Sunday, 26 July 2026
NEWS

‘แกร็บ’ ชวนคนไทยเชียร์ ‘นักกีฬาไทย’ สู้ศึกโอลิมปิก-พาราลิมปิกเกมส์ 2024 พร้อมเตรียมรางวัลอัดฉีดผู้คว้าเหรียญทอง สามารถใช้บริการฟรีตลอดทั้งปี

(18 ก.ค.67) แกร็บ ประเทศไทย ประกาศสนับสนุน การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ผุดแคมเปญใหญ่ ‘Grab Your Goal มากกว่าเส้นชัย คือกำลังใจจากคุณ’ เพื่อส่งแรงใจเชียร์ทัพนักกีฬาทีมชาติไทยสู้ศึกการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก และพาราลิมปิกเกมส์ ปารีส 2024 โดยเตรียมจัดขบวนพาเหรด พร้อมด้วยอาหารร้านดังจาก #GrabThumbsUp บน GrabFood และบัตรกำนัล GrabGift เพื่อต้อนรับและแสดงความยินดีกับนักกีฬาทีมชาติไทยหลังเดินทางกลับจากการแข่งขัน เสริมทัพด้วยรางวัลอัดฉีดให้กับนักกีฬาไทยที่คว้าเหรียญทอง ด้วยการมอบบัตรกำนัลมูลค่ากว่า 180,000 บาท เพื่อใช้บริการแกร็บฟรีตลอดปี

นอกจากนี้ ยังชวนคนไทยร่วมส่งแรงเชียร์นักกีฬาทีมชาติด้วยการมอบโค้ดส่วนลดพิเศษสำหรับการสั่งอาหาร ซื้อสินค้า และการเดินทางผ่านแอปพลิเคชัน Grab ตลอดระยะเวลาการแข่งขัน ระหว่างวันที่ 26 กรกฎาคม-11 สิงหาคม 2567 

ด้าน นายวรฉัตร ลักขณาโรจน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ แกร็บ ประเทศไทย กล่าวว่า “แกร็บ รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ร่วมสนับสนุนการกีฬาแห่งประเทศไทย ในการจัดเตรียมการเฉลิมฉลองต้อนรับนักกีฬาทีมชาติไทยหลังจบเกมส์การแข่งขันกีฬาโอลิมปิก และพาราลิมปิกเกมส์ ปารีส 2024 นักกีฬาทีมชาติไทยทุกคนถือเป็นตัวแทนประเทศและเป็นไอดอลคนสำคัญที่ได้สร้างความหวังและแรงบันดาลใจให้กับผู้คนมากมาย ทั้งยังมีส่วนในการสร้างชื่อเสียงให้ประเทศไทยเป็นที่รู้จักในระดับโลก ในฐานะแพลตฟอร์มที่มุ่งมั่น ยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คน แกร็บขอร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการยกย่องและสนับสนุนบุคคลตัวอย่างเหล่านี้ โดยเราเตรียมจัดขบวนรถต้อนรับทัพนักกีฬาไทยอย่างยิ่งใหญ่ ที่มาพร้อมเซตอาหารไทยจากสุดยอดร้านอาหารจาก #GrabThumbsUp บน GrabFood ไม่ว่าจะเป็น Emily’s เส้นหมี่ไก่ฉีกที่เป็นกระแสไวรัล เจ๊แดง ส้มตำไก่ย่างร้านเด็ด Easy Buddy ข้าวกะเพราวัตถุดิบคุณภาพ ร้านโคตรยำ ยำสุดแซ่บ และ HAAB ขนมไข่เตาถ่านเจ้าดังสูตรต้นตำรับจากสงขลา พร้อมด้วยบัตรกำนัล GrabGift เพื่อให้นักกีฬาสามารถนำไปใช้บริการต่างๆ ของแกร็บได้ นอกจากนี้ เรายังได้เตรียมรางวัลพิเศษให้กับนักกีฬาที่คว้าเหรียญทองกลับมา ด้วยการมอบบัตรกำนัลมูลค่ากว่า 180,000 บาท เพื่อนำไปใช้เรียกรถและสั่งอาหารผ่านแกร็บได้ฟรีตลอดทั้งปี”

ด้าน ดร.ก้องศักด ยอดมณี ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) กล่าวเสริมว่า “การกีฬาแห่งประเทศไทย มีพันธกิจสำคัญในการพัฒนานักกีฬาไทยเพื่อยกระดับขึ้นไปเทียบเท่าระดับสากล โดยในปีนี้ ประเทศไทยส่งตัวแทนนักกีฬาทีมชาติ เพื่อเข้าร่วมการแข่งโอลิมปิกเกมส์ จำนวน 17 ชนิดกีฬา อาทิ เทควันโด มวยสากล และยกน้ำหนัก ในส่วนของพาราลิมปิกเกมส์ จำนวน 13 ชนิดกีฬา อาทิ ยิงธนู แบดมินตัน และจักรยาน นอกจากเสียงเชียร์จากคนไทยนับล้านที่คอยให้กำลังใจนักกีฬาทุกคนระหว่างการแข่งขันแล้ว การสนับสนุนจากทุกภาคส่วนก็ถือเป็นอีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนสำคัญที่จะช่วยพัฒนาและส่งเสริมวงการกีฬาไทย กกท. ขอขอบคุณหน่วยงานภาคเอกชนอย่าง แกร็บ ประเทศไทย ที่ได้ให้การสนับสนุนนักกีฬาในครั้งนี้ ทั้งอาหารที่ช่วยให้นักกีฬาได้ฟื้นฟูกำลังอย่างเต็มที่ และขบวนพาเหรดที่จะต้อนรับนักกีฬาอย่างอบอุ่น  ซึ่งถือเป็นการสร้างกำลังใจและความภาคภูมิใจให้กับกองทัพนักกีฬาไทยได้เป็นอย่างดี”

นอกจากนี้ เพื่อต้อนรับกระแสเชียร์กีฬาระดับโลก แกร็บชวนคนไทยร่วมส่งแรงใจเชียร์ทัพนักกีฬาไทยในศึกการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก และพาราลิมปิกเกมส์ ปารีส 2024 ด้วยการมอบส่วนลดสุดพิเศษสำหรับผู้ใช้บริการ เพียงใส่โค้ด ‘CHEERTHAI’ เมื่อใช้บริการ GrabFood รับส่วนลดสูงสุด 100 บาท บริการ GrabMart รับส่วนลดทันที 30 บาท และบริการการเดินทาง อาทิ JustGrab และ GrabCar รับส่วนลดสูงสุด 50 บาท ตั้งแต่วันที่ 26 กรกฎาคม - 11 สิงหาคม 2567 นี้ 

อย่างไรก็ตาม แกร็บ (Grab) คือ ผู้นำซูเปอร์แอปในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งให้บริการทั้งด้านเดลิเวอรี บริการการเดินทางและบริการทางการเงินดิจิทัล ครอบคลุมกว่า 700 เมืองใน 8 ประเทศ อันได้แก่ กัมพูชา อินโดนีเซีย มาเลเซีย เมียนมาร์ ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทย และเวียดนาม ในทุก ๆ วันแกร็บได้ช่วยอำนวยความสะดวกผู้คนนับล้านให้สามารถเข้าถึงบริการต่าง ๆ ได้ภายในแอปพลิเคชันเดียว ไม่ว่าจะเป็น การสั่งอาหาร การสั่งซื้อสินค้าและของชำ การจัดส่งพัสดุเอกสาร การเรียกรถรับ-ส่งหรือแท็กซี่ ไปจนถึงการทำธุรกรรมทางการเงินออนไลน์ ทั้งการขอสินเชื่อและการทำประกัน ทั้งนี้ แกร็บก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2555 ด้วยวิสัยทัศน์ที่มุ่งขับเคลื่อนภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไปข้างหน้า ผ่านการสร้างโอกาสและส่งเสริมศักยภาพทางเศรษฐกิจให้กับทุกคน และยึดมั่นเจตนารมณ์ในการดำเนินธุรกิจที่มุ่งสร้างผลประกอบการที่แข็งแกร่งให้กับผู้ถือหุ้น ควบคู่ไปกับการสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้กับสังคมและสิ่งแวดล้อมทั่วทั้งภูมิภาค

