Wednesday, 15 July 2026
NEWS

เริ่มแล้ว!! เทศกาลดอกบัวตองบาน ณ ดอยแม่อูคอ แม่ฮ่องสอน ประจำปี 2568 ดอกไม้เหลืองอร่ามท่ามกลางอากาศหนาวเย็นบริสุทธิ์ จุดหมายท่องเที่ยวหน้าหนาวที่นักเดินทางไม่ควรพลาด

จังหวัดแม่ฮ่องสอนเป็นจังหวัดแห่งการท่องเที่ยว ทางธรรมชาติ พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ป่าไม้และภูเขาที่สูงชันสลับซับซ้อน สภาพแวดล้อม ทางธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ สัญลักษณ์หนึ่งที่มีชื่อเสียง และถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของจังหวัดแม่ฮ่องสอน คือ ทุ่งบัวตองดอยแม่อูคอ

ดอยแม่อูคอ มีเนื้อที่ประมาณ 515 ไร่ ตั้งอยู่บนดอยแม่อูคอ ตำบลแม่อูคอ อำเภอขุนยวม ซึ่งอยู่ในพื้นพื้นที่รับผิดชอบขององค์การบริหารส่วนตำบลแม่อูคอ ที่ระดับความสูง 1,600 เมตรจากระดับน้ำทะเล นักท่องเที่ยวนิยมชื่นชมความสวยงามของดอกบัวตองและธรรมชาติ อากาศที่หนาวเย็นและบริสุทธิ์

เพื่อเป็นการส่งเสริมและเพิ่มประสิทธิภาพการท่องเที่ยวทุ่งบัวตอง ดอยแม่อูคอ สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดแม่ฮ่องสอน จึงได้ร่วมกับ เทศบาลตำบลขุนยวม และองค์การบริหารส่วนตำบลแม่อูคอ จึงจัดทำโครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงกีฬา ดนตรี และศิลปะ จังหวัดแม่ฮ่องสอน กิจกรรมหลัก ส่งเสริมการท่องเที่ยวเทศกาลดอกบัวตองบานอำเภอขุนยวม จังหวัดแม่ฮ่องสอน กิจกรรมย่อยที่ 2 กิจกรรมส่งเสริมเทศกาล ดอกบัวตองบานบนดอยแม่อูคอ

โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อการพัฒนาและส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงกีฬา ดนตรี และศิลปะ จังหวัดแม่ฮ่องสอน เพื่อการส่งเสริมการท่องเที่ยว โดยพัฒนาศักยภาพอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดแม่ฮ่องสอน และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันด้านการท่องเที่ยวและยกระดับโครงสร้างพื้นฐานให้มีมาตรฐานรองรับการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น

และเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา ณ วนอุทยานทุ่งบัวตอง บริเวณศาลาแปดเหลี่ยม ดอยแม่อูคอ หมู่ที่ 6 ตำบลแม่อูคอ อำเภอขุนยวม จังหวัดแม่ฮ่องสอน นางสาวชุติพร เสชัง ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน ก็ได้เป็นประธานในพิธีเปิดเทศกาลท่องเที่ยวดอกบัวตองบาน บนดอยแม่อูคอ ประจำปี 2568 โดยปลัดอาวุโส รักษาราชการแทนนายอำเภอขุนยวม กล่าวต้อนรับ และนางสาวริชญา ชะอุ่ม ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดแม่ฮ่องสอน กล่าวรายงาน

นางสาวชุติพร เสชัง ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน กล่าวว่า “เทศกาลนี้ไม่เพียงแต่จะทำให้นักท่องเที่ยว ได้เห็นถึงความสวยงามของธรรมชาติ ที่ยิ่งใหญ่ แต่ยังช่วยส่งเสริมรายได้ให้แก่ชุมชนในพื้นที่ ช่วยกระจายรายได้สู่คนในท้องถิ่นและเทศกาลนี้เป็นโอกาสอันดีในการเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างนักท่องเที่ยวและชุมชน รวมถึงทำให้จังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นที่รู้จักในวงกว้างมากยิ่งขึ้น”

สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่: https://www.facebook.com/TATHGN/?locale=th_TH 

 

ไทย-เขมร รอบใหม่ หลัง ‘อนุทิน’ ฉีกสัญญาสงบศึก โดยไม่แคร์ ‘สหรัฐอเมริกา’ จากกลศึกของอดีตเสนาธิการไทย

(17 พ.ย. 68) หลังจากท่านอนุทินฉีกสัญญาสงบศึกกับฝั่งเขมรโดยไม่ได้แคร์ถึงอเมริกา ต้องยอมรับว่าเป็นการกระทำที่กล้าหาญโดยทีเดียว ดังนั้นวันนี้ ณ วันที่เราจะเปิดศึกกับกัมพูชาอยู่เต็มที่ เรามาวิเคราะห์กันถึงจุดยุทธศาสตร์ กลศึกจากอดีตเสนาธิการไทยที่เอย่าได้พบเจอกัน

 

คิดว่าเขมรจะเริ่มยิงก่อนไหม...?

แน่นอน..เพราะกัมพูชาทุกวันก็ทำแบบนี้ตลอด เพื่อต้องการให้ไทยตอบโต้แล้วคนเองก็แสดงว่าเป็นเหยื่อสูตรเดิมที่ทางกัมพูชาใช้มา

 

อ้าวแล้วรอบนี้กัมพูชาจะเปิดศึกจุดไหน...?

มีความเป็นไปได้ว่าเป็นสระแก้วหรือแถวจันทบุรี​ เพราะจากการขยับเสริมทัพของฝ่ายกัมพูชาที่มีการนำทหารเข้ามาตรงบริเวณสระแก้วหลายพันคน เป็นไปได้ว่าจุดต่อไปอาจจะเป็นบริเวณนี้

 

ทำไมถึงเป็นบริเวณนี้ละคะ...?

บริเวณนี้เป็นจุดที่ใกล้กรุงเทพมากที่สุดและอยู่ในความดูแลของกองทัพภาคที่ 1 ซึ่ง ณ ตอนนี้ ทางกองทัพภาคที่ 1 ยังไม่มีความเคลื่อนไหวใด ๆ ในการตั้งรับหากทางกองทัพกัมพูชาบุกเลยต่างกับฝั่งกองทัพภาคที่ 2 ที่เตรียมพร้อมประจำการในพื้นที่แล้ว

แล้วแบบนี้ทางไทยเราควรทำอย่างไรคะ..?

ฝั่งกองทัพไทยก็คงยึดแนวทางสากลคือตอบโต้เมื่อถูกคุกคาม แต่ถามว่าพอไหมนั่นคงไม่เพียงพอแล้ว หากจำเป็นต้องเปิดศึกรอบสอง

 

ในความคิดอดีตเสนาธิการอย่างท่าน...ท่านมีไอเดียในการจัดการกัมพูชาอย่างไรคะ?

อันนี้ในความคิดผมนะ ผมจะแยกเป็น 2 องค์ประกอบ อันแรกคือฮุนเซน อันที่ 2 คือประชาชนชาวกัมพูชา ซึ่งต้องยอมรับนะว่าฮุนเซนเก่ง สามารถล้างสมองคนรุ่นใหม่ส่วนใหญ่ให้คิดตามเขาได้ ซึ่งเอาตรงๆนะแบบนี้น่ากลัวมากเพราะไม่ได้เกิดแค่ในเขมรแต่ในไทยก็กำลังเกิด อย่างที่ผ่านมาในยุคของ นายกตู่นั่นไง เราจะเห็นว่ามันมีกลุ่มนักวิชาการ ผนวกกับกลุ่มการเมืองและกลุ่มก่อการร้าย ซึ่งหากหาข้อมูลดี ๆ ทั้งหมดนี้จะเชื่อมโยงมาจากกลุ่มทุนเดียวกัน ถามว่ากองทัพรู้ไหม กองทัพไทยรู้มานานแล้ว แต่ก็ทำอะไรไม่ได้มาก แต่ในเขมรนี่ผลมันออกมาแล้ว ถามว่า ณ วันนี้ วัดกันตัวต่อตัวประชาชนเขมรพร้อมให้เกิดสงครามนะ ในขณะที่ฝั่งไทยไม่อยากให้เกิด อยากประนีประนอม​กันอยู่เลย

 

ถามผมนะถ้าเอาเรื่องสงคราม ผมจัดการแหล่งทุนของฮุนเซนก่อน เคลื่อนพลยึดปอยเปต จากนั้นหากประชาชนเขายังขัดขืน เราต้องมาจัดการกับคนที่เป็นอินฟลูปลุกใจฝั่งเขา เช่นเดียวกัน พวกคนไทยที่พยายามจะเป็นกระบอกเสียงให้ฝั่งกัมพูชาเราก็ต้องจัดการเช่นเดียวกัน พวกนี้แหละตัวดีเลย ลองสืบเส้นทางการเงินคนพวกนี้สิ เผลอเส้นทางการเงินอาจจะมาจากแหล่งเดียวกับผู้สนับสนุนกัมพูชาก็ได้

 

สุดท้ายคะ..หากต้องเกิดสงครามจริง จะได้คุ้มเสียไหมคะ

ก่อนอื่น....ต้องเข้าใจก่อนว่าสงครามรอบนี้มันมีสงครามซ้อนสงครามนะ อันแรกคือสงครามไทย-กัมพูชา อีกเรื่องคือสงครามระหว่างมหาอำนาจ ถามว่าอเมริกาไม่เคยสนใจใยดีกัมพูชาเลย แถมรู้ทั้งรู้ว่ากัมพูชาเป็นดินแดนสแกมเมอร์ไม่ต่างจากเมียนมาแต่ทำไมอเมริกาเข้าข้างกัมพูชาละ คำตอบคือผู้นำเมียนมาไม่รับผลประโยชน์ที่อเมริกาเสนอไง ไม่เหมือนกับฮุนเซนที่ยอมรับข้อเสนอเพราะเขายอมขายประเทศเพื่อความมั่งคั่งตัวเอง ก็ไม่แปลกที่อเมริกาไม่พูดอะไรถึงปอยเปต หรือสีหนุวิลล์ อีกเลยทั้ง ๆ ที่มันเป็นดินแดนสแกมเมอร์ไม่ต่างกัน ถามว่าได้คุ้มเสียไหมก็ต้องถามว่าจะต้องถามฝั่งกองทัพไทยนี่แหละว่าจะจัดการเอาแบบทีเดียวจบเหมือนสงครามรัสเซียยูเครน หรือจะปล่อยให้เขมรมาตอดไทยเรื่อย ๆ แบบนี้ อันนี้กองทัพไทยควรเป็นผู้ตอบมากกว่า

 

สุดท้ายไทยเราจะต้องทำไ​งคะ..?

