Wednesday, 15 July 2026
NEWS

191 บุกทลายคลังยานรกกลางกรุง! ยึดยาบ้า 10 ล้านเม็ด มูลค่าครึ่งพันล้าน – ขยายผลเชื่อมขบวนการใหญ่ข้ามชาติ”

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 12 พฤศจิกายน 2568 ที่อาคารศึกษาฝึกอบรม กองบังคับการสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษ (บก.สปพ.) หรือ “191” พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วย พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล, พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผบช.น., พล.ต.ต.วรวิทย์ ญาณจินดา ผบก.สปพ., พ.ต.อ.วสันต์ ธวัชชัยวิรุตษ์ ผกก.สายตรวจ, พ.ต.ท.วสุเทพ ใจอินทร์ รอง ผกก.สายตรวจ และ พ.อ.วิรุฬห์ ชัยสุวิรัตน์ จากหน่วยข่าวกรองทางทหาร กองทัพบก แถลงผลการปฏิบัติการทลายเครือข่ายค้ายาเสพติดรายใหญ่ ยึดยาบ้าได้มหาศาลกว่า 10 ล้านเม็ด

ตำรวจ 191 สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ 2 ราย คือ น.ส.เมรินทร์ (สงวนนามสกุล) อายุ 33 ปี น.ส.ศิริรัตน์ (สงวนนามสกุล) อายุ 33 ปี โดยกล่าวหาว่า “ร่วมกันกับพวกที่ยังหลบหนี จำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า หรือเมทแอมเฟตามีน) โดยมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต อันเป็นการกระทำเพื่อการค้า และก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน ซึ่งกระทบต่อความมั่นคงของรัฐและความปลอดภัยของประชาชนทั่วไป”

ของกลางที่ตรวจยึดได้ประกอบด้วย ยาบ้า 50 กระสอบ รวมกว่า 10 ล้านเม็ด รถยนต์ Toyota Vios สีขาว 1 คัน รถยนต์ Chevrolet Colorado สีขาว 1 คัน รถยนต์ Toyota Fortuner สีดำ 1 คัน รถจักรยานยนต์ 1 คัน รวมมูลค่าของกลางกว่า 500 ล้านบาท

พล.ต.อ.สำราญ เปิดเผยว่า การจับกุมครั้งนี้ถือเป็นหนึ่งในผลสำเร็จของยุทธการปราบยาเสพติดเชิงรุกตามนโยบายรัฐบาล และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย บก.สปพ. ได้ใช้เทคโนโลยีข่าวกรองติดตามพฤติกรรมผู้ต้องหาอย่างใกล้ชิด ก่อนเข้าจู่โจมตรวจค้นและยึดของกลางได้ทั้งหมด เตรียมขยายผลต่อเนื่องไปยังต้นตอเครือข่าย ซึ่งคาดว่าเชื่อมโยงกับขบวนการค้ายาระดับประเทศเพื่อนบ้าน

“ยานรก 10 ล้านเม็ดนี้ ถ้าเล็ดรอดออกไปสู่ท้องถนน คือหายนะของสังคมไทย เราจะไม่ยอมให้เกิดขึ้นเด็ดขาด” พล.ต.อ.สำราญ นวลมา กล่าวทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด

กรมปศุสัตว์ สนธิกำลังหน่วยเฉพาะกิจ ตรวจสอบร้านอาหารสัตว์ จ.อำนาจเจริญ จำหน่ายอาหารสัตว์เถื่อน​ผ่านทางออนไลน์​ สั่งอายัดของกลางกว่า 400 กระสอบ

(12 พ.ย. 68) นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า ได้​มอบ​หมายให้​เจ้า​หน้าที่​ชุด​เฉพาะกิจ​ประกอบด้วย​ สารวัตรปศุสัตว์ไซเบอร์ กองควบคุมอาหารและยาสัตว์ สำนักงานปศุสัตว์เขต 3 สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดอำนาจเจริญ สำนักงานปศุสัตว์อำเภอปทุมราชวงศา และด่านกักกันสัตว์ยโสธร บูรณาการร่วมกับหน่วยเฉพาะกิจพญานาคราช เข้าตรวจสอบร้านจำหน่ายอาหารสัตว์ในอำเภอปทุมราชวงศา​ จังหวัด​อำนาจเจริญ​ ตามที่​ได้รับเรื่องร้องเรียนผ่านระบบ DLD 4.0 ว่า​ มีการ​จำหน่าย​อาหาร​สัตว์​เถื่อน​ผ่าน​แพลตฟอร์ม​ออนไลน์​ โดยจากการ​สืบสวน​เบื้องต้น​พบว่า​ ร้านอาหาร​สัตว์​แห่ง​นี้​จำหน่ายอาหารสัตว์ควบคุมเฉพาะโดยไม่ได้ขึ้นทะเบียน

จากการตรวจสอบภายในสถานที่ พบอาหารสัตว์ผสมสำเร็จรูปชนิดผงสำหรับเลี้ยงโค 2 ยี่ห้อ รวม 445 กระสอบ มูลค่ารวมประมาณ 135,140 บาท โดยไม่มีหลักฐานการขอขึ้นทะเบียนอาหารสัตว์ควบคุมเฉพาะตามกฎหมาย เจ้าหน้าที่จึงได้อายัดของกลางทั้งหมด พร้อมเก็บตัวอย่างอาหารสัตว์ 5 รายการ ส่งตรวจวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการของกรมปศุสัตว์ เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการดำเนินคดี

การกระทำดังกล่าวเข้าข่ายความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมคุณภาพอาหารสัตว์ พ.ศ. 2558 มาตรา 56 (4) ซึ่งห้ามผู้ใดขายอาหารสัตว์ที่ต้องขึ้นทะเบียนแต่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนไว้ มีโทษตามมาตรา 86 วรรคสอง จำคุกตั้งแต่ 6 เดือนถึง 3 ปี หรือปรับตั้งแต่ 10,000-60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ โดยของกลางทั้งหมดถูกยึดอายัดไว้ ณ สถานประกอบการ และจะดำเนินการทางกฎหมายจนกว่าคดีจะสิ้นสุด

อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมปศุสัตว์ให้ความสำคัญกับการควบคุมคุณภาพอาหารสัตว์ เพื่อคุ้มครองเกษตรกรและผู้บริโภคจากผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้มาตรฐาน ตามนโยบายของร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ได้สั่งการให้เข้มงวดการตรวจสอบคุณภาพอาหารสัตว์​ ร้าน​จำหน่าย​อาหารสัตว์​ ตลอดจนการจำหน่ายสินค้าในระบบออนไลน์ เพื่อปกป้องเกษตรกรไม่ให้ได้รับความเสียหาย และสร้างความเชื่อมั่นในภาคการผลิตปศุสัตว์ของประเทศ

กรมปศุสัตว์ขอความร่วมมือประชาชน หากพบเห็นการกระทำผิดเกี่ยวกับการผลิตหรือจำหน่ายอาหารสัตว์ไม่ได้มาตรฐาน สามารถแจ้งเบาะแสผ่าน Application “DLD 4.0” ได้ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อร่วมกันสร้างระบบการเลี้ยงสัตว์ที่มีคุณภาพ​ ปลอดภัย​ และ​ยั่งยืน​ต่อไป

ลำปาง-มทบ.32 และหน่วยงานสังกัดกระทรวงกลาโหม เปิดบ้านต้อนรับหัวหน้าส่วนราชการ ในกิจกรรมประชุมสภากาแฟ ครั้งที่ 10/2568 

(12 พ.ย. 68) เวลา 07.00 น. มณฑลทหารบกที่ 32 พร้อมด้วยหน่วยทหารในสังกัดกระทรวงกลาโหมพื้นที่จังหวัดลำปาง ได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพจัดกิจกรรมประชุมสภากาแฟ ครั้งที่ 10/2568 ประจำเดือนพฤศจิกายน ณ บริเวณพิพิธภัณฑ์บ้านป่องนัก ค่ายสุรศักดิ์มนตรี อำเภอเมืองลำปาง จังหวัดลำปาง