‘ผู้เชี่ยวชาญชุดไทย’ แนะ 7 ข้อแก้ ‘ชุดพิธีการโอลิมปิก’ ให้ทันสมัย หากแก้ไม่ได้ ควรให้นักกีฬาใส่ชุดวอร์มที่สวยงาม-เท่-ทันสมัยจะดีกว่า

(18 ก.ค.67) จากกรณีที่คณะกรรมการโอลิมปิกแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ เปิดตัวชุดพิธีการที่จะใช้ในการแข่งขันโอลิมปิกเกมส์ 2024 ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ปรากฏว่ามีเสียงวิจารณ์จากชาวเน็ตถึงความเชย ไม่ทันสมัยในการออกแบบ คล้ายกับเครื่องแต่งกายชุดผ้าไทยของข้าราชการ หรือเปรียบได้กับชุดไปประชุมกำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน ชุดไปงาน อบต. นั้น

ปรากฏว่า ‘ครูบิ๊ก’ พีรมณฑ์ ชมธวัช เจ้าของอาภรณ์งามสตูดิโอ ผู้เชี่ยวชาญด้านเครื่องแต่งกายนาฏศิลป์ไทยโบราณ ผู้อยู่เบื้องหลังโขนพระราชทาน และผู้อยู่เบื้องหลังชุดในโฆษณารีเจนซี่กว่า 15 ปี ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Peeramon Chomdhavat โดยระบุข้อความว่า…

ถ้ายังดื้อ ยืนยันว่าจะใช้แบบเสื้อนี้ให้นักกีฬาทีมชาติไทยใส่ไปโอลิมปิกจริง ๆ ก็จำเป็นต้องแก้ไข การตัดเย็บ ปรับสัดส่วนเสื้อให้พอดีตัวคนใส่ ตามนี้

1. ปรับวงคอให้ตื้นขึ้นอีก ตอนนี้มันคว้านลึกไป
2. วงแขนใหญ่เกินตัวไปมาก ต้องแก้แพตเทิร์นใหม่ให้เล็กลง
3. เก็บเกล็ดหลังเสื้อเข้าอีก
4. ลดขนาดแขนเสื้อให้แคบลงอีก
5. ปลายแขนเสื้อยาวไปปรับขึ้นให้พอดีข้อมือ
6. ความยาวของตัวเสื้อยาวไปมากใส่แล้วดูตัวยาวขาสั้นรูปร่างผิด ส่วนอย่างแรงต้องปรับให้ชายเสื้อสั้นขึ้นอีก
7. แนะนำให้ใส่เสื้อ สีฟ้าครามตัวนี้กับกางเกงสีขาวล้วนถุงเท้าขาวรองเท้าสีขาว จะช่วยให้ดูดีขึ้น เป็นชุดของหนุ่มสาวมากขึ้นเหมาะกับวัยของนักกีฬา

แบบเสื้อนี้เป็นแบบอนุรักษนิยมจัด ถ้าจะให้ดูดีตามคติจำเป็นมากต้องตัดให้พอดีตัว ไม่สามารถใส่แบบ โคร่ง ๆ หลวม ๆ oversized แบบที่นำมาโชว์นี้ได้มันทำให้ดูแย่ ไม่มีสง่าราศี ผิดหลักการของชุดไทยประจำชาติมาก

อีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญมากในการนำเสนอ คือการถ่ายภาพ ควรทำให้ดูทันสมัยกว่านี้ เพราะนี่คืองานระดับโลก ภาพที่ออกมาจะถูกนำไปเปรียบเทียบกับชาติอื่น ๆ ทั่วโลก เราคงไม่อยากเห็นประเทศไทยด้อยกว่าชาติอื่นจริงไหมครับ

ถ้าแก้ไขอะไรไม่ได้แล้วจริง ๆ ทางออกที่ดีกว่านี้คือนำแบบเสื้อนี้ให้ทีมผู้ฝึกสอนและคณะทำงานใส่ เท่านั้น ส่วนนักกีฬาทั้งหมดเปลี่ยนแบบไปใส่ชุดวอร์มของแกรนด์สปอร์ต ที่ออกแบบมาได้สวยงามทันสมัย ที่มีอยู่แล้วกับรองเท้าผ้าใบสีขาว นักกีฬาไทยจะดูดี เท่ทันสมัยมาก ๆ ในชุดของแกรนด์สปอร์ต เชื่อผม

นี่เป็นความเห็นและข้อแนะนำจากผม พีรมณฑ์ ชมธวัช ผู้เชี่ยวชาญด้านชุดไทยและผ้าไทย

‘สสส.’ จับมือพันธมิตร มอบรางวัลเชิดชูบุคคล-องค์กรต้นแบบ สร้างสังคมแห่งการเรียนรู้และการรู้เท่าทันสื่อ ประจำปี 2567

เนื่องจากปัจจุบัน เด็กและเยาวชนกำลังเผชิญปัญหากับภัยคุกคามบนสื่อออนไลน์ที่มุ่งแสวงหาผลประโยชน์ทางเพศ เกม พนัน และการโฆษณาชวนเชื่อ โดยเฉพาะเรื่องบุหรี่ไฟฟ้าที่มุ่งเป้าไปยังกลุ่มเยาวชนอย่างชัดเจน 

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ สมาคมวิทยุและสื่อเพื่อเด็กและเยาวชน (สสดย.) จัดงานประกาศรางวัลดีเด่นด้านการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ และการรู้เท่าทันสื่อ ประจำปี 2567 ณ โรงแรมแกรนด์ริชมอน จังหวัดนนทบุรี หวังมุ่งพัฒนากลไกเฝ้าระวังสื่อที่สร้างผลกระทบเชิงลบต่อสังคม ยกระดับนวัตกรรมการสื่อสารให้เกิดระบบสื่อสุขภาวะ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดพลังบวกในการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ และการรู้เท่าทันสื่อสู่ทุกภาคส่วน 

ภายในงานประกอบด้วยกิจกรรมมากมาย ทั้งการแสดง และกิจกรรมเสวนาในหัวข้อ ‘แนวทางการสร้างการรู้เท่าทันสื่อ เพื่อสุขภาวะในสังคมไทย’ รวมถึงพิธีมอบรางวัล โดยการประกาศผลการประกาศระดับรางวัลโล่เกียรติยศ 4 ประเภท ได้แก่ 

1.) ประเภทบุคคล 
2.) ประเภทสถานศึกษา 
3.) ประเภทภาครัฐ 
4.) ประเภทภาคประชาสังคม 

โดยรางวัลการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ และการรู้เท่าทันสื่อประเภทบุคคลดีเด่นระดับรางวัลโล่เกียรติยศได้แก่ พลตำรวจตรีนิเวศน์ อาภาวศิน รอง.ผบช.สอท. 

รางวัลการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ และการรู้เท่าทันสื่อประเภทสถานศึกษาดีเด่นระดับรางวัลโล่เกียรติยศผู้ได้รับรางวัลได้แก่ โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ธนบุรี 

รางวัลการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ และการรู้เท่าทันสื่อประเภทองค์กรภาครัฐ ดีเด่นระดับรางวัลโล่เกียรติยศผู้ได้รับรางวัลได้แก่ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 3 

รางวัลการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ และการรู้เท่าทันสื่อประเภทภาคประชาสังคมดีเด่นระดับรางวัลโล่เกียรติยศผู้ได้รับรางวัลได้แก่ มูลนิธิอินเทอร์เน็ตร่วมพัฒนาไทย

นอกจากนี้ผู้ได้รับรางวัลการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ระดับเกียรติบัตรประเภทบุคคลดีเด่น ได้แก่ 
1.รศ.ดร.พนม คลี่ฉายา 
2.อาจารย์เจนจิรา โพธิ์ชัย 
3. รองศาสตราจารย์ ดร.กุลทิพย์ ศาสตระรุจิ 
4. ดร.สรวงมณฑ์ สิทธิสมาน 
5. ดร.ดนัย หวังบุญชัย 

รางวัลการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ระดับเกียรติบัตรประเภทสถานศึกษาดีเด่น ได้แก่ 
1. โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ธนบุรี จังหวัดกรุงเทพมหานคร 
2. โรงเรียนมัธยมสาธิตมหาวิทยาลัยนเรศวร จังหวัดพิษณุโลก 

รางวัลการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ระดับเกียรติบัตรประเภทองค์กรภาครัฐดีเด่น 
1. บ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัดมหาสารคาม กรมกิจการเด็กและเยาวชน ได้แก่ 
2. สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 3 
3. สำนักงานส่งเสริมดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือดีป้า 
4. สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดศรีสะเกษ

รางวัลการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ระดับเกียรติบัตรประเภทภาคประชาสังคมดีเด่น ได้แก่
1. ศูนย์สร้างสรรค์ เพื่อเด็กเยาวชนและครอบครัว 
2. กลุ่ม Critizen 
3. สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแพทย์แห่งประเทศไทยในพระอุปถัมภ์ฯ

หลังจากนั้นได้มีกิจกรรมพิเศษสุดท้ายจากตัวแทนภาคเยาวชนนำโดยที่ได้มาเสนอความรู้สึกภายในงานฝากถึงภาคีเครือข่ายผ่านในงานให้นำเสียงที่เยาวชนนำเสนอ หวังสร้างความตระหนักรู้ในเรื่องความสำคัญของรู้เท่าทันกับสถานการณ์โลกยุคดิจิทัลต่อไป

โดยในงานประกาศรางวัลการรู้เท่าทันสื่อ ประจำปี 2567 ในครั้งนี้นั้นได้เปิดงานร่วมกันระหว่าง 3 ผู้จัดสำหรับผ่านคอนเซปต์ในการเปิดงานในครั้งคือเป็นการต่อจิ๊กซอว์สานพลังของทั้งสามหน่วยงานเติมเต็มความสมบูรณ์แบบร่วมกันพัฒนา โดยสีฟ้า ได้แก่ สสดย. สีส้มได้แก่ สสส. และสีน้ำเงินได้แก่ สช.

ถึงกับไปไม่เป็น!! ผู้สัมภาษณ์งาน อึ้ง!! คำถามจากเด็กจบใหม่ "ถ้าผ่านงาน 2 เดือน ปรับเป็น 15,000 ขอมาทำเดือนที่ 3 เลยได้มั้ย?"

(18 ก.ค. 67) จากผู้ใช้เฟซบุ๊ก 'SharePoint Khungkamano' ได้โพสต์ถามชาวเน็ต ว่าควรตอบคำถามเด็กจบใหม่ที่มาสัมภาษณ์งานอย่างไร เมื่อเจอบทสนทนาเช่นนี้ ว่า...

"คำถามสุดท้ายของการสัมภาษณ์พนักงานใหม่ น้องตั้งคำถามว่า ผ่านทดลองงานจ่ายเงินยังไงคะพี่ ผมบอกไปว่า เดือนแรก 12,000 ผ่านงาน 2 เดือน ปรับเป็น 15,000 น้องถามต่อว่า "นู๋ขอมาทำงาน เดือนที่ 3 เลยได้มั้ยคะพี่ หมื่นสองนู๋ไม่เอา" ตอบน้องไงดี?"

ภายหลังจากโพสต์ดังกล่าวถูกเผยแพร่ ก็มีเสียงสะท้อนจากโลกโซเชียล ดังนี้...

- "โอเคผ่านค่ะ ผ่านประตูออกไปเลยนะคะน้อง ขอบคุณมากค่ะ คนต่อไป เด็กปัจจุบันเขาชอบตอบตรง ๆ ไม่ต้องอ้อมค่ะ"

- "ถ้ามีน้องมาบอกว่า ทดลองงานก่อน ทำไม่ได้ หรือไม่ดี ไม่เอาตังค์ ผมจะรับทันทีเลย 555"

- "ที่เคยโทรสัมภาษณ์เบื้องต้นตำแหน่ง Sale Engineer จบใหม่ไม่มีประสบการณ์ น้องบอกถ้าได้ไม่ถึง 25,000 ก็ไม่เสียเวลาคุย เอิ่มมม…น้องคะงานขายเขามีคอมมิสชัน เพราะฉะนั้นบริษัทส่วนใหญ่จะไม่ตั้งเงินเดือนสูงแต่จะมี Allowance ต่าง ๆ เข้ามาให้ ขอผ่านไปคุยกับคนทัศนคติดี ๆ พร้อมเรียนรู้งานดีกว่า"

- "ว่าไปแล้วเด็กเดี๋ยวนี้ โดนปลูกฝังค่านิยมแบบนี้เกือบทั้งหมด ... ที่บริษัทก็มีครับ ไม่มีประสบการณ์ เพิ่งจบ ภาษาอังกฤษไม่ได้ วิชาการก็น้อยมาก แต่ถามหาเงินเดือนสูงไว้ก่อน"

- "ก็ถ้าน้องคิดว่าน้องเหาะได้ บันไดขั้นที่ 1 ที่ 2 ไม่ต้องเหยียบก็ลองดู แล้วจะรู้ว่า บันไดขั้นที่ 3 ไม่มีอยู่จริง"

- "จ้างคนพม่ามาเลย ส่วนน้องเขาก็ร้องเพลงรอต่อไป"

- "รออีกไม่นานคงไม่มีเคสแบบนี้แล้วค่ะ ผู้ประกอบการหันไปใช้ AI กับหุ่นยนต์หมดแล้ว"

- "อีกมุม น้องเขาอาจมี Mindset (ความคิด) จากรัฐบาลบอกแรงงานขั้นต่ำ ป.ตรี 15.000 บาท จึงอยากได้ตามที่น้องเคยได้ยิน แต่น้องพูดไม่เป็น ทำให้น้องไม่น่าได้งานทำ"

- "น้องอาจจะไม่ได้ทั้ง 12000 กับ 15000 นะ"

ขณะที่เพจ ''สานต่อเจตนารมณ์ อาจารย์สมเกียรติ โอสถสภา' ก็ได้ให้มุมมองกับเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน ว่า...

"ใครบอกเด็กไทยไม่ฉลาดเพราะได้คะแนนข้อสอบสากลน้อยกว่าเด็กชาติอื่น ไม่จริงนะครับ เด็กไทยฉลาดมาก แต่เป็นความฉลาดแบบไทย ๆ กันไง แถวนี้เราลูกหลานศรีธนญไชยกันทั้งนั้นแหละ"

ชาวเน็ตเสียงแตก!! หลังไทยเปิดตัวชุด ‘ชุดพิธีการ’ โอลิมปิกปารีส บ้างก็ชมเรียบหรูชูอัตลักษณ์ผ้าไทย บ้างก็ว่าเป็นชุดออกงาน อบต.

