Wednesday, 15 July 2026
NEWS

“กรมบัญชีกลาง” ปรับเกณฑ์เบิกจ่ายยา รักษา “มะเร็งปอด” ระยะแพร่กระจาย ใช้ Erlotinib หรือ Gefitinib เป็นยาขนานแรกได้ เพื่อให้ผู้ป่วยเข้าถึงยาได้อย่างเหมาะสม

(13 พ.ย. 68) นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่าเพื่อยกระดับการรักษาผู้ป่วยมะเร็งปอด ให้เข้าถึงการรักษาด้วยยาราคาแพง และเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษา รัฐบาล โดยกรมบัญชีกลาง ได้ออกหนังสือปรับปรุงหลักเกณฑ์การเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลสำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็งและโลหิตวิทยาที่ต้องใช้ยาราคาแพง โดยขยายสิทธิให้ผู้ป่วยโรคมะเร็งปอดระยะแพร่กระจาย สามารถใช้ยา Erlotinib หรือ Gefitinib เป็นยาขนานแรกได้ มีผลสำหรับค่ารักษาที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป

นางสาวอัยรินทร์ กล่าวว่า การปรับปรุงหลักเกณฑ์การเบิกจ่ายยาค่ารักษาพยาบาลสำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็งและโลหิตวิทยาซึ่งจำเป็นต้องใช้ยาที่มีค่าใช้จ่ายสูง กรณีการใช้ยา Erlotinib และยา Gefitinib ในโรคมะเร็งปอดระยะแพร่กระจาย มีสาระสำคัญ ดังนี้ 

ตามที่กรมบัญชีกลางได้ดำเนินการกำหนดหลักเกณฑ์การเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลสำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็งและโลหิตวิทยาซึ่งจำเป็นต้องใช้ยาที่มีค่าใช้จ่ายสูง ตามโครงการเบิกจ่ายตรงค่ารักษาพยาบาลสำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็งและโลหิตวิทยา (ระบบ OCPA) มาอย่างต่อเนื่อง โดยกำหนดให้รายการยา Erlotinib/Gefitinib สามารถเบิกจ่ายในระบบ OCPA สำหรับการรักษาโรคมะเร็งปอดชนิด Non-small cell lung cancer ระยะแพร่กระจาย ซึ่งมี EGFR mutation ชนิดที่มีความไวต่อการตอบสนองต่อยากลุ่มนี้ โดยให้ใช้ยา Erlotinib เป็นยาขนานแรก และกำหนดข้อบ่งใช้ยา Gefitinib สำหรับผู้ป่วยที่มีเงื่อนไขทางการแพทย์ที่ไม่สามารถใช้ยา Erlotinib ได้ หรือเกิดผลข้างเคียงที่รุนแรงจากการใช้ยา Erlotinib

ทั้งนี้ เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงยาได้อย่างเหมาะสมตามความจำเป็นเพิ่มขึ้น จึงเห็นควรกำหนดให้ผู้ป่วยโรคมะเร็งปอดระยะแพร่กระจาย สามารถใช้ยา Erlotinib หรือยา Gefitinib เป็นยาขนานแรกได้ โดยให้ดำเนินการ คือ 

1. ยกเลิกแนวทางกำกับการเบิกจ่ายค่ายา Erlotinib/Gefitinib ในโรคมะเร็งปอดระยะแพร่กระจาย (ปรับปรุงครั้งที่ 1) ตามหนังสือกรมบัญชีกลาง ด่วนที่สุด ที่ กค 1416.2/ว 1287 ลงวันที่ 28 ธ.ค. 2564 และกำหนดแนวทางกำกับการเบิกจ่ายค่ายา Erlotinib/Gefitinib ข้อบ่งใช้ โรคมะเร็งปอดระยะแพร่กระจายขึ้นใหม่ 

2. ให้ใช้ข้อความ “กรณียา Erlotinib/Gefitinib ให้ปริมาณการเบิกจ่ายต่อครั้ง ไม่เกินจำนวนยาที่ใช้ใน 1 เดือน ใน 3 เดือนแรก และไม่เกินจำนวนยาที่ใช้ใน 3 เดือน ในเดือนต่อๆ ไป” แทนข้อความเดิมในข้อ 3.2 ของหนังสือกรมบัญชีกลาง ด่วนที่สุด ที่ กค 1416.2/ว 1287 ลงวันที่ 28 ธ.ค. 2564

“นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐบาล ให้ความสำคัญกับสุขภาพและการรักษาพยาบาลที่เหมาะสม มีประสิทธิภาพมากที่สุดสำหรับผู้ป่วย ผ่านการดำเนินการต่าง ๆ โดยเฉพาะนโยบาย 30 บาทรักษาทุกที่ จะไม่มีการยกเลิก แต่จะมีการยกระดับคุณภาพและเพิ่มงบประมาณ โดยได้จัดสรรงบประมาณปี 2569 ให้ สปสช. เป็นจำนวนที่สูงที่สุดเท่าที่เคยมีมา เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนเข้าถึงบริการสาธารณสุขได้ง่ายขึ้น“ นางสาวอัยรินทร์ กล่าว

สำนักงานตำรวจแห่งชาติกำชับตำรวจทุกหน่วย ดูแลช่วยเหลือประชาชนที่เดือดร้อนจากเหตุน้ำท่วมในหลายพื้นที่อย่างต่อเนื่อง และเข้มป้องกันเหตุอาชญากรรมซ้ำเติม

(13 พ.ย. 68) พล.ต.ท.ชัยต์พจน สูวรรณรักษ์ ผู้บัญชาการสำนักงานกำลังพล/รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า ปัจจุบันยังคงมีสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ 14 จังหวัด ได้แก่ พิษณุโลก นครสวรรค์สุโขทัย กำแพงเพชร อุทัยธานี สิงห์บุรี ชัยนาท อ่างทอง สุพรรณบุรี พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี นนทบุรี นครปฐม และอุบลราชธานี ซึ่งบางจังหวัดมีน้ำท่วมสูงอย่างรวดเร็วจากเหตุพนังกั้นน้ำเสียหาย ทำให้น้ำหลากเข้าท่วมพื้นที่บ้านเรือนประชาชน บางจุดมีน้ำทะเลหนุน และฝนที่ตกต่อเนื่อง ทำให้ประชาชนเดือดร้อนเป็นวงกว้าง  

พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. ได้สั่งกำชับตำรวจทุกพื้นที่ ออกมาตรการดูแลช่วยเหลือ รักษาความปลอดภัย และอำนวยการจราจร เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ประสบภัยมาอย่างต่อเนื่อง 

นอกจากนี้ พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รอง ผบ.ตร. สั่งการให้ทุกหน่วยออกตรวจตราในพื้นที่อย่างเข้มงวด เพื่อเป็นการป้องกันการก่อเหตุอาชญากรรมซ้ำเติมประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน โดยให้เพิ่มความเข้มงวดในการรักษาความสงบเรียบร้อย ดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน และเพิ่มกำลังสายตรวจ, ปรับแผนการตรวจจัดกำลังให้เหมาะสมกับพื้นที่และห้วงเวลา โดยบูรณาการความร่วมมือทั้งด้านข้อมูล และการปฏิบัติกับฝ่ายปกครององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคเอกชน และอาสาสมัคร ออกตรวจตั้งจุดตรวจจุดสกัดในพื้นที่เสี่ยง รวมถึงพิจารณาเปิดพื้นที่สถานีตำรวจ จุดตรวจ ตู้ยาม เป็นสถานที่พักพิงของผู้ประสบภัยชั่วคราว

ด้าน พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารงานจราจร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้สั่งการให้ตำรวจจราจรทุกพื้นที่เตรียมความพร้อมทั้งกำลังพลและอุปกรณ์ เพื่อปฏิบัติหน้าที่อย่างทันท่วงทีในทุกสถานการณ์ รวมทั้งจัดเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ติดตามสภาพการจราจรในจุดวิกฤต และประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรุงเทพมหานคร กรมทางหลวง และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เพื่อป้องกันอุบัติเหตุและอำนวยความปลอดภัยให้แก่ประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนน โดยเฉพาะช่วงเวลาเร่งด่วน พร้อมเตรียมแผนเผชิญเหตุรองรับกรณีที่มีฝนตกต่อเนื่อง เพื่อให้การสัญจรของประชาชนได้รับผลกระทบน้อยที่สุด พร้อมขอความร่วมมือประชาชนขับขี่ด้วยความระมัดระวัง และหมั่นตรวจสอบสภาพรถก่อนออกเดินทาง เพื่อความปลอดภัยของทุกคนบนท้องถนน

พล.ต.ท.ชัยต์พจนฯ กล่าวว่า ที่ผ่านมามีพื้นที่ประสบภัยน้ำท่วมในหลายจังหวัด ตำรวจหน่วยต่างๆ ระดมกำลังออกช่วยเหลือพี่น้องประชาชนอย่างเต็มที่ ทั้งการช่วยเหลืออพยพและขนย้ายสิ่งของไปอยู่ที่ปลอดภัย การดูแลความปลอดภัย การอำนวยการจราจร และการช่วยฟื้นฟูพื้นที่หลังน้ำลด ในทุกมิติ โดยเน้นการปรากฏกายชัดเจนเพื่อให้พี่น้องประชาชนสามารถขอความช่วยเหลือได้โดยสะดวก รวดเร็ว

