Sunday, 26 July 2026
NEWS

‘นายกฯ’ พร้อมเดินหน้า 10 โครงการเฉลิมพระเกียรติในนามรัฐบาล ครอบคลุม ‘ดิน-น้ำ-ป่า-คน’ เพื่อคนไทย ตามรอยพ่อหลวงแห่งแผ่นดิน

(20 ก.ค.67) นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ ‘คุยกับเศรษฐา’ ตอนพิเศษ เนื่องในโอกาสปีมหามงคล ถึงการจัดทำ 10 โครงการเฉลิมพระเกียรติในนามรัฐบาล เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 72 พรรษา 28 กรกฎาคม 2567 ผ่านทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย NBT ว่า ในภาคที่เป็นนักธุรกิจเป็นเอกชน หรือเป็นประชาชนธรรมดาคนหนึ่งที่ติดตามข่าว ช่วงเวลา 20.00 น. จะได้ทราบว่ามีโครงการอะไรบ้าง แต่พอลงพื้นที่ในฐานะนายกรัฐมนตรี มีหลากหลายหน่วยงานที่รับผิดชอบโครงการพระราชดำริ

ได้รับทราบในเชิงลึก ทำให้เราทราบถึงความยากลำบากที่ต้องใส่ใจและใส่เงิน คิดถึงผลกระทบต่อประชาชนเชิงบวก ทั้งเรื่องปากท้อง การเปลี่ยนแปลงอาชีพ เปลี่ยนจากเรื่องถูกกฎหมายมาเป็นถูกกฎหมาย เรื่องของที่ดินทำกิน

นายเศรษฐา กล่าวว่า ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 9 พระองค์เสด็จลงพื้นที่เยอะมาก และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10 ทรงเป็นห่วงประชาชนที่มีความลำบาก ไกลความเจริญชีวิตความเป็นอยู่ของพสกนิกรต้องพึ่งพาการเกษตร ไม่ใช่การทำมาหากินเพียงอย่างเดียว การประกอบอาชีพไม่เหมือนกัน ฉะนั้นในเรื่องน้ำ การปลูกป่า ระบบสาธารณสุขและการศึกษาสามารถร้อยเรียงให้เป็นเรื่องเดียวกันและทำให้พสกนิกรมีความเป็นอยู่ที่ดีกว่า

นายกฯ กล่าวว่า เนื่องในปีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 72 พรรษา 28 กรกฎาคม ถือเป็นโอกาสที่ดีที่พสกนิกรจะร่วมกันเฉลิมฉลองในปีมหามงคลโดยที่เราจะน้อมนำโครงการพระราชดำริต่าง ๆ เกี่ยวกับเรื่องดิน น้ำ ป่า คน มาบรรจุเข้าไปในโครงการที่รัฐบาลทำขึ้นร่วมกับภาคเอกชนและองค์กรต่าง ๆ มีการพูดคุยและคัดเลือกกว่า 600 โครงการ มาเป็น 10 โครงการหลัก ส่วนอีก 500 กว่าโครงการ ยังทำอยู่ทุกอย่างที่เกี่ยวกับป่า น้ำ คน

ในส่วนของป่า มีการยกระดับบึงหนองบอน และ Pocket Park 72 แห่ง โดยบึงหนองบอน ติดกับสวนหลวง ร.9 รัฐบาลได้เข้าไปสำรวจและพัฒนาให้เป็นสวนสาธารณะใหญ่ เนื่องจากพื้นที่มีต้นไม้และสระน้ำใหญ่ พร้อมในการพัฒนาให้เป็นศูนย์สุขภาพ ซึ่งพื้นที่เหล่านี้จะเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจให้กับประชาชน ที่ปัจจุบันที่มีที่อยู่อาศัยคับแคบให้มีที่ผ่อนคลายและออกกำลังกาย มีสวนสาธารณะและสนามกีฬาเล็ก ๆ ให้เด็กและเยาวชนได้ออกกำลังกาย Pocket Park 72 แห่ง

นอกจากนั้น ยังมีโครงการ 72 ล้านต้นพลิกฟื้นผืนป่า ที่แจกต้นกล้าในหน่วยงานต่าง ๆ นำไปปลูกทุกจังหวัดทั่วประเทศ เนื่องจากสภาพแวดล้อมเป็นเรื่องสำคัญ ที่ผ่านมามีการทำไร่เลื่อนลอยซึ่งรัฐบาลพยายามแก้ไขตรงนี้ควบคู่ไปกับการทำมาหากินเมื่อมีการตัดป่าก็ต้องปลูกทดแทน เพื่อให้ระบบนิเวศสมบูรณ์รักษาหน้าดินและทำให้เกิดฝนธรรมชาติ

โดย ผลสำเร็จที่ประชาชนจะได้รับนอกจากจะทำให้ระบบนิเวศสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ยังรักษาหน้าดินมีฝนตก ทำให้เกิดแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ และมีมิติในการดูแลเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

นายเศรษฐา กล่าวว่า สำหรับปัญหาที่เกี่ยวกับน้ำ รัฐบาลมีเป้าหมายและมีโครงการเฉลิมพระเกียรติหลายมิติ ให้ไม่ท่วม ไม่แล้ง โดยทุกรัฐบาลให้ความสำคัญ รัฐบาลนี้ไม่ได้โฟกัสแค่การสร้างสาธารณูปโภค เช่น สนามบินหรือแลนด์บริดจ์ อย่างเดียว แต่ทำเรื่องน้ำ หากไม่ทำจะกระทบกับประชาชน 10 ล้านคนที่พึ่งการเกษตร เรื่องนี้ถ้าทำได้จะมีมูลค่าทั้งเศรษฐกิจมโหฬาร เราจึงให้ความสำคัญอย่างยิ่ง รวมถึงน้ำบริโภค มี ‘โครงการน้ำบาดาล แก้ปัญหาภัยแล้งอันเนื่องมาจากพระราชดำริ’ ที่ต้องพึ่งพาค่อนข้างมาก เช่น ที่เชียงใหม่ ลำพูน เรื่องน้ำบาดาลจะดูเรื่องสายส่ง เพราะน้ำบาดาลไม่ใช่แค่เจาะเท่านั้น แต่สายส่งเป็นเรื่องสำคัญ บางแห่งทำมาหลายปีแต่สายส่งไม่มีเรื่องนี้ราชเลขาธิการประจำพระองค์ระบุว่ายังขาดงบประมาณ เราลงทุนเจาะน้ำบาดาลไปหลายสิบล้าน แต่เสียหายหลายร้อยล้าน หากทำได้ครอบคลุมจะทำให้มีสายส่งไปที่โรงพยาบาล และโรงเรียนได้ จึงต้องทำเพื่อเฉลิมพระเกียรติ และยังมี ‘โครงการพัฒนา 72 สายน้ำอย่างยั่งยืน’ ที่จะปรับปรุงพัฒนาสายน้ำให้กับเกษตรกรและประชาชนคนไทยได้รับผลประโยชน์จากการมีน้ำอุปโภคบริโภค หรือการท่องเที่ยว ส่วนสายน้ำที่ตื้นเขิน ได้ทำการขุดลอกขยะและตะกอน เพื่อให้ระบายน้ำ เรามีการปรับปรุงทั้ง72สายน้ำ

นอกจากนั้นยังพัฒนา ‘10 คลองสวย น้ำใส คนไทยมีสุข’ เช่น คลองเปรมประชากรมีการขุดลอกคลองและเก็บขยะโดยเฉพาะพื้นที่ชุมชนริมคลองมีการพัฒนาและจัดที่อยู่อาศัยให้เป็นสัดส่วน มีที่สัญจร คลองโอ่งอ่าง ทางกระทรวงกลาโหมและกระทรวงมหาดไทย ช่วยดูแลน้ำใสมีปลา และเกิดเป็นแหล่งท่องเที่ยว สมัยก่อนกรุงเทพเป็นเวนิสตะวันออก แต่ช่วงหลังก่อนที่พระองค์ท่านจะมีพระราชดำริดูแลเรื่องคลองน้ำใส คลองมีความขุ่นและมีกลิ่นไม่พึงประสงค์ จึงเกิดโครงการนี้ทำให้คลองใสประชาชนริมคลองมีสภาพความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และเป็นแหล่งท่องเที่ยว มีร้านอาหารเกิดขึ้นหลายแห่ง ทั้งนี้การเข้าไปปรับปรุงต้องสร้างความเข้าใจในการเข้าไปปรับปรุงและพัฒนา ต้องพูดคุยกับประชาชนเพราะเป็นเรื่องละเอียดอ่อน เพราะบางครั้งการมีชีวิตความเป็นอยู่ริมคลอง การที่ไปขอให้ขยับและไร้ที่อยู่ก็ต้องมีปัจจัยเรื่องเงินเข้าไปช่วยเหลือ จึงต้องทำความเข้าใจว่าหากทุกครัวเรือนร่วมมือร่วมใจการพัฒนาพื้นที่ให้เป็นสัดส่วน ชีวิตความเป็นอยู่ก็จะดีขึ้นและมีรายได้เสริมที่ดีขึ้นด้วย