(18 ก.ค. 67) จากกรณีที่เพจ 'Stadium TH' ได้โพสต์เปิดตัว 'ชุดพิธีการของทีมชาติไทย' ที่เหล่านักกีฬาทีมชาติ จะสวมใส่ร่วมพิธีเปิดการแข่งขัน โอลิมปิก เกมส์ ปารีส 2024 ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส โดยประเทศไทยนั้นผู้ที่สวมใส่เป็นแบบได้แก่ นักแบดมินตันทีมชาติ ปอป้อง ทรัพย์สิรี แต้รัตนชัย พร้อมระบุข้อความว่า…

“เปิดตัวชุดพิธีการ ร่วมพิธีเปิดการแข่งขัน โอลิมปิก เกมส์ ปารีส 2024 ในพิธีเปิดวันที่ 26 กรกฎาคม 2567 นี้ สำหรับการแข่งขันโอลิมปิกในครั้งนี้ ประเทศไทยมีนักกีฬาเข้าแข่งขันทั้งหมด 51 คน จาก 17 ชนิดกีฬา โดยประเทศไทยมากับชุดสีฟ้า ซึ่งมีลายผ้าไทยอยู่บริเวณกระดุม และแถบของเสื้อ ซึ่งแสดงออกถึงความเป็นไทยชัดเจนเป็นอย่างมาก”

หลังจากทางเพจ 'Stadium TH' ได้โพสต์ภาพดังกล่าวออกไป ชาวเน็ตเรียกว่าทั้งกระหน่ำแชร์ และวิพากษ์ วิจารณ์กันเป็นจำนวนมาก มีทั้งพูดถึงความเรียบหรูชูอัตลักษณ์ผ้าไทย ชาวเน็ตบางคนเสียงแตกวิจารณ์แรงถึง ความไม่ก้าวไปไหนของวงการออกแบบชุด อาทิ

“ทำได้แค่นี้หรอ นึกว่างาน อบต.”

“ชุดทื่อมาก ๆ ขอบผ้าสวยนะ แต่ทรงไม่เล่นกับหุ่นเลย anyway นักกีฬาน่ารักค่ะ”

“ชุดแบบนี้พบเห็นได้ที่ อบต.วันศุกร์”

ทั้งนี้ เมื่อช่วงค่ำที่ผ่านมา (17 ก.ค.) นั้น เรียกได้ว่าโซเชียลคึกคักเป็นอย่างมาก หลังจากแต่ละประเทศได้ทยอยออกมาอวดโฉมชุดพิธีการ กับชุดที่จะสวมใส่ร่วมพิธีเปิดการแข่งขัน โอลิมปิก เกมส์ ปารีส 2024 และเนื่องจากปีนี้โอลิมปิก 2024 จัดขึ้นที่ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เมืองที่ขึ้นชื่อเรื่องแฟชั่น ทำให้หลายประเทศไม่ยอมน้อยหน้ากันเลยทีเดียว

‘กองการกีฬาฯ กทม.’ โต้!! ‘เพจดัง’ กรณีค่าล้างแอร์เครื่องละ 7,000 บาท ยัน!! ไม่จริง ราคาดังกล่าวรวม ‘ค่าแรง-ค่าซ่อมแซม-ค่าอะไหล่-อื่นๆ’

เมื่อวานนี้ (17 ก.ค.67) จากกรณีที่เฟซบุ๊กเพจ ‘ชมรม STRONG ต้านทุจริตประเทศไทย’ ออกมาตั้งข้อสังเกตว่า กองการกีฬา สำนักวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว กรุงเทพมหานคร จ้างล้างเครื่องปรับอากาศสูงถึงเครื่องละ 7,000 บาท และระบุว่า เลขที่โครงการ 67059435237 ตรวจสอบได้ ที่ศูนย์กีฬา กทม. ได้แก่ ศูนย์กีฬาเฉลิมพระเกียรติ 21 เครื่อง ศูนย์กีฬาบางขุนเทียน 12 เครื่อง ศูนย์กีฬาบางบอน 24 เครื่อง และศูนย์กีฬาอ่อนนุช 5 เครื่อง

นายดำรงค์ รื่นสุข ผู้อำนวยการกองการกีฬา สำนักวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว เปิดเผยถึงกรณีมีข้อสังเกตโครงการจ้างเหมาล้างและซ่อมเครื่องปรับอากาศ จำนวน 62 เครื่อง โครงการที่ 6705945237 มีค่าล้างราคาเครื่องละ 7,000 บาท ว่า ข้อสังเกตดังกล่าวไม่เป็นความจริง เนื่องจากราคารวมของโครงการดังกล่าวซึ่งเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 455,060.30 บาท นั้น เป็นราคาของค่าแรงล้างเครื่อง รวมกับค่าอะไหล่ ค่าซ่อมแซม และค่าวัสดุอื่นๆ ที่เปลี่ยนด้วยแล้ว ทั้งนี้ สามารถดูรายละเอียดโครงการได้ที่ https://egp.bangkok.go.th/home/detail/67059435237

สำหรับอัตราการจ้างเหมาล้างเครื่องปรับอากาศ จะแตกต่างกันตามขนาดของเครื่อง (บีทียู) ซึ่งเป็นราคาตามท้องตลาดทั่วไป ดังนี้ 

1. เครื่องปรับอากาศแบบแยกส่วนตั้งพื้นหรือแขวน 
- ขนาด 12,000 บีทียู ค่าแรงล้างเครื่องปรับอากาศอยู่ที่ราคา 800 บาท 
- ขนาด 18,000 บีทียู ค่าแรงฯ 1,000 บาท 
- ขนาด 36,000 บีทียู ค่าแรงฯ 1,000 บาท 
- ขนาด 38,000 บีทียู ค่าแรงฯ 1,000 บาท 
- ขนาด 44,000 บีทียู ค่าแรงฯ 2,000 บาท 
- ขนาด 50,000 บีทียู ค่าแรงฯ 2,000 บาท 
- ขนาด 60,000 บีทียู ค่าแรงฯ 2,000 บาท 

2. เครื่องปรับอากาศแบบแยกส่วนชนิดติดผนัง 
- ขนาด 30,000 บีทียู ค่าแรงฯ 1,000 บาท 

3. เครื่องปรับอากาศแบบแยกส่วนชนิด 4 ทิศทาง 
- ขนาด 24,200 บีทียู ค่าแรงฯ 1,500 บาท โดยค่าแรงดังกล่าวยังไม่รวมค่าอะไหล่ ค่าซ่อมแซม และค่าวัสดุอื่นๆ

‘การบินไทย’ ติด 1 ใน 10 สายการบินให้บริการระหว่างประเทศดีที่สุดในโลก สะท้อนมาตรฐาน-คุณภาพการให้บริการดีเยี่ยม ผู้ใช้งานทั่วโลกไว้วางใจ

(18 ก.ค. 67) บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ได้รับการจัดอันดับเป็นสายการบินที่ให้บริการระหว่างประเทศที่ดีที่สุดในโลก (Best International Airlines in 2024) อันดับ 8 จากทราเวล แอนด์ เลเชอร์ (Travel & Leisure World’s Best Awards 2024) ซึ่งได้สำรวจความคิดเห็นจากนักเดินทาง นักท่องเที่ยว และนักธุรกิจ จากทั่วโลก ประจำปี 2024 เพื่อนำมาจัดอันดับความเป็นเลิศในประเภทต่าง ๆ อาทิ สายการบินที่ดีที่สุด สนามบินที่ดีที่สุด เมืองที่ดีที่สุด โรงแรมที่ดีที่สุด สปาที่ดีที่สุด บริษัทนำเที่ยวที่ดีที่สุด และเรือสำราญที่ดีที่สุด 