ทั้งนี้ ประชาชนผู้ประสบภัยสามารถขอความช่วยเหลือ หรือแจ้งเหตุ แจ้งเบาะแสอาชญากรรม ได้ทางสายด่วน 191 หรือ 1599 หรือช่องทางการสื่อสารกับสถานีตำรวจในพื้นที่ ได้ตลอด 24 ชั่วโมง และขอให้ติดตามสถานการณ์ภัยพิบัติครั้งนี้ จากการแจ้งเตือนของหน่วยงานราชการที่เกี่ยวกับอุทกภัยในพื้นที่อย่างใกล้ชิด

‘พีระพันธุ์' เปิดโปงวาระซ่อนเร้น! เชื่อเขมรจ้องขยับ 'หลักเขต 73' เพื่อเปลี่ยนเขตแดนทางทะเล หวังฮุบทรัพยากรพลังงานมหาศาล ชี้ไทยสูญโอกาส 52 ปี เพราะไร้ ‘คำสั่งเด็ดขาด!’ จี้กองทัพทวงคืนเขตแดนของชาติ

(13 พ.ย. 68) นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ เปิดเผยผ่านเฟซบุ๊ก พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค เกี่ยวกับสถานการณ์ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา โดยชี้ถึงประเด็นน่าเป็นห่วงอย่างยิ่งว่า  ขณะที่สังคมกำลังมุ่งความสนใจไปที่สถานการณ์ชายแดนบนบก แต่เป้าหมายที่แท้จริงของกัมพูชาก็คือการอ้างสิทธิในเขตแดนทางทะเล ซึ่งเกี่ยวข้องกับทรัพยากรพลังงานมหาศาลที่ไทยสูญเสียโอกาสใช้ประโยชน์มานานกว่า 52 ปี โดยนายพีระพันธุ์ ได้ระบุรายละเอียดเกี่ยวกับเป้าหมายที่แท้จริงของกัมพูชาและปัญหาการรับมือของฝ่ายไทยอย่างตรงไปตรงมาในเพจส่วนตัว โดยมีใจความว่า

“เป้าหมายที่แท้จริงของเขมรไม่ใช่แค่เขตแดนบนบก สถานการณ์ระหว่างไทย-เขมร วันนี้ถูกจดจ่อไปที่ชายแดนบนบกทางภาคอีสาน แต่ความเป็นจริงเขตแดนที่ต้องเป็นห่วงและต้องทวงคืนไปพร้อมๆกันนอกจากปราสาทตาควายแล้ว คือเขตแดนในทะเลที่พิพาทกันมาตั้งแต่ พ.ศ. 2516 ที่อยู่ ๆ เขมรก็อ้างการลากเส้นเขตแดนในทะเลตามอำเภอใจไม่สนใจหลักสากล ทำให้เกิดพื้นที่อ้างสิทธิทางทะเลมาจนทุกวันนี้ 

ผมขอย้ำว่าที่ถูกต้อง ต้องเรียกว่าพื้นที่อ้างสิทธินะครับ ไม่ใช่พื้นที่ทับซ้อน เพราะพื้นดินมันมีหนึ่งเดียวมาทับซ้อนกันไม่ได้ แต่เป็นการอ้างสิทธิเหนือพื้นที่เดียวกัน 

ผมเชื่อว่าเขาต้องการขยับเส้นเขตแดนบนบกตามแนวชายแดนภาคอีสานเพื่อให้กระทบไปถึงหลักเขตสุดท้ายก่อนลงทะเล คือ หลักเขตที่ 73 เพราะหากขยับหลักเขตนี้ได้ก็เท่ากับเส้นเขตแดนในทะเลจะเปลี่ยนตาม 

เขตแดนทางทะเลตรงนี้มีความสำคัญมากเพราะไม่ใช่เป็นแค่เขตแดนเท่านั้น แต่หมายถึงทรัพยากรทางพลังงานใต้พื้นทะเลตรงบริเวณนั้นด้วย และน่าจะเป็นเป้าหมายสำคัญต่อไปของเขา เราจึงควรป้องกันและเอาจริงกับเรื่องนี้ได้แล้ว

ข้อพิพาทจากเขตแดนในทะเลนี้ทำให้ไทยเราไม่สามารถพัฒนาหรือนำทรัพยากรทางพลังงานมาใช้ประโยชน์ได้เป็นเวลากว่า 52 ปีแล้ว ทั้ง ๆ ที่เป็นพื้นที่ของเราเองแท้ๆ 

เสียเวลาไปกับความเกเร เพราะเขมรอ้างสิทธิทับซ้อนลากเส้นเขตแดนทางทะเลตามหลักเกณฑ์ของตนเองไม่ใช่หลักสากล 

พอมาปี 2540 ก็เกเรเพิ่มขึ้นอีกโดยการถมทะเลให้แผ่นดินต่อยื่นเข้าไปในทะเลอีกหลายร้อยเมตรอ้างว่าเป็นเขื่อนกันคลื่นแต่ตามสนธิสัญญาระหว่างประเทศอาจใช้เป็นข้ออ้างว่าเป็นเขตต่อเนื่องจากแผ่นดินที่จะมีผลต่อการลากเส้นแบ่งเขตแดนในทะเลเพิ่มขึ้นจากเดิมได้อีก ซึ่งจะกระทบถึงทรัพยากรทางพลังงานของชาติในทะเลยิ่งขึ้นไปอีกเช่นกัน ผมเชื่อแน่ว่าเจตนาที่แท้จริงของเขาคือเรื่องนี้ไม่ใช่เป็นห่วงคลื่นเป็นห่วงทะเลอะไรหรอกครับ 

กองทัพเรือรู้เรื่องนี้ดีแต่ทำอะไรไม่ได้เพราะไม่เคยมีคำสั่ง 
รัฐบาลไทยก็ได้แต่ประท้วงตามฟอร์ม ทำได้เท่านั้น…น่าอนาถจริงๆ 

ประท้วงไป 3 ครั้ง ตั้งแต่ปี 2541 และอีกครั้งล่าสุดคือเมื่อปี 2564 นี่เอง เป็นไงครับ 24 ปี ตั้งแต่ปี 2540 ทำได้แค่ประท้วง และประท้วงแค่ 3 ครั้ง ปีนี้ 2568 เพิ่มเป็น 28 ปี แล้ว ก็ยังเงียบอยู่ ไม่มีอะไรเกิดขึ้น และไม่มีการพูดถึง คงต้องรอการประท้วงครั้งต่อๆไปจนกว่าจะถูกยึดไปอีกมั้งครับ

รัฐบาลไทย กองทัพไทย ทำได้แค่นี้จริงๆหรือ???
เราน่าจะใช้โอกาสนี้จัดการแก้ไขเรื่องนี้ด้วย ถ้าไม่ทำลายทิ้ง ก็ทำบ้าง เขาทำได้ เราก็ทำได้ เมื่อเขาไม่ยอมรื้อเราก็ต้องทำบ้าง เอาให้ยาวกว่า ดูสิว่าจะว่าอย่างไร เรื่องประโยชน์ชาติเป็นสุภาพบุรุษไม่ได้นะครับ” 

นายพีระพันธุ์ ในฐานะอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ยังได้กล่าวถึงประสบการณ์ของตนในช่วงเกิดการปะทะเมื่อเดือนกรกฎาคม 2568 โดยระบุว่า แม้กองทัพเรือจะมีความพร้อม แต่กลับได้รับแจ้งว่าไม่มีคำสั่งให้ดำเนินการทวงคืนเขตแดนทางทะเล

“ช่วงที่เกิดปะทะกันเมื่อเดือนกรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา ตอนนั้นผมอยู่ใน ครม. ในฐานะรัฐมนตรีพลังงานที่ต้องทวงคืนทรัพยากรพลังงานให้ประเทศ ผมเห็นกองทัพเรือเตรียมความพร้อมแล้วแต่เขาบอกว่า…ไม่มีคำสั่ง!!! 

ผมเลยบอกกับทางกลาโหมให้ใช้โอกาสนี้ทวงคืนเขตแดนทางทะเลด้วยเลยไม่ใช่ทวงคืนแต่บนบก เพราะมีทรัพยากรพลังงานที่มีค่ามหาศาลสำหรับคนไทยและประเทศไทยและเป็นของเราอย่างถูกต้องด้วย แต่จนวันนี้ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น

วันก่อนผมถามกองทัพโดยรวมว่าพร้อมที่จะเด็ดขาดหรือยัง ถ้าพร้อมมัวรออะไรอยู่ วันนี้ขอถามกองทัพเรือว่าพร้อมที่จะเด็ดขาดทวงเขตแดนทางทะเลของเราคืนหรือยัง 

ถ้าพร้อม…รออะไรครับ?”