นายเศรษฐา กล่าวว่า หัวใจของการแก้ปัญหาเรื่องน้ำอยู่ที่ความเข้าใจของประชาชนทุกคน เพราะเราทุกคนเป็นเจ้าของพื้นที่ตรงนั้น เราเข้าใจวิถีชีวิตการดำเนินชีวิตของเขา และขอความร่วมไปพร้อมกัน เช่น การทิ้งขยะ ที่ต้องช่วยกันในระยะหลังขยะน้อยลงไปมีการจัดเก็บที่ดีขึ้น ทางผู้ว่าฯ กทม.ได้ใช้อุปกรณ์นำเครื่องจากสวิตเซอร์แลนด์ดูดหน้าดินที่มีแก๊สไข่เน่า นำมาเข้ากระบวนการบำบัดน้ำ แยกขยะออกจากดิน และดินนำไปทำเป็นปุ๋ย น้ำกลับคืนสู่แหล่งน้ำโดยใช้เวลาการดำเนินการ 2 เดือนต่อ 1 กิโลเมตร ทำให้สภาพแวดล้อมทุกอย่างดีขึ้นโดยยึดหลัก เข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา ในการทำงาน

นายกฯ กล่าวว่า ขณะที่การลดความเหลื่อมล้ำ ยกระดับพัฒนาชีวิต กับโครงการในหมวดของคน จากการที่ตนลงพื้นที่พบว่าประชาชนสะท้อนปัญหาหลายเรื่อง เช่น สาธารณสุข ซึ่งเรามี ‘โครงการยกระดับรพ.สมเด็จพระยุพราช โรงพยาบาลชุมชน เฉลิมพระเกียรติ รพ.ชัยพัฒน์เฉลิมพระเกียรติ และหน่วยบริการปฐมภูมิ 72 แห่ง’ เช่น จ.สระแก้ว ได้เพิ่มอุปกรณ์และต่อเติมอาคาร นอกจากนั้นยังมี ‘โครงการหลอมรวมใจ มอบน้ำใสสะอาดให้โรงเรียน’ เนื่องจากเรื่องน้ำมีความสำคัญและค่าใช้จ่ายในการใช้น้ำดื่มค่อนข้างสูงเราจึงต้องมาทำน้ำให้ใสสามารถใช้อุปโภคบริโภคให้ได้

นายเศรษฐา กล่าวว่า ขณะที่ปัญหาที่ดินทำกิน ซึ่งเป็นปัญหามากและต้นทุนทำอะไรได้หลายอย่างขณะนี้ได้ทำงานร่วมกับกองทัพมอบที่ดิน 72,000 ไร่ให้กับประชาชนโดยจะ click ออฟที่จ.นครพนมเป็นการพัฒนาที่ดินและที่อยู่อาศัย ซึ่งรัฐบาลพยายามดูคนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะคนพิการในการหากายอุปกรณ์ให้กับผู้พิการ 72,000 ชุด นอกจากนั้นยังดูแลและซ่อมแซมอุปกรณ์มอบรถวีลแชร์ จากกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เพื่อยกระดับคนพิการ ผู้ป่วยติดเตียง หรือทุพพลภาพในบางมิติ สามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีเกียรติมีศักดิ์ศรี

นอกจากนั้นด้านการแพทย์ยังมีโครงการบริจาคโลหิต 10 ล้านซีซี ที่มีคนต้องการโลหิตจำนวนมาก ดังนั้นการที่เราเข้ามาให้เป็นเรื่องสำคัญโดยภาครัฐร่วมกับเอกชน ให้มีจิตสำนึกในตรงนี้ โดยจะเปิดบริจาคโลหิตไปจนถึงสิ้นปี 2567 โดยประชาชนสามารถบริจาคได้ที่โรงพยาบาลรัฐและสภากาชาดไทย

นายเศรษฐา กล่าวว่า รัฐบาลเปิดกว้างให้ประชาชนมีส่วนร่วมกับภาครัฐและภาคเอกชนทั้ง 10 โครงการ หรือโครงการย่อยกว่า 500 โครงการ ขอเชิญชวนให้เข้ามามีส่วนร่วมและขณะนี้ได้รับการตอบรับอย่างดี ทุกหน่วยงานเข้ามามีส่วนร่วมเป็นอย่างดี ทั้งเรื่องของป่า น้ำ คน ทำให้ผู้ที่ด้อยโอกาสยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของตัวเองขึ้นมาได้

“รัฐบาลมีเป้าหมายพัฒนาต่อเนื่องใน 10 โครงการหลัก จะดำเนินการไปต่อเนื่องถึงปลายปีนี้ และในวาระอื่น ๆ รัฐบาลยังช่วยสนับสนุนทั้งเรื่องน้ำ เรื่องป่า และคน ต่อไป โดยน้อมนำหลักการทรงงานของพระองค์ท่าน ที่ทรงงานอย่างหนักลงพื้นที่และลงรายละเอียดด้วยตัวพระองค์เอง รัฐบาลได้ศึกษาและติดตามโครงการพระราชดำริต่าง ๆ เมื่อตนลงไปในพื้นที่ได้เข้าถึงและเข้าใจเช่น เรื่องป่า รัฐบาลจะขับเคลื่อนหน่วยงานต่าง ๆ ที่อยู่ภายใต้รัฐบาล รวมทั้งวิสาหกิจ และภาคเอกชน ให้ร่วมกันต่อยอดโครงการพระราชดำริ ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดไม่ได้” นายเศรษฐา กล่าว

‘มูลนิธิรามาธิบดี’ ระดมทุนสร้างอาคาร ‘โรงพยาบาลรามาธิบดี-ย่านนวัตกรรมโยธี’ เพิ่มศักยภาพ การให้บริการมาตรฐานสูง รองรับสถานการณ์โรคภัยในอนาคต

(20 ก.ค.67) มูลนิธิรามาธิบดี ขอเชิญร่วมเช่าบูชา (ลดหย่อนภาษี 2 เท่า) พระพุทธรูปทองคำ พระพุทธมหาสุวรรณปฏิมากรวัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร เพื่อระดมทุนสร้างอาคารโรงพยาบาลใหม่ โรงพยาบาลรามาธิบดี และย่านนวัตกรรมโยธี

ปัจจุบันคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดีได้เปิดให้บริการทางการแพทย์และเป็นสถานบ่มเพาะบุคลากรด้านการแพทย์ในฐานะโรงเรียนแพทย์เป็นระยะเวลายาวนานมากกว่า 50 ปี แต่เนื่องด้วยอาคารเดิมของคณะฯ ที่เปิดให้บริการมานาน จึงมีสภาพทรุดโทรมและแออัด โครงสร้างเดิมของอาคารและระบบสาธารณูปโภคเสื่อมสภาพและมีข้อจำกัดด้านการปรับปรุงซ่อมแซม ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อการบริการทางการแพทย์ต่อผู้ป่วยนอกที่มาใช้บริการทุกอาคาร ซึ่งปีหนึ่งมีจำนวนประมาณกว่า 2.4 ล้านคน

คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี จึงได้ริเริ่ม 'โครงการอาคารโรงพยาบาลรามาธิบดี และย่านนวัตกรรมโยธี' โดยวางเป้าหมายเน้นการเพิ่มศักยภาพ และคุณภาพของการให้บริการทางการแพทย์เพื่อให้มีมาตรฐานทางการแพทย์ให้พร้อมรองรับสถานการณ์ความไม่แน่นอนของโรคในปัจจุบัน และในอนาคต โดยฉพาะอย่างยิ่งการเป็นต้นแบบของการรักษาโรคที่ซับซ้อน อาคารแห่งใหม่นี้สามารถรองรับผู้ป่วยได้เต็มศักยภาพของอาคารเดิม แต่มีประสิทธิภาพมากกว่า อีกทั้งให้ความสำคัญกับแนวคิดการทำงานแบบบูรณาการสหสาขาวิชาชีพของทุกภาควิชา และการคิดถึงใจผู้ป่วยว่าต้องการอะไร ตามแนวคิด 'เข้าใจเขา เข้าใจเรา เข้าใจทุก(ข์)คน' เพื่อให้บริการทางการแพทย์ที่ดีที่สุด

ขณะเดียวกันเพื่อยกระดับคุณภาพการบริการด้านสาธารณสุขและสุขภาพให้เข้าสู่ระดับสากล แข่งขันได้และเตรียมความพร้อมเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community) ด้วยแนวคิดพัฒนาการบริการและนวัตกรรมทางการแพทย์สู่อุตสาหกรรมและบริการแห่งอนาคต รองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้น จึงเกิดแนวทางการบูรณาการความร่วมมือระหว่างองค์กร “ย่านนวัตกรรมโยธี (Yothi Medical Innovation District) หรือ YMID” เชื่อมโยงสถาบันทางการแพทย์เป็นเครือข่ายเพื่อใช้ทรัพยากรร่วมกันให้เกิดประโยชน์สูงสุด

อาคารโรงพยาบาลรามาธิบดีแห่งใหม่ สูง 25 ชั้น ตั้งอยู่บนพื้นที่ส่วนหนึ่งของด้านหน้าองค์การเภสัชกรรม ขนาด 15 ไร่ 2 งาน 24 ตารางวา มีพื้นที่ใช้สอยกว่า 278,000 ตารางเมตร ซึ่งมากกว่าพื้นที่ใช้สอยอาคารสมเด็จพระเทพรัตน์เกือบ 3 เท่า* การออกแบบและก่อสร้างให้ความสำคัญอย่างมากกับการคิดถึงใจผู้ป่วยว่าต้องการอะไร ตามแนวคิด 'เข้าใจเขา เข้าใจเรา เข้าใจทุก(ข์)คน' เพื่อให้บริการทางการแพทย์ที่ดีที่สุด มีหัวใจหลักในการให้บริการ 3 ส่วน ได้แก่...