ซึ่งผลการจัดอันดับดังกล่าว ยืนยันถึงคุณภาพและการบริการของการบินไทยอยู่ในระดับมาตรฐานที่นานาชาติพึงพอใจ ทั้งความสะดวกสบายบนเครื่องบิน การให้บริการบนเครื่องบิน การให้บริการภาคพื้นตลอดจนทุกจุดบริการของการบินไทย 

บริษัทฯ ขอขอบคุณผู้โดยสารที่ให้ความไว้วางใจและสนับสนุนการบินไทยมาโดยตลอด และจะยังคงพัฒนาการให้บริการและผลิตภัณฑ์ให้ดียิ่งขึ้นในทุกด้านต่อไป 

อนึ่ง ทราเวล แอนด์ เลเชอร์ เป็นนิตยสารด้านการท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในประเทศสหรัฐอเมริกา และมีสาขาอยู่ทุกภูมิภาคทั่วโลก

กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ร่วมกับโรงพยาบาลตำรวจ ร่วมใจจัดโครงการ CIB Love รวมใจบอกรักในหลวง นำโปสการ์ดแจกจ่ายให้บุคลากรของโรงพยาบาลตำรวจ ผู้ป่วย และผู้มาใช้บริการ ร่วมลงนามถวายพระพร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ

(18 ก.ค.67) ณ ลานกิจกรรม ชั้น 2 อาคารมหาภูมิพลราชานุสรณ์ 88 พรรษา โรงพยาบาลตำรวจ ร่วมใจ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง จัดกิจกรรม CIB Love รวมใจบอกรักในหลวง โดย คุณรงรอง ภูริเดช ประธานชมรมแม่บ้านตำรวจสอบสวนกลาง/ภริยา พล.ต.ท. จิรภพ ภูริเดช ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เป็นประธานในพิธี โดย ร.ต.ท.หญิง สายพิณ สมพงษ์ ภริยานายแพทย์ใหญ่  (สบ 8)/กรรมการบริหาร สมาคมแม่บ้านตำรวจระดับผู้บัญชาการ และ พ.ต.อ.หญิง ศิริกุล ศรีสง่า โฆษกโรงพยาบาลตำรวจให้การต้อนรับ 

โอกาสนี้ พ.ต.อ.อรรถวิทย์ เพียรเลิศ รอง ผบก.อก.บช.ก พร้อมคณะกรรมการชมรมแม่บ้านตำรวจสอบสวนกลาง ร่วมกิจกรรมด้วย

โดยทางโรงพยาบาลตำรวจ เปิดโต๊ะแจกโปสการ์ดให้บุคลากรของโรงพยาบาล ประชาชน ผู้มาใช้บริการ และเจ้าหน้าที่โรงพยาบาล ร่วมลงนามถวายพระพร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ณ ลานกิจกรรม ชั้น 2 อาคารมหาภูมิพลราชานุสรณ์ 88 พรรษา โรงพยาบาลตำรวจ จากนั้นประธานชมรมแม่บ้านตำรวจสอบสวนกลาง พร้อมคณะเดินไปจุดต่าง 4 จุด คือหอผู้ป่วยข้าราชการตำรวจที่บาดเจ็บ, ห้องผู้ป่วยฉุกเฉินและอุบัติเหตุ, หน่วยเวชระเบียน แผนกการเงิน ศูนย์เวรเปล และ ห้องตรวจกุมารเวชกรรมและหอผู้ป่วยกุมารเวชกรรม แจกโปสการ์ดให้ผู้ที่ไม่สามารถร่วมกิจกรรม ได้ลงนามถวายพระพร ผู้ป่วยบางคนที่ไม่สามารถเขียนได้ ใช้คำพูดให้นางพยาบาลช่วยเขียนแทน โดยเฉพาะเด็กๆร่วมลงนามถวายพระพรจำนวนมาก

ร.ต.ท.หญิง สายพิณ สมพงษ์ ภริยานายแพทย์ใหญ่ (สบ 8)/ กรรมการบริหาร สมาคมแม่บ้านตำรวจระดับผู้บัญชาการ กล่าวว่า รู้สึกยินดีและเป็นเกียรติที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง มาประชาสัมพันธ์โครงการนี้ให้กับข้าราชการตำรวจ บุคลากรทางการแพทย์ เจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาล ผู้ป่วย และประชาชนที่มาใช้บริการได้เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรม ร่วมลงนามถวายพระพร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 

พ.ต.อ.หญิง ศิริกุล ศรีสง่า โฆษกโรงพยาบาลตำรวจ กล่าวว่าโรงพยาบาลตำรวจจะเปิดโต๊ะนำโปสการ์ดให้ประชาชน ผู้มารับบริการ และประชาชนทั่วไป ร่วมลงนามถวายพระพร ณ ลานกิจกรรม ชั้น 2 อาคารมหาภูมิพลราชานุสรณ์ 88 พรรษา ถึงวันที่ 25 กรกฎาคม 2567 

ศูนย์ประชาสัมพันธ์ สื่อสารองค์กร และโฆษกโรงพยาบาลตำรวจ ขออนุญาตเผยแพร่ภาพและข่าวประชาสัมพันธ์ที่มีภาพบุคคลในกิจกรรมดังกล่าว

"ศูนย์กลางข่าวสาร ประสานฉับไว ใส่ใจบริการ เพื่อตำรวจและประชาชน"

‘CK Cheong’ สะท้อน!! ‘อาหารไทย’ ทำไมราคาถูกกว่าอาหารญี่ปุ่น ทั้งที่กว่าจะรังสรรค์เมนู ต้องผ่านกระบวนการ ‘ปรุง-หมัก-ผัด’ ก่อน

เมื่อไม่นานมานี้ จากช่องยูทูบ ‘CK Cheong’ หรือ ‘คุณซีเค เจิง’ นักธุรกิจหนุ่มลูกครึ่งไทย-จีน (มาเก๊า) ผู้เติบโตที่ประเทศอเมริกา และเป็นหนึ่งในผู้บริหารของ ‘Fastwork Technologies’ ได้โพสต์คลิปแชร์มุมมองของตนเองต่อคุณค่าของความเป็นไทย โดยระบุว่า…

“ผมจุดตั้งต้นในบริษัทว่าจะไม่มีวันทําแบบโปรโมชัน 1.1, 2.2, 3.3, 4.4 ผมจะไม่มีวันทํา เป็นเพราะว่าสิ่งที่ผมขาย…ผม ‘ขายเวลา’ ของคนไทย และคนไทย ‘ไม่ใช่ของถูก’...