ในหลวง - พระราชินี เสด็จฯ เยือนจีนครั้งแรกในประวัติศาสตร์ โปรดเกล้าฯ ให้ ‘อนุทิน - สีหศักดิ์’ ตามเสด็จฯ ในฐานะรัฐมนตรีเกียรติยศ ย้ำสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน 50 ปี

นายกฯ เผย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินเยือนจีนอย่างเป็นทางการ เป็นครั้งแรกของประวัติศาสตร์ไทย ย้ำสัมพันธ์ไทย-จีน 50 ปี และโปรดเกล้าฯ นายกฯ ตามเสด็จฯ ในฐานะรัฐมนตรีเกียรติยศ

(13 พ.ย. 68) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการปฏิบัติหน้าที่รัฐมนตรีเกียรติยศ ในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี จะเสด็จพระราชดำเนินเยือน สาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 13 - 17 พฤศจิกายน 2568 ว่า ทุกครั้งที่องค์พระประมุขของชาติเสด็จพระราชดำเนินเยือนต่างประเทศ รัฐบาลจะต้องมีรัฐมนตรีเกียรติยศตามเสด็จพระราชดำเนิน ซึ่งในครั้งนี้ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ ให้ตนและนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ตามเสด็จในฐานะรัฐมนตรีเกียรติยศ ยืนยันว่าไม่มีภารกิจเพิ่มเติม แต่เป็นเพียงองค์ประกอบของขบวนเสด็จเท่านั้น การเสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนในครั้งนี้ ถือเป็นเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญ เนื่องจากเป็นครั้งแรกที่พระมหากษัตริย์แห่งราชอาณาจักรไทยเสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ อันเป็นสิ่งที่ควรค่าแก่ความทรงจำ และเป็นการเน้นย้ำถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างสองประเทศ ในโอกาสเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย - จีน โดยแท้จริงแล้ว ความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศได้ดำเนินมาอย่างยาวนานหลายร้อยปี

นายกฯ กล่าวอีกว่า สำหรับสถานการณ์บริเวณชายแดน ขณะนี้ได้มีการเปิดช่องทางการสื่อสารกับผู้ที่เกี่ยวข้องตลอด 24 ชั่วโมง ยืนยันว่ารัฐบาลจะดำเนินการอย่างดีที่สุด โดยไม่มีความประสงค์ที่จะรุกรานหรือสร้างความขัดแย้งกับประเทศใด แต่ในขณะเดียวกันก็จะไม่ยอมให้ผู้ใดมาคุกคามอธิปไตยของชาติ รวมถึงจะไม่ยอมให้พี่น้องประชาชนหรือเจ้าหน้าที่ทหารต้องประสบภัยอันตราย ทั้งนี้ กองทัพมียุทธวิธีและแผนปฏิบัติการที่ชัดเจน ขณะที่รัฐบาลพร้อมให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ ทั้งด้านการปฏิบัติการและการเยียวยาประชาชน โดยได้เตรียมความพร้อมไว้เรียบร้อยแล้ว

“แม้หวังตั้งสงบ จงเตรียมรบให้พร้อม เป็นคำสอนจากบรรพบุรุษที่ใช้ได้ทุกยุคทุกสมัย ยืนยันว่าตั้งแต่วันที่เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ได้มอบอำนาจการตัดสินใจทางยุทธวิธีให้กับกองทัพอย่างเต็มที่ โดยมีการสั่งการผ่านสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ซึ่งจะประชุมเพื่อรับฟังรายงานสถานการณ์ การเตรียมความพร้อม และพิจารณาการสนับสนุนตามที่กองทัพร้องขอ รวมถึงการปรับแผนปฏิบัติการให้เหมาะสมตามสถานการณ์ ขอยืนยันว่ากองทัพมีความพร้อมเต็มที่ในการรับมือกับทุกสถานการณ์ เพื่อปกป้องผืนแผ่นดินและอธิปไตยของชาติ รวมทั้งดูแลความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนอย่างเต็มกำลัง” นายกรัฐมนตรี กล่าว

นายอนุทิน กล่าวถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า ขณะนี้รัฐบาลอยู่ระหว่างดำเนินการ โดยมีนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ทำหน้าที่ประสานงานระหว่างฝ่ายรัฐบาลและรัฐสภา ซึ่งขณะนี้รัฐสภาได้เตรียมความพร้อมสำหรับการเปิดประชุมวิสามัญ เพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระที่สองและวาระที่สามให้แล้วเสร็จภายในสิ้นปีนี้ ทั้งนี้ เป็นไปตามเงื่อนไขในบันทึกความเข้าใจ (MOA) ระหว่างพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชน ซึ่งถือเป็นข้อผูกพันที่ทั้งสองพรรคต้องดำเนินการให้เป็นไปตามข้อตกลงดังกล่าว โดยยืนยันว่าไม่มีสิ่งใดต้องกังวล ส่วนรายละเอียดเพิ่มเติมขอให้สอบถามนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

(สุรินทร์) ผบ.มทบ.25 ออกเยี่ยมเยียนมอบสิ่งของเครื่องอุปโภค - บริโภค ผ้าห่มกันหนาว ช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากภัยหนาว 

(13 พ.ย. 68) พลตรี ไชยนคร กิจคณะ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 25 พร้อมด้วย คุณสายธาร กิจคณะ ประธานสมาคมแม่บ้านทหารบก สาขา มณฑลทหารบกที่ 25 คณะสมาคมแม่บ้านทหารบก สาขา มณฑลทหารบกที่ 25, จิตอาสาพระราชทาน นางสาวอณัญญา พรหมบุตร รองหัวหน้าสำนักงานสงเคราะห์ทหารผ่านศึกเขตสุรินทร์ เจ้าหน้าที่จากโรงพยาบาลค่ายวีรวัฒน์โยธิน ออกเยี่ยมเยียนมอบสิ่งของเครื่องอุปโภค - บริโภค ผ้าห่มกันหนาว ช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากภัยหนาวในพื้นที่ โดยได้มอบผ้าห่มและถุงยังชีพ จำนวน 20 ครอบครัว ณ บ้านละเบิก หมู่ที่ 11 ตำบลเฉนียง อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ พลตรี ไชยนคร กิจคณะ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 25 กล่าวว่า โอกาสนี้ได้นำผ้าห่มและถุงยังชีพ(เครื่องอุปโภค-บริโภค) มามอบให้กับพี่น้องประชาชน ผู้สูงอายุ ที่อยู่ในพื้นที่ เพราะว่าจะเข้าช่วงหน้าหนาวแล้ว ก็คงจะช่วยบรรเทาภัยหนาวให้กับพี่น้องประชาชนได้ในระดับหนึ่ง ซึ่งสร้างความปลาบปลื้มให้กับประชาชนเป็นอย่างมากที่ทหารมีความห่วงใยประชาชนในทุกโอกาส

ชวนรู้จัก “ทวีพงษ์ วิชัยดิษฐ” ผู้ว่าการเคหะแห่งชาติ ผู้มีปณิธานสร้างบ้านให้เป็นมากกว่าที่อยู่อาศัย แต่ต้องสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้ครบทุกมิติ

“การเคหะแห่งชาติ” คือรัฐวิสาหกิจภายใต้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ทำหน้าที่พัฒนาที่อยู่อาศัยให้ประชาชนเข้าถึงได้ในราคาที่เหมาะสม ทั้งรูปแบบซื้อ-เช่า ควบคู่กับการยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชนเมืองและชุมชนรอบเมือง ซึ่งดำเนินการมาแล้วกว่า 52 ปี ปัจจุบันดำเนินงานตามพระราชบัญญัติการเคหะแห่งชาติ พ.ศ. 2537 โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญคือจัดหาที่อยู่อาศัยแก่ผู้มีรายได้ต่ำถึงปานกลาง ให้ความช่วยเหลือด้านการเงิน และปรับปรุงย่านเสื่อมโทรมเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของประชาชน

หากใครเข้าไปในเว็บไซต์ของการเคหะแห่งชาติ ก็จะเห็นข้อความที่ว่า “กคช. นอกจากต้องสร้างบ้านแล้ว ยังต้องสร้างคุณภาพชีวิตให้ครบทั้งมิติสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม” ซึ่งเป็นคำพูดของ “ทวีพงษ์ วิชัยดิษฐ” ผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ คนปัจจุบัน

“ทวีพงษ์ วิชัยดิษฐ” จบปริญญาตรีรัฐประศาสนศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และปริญญาโทการบริหารนโยบายสาธารณะ (Public Policy) จากมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน-แมดิสัน สหรัฐอเมริกา โดยต่อยอดมุมมองเชิงยุทธศาสตร์ผ่านหลักสูตร วปอ. รุ่นที่ 66 ซึ่งเป็นประสบการณ์สำคัญต่อการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะเชิงระบบ

ในส่วนเส้นทางการทำงาน เขาเริ่มจาก “องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (อพท.)” เติบโตจากผู้อำนวยการสำนัก สู่ผู้จัดการพื้นที่พิเศษเมืองพัทยา รองผู้อำนวยการ และผู้อำนวยการ อพท. ก่อนเข้ามารับตำแหน่งผู้ว่าการ กคช. ในปี 2563 และได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งต่ออีกวาระตามมติ ครม. เมื่อ 6 ส.ค. 2567 สะท้อนความต่อเนื่องในการปฏิรูปองค์กรและความเชื่อมั่นต่อทิศทางงานเคหะของประเทศ