1. การบริการรักษาพยาบาลผู้ป่วย (Public Service) สามารถให้บริการผู้ป่วยนอกได้ 2.5 ล้านคนต่อปี ผู้ป่วยใน 55,000 รายต่อปี ประกอบด้วย แผนกอายุรศาสตร์ แผนกศัลยศาสตร์ แผนกกระดูกและข้อ แผนกกุมารเวชศาสตร์ แผนกหูคอจมูก แผนกสูตินารีเวช แผนกรังสีวิทยา ศูนย์มะเร็งวิทยาครบวงจร หน่วยเวชระเบียน แผนกพยาธิวิทยา แผนกผ่าตัด หน่วยตรวจผู้ป่วยนอก หอผู้ป่วยในสามัญ หอผู้ป่วยพิเศษ และหอผู้ป่วยวิกฤต รวมประมาณ 1,000 เตียง (เตียงในห้องรวม ห้องเดี่ยว ห้องแยกโรคสำหรับผู้ป่วยภูมิคุ้มกันต่ำ ห้องความดันลบ และห้องผู้ป่วยวิกฤต) ผู้ป่วยสามารถเบิกจ่ายตามสิทธิ์สามัญเหมือนอาคารเดิม แต่ได้รับการบริการที่มีคุณภาพ และความเป็นส่วนตัวมากขึ้น

ศักยภาพและคุณภาพที่เพิ่มขึ้นด้านการบริการทางการแพทย์ อาทิ...

- ห้องพักผู้ป่วยใน จำนวน 826 เตียง แบ่งเป็น ห้องเดี่ยวสามัญ 185 เตียง ห้องรวม 621 เตียง โดยมีจำนวนเตียงสูงสุดเพียง 4 เตียง ไม่มีห้องรวมสิบหรือยี่สิบเตียง ทำให้ผู้ป่วย มีความเป็นส่วนตัวมากขึ้น ไม่แออัด มีหน้าต่างขนาดใหญ่ทำให้ได้รับแสงจากภายนอกได้อย่างเพียงพอ ทำให้ไม่หดหู่ และสามารถควบคุมหรือลดการแพร่เชื้อได้ดีขึ้น และมีห้องพักเดี่ยวพิเศษ 20 เตียง

- ห้อง ICU เดิมมีประมาณ 100 เตียง ได้ปรับเป็น ICU ห้องเดี่ยวทั้งหมดจำนวนประมาณ 240 เตียง สืบเนื่องจากสถานการณ์สังคมผู้สูงอายุที่ผู้ป่วยมีชีวิตยาวนานขึ้น โรคมีความซับซ้อนมากขึ้น ผู้ป่วยสามารถมองเห็นด้านนอก ตามคอนเซ็ปต์ Healing Environment ทำให้ผู้ป่วยมีกำลังใจช่วยกระตุ้นให้ฟื้นตัวเร็วขึ้น

- ห้องผ่าตัด (OR) เดิมมี 44 ห้อง ได้เพิ่มเป็นประมาณ 50 ห้อง ด้วยพื้นที่มาตรฐานเน้นการบูรณาการผ่าตัดรองรับโรคซับซ้อน ซึ่งเป็นกลุ่มโรคที่รามาธิบดีมีความเชี่ยวชาญ เน้นการผ่าตัดที่ทุกภาควิชาใช้เครื่องมือร่วมกัน (Shared Facility) เช่น...

>> OR Hybrid มี 2 ห้อง Vascular (หลอดเลือด) และ Neuro (เส้นประสาท)
>> Robotic Surgery (การใช้หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด) ดูแลการผ่าตัดศัลยกรรม สูตินรีเวช และหูคอจมูก (ENT)
>> Day Procedure Center ศูนย์การผ่าตัดแบบไม่นอนโรงพยาบาล รองรับแนวโน้มการบริการทางด้านสุขภาพในอนาคตที่เน้น Home Therapy เพิ่มมากขึ้น เช่น แผนกตา กระดูก สูติ หูคอจมูก

- ห้องสวนหลอดเลือดหัวใจ (Cath Lab) มีห้องผ่าตัดเฉพาะทาง และห้อง CCU สำหรับผู้ป่วยวิกฤตที่ป่วยด้วยโรคเกี่ยวกับระบบหัวใจและหลอดเลือดโดยเฉพาะ

- หน่วยตรวจผู้ป่วยนอก (OPD) มี 4 ชั้น จำนวนห้องตรวจรวมประมาณ 325 ห้อง ด้วยคอนเซ็ปต์ที่นึกถึงผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง จึงพัฒนาจุดบริการ One Day Service สำหรับผู้ป่วยก่อนผ่าตัด จัดโซนพื้นที่ให้บริการรูปแบบใหม่

>> Imaging Center รวมเครื่อง X-ray, , Ultrasound, CT scan, MRI ให้บริการแบบ 24 ชั่วโมง ไม่มีวันหยุด เพื่อลดระยะเวลารอคอยการตรวจ
>> Patient Operation Center รวมศูนย์การให้บริการผู้ป่วยก่อนการผ่าตัดที่ต้องพบกับแพทย์หลายด้าน เช่น วิสัญญีแพทย์ แพทย์เวชศาสตร์ แพทย์เฉพาะทาง เน้นผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง ลดการเคลื่อนที่ของผู้ป่วยเพื่อเพิ่มความสะดวกและประหยัดเวลา
>> Intervention Center ศูนย์การให้บริการรักษาแบบไม่ต้องผ่าตัด เช่น การสวนขยายหลอดเลือดสมองและหลอดเลือดส่วนอื่นๆ การเจาะชิ้นเนื้อส่งตรวจ เป็นต้น

อีกหนึ่งจุดเด่นคือ มีจุดรับส่งผู้ป่วยที่ยาวมากถึง 140 เมตร ตอบโจทย์การคิดถึงใจผู้ป่วยที่อยากถึงมือหมอโดยเร็วที่สุด มีทางเชื่อม Skywalk เข้าอาคารชั้นสอง เชื่อมต่อกับศูนย์การแพทย์สมเด็จพระเทพรัตน์และสะพานลอย ซึ่งในอนาคตมีแผนเชื่อมกับรถไฟฟ้าที่จะมาถึงด้วย

2. การเรียนการสอนบุคลากรการแพทย์ (Education) ทุกตารางนิ้วของโรงพยาบาลแห่งนี้เป็นส่วนหนึ่งของห้องเรียนขนาดใหญ่ที่บ่มเพาะผลิตบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข และผลิตนักศึกษา จำนวน 950 คนต่อปี ให้พร้อมด้วยความรู้ และความเชี่ยวชาญในการดูแลผู้ป่วยต่อไปในอนาคต โดยมีการจัดพื้นที่ให้มีการศึกษา พูดคุยระหว่างผู้เรียนกับผู้สอนอย่างเหมาะสมกลมกลืนกับการปฏิบัติงาน และยังเตรียมพื้นที่สำหรับการใช้ชีวิตของบุคลากรทางการแพทย์ที่ต้องตรากตรำทำงานจนเกือบต้องใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ภายในอาคารแห่งนี้ เช่น จัดพื้นที่ห้องทำงานแบบ Co-Working Space ห้องประชุม ห้องรับประทานอาหารและห้องพักสำหรับผู้อยู่เวรอย่างเหมาะสมเพียงพอ

3. การวิจัย (Research) โครงการนี้มุ่งส่งเสริมการเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการทางการแพทย์แก่ผู้ป่วยทุกระดับชั้น ควบคู่ไปกับการผลิตบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขที่มีความรู้และเชี่ยวชาญระดับสูงให้มีศักยภาพสูงเพื่อดูแลสุขภาพของประชากรไทย ตลอดจนการผนึกกำลังกับเครือข่ายการแพทย์และวิทยาศาสตร์สุขภาพในย่านนวัตกรรมการแพทย์โยธี (YMID) เพื่อนำมาสู่การสร้างนวัตกรรมด้านการแพทย์ ชีวการแพทย์ และการดูแลสุขภาพที่สามารถนำไปต่อยอดและเป็นประโยชน์ทางด้านสาธารณสุขของประเทศในระยะยาว จึงได้จัดสรรพื้นที่แห่งการวิจัย ประกอบด้วย ศูนย์พัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์ (MIND CENTER), Co- Working Space, Clinical Research Center เป็นต้น

ทั้งนี้ คาดว่าโครงจะแล้วเสร็จพร้อมเปิดให้บริการได้ในปี 2573 ซึ่งขณะนี้โครงการอยู่ระหว่างการดำเนินการเตรียมก่อสร้าง โดยทางภาครัฐให้การสนับสนุนงบประมาณส่วนหนึ่ง อย่างไรก็ตามยังขาดงบในส่วนค่าก่อสร้างอาคารอีกประมาณ 6,000 ล้านบาท และยังมีอุปกรณ์การแพทย์ที่มีมูลค่าสูงเพื่อเสริมสร้างศักยภาพการให้การบริการในการรองรับผู้ป่วยที่มีความซับซ้อนได้อย่างเหมาะสมนั้นจำเป็นต้องมีอุปกรณ์ทางการแพทย์เหล่านี้ซึ่งขาดงบประมาณอีกกว่า 3,000 ล้านบาท 

ดังนั้นคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดีจึงต้องจัดหางบประมาณเพิ่มเติมผ่านการให้บริการทางการแพทย์ในคลินิกต่าง ๆ และการระดมทุนจากผู้มีจิตศรัทธาร่วมบริจาคกับมูลนิธิรามาธิบดีฯ