ในความคิดผม ผมมองว่าไทยเราก็คงทำแค่ยึดปกป้องอธิปไตยและผืนแผ่นดินเท่านั้น คงไม่ได้แก้ปัญหามากกว่านี้เพราะกลัวจะกระทบกับความสัมพันธ์มหาอำนาจ ซึ่งถามว่าการที่มหาอำนาจทำกับไทยแบบนี้ผมก็ไม่รู้ต้องไปให้เกียรติอะไรพวกมันนักหนา อย่างว่าแหละเราย้อนเวลาไปเป็นเหมือนในสมัยอยุธยาไม่ได้ ไม่งั้นคงได้มีเด็ดหัวผู้นำเขมรเอาเลือดมาล้างเท้าเหมือนที่เคยระบุในพงศาวดารของไทยในอดีตแล้ว

 

 

 

“นายนริศ นิรามัยวงศ์” ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี ผู้นำที่ “รู้พื้นที่ รู้ปัญหา ลงมือทำจริง” ขับเคลื่อนเมืองชลสู่เมืองน่าอยู่ คู่ความปลอดภัย

ชลบุรีเป็นจังหวัดชายทะเลที่ “ครบเครื่อง” แห่งหนึ่งของประเทศไทย อยู่ใกล้กรุงเทพฯ เดินทางสะดวก เป็นทั้งศูนย์กลางอุตสาหกรรมในเขต EEC เมืองท่องเที่ยวชื่อดังอย่างพัทยา ศรีราชา เกาะสีชัง รวมถึงชุมชนชายฝั่งและชุมชนดั้งเดิมที่ยังมีเสน่ห์เฉพาะตัว รายได้จังหวัดมาจากทั้งอุตสาหกรรม การท่องเที่ยว การประมง การค้า-บริการ ทำให้ชลบุรีเป็นจังหวัดที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศอย่างสำคัญ ในขณะเดียวกันก็ต้องเผชิญโจทย์ใหญ่เรื่องการจราจร ความปลอดภัย ยาเสพติด สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตของคนเมือง-คนชายฝั่งไปพร้อมกัน

ในบริบทที่ “ชลบุรีโตเร็วและท้าทายมากขึ้นทุกปี” การได้ผู้นำที่ทั้งรู้พื้นที่ รู้ปัญหา และมีประสบการณ์ทำงานภาคสนามจริงจังจึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง การที่จังหวัดชลบุรีได้ นายนริศ นิรามัยวงศ์ ซึ่งเป็นทั้งลูกหลานชลบุรี และข้าราชการสายปกครองมืออาชีพ มาดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด จึงถือเป็นโอกาสที่ดีของจังหวัด เขาไม่เพียงเข้าใจชลบุรีจากแผนบนกระดาษ แต่เคยลงพื้นที่ทำงานในหลายอำเภอของจังหวัดมาก่อน และเมื่อเข้ารับตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรีอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2568 ท่ามกลางการต้อนรับจากทุกภาคส่วน บทบาทของเขาจึงไม่ใช่แค่ดูแลงานราชการประจำวัน แต่คือการวางทิศทางให้ชลบุรีเป็นเมืองน่าอยู่ เมืองปลอดภัย และเมืองแห่งโอกาสของคนทุกกลุ่ม

ด้านประวัติการศึกษา นายนริศเป็น “ลูกหลานชลบุรีแท้ ๆ” เติบโตและเรียนหนังสือในจังหวัดชลบุรีตั้งแต่ระดับประถมศึกษา ที่โรงเรียนวัดอุทยานนที มัธยมศึกษาตอนต้นที่โรงเรียนชลราษฎรอำรุง และมัธยมศึกษาตอนปลายที่โรงเรียนชลกัลยานุกูล ก่อนจะต่อยอดความรู้ด้านการบริหารบ้านเมืองอย่างจริงจัง ด้วยปริญญาตรีรัฐศาสตร์บัณฑิต (พ.ศ. 2533) และนิติศาสตร์บัณฑิต (พ.ศ. 2547) จากมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช และปริญญาโทรัฐประศาสนศาสตร์มหาบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยบูรพา (พ.ศ. 2548) พื้นฐานทั้งด้านรัฐศาสตร์ กฎหมาย และรัฐประศาสนศาสตร์ ทำให้เขามองภาพการบริหารราชการได้รอบด้าน

เส้นทางรับราชการของนายนริศเริ่มต้นในปี พ.ศ. 2537 จากตำแหน่งปลัดอำเภอ (เจ้าพนักงานปกครอง 3) อำเภอตาพระยา จังหวัดสระแก้ว จากนั้นหมุนเวียนไปปฏิบัติงานทั้งที่จังหวัดชลบุรีและสระแก้วอย่างต่อเนื่อง อาทิ เจ้าพนักงานปกครองที่ทำการปกครองจังหวัดชลบุรี ปลัดอำเภอพนัสนิคม และในปี 2543 ได้ช่วยราชการที่ทำการปกครองจังหวัดชลบุรี ปฏิบัติงานประจำศูนย์ปฏิบัติการต่อสู้เพื่อเอาชนะยาเสพติดจังหวัดชลบุรี ซึ่งเป็นประสบการณ์สำคัญที่ทำให้เขาเข้าใจปัญหายาเสพติดและความปลอดภัยในพื้นที่อย่างลึกซึ้ง เมื่อสั่งสมประสบการณ์ภาคสนามเต็มเปี่ยม เขาจึงก้าวสู่ตำแหน่งระดับบริหาร ได้แก่ ป้องกันจังหวัดชลบุรี นายอำเภอคลองหาด–วังน้ำเย็น จังหวัดสระแก้ว และนายอำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี ก่อนเลื่อนเป็นผู้ตรวจราชการกรมการปกครองในปี 2561 และกลับมาดำรงตำแหน่งปลัดจังหวัด–รองผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรีในปี 2563

ต่อมาในปี 2566 เขาได้เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดระนอง และผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาครในปี 2567 ก่อนที่คณะรัฐมนตรีจะมีมติแต่งตั้งให้กลับคืนถิ่นบ้านเกิดในปี 2568 ในตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรีอย่างสมศักดิ์ศรีเส้นทางข้าราชการสายปกครองมืออาชีพ นับเป็นการกลับบ้านของ “พ่อเมือง” ที่รู้จักทั้งโจทย์ชายแดน เมืองท่องเที่ยว และจังหวัดอุตสาหกรรมมาแล้วครบถ้วน
.
สำหรับ “ผลงานเด่นในปี 2568” นับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่ง นายนริศเดินหน้าขับเคลื่อนงานอย่างรวดเร็ว โดยจัดประชุมชี้แจงแนวทางการปฏิบัติราชการเพื่อขับเคลื่อนจังหวัดชลบุรีให้เป็น “เมืองน่าอยู่ คู่ความปลอดภัย” ต่อหัวหน้าส่วนราชการ ผู้นำท้องถิ่น และกำนันผู้ใหญ่บ้าน เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2568 วางกรอบการทำงาน 5 ด้าน ได้แก่ 

(1) ชลบุรีปลอดภัย ไร้ยาเสพติดและอบายมุข เน้นปราบปรามบ่อน การพนัน สถานบริการผิดกฎหมาย และกลุ่มต่างชาติที่ก่อปัญหา 

(2) สร้างรายได้ ลดรายจ่าย ยกระดับคุณภาพชีวิต ผ่านการหนุนเศรษฐกิจฐานราก ตลาดสินค้าราคาประหยัด “ธงฟ้า” และโครงการน้ำประปาดื่มได้ 

(3) ชลบุรีเมืองแห่งความปลอดภัย (Smart Safety) ปรับปรุงสัญญาณไฟ ป้ายจราจร และเส้นทางคมนาคมให้ปลอดภัย 

(4) เมืองสะอาดและเป็นระเบียบ แก้ปัญหาน้ำท่วมและพัฒนาเมืองให้น่าอยู่ 

(5) งานบริการประชาชนที่รวดเร็ว โปร่งใส โดยใช้ศูนย์ดำรงธรรมและสายด่วน 1567 เป็นกลไกรับเรื่องร้องทุกข์ ควบคู่ไปกับการผลักดันโครงการก่อสร้างศาลหลักเมืองชลบุรี เพื่อเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนทั้งจังหวัด 

นอกจากนี้ ปลายเดือนตุลาคม 2568 เขายังมอบนโยบายการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหายาเสพติดในพื้นที่จังหวัดชลบุรี ภายใต้นโยบายรัฐบาล “Quick Big Win : ขับเคลื่อนอย่างรวดเร็วสู่ชัยชนะที่ยิ่งใหญ่” กำหนดแนวทางทั้งการค้นหา-คัดกรองผู้เสพและผู้ค้า การปราบปรามผู้ค้ารายใหญ่ การบำบัด-ฟื้นฟู และการสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชนอย่างจริงจัง

จากประวัติการศึกษาอันแข็งแรง เส้นทางรับราชการที่ผ่านทั้งพื้นที่ชายแดน พื้นที่ท่องเที่ยว และจังหวัดอุตสาหกรรม ตลอดจนผลงานการวางยุทธศาสตร์ “ชลบุรีเมืองน่าอยู่ คู่ความปลอดภัย” และการเร่งแก้ปัญหายาเสพติดในปี 2568 นายนริศ นิรามัยวงศ์ จึงเป็นภาพแทนของผู้นำจังหวัดที่ทั้ง “รู้พื้นที่ รู้ปัญหา และกล้าตัดสินใจลงมือทำ” เขาไม่ใช่เพียงข้าราชการผู้บริหารจากส่วนกลาง แต่เป็น “ลูกหลานชลบุรี” ที่ประชาชนรู้สึกเข้าถึงได้และไว้วางใจได้ว่า จะนำพาจังหวัดชลบุรีก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง ปลอดภัย และน่าอยู่ยิ่งขึ้นในทุกมิติของการพัฒนา

กระชับความร่วมมือ ด้านภาษาจีน–อาชีวศึกษา ดันทุนครูไทย เพิ่มห้องเรียนขงจื่อ พัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัล

เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า ตนพร้อมด้วยผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ ได้เข้าพบหารือกับ Mr. Yu Yunfeng ผู้อำนวยการศูนย์แลกเปลี่ยนและส่งเสริมความร่วมมือด้านภาษาจีนระหว่างประเทศ (Center for Language Education and Cooperation: CLEC) ณ กรุงปักกิ่ง ระหว่างการประชุมภาษาจีนโลก ประจำปี 2568 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติจีน สาธารณรัฐประชาชนจีน 

โดยได้นำเสนอนโยบายและทิศทางการพัฒนาการเรียนการสอนภาษาจีนในประเทศไทย พร้อมเน้นย้ำถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างไทย–จีน และความสำคัญของการยกระดับคุณภาพการเรียนรู้ภาษาจีนให้ทันสมัยและตอบโจทย์อนาคต โดยเฉพาะการผลิตกำลังคนด้านอาชีวศึกษาที่มีทักษะภาษาจีนรองรับตลาดแรงงานยุคใหม่ พร้อมเสนอให้ฝ่ายจีนสนับสนุนทุนการศึกษาแก่ครูไทยเพื่อไปศึกษาต่อที่ประเทศจีน ตลอดจนส่งผู้เชี่ยวชาญมาฝึกอบรมให้แก่ครูไทยเพื่อยกระดับทักษะการสอนภาษาจีนอย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ ไทยยังขอรับการสนับสนุนด้านเทคโนโลยีเพื่อพัฒนาการเรียนการสอนภาษาจีนในห้องเรียนของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ รวมถึงการร่วมกันพัฒนาแพลตฟอร์มการสอนภาษาจีน เพื่อให้ผู้เรียนสามารถเข้าถึงการเรียนรู้ได้ง่าย หลากหลาย และทันสมัยยิ่งขึ้น ขณะที่ฝ่ายจีนได้เสนอแนวทางขยายความร่วมมือ เช่น การยกระดับหลักสูตรภาษาจีนให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล โดยเฉพาะในระดับอาชีวศึกษา การพัฒนาสื่อการเรียนรู้ ระบบการสอบ HSK การแลกเปลี่ยนครูและผู้เชี่ยวชาญชาวจีน รวมถึงการร่วมพัฒนาแพลตฟอร์มออนไลน์แบบครบวงจรสำหรับผู้เรียนทุกช่วงวัย

ศ.ดร.นฤมล ยังกล่าวถึงความจำเป็นในการพัฒนาทักษะภาษาจีนเพื่อตอบโจทย์การจ้างงานในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งมีนักลงทุนชาวจีนจำนวนมาก พร้อมเสนอให้เพิ่มครูอาสาสมัครจีนในศูนย์การเรียนรู้ทั่วประเทศเพื่อเสริมศักยภาพแรงงานไทย ขณะเดียวกัน ไทยยังขอรับการสนับสนุนการจัดตั้ง “ห้องเรียนขงจื่อ” เพิ่มเติม รวมถึงส่งเสริมรูปแบบการจัดการเรียนการสอนแบบ 3+1 ได้แก่ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ ภาษาจีน และทักษะภาษาดิจิทัล (AI)

ทั้งนี้ การหารือครั้งนี้สะท้อนเจตนารมณ์ร่วมของไทยและจีนในการพัฒนาความร่วมมือด้านการศึกษาให้ก้าวหน้าและยั่งยืน โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างโอกาสการเรียนรู้คุณภาพสูงให้คนไทยทุกช่วงวัย และตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่อย่างแท้จริง

หนุนไทยเก็บกู้ทุ่นระเบิดชายแดน ย้ำ “สหรัฐฯ ไม่เอาภาษีมาผูกปมกัมพูชา” ฝาก 2 ผู้นำ แจ้งทางเขมร ให้ปฏิบัติตามข้อตกลง