ผลงานเด่นในช่วงที่ผ่านมา ภายใต้การนำของทวีพงษ์ กคช. ยกระดับธรรมาภิบาลและความโปร่งใสอย่างเป็นรูปธรรม โดยในปีงบประมาณ 2568 การเคหะแห่งชาติได้คะแนน ITA (Integrity and Transparency Assessment) 98.66 จาก 100 คะแนน สูงสุดเป็นอันดับ 1 ของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และอยู่ในอันดับต้น ๆ ของรัฐวิสาหกิจทั้งประเทศ ชี้ถึงระบบงานที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และเชื่อถือได้ขององค์กรการเคหะฯ สมัยใหม่

นโยบายเด่นปี 2568 เขาวางทิศทาง “ที่อยู่อาศัยเพื่อทุกคน” เดินหน้าขับเคลื่อนตามนโยบาย 5×5 ฝ่าวิกฤตประชากร ของกระทรวง พม. ผ่าน “พันธกิจสำคัญ 9 ด้าน” ที่ครอบคลุมตั้งแต่การพัฒนาที่อยู่อาศัยใหม่ การปรับปรุงชุมชนเดิมให้ปลอดภัย อยู่สบาย รองรับผู้สูงอายุ-ผู้พิการ ไปจนถึงการสร้างงาน-สร้างรายได้ในชุมชนเคหะฯ ทั้งยังเร่งโครงการเรือธงเพื่อรับมือโครงสร้างประชากรและความท้าทายด้านความเป็นอยู่ของเมืองในอนาคต 

ผลงานเด่นจากนโยบาย 5x5 ฝ่าวิกฤตประชากร ได้แก่ โครงการบ้านตั้งต้น First Jobber นำอาคารเช่ามาให้กลุ่มคนวัยเริ่มทำงาน หรือ First Jobber เช่าราคาพิเศษ มีการคัดเลือกโครงการเด่นโซน กทม.-ปริมณฑล 8 โครงการ รวม 1,428 หน่วย ค่าเช่าเริ่ม 1,200 บาท/เดือน และยังมีอาคารเช่าพักอาศัยทั่วทุกภูมิภาคอีก 12 โครงการ 

นอกจากนี้ยังมีการฟื้นฟูชุมชนดินแดง (ระยะที่ 2) เดินหน้าอาคาร D1 สูง 35 ชั้น รวม 612 หน่วย (รองรับผู้อาศัยเดิมจากอาคารแฟลต 23-32) และก่อสร้างอาคาร A1 สูง 32 ชั้น รวม 635 หน่วย คาดแล้วเสร็จ ในปี 2569

ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีโครงการ Senior Complex พัฒนาที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุ และที่อยู่อาศัยเช่าแนวใหม่ (Smart Home) ปรับปรุงทรัพย์สินอาคารที่เป็น sunk cost พร้อมยกระดับชุมชนให้มีความยั่งยืนทั้งด้านสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม โดยมีการออกแบบเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ลดโลกร้อน ตามเกณฑ์การออกแบบและประเมินโครงการชุมชนยั่งยืน (NHA Eco-Village Standard) รวมถึงการออกแบบเพื่อรองรับการอยู่อาศัยของคนทั้งมวล ตามแนวทาง Universal Design (UD) เพื่อพัฒนา Sustainable Affordable Housing และเป็นที่อยู่อาศัย Resilient Housing

ที่กล่าวมา เป็นเพียงแค่ผลงานบางส่วนของ “ทวีพงษ์ วิชัยดิษฐ” ที่มุ่งมั่นทำให้บทบาทของการเคหะแห่งชาติเป็นส่วนที่ช่วย “เชื่อมบ้านกับโอกาสชีวิต” ไว้ด้วยกัน ทำให้บ้านเข้าถึงได้ง่าย มีมาตรฐาน พาชุมชนเติบโต ทำให้เห็นภาพชัดเจนว่า…เมื่อบ้านมั่นคง เมืองก็เข้มแข็ง และประเทศก็มีฐานสังคมที่พร้อมก้าวไปข้างหน้าอย่างยั่งยืน

‘เปิ้ล นาคร’ ลุยน้ำท่วม!! ขี่เจ็ตสกีพาทีมหมอ-พยาบาลลงพื้นที่ จ.ปทุมฯ ช่วยผู้ป่วยติดเตียงกลางวิกฤต เปิดคอมเมนต์รับแจ้งขอความช่วยเหลือ ชาวเน็ตแห่ชื่นชมจิตอาสาไม่หยุดพัก


(13 พ.ย. 68) จากสถานการณ์น้ำท่วมหลายพื้นที่ โดยเฉพาะพระนครศรีอยุธยาที่ต้องเร่งระบายน้ำออกจากเขื่อนเจ้าพระยา ผสมกับน้ำทะเลหนุน ทำให้จังหวัดใกล้เคียงอย่างปทุมธานีได้รับผลกระทบหนัก ระดับน้ำเอ่อท่วมบ้านเรือนริมแม่น้ำ หลายครอบครัวต้องยกของขึ้นที่สูง และบางส่วนจำเป็นต้องอพยพออกจากบ้านไปอยู่ในพื้นที่ปลอดภัย

ล่าสุด “เปิ้ล นาคร” นักแสดงชื่อดังสายจิตอาสา ยังลุยช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อวันที่ 12 พ.ย. 2568 เจ้าตัวขี่เจ็ตสกีพาทีมแพทย์และพยาบาลลงพื้นที่ จ.ปทุมธานี เพื่อช่วยดูแลผู้ป่วยติดเตียงที่ติดอยู่ในบ้านน้ำท่วม พร้อมโพสต์คลิปลงอินสตาแกรม เล่าถึงสภาพ “แม่เฒ่าติดเตียงบนชั้น 2 นอนอยู่กับน้ำมาหลายคืน” โดยเขียนข้อความว่า ปล่อยน้ำมา 2,800 ลูกบาศก์เมตรยังขนาดนี้ ถ้าฝนมาอีกบวกน้ำทะเลหนุนจะไปกันยังไงต่อ พร้อมทิ้งท้ายว่า “ที่ไหนต้องการความช่วยเหลือ แจ้งมาใต้คอมเมนต์นี้ได้เลย”

ในเฟซบุ๊ก Ple Nakorn ก็มีการแชร์คลิปลงพื้นที่น้ำท่วมปทุมธานีเช่นกัน โดยระบุชัดว่าทีมของตนจะพยายามเข้าไปช่วยผู้ป่วยติดเตียงและผู้ที่เดือดร้อนให้มากที่สุด ท่ามกลางคอมเมนต์ชื่นชมจากชาวเน็ตที่ยกให้เปิ้ลเป็นฮีโร่ของน้ำท่วมรอบนี้ หลายคนฝากพิกัดญาติผู้สูงอายุและผู้ป่วยที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ให้ทีมงานเข้าไปดูแล

นอกจากภารกิจช่วยน้ำท่วมแล้ว เปิ้ล-จูน และทีมคนบันเทิงยังส่ง “Food Support” ให้น้อง ๆ นักฟุตบอล 2 ทีม ทั้งโรงเรียน อบจ.ชัยนาท ทีมแชมป์ และโรงเรียนหมอนทองวิทยา รองแชมป์การแข่งขัน ฟุตบอลนักเรียน 7 คน แชมป์กีฬา 7HD 2025 เพื่อเป็นขวัญกำลังใจเพิ่มเติม ย้ำภาพลักษณ์ครอบครัวสายจิตอาสาที่ลงมือช่วยสังคมทั้งยามวิกฤตและในวันที่เป็นรอยยิ้มของผู้คนในเวลาเดียวกัน

(สุรินทร์) ผบ.มทบ.25 จัดกำลังพลพร้อมรถเกี่ยวข้าวช่วยเหลือเกษตรกรชาวนาผู้มีรายได้น้อย ในพื้นที่ อำเภอเมืองสุรินทร์

(13 พ.ย. 68) พลตรี ไชยนคร กิจคณะ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 25 พร้อมด้วย คุณสายธาร กิจคณะ ประธานสมาคมแม่บ้านทหารบก สาขา มณฑลทหารบกที่ 25 นางสาวอณัญญา พรหมบุตร รองหัวหน้าสำนักงานสงเคราะห์ทหารผ่านศึกเขตสุรินทร์ เจ้าหน้าที่จาก โรงพยาบาลค่ายวีรวัฒน์โยธิน คณะสมาคมแม่บ้านทหารบก สาขา มณฑลทหารบกที่ 25, จิตอาสาพระราชทาน ออกเยี่ยมเยียน ชุดปฎิบัติการ ร้อยมณฑลทหารบกที่ 25 ที่นำรถเกี่ยวข้าวกองทัพบก ออกเกี่ยวข้าวช่วยเหลือเกษตรกรชาวนา ราย พลฯ สำรวน ศรีแย้ม บ้านเลขที่ 55 หมู่ที่ 5 บ้านสก๊วน ตำบลเฉนียง อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ เนื่องจากข้าวเปลือกเริ่มสุกเต็มที่ แต่ไม่สามารถลงเกี่ยวได้ เพราะที่ผ่านมามีฝนตกลงมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้น้ำท่วมขังในนา 