***หมายเหตุ: อาคารสมเด็จพระเทพรัตน์ อาคารสูง 9 ชั้น เนื้อที่ 7 ไร่ 2 งาน พื้นที่ใช้สอย 94,584 ตารางเมตร โรงพยาบาลรามาธิบดีจักรีนฤบดินทร์  อาคารสูง 7 ชั้น เนื้อที่ 319 ไร่ 1 งาน พื้นที่ใช้สอย 218,825 ตารางเมตร

ติดตามรายละเอียดข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ : https://www.ramafoundation.or.th/ramagoldenbuddha?ldtag_cl=hrpQO6xyR8W56ZUd0uGpOAAA_oa

เชียงใหม่-ท่าอากาศยานเชียงใหม่ ระดมเจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวกผู้โดยสารอย่างเต็มที่ โดยยังคงให้บริการได้ตามปกติ หลังจากเกิดเหตุระบบไอทีล่มหลายแห่งทั่วโลก

นาวาอากาศโท รณกร เฉลิมแสนยากร ผู้อำนวยการท่าอากาศยานเชียงใหม่ กล่าวว่า จากกรณีระบบปฏิบัติการของ Microsoft ล่มทั่วโลก ส่งผลกระทบต่อการให้บริการของสายการบินและสนามบินในหลายประเทศ ตั้งแต่เวลาประมาณ 14.00 น. เป็นต้นมา ท่าอากาศยานเชียงใหม่ (ทชม.) ได้ดำเนินการตรวจสอบระบบของสนามบินอย่างละเอียดแล้ว พบว่าไม่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว แต่มีสายการบินที่ประสบปัญหาในการใช้ระบบเช็กอินคือ สายการบินไทยแอร์เอเชีย ซึ่งได้ปรับเปลี่ยนมาใช้ระบบเช็กอินแบบ Manual แทน ส่งผลให้มีผู้โดยสารรอเช็กอินเป็นจำนวนมาก  ทชม.ได้ระดมเจ้าหน้าที่เข้าช่วยเหลือและอำนวยความสะดวกแก่ผู้โดยสาร แจกน้ำดื่ม รวมทั้งได้เปิดเคาน์เตอร์เช็กอินให้กับสายการบินไทยแอร์เอเชียเพิ่มเติม เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการให้บริการผู้โดยสาร 
          
และล่าสุดเมื่อเวลาประมาณ 21.00 น. ระบบเช็กอินของสายการบินไทยแอร์เอเชีย ก็ยังไม่สามารถใช้งานได้ ส่งผลให้มีเที่ยวบินที่ได้รับผลกระทบแล้วจำนวน 16 เที่ยวบิน เป็นเที่ยวบินขาเข้าจำนวน 6 เที่ยวบิน และเที่ยวบินขาออกจำนวน 10 เที่ยวบิน ซึ่งระยะเวลาที่ล่าช้าอยู่ในเกณฑ์ที่ยอมรับได้ 
          
ท่าอากาศยานเชียงใหม่ ขออภัยในความไม่สะดวก ขอความร่วมมือผู้โดยสารเดินทางมาถึงท่าอากาศยานให้เร็วกว่าปกติ โดยขอให้เผื่อเวลาล่วงหน้าอย่างน้อย 2 ชั่วโมงก่อนเวลาเครื่องบินออก ทั้งนี้ หากผู้โดยสารต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้บริการในด้านต่างๆ 

และหากมีข้อสงสัยหรือต้องการติดต่อสอบถามเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 0 5392 2000 ต่อ 2100 

ผบ.ตร.สั่งการทุกหน่วยดูแลความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกการจราจรช่วงวันหยุดยาว เตือนผู้ประกอบการห้ามจำหน่ายสุราในห้วงวันอาสาฬหบูชาและวันเข้าพรรษา กำชับตำรวจบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด

เนื่องด้วยห้วงนี้เป็นห้วงวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา โดยวันนี้ (20 กรกฎาคม 2567) เป็นวันอาสาฬหบูชา , วันอาทิตย์ 21 กรกฎาคม 2567 เป็นวันเข้าพรรษา และมีวันหยุดชดเชยในวันจันทร์ที่ 22 กรกฎาคม 2567 จึงทำให้มีวันหยุดต่อเนื่องคือวันที่ 20 - 22 กรกฎาคม 2567 คาดว่าจะมีพี่น้องประชาชนเดินทางไปประกอบศาสนกิจ กลับภูมิลำเนา หรือเดินทางท่องเที่ยวจำนวนมาก สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้เตรียมแผนปฏิบัติเพื่อดูแลความปลอดภัย ความสงบเรียบร้อย และอำนวยความสะดวกด้านการจราจร อย่างเข้มข้น

พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) สั่งการให้ทุกหน่วยทั่วประเทศ ดำเนินการตามมาตรการของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อให้การป้องกันปราบปรามอาชญากรรม การรักษาความสงบเรียบร้อย การป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนน และการอำนวยความสะดวกการจราจร ในช่วงวันหยุดยาว ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เกิดความสงบเรียบร้อยในทุกพื้นที่ และการบังคับใช้กฎหมายในวันสำคัญต่างๆ ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย บังเกิดผลอย่างจริงจัง โดยสั่งการให้ทุกหน่วยเพิ่มความเข้มในการบังคับใช้กฎหมายในความผิดต่าง ๆ เช่น ความผิดเกี่ยวกับผู้มีอิทธิพล มือปืนรับจ้าง ความผิดเกี่ยวกับอาวุธปืน อาวุธสงคราม เครื่องกระสุนปืน การลักลอบจำหน่ายอาวุธปืนโดยผิดกฎหมาย ยาเสพติด และอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เพิ่มความเข้มในการรักษาความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ ป้องกันและปราบปรามคดีประทุษร้ายต่อทรัพย์ที่อาจเกิดขึ้นในเคหสถาน บริเวณสถานีขนส่ง สถานที่พักผู้โดยสาร แหล่งท่องเที่ยว โรงแรม และการตรวจสอบบุคคลตามหมายจับค้างเก่าที่อาจเดินทางกลับภูมิลำเนาหรือท่องเที่ยว ทางบริการขนส่งสาธารณะต่าง ๆ รวมทั้งให้ดูแลอำนวยความสะดวกด้านการจราจรให้กับพี่น้องประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนนทุกเส้นทาง ทุกพื้นที่ 

นอกจากนี้ เน้นย้ำในการป้องกันและปราบปรามการแข่งรถในทาง หรือขับรถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยของผู้อื่น การรวมกลุ่มหรือมั่วสุมในลักษณะหรือโดยพฤติการณ์ที่น่าจะนำไปสู่การแข่งรถในทาง และป้องกันเหตุทะเลาะวิวาททำร้ายร่างกาย โดยเฉพาะการติดตามไปก่อเหตุซ้ำในบริเวณสถานพยาบาล และป้องกันกลุ่มนักเรียนนักศึกษาที่มีพฤติกรรมเสี่ยงอาจก่อเหตุทะเลาะวิวาทในช่วงวันหยุดยาว ให้ใช้มาตรการทางกฎหมายอย่างเข้มข้น และดำเนินการอย่างเฉียบขาดในทุกฐานความผิดตามกฎหมาย กรณีมีการจับกุมผู้กระทำผิดซึ่งเป็นเด็ก ให้ดำเนินการกับผู้ปกครอง ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 ทุกราย 

ผบ.ตร.ยังได้กำชับให้บังคับใช้กฎหมายตาม พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.2551 อย่างเข้มงวด ห้ามจำหน่ายสุราในเวลาห้าม ห้ามไม่ให้ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้บุคคลที่มีอายุต่ำกว่า 20 ปี และบุคคลที่มีอาการมึนเมาจนครองสติไม่ได้ ห้ามบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์บนทางในขณะขับขี่หรือในขณะโดยสารอยู่ในรถหรือบนรถ รวมทั้งประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนผู้ประกอบการ ร้านค้าทุกประเภท ทั้งร้านค้าในชุมชน ร้านสะดวกซื้อ ห้างสรรพสินค้า ร้านอาหารที่จำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ รวมถึงสถานบริการและสถานประกอบการที่เปิดให้บริการในลักษณะที่คล้ายกับสถานบริการ ให้งดจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด ทั้งชนิดขายส่งและขายปลีกทั่วราชอาณาจักร ตั้งแต่เวลา 00.01 น.ของคืนวันที่ 19 กรกฎาคม 2567 ไปจนถึงเวลา 24.00 น. ของคืนวันที่ 21 กรกฎาคม 2567 ยกเว้นการขายเฉพาะร้านค้าปลอดอากรภายในท่าอากาศยานนานาชาติ หากฝ่าฝืนให้ดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด 

สมุทรปราการ- 'สส.ยงยุทธ' ควงคู่ 'นายกอรัญญา' เลี้ยงอาหารกลางวันเด็กนักเรียนร่วม 2,000 คน เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันเกิด

ท่าน ดร.ยงยุทธ สุวรรณบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมัยที่ 25 พร้อมด้วย นางอรัญญา สุวรรณบุตร นายกเทศมนตรีตำบลแพรกษา ได้เดินทางไปเลี้ยงอาหารกลางวันแก่เด็กนักเรียนโรงเรียนวัดแพรกษา เนื่องในโอกาสครบรอบวันคล้ายวันเกิด ดร.ยงยุทธ สุวรรณบุตร 