(16 พ.ย. 68) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โพสต์เฟซบุ๊กเล่าบทสนทนากับนายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซียและประธานอาเซียน ซึ่งโทรศัพท์มาพูดคุยกับเขาอีกครั้งเมื่อคืนวันที่ 15 พฤศจิกายน ต่อเนื่องจากการหารือรอบแรกที่ทั้งสองฝ่ายได้คุยกับนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ เรื่องสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา

นายอนุทินระบุว่า นายกฯ อันวาร์แจ้งว่าได้คุยกับประธานาธิบดีทรัมป์อีกรอบ โดยทรัมป์เห็นตรงกับจุดยืนของไทยว่า การเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรม (Humanitarian demining) เป็นหัวใจสำคัญของปฏิญญาที่ไทยและกัมพูชาลงนามร่วมกัน และได้ขอให้รัฐบาลไทยเร่งเดินหน้ากู้ทุ่นระเบิดโดยเร็ว เพราะเป็นอันตรายต่อชีวิตประชาชนทั้งสองประเทศอย่างยิ่ง

ที่สำคัญ นายอนุทินเผยว่า ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ยืนยันผ่านนายกฯ อันวาร์มาบอกไทยชัดเจนว่า สหรัฐอเมริกาจะไม่เอาประเด็นการระงับปฏิญญาของไทย ไปผูกกับการเจรจาภาษีการค้าระหว่างไทย–สหรัฐที่กำลังเดินอยู่ในขณะนี้ พร้อมกันนี้ นายอนุทินยังได้ถามนายกฯ อันวาร์ว่าตนสามารถโพสต์เนื้อหานี้ได้หรือไม่ ซึ่งอีกฝ่ายตอบว่า “โพสต์เลยอนุทิน” และจะโพสต์ยืนยันจากช่องทางของตนเองด้วย เพื่อให้ประชาชนไทยคลายกังวล

นายอนุทินยังอ้างถึงกรณีจดหมายจากผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) ที่แจ้งเรื่องการหยุดเจรจากับไทยไว้ก่อนหน้า โดยระบุว่าจดหมายฉบับดังกล่าวถูกจัดทำขึ้นก่อนที่เขาจะได้พูดคุยทางโทรศัพท์กับประธานาธิบดีทรัมป์ในคืนวันที่ 14 พฤศจิกายน จึงย้ำว่าข้อมูลที่ตนได้รับและนำมาแจ้งต่อประชาชนในวันนี้ เป็นข้อมูลล่าสุดจากการพูดคุยโดยตรงผ่านผู้นำทั้งสองฝ่าย

สมุทรปราการ-บวชลูกชายนักการเมือง!! คนดังแพรกษาใหม่ นักการเมืองท้องถิ่นร่วมอนุโมทนา

วันที่ 16 พฤศจิกายน 2568 ที่วัดน้อยสุวรรณาราม(วัดคลองเก้า) ต.แพรกษาใหม่ อ.เมือง จ.สมุทรปราการ นายอำนวย บุญริ้ว นายกเทศมนตรีเมืองแพรกษาใหม่ นายกคนดังแพรกษาใหม่จัดพิธีอุปสมบท นายวิษณุ บุญริ้ว (นาคแม็ก) ณ วัดน้อยสุวรรณาราม


โดยมี นางสาววาสนา สว่างวงษ์ (มารดา) นาคแม็ก ตลอดจนญาติสนิทและแขกผู้มีเกียรติจำนวนมากเดินทางมาร่วมในพิธี


นอกจากนี้ ยังได้รับเกียรติจาก นายสุนทร ปานแสงทอง นายก.อบจ.สมุทรปราการ พร้อมด้วย นายอิม แพหมอ นายกเทศมนตรีเมืองแพรกษา ดร.ยงยุทธ สุวรรณบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรปราการ เขต 2 สมัยที่ 25 นายสมศักดิ์ แก้วเสนา ปลัดจังหวัดสมุทรปราการ พล.ต.ต.วิชิต บุญชินวุฒิกุล รอง.ผบช.ภ.1 นายธีรพล ชุนเจริญ นายกเทศมนตรีตำบลบางปู


นอกจากนี้ ยังมีคณะผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สมาชิกสภา อบจ.สมุทรปราการ คณะสมาชิกสภาเทศบาลเมืองแพรกษาใหม่ ผู้บริหารโรงเรียนนาคดีอนุสรณ์ หัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการตำรวจ เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง 


ผู้ประกอบการ นักธุรกิจ และประชาขนในเขตพื้นที่จำนวนมากเดินทางมาร่วมปรงผมนาคและร่วมอนุโมทนาบุญกับนายวิษณุ บุญริ้ว ที่ได้ลาบรรพชาอุปสมบทขอบวชเป็นพระภิกษุสงฆ์ เพื่อตอบแทนคุณบิดา มารดา และขอศึกษาพระธรรมวินัย ณ วัดน้อยสุวรรณาราม (วัดคลองเก้า) ต่อไป


ซึ่งพิธีปรงผมนาคก่อนบรรพชาอุปสมบทเป็นพระภิกษุสงฆ์ในครั้งนี้ ได้รับความเมตตาจากท่าน พระครูสุวรรณสิทธิธาดา เจ้าคณะตำบลบางปู เจ้าอาวาสวัดน้อยสุวรรณาราม เป็นพระอุปัชฌาย์ นำคณะสงฆ์ประกอบพิธีเจริญชัยมงคลคาถา พร้อมทั้ง เจริญพระพุทธมนต์ฉลองผ้าไตร 


โดยในช่วงเช้าได้มีพิธีปรงผม นายวิษณุ บุญริ้ว หรือนาคแม็ก จากนั้น คณะเจ้าภาพพร้อมทั้งแขกผู้มีเกียรติร่วมกันถวายภัตตาหารเพลแด่พระสงฆ์ และในช่วงเวลา 17.00 น. จะมีพิธีทำขวัญนาค และจะนำนาคเข้าสู่พิธีอุปสมบท ในวันที่ 17 พฤศจิกายน เวลา 15.00 น. ณ วัดน้อยสุวรรณาราม 

เชียงใหม่-สัมมนา สร้างเครือข่ายความรู้พลังงาน เตรียมพร้อมสู่ Energy Transition มุ่งหวังสร้างความยั่งยืนด้านพลังงาน

สภาอุตสาหกรรมจังหวัดเชียงใหม่ ขานรับการเปลี่ยนแปลงของโลก จัดโครงการสร้างเครือข่ายความรู้พลังงาน เตรียมพร้อมสู่ Energy Transition กระตุ้นทุกภาคส่วนปรับตัวรับมือลดผลกระทบที่เกิดขึ้นกับสิ่งแวดล้อม  มุ่งหวังสร้างความยั่งยืนด้านพลังงานให้กับผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ


 

นายจักริน วังวิวัฒน์ ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า ปัจจุบันโลกมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วทำให้ประเทศไทยพบกับความท้าทายรอบด้านโดยเฉพาะด้านพลังงาน ซึ่งแหล่งพลังงานภายในประเทศที่มีจำกัดทำให้ต้องมีการนำเข้าพลังงานด้วยราคาที่ผันผวนตามตลาดโลกนอกจากนี้มาตรการด้านสิ่งแวดล้อมจากทั่วโลกที่ผลักดันให้ไทยต้องปรับตัวไปสู่การใช้พลังงานสะอาด จึงกระตุ้นให้ทุกภาคส่วนได้ตระหนักถึงความสำคัญที่จะสอดรับกับเป้าหมายของประเทศไทยสู่นโยบาย Net Zero ในปี 2050 ดังนั้นทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกันที่จะขับเคลื่อนการลดก๊าซเรือนกระจก และนำพาอุตสาหกรรมไทย เปลี่ยนผ่านสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน

การจัดสัมมนาเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจด้านพลังงานสะอาด ภายใต้โครงการสร้างเครือข่ายความรู้พลังงาน เตรียมพร้อมสู่ Energy Transition ในวันนี้ ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนพัฒนาไฟฟ้า สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน ที่เห็นถึงความสำคัญในการเผยแพร่ความรู้ด้านพลังงานสะอาด เพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจ และเสนอแนวทางการเตรียมความพร้อม ให้ทุกภาคส่วนสามารถปรับตัวกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง โดยความร่วมมือของสถาบันพลังงานเพื่ออุตสาหกรรม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ร่วมกับสภาอุตสาหกรรมจังหวัดเชียงใหม่ ได้ร่วมกันจัดขึ้น 

สิ่งที่ผู้เข้าร่วมสัมมนาจะได้รับความรู้ในวันนี้คือเรื่อง โครงสร้างกิจการไฟฟ้าของประเทศไทย เทคโนโลยีและแผนงานในการพัฒนาเทคโนโลยีด้านพลังงานของประเทศ ที่จะทำหน้าที่รองรับการเปลี่ยนแปลงต่างๆ รวมถึงเรื่องการซื้อขายพลังงาน การให้บริการด้านพลังงาน ผ่านระบบโครงการขายไฟฟ้าที่เปิดกว้างมากขึ้นในปัจจุบัน นอกจากนี้ยังมีเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือกลไกที่เกี่ยวข้องกับภาวะโลกร้อนที่เป็นเรื่องใกล้ตัวทุกคนมากขึ้น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อไปยังความสามารถการแข่งขัน และค่าครองชีพในอนาคต


 

“เมื่อทั่วโลกกำลังมุ่งสู่เป้าหมายเดียวกันในการลดภาวะโลกร้อน ส่งผลให้ทุกภาคส่วนเกิดการปรับตัวไปสู่การใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น ดังนั้นหากทุกคนหันมาให้ความสนใจ และติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดจะมีส่วนช่วยให้เข้าใจการเปลี่ยนแปลงด้านพลังงานได้ดีขึ้น และปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกันภาครัฐต้องเร่งออกมาตรการสนับสนุนที่เป็นรูปธรรม เพื่อให้ภาคธุรกิจและครัวเรือนปรับพฤติกรรมสู่เส้นทางลดคาร์บอนอย่างยั่งยืนต่อไป” ประธานสภาอุตสาหกรรมฯกล่าวในที่สุด
 

เบื้องหลังคำต้อนรับของ “สี จิ้นผิง” ย้ำ “ใกล้ชิดดุจครอบครัวเดียวกัน” แต่งดำร่วมไว้ทุกข์กับคนไทย ตอกย้ำสายสัมพันธ์ไทย–จีนยั่งยืน

(16 พ.ย. 68) รศ.ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ สาขาวิชาสถิติศาสตร์ สาขาวิชาพลเมืองวิทยาการข้อมูล สาขาวิชาวิทยาการประกันภัยและการบริหารความเสี่ยง คณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ระบุว่า คำกล่าวถวายการต้อนรับของประธานาธิบดีสีจิ้นผิง ในการเสด็จเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนที่มหาศาลาประชาคม ณ จัตุรัสเทียนอันเหมินในมหานครปักกิ่ง เป็นการซ่อนสัญญะที่มีความหมายเต็มเปี่ยม เพราะประธานาธิบดีสีจิ้นผิง เลือกใช้คำว่า ใกล้ชิดดุจครอบครัวเดียวกัน อันเป็นคำที่ผู้นำจีนไม่เคยใช้กับผู้นำหรือประมุขแห่งรัฐชาติใดมาก่อนหน้านี้เลย อันแสดงถึงความใกล้ชิดสูงสุด และเป็นการเสด็จเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ชาติไทยและชาติจีนในระดับการเยือนระหว่างรัฐ (State visit) ที่องค์พระประมุข (Head of state) ต้องเสด็จพระราชดำเนินเยือนด้วยพระองค์เองเท่านั้น

ผมเพิ่งสังเกตเห็นบางอย่างในภาพสำคัญภาพนี้ ในหลวงและพระราชินีทรงแต่งไว้ทุกข์ในคราวเสด็จเยือนจีนอย่าง State Visit ปกติคนจีนพยายามหลีกเลี่ยงการแต่งชุดสีดำ เพราะถือว่าเป็นการไว้ทุกข์ ไม่เป็นมงคล

แต่ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงและภรรยา-เผิงหลี่หยวน แต่งชุดดำทั้งคู่ เป็นการร่วมไว้ทุกข์ถวายสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ บรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้นำจีนเลือกที่จะถวายพระเกียรติยศสูงสุดให้กับในหลวงของเรา