โดยมี นายวิบูรณ์ แววบัณฑิต ผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง เป็นประธานเปิดการประชุมหารือข้อราชการอย่างไม่เป็นทางการ โอกาสนี้คณะผู้บริหาร หน่วยงานภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ ภาคเอกชน เข้าร่วมกิจกรรมอย่างคึกคัก ท่ามกลางความงดงามของพิพิธภัณฑ์บ้านป่องนัก แหล่งท่องเที่ยวอันทรงคุณค่าของหน่วยทหาร และบรรยากาศที่เย็นสบาย สายหมอกบางๆหลังฝนโปรยปรายติดต่อกันหลายวันที่ผ่านมา ซึ่งทำให้เกิดความประทับใจต่อผู้ร่วมกิจกรรมเป็นอย่างมาก     

โอกาสนี้ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 32 มอบหมายให้ พันเอก สุกิจ ภิญโญ รองผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 32, พันเอก พิทยา ราชะพริ้ง รองผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 32/รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดลำปาง พร้อมคณะผู้บังคับบัญชา และผู้บังคับหน่วยทหารในพื้นที่จังหวัดลำปาง คณะนายทหาร ร่วมให้การต้อนรับ ตลอดจนได้จัดแสดงนิทรรศการผลการดำเนินงาน ของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงกลาโหม ให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้รับทราบถึงภารกิจและผลการปฏิบัติงานที่สำคัญ ทั้งยังเป็นการเสริมสร้างเครือข่ายความร่วมมือ การบูรณาการทำงานร่วมกันเพื่อประโยชน์สูงสุดต่อพี่น้องประชาชนและจังหวัดลำปางต่อไป

กระบี่ ศรชล.จว.กระบี่/ ศคท.จว.กระบี่ ร่วมบูรณาการตรวจเรือประมงทะเล

(12 พ.ย. 68) พลเรือโทวีรุดม ม่วงจีน ผบ.ทรภ.3/ผอ.ศรชล.ภาค 3 มอบหมายให้ น.อ.พิเชษฐ์ ซองตัน รรก.ผอ.ศรชล.จว.กระบี่ ,น.อ.อรรฆพงศ์ บรรพบุตร หัวหน้าศูนย์ควบคุมความมั่นคงท่าเรือจังหวัดกระบี่นำกำลังพล ศรชล.จว.กระบี่ ร่วมบูรณาการกับ ศูนย์ป้องกันและปราบปรามเรือประมงทะเล จว.กระบี่ ได้นำเรือตรวจประมงทะเล 606 ร่วมกับชุดสหวิชาชีพจังหวัดกระบี่ ออกปฏิบัติงานบูรณาการตรวจร่วมเรือประมง แผนงานยุทธศาสตร์ป้องกันและแก้ไขปัญหาที่มีผลกระทบต่อความมั่นคง โครงการป้องกันและแก้ไขปัญหาการทำประมง กิจกรรมจัดการปัญหาแรงงานต่างด้าวและการค้ามนุษย์ด้านการประมง ผลการปฏิบัติงานเขตพื้นที่จังหวัดกระบี่ จํานวน 3 ลํา (รปม.สาวทะเล 111, รปม.ยุทธนาวีนำทรัพย์11, และ รปม.ศรีมงคลชัย 2) ตรงจแรงงานภาคประมงรวมทั้งหมด 92 คน ประกอบด้วยแรงงานไทย 37 คน แรงงานเมียนมา 54 คน แรงงานกัมพูชา 1 คน

ผลการตรวจ เครื่องมือประมงถูกต้อง ไม่มีการเคลื่อนย้ายอุปกรณ์ติดตามเรือ (VMS) เรือมีสัญญาจ้าง ทะเบียนลูกจ้าง เอกสารการจ่ายค่าจ้างและเอกสารเวลาพัก พนักงานตรวจแรงงานสุ่มสัมภาษณ์ลูกจ้างไทย 2 คน และสัมภาษณ์ลูกจ้างเมียนมา 3 คน ไม่มีการใช้แรงงานเด็กและแรงงานบังคับ ไม่พบความผิดเกี่ยวกับการค้ามนุษย์ด้านแรงงาน สถานการณ์แรงงานประมงปกติ ไม่มีแนวโน้มการเลิกจ้าง พร้อมทั้งได้แนะนำและ ประชาสัมพันธ์พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 พ.ศ. 2568 มาตรการการป้องกันยาเสพติด และการดูแลรักษาความสะอาดในท้องทะเลเพื่อรักษาระบบนิเวศทางธรรมชาติให้มีความยั่งยืนต่อไป

ศรชล.ภาค 3 มีความมุ่งมั่น ทุ่มเท ทั้งแรงกายและแรงใจ อย่างเต็มกำลังความสามารถ เพื่อพิทักษ์รักษาไว้ ซึ่ง ชีวิต และผลประโยชน์ของชาติทางทะเลในพื้นที่ทางทะเลฝั่งอันดามัน ไว้ให้กับพี่น้องและลูกหลานชาวอันดามัน ให้มีทรัพยากรทางทะเลอยู่อย่างมั่นคง มั่งคั่งและยั่งยืน สืบไป

📢เหตุด่วน เหตุร้าย ภัยทางทะเล ต้องการความช่วยเหลือทางทะเล โทร 1465 แจ้ง ศรชล.ภาค 3 ตลอด 24 ชั่วโมง

อมตะ พลิกเกม!! สู่ ‘ฮับดิจิทัลอาเซียน’ จับมือ Day One ทุ่ม 1.5 พันล้านเหรียญ ขยายดาต้าเซ็นเตอร์ 1 กิกะวัตต์ พร้อมเดินหน้าพลังงานสะอาดเต็มสูบ

(12 พ.ย. 68) อมตะ เดินหน้าสู่การเป็นเมืองอุตสาหกรรมอัจฉริยะเต็มรูปแบบ ประกาศความร่วมมือทางยุทธศาสตร์กับ Day One Data Centers ผู้นำศูนย์ข้อมูลจากสิงคโปร์ ทุ่มเม็ดเงินลงทุนกว่า 1.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขยายฐานโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลสเกลใหญ่ในนิคมฯ อมตะซิตี้ ชลบุรี โดยตั้งเป้ากำลังไฟฟ้ารวมทะลุ 1 กิกะวัตต์ รองรับดีมานด์จาก Cloud และ AI ในอนาคต หนุนไทยสู่ “ฮับดิจิทัลอาเซียน” ย้ำความยั่งยืนด้วยการจับมือ อมตะ บี.กริม รีนิวเอเบิล เอ็นเนอร์ยี่ (AMBRE) ใช้โซลาร์ลอยน้ำ 42.5 MWp ป้อนพลังงานสะอาดสู่ศูนย์กลางเทคโนโลยีที่เติบโตควบคู่ความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อม

นายวิกรม กรมดิษฐ์ ประธานกรรมการและรักษาการประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) หรือ AMATA ผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรมชั้นนำของประเทศ เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ AMATA ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับ Day One Data Center ซึ่งมีหน่วยงานรัฐร่วมเป็นสักขีพยาน ประกอบด้วยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI), สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC), การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.), การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) รวมถึงบริษัท อมตะ บี.กริม รีนิวเอเบิล เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด นับเป็นอีกก้าวสำคัญของอมตะที่ทำให้แนวคิด ‘All Win’ และวิสัยทัศน์สู่การเป็นเมืองอุตสาหกรรมอัจฉริยะ