ผมไม่ชอบที่อาหารไทยเป็นของถูก ทําไมอาหารบ้านเราต้องถูกกว่าอาหารญี่ปุ่น บ้านเรามีความซับซ้อนตั้งเยอะ ต้องปรุง ต้องหมัก ต้องผัด ต้องใส่พริก หรือใส่นู้นก่อนนี่ก่อน แต่ซูชิคือหั่นและวางข้าวจบเลย ทําไมของเขาต้องแพงกว่า…

คุณลองคิดดูว่า คุณมีแซลมอนอันหนึ่ง คุณจะทําเป็นซาชิมิ กับทําเป็นแกงส้มปลาทอดอันหนึ่ง คุณว่าอันไหนยากกว่ากัน? แต่ทําไมของเราถูกกว่า คนไทยชอบด้อยค่าตัวเอง และอันนี้เป็น Soft Power ที่ผมพยายามที่จะพาไป คือ…คนไทยไม่ใช่ของถูก”

'รัฐบาล' ชวนคนไทยรับชม 'คุยกับเศรษฐา' 20 ก.ค.นี้ เปิด 10 โครงการเฉลิมพระเกียรติรับปีมหามงคล

(18 ก.ค. 67) น.ส.จิราพร สินธุไพร รัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เชิญชวนให้พี่น้องประชาชนเตรียมรับชมรายการ 'คุยกับเศรษฐา' ตอนพิเศษ ซึ่งจะออกอากาศในวันเสาร์ที่ 20 ก.ค.นี้ ทางช่อง NBT โดยในเทปที่ 2 นี้ นายกรัฐมนตรีจะมาบอกเล่าถึงการจัดทำ 10 โครงการเฉลิมพระเกียรติในนามรัฐบาล เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 72 พรรษา 28 กรกฎาคม 2567 ซึ่งทั้ง 10 โครงการ ล้วนแต่มีจุดมุ่งหมายในการพัฒนาคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนให้อยู่ดีมีสุข 

นางสาวจิราพร เปิดเผยว่า นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญกับการผลักดัน 10 โครงการเฉลิมพระเกียรตินี้มาโดยตลอด โดยนายกรัฐมนตรี จะใช้รายการนี้เป็นเวทีในการบอกเล่าความคืบหน้าการดำเนินโครงการที่มีความเชื่อมโยงกับ ‘ป่า-น้ำ-คน’ ให้พี่น้องประชาชนได้รับทราบความเป็นมา และประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับโดยตรงจากการจัดทำโครงการต่าง ๆ รวมถึงผู้ชมจะได้เห็นภาพความประทับใจในการลงพื้นที่ของนายกรัฐมนตรีเพื่อเข้าร่วมโครงการเฉลิมพระเกียรติในสถานที่ที่แตกต่างกันออกไป

“ขอเชิญชวนทุกท่านติดตามรายการ ‘คุยกับเศรษฐา’ ตอนพิเศษ เนื่องในโอกาสปีมหามงคลนี้พร้อมกัน ในวันเสาร์ที่ 20 กรกฎาคม 2567 เวลา 08.00 น. ทางช่อง NBT และ ททบ. 5 และจะรีรันอีกครั้งในเวลา 11.30 น. ทางช่อง 9 MCOT HD” น.ส.จิราพร กล่าว

ผู้ช่วย ผบ.ตร.ชื่นชมสารวัตรตำรวจจราจรโครงการพระราชดำริ ใช้ไหวพริบช่วยนักท่องเที่ยวต่างชาตินำโทรศัพท์มือถือที่ทำตกท่อระบายน้ำขึ้นมาได้อย่างรวดเร็ว นักท่องเที่ยวพากันขอบคุณ สร้างชื่อเสียงให้ตำรวจจราจรไทยดังไกลต่างแดน

วันนี้ (18 กรกฎาคม 2567) พล.ต.ท.กรไชย คล้ายคลึง ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะรองหัวหน้าคณะทำงานขับเคลื่อนงานจราจร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (คจร.ตร.) ชื่นชม พ.ต.ต.พีรวุฒิ ใหม่อ่อง สารวัตรงาน 2 กองกำกับการ 6 กองบังคับการตำรวจจราจร (ตำรวจจราจรโครงการพระราชดำริ) ช่วยเหลือนักท่องเที่ยวต่างชาติทำโทรศัพท์มือถือตกลงท่อระบายน้ำ ใช้ไหวพริบเฉพาะตัวนำโทรศัพท์ขึ้นมาจากท่อระบายน้ำได้อย่างรวดเร็ว ทั้งชาวไทยและต่างชาติต่างชื่นชมตำรวจจราจรไทย ทำงานฉับไว ไหวพริบดีเยี่ยม 

เหตุการดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันเสาร์ที่ 13 กรกฎาคม 2567 เวลาประมาณ 11.35 น. พ.ต.ต.พีรวุฒิฯ ขณะกำลังปฏิบัติหน้าที่อำนวยความสะดวกให้แก่นักท่องเที่ยวที่มาร่วมงานมหรสพสมโภช บริเวณศาลหลักเมือง กรุงเทพมหานคร สังเกตเห็นคนมุงกันอยู่บริเวณฟุตบาทริมถนน จึงรีบเข้าไปตรวจสอบเนื่องจากเกรงว่าจะเกิดอุบัติเหตุ พบว่าเป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ทำโทรศัพท์มือถือตกลงไปในท่อระบายน้ำ โดยนักท่องเที่ยวและพลเมืองดีพยายามงัดท่อระบายน้ำเพื่อนำโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเป็นเวลากว่า 1 ชั่วโมง แต่ไม่สามารถนำขึ้นมาได้ ทำให้เจ้าของโทรศัพท์ร้อนใจเป็นอย่างมาก เนื่องจากโทรศัพท์จมอยู่ในน้ำ หากทิ้งไว้นานอาจเสียหายได้ พ.ต.ต.พีรวุฒิฯ จึงใช้ไหวพริบนำท่อนไม้ยาว และใช้ลวดมัดกระถางต้นไม้ที่อยู่ใกล้เคียง มาดัดงอให้เป็นเหมือนขาเกี่ยว ติดไว้ที่ปลายไม้ ก่อนจะช้อนโทรศัพท์ขึ้นมาจากท่อระบายน้ำได้ในเวลาเพียง 5 นาทีเท่านั้น พบว่าโทรศัพท์มือถือยังสามารถใช้งานได้ตามปกติ สร้างความประทับใจเป็นอย่างมากให้กับนักท่องเที่ยวกลุ่มดังกล่าว ได้แสดงความขอบคุณตำรวจจราจรไทยที่เข้าช่วยเหลือได้อย่างรวดเร็ว

พล.ต.ท.กรไชยฯ กล่าวว่า เหตุการณ์นี้เป็นการแสดงศักยภาพอีกด้านหนึ่งของตำรวจไทย นอกจากติดตามจับกุมคนร้ายแล้ว ยังช่วยเหลือผู้เดือดร้อนด้วยจิตอาสา และใช้ไหวพริบช่วยเหลือชาวต่างชาติ ทำให้ชื่อเสียงตำรวจจราจรไทยโด่งดังไปต่างแดน สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางมายังประเทศไทย นับว่าน่าชื่นชมเป็นอย่างมาก 

ทั้งนี้ พล.ต.ท.กรไชยฯ ได้ชมเชยการปฏิบัติหน้าที่ของ พ.ต.ต.พีรวุฒิฯ ที่มีไหวพริบปฏิภาณสามารถนำความรู้มาประยุกต์ใช้ได้อย่างชาญฉลาด เป็นการปฏิบัติหน้าที่อย่างมืออาชีพ มีทักษะคล่องแคล่ว มีไหวพริบ สามารถให้ความช่วยเหลือ เป็นที่พึ่งของประชาชน และสร้างความเชื่อมั่นให้กับพี่น้องประชาชนและนักท่องเที่ยว ซึ่งถือเป็นหนึ่งตัวอย่างของตำรวจจราจรที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยจิตอาสาบริการ มีมาตรฐานสากล ตามแนวทางการสร้าง “สุภาพบุรุษจราจร” ที่คณะทำงานขับเคลื่อนงานจราจรสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กำลังขับเคลื่อนสร้างมาตรฐานตำรวจจราจรทั่วประเทศ เพื่อยกระดับการบริการประชาชน สร้างความเชื่อถือศรัทธา และนำไปสู่การลดอุบัติเหตุบนท้องถนนในที่สุด

มุกดาหาร ตร.นิคมคำสร้อยขับรถไล่ล่าแกงค์ยาบ้า เส้นทางลัดร่วม 20 กม. ยึดยาบ้า 240,000 เม็ด ผู้ต้องหา 2 คนหนีได้ 1 คน