เป็นการไว้ทุกข์ถวายร่วมกัน ในฐานะครอบครัวไทย-จีน ใกล้ชิดกัน เป็นครอบครัวเดียวกัน อันเป็นการซ่อนสัญญะที่มีความหมายสูงสุดอย่างยิ่ง

ในพระคริสตธรรมคัมภีร์มีพระวจนะกล่าวไว้ว่า จงชื่นชมยินดีกับผู้ที่ชื่นชมยินดี ร้องไห้กับผู้ที่ร้องไห้ Rejoice with those who rejoice, cry with those who cry

มิตรเก่า เหล่าเผิงโหย่ว ร่วมทุกข์ร่วมสุข ไม่ได้ฟูมฟายร้องไห้ แต่แสดงออกถึงความรู้สึกเสียใจอย่างยิ่งร่วมกับครอบครัวเดียวกัน ด้วยการใส่ชุดดำไว้ทุกข์ถวายร่วมกัน ไว้ทุกข์ร่วมกันกับคนไทยทั้งแผ่นดิน

เรื่องละเอียดอ่อนแบบนี้คือศิลปะแห่งบูรพทิศที่ชาติตะวันตกอาจจะไม่มีวันเข้าใจ

ขอสายสัมพันธ์สองแผ่นดินจงยั่งยืน ขอจงทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน

ที่ประธานาธิบดีสีจิ้นผิง กล่าวว่า ใกล้ชิดดุจครอบครัวเดียวกัน นั้นมิได้เกินเลยกว่าความเป็นจริง

พระราชบุพการีแห่งพระมหาจักรีบรมราชวงศ์มีสายเลือดจีนอยู่มากมาย จนทำให้เกิดพระราชประเพณีสังเวยพระป้ายในทุกวันขึ้นปีใหม่ของจีนหรือตรุษจีน ทั้งที่พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต และที่พระที่นั่งเวหาศน์จำรูญ พระราชวังบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา อันเป็นพระที่นั่งไม้แบบเก๋งจีนที่บรรดาพ่อค้าชาวจีนนำโดยพระยาโชฎีกราชเศรษฐีเจ้ากรมท่าซ้าย สร้างถวาย

การสร้างพระป้ายนั้นเริ่มจากพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระสยามมหามกุฎวิทยมหาราช โปรดเกล้าให้สร้างพระป้ายพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ประดิษฐานอยู่ ณ พระที่นั่งอิศเรศราชานุสรณ์ พระบวรราชวัง หรือวังหน้า ซึ่งปัจจุบันเป็นพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติพระนคร

พระราชพิธีบวงสรวงสังเวยพระเริ่มต้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ พระบวรราชวัง โดยโปรดให้คณะสงฆ์จีนนิกายและอนัมนิกายมาสวดฉลองพระป้ายและมีพระราชพิธีสังเวยพระป้าย

ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระปิยมหาราช โปรดเกล้าให้สร้างพระป้ายพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระสยามมหามกุฎวิทยมหาราช และพระป้ายสมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี พระบรมชนกนาถและพระบรมราชชนนี ประดิษฐาน ในพระบรมมหาราชวังและต่อมาประดิษฐาน ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน สืบต่อมาจนถึงทุกวันนี้

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระปิยมหาราช โปรดเกล้าให้สร้างพระป้ายพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระสยามมหามกุฎวิทยมหาราช และพระป้ายสมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี พระบรมชนกนาถและพระบรมราชชนนี ขึ้นอีกสององค์เพื่อประดิษฐาน ณ พระที่นั่งเวหาศน์จำรูญ พระราชวังบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระป้ายพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระป้ายสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพื่ออัญเชิญไปประดิษฐาน ณ พระที่นั่งเวหาศน์จำรูญ พระราชวังบางปะอิน

เกี้ยซุงฮวดไช้ เป็นภาษิตจีนแต้จิ๋ว ที่แปลได้ว่า ลูกหลานกตัญญูโชคดี พระราชพิธีบวงสรวงสังเวยพระป้ายในพระราชพิธีตรุษจีนที่สืบทอดมายาวนานนับร้อยปีในพระมหาจักรีบรมราชวงศ์จึงเป็นเครื่องแสดงถึงพระราชกตัญญุตาธรรมที่องค์พระมหากษัตริย์ทรงมีต่อบูรพมหากษัตริยาธิราชเจ้าและพระบุรพราชการี อันเป็นคุณธรรมที่ควรยกย่องยิ่ง
คำถามสำคัญคือ เลือดจีนในพระมหาจักรีบรมราชวงศ์นั้นมีมากน้อยแค่ไหน อย่างไร ผู้เขียนจะได้เลือกใช้ตัวอักษรสีแดงและตัวเข้มเพื่อแสดงว่าพระปรมาภิไธยหรือพระนามหรือนามที่เอ่ยถึงนั้นมีเลือดจีนหรือมีเชื้อสายจีน

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เคยมีพระราชดำรัสเมื่อเสด็จเยี่ยมโรงเรียนจีนในประเทศไทยว่าทรงมีเลือดจีนและทรงสนับสนุนการเรียนภาษาจีนเป็นอย่างยิ่ง

เลือดจีนในพระมหาจักรีบรมราชวงศ์ เท่าที่ผู้เขียนพอจะนึกออกมีดังนี้

หนึ่ง พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงมีเลือดจีนอยู่ครึ่งหนึ่ง ด้วยสมเด็จพระปฐมบรมมหาชนก (ทองดี) ทรงเสกสมรสกับ พระอัครชายาหยก บุตรีคหบดีชาวจีนที่มีนิวาสสถานบริเวณป้อมเพชร พระนครศรีอยุธยา

สอง พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระอัยกีคือ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากรมพระศรีสุดารักษ์ พระเชษฐขนิษฐาในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (ซึ่งทรงเป็นพระราชธิดาของพระอัครชายาหยก ผู้มีเชื้อสายจีนเช่นกัน) ทรงสมรสกับเจ้าขรัวเงิน แซ่ตัน คหบดีชาวจีนเชื้อสายขุนนางในกรุงปักกิ่ง สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระศรีสุดารักษ์มีพระราชธิดาคือ เจ้าฟ้าบุญรอด ต่อมาคือ สมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี พระมเหสีในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย พระราชมารดาใน พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และ พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว

สาม ราชินิกุลสุจริตกุล อันมีสมเด็จพระบรมราชินีและพระมเหสีที่มาจากสุจริตกุล อีกหลายพระองค์ ท้าวสุจริตธำรง (นาค) เป็นบุตรีคหบดีจีน ท้าวสุจริตธำรง เป็นพระราชมารดาของ สมเด็จพระปิยมาวดี ศรีพัชรินทรมาตา (เจ้าจอมมารดาเปี่ยม) และ สมเด็จพระปิยมาวดี ศรีพัชรินทรมาตา ทรงเป็นพระราชอัยกีใน พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว
.
สมเด็จพระปิยมาวดี ศรีพัชรินทรมาตา ทรงเป็นพระราชมารดาใน สมเด็จพระสรีสวรินทิรา บรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า เป็นพระอัครมเหสีใน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระราชโอรสคือ สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรมพระบรมราชชนก พระบรมราชชนกใน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล และ พระบาทสมเด็จพระมหาชนกาธิเบศร ภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และพระราชอัยกาใน พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว

สมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิ์ศจี พระบรมราชินี (ต่อมา พระวรราชชายา) พระนามเดิม ประไพ สุจริตกุล พระอัครมเหสีในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ธิดาของ เจ้าพระยาสุธรรมมนตรี (ปลื้ม สุจริตกุล) กับ ท่านผู้หญิงสุธรรมมนตรี (กิมไล้ สุจริตกุล) มีเชื้อสายจีนเพราะเป็นธิดาของ ขุนพัฒน์ (หอย เตชะกำพุช) นายอากรบ่อนเบี้ย กับ นางเลี้ยบ เตชะกำพุช มีบ้านเดิมอยู่ที่สำเพ็ง

สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ 7 ทรงมีเชื้อสายจีนเช่นกัน พระบิดาคือ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระสวัสดิวัดนวิศิษฎ์ ซึ่งทรงมีเชื้อสายราชินิกุลสุจริตกุล มีเชื้อสายจีน ส่วนพระมารดาคือ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภาพรรณี พระธิดาในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงพิชิตปรีชากรและ หม่อมสุ่น คัคนางค์ ผู้เป็นธิดาพ่อค้าผ้าแพรเชื้อสายจีนชื่อกิมจากย่านสะพานหัน

สี่ เจ้าจอมมารดาอ่วม ธิดาของ พระยาพิสณฑ์สมบัติบริบูรณ์ (เจ้าสัวยิ้ม พิศลยบุตร) อภิมหาเศรษฐีและ มารดาชื่อ "ปราง" เชื้อสายจีนจากสกุล "สมบัติศิริ" เจ้าจอมมารดาอ่วม รับราชการใน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นเจ้าจอมมารดาของ พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระจันทบุรีนฤนาถ ผู้เป็นพระปัยยิกา (ทวด) ใน สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง กรมพระจันทบุรีนฤนาถ ประสูติวันจันทร์ ปีจอ เดือนเจ็ด จนทรงถูกล้อว่า วันจันทร์ ปีจอ เดือนเจ็ด ลูกพระจุล หลานพระจอม ลูกเจ้า หลานเจ๊ก

ห้า สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี ทรงมีเชื้อสายจีนจากครอบครัวไทยจีนที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ทรงมีพระราชมารดาคือ คุณหญิงจั่งเฮียง ติดใจ

อันที่จริงยังมีราชสกุลในราชวงศ์จักรีอีกหลายราชสกุลที่สืบเชื้อสายจีน ได้แก่

ราชสกุลปราโมช และ กปิตถา จาก เจ้าจอมมารดาอัมพา ในรัชกาลที่ 2 ซึ่ง พลตรีหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช ได้ยืนยันว่าบทกาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวาน ที่ว่า สายหยุดพุดจีบจีน เจ้ามีสินพี่มีศักดิ์ ทั้งวังเขาชังนัก แต่พี่รักเจ้าคนเดียว เป็นพระราชนิพนธ์ ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยพระราชทานให้แก่เจ้าจอมมารดาอำภา เชื้อสายจีนที่ทรงโปรดมาก

ราชสกุลยุคล ในรัชกาลที่ 5 มี เจ้าจอมมารดาจีน ผู้เป็นหม่อมใน พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นภูมินทรภักดี เป็นพระชนนีของ พระวิมาดาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ กรมพระสุทธาสินีนาฏ ปิยมหาราชปดิวรัดา พระอรรคชายาใน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

เราจะเห็นได้ชัดเจนว่าเลือดจีนในพระมหาจักรีบรมราชวงศ์นั้น มาจากสายราชินิกุล คือทางพระราชบุรพการีสายพระราชมารดาแทบทั้งหมด

ดังนั้น คำกล่าวของประธานาธิบดีสีจิ้นผิง ถวายการต้อนรับ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ว่า ไทยกับจีนใกล้ชิดกัน เป็นครอบครัวเดียวกัน จึงหาได้เป็นคำกล่าวที่เกินเลยไปไม่แต่ประการใด แต่เป็นความจริง เพราะในพระมหาจักรีบรมราชวงศ์นั้นมีเลือดจีนอยู่จริงในสัดส่วนที่ค่อนข้างสูงมากดังที่ได้กล่าวมานี้

ผู้จัดชูแนวคิด “ให้ทุกคนเข้าถึงกีฬา” ต้อนรับ 'ซีเกมส์ ครั้งที่ 33' เข้าชมฟรี พิธีเปิด-ปิด ซีเกมส์2025 ลงทะเบียน 26 พ.ย.นี้

(16 พ.ย. 68) ไทยประกาศข่าวดีต้อนรับ 'ซีเกมส์ ครั้งที่ 33' โดยเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนเข้าชมการแข่งขันฟรีทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 9–20 ธันวาคม 2568 ถือเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาลและการกีฬาแห่งประเทศไทย ที่ต้องการให้ทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงงานใหญ่ระดับภูมิภาคนี้ได้