“ความร่วมมือครั้งนี้ เพื่อยืนยันบทบาทของอมตะในฐานะผู้นำการพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมอัจฉริยะของไทย นับเป็นการขับเคลื่อนที่สำคัญในการสนับสนุน เพื่อดึงดูดการลงทุนด้านเทคโนโลยีขั้นสูง ที่สามารถเพิ่มเสริมสร้างห่วงโซ่อุปทานทางด้านดิจิทัลของไทยให้เข้มแข็งมากขึ้น และยังก่อให้เกิดการพัฒนาศักยภาพของคนไทยเข้าสู่ตลาดแรงงานในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตได้อย่างรวดเร็ว ที่สามารถรองรับอนาคตเศรษฐกิจดิจิทัลที่เติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน” นายวิกรม กล่าว

ทั้งนี้ บริษัท Day One Data Center ได้มีการจองพื้นที่ เพิ่มขึ้นใน Chonburi Tech Park (CTP1) อีก 41.3 ไร่ ส่งผลให้มีความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอีก 300 เมกะวัตต์ คาดว่าจะเปิดให้บริการเชิงพาณิชย์ได้ในปี 2569 และมีความประสงค์ต้องการขยายการลงทุน Chonburi Tech Park (CTP2) ในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ชลบุรี อีกแห่งหนึ่ง จะส่งผลให้ Day One จะมีมูลค่าการลงทุน กว่า 1,500 ล้านเหรียญสหรัฐ และมีความต้องใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นเกินกว่า 1 กิกะวัตต์ (GW)

ด้านนางสาวเจมี่ คูห์ (Jamie Khoo) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Day One กล่าวว่า “ประเทศไทยถือเป็นตลาดกลุ่มเป้าหมายในเชิงกลยุทธ์การเติบโตระดับภูมิภาคของเรา เรากำลังสร้างโครงสร้างพื้นฐานและพลังงานสะอาด เพื่อรองรับบริการดิจิทัล คลาวด์ (Cloud) และการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) หรือ AI แห่งอนาคต การขยายศูนย์ดาต้าที่ชลบุรีคือก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนไทยสู่ศูนย์กลางดิจิทัลของภูมิภาค และช่วยให้เราบรรลุเป้าหมายแพลตฟอร์ม 1 กิกะวัตต์ได้อย่างยั่งยืน ซึ่งจะทำให้แคมปัสดาต้าของ Day One เป็นหนึ่งในฐานโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ใหญ่และทันสมัยที่สุดในอาเซียน” 

นอกจากนี้ Day One ได้ลงนามความร่วมมือกับบริษัท อมตะ บี.กริม รีนิวเอเบิล เอ็นเนอร์ยี่ (AMBRE) สนับสนุนการเติบโตควบคู่ความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อม เพื่อจัดหาพลังงานหมุนเวียนให้กับศูนย์ดาต้าภายในนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ชลบุรี ผ่านสัญญาซื้อขายไฟฟ้าภาคเอกชน (Private User PPA) จากโครงการ โซลาร์ลอยน้ำ ขนาด 42.5 เมกะวัตต์พีก (MWp) ไฟฟ้าแรงดัน 22 กิโลโวลต์ คาดเริ่มเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ในปี 2570 ซึ่งจะเชื่อมต่อผ่านระบบของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) เพื่อสนับสนุนการลดการปล่อยคาร์บอนของศูนย์ดาต้าในระยะยาว

สภากาชาดไทย และภาคีเครือข่าย จัดแถลงข่าว"หนาวนี้ทำดีเพื่อพ่อ 2569"

(12 พ.ย. 68) สภากาชาดไทย โดยสำนักงานบรรเทาทุกข์และประชานามัยพิทักษ์ สภากาชาดไทยร่วมกับภาคีเครือข่าย แถลงข่าวการจัดกิจกรรม “หนาวนี้ทำดีเพื่อพ่อ 2569” ณ จังหวัดชัยภูมิ มอบผ้าห่ม บรรเทาทุกข์ผู้ประสบภัยหนาว เพื่อน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพล อดุลยเดช มหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงอุทิศพระวรกายทรงงานเพื่อความผาสุกของประชาชนชาวไทย และเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดี ศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ตลอดจนส่งเสริมสุขภาพอนามัย และคุณภาพชีวิตของประชาชนผู้ยากไร้และด้อยโอกาสในถิ่นทุรกันดารที่ประสบภาวะอากาศหนาวเย็นให้ดียิ่งขึ้นโดยยึดหลักมนุษยธรรมตามหลักการกาชาด

พลโท นายแพทย์อำนาจ บาลี ผู้อำนวยการสำนักงานบรรเทาทุกข์และประชานามัยพิทักษ์ สภากาชาดไทย ประธานจัดกิจกรรมกล่าวว่า “สภากาชาดไทย เป็นองค์กรการกุศลที่มีบทบาทสำคัญในด้านการช่วยเหลือบรรเทาทุกข์ แก่ผู้ประสบภัยพิบัติ โดยไม่เลือกชาติ ศาสนา หรือลัทธิทางการเมือง มีสำนักงานบรรเทาทุกข์และประชานามัยพิทักษ์เป็นหน่วยงานรับผิดชอบในด้านการบรรเทาทุกข์ผู้ประสบภัยพิบัติต่างๆ โดยกิจกรรมหนาวนี้ทำดีเพื่อพ่อ 2569

จัดขึ้นจากความร่วมมือของสำนักงานบรรเทาทุกข์ฯ สภากาชาดไทย และจังหวัดชัยภูมิ ร่วมกับ กองทัพอากาศ สมาคมช่างภาพผู้สื่อข่าวโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ รายการวิทยุกรีนเวฟ FM 106.5 MHz การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย มูลนิธิอิออน ประเทศไทย บริษัท อิออน ธนสินทรัพย์ (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) บริษัท กลุ่ม เซ็นทรัล จำกัด กลุ่มอาสากาชาดไทยเชื้อสายอินเดีย บริษัท มิสเตอร์.ดี.ไอ.วาย (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท มาเรีย พิซเซอเรีย แอนด์ เรสเตอรองต์ จำกัด บริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด(มหาชน) MDRT Thailand มูลนิธิโคคา-โคลา ประเทศไทย บริษัท ดาว ประเทศไทย กองประกวด Mrs. Thailand World  บริษัท ไอซ์เอจ จำกัด โดย คุณกิจติพร นันท์ตานนท์ มหาวิทยาลัยสยาม สถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 มูลนิธิสมาพันธ์  ชมรมเดิน-วิ่งเพื่อสุขภาพไทย และมูลนิธิภูมิพลัง บริษัท แบงคอก เมโทร เน็ทเวิร์คส์ จำกัด (BMN) ช่อง ONE31 บริษัท เจริญทรัพย์ โดย คุณสมบัติ สิบแปดเส้นทอง บริษัท นวกิจประกันภัย จำกัด (มหาชน) คุณวิเชียร เอมประเสริฐสุข มูลนิธิกรุงศรี สมาคมนิยมไทย 

สำนักงานจัดหารายได้ สำนักสารนิเทศและสื่อสารองค์กร และสำนักงานยุวกาชาด และอาสาสมัครกาชาด โดยชมรมกุลบุตร-กุลธิดากาชาด จัดกิจกรรมหนาวนี้ทำดีเพื่อพ่อ 2569 ในพื้นที่อำเภอเทพสถิต อำเภอภูเขียว และอำเภอคอนสาร จังหวัดชัยภูมิ ระหว่างวันที่ 25-27 พฤศจิกายน 2568 ประกอบด้วย  

1.กิจกรรมมอบ เครื่องกันหนาวแก่ผู้ประสบภัยหนาว จำนวน 3,500 ชุด เครื่องกันหนาวสำหรับเด็ก 1,500 ชุด 
2.มอบอุปกรณ์กีฬา เครื่องทำน้ำเย็น ยา เวชภัณฑ์สำหรับห้องพยาบาลโรงเรียนในชนบท 
3.ให้บริการตรวจรักษาโรคทั่วไป และโรคทางทันตกรรม 
4.พร้อมให้ความรู้ด้านสุขศึกษาโดยไม่คิดมูลค่าใดๆ ทั้งสิ้น 