สภ.นิคมคำสร้อย ตรวจยึดยาบ้า จำนวน 240,000 เม็ด ผู้ต้องหา 2 คน จับได้ 1 หลบหนีไป 1 คนร้ายขับรถหนีไปร่วม 20 กม. ขณะ จนท. ตั้งจุดตรวจจุดสกัดที่บริเวณจุดตรวจโชคชัย ถนนชยางกูร 212 (มุกดาหาร – ยโสธร- อุบลราชธานี) อ.นิคมคำสร้อย จ.มุกดาหาร 

วันที่ 17 ก.ค. 67 นายวรญาณ บุญณราช ผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร, พล.ต.ต. ชัชชัย วงศ์สุนะ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด, พ.ต.อ.กิตเตชิษฐ์ บำรุง รองผู้บังคับการตำรวจภูธร, พ.ต.อ.พิชญ์วุฒิ โพธิ์จันทร์ ผกก.สภ.นิคมคำสร้อย, นายชายสิทธิ์ สุวรรณโชติ นายอำเภอนิคมคำสร้อย, พร้อมตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดมุกดาหาร, ปกครอง, กอ.รมน., เจ้าหน้าที่หน่วยความมั่นคงกองกำลังสุรศักดิ์มนตรี, ร่วมกันแถลงข่าวจับกุมแกงค์ค้ายาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) รายใหญ่ ภายใต้อำนวยการสั่งการของ พล.ต.ต. ชัชชัย วงศ์สุนะ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทุกอำเภอคุมเข้มตรวจสอบกลุ่มแกงค์ยาเสพติดในจังหวัด โดยมี พ.ต.ท.พลไชย ภูจอมจิตร รองผกก.ป.สภ.นิคมคำสร้อย พ.ต.ต.ประดิษฐ์ วงชารี สวป.สภ.นิคมคำสร้อย มอบหมายให้ร.ต.ท.อิทธิฤทธิ์ แซ่ลิ้ม รอง สวป.สภ.นิคมคำสร้อย หัวหน้าชุด พร้อมเจ้าหน้าที่สายตรวจตำบลโชคชัย ตั้งจุดตรวจจุดสกัด เพื่อป้องกันปราบปรามอาชญากรรม สิ่งของผิดกฎหมาย และยาเสพติด 
กระทั่งช่วงระหว่างเวลาประมาณ 20.30 น. ของคืนวันที่ 16 กค. 67 เจ้าหน้าที่ตำรวจจุดตรวจตู้ยามโชคชัย สภ.นิคมคำสร้อย พบรถยนต์กระบะอีซูซุ สีขาว 4 ประตู หมายเลขทะเบียน กต – 4097 ศรีสะเกษ ขับมาจากเส้นทางในตัวเมืองผ่าน อ.นิคมคำสร้อย มุ่งหน้าไปเส้นทางอำเภอเลิงนกทา จ.ยโสธร - อุบลราชธานี เมื่อคนขับมองเห็นจุดตรวจของเจ้าหน้าที่ ได้กลับรถบริเวณจุดกลับอย่างกระทันหัน ก่อนเร่งความเร็วรถเพื่อหลบหนีกลับไปทางเดิมก่อนเลี้ยวซ้ายเข้าเส้นทางลัด นิคมคำสร้อย - หนองสูง - ขอนแก่น เจ้าหน้าที่จึงขับรถไล่ติดตามพร้อมส่งสัญญาณไฟและเสียงไซเรนเพื่อให้รถกระบะหยุด แต่รถคันดังกล่าวไม่มีทีท่าว่าจะหยุดกลับเร่งเครื่องขับหลบหนีอย่างรวดเร็ว 

จนท.ขับไล่ติดตามกระทั่งถึงบริเวณเส้นทางหนองนกเขียน - โคกหินกอง ผู้ที่นั่งมาในรถได้โยนวัตถุบางอย่างออกจากตัวรถแต่ยังคงขับรถหลบหนีอย่างไม่ลดละ เจ้าหน้าที่ได้ไล่ติดตามข้ามอำเภอจนถึงบ้านโคกหินกอง ต.หนองสูงใต้ ระยะทางประมาณ 20 กม. คนขับรถได้จอดรถ ตรวจสอบทราบชื่อนายวิลาศักดิ์ (นามสมมุติ) อายุ 35 ปี ที่อยู่ ต.หนองแวง อ.เกษตรวิสัย  จ.ร้อยเอ็ด ผู้ขับรถยนต์ ขณะที่ผู้ที่นั่งมาด้วยเป็นชายรูปร่างปราดเปรียวเปิดประตูรถวิ่งหลบหนีเข้าไปในป่าละเมาะใกล้หมู่บ้านแม้เจ้าหน้าที่จะไล่ติดตามแต่ก็หาตัวไม่พบ จากการตรวจสอบในรถพบวัตถุต้องสงสัยวางอยู่ภายในห้องโดยสารด้านหลังคนขับ และยึดวัตถุที่โยนลงข้างถนนตรวจสอบเบื้องต้นว่าเป็นยาบ้า จนท.จึงควบคุมตัวพร้อมของกลางมาที่ สภ.นิคมคำสร้อย เพื่อตรวจนับให้ละเอียดทราบว่าเป็นยาเสพติดให้โทษ ประเภทที่ 1 ถูกห่อด้วยกระดาษใขสีเหลือง เม็ดยาสีส้มเข้มมีสัญลักษณ์ตัวอักษร Y 1 ประทับที่หีบห่อ รวมจำนวน 20 แพ็ค และห่ออยู่ในถุงพลาสติกสีดำ 20 ก้อน ตรวจนับเป็นยาบ้าประมาณ 240,000 เม็ด พร้อมโทรศัพท์มือถือ 1 เครื่อง คาดเป็นแกงค์ค้ายารายใหญ่ในพื้นที่ เจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อกล่าวหาว่า “ ร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) โดยการมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต อันเป็นการก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน, โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายและเป็นผู้ขับรถเสพยาเสพติดให้โทษตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ ก่อนนำตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางทั้งหมด ส่งพนักงานสอบสน สภ.นิคมคำสร้อย เพื่อสอบสวนขยายผลหาแกงค์ผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

รองผู้บัญชาการทหารเรือเป็นผู้แทนผู้บัญชาการทหารเรือร่วมงานเลี้ยงรับรองเนื่องในวันกองกำลังป้องกันตนเองญี่ปุ่น

เมื่อวันที่ 16 ก.ค.67 พล.ร.อ.สุวิน  แจ้งยอดสุข รองผู้บัญชาการทหารเรือ เป็นผู้แทนผู้บัญชาการทหารเรือ พร้อมด้วยคณะผู้บังคับบัญชาระดับสูงของกองทัพเรือ ร่วมงานเลี้ยงรับรองเนื่องในวันกองกำลังป้องกันตนเองญี่ปุ่น ตามคำเชิญของสถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่น ประจำประเทศไทย โดยมี นาย Otaka Masato เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย เป็นเจ้าภาพ ณ ห้องแกรนด์บอลรูม โรงแรมโอกุระ เพรสทีจ เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร

ไทยและญี่ปุ่นมีความสัมพันธ์อย่างยาวนานทั้งในระดับของราชวงศ์ รัฐบาล ตลอดจนภาคเอกชน ในส่วนของความสัมพันธ์ทางทหารนั้น ไทยและญี่ปุ่นมีความร่วมมือในระดับกระทรวงกลาโหมในกรอบการประชุม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมอาเซียน (ADMM Plus) , ความเป็นหุ้นส่วนแปซิฟิก (Pacific Partnership) , การปฏิบัติงานร่วมกันในภารกิจต่าง ๆ ในกรอบสหประชาชาติ , การแลกเปลี่ยนการเยือนของผู้บังคับบัญชาระดับสูง และการให้ที่นั่งศึกษา