ผู้จัดชูแนวคิด “ให้ทุกคนเข้าถึงกีฬา” โดยกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาย้ำว่า 'มหกรรมกีฬาเพื่อประชาชน' รอบนี้จะเปิดรับนักเรียน นักศึกษา ผู้พิการ และกลุ่มผู้ด้อยโอกาสเป็นพิเศษ “เราต้องการสร้างแรงบันดาลใจแก่เยาวชนและขยายโอกาสให้คนไทยทุกคน” ข้อความจากแถลงหลักของผู้จัดงาน
.
สำหรับการแข่งขันจะกระจายไป 3 จังหวัดหลัก ได้แก่ กรุงเทพมหานคร (พิธีเปิดและกีฬาหลัก), ชลบุรี (กีฬาทางน้ำและในร่ม), สงขลา (เดิมวางแผนฟุตบอลแต่มีการเปลี่ยนแปลงบางส่วน) ขณะที่ฟุตบอลชายรอบแบ่งกลุ่มจะย้ายมาแข่งที่สนามราชมังคลากีฬาสถาน เนื่องจากคาดว่าคนดูจะหลั่งไหลเข้ามาจำนวนมาก

แม้เข้าสู่สนามฟรี แต่ประชาชนต้องลงทะเบียนในระบบกลางซึ่งจะเปิดให้เลือกทั้งประเภทกีฬา, รอบแข่งขัน, ที่นั่ง และมีโควตาพิเศษกลุ่มเป้าหมาย พร้อมช่องทางรับชมผ่าน Fan Zone รอบสนามในกรณีที่ที่นั่งเต็ม ด้านผู้จัดแจ้งว่ารายละเอียดขั้นตอนลงทะเบียนและรับบัตรจะอัปเดตผ่านช่องทางทางการเร็วๆ นี้

การเปิดซีเกมส์เข้าชมฟรีครั้งนี้นับเป็น “ของขวัญ” จากเจ้าภาพ หลังไทยห่างหายการจัดงานมา18ปี และสะท้อนเป้าหมายยกระดับกีฬาไทยให้ทั่วถึงและยั่งยืนต่อไป
 

ลำปาง-ผนึกกำลังเครือข่าย พสบ. จิตอาสา 904 และ กฟผ. (EGAT) ส่งต่อความห่วงใย มอบถุงยังชีพและแพมเพิสถึงบ้านผู้ป่วยกลุ่มเปราะบาง อ.เถิน ลำปาง

เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2568 เวลา 10.00 น. เครือข่ายจิตอาสาจากหลายภาคส่วน นำโดย ผศ.ดร.ธนกร สิริสุคันธา ประธานหลักสูตรปริญญาโท สาขาวิชาการจัดการ ม.ราชภัฏลำปาง ในฐานะผู้แทนจาก หลักสูตรพัฒนาสัมพันธ์ผู้บริหารระดับสูง กองทัพภาคที่ 3 รุ่นที่ 5 (พสบ.) พร้อมด้วย จิตอาสา 904 ร.อ.หญิง นันทา หอมแก่นจันทร์ และ จ.ส.อ.พลภัทร … ได้ลงพื้นที่บ้านห้วยเกี๋ยง หมู่ 9 ตำบลนาโป่ง อำเภอเถิน จังหวัดลำปาง เพื่อมอบถุงยังชีพและเครื่องอุปโภคบริโภคที่ได้รับการสนับสนุนหลักจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายให้กับผู้ป่วยกลุ่มเปราะบาง

การส่งมอบครั้งนี้เป็นการนำถุงยังชีพคุณภาพจาก กฟผ. ซึ่งประกอบด้วย ข้าวสาร บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ปลากระป๋อง, น้ำมันพืช น้ำดื่ม นม ขนม และสิ่งของจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับผู้ป่วยคือแพมเพิส ไปมอบให้ถึงที่พักของผู้ป่วยกลุ่มเปราะบางในพื้นที่รวมจำนวน 4 ราย ได้แก่ นายสวัสดิ์ ชมภู, นางอาวร ปุ้มตะมะ, นายศรียน สุยะพรม และ นายศรีทวน พุทธิหนอย

การดำเนินการได้รับความร่วมมืออย่างดียิ่งจากผู้นำชุมชนในพื้นที่ อาทิ นางเรือน แก้ววงศ์เครือ กำนันตำบลนาโป่ง, นายประเสริฐ คำแก้ว ผู้ใหญ่บ้านบ้านนาโป่ง, นายวรพงศ์ คำแก้ว สมาชิกสภา อบต.นาโป่ง, นางสาวอรอารีย์ คำแก้ว นักพัฒนาชุมชน อบต.นาโป่ง และ นางอินทิรา ปิมวงศ์ ประธาน อสม.ตำบลนาโป่ง ซึ่งได้ร่วมส่งมอบกำลังใจและความห่วงใยแก่พี่น้องประชาชนอย่างอบอุ่น

กิจกรรมครั้งนี้ไม่เพียงแต่ช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน แต่ยังสะท้อนถึงความมีน้ำใจ ความสามัคคี และการแบ่งปันในชุมชน ซึ่งเป็นแก่นสำคัญของการทำงานจิตอาสา การผนึกกำลังกันระหว่างภาคการศึกษา ภาคพลังงาน และเครือข่ายจิตอาสา แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการช่วยเหลือสังคมอย่างเป็นรูปธรรม และสร้างรอยยิ้ม เติมพลังใจให้แก่ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างยั่งยืน


 

เปิดมุมมองการเตรียมพอร์ต TCAS69 ชี้หนึ่งนาทีแรกในแฟ้มคือตัวกำหนดชะตา แต่ไม่ใช่เชือกเส้นสุดท้าย คะแนนสอบยังคงเป็นแกนหลัก

(16 พ.ย. 68) รองศาสตราจารย์ ดร.พันธุ์ปิติ เปี่ยมสง่า หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊กส่วนตัว ชื่อ Puntipi Piamsa-nga ถึงประเด็นเรื่องการเตรียม “พอร์ตโฟลิโอ” สำหรับ TCAS69

เห็นนักเรียนเริ่มเตรียมพอร์ตแล้วมีดรามา ผมก็ขอเอาที่ผมเคยเขียนไว้หลาย ๆ ปี มาเล่าใหม่ครับ 
ขออภัยครับ ยาวไปหน่อย เอาหลายตอนมารวม คาดหวังว่า ผู้ปกครอง Gen X, Gen Y คงพอทนอ่านยาว ๆ ได้บ้าง เพื่อประโยชน์สำหรับลูกหลานของท่านนะครับ

พอร์ต: ไม่ใช่เชือกเส้นสุดท้าย แต่เป็นอาวุธของมหาวิทยาลัย
พูดกันตรง ๆ “พอร์ต” ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นทางรอดสุดท้ายของเด็ก แต่เป็น “เครื่องมือเชิงกลยุทธ์” ของมหาวิทยาลัย โดยเฉพาะสาขาดัง ๆ
.
รอบพอร์ตคือช่องทางที่มหาวิทยาลัยใช้ “ชิงตัว” คนที่มีทักษะชัด มีผลงานชัด ก่อนมหาวิทยาลัยคู่แข่ง จะเรียกว่าเป็นรอบที่ไว้ “ล็อกเด็กที่อยากได้ที่สุด” ก่อนปล่อยสนามรอบสามก็ไม่ผิด

และเอาจริง ๆ คนที่ทำพอร์ตได้ดีจนมหาวิทยาลัย “กล้าเสี่ยงรับ” มีไม่เยอะ มหาวิทยาลัยเลยเลือกเฉพาะที่ดูแล้ว “ไม่เสี่ยง” ชัดเจนว่ามีของ ทำงานเป็นชิ้นเป็นอัน น่าจะอยู่รอดในหลักสูตรได้จริง จากนั้นค่อยกระจายน้ำหนักไปใส่รอบคะแนนสอบ TCAS3 เพื่อรับให้เต็มที่นั่ง

ส่วนใหญ่ที่ผมเห็น แทบไม่เคยมีเคส “เกรดต่ำ งานไม่ชัด แล้วหลุดมาได้ด้วยพอร์ต” เลย พูดแบบไม่ฝันกลางวันกันเกินไป เพราะฉะนั้น ถ้ามองในมุมระบบ พอร์ตคือช่องทางเสริมที่มหาวิทยาลัยใช้แย่งเด็กเก่ง มากกว่าจะเป็นเส้นหลักของเด็กส่วนใหญ่ ตรงนี้แหละที่ทำให้ผม ไม่เคย แนะนำใครให้ทุ่มชีวิตทั้งหมดลงไปกับพอร์ตจนลืมคะแนนสอบ

อย่าหลงคิดว่าพอร์ตแทนคะแนนสอบได้
แกนหลักของการเข้ามหาวิทยาลัยไทยตอนนี้ ยังไงก็ยังเป็น “คะแนนสอบ” อยู่ดี พอร์ตคือโบนัส เป็นโอกาสพิเศษสำหรับบางกลุ่มที่ “มีของจริง มีผลงานจริง” มหาวิทยาลัยใหญ่หลายแห่งที่รับรอบพอร์ตจำนวนมาก ก็เขียนเกณฑ์ไว้ชัดอยู่แล้วว่า ต้องมีรางวัลระดับโอลิมปิกวิชาการ เหรียญนู่นนี่ ซึ่งไม่ใช่ของที่ “ใครก็ทำได้ถ้าขยันพอ” ด้วยซ้ำ

ดังนั้น พอร์ตไม่ใช่ของที่ทุกคนต้องมี และยิ่งไม่ใช่ของที่ควรแลกด้วยการปล่อยคะแนนสอบหลุด

สอบยังไงก็ต้องสอบอยู่ดี
หน้าตาพอร์ตที่มหาวิทยาลัย “อยากเห็น”
สิ่งที่ผมเห็นซ้ำ ๆ เวลาอ่านพอร์ตคือ มหาวิทยาลัยไม่ได้อยากเห็น PDF สวยที่สุดในโลก ไม่ได้ตัดสินใครจากกราฟิกหรือจำนวนหน้า

สิ่งที่อาจารย์อยากเห็นจริง ๆ คือ
 – “เด็กคนนี้เคยลงมือทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันมาบ้างแล้วหรือยัง และทำจนสำเร็จจริงแค่ไหน”
พอร์ตที่ “เสียของ” มักมีหน้าตาแบบนี้
 – ใบประกาศเข้าร่วมกิจกรรมเต็มไปหมด แต่ไม่บอกเลยว่าตัวเองทำอะไรในกิจกรรมนั้น
 – รูปถ่ายกับป้ายงานเยอะมาก แต่ไม่มีงานไหนสะท้อนการลงมือทำของตัวเอง
 – เขียนว่าเป็นโปรเจกต์ที่ทำ แต่พอถามลึก ๆ ตอบไม่ได้ว่าตัวเองทำส่วนไหน แก้ปัญหาอะไร
ในทางตรงกันข้าม เด็กที่พอร์ตบาง แต่ชัด มักเล่าได้แบบนี้
 – “งานนี้เริ่มจากปัญหาอะไร ลองอะไรแล้วเจ๊งกี่รอบ ใช้เวลายังไง แก้บั๊กยังไง ตัวเองรับผิดชอบตรงไหน และสุดท้ายได้อะไรออกมาจริง ๆ”
ถึงงานจะไม่ใช่ระดับโลก แต่นั่นคือ “ของจริง” ที่ทำให้กรรมการกล้าเสี่ยงรับ