นอกจากนี้ยังเยี่ยมบ้านผู้ด้อยโอกาส/ผู้พิการเพื่อมอบ เครื่องกันหนาวและตรวจสุขภาพแก่ผู้สูงอายุและผู้พิการ จำนวน 30 ครอบครัว นายอนันต์ นาคนิยม ผู้ว่าราชการจังหวัดชัยภูมิ กล่าวถึงรายละเอียดของกิจกรรมว่า “กิจกรรม หนาวนี้ทำดีเพื่อพ่อ ได้จัดขึ้นที่จังหวัดชัยภูมิ ซึ่งตรงกับวาระครบรอบ 70 ปีแห่งเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายนพุทธศักราช 2498 ที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้เสด็จพระราชดำเนินมาประกอบ พระราชกรณียกิจ ณ จังหวัดชัยภูมิ ในครั้งนั้น ทั้งสองพระองค์ได้ประทับแรม ณ พระตำหนักเขียว ภายในจวนผู้ว่าราชการจังหวัดชัยภูมิ และเสด็จพระราชดำเนินไปประทับหน้ามุขศาลากลางจังหวัด โดยมีพสกนิกรชาวชัยภูมิร่วมเฝ้ารับเสด็จฯ อย่างเนืองแน่น แสดงความจงรักภักดีและชื่นชมในพระบารมีอย่างล้นหลาม ทั้งสองพระองค์ได้ทรงมีพระปฏิสันถารกับราษฎรอย่างใกล้ชิด ไม่ถือพระองค์ สร้างความปลาบปลื้มและซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณแก่พสกนิกรที่มารอรับเสด็จเป็นอย่างยิ่ง การจัดกิจกรรมในปีนี้ จึงนับเป็นการรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ ของทั้งสองพระองค์ และสืบสานแนวพระราชปณิธานในการบำเพ็ญประโยชน์เพื่อส่วนรวม อันเป็นแบบอย่างของการทำความดีเพื่อพ่อหลวงของปวงชนชาวไทยอย่างแท้จริง”

พลอากาศโท ประสิทธิ์ ดำรงค์ปรีชา เจ้ากรมกิจการพลเรือนทหารอากาศ กองทัพอากาศกล่าวถึง การสนับสนุนของกองทัพอากาศว่า “ทางกองทัพอากาศยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้เข้าร่วมกิจกรรมหนาวนี้ทำดีเพื่อพ่ออย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี โดยในครั้งนี้ทางกองทัพอากาศสนับสนุนผ้าห่ม จำนวน 300 ผืน และสนับสนุนรถตู้เพื่ออำนวยความสะดวกในการ รับ-ส่งเจ้าหน้าที่สภากาชาดไทย และภาคีเครือข่ายร่วมลงพื้นที่มอบเครื่องกันหนาว  แก่ประชาชน ณ จังหวัดชัยภูมิ ทั้งนี้ การสนับสนุนดังกล่าวสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของกองทัพอากาศในการร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนแก่ประชาชนผู้ยากไร้ และด้อยโอกาสในถิ่นทุรกันดาร ที่ได้รับ ผลกระทบจากสภาพอากาศหนาวเย็น”

คุณศิริ สาระผล นายกสมาคมช่างภาพผู้สื่อข่าวโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เปิดเผยว่า “เป็นปีที่ 24 แล้ว ที่ทางสมาคมได้ร่วมจัดกิจกรรมหนาวนี้ทำดีเพื่อพ่อมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในปีนี้ยินดีสนับสนุนด้านการประชาสัมพันธ์กิจกรรม เพื่อระดมเครื่องกันหนาวไปช่วยเหลือพี่น้องชาวจังหวัดชัยภูมิอย่างเต็มที่ โดยได้รับเกียรติจากคุณเกียรติศักดิ์ เสนาเมือง (ซิโก้) ประธานมูลนิธิซิโก้ ในฐานะที่ปรึกษาฝ่ายกีฬาของสมาคมฯ มาร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ด้วย การมีส่วนร่วมของสมาคมในครั้งนี้ นับเป็นอีกหนึ่งพลังสำคัญในการเผยแพร่ และขับเคลื่อนกิจกรรมจิตอาสา หนาวนี้ทำดีเพื่อพ่อ เพื่อส่งต่อความอบอุ่น และรอยยิ้มให้กับผู้ประสบภัยหนาวในพื้นที่ห่างไกล พร้อมทั้งสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนเติบโตอย่างเข้มแข็ง ทั้งกายและใจ”

ดีเจโบ ธนากร ชิกูล จากรายการวิทยุ กรีนเวฟ FM 106.5 MHz กล่าวถึงการสนับสนุนของกรีนเวฟว่า“ทางรายการ กรีนเวฟ รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรม หนาวนี้ทำดีเพื่อพ่อ ซึ่งเป็นกิจกรรมที่มีคุณค่าทางจิตใจ และได้ช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่ประสบภัยหนาวมาอย่างต่อเนื่อง โดยในปีนี้ได้ให้การสนับสนุนผ้าห่ม จำนวน 500 ผืน สำหรับผู้ประสบภัยหนาว และให้การสนับสนุนด้านการประชาสัมพันธ์กิจกรรมในทุกด้าน นอกจากนี้ทางกรีนเวฟยังยินดีจัดส่งศิลปินดาราร่วมกิจกรรม เพื่อเชิญชวนประชาชนร่วมแบ่งปันความอบอุ่นแก่ผู้ที่กำลังเผชิญกับสภาพอากาศหนาวเย็น เพื่อมอบความสุขและความบันเทิงแก่ผู้ประสบภัยหนาว ถือเป็นการสร้างความอบอุ่นทางใจ อีกทางหนึ่ง นับเป็นความภาคภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการส่งต่อรอยยิ้ม และกำลังใจ ให้กับพี่น้องประชาชนในครั้งนี้”

กิจกรรม “หนาวนี้ทำดีเพื่อพ่อ 2569” ซึ่งเดิมชื่อกิจกรรมบรรเทาภัยหนาวเฉลิมพระเกียรติ 5 ธันวามหาราชเริ่มดำเนินงานในปี พ.ศ.2545 จนถึง พ.ศ.2568 โดยปฏิบัติงานมาแล้ว 17 จังหวัด รวม 23 ครั้ง (ปัจจุบันเป็น ครั้งที่ 24) ได้แก่ ชัยภูมิ เพชรบูรณ์ นครพนม สกลนคร เชียงราย อุดรธานี เชียงใหม่ อุทัยธานี หนองคาย นครราชสีมา กาญจนบุรี ตาก น่าน ลำพูน เลย แม่ฮ่องสอน และลำปาง มีผลการดำเนินงานในกิจกรรมต่างๆ ดังนี้

มอบผ้าห่ม 89,041 ผืน
มอบเครื่องกันหนาว 58,197 ตัว
ให้บริการตรวจรักษาโรคทั่วไป 10,796 ราย
ให้บริการด้านทันตกรรม(ถอนฟัน อุดฟัน ขูดหินปูน) 4,078 ราย
ให้ความรู้ด้านสุขภาพอนามัยผ่านกิจกรรมสันทนาการ 18,608 ราย

ท่านที่สนใจร่วมส่งต่อความอบอุ่นและความสุขแก่ผู้ยากไร้ผู้ด้อยโอกาสด้วยการร่วมบริจาคเงินสมทบโครงการ"หนาวนี้ทำดีเพื่อพ่อ 2569" สามารถ ร่วมบริจาคเงินผ่านบัญชี ธนาคารกรุงไทย สาขา สุรวงศ์ ชื่อบัญชี "สำนักงานจัดหารายได้ สภากาชาดไทย" ประเภทบัญชี “กระแสรายวัน” เลขที่บัญชี 023-6-06799-0