ท่าน ดร.ยงยุทธ สุวรรณบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมัยที่ 25 และที่ปรึกษากิตติมศักดิ์นายกเทศมนตรีตำบลแพรกษา พร้อมด้วย นางอรัญญา สุวรรณบุตร นายกเทศมนตรีตำบลแพรกษา นำคณะผู้บริหาร คณะสมาชิกสภาเทศบาลตำบลแพรกษา เดินทางไปยังโรงเรียนวัดแพรกษา ต.แพรกษา อ.เมือง สมุทรปราการ โดยได้ร่วมกันแจกอาหารกลางวัน ขนมปัง พร้อมทั้งไอศครีมแก่เด็กนักเรียนโรงเรียนวัดแพรกษา จำนวน 1,622 คน เนื่องในโอกาสครบรอบวันคล้ายวันเกิดท่าน ดร.ยงยุทธ สุวรรณบุตร ซึ่งตรงกับวันที่ 22 กรกฎาคม 2567 ที่จะถึงนี้

โดยมีทางคณะครู ผู้ปกครอง และนักเรียนโรงเรียนวัดแพรกษาร่วมให้การต้อนรับ ทั้งนี้ทางคณะครู ผู้ปกครองและเด็กนักเรียนตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาลและชั้นมัธยมร่วมร้องเพลงอวยพรวันคล้ายวันเกิดให้กับทางท่าน ดร.ยงยุทธ สุวรรณบุตร ทำให้บรรยากาศเต็มไปด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะของเด็กๆ 

อีกทั้งทาง ดร.ยงยุทธ สุวรรณบุตร และนางอรัญญา สุวรรณบุตร นายกเทศมนตรีตำบลแพรกษา ได้มอบเงินให้แก่นักเรียน นักดนตรีของโรงเรียนวัดแพรกษา จำนวน 10,000 บาท เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้แก่นักเรียนโรงเรียนวัดแพรกษาอีกด้วย พร้อมทั้งได้กล่าวชื่นชมและขอให้เด็กนักเรียนทุกคนจงตั้งใจศึกษาเล่าเรียนและเป็นคนดีของครอบครัวต่อไป

สมุทรปราการ-เทศบาลเมืองแพรกษาใหม่ ร่วมกับชุมชนแห่เทียนพรรษาเนื่องในวันเข้าพรรษาวัดน้อยสุวรรณาราม

นายอำนวย บุญริ้ว นายกเทศมนตรีเมืองแพรกษาใหม่ เป็นประธาน นำคณะผู้บริหาร คณะสมาชิกสภาเทศบาล หัวหน้าส่วนราชการ พนักงาน และข้าราชการ สำนักงานเทศบาลเมืองแพรกษาใหม่ร่วมแห่เทียนพรรษา โดยมี สจ.ชนะ หงวนงามศรี รองประธานสภา อบจ.สมุทรปราการ สจ.มณิฐกานต์ บุญริ้ว สมาชิกสภาอบจ.สมุทรปราการ กำนันธนสัน วสันต์ กำนันตำบลแพรกษาใหม่ แพทย์ประจำตำบล ชาวชุมชนพฤกษา 15 พฤกษา 28 สมาชิกกลุ่มพัฒนาแพรกษาใหม่ ตลอดจนคณะครู นักเรียนโรงเรียนวัดคลองเก้า โรงเรียนอนุบาลแพรกษาใหม่ กลุ่มแม่บ้านสตรี พี่น้องประชาชน ในพื้นที่ตำบลแพรกษาใหม่ ร่วมแห่เทียนพรรษา พร้อมทั้งถวายผ้าป่าสามัคคี เนื่องในวันเข้าพรรษา ประจำปี 2567 ณ วัดน้อยสุวรรณาราม (วัดคลองเก้า) ต.แพรกษาใหม่ อ.เมือง จ.สมุทรปราการ 

โดยได้รับความเมตตาจากพระครูสุวรรณสิทธิธาดา เจ้าคณะตำบลบางปู เจ้าอาวาสวัดน้อยสุวรรณาราม เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ และสำหรับกิจกรรมแห่เทียนพรรษาและการถวายผ้าป่าสามัคคี ประจำปี 2567 ในครั้งนี้ ทางเทศบาลเมืองแพรกษาใหม่ ร่วมกับชาวชุมชนตำบลแพรกษาใหม่ จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยนำเทียนพรรษาพร้อมทั้งผ้าอาบน้ำฝน เครื่องสังฆทาน จตุปัจจัยไทยธรรม นำมาถวายแด่พระสงฆ์ เพื่อเป็นพุทธบูชาในช่วงเทศกาลวันเข้าพรรษา ตลอดระยะเวลา 3 เดือน 

ทั้งนี้ เพื่อเป็นการอนุรักษ์ และส่งเสริมประเพณีไทยปลูกฝั่งให้เด็กและเยาวชนได้รู้จักปฏิบัติกิจกรรมต่างๆ ในวันสำคัญทางพุทธศาสนาอย่างถูกต้องตลอดจนเพื่อเป็นการสร้างความรัก ความสามัคคี ในหมู่คณะ ระหว่างเทศบาลเมืองแพรกษาใหม่ กับคนในชุมชนได้อีกด้วย

เปิดประวัติ ความสำคัญของ 'วันอาสาฬหบูชา' วันแรกที่พระพุทธเจ้าทรงประกาศพระศาสนาแก่ชาวโลก

วันอาสาฬหบูชา เป็นวันสำคัญทางศาสนาพุทธนิกายเถรวาทและวันหยุดราชการในประเทศไทย คำว่า อาสาฬหบูชา ย่อมาจาก ‘อาสาฬหปูรณมีบูชา’ แปลว่า ‘การบูชาในวันเพ็ญเดือนอาสาฬหะ’ อันเป็นเดือนที่สี่ตามปฏิทินของประเทศอินเดีย ตรงกับวันเพ็ญ เดือน 8 ตามปฏิทินจันทรคติของไทย ซึ่งมักจะตรงกับเดือนกรกฎาคมหรือเดือนสิงหาคม แต่ถ้าในปีใดมีเดือน 8 สองหน ก็ให้เลื่อนไปทำในวันเพ็ญเดือน 8 หลังแทน

วันอาสาฬหบูชาได้รับการยกย่องเป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา เนื่องจากเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นเมื่อ 45 ปี ก่อนพุทธศักราช ในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 คือวันอาสาฬหปุรณมีดิถี หรือวันเพ็ญเดือนอาสาฬหะ ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เมืองพาราณสี แคว้นกาสี อันเป็นวันที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนาคือ ธัมมจักกัปปวัตตนสูตรแก่ปัญจวัคคีย์

การแสดงธรรมครั้งนั้น ทำให้พราหมณ์โกณฑัญญะ 1 ในปัญจวัคคีย์ ประกอบด้วย โกณฑัญญะ วัปปะ ภัททิยะ มหานามะ และอัสสชิ เกิดความเลื่อมใสในพระธรรมของพระพุทธเจ้า จนได้ดวงตาเห็นธรรมหรือบรรลุเป็นพระอริยบุคคลระดับโสดาบัน ท่านจึงขออุปสมบทในพระธรรมวินัยของพระพุทธเจ้า ด้วยวิธีเอหิภิกขุอุปสัมปทา พระอัญญาโกณฑัญญะจึงกลายเป็นพระสาวกและภิกษุองค์แรกในโลก และทำให้ในวันนั้นมีพระรัตนตรัยครบองค์สามบริบูรณ์เป็นครั้งแรกในโลก คือ มีทั้งพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้วันนี้ถูกเรียกว่า ‘วันพระธรรม’ หรือ วันพระธรรมจักร อันได้แก่วันที่ล้อแห่งพระธรรมของพระพุทธเจ้าได้หมุนไปเป็นครั้งแรก และ ‘วันพระสงฆ์’ คือวันที่มีพระสงฆ์เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก และจัดว่าเป็น ‘วันพระรัตนตรัย’ อีกด้วย

เดิมนั้นไม่มีการประกอบพิธีการบูชาในเดือน 8 หรือวันอาสาฬหบูชาในประเทศพุทธเถรวาทมาก่อน จนมาในปี พ.ศ. 2501 การบูชาในเดือน 8 หรือวันอาสาฬหบูชาจึงได้เริ่มมีขึ้นในประเทศไทย ตามที่คณะสังฆมนตรี ได้กำหนดให้วันนี้เป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาของประเทศไทยอย่างเป็นทางการเมื่อ พ.ศ. 2501 โดยคณะสังฆมนตรีได้มีมติให้เพิ่มวันอาสาฬหบูชาเป็นวันสำคัญทางศาสนาพุทธในประเทศไทย ตามคำแนะนำของ พระธรรมโกศาจารย์ (ชอบ อนุจารี) โดยคณะสังฆมนตรีได้ออกเป็นประกาศสำนักสังฆนายกเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2501 กำหนดให้วันอาสาฬหบูชาเป็นวันสำคัญทางพุทธศาสนาพร้อมทั้งกำหนดพิธีอาสาฬหบูชาขึ้นอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรกในประเทศไทย โดยมีพิธีปฏิบัติเทียบเท่ากับวันวิสาขบูชาอันเป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาสากล

อย่างไรก็ตาม วันอาสาฬหบูชาถือเป็นวันสำคัญที่กำหนดให้กับวันหยุดของรัฐเพียงแต่ในประเทศไทยเท่านั้น ส่วนในต่างประเทศที่นับถือพุทธศาสนานิกายเถรวาทอื่น ๆ ยังไม่ได้ให้ความสำคัญกับวันอาสาฬหบูชาเทียบเท่ากับวันวิสาขบูชา