ความสัมพันธ์ระหว่างกองทัพเรือไทย และกองกำลังป้องกันตนเองทางทะเลญี่ปุ่น (ทร.ญี่ปุ่น) เป็นไปด้วยความแน่นแฟ้นอย่างยาวนาน ดังนี้

1. การประชุมโดยทั้งสองประเทศจัดให้มีการประชุม Navy to Navy Staff Talks เพื่อให้ผู้แทนกองทัพเรือของทั้งสองฝ่ายร่วมหารือในเรื่องความมั่นคงทางทะเล , การแลกเปลี่ยนและขยายความร่วมมือในด้านต่างๆ และเรื่องอื่นๆ ที่ได้รับมอบหมายจากผู้บังคับบัญชา
2. การแลกเปลี่ยนการศึกษา เริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ.2525 ญี่ปุ่นให้การสนับสนุนหลักสูตรโรงเรียนรวมเหล่าญี่ปุ่น และโรงเรียนทำการนายทหารเรือญี่ปุ่น หลักสูตร 6 ปี , หลักสูตรวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรญี่ปุ่น (วทร.ญี่ปุ่น)
3. การแลกเปลี่ยนการเยือนของกำลังทางเรือ โดยมีการแลกเปลี่ยนการเยือนเมืองท่า , การเข้าร่วมการสวนสนามทางเรือของทั้งสองประเทศอย่างต่อเนื่อง
4. การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร ได้มีการประชุมแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร (IEC) ระหว่างกัน มาแล้วรวม 9 ครั้ง
5. การฝึกผสมทวิภาคี ทำการฝึกในลักษณะ PASSEX เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ และให้เกินการทำงานร่วมกันให้แน่นแฟ้นมากขึ้น

จากความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกันมาอย่างยาวนานส่งผลให้กองทัพเรือไทยและกองกำลังป้องกันตนเองญี่ปุ่นมีความร่วมมือที่ดีในหลายมิติด้านความมั่นคงทางทะเล เป็นไปตามนโยบายผู้บัญชาการทหารเรือในการเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อมิตรประเทศ , การมีบทบาทนำด้านความร่วมมือที่ส่งเสริมความมั่นคงในภูมิภาคให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

สมนึก เชื้อสนุก รายงาน 

(ศรีสะเกษ) พลเอก เดชนิธิศ เหลืองงามขำ ผู้อำนวยการองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก ลงพื้นที่ ศรีสะเกษ พบปะเยี่ยมเยียนทหารผ่านศึกและครอบครัวทหารผ่านศึก

เมื่อวานนี้ (17 ก.ค.67) ที่ หอประชุมองค์การบริหารส่วนตำบลกระแชง ตำบลกระแชง อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ พลเอก เดชนิธิศ เหลืองงามขำ ผู้อำนวยการองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก และคณะฯ ได้เดินทางมาพบปะเยี่ยมเยียนทหารผ่านศึกและครอบครัวทหารผ่านศึก ด้วยความห่วงใยและระลึกถึง ตลอดจน รับทราบถึงความเป็นอยู่ ของทหารผ่านศึกในเขตพื้นที่ จังหวัดศรีสะเกษ โดยมี พันเอก โถมวัฒน์ สว่างวิทย์ รองผู้อำนวยการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดศรีสะเกษ(ท)แทน ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 25 พันเอก นรพล จิตปัญญา สัสดีจังหวัดศรีสะเกษ พันเอก สุดใจ แพงพรมมา สัสดีจังหวัดสุรินทร์ พันโท จิรานุวัฒน์ ศรีหอม รองผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 23 และหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้องร่วมต้อนรับ มี นางสาวอณัญญา พรหมบุตร รองหัวหน้าสำนักงานสงเคราะห์ทหารผ่านศึกเขตสุรินทร์ กล่าวรายงาน เครือข่ายทหารผ่านศึกในพื้นที่ จังหวัดศรีสะเกษ เป็นพื้นที่ในการดูแลรับผิดชอบของสำนักงานสงเคราะห์ทหารผ่านศึกเขตสุรินทร์ 

สำนักงานฯ จึงได้ประสานแกนนำเครือข่ายทหารผ่านศึก โดยมี พันตรี อำพัน พิมพิลา นายกสมาคมทหารผ่านศึกจังหวัดศรีสะเกษ ในฐานะประธานเครือข่ายทหารผ่านศึกระดับจังหวัด ได้นำทหารผ่านศึกจากพื้นที่ใน 22 อำเภอของจังหวัดศรีสะเกษ มาร่วมให้การต้อนรับ จำนวน 350 นาย การเดินทางมาตรวจเยี่ยมของ พลเอก เดชนิธิศ เหลืองงามขำ ผู้อำนวยการองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก และคณะ ในครั้งนี้นอกจากจะเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้บรรดาทหารผ่านศึกแล้ว ยังเป็นการเชื่อมความสัมพันธ์อันดีระหว่างองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกและทหารผ่านศึก ที่จะพร้อมให้ความร่วมมือในทุกกิจกรรมขององค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก ต่อไป

สำนักงานตำรวจแห่งชาติจัดโครงการอุปสมบทหมู่ข้าราชการตำรวจ เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลวันเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 ณ วัดเทพศิรินทราวาสราชวรวิหาร

วันนี้ (17 กรกฎาคม 2567) เวลา 17.00 น. พล.ต.ท.สำราญ นวลมา ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นประธานในพิธีถวายราชสักการะและเจริญพระพุทธมนต์สมโภชนาค พิธีมอบบาตรและผ้าไตร โครงการ “อุปสมบทหมู่ข้าราชการตำรวจเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลวันเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567” ณ มณฑลพิธีลานพระศรีมหาโพธิ์ และพิธีบรรพชาและอุปสมบท ณ พระอุโบสถ วัดเทพศิรินทราวาสราชวรวิหาร 

สำนักงานตำรวจแห่งชาติจัดโครงการ “อุปสมบทหมู่ข้าราชการตำรวจเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลวันเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567” ณ วัดเทพศิรินทราวาสราชวรวิหาร โดยมีข้าราชตำรวจจากทั่วประเทศเข้าร่วมอุปสมบทในโครงการฯ จำนวน 73 นาย เพื่อเทิดพระเกียรติ และน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อันเป็นการแสดงความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ซึ่งภายหลังการบรรพชาและอุปสมบทแล้ว คณะสงฆ์ทุกรูปจะศึกษาพระปริยัติธรรม ปฏิบัติศาสนกิจและปฏิบัติธรรม ณ วัดโบสถ์ อ.สามโคก จ.ปทุมธานี ระหว่างวันที่ 18-31 กรกฎาคม 2567 

ทั้งนี้ ตั้งแต่ปี 2558 จนถึงปัจจุบัน สำนักงานตำรวจแห่งชาติร่วมกับวัดเทพศิรินทราวาสราชวรวิหาร ได้จัดโครงการอุปสมบทหมู่ข้าราชการตำรวจ รวม 22 โครงการ มีข้าราชการตำรวจเข้าร่วมอุปสมบท จำนวน 2,142 นาย โดยมุ่งหวังให้ข้าราชการตำรวจได้ร่วมแสดงความจงรักภักดี และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ รวมถึงเพื่อให้ข้าราชการตำรวจได้บำเพ็ญคุณงามความดี  ถือเป็นโอกาสที่จะได้สร้างเสริมคุณธรรม จริยธรรม และพัฒนาจิตใจ อันจะก่อประโยชน์ให้กับตนเอง ครอบครัว และสังคมต่อไป


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top