LINK เปิดตัวสายโซลาร์รุ่นใหม่ “LINK Solar Cable PV Series” พัฒนาเพื่อทุกระบบพลังงานแสงอาทิตย์ กับงานสัมมนา NEW Pro Tech : LINK Solar Cabling “ไขความลับสายโซลาร์ เลือกของดี มีครบทั้ง Solution งานติดตั้งไม่มีพลาด”

รุ่นใหม่ที่โดดเด่นกว่า LINK Solar Cable “PV Series” วันนี้ (12 พฤศจิกายน 2568) บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) จัดสัมมนา NEW Pro Tech : Product Highlight LINK Solar Cabling เพื่อไขความลับ เลือกของดี มีครบทั้ง Solution พร้อมอัปเดตเทคโนโลยี และแนวโน้มของระบบพลังงานแสงอาทิตย์ทั่วโลก ให้ความรู้แก่ผู้ประกอบการ วิศวกร และช่างติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ เกี่ยวกับการเลือกใช้สายโซลาร์ที่มีคุณภาพ และได้มาตรฐาน ในงานครั้งนี้ ได้เปิดตัวสายโซลาร์รุ่นใหม่ LINK Solar Cable “PV Series” เปลี่ยนผ่านจาก CB Series สู่ PV Series เพิ่มความทนทาน และเสถียรภาพของวัสดุ โดดเด่นด้วยฉนวน XLPO สองชั้น ปลอดภัย ไม่ลามไฟ ทน UV กันน้ำระดับ AD8 ใช้งานได้ทั้งบนหลังคา และโซลาร์ลอยน้ำ พร้อมการรับประกันยาวนานถึง 30 ปี นับว่าสายโซลาร์รุ่นใหม่ จึงไม่เพียงเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ แต่คืออีกก้าวของนวัตกรรมที่สะท้อนการพัฒนาที่ไม่หยุดนิ่ง เพื่ออนาคตพลังงานสะอาดที่ยั่งยืน

“กรมการท่องเที่ยว” อัปเดต โครงการห้องน้ำสาธารณะในแหล่งท่องเที่ยว เปิดให้บริการแล้ว 12 แห่ง พร้อมปรับปรุงให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ในปี 69

(12.พ.ย.68) นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว เปิดเผยว่า “การเดินทางท่องเที่ยวไปยังสถานที่ต่างๆ นอกจากการวางแผนเส้นทางแล้ว สิ่งหนึ่งที่นักท่องเที่ยวให้ความสำคัญไม่แพ้กัน คือ การแวะพักและใช้ “ห้องน้ำที่ดี มีมาตรฐาน” โดยเฉพาะห้องน้ำสาธารณะในแหล่งท่องเที่ยว ซึ่งต้องคำนึงถึงความสะอาดและความปลอดภัยเป็นสำคัญ เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีให้แก่นักท่องเที่ยวในทุกเส้นทาง

กรมการท่องเที่ยว จึงได้ดำเนินโครงการปรับปรุงห้องน้ำสาธารณะในแหล่งท่องเที่ยว โดยมีเป้าหมายเพื่อปรับปรุงห้องน้ำให้มีคุณภาพและได้มาตรฐานทั่วประเทศ ซึ่งขณะนี้มีห้องน้ำสาธารณะในแหล่งท่องเที่ยวที่ปรับปรุงแล้วเสร็จ พร้อมให้บริการนักท่องเที่ยว จำนวน 12 แห่ง ได้แก่ ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวน้ำตกนางครวญ อุทยานแห่งชาติลำคลองงู เนินกูดดอย อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี ที่ทำการอุทยานแห่งชาติน้ำพอง (ลานนับดาว) จุดชมวิวหินช้างสี วัดธาตุ พระอารามหลวง พระธาตุขามแก่น วัดพระบาทภูพานคำ จังหวัดขอนแก่น วัดภูมินทร์ วัดศรีพันต้น จังหวัดน่าน วัดราชบูรณะ จังหวัดพิษณุโลก ปราสาทหินพนมวัน จังหวัดนครราชสีมา และวัดเขาช่องพราน จังหวัดราชบุรี และอยู่ระหว่างดำเนินการในพื้นที่อื่นๆ ให้ครบทั่วประเทศภายในปี 2569”

อธิบดีกรมการท่องเที่ยว กล่าวย้ำถึง ความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกในแหล่งท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความมั่นใจและเป็นจุดเริ่มต้นของ “ประสบการณ์ที่ดี” ในทุกการเดินทางของนักท่องเที่ยวทั่วประเทศ

คณะอนุกรรมาธิการกิจการทหารด้านความมั่นคงแบบองค์รวม ครั้งที่ 15/2568 

(12 พ.ย. 68) เวลา 09.00 นาฬิกา ณ ห้องประชุม CB311  ชั้น 3 อาคารรัฐสภา โดยมีนายสมบูรณ์ หนูนวล ประธานคณะอนุกรรมาธิการ 
มีเรื่องพิจารณา 2 เรื่อง ดังนี้ 

1. พิจารณาปรึกษาหารือประเด็นปัญหาการบังคับใช้กฎหมายด้านความมั่นคงและการพิจารณาหน้าที่และอำนาจของพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551 โดยได้เชิญผู้แทนจากสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร และกระทรวงมหาดไทย  มาร่วมประชุมเพื่อให้ข้อมูลประกอบการจัดทำรายงานของคณะอนุกรรมาธิการ โดยที่ประชุมได้ให้ข้อสังเกตต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในกสาบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับความมั่นคง เพื่อให้สามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น รวมทั้งรวบรวมข้อมูลต่างและจัดทำรายงานการพิจารณาศึกษาเพื่อเสนอต่อที่ประชุมวุฒิสภาในลำดับถัดไป 

2. พิจารณากรอบการดำเนินการของคณะอนุกรรมาธิการ โดยที่ประชุมเห็นชอบให้จัดทำแผนงานและยุทธศาสตร์ในการดำเนินงานด้านความมั่นคง โดยแบ่งออกเป็น 5 ด้าน ซึ่งอยู่ภายใต้กรอบอำนาจหน้าที่ของคณะอนุกรรมาธิการ เพื่อเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมาธิการการทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา

‘มาลี’ แสดงความเสียใจ!! กลาโหมกัมพูชาขอโทษเหตุ ทหารไทยเหยียบกับระเบิด PMN-2 ปฏิเสธข้อกล่าวหาวางระเบิดใหม่ ย้ำปฏิบัติตามอนุสัญญาออตตาวาเคร่งครัด

เมื่อวันที่ (11 พ.ย. 68) กระทรวงกลาโหมกัมพูชาเผยแพร่แถลงการณ์ผ่าน พลโท มาลี โสเจียตา โฆษกกระทรวงกลาโหมของกัมพูชา ระบุว่า เสียใจต่อเหตุทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดเมื่อวันที่ 10 พ.ย. ที่ผ่านมา พร้อมปฏิเสธข้อกล่าวหาจากสื่อและเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยที่ว่ากัมพูชาวางทุ่นระเบิด “ใหม่” บริเวณจังหวัดพระวิหาร โดยย้ำว่าเหตุเกิดในพื้นที่ปนเปื้อนทุ่นระเบิดเก่าจากความขัดแย้งในอดีต

กัมพูชายืนยันปฏิบัติตามอนุสัญญาออตตาวาและกฎหมายระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ไม่ได้ใช้หรือติดตั้งทุ่นระเบิดใหม่ใด ๆ พร้อมชี้ว่าแม้จะเร่งเก็บกู้มาหลายทศวรรษ ทุ่นระเบิดที่ยังไม่ระเบิดยังเป็นภัยคงค้างตลอดแนวชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงไทย จึงขอให้ฝ่ายไทยหลีกเลี่ยงการลาดตระเวนในพื้นที่ที่รับรู้ร่วมกันว่าเป็นเขตปนเปื้อน เพื่อไม่ให้เกิดอันตรายและความตึงเครียดโดยไม่จำเป็น