โดยได้จัดกำลังพล 6 นาย นายทหาร 1 นาย นายสิบ 2 นาย พลทหาร 3 นาย  พร้อมยุทธโธปกรณ์ รถเกี่ยวข้าว 70G (คูโบต้า) จำนวน 1 คัน รถยนต์บริการปกติขนาดเล็ก 1 คัน รถลากจูงเทเลอร์ 1 คัน และ รถฟาร์มแทรกเตอร์ 1 คัน ซึ่งมีกลุ่มเป้าหมายเป็นผู้มีรายได้น้อย ครอบครัวพลทหาร และ ทหารผ่านศึก เพื่อลดต้นทุนการผลิตให้กับเกษตรกร พลตรี ไชยนคร กิจคณะ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 25 ได้เล็งเห็นความสำคัญในการช่วยเหลือประชาชน โดยเฉพาะเกษตรกรชาวนา ที่ต้องแบกรับภาระต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น จึงได้สั่งการให้กำลังพล  นำรถเกี่ยวข้าว พร้อมอุปกรณ์ เข้าช่วยเหลือเกษตรกร ที่ประสบปัญหาขาดแคลนแรงงาน และมีรายได้น้อย  

เพื่อลดต้นทุน และเพิ่มรายได้ ปัจจุบัน มณฑลทหารบกที่ 25 ได้เริ่มดำเนินการช่วยเหลือเกษตรกรไปแล้ว 2 ราย จำนวน 25 ไร่ ได้ข้าวเปลือก 4,500 กิโลกรัม สร้างความดีใจและความประทับใจให้กับชาวนา ที่ได้รับความช่วยเหลือจากกองทัพบก เป็นอย่างมาก ทั้งนี้ พลตรี ไชยนคร กิจคณะ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 25 กล่าวว่า ขณะนี้อยากฝากถึงพี่น้องเกษตรกรชาวนา ที่เกี่ยวข้าวเสร็จแล้ว แต่ไม่มีที่ตากข้าว ซึ่งที่ผ่านมาจะเห็นว่าเกษตรกรได้ใช้พื้นที่ถนนในการตากข้าวเปลือก ทั้งนี้กองทัพบก 

พร้อมเคียงข้าง และช่วยเหลือประชาชนในทุกโอกาส จึงได้เตรียมพื้นที่ ณ ศูนย์ศิลปาชีพอีสานใต้ ตำบลนอกเมือง อำเภอเมือง (ตรงข้ามศูนย์ราชการจังหวัดสุรินทร์) เพื่อใช้เป็นลานตากข้าว เปลือก โดยได้จัด ทหารจิตอาสา ทำความดีด้วยหัวใจ ในการช่วยเหลือ เกษตรกรชาวนา เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน และสร้างขวัญกำลังใจ ให้กับพี่น้องคนไทย หากเกษตรกรท่านใดเดือดร้อนและมีรายได้น้อย อยากได้รับการสนับสนุน จาก มณฑลทหารบกที่ 25 สามารถประสานได้ที่ โทร.044-511844 ต่อ 20016 

 พิษณุโลก -มทบ.39 : เปิดการฝึกทหารใหม่ ผลัดที่ 2 รุ่นปี 2568

(13 พ.ย. 68) เวลา 09.00 น. พลตรี นพดล วัชรจิตบวร ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 39 เป็นประธานในพิธีเปิดการฝึกทหารใหม่และประดับเครื่องหมายครูฝึก ผลัดที่ 2 รุ่นปี 2568 ของหน่วยฝึกทหารใหม่มณฑลทหารบกที่ 39 ณ หน่วยฝึกทหารใหม่มณฑลทหารบกที่ 39 ค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก พิธีดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อเป็นการต้อนรับทหารใหม่เข้าสู่การเป็นส่วนหนึ่งของ กองทัพบกอย่างเป็นทางการ และเพื่อเริ่มต้นการฝึกขั้นพื้นฐานทางทหาร ซึ่งมุ่งเน้นการปลูกฝังระเบียบวินัย ความอดทน ความสามัคคี รวมทั้งการเสริมสร้างขวัญและกำลังใจให้แก่ทหารใหม่ ให้เกิดความภาคภูมิใจในเกียรติของการเป็น “ทหารกองทัพบกไทย”

ในการนี้ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 39 ได้ให้โอวาทกับทหารกองประจำการ โดยมุ่งเน้นการสร้างขวัญกำลังใจ พร้อมให้การดูแลน้องๆ ทหารใหม่ทุกนาย รวมไปจนถึงครอบครัวที่อยู่ข้างหลัง อาทิ เรื่องการอำนวยความสะดวกเรื่องการเดินทางครอบครัวทหารใหม่ ในพื้นที่ห่างไกล ในกิจกรรมพร้อมญาติ วันอาทิตย์ ที่ 16 พฤศจิกายน 2568 อีกทั้งยังพบปะทหารใหม่กลุ่มพิเศษ (กลุ่มเสี่ยงภาวะซึมเศร้า) เพื่อมอบแนวทางเสริมสร้างกำลังใจในห้วงการฝึก พร้อมกำชับชุดครูฝึกทุกนายให้ความสำคัญกับการฝึก ที่ต้องเป็นไปตามนโยบายของกองทัพบก ห้ามมิให้มีการปฏิบัตินอกระเบียบและห้ามมิให้เกิดการสูญเสียและภาพลักษณ์ที่ไม่ดีต่อองค์กรกองทัพบก

ก่อนที่ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 39 และคณะจะเดินทางกลับ ได้กรุณาตรวจเยี่ยมการรับประทานอาหารมื้อกลางวันของทหารใหม่ ณ โรงประกอบเลี้ยง กองร้อยมณฑลทหารบกที่ 39 ตรวจสอบคุณภาพอาหารและความสะอาดด้านสถานที่ เพื่อให้ถูกต้องตามหลักโภชนาการและถูกสุขลักษณะ เป็นไปตามหลักนโยบาย 3 ย. คือ เยอะ ยอด เยี่ยม ในการนี้ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 39 ได้ร่วมรับประทานอาหารร่วมกับทหารใหม่อย่างเป็นกันเอง เพราะเราคือครอบครัวเดียวกัน 

เชียงใหม่-กก.2 บก.ปส.3 แถลงข่าวผลการจับกุมยาเสพติด 2 คดี ใหญ่ ยึดยาบ้าได้ประมาณ3,500,000 เม็ด


จากการที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้มอบนโยบายการปฏิบัติราชการของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ด้านการปราบปรามยาเสพติดโดยให้เป็นนโยบายเร่งด่วน ขจัดยาเสพติดให้สิ้นซาก และให้ยกระดับการจัดการปัญหายาเสพติด ซึ่งเป็น ภัยคุกคามร้ายแรง ส่งผลกระทบต่อชีวิตของประชาชน โดยให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติแสวงหาความร่วมมือระหว่างประเทศในการร่วมกันปราบปรามยาเสพติด ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศพร้อมสั่งการให้ "อัปเดต - อัปเกรด" การทำงานให้ทันต่ออาชญากรรมยุคใหม่ โดยเฉพาะการปราบปรามยาเสพติด

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.อ.กิตต์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร., พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร.(ผอ.ศอ.ปส.ตร.), พล.ต.ท.สมประสงค์ เย็นท้วม ผู้ช่วย ผบ.ตร.(รอง ผอ.ศอ.ปส.ตร.) จึงได้สั่งการให้ กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด การสกัดกั้นการลำเลียงยาเสพติดจากพื้นที่ชายแดนเข้าสู่พื้นที่ตอนในและการทำลายแหล่งพักยาในพื้นที่ชายแดนและพื้นที่ตอนใน เพื่อมิให้ถูกลำเลียงไปสู่ภูมิภาคต่างๆ และเข้าสู่ชุมชน โดยบูรณาการกับหน่วยร่วม

วันนี้ 13 พ.ย.68 กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด โดย พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง ผบช.ปส., พล.ต.ต.อดิศ เจริญสวัสดิ์ ผบก.ปส.3, พ.ต.อ.กฤษดา ศรีอิสาณ รอง ผบก.ปส.3, หน่วยบัญชาการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด สารตั้งต้น และเคมีภัณฑ์ ชายแดนภาคเหนือ (นบ.ยส.35) โดย พล.ท.ชายแดน กฤษณสุวรรณ แม่ทัพน้อยที่3/รอง ผบ.นบ.ยส.35, กองบัญชาการตำรวจภูธร ภาค 5 โดย พล.ต.ต.ธนะรัชต์ ชุ่มสวัสดิ์ รอง ผบช.ภาค 5, กองกำลังผาเมืองโดย พล.ต.สุชาติ พุ่มสุวรรณ ที่ปรึกษา กกล.ผาเมือง และ พ.อ.มีชัย นิลศาสตร์ รอง ผบ.กกล.ผาเมือง, ฉก.ไชยานุภาพ โดย พ.อ.เดชาธร สายหยุด รองผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจไชยานุภาพ, กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน โดย พ.ต.อ.รังสิมันต์ สงเคราะห์ธรรม รอง ผบก.ตชด.ภาค 3 สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด โดย นายดนุชา ไชยวงค์ ผู้อำนวยการส่วนบังคับใช้กฎหมาย ปปส.ภาค 5 และ ฝ่ายปกครอง โดย นายปณิธาน แก้วติ๊บ ป้องกันจังหวัดเชียงใหม่

คดีที่ 1 สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ กก.2 บก.ปส.3 และหน่วยร่วมข้างต้นได้สืบสวนขยายผลเครือข่ายลำเลียงยาเสพติด กลุ่มชาติพันธุ์ ซึ่งมีแหล่งพักคอยในเขตพื้นที่ บ้านทับเดื่อ ต.อินทขิล อ.แม่แตง จว.เชียงใหม่ จึงได้เฝ้าระวัง กระทั่งวันที่ 11 พ.ย.68 พบรถยนต์บรรทุกตู้ทึบ ยี่ห้ออีซูซุ ปิดแผ่นป้ายทะเบียน 3ฒฐ xxxx กทม. ขับขี่วนเวียน และขับช้าสลับเร็วในพื้นที่ อ.แม่แตง จว.เชียงใหม่ เจ้าหน้าที่จึงได้แสดงตนขอทำการตรวจค้นแต่รถคันดังกล่าวได้เร่งความเร็วฝ่าการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ไป กระทั่งเวลาประมาณ 23.00 น.

