสองฝ่ายในวันนี้ จะเกิดเป็นสะพานเชื่อมต่อการพัฒนาเทคโนโลยีแห่งอนาคตที่จะสามารถผลักดันงานวิจัยให้เกิดการต่อยอดและถูกนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงมากขึ้นและยังเป็นการเน้นย้ำให้กับหลายๆ หน่วยงานหรือองค์กรต่าง ๆ ถึงความสำคัญของการพัฒนางานวิจัยด้านเทคโนโลยีนวัตกรรม
ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเพื่อโลกที่ยั่งยืนต่อไปในอนาคต”

นภาพร/เชียงใหม่

สมุทรปราการ- ม.หัวเฉียวฯ เปิดบ้านรับตรุษจีน ปีมังกร 2024

ที่หน้าอาคารบรรณสาร และอาคารเรียนมหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ จัดกิจกรรมเปิดบ้าน วันแพทย์แผนจีน และงานตรุษจีน ประจำปี 2567 รวมกันวันเดียว มอบเป็นของขวัญพิเศษต้อนรับและร่วมเฉลิมฉลองเทศกาลตรุษจีนปีมังกรให้กับนักเรียน คุณครู ผู้ปกครอง นักศึกษา บุคลากร ประชาชนทั่วไป

โดยได้รับเกียรติจาก รองศาสตราจารย์ ดร.อุไรพรรณ  เจนวาณิชยานนท์ อธิการบดี เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร โดยมี อ.ดร.ศิริวรรณ ตันตระวาณิชย์​ รองอธิการบดี อ.ฉลอง แขวงอินทร์​ รองอธิการบดี อ.ดร.โจนาธาน รันเต คารียอน​ รองอธิการบดี และอาจารย์ฟาง เวินกั๋ว​ผู้ช่วยอธิการบดี คณะครู  ผู้ปกครอง นักศึกษา บุคลากร ประชาชนทั่วไปร่วมในพิธี

มหาวิทยาลัยจัดกิจกรรมครั้งนี้ เพื่อแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นตั้งใจจะให้ทุกคนได้รับรู้และสัมผัสถึงความพร้อมของมหาวิทยาลัยในการเป็น “แหล่งเรียนรู้ชั้นนำด้านจีนศึกษาและวิทยาศาสตร์สุขภาพ” ผ่านบูธกิจกรรมจัดเต็มของ 12 คณะวิชา 1 วิทยาลัย นอกจากนี้ยังได้มีพิธีศักดิ์สิทธิ์ที่จัดขึ้นเพื่อให้ผู้เข้าร่วมงานรับความมงคลร่วมกัน ได้แก่ พิธีไหว้ตรุษจีน (ไหว้ฟ้าดิน) พิธียกส้มอวยพรปีใหม่ พิธีเจิมเบิกเนตรสิงโต พร้อมรับฮู้มงคลของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง และชมการแสดงเชิดสิงโต ตีกลองมงคล เชิดมังกร จากนักศึกษาของมหาวิทยาลัยฝึกซ้อมโดยวิทยาลัยจีนศึกษาและชมรมกีฬาสิงโต-มังกร ฮั่วกวง (วูซู)สมุทรปราการ รวมทั้งสนุกกับกิจกรรม Workshop และชมการแสดงของคณะวิชาและหน่วยงานต่าง ๆ ณ เวทีกลางและรับของรางวัลมากมาย 

ด้าน รศ.ดร.อุไรพรรณ เจนวาณิชยานนท์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ ได้กล่าวว่า สำหรับการจัดงานเปิดบ้าน ม.หัวเฉียวฯ รับตรุษจีนปีมังกร 2024 HCU Open House: Celebrating Chinese New Year 2024-Year of the Dragon ในครั้งนี้ ทางมหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติของเราจัด 3 งานสำคัญรวมกันวันเดียว คืองานเปิดบ้าน วันแพทย์แผนจีน และงานตรุษจีน เพื่อมอบเป็นของขวัญพิเศษต้อนรับและร่วมเฉลิมฉลองเทศกาลตรุษจีนปีมังกรให้กับนักเรียน  คุณครู ผู้ปกครอง นักศึกษา บุคลากร และประชาชนทั่วไป ให้ได้รับความรู้ ความสนุกสนาน 

ภายใต้ชื่องาน  “เปิดบ้าน ม.หัวเฉียวฯ รับตรุษจีนปีมังกร 2024 เพื่อแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นตั้งใจจะให้ทุกคนได้รับรู้และสัมผัสถึงความพร้อมของมหาวิทยาลัยในการเป็น “แหล่งเรียนรู้ชั้นนำด้านจีนศึกษาและวิทยาศาสตร์สุขภาพ” ผ่านบูธกิจกรรมของ 12 คณะวิชา 1 วิทยาลัยของเรา 

ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยของเรามีการพัฒนาเปลี่ยนแปลองอย่างต่อเนื่องด้วยการยึดมั่นในปณิธานของมหาวิทยาลัย “เรียนรู้เพื่อรับใช้สังคม” มาโดยตลอด ซึ่งเรามีกรอบทิศทาง 5 เป้าหมายหลักด้วยกัน เป็นการ Transform มหาวิทยาลัย มุ่งสู่ • Niche University มหาวิทยาลัยเอกชนชั้นนำด้านจีนศึกษาและวิทยาศาสตร์สุขภาพ • Lifelong Learning University แหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิตของบุคคล 3 วัย คือ วัยเรียน วัยทำงาน และผู้สูงอายุ • Digital Transformation การขับเคลื่อนดิจิทัลของมหาวิทยาลัย • Quality University, Good Governance, Self-Supporting Universityมหาวิทยาลัยที่มีคุณภาพระดับชาติและนานาชาติ มีการบริหารจัดการที่ดี พึ่งตนเองได้ • และ Green University and Sustainability University มหาวิทยาลัยสีเขียวและการเป็นมหาวิทยาลัยเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน

คิว-ข่าวสมุทรปราการ รายงาน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top