นอกจากนี้ แถลงการณ์ยังระบุอีกว่า หลังเหตุการณ์ดังกล่าว กำลังทหารด่านหน้าไทย–กัมพูชาได้สื่อสารกัน ไม่มีสัญญาณปะทะ ขณะเดียวกัน กองทัพภาคที่ 4 ของกัมพูชาติดตามใกล้ชิดเพื่อป้องกันเหตุซ้ำ

ทั้งนี้ กลาโหมกัมพูชาย้ำความมุ่งมั่นทำงานกับไทยเพื่อสันติภาพและเสถียรภาพชายแดน โดยเฉพาะการคุ้มครองพลเรือน ตามปฏิญญาร่วมกัมพูชา–ไทยที่ลงนามเมื่อ 26 ต.ค. 2568 พร้อมยินดีประสานความร่วมมือด้านเก็บกู้ทุ่นระเบิดและมาตรการลดความเสี่ยงในพื้นที่เสี่ยงตลอดแนวพรมแดนร่วมกัน

อ่างทอง- “นายกฯ หนู” ห่วงผู้ประสบภัย รับปากจะดูแลและช่วยเหลือจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย 

(12 พ.ย. 68) เวลา 13.10 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และคณะ  ลงพื้นที่ตรวจราชการจังหวัดอ่างทองและจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมในพื้นที่ตำบลโผงเผง อำเภอป่าโมก โดยได้แจกถุงยังชีพให้ประชาชนจำนวน 1,500 ชุด และมอบเกียรติบัตรให้แก่อาสาสมัครที่ช่วยเหลือในการป้องกันและแก้ปัญหาอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดอ่างทองมาเป็นอย่างดีด้วย

ระหว่างการลงพื้นที่นายกรัฐมนตรีได้กล่าวให้กำลังใจกับผู้ประสบอุทกภัยว่า ขอขอบคุณประชาชนด้วยหัวใจที่ได้เสียสละพื้นที่ให้เป็นที่รับน้ำ สัญญาว่าจะดูแลประชาชนอย่างดีที่สุด และรับฟังเสียงสะท้อนของประชาชน ยืนยันว่าจะพยายามหาทางระบายน้ำให้มากที่สุด และจะนำงบประมาณมาดูแล ผู้ที่เสียสละพื้นที่ทางการเกษตรเป็นรายเดือน จนกว่าสถานการณ์จะบรรเทาลง“ขอใช้อำนาจของนายกรัฐมนตรีจะหาเงินมาทดแทนโอกาสของชาวไร่ชาวนาที่เสียสละพื้นที่ไร่นาให้เป็นพื้นที่รับน้ำ จะนำงบประมาณมาดูแลรายเดือนจนกว่าน้ำจะหมดไป”

ด้านนายชวนินทร์ วงศ์สถิตจิรกาล ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย รักษาการในตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดอ่างทอง ได้รายงานภาพสถานการณ์อุทกภัยในจังหวัดอ่างทองตั้งแต่วันที่ 16 สิงหาคม 2568 มีพื้นที่ได้รับผลกระทบทั้งหมดจำนวน 4 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองอ่างทองอำเภอวิเศษชัยชาญ อำเภอป่าโมก และอำเภอไชโย ได้ประกาศเป็นเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัย/เขตให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินแล้ว 45 ฉบับ ครอบคลุมพื้นที่ 4 อำเภอ 31 ตำบล 147 หมู่บ้าน 14 ชุมชน 3,024 ครัวเรือน  ประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน 11,572 ราย จังหวัดอ่างทองได้ให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2568 แล้วจำนวนทั้งสิ้น 2,845 ครัวเรือน วงเงิน 25,605,000 บาท และด้านการเกษตร 71 รายวงเงิน 505,000 บาท รวมทั้งสิ้น 26,110,000 บาท ขณะที่ปัจจุบัน เขื่อนเจ้าพระยาระบายน้ำในอัตรา 2,900 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที

‘กองทัพเรือ’ เข้ม!! มาตรการควบคุมชายแดนจันทบุรี–ตราด สกัดเครือข่ายผิดกฎหมายข้ามชาติ จับแรงงานต่างด้าวหลบหนีเข้าเมือง 108 ราย สะท้อนวิกฤตปัญหาปากท้องคนฝั่งกัมพูชา

กองทัพเรือเข้มงวดมาตรการควบคุมชายแดน จันทบุรี – ตราด จับกุมแรงงานต่างด้าวหลบหนีเข้าเมืองกว่า 100 ราย

(12 พ.ย.68) พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.) โดย หน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินจันทบุรี (ชค.ทพ.นย.2) ภายใต้การควบคุมของ นาวาเอก วีระเชษฐ์ ขยันทำ ได้บูรณาการร่วมกับ สถานีตำรวจภูธรสะตอน ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง และ ตำรวจสันติบาล จังหวัดจันทบุรี ได้ดำเนินการจับกุมผู้นำพาแรงงานต่างด้าวและแรงงานต่างด้าวสัญชาติกัมพูชาจำนวน 108 คน บริเวณบ้านสวนส้ม ตำบลสะตอน อำเภอสอยดาว จังหวัดจันทบุรี

ผลการสอบสวนเบื้องต้นพบว่า กลุ่มแรงงานทั้งหมดมีความประสงค์จะเดินทางเข้ามาทำงานในพื้นที่ส่วนหลังของประเทศ เช่น จังหวัดจันทบุรี ระยอง ชลบุรี และกรุงเทพมหานคร โดยจ่ายค่าเดินทางให้กับผู้นำพาตั้งแต่ 5,500–7,000 บาทต่อคน จากการสอบปากคำเพิ่มเติมทราบว่า แรงงานจำนวนมากได้อพยพกลับประเทศกัมพูชาในช่วงที่ผ่านมา ภายหลังเกิดสถานการณ์ความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา ส่งผลให้หลายพื้นที่ฝั่งกัมพูชามีความเป็นอยู่ที่ยากลำบาก ขาดแคลนรายได้และโอกาสในการทำงาน แรงงานบางส่วนจึงพยายาม ลักลอบกลับเข้ามายังประเทศไทยเพื่อหางานทำ แม้จะทราบถึงความเสี่ยงและการเข้มงวดของเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทย

การจับกุมในครั้งนี้ เป็นผลมาจากการเข้มงวดมาตรการควบคุมและปิดช่องทางเข้าออกตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา ของกองทัพเรือ เพื่อป้องกันการเคลื่อนย้ายแรงงานผิดกฎหมาย การลักลอบข้ามแดน และการย้ายฐานปฏิบัติการของกลุ่มอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะเครือข่าย Cyber Scam ซึ่งกองทัพเรือได้ให้ความสำคัญและดำเนินการอย่างต่อเนื่อง

หมอเหรียญทอง เปิด รพ.มงกุฎวัฒนะ รับผู้ป่วย “สิทธิบัตรทอง” ที่ป่วยมะเร็งทุกราย สามารถมาแอดมิทได้ตลอด 24 ชั่วโมง ไม่ต้องใช้ใบส่งตัว-ไม่เสียค่าใช้จ่าย

เมื่อวันที่ (11 พ.ย. 68) พล.ต.เหรียญทอง แน่นหนา ผอ.รพ.มงกุฎวัฒนะ โพสต์แจ้งเปิดรับผู้ป่วย “สิทธิบัตรทอง” ที่ป่วยมะเร็งทุกรายให้สามารถมาแอดมิทได้ทันทีตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่ต้องใช้ใบส่งตัวจากคลินิกหรือโรงพยาบาลต้นสังกัด และไม่เสียค่าใช้จ่าย รพ.จะเป็นฝ่ายประสานส่งต่อไปยัง รพ.ตามสิทธิของ สปสช. หรือ รพ.ที่รักษาอยู่ในโอกาสต่อไป