ของวันเดียวกัน ขณะรถคันดังกล่าวได้ขับหลบหนีและได้เสียหลักลงข้างทาง โดยผู้ต้องหาทั้งสองอยู่ในรถ จึงได้ตรวจค้นรถยนต์บรรทุกตู้ทึบ พบยาบ้า ประมาณ 1,430,000 เม็ดชุกซ่อนอยู่ภายในช่องลับบริเวณฝนังตู้ทึบของรถคันดังกล่าว จึงได้ทำการจับกุมผู้ห้องหาพร้อมของกลางนำส่งหนักงานสอบสวน บก.ปส.3ดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

คดีที่ 2 เจ้าหน้าที่ กก.2 บก.ปส.3 และหน่วยร่วมข้างต้นได้ร่วมกันทำการสืบสวนขยายผลเครือข่ายลำเลียงยาเสพติดกลุ่มชาติพันธุ์ ซึ่งจะลำเลียงยาเสพติดจากแนวชายแดน อ.เวียงแหง จว.เชียงใหม่ เข้ามาพักคอย ในเขตพื้นที่บ้านแม่อ้อใน ต.แม่นะ อ.เชียงดาว จว.เชียงใหม่ เพื่อรอส่งต่อเข้าสู่พื้นที่ตอนในหลายคดีจึงได้เฝ้าระวังพื้นที่ดังกล่าว ต่อมาจากการข่าวพบความเคลื่อนไหวน่าเชื่อว่า กลุ่มเครือข่ายดังกล่าวได้นำยาเสพติดมาเก็บซุกซ่อนไว้ในสวนลำใยท้ายหมู่บ้านแม่คะนิน ของบ้านแม่อ้อใน ต.แม่นะ อ.เชียงดาว จว.เชียงใหม่ 

วันที่ 12 พ.ย.2568 เจ้าหน้าชุดสืบสวนพร้อมหน่วยร่วมในพื้นที่ จึงได้เข้าทำการตรวจสอบบริเวณสวนลำใยดังกล่าว พบกระสอบบรรจุยาบ้า จำนวน 11 กระสอบ ประมาณ 2,100,000 เม็ด ซุกช่อนไว้ใต้กิ่งลำใยแห้ง จึงได้ตรวจยึดไว้เป็นของกลาง และนำส่งพนักงานสอบสวน บก.ปส.3 ดำเนินการตามกฎหมาย

สรุปผลการปฏิบัติ จับกุมคดียาเสพติด 2 คดี ผู้ต้องหา 2 คน ตรวจยึดยาบ้า ประมาณ 3,500,000 เม็ด และรถยนต์ จำนวน 1 คัน

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขอเชิญชวนประชาชนทุกท่านร่วมเป็นส่วนหนึ่งในภารกิจสำคัญนี้ร่วมกันปกป้องลูกหลานของเรา ให้ห่างไกลจากยาเสพติด เพื่อสังคมปลอดภัยและอนาคตรุ่นใหม่ที่มั่นคงหากพบเห็นหรือมีเบาะแสเกี่ยวกับยาเสพติด สามารถแจ้งได้ทันทีผ่านช่องทาง สายด่วนยาเสพติด 191 และสถานีตำรวจในพื้นที่ใกล้บ้าน

ดอร์น่า ต่อสัญญาไทย!! จัดศึกโมโตจีพี (MotoGP) บุรีรัมย์เจ้าภาพยาวถึงปี 2031 ซีอีโอชูไทยเป็นกุญแจสู่ตลาดเอเชีย ยืนหนึ่งอีเวนต์ระดับโลก หนึ่งในเรซที่น่าจดจำ

(13 พ.ย. 68) ดอร์น่า สปอร์ต เจ้าของลิขสิทธิ์การแข่งขันรถจักรยานยนต์ทางเรียบชิงแชมป์โลก หรือ โมโตจีพี (MotoGP) ประกาศต่อสัญญาจัดศึก “ไทย จีพี” (ThaiGP) กับการกีฬาแห่งประเทศไทยออกไปอีก 5 ปี ส่งผลให้ไทยยังได้เป็นเจ้าภาพต่อเนื่องที่สนามช้าง อินเตอร์เนชันแนล เซอร์กิต จังหวัดบุรีรัมย์ ยาวไปจนถึงปี 2031 ตอกย้ำภาพลักษณ์ไทยในฐานะจุดหมายสำคัญของมอเตอร์สปอร์ตโลก

ดีลครั้งนี้ถือเป็นการสานต่อความสำเร็จของไทยจีพี ที่เริ่มจัดครั้งแรกเมื่อปี 2018 และได้รับเสียงชมจากทั้งนักแข่ง ทีมงาน และแฟน ๆ ทั่วโลกมาโดยตลอด ขณะที่เว็บไซต์ทางการของโมโตจีพีระบุว่า สนามบุรีรัมย์สร้างสถิติผู้ชมในสนามเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แกรนด์สแตนด์แน่นขนัดทุกปี กลายเป็นหนึ่งในเรซสุดไฮไลต์ของปฏิทินการแข่งขัน

คาร์เมโล เปสเปเลตา (Carmelo Ezpeleta) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ของโมโตจีพี เปิดใจว่า ตั้งแต่ยกขบวนมาจัดที่บุรีรัมย์ ไทยจีพีเติบโตอย่างต่อเนื่องและกลายเป็นอีเวนต์สำคัญในปฏิทิน ทั้งบรรยากาศในสนามที่เต็มไปด้วยแฟน ๆ การแข่งขันสุดมันส์ และกิจกรรมความบันเทิงรอบสนามที่ช่วยให้สุดสัปดาห์ของการแข่งขันสมบูรณ์แบบสำหรับผู้ชม

เขาย้ำว่า ประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้คือกุญแจสำคัญต่อการเติบโตของโมโตจีพี เพราะมีกลุ่มแฟนจำนวนมากและยังมีศักยภาพให้ขยายตัวได้อีก ดอร์น่ามีความยินดีที่จะเดินหน้าร่วมงานกับการกีฬาแห่งประเทศไทย และพันธมิตรทุกฝ่าย เพื่อทำให้ไทยจีพียังคงเป็นหนึ่งในเรซที่น่าจดจำที่สุดของโลกต่อไป

ตำรวจสระแก้วรวมพลปล่อยแถว 200 นาย เตรียมพร้อมเสริมทัพทหารพิทักษ์ชายแดนไทย – กัมพูชา “บ้านหนองหญ้าแก้ว -บ้านหนองจาน” ผบ.ตร. ส่งกำลังใจ ย้ำภารกิจสำคัญดูแลประชาชนป้องกันประเทศ รักษาอธิปไตย  

 

เมื่อวานนี้ (13 พ.ย. 68) พล.ต.ท.ชัยต์พจน สูวรรณรักษ์ ผู้บัญชาการสำนักงานกำลังพล/รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ชายไทย - กัมพูชา ฝั่ง จ.สระแก้ว ที่ล่าสุดกองทัพบก ยืนยันว่าการตอบโต้ที่เกิดขึ้นเป็นไปตามกฎการใช้กำลัง การเตือน และการป้องกันตัวเอง โดยในส่วนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) และ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร.รับผิดชอบงานความมั่นคง กำชับให้ตำรวจเตรียมความพร้อมปฏิบัติสนับสนุนกองทัพในการร่วมพิทักษ์อธิปไตยชายแดนทันทีเมื่อมีการร้องขอ โดยเน้นให้ดูแลพิทักษ์ส่วนหลังดูแลความปลอดภัยสร้างความมั่นใจให้พี่น้องประชาชน

รอง โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า เช้าวันนี้ตำรวจภูธรจังหวัดสระแก้ว นำโดย พ.ต.อ.จตุรภัทร สิงหัษฐิต รอง ผบก.ภ.จว.สระแก้ว, พ.ต.อ.ดำรง เอี่ยมไพโรจน์ ผกก.สส.ภ.จว.สระแก้ว, พ.ต.อ.ชูชาติ คงเมือง ผกก.สภ.อรัญประเทศ, พ.ต.อ.สุทธิพงษ์ อินทสิทธิ์ ผกก.สภ.โคกสูง ได้รวมกำลังตำรวจ ปล่อยตำรวจชุดกองร้อยควบคุมฝูงชน ภ.จว.สระแก้ว กว่า 200 นาย เคารพธงชาติ สวดมนต์ กล่าวคำปฏิญาณตน กล่าวอุดมคติตำรวจ รวมพลัง พร้อมทั้งตรวจสอบความพร้อมของกำลังพล และอุปกรณ์ สำหรับปฏิบัติหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อย ในพื้นที่แนวชายแดนบ้านหนองหญ้าแก้ว -บ้านหนองจาน อ.โคกสูง จ.สระแก้ว ในทันที่ที่มีการร้องขอ ร่วมยุทธการตามแผนพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลัง 