จิตอาสา: เข้าร่วม ≠ ริเริ่มและทำจนจบ
เรื่องจิตอาสา ผมใช้เป็นตัวอย่างประจำ
- ไปเข้าค่ายวันเดียว ถ่ายรูปกับป้าย “โครงการจิตอาสา…” กลับบ้าน แบบนี้
ได้แต้มแค่คำว่า “เข้าร่วม”
แต่มหาวิทยาลัยอยากเห็นคือ เด็กที่
- คิดโครงการเอง
- ชวนคน
- วางแผน
- จัดการหน้างาน
- แก้ปัญหาเฉพาะหน้า
- แล้วทำให้มัน “สำเร็จจริง”
ตรงนี้สะท้อนทั้งการคิดเป็นระบบ การจัดการคน การลงมือทำ และความรับผิดชอบ ซึ่งข้อสอบปรนัยรอบสามไม่มีทางวัดให้ เพราะฉะนั้น ถ้าจะทำพอร์ตจริง ๆ ผมอยากให้เปลี่ยนโจทย์จาก
 – “ไปเก็บกิจกรรมอะไรมาใส่พอร์ตดี”
 เป็น
 – “ในช่วง ม.ปลาย เราอยากลงมือทำอะไรให้มันเสร็จจริง ๆ อย่างน้อยสักหนึ่ง–สองเรื่อง”
พอร์ตที่ดี เริ่มจากการใช้ชีวิตแบบ “ลงมือทำจริง”
– ไม่ใช่เริ่มจากการออกแบบหน้าปกกับสารบัญ
.
หนึ่งนาทีแรกของพอร์ต สำคัญกว่าที่คิด
มหาวิทยาลัยไม่สนหน้าแรกสวย ๆ ของผู้สมัคร และเปิดข้ามทันที เด็กมักไม่รู้ แต่คนรับรู้ชัดมาก เวลาคัดรอบพอร์ต เราไม่มีเวลานั่งอ่านทุกบรรทัดในแฟ้มทุกคน พอร์ตแต่ละเล่มมีเวลา “เรียกความสนใจ” จริง ๆ แค่ไม่กี่สิบวินาทีแรก สิ่งที่ผมอยากเห็นในหนึ่งนาทีแรกคือ

เปิดแล้วรู้เลยว่า เด็กคนนี้เด่นเรื่องอะไร ทำอะไรเป็น เคยทำอะไรเสร็จจริงที่เกี่ยวกับสาขาที่สมัคร *
ไม่จำเป็นต้องมีหน้าแรกเป็นรูปเท่ ๆ คำนำ สารบัญหรู ๆ ถ้าหน้าแรกที่ผมเห็นคือใบประกาศเข้าค่าย “ฟังบรรยาย” ที่เด็กไม่ได้ทำอะไรเลย โอกาสที่ผมจะอ่านต่อก็ลดลงทันที สิ่งที่ทำให้เสียโอกาสฟรี ๆ คือ
- รูปหลักฐานแตก อ่านไม่ออก
- กราฟิกเยอะจนกลบเนื้อหา
- ใส่ทุกอย่างเทกระจาด ไม่เรียงลำดับความสำคัญ
ในขณะที่สิ่งที่ควรโผล่มาตั้งแต่ต้น คือ “งานที่ลงมือทำเองจริง ๆ” ที่โยงกับสาขานั้น

สิ่งที่ผมมองหาจริง ๆ ในเด็กที่ยื่นพอร์ต
ประสบการณ์หลายปีในรอบ TCAS1 ทั้งช้างเผือกและโอลิมปิก ผมมองหาเด็กแบบนี้
- เด็กที่งานไม่ใช่ของที่ผู้ใหญ่ทำให้แล้วเอาชื่อเด็กไปแปะ
 - เด็กที่ใฝ่รู้ รู้จักค้นคว้าในระดับสมเหตุสมผล
- เด็กที่เข้าใจบริบทงานตัวเอง เช่น ทำโปรเจกต์คอมด้านเกษตร ก็ควรรู้อะไรเกี่ยวกับเกษตรบ้าง ไม่ใช่สนใจแต่เทคโนโลยีอย่างเดียว
- เด็กที่เล่าเรื่องการเรียนรู้ของตัวเองให้คนอื่นฟังรู้เรื่อง
soft skill สำคัญมาก ฝีมืออย่างเดียวไม่พอ
- เด็กบางคนเก่ง แต่พูดไม่ได้ เชื่อมโยงไม่ได้ ศักยภาพหายไปครึ่งหนึ่งทันที
- ในทางกลับกัน เด็กที่ยังไม่สุด แต่เล่าเส้นทางตัวเองได้ชัด มักไปได้ไกลในระยะยาว
.
ภาษา: แต้มที่มีผลเกินกว่ารอบรับเข้า
ภาษาอังกฤษ (รวมถึงจีน ญี่ปุ่น เยอรมัน ฯลฯ) เป็นอีกตัวแปรที่โผล่มาชัดในพอร์ตและสัมภาษณ์ มันสะท้อนทั้งความพร้อมของเด็กและครอบครัว พูดแบบไม่แต่ง เด็กที่ภาษาดี จะมี “อิสระในการเลือก” สูงกว่ามาก
- เลือกคณะได้กว้างกว่า
- เลือกประเทศเรียนต่อได้มากกว่า
- เลือกงานและเส้นทางชีวิตได้มากกว่า
มันสำคัญกว่า TCAS ด้วยซ้ำ เพราะต่อให้ระบบรับเข้าเปลี่ยนอีกกี่รอบ ภาษาและทักษะการสื่อสารก็ยังตามเขาไปทั้งชีวิต
.
สรุป
พอร์ต คือช่องทางที่มหาวิทยาลัยใช้ดึงเด็กที่มั่นใจที่สุดมาก่อน
ส่วนที่เหลือ ยังไงก็ต้องกลับมาดูกันที่คะแนนสอบอยู่ดี
อย่าทุ่มทุกอย่างลงไปในพอร์ตจนลืมแกนหลัก
 แต่ถ้าจะทำพอร์ต ก็ทำให้สะท้อนว่า
- “เราทำอะไรเป็น”
 ไม่ใช่แค่
– “เราเคยไปอยู่ตรงไหนมา”
จะเล่นรอบพอร์ตก็ไม่ผิด จะเน้นรอบคะแนนสอบก็ไม่ผิดเหมือนกัน
* แต่อย่าเข้าใจผิดว่าพอร์ตคือทางรอดของทุกคน
สิ่งที่ควรลงทุนจริง ๆ คือ
- ความสามารถจริง
- ภาษา
- และทักษะการลงมือทำงานให้เสร็จและสื่อสารมันออกมาได้
สามอย่างนี้ จะอยู่กับเราไกลกว่าระบบรับเข้ามหาวิทยาลัยทุกรุ่นแน่นอนครับ

เชียงใหม่-สโมสรไลออนส์ จัดแข่งขันสารานุกรมไทยฯ ครั้งที่ 29 พื้นที่ เชียงใหม่ และแม่ฮ่องสอน

สโมสรไลออนส์จัดแข่งขันสารานุกรมไทยฯ ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีประจำปี 2568

ไลออน พรหมภัสรณ์ นิมมากุลวิรัตน์ ประธานฝ่ายสารานุกรมไทยฯ พื้นที่จังหวัดเชียงใหม่และจังหวัดแม่ฮ่องสอน ปีบริหาร 2568-2569 เผยถึง การแข่งขันสารานุกรมไทยสำหรับเขาวชนฯ ชิงถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ประจำปี 2568 ว่า สโมสรไลออนส์ มีความภูมิใจ ที่ได้สนองพระราชประสงค์ในพระบาทสมเด็จพระบรมชนการิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่ส่งเสริมให้ประชาชนได้อ่านหนังสือ แสวงหาความรู้ ซึ่งหนังสือสารานุกรมไทยฯ นั้นเป็นหนังสือที่รวบรวมองค์ความรู้ทุกแขนงวิชา สามารถอ่านโดยเข้าใจง่าย มีรูปภาพประกอบเหมาะกับทุกวัยที่จะศึกษาหาความรู้ จึงได้จัดทำโครงการการแข่งขันสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เป็นประจำ ทุกปี นับเป็นความภาคภูมิใจของชาวสโมสรไลออนส์ มาโดยตลอด

การแข่งขันในปี 2568 นี้ ได้จัดการแข่งขันในระดับจังหวัดเชียงใหม่ และจังหวัดแม่ฮ่องสอน ในวันเสาร์ที่ 15 พฤศจิกายน 2568 ณ โรงเรียนยุพราชววิทยาลัย จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีนายศิวะ ธมิกานนท์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ให้เกียรติมาเป็นประธานในพิธีเปิดการแข่งขัน พร้อมด้วย นางสาว สุปราณี ปัญญานะ ผู้อำนวยการโรงเรียนยุพราชวิทยาลัย ไลออน วิสุทธิ์ นิมมากุลวิรัตน์ ผู้ว่าการไลอนส์สากลภาค 310 เอ1 ปีบริหาร 2565-2566 
ไลออน พรหมภัสรณ์ นิมมากุลวิรัตน์ ประธานจัดการแข่งขันฯ ร่วมด้วย คณะไลออนส์ ผู้มีเกียรติรับเชิญ นักเรียน ครู ที่เข้าร่วมการแข่งขัน

ซึ่งเป็นการแข่งขัน ตอบคำถามแบบปรนัย ระดับประถมศึกษาตอนปลายจำนวน 80 ข้อ และสำหรับมัธยมศึกษาตอนต้นจำนวน 100 ข้อ โรงเรียนที่ได้คะแนนสูงสุด 5 โรงเรียน ของแต่ละระดับ มีคะแนนไม่น้อยกว่าร้อยละ 60 ของคะแนนเต็ม จึงจะได้รับคัดเลือกเป็นตัวแทนของจังหวัดเชียงใหม่ และจังหวัดแม่ฮ่องสอน เพื่อไปแข่งขันในระดับภาคต่อไป 

สำหรับโรงเรียนที่ เข้าร่วมการแข่งขัน ระดับประถมศึกษาตอนปลาย จำนวน 40 โรงเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น จำนวน 40 โรงเรียนนักเรียนที่เข้าแข่งขัน และครูผู้ควบคุมทีม จะได้รับเกียรติบัตรจาก สโมสรไลออนส์สากลภาค 310 เอ1 ทุกท่าน ณ สนามแข่งขันแห่งนี้

และจะได้ส่งผู้ชนะเลิศเข้าแข่งขันในระดับภาค และระดับประเทศ ต่อไป ซึ่งในระดับภาคได้จัดให้มีการประกวดโครงงานการศึกษา การแข่งขันตอบคำถาม การแข่งขันแต่งบทกวี การแข่งขันวาดภาพ โดยจะกำหนดโจทย์จากเนื้อหาหนังสือสารานุกรมฯ ทำการแข่งขันพร้อม กันในวันเดียวกันทั่วประเทศ มีคณะศึกษานิเทศก์ กระทรวงศึกษาธิการ ให้ความร่วมมือในการออกแบบคำถามสำหรับรางวัลของผู้ชนะระดับประเทศ จะได้รับ ถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพ รัตนราชสุดาฯ

สวธ. เปิดกิจกรรมสืบสานศิลป์ไทย ร่วมใจน้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ภายใต้โครงการเปิดศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย เป็นแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรม

วันเสาร์ที่ ๑๕ พฤศจิกายน ๒๕๖๘ เวลา ๑๑.๐๐ น. นางยุถิกา อิศรางกูร ณ อยุธยา อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรมสืบสานศิลป์ไทย ร่วมใจน้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ภายใต้โครงการเปิดศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทยเป็นแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรม พร้อมด้วย นางสาวลิปิการ์ กำลังชัย รองอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม นางสาววราพรรณ  ชัยชนะศิริ รองอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม นายปรารพ เหล่าวานิช นายกสมาคมศิลปะเพื่อเยาวชน กรมส่งเสริมวัฒนธรรม ร้อยเอกสมนึก แสงอรุณ ศิลปินศิลปาธร สาขาดนตรี ประจำปี พ.ศ.๒๕๖๗ นางณัฐภา  จีรพรบัณฑิต ผู้อำนวยการศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย นางวราพร พาทยกุล ผู้จัดการโรงเรียนพาทยกุลการดนตรีและนาฏศิลป์ นายชานนท์ บุตรพุ่ม ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายกิจกรรมการแสดง โรงเรียนสาธิต มศว. (ฝ่ายประถม) นายพิชวัตร ธนสมบัติไพศาล ผู้จัดการวงดุริยางค์เยาวชนไทยในพระอุปถัมภ์ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ (TYO) นายณภัทร เอี่ยมศรี ผู้จัดการคณะนักร้องประสานเสียงเยาวชนไทย (TYC) และนางวิไลวรรณ พานิชย์ อาจารย์ผู้สาธิตการทำโบว์ไว้ทุกข์ เครือข่ายทางวัฒนธรรม และแขกผู้มีเกียรติ เข้าร่วมงาน ณ อาคารเอนกประสงค์ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย กรมส่งเสริมวัฒนธรรม