ผอ.รพ.ระบุเพิ่มเติมว่า ได้ตั้ง “ปฏิบัติการสายฟ้าแลบ” ของศูนย์รังสีรักษาและมะเร็งวิทยา เพื่อเร่งกระบวนการรักษา ผู้ป่วยที่ติดต่อเข้ามาจะได้พบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญภายใน 7 วัน และหลังตรวจไม่เกิน 10 วัน จะเริ่มฉายรังสีรักษาทันที กรณีฉุกเฉิน เช่น ภาวะกดไขสันหลังหรือกดหลอดเลือด รพ.พร้อมรับย้ายเข้าหอผู้ป่วยวิกฤต (ICU) และจัดฉายรังสีเร่งด่วนภายใน 1 วัน

นอกจากนี้ เพื่อบรรเทาภาระผู้ป่วยฐานะยากจนจากพื้นที่ห่างไกล มูลนิธิโรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะเพื่อผู้ป่วยโรคร้ายแรง จัดหอพักฟรี (ห้องพัดลม ห้องน้ำส่วนตัว) สนับสนุนการฉายรังสีรายวันต่อเนื่อง พร้อมบริการรถรับ–ส่งฟรีจากสถานีรถไฟหรือสถานีขนส่งมายังโรงพยาบาล ศูนย์รังสีรักษาฯ ให้บริการทุกวัน ไม่เว้นเสาร์–อาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์

อย่างไรก็ดี มาตรการนี้เริ่มเร่งด่วนกับผู้ป่วย “สิทธิบัตรทอง” ก่อน ส่วนผู้ป่วยสิทธิประกันสังคมและสิทธิข้าราชการให้รอติดตามความคืบหน้า ผู้ป่วยสามารถติดต่อ “ศูนย์โรคมะเร็ง รพ.มงกุฎวัฒนะ” โทร. 02-574-5000 ต่อศูนย์โรคมะเร็ง หรือ LINE ID: @831emylb เพื่อประสานการเข้ารับบริการล่วงหน้า

สตม.รับลูก สร.1 สั่ง 4 มาตรการสกัดฟรีวีซ่ารัน แฝงธุรกิจเทา

ตามนโยบายของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และพล.ต.อ.กิตติรัฐ พันธุ์เพชร ผบ.ตร.ที่ประกาศสงครามกับอาชญากรรมไซเบอร์ 

ล่าสุด พล.ต.ต.เชิงรณ ริมผดี รอง ผบช.ฯ โฆษก สตม.เปิดเผยว่า  วันนี้ ( 12 พ.ย.2568 ) เวลา 08.30 น. พล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผบช.สตม.ได้เรียกประชุม รอง ผบช.สตม. และ ผบก.ในสังกัด สตม.ทุกนาย เป็นการด่วน

โดยได้ชี้แจงนโยบายของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ พล.ต.อ.กิตติรัฐ พันธุ์เพชร ผบ.ตร.ที่มอบหมายให้ สตม.เพิ่มความเข้มในการสกัดกั้นการเดินทางของคนต่างชาติที่อาจแฝงตัวเข้ามาในรูปแบบนักท่องเที่ยวเข้าออกราชอาณาจักรไทย เพื่อทำธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับการก่ออาชญากรรม โดยเฉพาะ อาชญากรรมไซเบอร์ ทั้งในรูปแบบกลุ่มแก๊งขบวนการ ผู้สนับสนุน กลุ่มฟอกเงินรวมทั้งกลุ่มที่อาจเสี่ยงตกเป็นเหยื่อที่ถูกลวงมา 

โดย สตม. ได้วาง 4 มาตรการสำคัญ  ดังนี้ 

1. ยกระดับ และเพิ่มความเข้มในการตรวจคัดกรองบุคคลที่มีการใช้ ฟรีวีซ่า เข้า-ออก ( in out ) บ่อยครั้งในลักษณะ visa run โดยไม่ได้กลับประเทศภูมิลำเนา ผิดวิสัยนักท่องเที่ยวทั่วไป  เพื่อสกัดกั้นบุคคลที่แฝงมาในรูปแบบนักท่องเที่ยว โดยพบว่า คนต่างชาติกลุ่มนี้ ใช้สิทธิยกเว้นวีซ่า เพื่อเข้าไทยได้รวมสูงสุดครั้งละ 90 วัน เข้าออกได้หลายครั้งในรอบปี จึงเป็นโอกาสที่คนต่างชาติบางกลุ่มอาศัยโอกาสแฝงตัวเป็นนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าไทยเพื่อทำธุรกรรมต่างๆแทนที่จะขอวีซ่ามาให้ถูกประเภทตามเจตนา ทำให้ มีจุดอ่อนในการควบคุมพฤติกรรมในระบบ ดังนั้น ด่าน ตม.ทุกด่าน ทั้งสนามบิน และชายแดน จะใช้มาตรการเข้มคุมการเข้าออกของคนต่างชาติ หากรายใดใช้สิทธิวีซ่ารันซ้ำเกินกว่า 2 รอบ โดยไม่มีเหตุผลที่ชี้แจงได้  ตม. จะพิจารณาปฏิเสธการเข้าเมือง เพื่อให้ไปยื่นขอวีซ่าให้ถูกต้องตามวัตถุประสงค์ที่แท้จริงต่อไป 

ทั้งนี้ ที่ผ่านมาตั้งแต่ต้นปี 2568 เป็นต้นมา สตม. มีการปฏิเสธการเข้าเมืองของบุคคลต่างด้าวกลุ่มที่มีพฤติการณ์ดังกล่าว ทางสนามบิน
ไปแล้วประมาณ 2,900 ราย 

2. กำชับการสกัดคนต่างชาติที่เคยมีประวัติในระบบบัญชีเฝ้าดูในเขตพื้นที่ชายแดนประเทศเพื่อนบ้านที่เป็นแหล่งสแกมเมอร์ เช่น ที่แม่สอด จว.ตาก โดยตั้งสมมุติฐานว่า คนต่างชาติกลุ่มนี้เป็นกลุ่มเสี่ยงต่อการเข้าร่วมกระทำผิด หรือตกเป็นเหยื่อ ซึ่ง สตม.เห็นว่า ไม่มีเหตุผลใดที่คนกลุ่มนี้จะต้องเดินทางกลับเข้าไทยอีก นอกจากนั้น คนต่างชาติที่ถูกผลักดันส่งกลับจากไทยในพื้นที่ชายแดนแม่สอด-เมียวดี ซึ่งถูกลงระบบไว้แล้ว หากพบว่า มีการเดินทางเข้าไทยอีก ก็จะถูกปฏิเสธการเข้าเมือง โดยไม่มีข้อยกเว้นเช่นเดียวกัน

3. กำชับ ทุก ตม.จว. ที่รับผิดชอบพื้นที่ชั้นใน  ให้เพิ่มความเข้มในการอนุญาตให้ขออยู่ต่อเป็นการชั่วคราว สำหรับกลุ่มคนต่างด้าวที่มีพฤติการณ์ เข้า - ออก ในลักษณะ Visa run แล้วมายื่นขออยู่ต่อโดยหากพบคนต่างด้าวที่มีข้อมูล หรือ พฤติการณ์ดังกล่าว จะไม่อนุญาตให้ต่อวีซ่า  หรือ เพิกถอนวีซ่าภายหลังการอนุญาต แล้วผลักดันส่งกลับออกไปนอกราชอาณาจักร

4. ให้ ตม.ทุก บก.ระดมกวาดล้างคนต่างชาติ ที่อยู่เกินกำหนด overstay โดยให้เกิดผลการปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม และจะสรุปผลการปฏิบัติแก่สาธารณชนต่อไป