พล.ต.ท.ชัยต์พจนฯ กล่าวด้วยว่า ผบ.ตร.ส่งกำลังใจให้ตำรวจที่ร่วมภารกิจนี้ทุกนาย เน้นย้ำให้ตำรวจปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเข้มแข็ง ให้ผู้บังคับบัญชานำการปฏิบัติโดยคำนึงถึงปลอดภัยของพี่น้องประชาชน และเจ้าหน้าที่ทุกนาย และให้ระลึกว่านี่คือภารกิจสำคัญร่วมปกป้องประเทศ รักษาความสงบสุขของพี่น้องประชาชน

สมุทรปราการ-โรงเรียนนาคดีอนุสรณ์ จัดการแข่งขันกีฬาฟุตซอลต้านยาเสพติด ชิงถ้วยรางวัลนายกเทศมนตรีเมืองแพรกษาใหม่

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันพุธที่ 12 พฤศจิกายน 2568 ที่สนามกีฬาโรงเรียนนาคดีอนุสรณ์ ต.แพรกษา อ.เมือง จ.สมุทรปราการ คณะผู้บริหารโรงเรียนนาคดีอนุสรณ์ พร้อมด้วย คณะครู นักเรียน จัดกิจกรรมการแข่งขันกีฬาฟุตซอลต่อต้านยาเสพติด ประจำปี 2568

ด้วยนางสาวศศิวิมล อั๋งสกุล ผู้อำนวยการโรงเรียนนาคดีอนุสรณ์ ตระหนักเห็นถึงความสำคัญโทษของยาเสพติดที่กำลังแพร่ระบาดในหลายพื้นที่ และเพื่อเป็นการป้องกันการแพร่ระบาดในสถานศึกษา

อีกทั้ง ให้นักเรียนในสถานศึกษาทุกระดับชั้นของโรงเรียนนาคดีอนุสรณ์ มีความรู้ ความเข้าใจ โทษภัยของสารเสพติดจึงได้จัดการแข่งขันกีฬาฟุตซอลต้านยาเสพติดขึ้นในครั้งนี้

โดยมีทางคณะผู้บริหาร คณะครู นักเรียน เข้าร่วมในกิจกรรมดังกล่าว ซึ่งนักเรียนที่ร่วมการแข่งขันประกอบไปด้วย นักเรียนตั้งแต่ระดับชั้นประถมศึกษา ปีที่ 4 ถึงชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 3 

ซึ่งในปี 2568 นี้ การแข่งขันกีฬาฟุตซอลต้านยาเสพติดของนักเรียนโรงเรียนนาคดีอนุสรณ์นั้น เป็นการชิงถ้วยรางวัลจาก นายอำนวย บุญริ้ว (นายกนาจ) นายกเทศมนตรีเมืองแพรกษาใหม่ นอกจากนี้ โรงเรียนนาคดีอนุสรณ์ยังได้รับเกียรติจาก นายอำนวย บุญริ้ว นายกเทศมนตรีเมืองแพรกษาใหม่ เป็นประธานกล่าวเปิดงานการแข่งขันกีฬาฟุตซอลต่อต้านยาเสพติด ประจำปี 2568

อย่างไรก็ตาม โครงการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันต้านสารเสพติดในสถานศึกษา เป็นการแข่งขันฟุตซอลชิงถ้วยรางวัลจาก นายอำนวย บุญริ้ว นายกเทศมนตรีเมืองแพรกษาใหม่ นอกจากนี้ ยังได้มอบเงินสนับสนุนอีกจำนวนหนึ่งให้กับทางโรงเรียนนาคดีอนุสรณ์ใช้สนับสนุนการแข่งขันกีฬา ทั้งนี้ การจัดการแข่งขันกีฬาในสถานศึกษายังเป็นการเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างนักเรียนในสถานศึกษาอีกด้วย การแข่งขันจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12-19 พฤศจิกายน 2568 ณ สนามกีฬาโรงเรียนนาคดีอนุสรณ์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาสมุทรปราการ เขต 1

“เชียงราย”ตม.เชียงรายรวบจีนเทาจากKK PARK เมียวดีก่อนข้ามไปลาวเพื่อการกวาดล้าง”

เมื่อวานนี้ (12พ.ย. 68) ที่บริเวณริมถนน เลี่ยงเมืองเชียงรายตะวันตก ตำบลบ้านดู่ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย  โดยการอำนวยการของ พล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผบช.สตม. , พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.สตม. , พล.ต.ต.สราวุธ คนใหญ่ ผบก.ตม.5 , พ.ต.อ.เอกกร บุษบาบดินทร์ รอง ผบก.ตม.5  มอบหมายให้ พ.ต.อ.สุรศักดิ์ เทียนทอง ผกก.ตม.จว.เชียงราย , พ.ต.ท.ตุลย์วรรษ ณรงค์ศักดิ์,พ.ต.ท.วิชัย ปันนา,สว.ตม.จว.เชียงราย ทำการสืบสวน คนต่างด้าวที่กระทำความผิดภายในราชอาณาจักร โดยได้รับแจ้งจากสายลับว่ามีการลักลอบขนคนต่างด้าวโดยมีการใช้รถยนต์เก๋งสีขาวทะเบียนกรุงเทพฯ จนกระทั่งเวลาประมาณ 17.30 น. ได้พบรถเก๋งยี่ห้อ ฮอนด้า สีขาว ทะเบียนกรุงเทพฯ โดยมี นายชยุตพงศ์  (นามสมมุติ)อายุ 33 ปี (ทราบชื่อภายหลัง) เป็นผู้ขับขี่ โดยเป็นรถยนต์ตรงตามที่สายลับแจ้งไว้ ชุดจับกุมจึงได้ให้สัญญาณให้จอดเพื่อตรวจสอบ จากการสอบถามแจ้งว่า 

ตนได้รับการว่าจ้างให้รับกลุ่มคนจีนจำนวน 2 คน เดินทางมาจากกรุงเทพฯ ปลายทางจังหวัดเชียงราย โดยได้รับค่าจ้างจำนวน 5,000 บาท ตรวจสอบผู้โดยสารที่นั่งมาด้วยบริเวณเบาะด้านหลัง ลักษณะคล้ายคนต่างด้าวไม่สามารถสื่อสารภาษาไทยได้ จึงได้เรียกให้แสดงเอกสารประจำตัวปรากฏว่าไม่มีเอกสารหนังสือเดินทาง (PASSPORT) หรือเอกสารแทนหนังสือเดินทางแต่อย่างใด  จึงได้ควบคุมตัวไว้เพื่อตรวจสอบ ทราบชื่อ MR.JANG (จาง) อายุ 40 ปี สัญชาติจีน และMR.YI (ทราบชื่อผ่านล่ามแปล) เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน ตม.จว.เชียงราย จึงได้ตรวจสอบข้อมูลในระบบสารสนเทศสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ไม่พบข้อมูลการเดินทางเข้าราชอาณาจักรแต่อย่างใด

เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุม จึงได้ควบคุมตัวบุคคลทั้งสองดังกล่าวมายังที่ทำการตม.จว.เชียงราย (ส่วนแยก) เพื่อทำการบันทึกจับกุม จากเหตุและพฤติการณ์ข้างต้น เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงได้ร่วมกันแจ้งข้อกล่าวหาและฐานความผิดว่ากระทำความผิดฐาน “เป็นบุคคลต่างด้าวเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต” ส่วนตัวนายชยุตพงศ์ (นามสมมุติ)

กระทำผิดฐาน “ช่วยเหลือหรือซ่อนเร้น หรือช่วยด้วยประการใดๆ เพื่อให้คนต่างด้าวที่เข้าเมืองโดยผิดกฎหมายพ้นจากการจับกุม” 
พร้อมทั้งแจ้งสิทธิให้ทราบ

ผู้ถูกจับรับทราบข้อกล่าวหาและสิทธิ์เข้าใจดีแล้ว ให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา จึงควบคุมตัวพร้อมยานพาหนะ ที่ใช้ในการกระทำความผิด  นำส่งพนักงานสอบสวน สภ.บ้านดู่ จังหวัดเชียงราย เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป จากนั้น เจ้าหน้าที่งานสืบสวนปราบปราม ตม.จว.เชียงราย ได้ร่วมกันนำตัวบุคคลดังกล่าวมาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

50 ปีความสัมพันธ์ที่ลึกกว่าการทูต เมื่อพระมหากษัตริย์เสด็จฯ ไม่ใช่เพียงแค่พิธีการเท่านั้น แต่คือกลไกขับเคลื่อนความร่วมมือระยะยาว

เดือนพฤศจิกายน 2568 จะเป็นเดือนพิเศษของความสัมพันธ์ไทย-จีน เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี จะเสด็จพระราชดำเนินไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างวันที่ 13-17 พฤศจิกายน ในโอกาสครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน (พ.ศ. 2518-2568)