นางยุถิกา อิศรางกูร ณ อยุธยา อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กล่าวว่า กิจกรรมสืบสานศิลป์ไทย ร่วมใจน้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ภายใต้โครงการเปิดศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทยเป็นแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรม เป็นการใช้พื้นที่ให้ศูนย์วัฒนธรรมให้เกิดประโยชน์อย่างสูงสุด เป็นการเปิดโอกาสให้เด็ก เยาวชน และประชาชนทั่วไป ได้มีพื้นที่แสดงออกและถ่ายทอดศิลปวัฒนธรรมอย่างสร้างสรรค์ และโครงการนี้จัดขึ้นในห้วงเวลาของการจัดแสดงโขนมูลนิธิศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ตอน “สัตยาพาลี” เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณและสืบสานพระปณิธานของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม โดยเฉพาะศิลปะการแสดง ให้คงอยู่คู่แผ่นดินไทยอย่างสง่างาม กรมส่งเสริมวัฒนธรรมขอขอบคุณศิลปินแห่งชาติ ศิลปินศิลปาธร คณะนักแสดง และเครือข่ายด้านศิลปวัฒนธรรมทุกแห่ง ที่ทำให้กิจกรรมการแสดงในโครงการนี้มีความหลากหลาย ทั้งการแสดงเชิงอนุรักษ์ พื้นบ้าน สร้างสรรค์ การขับร้องประสานเสียง การบรรเลงดนตรีสากล และการแสดงร่วมสมัย ซึ่งทุกท่านมีความตั้งใจร่วมน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ และร่วมกันเป็นกำลังสำคัญในการสืบสาน มรดกทางศิลปวัฒนธรรมของชาติให้คงอยู่สืบไป

ด้าน นางสาววราพรรณ ชัยชนะศิริ รองอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กล่าวเพิ่มเติมว่า ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย เป็นศูนย์กลางในการจัดกิจกรรมการแสดงด้านศิลปวัฒนธรรมทั้งระดับชาติ และนานาชาติ โดยการนำศิลปวัฒนธรรมในหลายด้านมาจัดแสดงในรูปแบบกิจกรรมและการแสดง ที่มาจากภูมิปัญญาท้องถิ่น ภูมิปัญญาพื้นบ้าน ตลอดจนการที่ได้อนุรักษ์ สืบสาน ต่อยอดเพื่อฟื้นฟู ส่งเสริม และเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมไทย รวมทั้งการแสดงจากนานาชาติ กรมส่งเสริมวัฒนธรรม โดยศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย สถาบันวัฒนธรรมศึกษา จึงได้จัดกิจกรรมสืบสานศิลป์ไทย ร่วมใจน้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ภายใต้โครงการเปิดศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทยเป็นแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเปิดพื้นที่ให้เป็นแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรม ด้วยตระหนักถึงความสำคัญของการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ การถ่ายทอดมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม และการนันทนาการทางวัฒนธรรมเพื่อส่งเสริมให้เด็ก เยาวชน และประชาชน เกิดการเรียนรู้ที่ถูกต้อง การใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ การเรียนรู้ศิลปะอย่างสร้างสรรค์ เข้าใจถึงคุณค่า ซาบซึ้งในสุนทรียภาพของวัฒนธรรมและศิลปะต่าง ๆ และเพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถพระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยกิจกรรมดังกล่าว เป็นการแสดงทางวัฒนธรรม ซึ่งจัดขึ้นในวันเสาร์และวันอาทิตย์ ระหว่างวันที่ ๑๕ พฤศจิกายน ถึง ๗ ธันวาคม ๒๕๖๘ ณ อาคารอเนกประสงค์ ทั้งนี้ การแสดงต่าง ๆ ได้บูรณาการร่วมกับเครือข่ายของกรมส่งเสริมวัฒนธรรม อาทิ ศิลปินแห่งชาติ ผู้ทรงคุณวุฒิทางวัฒนธรรม สมาคม สถาบันการศึกษา เป็นต้น

🔹 ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย (Thailand Cultural Centre) เป็นหน่วยงานหนึ่งภายใต้การกำกับดูแลของกรมส่งเสริมวัฒนธรรม และมีสถานที่ที่สามารถใช้ประโยชน์ด้านต่าง ๆ ได้แก่ หอประชุมใหญ่ หอประชุมเล็กและอาคารอเนกประสงค์ ซึ่งสามารถรองรับการเปิดพื้นที่เป็นแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรม ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ฉะนั้น จึงได้จัดทำโครงการเปิดศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทยเป็นแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรม กิจกรรมสืบสานศิลป์ไทย ร่วมใจน้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยการตระหนักถึงความสำคัญของการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ การถ่ายทอดมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมและการนันทนาการทางวัฒนธรรม เพื่อส่งเสริมให้เด็ก เยาวชน และประชาชน เกิดการเรียนรู้ที่ถูกต้อง การใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ เปิดพื้นที่ทางวัฒนธรรมให้แก่เด็ก เยาวชนและประชาชนทั่วไป ได้เรียนรู้ด้านมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม และเป็นการเปิดพื้นที่/เวที ทางวัฒนธรรม (Open Spaces & Stages) และเป็นสังคมที่เปิดกว้าง (Open Society) ที่ส่งเสริมสังคมพหุวัฒนธรรมและการยอมรับความแตกต่างทางวัฒนธรรม ส่งเสริมการเรียนรู้ศิลปะอย่างสร้างสรรค์ เข้าใจถึงคุณค่า ซาบซึ้งในสุนทรียภาพ (Aesthetics) ของวัฒนธรรมและศิลปะด้านต่าง ๆ อีกทั้งการดำเนินการดังกล่าว สามารถบูรณาการร่วมกับเครือข่ายของกรมส่งเสริมวัฒนธรรม อาทิ ศิลปินแห่งชาติ ผู้ทรงคุณวุฒิทางวัฒนธรรม สภาวัฒนธรรมกรุงเทพมหานคร ครูภูมิปัญญา ปราชญ์ชาวบ้าน เป็นต้น

🔸 กรมส่งเสริมวัฒนธรรม โดยศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย สถาบันวัฒนธรรมศึกษา ขอเชิญเข้าร่วมรับชมกิจกรรมสืบสานศิลป์ไทย ร่วมใจน้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง รายการแสดงดังต่อไปนี้

💠 วันเสาร์ที่ ๑๕ พ.ย.๒๕๖๘
รอบเวลา ๑๑.๓๐ - ๑๓.๓๐ น.                                                                                         การแสดงดนตรีไทยและนาฏศิลป์ไทยชุด “งามศิลป์แผ่นดินไทย น้อมรำลึกในพระเมตตาพระพันปีหลวง” 
โดย สมาคมศิลปะเพื่อเยาวชน กรมส่งเสริมวัฒนธรรม
รอบเวลา ๑๖.๓๐ - ๑๘.๓๐ น.
การขับร้องเพลงไทยสากลชุด “ในดวงใจนิรันดร์” 
โดย คุณสุดาชื่นบาน ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (ดนตรีไทย - ขับร้อง) ประจำปี พ.ศ.๑๕๖๓ 

💠 วันอาทิตย์ที่ ๑๖ พ.ย.๒๕๖๘
รอบเวลา ๑๑.๓๐ - ๑๓.๓๐ น.
การแสดงดนตรีไทยร่วมสมัย ชุด “จากรากแห่งรัก” วงโจงกระเบน 
โดย ร้อยเอกสมนึก แสงอรุณ ศิลปินศิลปาธร สาขาดนตรี ประจำปี พ.ศ.๒๕๖๗
รอบเวลา ๑๖.๓๐ - ๑๘.๓๐ น.
การแสดงดนตรีไทยและนาฏศิลป์ไทย ชุด “ศิลปะไทยใต้ร่มพระบารมี พระบรมราชชนนีพันปีหลวง” 
โดย สมาคมศิลปะเพื่อเยาวชน กรมส่งเสริมวัฒนธรรม 

💠 วันเสาร์ที่ ๒๒ พ.ย.๒๕๖๘ 
รอบเวลา ๑๑.๓๐ - ๑๓.๓๐ น.
การแสดงดนตรีไทยและนาฏศิลป์ไทย ชุด “ฟื้นศิลป์สืบสาน ร้อยรักภักดี แด่พระบรมราชชนนีพันปีหลวง” 
โดยสมาคมศิลปะเพื่อเยาวชน กรมส่งเสริมวัฒนธรรม
รอบเวลา ๑๖.๓๐ - ๑๘.๓๐ น.
การแสดงดนตรีไทยและนาฏศิลป์ไทย ชุด “สรรพศิลป์แผ่นดินไทย น้อมถวายอาลัยนิรันดร์” 
โดย โรงเรียนสาธิต มศว.(ฝ่ายประถม)

💠 วันอาทิตย์ที่ ๒๓ พ.ย.๒๕๖๘
รอบเวลา ๑๑.๓๐ - ๑๓.๓๐ น.
การแสดงวงดนตรีไทยเครื่องสายผสมปี่พาทย์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ ชุด “มศว.น้อมใจ ดนตรีไทยน้อมรำลึก”               
โดย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
รอบเวลา ๑๖.๓๐ - ๑๘.๓๐ น.
การแสดงตรีสากล ชุด “ธ สถิตในดวงใจนิรันดร์” โดย วงดุริยางค์เครื่องลมเยาวชนไทย

💠 วันเสาร์ที่ ๒๙ พ.ย.๒๕๖๘
รอบเวลา ๑๑.๓๐ - ๑๓.๓๐ น.
การแสดงดนตรีไทยและนาฏศิลป์ไทย ชุด “หัวใจไทยสายศิลป์ น้อมรำลึกพระพันปีหลวง” 
โดยสมาคมศิลปะเพื่อเยาวชน กรมส่งเสริมวัฒนธรรม
รอบเวลา ๑๖.๓๐ - ๑๘.๓๐ น.
การแสดง ชุด หุ่นกระบอกไทย เรื่อง “พระสุธนมโนห์รา” และ การแสดง “รามเกียรติ์” 
ตอน พระรามตามกวาง โดย บ้านตุ๊กกะตุ่นหุ่นกระบอกไทย

💠 วันอาทิตย์ที่ ๓๐ พ.ย.๒๕๖๘
รอบเวลา ๑๑.๓๐ - ๑๓.๓๐ น.
การแสดงดนตรีสากล ชุด “ร้อยทำนอง ถวายรักนิรันดร์” โดยวงดุริยางค์เยาวชนไทย ในพระอุปถัมภ์
สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์
รอบเวลา ๑๖.๓๐ - ๑๘.๓๐ น.
การแสดงดนตรีและนาฏศิลป์ไทย ชุด “พาทยกุลร้อยใจภักดี สานศิลป์ไทยถวายพระพันปีหลวง”
โดย โรงเรียนพาทยกุลการดนตรีและนาฏศิลป์ 

💠 วันศุกร์ที่ ๕ ธ.ค.๒๕๖๘
รอบเวลา ๑๖.๓๐ - ๑๘.๓๐ น.
การแสดงดนตรีและนาฏศิลป์ไทย ชุด “งามวิจิตรถิ่นสยาม สืบสานวัฒนธรรม เทิดไท้องค์ราชัน” 
โดย โรงเรียนสอนศิลปะการแสดงเชิงบวก

💠 วันเสาร์ที่ ๖ ธ.ค.๒๕๖๘
รอบเวลา ๑๖.๓๐ - ๑๘.๓๐ น.
การแสดงชุด “The Eternal Grace – แม่แห่งแผ่นดินนิรันดร์ บทเพลงถวายความอาลัยแด่พระบรมราชชนนีพันปีหลวง” โดย คณะนักร้องประสานเสียงเยาวชนไทย

💠 วันอาทิตย์ที่ ๗ ธ.ค.๒๕๖๘
รอบเวลา ๑๖.๓๐ - ๑๘.๓๐ น.
การแสดงชุด “พระผู้เสด็จสู่สวรรคาลัย” โขน ชุด นารายณ์ปราบนนทก โดย โรงเรียนสาธิต มศว. (ฝ่ายมัธยม)

📍ทั้งนี้ ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook Fanpage : กรมส่งเสริมวัฒนธรรมและศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย

สสส. สานพลัง 100 องค์กร จัดงาน “ฟังด้วยหู ดูด้วยใจ Conference” สู้วิกฤต ‘คนไทย’ เหงา-โดดเดี่ยวสูง 83% พร้อมเปิดพื้นที่รับฟังตลอดเดือนพฤศจิกายน

เมื่อวานนี้ (14 พ.ย. 68) ญาณี รัชต์บริรักษ์ ผู้อำนวยการสำนักสร้างเสริมระบบสื่อและสุขภาวะทางปัญญา สสส. เผยถึงสาเหตุส่วนหนึ่งของภาวะเครียด กังวล จนถึงซึมเศร้า มาจากการขาดพื้นที่รับฟังที่มีคุณภาพ เมื่อวิเคราะห์ตามกลุ่มอาชีพก็พบว่า พนักงานออฟฟิศเป็นกลุ่มที่มีความเหงาสูงที่สุด

ข้อมูลยังชี้ให้เห็นการขาดการเชื่อมโยงทางสังคมและจิตใจ เมื่อพบว่าคนไทย 1 ใน 5 รู้สึกว่า ปัญญาประดิษฐ์ (AI) มีความเห็นอกเห็นใจ และสามารถให้คำปรึกษาได้ดีกว่าคนในครอบครัวหรือเพื่อน สะท้อนถึงผู้คนกำลังขาดพื้นที่ปลอดภัยในการระบายความรู้สึก และขาดความสัมพันธ์ทางสังคมที่ลึกซึ้ง

ดร.สรยุทธ รัตนพจนารถ ผู้อำนวยการร่วมธนาคารจิตอาสา เน้นย้ำว่า ปัญหาต่าง ๆ ในสังคมมีรากฐานมาจากการที่ผู้คนไม่ได้ฟังกันอย่างแท้จริง ทั้งการฟังตัวเองและฟังผู้อื่น จึงเป็นที่มาของแคมเปญ “#ทุกปัญหาดีขึ้นได้ด้วยการฟัง” ซึ่งเชื่ออย่างจริงใจว่าไม่มีปัญหาเดียวในชีวิตที่จะไม่ดีขึ้นด้วยการฟัง

ในงาน “ฟังด้วยหู ดูด้วยใจ Conference” มีการจัดกิจกรรมเสวนาที่เชื่อมโยงภาคีเครือข่ายและสร้างความตระหนักรู้ โดยได้รับเกียรติจาก วิเรขา สันตะพันธุ์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวต้อนรับ ซึ่งได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการฟัง โดยเฉพาะการ “ฟังให้เยอะ” ตามหลักการ “มี 2 หู 1 ปาก ควรเลือกใช้สิ่งที่มีให้เกิดประโยชน์” พร้อมทั้งเล่าว่า การฟังทำให้คนมีสติและฝึกจิตใจได้ โดย ธปท. ให้ความสำคัญกับการรับฟังเสียงของพนักงานและผู้มาเยี่ยมชมศูนย์การเรียนรู้ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาองค์กร

และกิจกรรมสำคัญคือเวทีเสวนา “เปลี่ยนโลกทั้งใบด้วยการฟังด้วยใจ” โดยภาคีเครือข่ายสุขภาวะทางปัญญา ซึ่งรวมถึงตัวแทนเยาวชนอย่าง น้องนีน่า-นภัทชพร ก้อนกลีบ ประธานกลุ่ม Listen Hearts โรงเรียนพระหฤทัยคอนแวนต์ ที่มาเล่าประสบการณ์การเปลี่ยนแปลงในครอบครัวเมื่อเธอหันมา “ทำความรู้จักกับการฟัง” อย่างลึกซึ้ง ทำให้เข้าใจสิ่งที่บิดาพูดมากขึ้น และเกิดความสุขทุกครั้งที่ได้ฟังเรื่องราวของผู้อื่นจนจบ ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายของเธอในการเป็นนักจิตวิทยาที่ดีในอนาคต

มีการสรุปสั้นๆ ว่า การฟังที่มีคุณภาพ หรือ “การฟังอย่างลึกซึ้ง” ที่สามารถคลี่คลายปัญหาได้ทุกระดับนั้น เป็นสิ่งที่ต้องผ่านการฝึกฝน และอาศัยองค์ประกอบหลัก 3 ประการ ได้แก่ อยู่กับคนตรงหน้า 100%: ใส่ใจกับคนตรงหน้า ไม่เล่นมือถือ ไม่ทำงานไปด้วย เพื่อแสดงความเคารพและความตั้งใจอย่างเต็มที่, เท่าทันกับเสียงความคิดในหัวของตัวเอง: รับรู้เสียงความคิดภายใน ไม่ตัดสิน ไม่คุยกับเสียงในหัวจนลืมใส่ใจกับผู้พูด, ให้ความสำคัญกับความรู้สึก: ไม่ใช่แค่ฟังเนื้อหาถ้อยคำ แต่ต้องรับรู้และใส่ใจว่าคนพูดรู้สึกอย่างไร เขาอยากสื่อสารอะไร และสามารถฟังระหว่างบรรทัดได้

วาระเดือนการฟังแห่งชาติปี 2568 นี้ นับเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ เมื่อ สสส. และธนาคารจิตอาสา สามารถสานพลังกับภาคีเครือข่ายและองค์กรกว่า 100 องค์กร เกินจากเป้าหมายเดิมที่ 75 องค์กร อาทิ กลุ่มองค์กรพัฒนาเอกชน มูลนิธิเครือข่ายพุทธิกา สังคมเปลี่ยนสุข มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม กลุ่มโรงเรียน กลุ่มโรงพยาบาล  กลุ่มสถาบันระดับอุดมศึกษา และหน่วยงานภาครัฐอย่างเช่น กลุ่มขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศฯ (ป.ย.ป.) เป็นต้น เพื่อร่วมกันประกาศเจตนารมณ์ “ร่วมสร้างพื้นที่แห่งการรับฟัง” ในสังคม

ความพิเศษของปีนี้คือการเปิดตัว “การ์ดฟังสร้างสุข (Listenian Card)” นวัตกรรมที่พัฒนาขึ้นโดยธนาคารจิตอาสาร่วมกับ สสส. ซึ่งเป็นครั้งแรกที่มีการนำเครื่องมือนี้มาใช้ในการฝึกทักษะการฟังเบื้องต้น การรู้เท่าทันความคิด และการใส่ใจความรู้สึกอย่างเป็นระบบ เพื่อส่งเสริมให้องค์กรและประชาชนทั่วไปสามารถนำไปใช้ในการพัฒนากิจกรรมสร้างพื้นที่รับฟังภายในหน่วยงานและชีวิตประจำวันได้อย่างมีคุณภาพ

นอกจากนี้ ยังมีการเชิญชวนประชาชนให้เข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์เดือนการฟังแห่งชาติ เพื่อทำแบบทดสอบสังเกตพฤติกรรมการรับฟังของตัวเอง และเรียนรู้ทักษะที่จำเป็นผ่านเนื้อหาในรูปแบบ e-Learning และ เกมฝึกฟัง (Listenian Game) ตลอดจนเข้าร่วมกิจกรรมเสวนาตลอดเดือนพฤศจิกายน เช่น งานเสวนา “ฟังด้วยหู ดูด้วยใจ Dialogue” ที่มีผู้มีชื่อเสียงเข้าร่วม อาทิ เอ๋ นิ้วกลม, โจ้ ธนา เธียรอัจฉริยะ และงาน “ฟังด้วยหู ดูด้วยใจ Summit” เพื่อแลกเปลี่ยนความสำเร็จและขยายผลการสร้างสังคมแห่งการรับฟังให้เกิดขึ้นอย่างยั่งยืนในสังคมไทย

ศูนย์ฝึกทหารใหม่ กรมยุทธศึกษาทหารเรือ จัดพิธีเปิดการฝึกอบรมหลักสูตรทหารใหม่ ภาคสาธารณศึกษา ผลัดที่ 3/68 "จุดเริ่มต้นของความพร้อมในการสร้างทหารกองประจำการที่มีคุณค่าต่อกองทัพเรือ และประเทศชาติ" 

น.อ.ทิวา อ่อนละออ ผู้บังคับการศูนย์ฝึกทหารใหม่ กรมยุทธศึกษาทหารเรือ (ผบ.ศฝท.ยศ.ทร.) เป็นประธานในพิธีเปิดการฝึกอบรมหลักสูตรทหารใหม่ ภาคสาธารณศึกษา ผลัดที่ 3/68 ณ ลานสวนสนาม ศฝท.ยศ.ทร. ต.บางเสร่ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี

ทหารใหม่ ผลัดที่ 3/68 จำนวน 2,933 นาย ที่เข้ารายงานตัว ระหว่างวันที่ 1 - 2 พ.ย.68 ที่ผ่านมา ได้ผ่านขั้นตอนทางธุรการ การคัดกรองสุขภาพด้านร่างกายและจิตใจ เรียบร้อยแล้ว มีความพร้อมในการรับการฝึกอบรมฯ เป็นเวลา 8 สัปดาห์ เพื่อหล่อหลอมจากสถานะพลเรือนให้เป็น “สุภาพบุรุษทหารเรือ” ที่เข้มแข็ง องอาจ ก่อนเข้าปฏิบัติงานในหน่วยงานของกองทัพเรือ โดยมีหัวข้อการฝึก ประกอบด้วย
- การฝึกบุคคลท่ามือเปล่า และบุคคลท่าอาวุธ
- การฝึกสวนสนาม
- การทดสอบสมรรถภาพร่างกาย
- การอบรมวิชาการเรือ  วิชาการอาวุธ วิชาข้อบังคับ วิชาสังคมและมนุษยศาสตร์ และวิชาการป้องกันความเสียหาย

โอกาสนี้ ผบ.ศฝท.ยศ.ทร. ได้มอบธงอันเป็นสัญลักษณ์ประจำหลักสูตร และให้โอวาท เพื่อเป็นแนวทางในการฝึกอบรมฯ ความว่า “...การที่ท่านได้เข้ามารับราชการทหารเรือ นั้น นอกจากจะเป็นการปฏิบัติตามหน้าที่ของลูกผู้ชาย ตามที่กฎหมายกำหนดไว้ประการหนึ่งแล้ว ยังถือว่าท่านเป็นผู้ที่มีความเสียสละอย่างยิ่ง ที่ต้องห่างจากบ้าน และครอบครัวอันเป็นที่รัก เพื่อมารับใช้ประเทศชาติ ในห้วงการฝึกหลักสูตรทหารใหม่ ภาคสาธารณศึกษา 2 เดือน นั้น มีวัตถุประสงค์เพื่อปรับสถานะ จากพลเรือนให้เป็นทหารเรือ ที่เข้มแข็ง องอาจ สง่างาม มีเกียรติ และศักดิ์ศรี มีความพร้อมที่การปฏิบัติหน้าที่ของทหาร ตลอดระยะเวลาการฝึกจะมีความเข้มงวด จริงจัง แต่จะอยู่ภายใต้กรอบของความเมตตา ความปรารถนาดี โดยเฉพาะเรื่องความปลอดภัย ดังนั้น จึงขอให้ท่านอุทิศตน อดทน ตั้งใจฝึกหัดศึกษาหาความรู้ ในส่วนของครูที่ทำหน้าที่ฝึก ก็จะเป็นผู้ที่สร้างความเชื่อมั่นดูแลทุกท่านด้วยความมุ่งมั่นเเละตั้งใจเป็นอย่างดี ดังนั้น ขอให้ทุกท่านแจ้งกับครอบครัวได้เลยว่า ไม่ต้องห่วงกังวล ตราบใดที่ท่านอยู่ในรั้วของ “ศูนย์ฝึกทหารใหม่ ซึ่งเปรียบเสมือนบ้านหลังที่สอง” และเราจะดูแลท่านอย่างดีที่สุด ผมขอยืนยันว่า ศูนย์ฝึกทหารใหม่ จะใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์ เเละคุ้มค่ามากที่สุด เพื่อสร้างทหารกองประจำการ ผลัดที่ 3/68 ที่มีคุณค่าต่อประเทศชาติ และกองทัพเรือ"

ทั้งนี้ ศฝท.ยศ.ทร. ได้เตรียมพร้อมทั้งครูฝึก สิ่งอำนวยความสะดวก และมาตรการด้านต่างๆ โดยอยู่ภายใต้กรอบความปลอดภัยสูงสุด 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top