สำหรับความสำคัญ ‘วันอาสาฬหบูชา’ ถือเป็นวันที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนาประกาศพระธรรมจักร (ฟัง) เป็นครั้งแรกแก่ปัญจวัคคีย์และ ‘เป็นวันที่บังเกิดมีพระสงฆ์ครบเป็นองค์พระรัตนตรัยครั้งแรกในโลก’

วันอาสาฬหบูชา หรือวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 เป็นวันที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงพระธรรมที่ตรัสรู้เป็นครั้งแรก จึงถือได้ว่าวันนี้เป็น 'วันเริ่มต้นประกาศพระพุทธศาสนาแก่ชาวโลก  และด้วยการที่พระพุทธเจ้าทรงสามารถ แสดง เปิดเผย ทำให้แจ้ง แก่ชาวโลก ซึ่งพระธรรมที่ตรัสรู้ได้ จึงถือได้ว่าพระองค์ได้ทรงกลายเป็นสมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยสมบูรณ์ คือทรงสำเร็จภารกิจแห่งการเป็นพระพุทธเจ้าผู้เป็น ‘สัมมาสัมพุทธะ’ คือเป็นพระพุทธเจ้าผู้สามารถแสดงสิ่งที่ตรัสรู้ให้ผู้อื่นรู้ตามได้ ซึ่งแตกต่างจาก ‘พระปัจเจกพุทธเจ้า’ ที่แม้จะตรัสรู้เองได้โดยชอบ แต่ทว่าไม่สามารถสอนหรือเปิดเผยให้ผู้อื่นรู้ตามได้ ด้วยเหตุนี้วันอาสาฬหบูชาจึงมีชื่อเรียกว่า ‘วันพระธรรม’

วันอาสาฬหบูชา เป็นวันที่ท่านโกณฑัญญะ ได้บรรลุธรรมสำเร็จพระโสดาบันเป็นพระอริยบุคคลคนแรก และได้รับประทานเอหิภิกขุอุปสมบทเป็นภิกษุองค์แรกในพระศาสนา และด้วยการที่ท่านเป็นพระอริยสงฆ์องค์แรกในโลกดังกล่าว พระรัตนตรัยจึงครบองค์สามบริบูรณ์เป็นครั้งแรกในโลก ด้วยเหตุนี้วันอาสาฬหบูชาจึงมีชื่อเรียกว่า ‘วันพระสงฆ์’

ดังนั้น วันอาสาฬหบูชา จึงถูกจัดขึ้นเพื่อเป็นการระลึกถึงวันคล้ายวันที่เกิดเหตุการณ์สำคัญของพระพุทธศาสนาดังกล่าว ซึ่งควรพิจารณาเหตุผลโดยสรุปจากประกาศสำนักสังฆนายกเรื่องกำหนดพิธีอาสาฬหบูชา ที่ได้สรุปเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในวันอาสาฬหบูชาไว้โดยย่อ ดังนี้...

1.เป็นวันแรกที่พระโคตมพุทธเจ้าทรงประกาศศาสนาพุทธ

2.เป็นวันแรกที่พระบรมศาสดาทรงแสดงพระธรรมจักร ประกาศสัจธรรม อันเป็นองค์แห่งพระสัมมาสัมโพธิญาณ

3.เป็นวันที่พระอริยสงฆ์สาวกองค์แรกบังเกิดขึ้นในโลก คือ พระอัญญาโกณฑัญญะ ได้รับประทานเอหิภิกขุอุปสัมปทา ในวันนั้น

4.เป็นวันแรกที่บังเกิดสังฆรัตนะ สมบูรณ์เป็นพระรัตนตรัย คือ พระพุทธรัตนะ พระธรรมรัตนะ พระสังฆรัตนะ

สำหรับกิจกรรมที่ชาวพุทธในประเทศไทย และทั่วโลก นิยมทำในวันอาสาฬหบูชา มีดังนี้...

- ตักบาตรในตอนเช้า
- เวียนเทียนในตอนเย็น 
- ฟังพระธรรมเทศนา
- ถวายสังฆทาน
- ปฏิบัติธรรม

มุกดาหาร​ -​ตชด.234 มุกดาหาร เปิดยุทธการพิทักษ์ริมน้ำโขง ตรวจยึดรถยนต์ขณะเตรียมลักลอบข้ามโขง 4 คัน

เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม ที่กองร้อยตำรวจตระเวนชายแดนที่ 234 จังหวัดมุกดาหาร พ.ต.ท.วัฒนพล ดาแก้ว ผบ.ร้อย ตชด.234 แถลงผลการปฏิบัติตามแผนยุทธการพิทักษ์ริมน้ำโขงโดย พล.ต.ท.ยงเกียรติ มนปราณีต ผบช.ตชด. สามารถตรวจยึดรถยนต์ขณะเตรียมลักลอบนำข้ามแม่น้ำโขงส่งนายทุนรถยนต์เถื่อน สปป.ลาว จำนวน 4 คัน 

สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม เวลาประมาณ 20.00 น. พ.ต.ท.วัฒนพล ดาแก้ว ผบ.ร้อย ตชด.234 ได้รับแจ้งจากสายลับว่าพบรถยนต์ต้องสงสัยว่าจะนำมาจอดพักเพื่อรอทำการลักลอบส่งออกนอกราชอาณาจักร จอดอยู่บริเวณลานจอดรถหน้าศูนย์อาหารของปั้มน้ำมัน ปตท.คำป่าหลาย ต.คำป่าหลาย อ.เมืองมุกดาหาร  จะจ.มุกดาหาร  จำนวน 4 คัน จึงได้สั่งการให้ ร.ต.ท.ทองดี แก้วอาจ หน.ชุด ชปข.ร้อย ตชด.๒๓๔ พร้อมเจ้าหน้าที่รวม 12 นาย และหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ออกตรวจสอบตามที่ได้รับแจ้ง กระทั่งเวลาประมาณ 21.00 น. เจ้าหน้าที่ไปถึงจุดที่รับแจ้งพบรถยนต์กระบะ 4 ประตู จำนวน 4 คัน  คือ 1.รถยนต์กระบะ ยี่ห้อ อีซูซุ รุ่น ดีแม็กซ์  สีเทา ทะเบียน ขร 8542 ระยอง 2.รถยนต์กระบะ ยี่ห้อ โตโยต้า รุ่น ไฮลักซ์ รีโว่  ทะเบียน กจ 3614 ชัยนาท  3.รถยนต์กระบะ ยี่ห้อ อีซูซุ รุ่น ดีแม็กซ์  สีขาว ทะเบียน จค 9326 ชลบุรี 4.รถยนต์กระบะ ยี่ห้อ โตโยต้า รุ่น ไฮลักซ์ รีโว่ สีดำ ทะเบียน 5 กฮ 6989 กรุงเทพมหานคร ตรงตามที่สายลับให้ข้อมูลไว้ เจ้าหน้าที่จึงได้วางกำลังเฝ้าตรวจการณ์รอบบริเวณและได้สอบถามพนักงานปั๊มน้ำมันแต่ไม่มีใครทราบว่ารถยนต์ทั้ง 4 คันเป็นของผู้ใดซึ่งจอดอยู่นานแล้ว จนกระทั่งเวลาประมาณ 23.00 น. ไม่มีบุคคลใดมาแสดงตัวเป็นเจ้าของรถยนต์จำนวนดังกล่าว เจ้าหน้าที่จึงได้ร่วมกันทำการตรวจยึดรถยนต์ทั้ง 4 คัน จากการตรวจสอบพบว่า ประตูรถยนต์ทั้ง 4 คันไม่ได้ล็อคไว้ และมีกุญแจรถเสียบอยู่ภายในรถยนต์ทั้ง 4 คัน จึงได้ทำการนำรถยนต์ทั้งหมดกลับมาที่กองร้อยตำรวจตระเวนชายแดนที่ 234 เพื่อสืบสวนขยายผลและทำบันทึกการตรวจยึดเพื่อนำส่งพนักงานสอบสวน สภ.คำป่าหลาย อ.เมืองมุกดาหาร จ.มุกดาหาร ดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

‘วัดโพธิ์’ ติด 1 ใน 10 สถานที่เที่ยวยอดนิยมที่สุดในเอเชีย 2024 นักท่องเที่ยวทั่วโลกนิยมเช็กอิน - ชื่นชมความงามของพระนอน

(19 ก.ค. 67) ‘ทริปแอดไวเซอร์’ เว็บไซต์ท่องเที่ยวรายใหญ่ที่สุดของโลก ได้ประกาศผลการจัดอันดับสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมมากที่สุดในเอเชีย ประจำปี 2024 จากการโหวตของนักท่องเที่ยวทั่วโลก ปรากฏว่า ‘วัดโพธิ์’ หรือ ‘วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ราชวรมหาวิหาร’ ได้รับการจัดอันดับสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมมากที่สุด เป็นอันดับที่ 9 ในเอเชีย ซึ่งเป็นข่าวที่สร้างความปลื้มปีติยินดี และภาคภูมิใจแก่ประเทศและคนไทยเป็นอย่างมาก