แต่สิ่งที่หลายคนอาจไม่รู้คือ บทบาทของราชวงศ์ไทยในความสัมพันธ์กับจีนไม่ได้เป็นเพียง "สัญลักษณ์ทางการทูต" แต่คือ กลไกขับเคลื่อนความร่วมมือจริงจัง ในมิติวัฒนธรรม วิทยาศาสตร์ และประชาชนต่อประชาชน (people-to-people) ที่สื่อมวลชนยังเล่าไม่มากนัก

1. เมืองรองบนเส้นทางสายไหม: ซีอาน-ลั่วหยาง-หลงเหมิน
การเสด็จเยือนจีนของราชวงศ์ไทยไม่ได้จำกัดอยู่แค่ปักกิ่งหรือเซี่ยงไฮ้ในฐานะเมืองท่าการทูต แต่มุ่งลงลึกสู่ "หัวใจอารยธรรม" ที่แท้จริง

ตัวอย่างสำคัญคือการเสด็จพระราชดำเนินของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เมื่อเดือนตุลาคม 2543 ที่ไม่ได้หยุดแค่ปักกิ่ง แต่ทรงเสด็จฯ ถึงซีอาน (เมืองหลวงเก่าของราชวงศ์ถัง) และลั่วหยาง (ถ้ำหลงเหมิน ศูนย์กลางพุทธศิลป์ยุคเว่ย-ถัง)

การเสด็จฯ ครั้งนี้วาง "หมุดหมายทางวัฒนธรรม" ที่เชื่อมสายใยพุทธศาสนาและอารยธรรมโบราณของทั้งสองประเทศ ซึ่งลึกซึ้งกว่าการประชุมทางการทูตเป็นร้อยเท่า

2. บันทึกการเดินทาง = ทุนทางวัฒนธรรมระยะยาว
งานเขียนของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เช่น หนังสือ *Treading the Dragon Land* (เหยียบแผ่นดินมังกร) และชุดแปล *Verses of Clear Jade* (บทกวีหยกใส) ทำหน้าที่เป็น "สื่อสารมวลชนเชิงวัฒนธรรม" ระยะยาว

งานเขียนเหล่านี้ไม่ใช่แค่บันทึกการเดินทาง แต่คือการสร้าง soft power ที่ทำให้คนไทยเข้าใจจีนในมิติที่ลึกกว่าข่าวการเมืองหรือเศรษฐกิจ และทำให้คนจีนเห็นไทยในฐานะประเทศที่เข้าใจและให้คุณค่ากับอารยธรรมของพวกเขา

3. เครือข่ายวิทยาศาสตร์ข้ามพรมแดน
สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ทรงมีบทบาทสำคัญในการสร้างความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ระหว่างไทยกับจีน โดยเฉพาะใน ด้านยา ชีวการแพทย์ และห้องแล็บร่วม

ตัวอย่างเช่น ความร่วมมือระหว่าง Chinese Academy of Sciences (CAS) กับ Chulabhorn Royal Academy ซึ่งเป็นเครือข่ายที่แลกเปลี่ยนนักวิจัย ข้อมูลวิจัย และพัฒนายาสมุนไพรร่วมกัน

นี่คือความร่วมมือที่ "เห็นผลจริง" ไม่ใช่แค่การลงนามบันทึกความเข้าใจที่ไม่มีการติดตาม

4. แผนที่-ข้อมูล-อวกาศ: ยุคใหม่ของความร่วมมือ
ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศภูมิศาสตร์สิรินธร (SCGI - Sirindhorn Center for Geo-Informatics) เป็นโมเดลความร่วมมือไทย-จีนด้านข้อมูลเชิงพื้นที่ การเตือนภัย ภูมิอากาศ และการจัดการทรัพยากร

ระบบนี้ใช้ข้อมูลจากดาวเทียมจีน (เช่น Gaofen series) ร่วมกับดาวเทียมไทยและต่างประเทศ เพื่อติดตามน้ำท่วม ไฟป่า การเปลี่ยนแปลงสภาพป่า และวางแผนพัฒนาเมือง

ในยุคที่ข้อมูลคือพลัง ความร่วมมือแบบนี้คือ "ความมั่นคงแบบใหม่" ที่ไม่ได้พูดถึงกันบ่อยนัก

5. "กู่เจิงการทูต": เมื่อดนตรีเป็นภาษาสากล
สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ทรงมีพระวิสูตรในการบรรเลงกู่เจิง (เครื่องดนตรีจีนโบราณ) สร้าง soft power เชิงสุนทรียะ ที่เชื่อมโยงศิลปวัฒนธรรมจีน-ไทยในระดับที่ลึกซึ้ง

การบรรเลงกู่เจิงของพระองค์ไม่ได้เป็นเพียงการแสดงพิธีการ แต่เป็นการสร้างวงจรแลกเปลี่ยนศิลปวัฒนธรรมที่ทำให้เกิดโครงการแลกเปลี่ยนนักดนตรี การแสดงศิลปะร่วม และการอนุรักษ์ดนตรีโบราณของทั้งสองประเทศ

6. พยานประวัติศาสตร์ฮ่องกง 1997
สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงร่วมเหตุการณ์สำคัญในการส่งมอบฮ่องกงจากอังกฤษคืนสู่จีนในปี 1997 และทรงเรียบเรียงเป็นหนังสือ *A Return to Motherland of China* (พ.ศ. 2541)

หนังสือเล่มนี้เป็นมากกว่าบันทึกประวัติศาสตร์ มันคือ "การยืนยันความเข้าใจ" ของไทยต่อความรู้สึกของชาติจีนในเหตุการณ์สำคัญยุคหนึ่ง และเป็นการสร้างทุนความไว้วางใจระยะยาว

7. สะพานศรัทธา: พระทันตธาตุจากปักกิ่งสู่กรุงเทพฯ
หนึ่งในเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้คือ การอัญเชิญพระทันตธาตุจากวัดหลิงกวง ปักกิ่ง มาประดิษฐานชั่วคราว ณ ท้องสนามหลวง กรุงเทพฯ ตั้งแต่วันที่ 4 ธันวาคม 2567 ถึงกลางเดือนกุมภาพันธ์ 2568

เหตุการณ์นี้เชื่อมใจประชาชนสองประเทศในระดับศรัทธาและความเชื่อ ซึ่งลึกกว่าความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจหรือการเมือง นี่คือ "การทูตเชิงจิตวิญญาณ" ที่สร้างความผูกพันที่แข็งแกร่งและยั่งยืน

8. สิบสองปันนา (XTBG): ห้องทดลองธรรมชาติลุ่มโขง
สวนพฤกษศาสตร์เขตร้อนสิบสองปันนา (Xishuangbanna Tropical Botanical Garden - XTBG) ในมณฑลยูนนาน เป็นฐานความร่วมมือวิจัยด้านพฤกษศาสตร์ สิ่งแวดล้อม และชาติพันธุ์ (ไทลื้อ/ได่) ระหว่างไทยกับจีน

พื้นที่นี้เป็นมากกว่าห้องแล็บ มันคือ "จุดเชื่อมเครือข่ายลุ่มโขง" ที่ไทยและจีนร่วมมือกับลาว พม่า เวียดนาม และกัมพูชา ในการจัดการทรัพยากรน้ำ ป่าไม้ และความหลากหลายทางชีวภาพ

ทั้งนี้ จะเห็นได้ชัดว่า การเสด็จฯ ของราชวงศ์ไทยไม่ได้หยุดอยู่แค่การถ่ายรูปร่วมกับผู้นำจีน แต่สร้างเป็น สถาบันความร่วมมือที่ยั่งยืน เช่น SCGI, Joint Labs ระหว่าง CAS กับ Chulabhorn Royal Academy, โครงการแปลวรรณกรรมร่วม นี่คือความร่วมมือที่ "มองเห็นได้ สัมผัสได้" ในชีวิตจริง

การเสด็จพระราชดำเนินของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ในเดือนพฤศจิกายน 2568 จึงไม่ได้เป็นเพียงการฉลองครบรอบ 50 ปี แต่คือ "การเปิดตัวระยะใหม่" ที่จะทำให้ข้อริเริ่มด้านวัฒนธรรม การแลกเปลี่ยนเยาวชน ความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ และความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว "ติดเครื่อง" เร็วขึ้น

ท้ายที่สุดแล้ว 50 ปีของความสัมพันธ์ไทย-จีนสอนเราว่า บทบาทของราชวงศ์ไทยไม่ได้เป็นเพียงการตกแต่งทางการทูต แต่คือ "เครื่องมือเชิงกลยุทธ์" ที่สร้างความร่วมมือในมิติที่รัฐบาลทำได้ยากหรือทำไม่ได้ และนับแต่อดีตได้พิสูจน์ชัดแล้วว่า ความสัมพันธ์ที่ดีที่สุดไม่ได้วัดจากจำนวนข้อตกลงที่ลงนาม แต่วัดจาก "คุณภาพของความเข้าใจและความไว้วางใจ" ที่สร้างขึ้นมาร่วมกัน และนั่นคือสิ่งที่ราชวงศ์ไทยทำให้ประเทศไทยอย่างที่ไม่มีใครทำแทนได้


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top