อย่างไรก็ตาม พล.ต.ต.เชิงรณฯ ได้ชี้แจงว่า มาตรการดังกล่าว อาจส่งผลกระทบต่อความรวดเร็วในการตรวจหนังสือเดินทางสำหรับคนต่างชาติไปบ้าง โดยเฉพาะสนามบินในช่วงที่มีเที่ยวบินหนาแน่น แต่ยืนยันว่า ใช้เวลาในการตรวจคัดกรองต่อรายอย่างช้าไม่เกิน 45 วินาทีต่อคน โดยเวลารอคิวเข้ารับการตรวจไม่เกิน 40 นาที ซึ่งทาง ตม.สนามบิน จะระดมกำลังเข้าประจำช่องตรวจเต็มทุกช่อง ส่วนคนไทย สามารถเข้าช่องทางตรวจหนังสือเดินทางอัตโนมัติได้เลย ใช้เวลาไม่เกิน 20 วินาที โดยยืนยันว่า ไม่ส่งกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวแต่อย่างใด ตรงกันข้าม กลับเป็นการคัดสรรนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มีคุณภาพในการสร้างรายได้ให้กับประเทศด้วยความมั่นใจมากขึ้น

เชียงใหม่- ตำรวจภูธรภาค 5 แถลงการณ์จับกุมคดียาเสพติดรายสำคัญจำนวน 4 คดี

ตำรวจภูธรภาค 5 แถลงการจับกุมคดียาเสพติดรายสำคัญ จำนวน 4 คดี รวมของกลางยาบ้าทั้งหมด จำนวน 13,468,000 เม็ด 

วันพุธที่ 12 พฤศจิกายน 2568 เวลา 11.00 น.ตามนโยบายรัฐบาล สั่งการให้หน่วยงานของรัฐที่ทำหน้าที่ในการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดบูรณาการแก้ไขปัญหายาเสพติดในทุกมิติสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยการอำนวยการของ พล.ต.อ.กิตต์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร, พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร.,พล.ต.ท. สมประสงค์ เย็นท้วม ผู้ช่วย ผบ.ตร., พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล เลขาธิการ ป.ป.ส. และ พล.ท.วรเทพ บุญญะ มทภ.3 ได้รับบัญชาและข้อสั่งการนำไปสู่การปฏิบัติ

ตำรวจภูธรภาค 5 โดย พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผบช.ภ.5, พล.ต.ต.พิเชษฐ จีระนันตสิน, พล.ต.ต.นพดล กรึงไกร, พล.ต.ต.ธนะรัชต์ ชุ่มสวัสดิ์, พล.ต.ต.ธวัชชัย พงษ์วิวัฒนชัย, พล.ต.ต.สุทธิพงษ์ เป๊กทอง, พล.ต.ต.วรพงศ์ คำลือ รอง ผบช.ภ.5 พล.ต.ต.จิตร์พิสุทธิ์ อิ่มสงวน ผบก.ส.ภ.5, พล.ต.ต.มานพ เสนากูล ผบก.ภ.จว.เชียงราย, พล.ต.ต.ยุทธนา แก่นจันทร์ ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่,
พล.ต.ต.พงษ์เดช คำใจสู้ ผบก.ภ.จว.แพร่ และ พล.ต.ต.ภูมิปัญญ์ญา นวตระกูลพิสุทธิ์ ผบก.ภ.จว.ลำปาง ฝ่ายทหาร นบ.ยส.35 โดย พล.ท.วรเทพ บุญญะ มทภ.3 ฝ่ายปกครอง โดย นายชูชีพ พงษ์ไชย ผวจ.เชียงราย นายทศพล เผื่อนอุดม ผวจ.เชียงใหม่ นายสมชัย เลิศประสิทธิพันธ์ ผวจ.แพร่ นายวิบูรณ์ แววบัณฑิต ผวจ.ลำปาง สำนักงาน ปปส.ภาค 5 โดย พ.ต.ท.นริช สอนดิษฐ ผอ.ปปส.ภาค 5

แถลงผลการจับกุมคดียาเสพติดรายสำคัญ จำนวน 4 คดี รวมผู้ต้องหา 10 คน ของกลางยาบ้ารวม จำนวน 13,468,000 เม็ด สภ.สบปราบ จว.ลำปาง บูรณาการร่วมหน่วยเกี่ยวข้อง จับกุมผู้ต้องหา 2 คน พร้อมยาบ้า จำนวน 200,000 เม็ด สภ.ห้วยไร่ จว.แพร่ บูรณาการร่วมหน่วยเกี่ยวข้อง จับกมผู้ต้องหา 1 คน พร้อมยาบ้า จำนวน 698,000 เม็ด กก.สส.ภ.จว.เชียงราย บูรณาการร่วมหน่วยเกี่ยวข้อง จับกมผู้ต้องหา 5 คน พร้อมยาบ้า จำนวน 10,000,000 เม็ดกก.สส.ภ.จว.เชียงใหม่ บูรณาการร่วมหน่วยเกี่ยวข้อง จับกมผู้ต้องหา 2 คน พร้อมยาบ้า จำนวน 2,570,000 เม็ด

คดีที่ 1
สภ.สบปราบ จว.ลำปาง ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
9 พ.ย.68 เวลาประมาณ 19.00 น. สถานที่จับกุม ด่านตรวจยาเสพติดสบปราบ ถนนพหลโยธิน กม.654-655 หมู่15 ต.สบปราบ อ.สบปราบ จว.ลำปาง

คดีที่ 2
สภ.ห้วยไร่ จว.แพร่ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 10 พ.ย.68 เวลาประมาณ 04.30 น. สถานที่จับกุม ด่านตรวจยาเสพติดห้วยไร่ ม.2 ต.ห้วยไร่ อ.เด่นชัย จว.แพร่

คดีที่ 3
กก.สส.ภ.จว.เชียงราย, บก.สส.ภ.5, ศอ.ปส.ภ.5, สำนักงาน ป.ป.ส. ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 10 พ.ย.68 เวลาประมาณ 13.35 น. สถานที่จับกุม โกดังเลขที่ 393/76 ม.3 ต.ริมกก อ.เมืองเชียงราย จว.เชียงราย

คดีที่ 4
กก.สส.ภ.จว.ชียงใหม่, ตำรวจทางหลวง, สภ.สารภี จว.เชียงใหม่ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 10 พ.ย.68 เวลาประมาณ 16.35 น. สถานที่จับกุม บริเวณริมถนนซุปเปอร์ไฮเวย์เชียงใหม่-ลำปาง หน้าหมวดทางหลวงเชียงใหม่ ต.ไชยสถาน อ.สารภี จวเชียงใหม่ ต่อเนื่อง บริเวณริมถนนซุปเปอร์ไฮเวย์เชียงใหม่-ลำปาง หน้าวัดมิ่งมงคลสันทราย ต.ท่าศาลา อ.เมืองเชียงใหม่ จว.เชียงใหม่

สรุปผลการจับกุมยาเสพติด ของ ตำรวจภูธรภาค 5 ห้วง ตั้งแต่ 1 ต.ค.68 ถึง 11 พ.ย.68 จับกุมคดียาเสพติด จำนวน 2,919 คดี คดียาเสพติดรายสำคัญ 40 คดี 

ตรวจยึดของกลางยาเสพติด ยาบ้า 49 ล้านเม็ดเศษ ไอซ์ 1,100 กิโลกรัมเศษ เฮโรอีน 67 กิโลกรัมเศษ เคตามีน 169  กิโลกรัมเศษ ฝิ่น 2 กิโลกรัมเศษ ตรวจยึดทรัพย์สินที่เกี่ยวกับยาเสพติด มูลค่าทรัพย์สินประมาณ 23 ล้านบาทเศษ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top