สำหรับการจัดอันดับของทริปแอดไวเซอร์ ประจำปี 2024 มีดังนี้

-อันดับที่ 1 ได้แก่ การ์เด้นส์ บาย เดอะเบย์ ประเทศสิงคโปร์ ถูกยกให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยม–อันดับ 1 ในรางวัล Best of the best 2024 
-อันดับที่ 2 คือ นครวัด ประเทศกัมพูชา 
-อันดับที่ 3 มู่เทียนหยู ประเทศจีน 
-อันดับที่ 4 ทัชมาฮาล ประเทศอินเดีย 

-อันดับที่ 5 ศาลเจ้าฟุชิมิ อินาริ ประเทศญี่ปุ่น 
-อันดับที่ 6 ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว รอยัลสลังงอร์ ประเทศมาเลเซีย 
-อันดับที่ 7 เมืองโบราณฮอยอัน ประเทศเวียดนาม 
-อันดับที่ 8 ป่าลิงอูบุด ประเทศอินโดนีเซีย

-อันดับที่ 9 วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ราชวรมหาวิหาร ประเทศไทย เป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธไสยาส หรือ พระนอน สร้างขึ้นในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 และมีความงดงามเป็นยิ่งนัก ปิดด้วยทองคำรอบองค์ขนาดใหญ่ มีความยาว 46 เมตร และสูง 15 เมตร และ-อันดับที่ 10 พิพิธภัณฑ์ไซง่อน เวียดนาม

พระเทพวัชราจารย์ รศ.,ดร. (เจ้าคุณเทียบ) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระเชตุพนฯ ประธานคณะกรรมการฝ่ายเผยแพร่วัดพระเชตุพนฯ เปิดเผยว่า ตั้งแต่สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิดทั่วโลกลดความรุนแรงลง นักท่องเที่ยวที่มาวัดโพธิ์ ได้เพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ เฉลี่ยวันละ 7,000 - 10,000 คนขึ้นไป โดยเฉพาะช่วงเทศกาลมีมากกว่า 10,000 คน เพราะต้องการมาชมความงามของพระนอนวัดโพธิ์ที่เป็นที่เลื่องชื่อ ซึ่งในช่วงที่ผ่านมา ได้มีผู้นำจากประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกมาที่วัด อาตมภาพ ได้มีโอกาสให้การต้อนรับและนำชมแทบทุกครั้ง ตั้งแต่นายบารัค โอบามา อดีตประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา นางฮิลลารี่ คลินตัน มกุฏราชกุมารและพระชายาแห่งเบลเยียม 

ซึ่งต่อมาได้รับสถาปนาเป็นพระมหากษัตริย์และพระราชินีแห่งเบลเยียม นายกรัฐมนตรีของจีน ประธานาธิบดีชิลี รองประธานาธิบดีอินเดีย นายกรัฐมนตรีภูฏาน คณะพระคาร์ดินัลจากนครรัฐวาติกัน 

ล่าสุด คือเอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส เป็นต้น ซึ่งผู้นำทุกท่านที่มาเยือนวัดโพธิ์ ล้วนประทับใจความงามของ ‘พระนอน’ เป็นยิ่งนัก

“ที่สำคัญต้องยอมรับว่าข่าวสารของโลกสมัยนี้ มีความก้าวหน้า ทันสมัยและรวดเร็วมาก เมื่อผู้นำหรือผู้ที่เป็นที่รู้จักของสังคมโลกได้เผยแพร่ภาพที่มาเยือนวัดโพธิ์ออกไป ยิ่งทำให้คนทั่วโลกอยากมาเห็น อยากมาสัมผัสพระนอนวัดโพธิ์ด้วยตาตนเองสักครั้ง อาตมภาพมองว่าอานิสงส์ในครั้งนี้ล้วนเกิดจากสายพระเนตรที่กว้างไกลขององค์พระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์ ที่ทรงมีความศรัทธาในพระศาสนาอย่างแรงกล้า ทรงทำนุบำรุงและปฏิสังขรณ์ วัด ศาสนสถานมาอย่างต่อเนื่อง นับเป็นพระอัจฉริยภาพและพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้น ต่อประเทศและพสกนิกรชาวไทยอย่างแท้จริง” พระเทพวัชราจารย์ กล่าว

สิ้น ‘หลวงปู่เฉลิม’ เทพเจ้าแห่งเขาฉกรรจ์ มรณภาพอย่างสงบ สิริอายุ 80 ปี

เมื่อวานนี้ (18 ก.ค. 67) หลวงปู่เฉลิม ผลปญฺโญ หรือ พระครูวินิต ปัญญาคุณ วัดพวงนิมิต ต.เขาสามสิบ อ.เขาฉกรรจ์ จ.สระแก้ว หรือที่บรรดาลูกศิษย์ลูกหาขนานนามท่านว่า ‘เทพเจ้าเขาแห่งฉกรรจ์’ เกจิชื่อดังทางด้านเครื่องรางของขลัง ได้มรณภาพอย่างสงบที่โรงพยาบาลเขาฉกรรจ์ สิริอายุรวม 80 ปี 55 พรรษา ท่ามกลางความเศร้าโศกของบรรดาลูกศิษย์และผู้ที่เคารพนับถือ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนการมรณภาพ หลวงปู่เฉลิมมีอาการช็อกหมดสติไป 2-3 ครั้ง หลังจากเดินทางกลับจากการเข้าร่วมพิธีปลุกเสกที่จังหวัดลำปาง ลูกศิษย์จึงได้นำตัวท่านส่งโรงพยาบาลเขาฉกรรจ์ ก่อนการมรณภาพอย่างสงบ ด้วยภาวะหัวใจล้มเหลว 

สำหรับหลวงปู่เฉลิมจัดเป็นเกจิชื่อดังและมีชื่อเสียงทางด้านเครื่องรางของขลัง เป็นที่เลื่อมใสศรัทธาจากทั่วสารทิศ เครื่องลางของขลังที่จัดสร้างไว้มีมากมาย อาทิ เขี้ยวหมูป่าแกะเสือนั่งแท่น รุ่นพยัคฆ์นั่งแท่น หลวงพ่อเฉลิม ผลปัญโญ เทพเจ้าแห่งเขาฉกรรจ์ วัดพวงนิมิต อานุภาพของเขี้ยวหมูป่า ยอดทางมหาอุดหยุดลูกปืน คงกระพัน ป้องกันภัย มหาอำนาจ ได้สารพัด ตลอดจนพระเครื่อง เหรียญรุ่นต่าง ๆ จำนวนมาก

นายจรัญ ขำสุขเลิศ นายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) เขาสามสิบ ลูกศิษย์ที่ใกล้ชิดหลวงปู่ เปิดเผยว่า ขณะนี้คณะศิษยานุศิษย์ได้นำร่างของหลวงปู่เฉลิมกลับมาที่วัดพวงนิมิตแล้วเพื่อเตรียมจัดพิธีรดน้ำศพ ในช่วงเวลาประมาณ 15.00 น. และอยู่ระหว่างขอพระราชทานน้ำหลวงสรงศพ รวมทั้งทางบรรดาศิษยานุศิษย์เตรียมจัดงานสวดพระอภิธรรมเป็นเวลา 9 วัน 9 คืน ตั้งคืนวันที่ 20 ก.ค.67 เป็นต้นไป เพื่อน้อมส่งหลวงปู่เฉลิมสู่นิพพาน

‘ธนารักษ์’ เตรียมจำหน่าย ‘เหรียญที่ระลึก’ เฉลิมพระเกียรติในหลวง ร.10 เนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 72 พรรษา ตั้งแต่ 24 ก.ค.นี้

(19 ก.ค. 67) นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่าในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว จะทรงเจริญชนมพรรษา 6 รอบ ในวันที่ 28 กรกฎาคม 2567 กระทรวงการคลัง โดยกรมธนารักษ์จัดทำเหรียญกษาปณ์ที่ระลึก เหรียญที่ระลึก และเหรียญเฉลิมพระเกียรติดังกล่าวขึ้น

ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ ด้วยน้ำพระราชหฤทัยอันเต็มเปี่ยมที่มีต่อพสกนิกรทุกหมู่เหล่า ทรงแก้ไขและบรรเทาปัญหาความเดือดร้อนของพสกนิกรให้มีความร่มเย็นเป็นสุข เพื่อประโยชน์สุขของพสกนิกรและความอุดมสมบูรณ์แก่แผ่นดิน และเพื่อเผยแพร่พระเกียรติคุณให้แผ่ไพศาลทั้งภายในประเทศและนานาประเทศทั่วโลก

สำหรับการจัดทำเหรียญกษาปณ์ที่ระลึก เหรียญที่ระลึก และเหรียญเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 ครั้งนี้ ประกอบด้วย

เหรียญกษาปณ์ที่ระลึก 5 ชนิด
1.เหรียญทองคำขัดเงา
-ชนิดราคา 20,000 บาท จำหน่ายราคาเหรียญละ 50,000 บาท

2.เหรียญเงินขัดเงา
-ชนิดราคา 1,000 บาท จำหน่ายราคาเหรียญละ 3,000 บาท

3.เหรียญโลหะสีขาว (ทองแดงผสมนิกเกิล)
-ชนิดราคา 50 บาท จ่ายแลกราคาเหรียญละ 50 บาท 

4.เหรียญโลหะสีขาวขัดเงา (ทองแดงผสมนิกเกิล)
-ชนิดราคา 20 บาท จำหน่ายราคาเหรียญละ 200 บาท 

5.เหรียญโลหะสีขาว (ทองแดงผสมนิกเกิล)
-ชนิดราคา 20 บาท จ่ายแลกราคาเหรียญละ 20 บาท

โดยเหรียญกษาปณ์ที่ระลึก ทั้ง 5 ชนิด มีลวดลาย ดังนี้

ด้านหน้า กลางเหรียญมีพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทร มหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ผินพระพักตร์ทางเบื้องขวา ทรงฉลองพระองค์เครื่องแบบเต็มยศจอมทัพ ฉลองพระองค์ครุยมหาจักรีบรมราชวงศ์ ทรงเครื่องขัตติยราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติคุณรุ่งเรืองยิ่งมหาจักรีบรมราชวงศ์และสายสร้อยจุลจอมเกล้า ภายในวงขอบเหรียญเบื้องล่างมีข้อความว่า ‘พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว’

ด้านหลัง กลางเหรียญมีรูปตราสัญลักษณ์งานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 เบื้องล่างมีข้อความบอกราคาว่า ๒๐๐๐ บาท / ๑๐๐๐ บาท / ๕๐ บาท และ ๒๐ บาท ตามลำดับ ภายในวงขอบเหรียญเบื้องบนมีข้อความว่า ‘พระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๖ รอบ ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๖๗’ เบื้องล่างมีข้อความว่า ‘ประเทศไทย’ โดยมีลายไทยประดิษฐ์คั่นระหว่างข้อความเบื้องบนกับเบื้องล่างทั้งสองข้าง

เหรียญที่ระลึก 3 ประเภท
1. เหรียญทองคำ ราคาเหรียญละ 60,000 บาท มีลวดลาย ดังนี้

ด้านหน้า กลางเหรียญมีพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทร มหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงฉลองพระองค์เครื่องแบบเต็มยศจอมทัพ ฉลองพระองค์ครุยมหาจักรีบรมราชวงศ์ ทรงเครื่องขัตติยราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติคุณรุ่งเรืองยิ่งมหาจักรีบรมราชวงศ์และสายสร้อยจุลจอมเกล้า ภายในวงขอบเหรียญเบื้องล่างมีข้อความว่า ‘พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว’

ด้านหลัง กลางเหรียญมีรูปตราสัญลักษณ์งานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 ภายในวงขอบเหรียญเบื้องล่างมีข้อความว่า ‘พระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๖ รอบ ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๖๗’

2. เหรียญเงินรมดำพ่นทรายพิเศษ ราคาเหรียญละ 10,000 บาท มีลวดลาย ดังนี้

ด้านหน้า กลางเหรียญมีพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทร มหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงฉลองพระองค์เครื่องแบบเต็มยศจอมทัพ ฉลองพระองค์ครุยมหาจักรีบรมราชวงศ์ ทรงเครื่องขัตติยราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติคุณรุ่งเรืองยิ่งมหาจักรีบรมราชวงศ์และสายสร้อยจุลจอมเกล้า ด้าน

ข้างพระบรมรูปทั้งสองข้างมีโต๊ะเคียงทอดเครื่องราชูปโภค โต๊ะเคียงด้านขวาทอดพานพระขันหมาก โต๊ะเคียงด้านซ้ายทอดพระมณฑปรัตนกรัณฑ์ เบื้องล่างด้านซ้ายทอดพระสุพรรณราช เบื้องหลังพระบรมรูปมีพระที่นั่งภัทรบิฐ ภายในวงขอบเหรียญเบื้องล่างมีข้อความว่า ‘พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว’

ด้านหลัง กลางเหรียญมีรูปตราสัญลักษณ์งานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 ภายในวงขอบเหรียญเบื้องบนมีข้อความว่า ‘พระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๖ รอบ’ เบื้องล่างมีข้อความว่า ‘๒๘ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๖๗’

3. เหรียญทองแดงรมดำพ่นทรายพิเศษ ราคาเหรียญละ 3,000 บาท มีลวดลายเช่นเดียวกับลวดลายของเหรียญที่ระลึกชนิดเงินรมดำพ่นทรายพิเศษ

ขณะที่ เหรียญที่ระลึกชนิดเงินรมดำพ่นทรายพิเศษเหรียญเฉลิมพระเกียรติ (เหรียญที่ระลึกประดับแพรแถบ) เหรียญเงิน ชนิดบุรุษและชนิดสตรี จำหน่ายราคาเหรียญละ 1,600 บาท โดยมีลวดลาย ดังนี้

ด้านหน้า กลางเหรียญมีพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทร มหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงฉลองพระองค์เครื่องแบบเต็มยศจอมทัพ ฉลองพระองค์ครุยมหาจักรีบรมราชวงศ์ ทรงเครื่องขัตติยราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติคุณรุ่งเรืองยิ่งมหาจักรีบรมราชวงศ์และสายสร้อยจุลจอมเกล้า ภายในวงขอบเหรียญเบื้องล่างมีข้อความว่า ‘พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว’

ด้านหลัง กลางเหรียญมีรูปตราสัญลักษณ์งานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 ภายในวงขอบเหรียญเบื้องล่างมีข้อความว่า ‘พระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๖ รอบ ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๖๗’

ขอบนอกเหรียญ ด้านหน้าเบื้องบนมี เลข ๑๐ ภายใต้พระมหาพิชัยมงกุฎ เบื้องหลังประดิษฐานพระนพปฎลมหาเศวตฉัตร เบื้องล่างด้านขวามีเลข ‘๗’ ด้านซ้ายมีเลข ‘๒’ หมายถึง พระชนมพรรษา 72 พรรษา ด้านหลังขอบนอกเหรียญมีห่วงสำหรับบุรุษใช้ห้อยกับแพรแถบ กว้าง 32 มิลลิเมตร สำหรับสตรีใช้ห้อยกับแพรแถบดังกล่าว ผูกเป็นรูปแมลงปอ

โดยความหมายของแพรแถบ แพรแถบกว้าง 32 มิลลิเมตร พื้นของแพรแถบเป็นสีขาวนวล หมายถึง น้ำพระราชหฤทัยอันบริสุทธิ์ผุดผ่อง ประกอบไปด้วยพระมหากรุณาธิคุณและพระเมตตาที่เปี่ยมล้นที่พระองค์มอบสู่ประชาชนของพระองค์ ทั้งสองข้างมีริ้วสีเหลืองข้างละ 2 ริ้ว สีเหลือง เป็นสีประจำวันพระบรมราชสมภพ และเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ และมีริ้วสีม่วงข้างละ 1 ริ้ว สีม่วง เป็นสีประจำวันพระราชสมภพของสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี ที่ทรงเคียงคู่บุญบารมีในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

นายจำเริญ โพธิยอด อธิบดีกรมธนารักษ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมธนารักษ์กำหนดเปิดจำหน่ายจ่ายแลก และรับจองเหรียญกษาปณ์ที่ระลึก เหรียญที่ระลึก และเหรียญเฉลิมพระเกียรติ (เหรียญที่ระลึกประดับแพรแถบ) ณ สถานที่ดังต่อไปนี้

เหรียญกษาปณ์ที่ระลึก เริ่มจำหน่าย จ่ายแลก วันที่ 24 กรกฎาคม 2567

-กรมธนารักษ์ ถนนพระรามที่ 6 กรุงเทพมหานคร โทร. 0 2278 5439, 0 2618 6340
-พิพิธภัณฑ์เหรียญกษาปณานุรักษ์ ถนนจักรพงษ์ กรุงเทพมหานคร โทร. 0 2282 0820
-พิพิธบางลำพู ถนนพระสุเมรุ กรุงเทพมหานคร โทร. 0 2281 9812
-พิพิธตลาดน้อย ซอยภาณุรังษี เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร โทร. 0 2233 7390
-พิพิธภัณฑ์ธนารักษ์ จังหวัดเชียงใหม่ โทร. 0 5322 4237 - 8
-พิพิธภัณฑ์ธนารักษ์ จังหวัดขอนแก่น โทร. 0 4330 6167
-พิพิธภัณฑ์ธนารักษ์ จังหวัดสงขลา โทร. 0 7430 7071
-Online : www.treasury.go.th

'ชัชชาติ' โชว์ฟาดเต็มคำ 'หมอคางดำ' ฝีมือ 2 เชฟเก่ง ชู!! กำจัดด้วยการเพิ่มมูลค่า อีก 6 เดือนมาดูกันอีกที

(19 ก.ค. 67) ที่สำนักงานเขตบางขุนเทียน นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) นำคณะผู้บริหาร กทม. คณะผู้บริหารเขตบางขุนเทียน และสื่อมวลชนร่วมกิจกรรม BKK Food Bank และสาธิตการทำเมนูอาหารด้วยปลาหมอคางดำ จากนายชุมพล แจ้งไพร (เชฟชุมพล) และนายเมธัส ปาทาน (เชฟชีส) 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายชัชชาติได้แจกสิ่งของให้กับประชาชนกลุ่มเปราะบางในพื้นที่ผ่านโครงการ BKK Food Bank ซึ่งประกอบด้วยสินค้าอุปโภคบริโภค รวมถึงเมนูอาหารที่ทำจากปลาหมอคางดำ และปลาสดเพื่อให้ชาวบ้านนำไปประกอบอาหาร จากนั้นได้ชมการสาธิตการทำเมนูอาหารจากฝีมือทั้ง 2 เชฟ และได้ชิม พร้อมกับให้คะแนนปลาหมอคางดำทอดเกลือ 10 เต็ม 10 ซึ่งได้เชิญชวนสื่อมวลชนร่วมรับประทานด้วย โดย 5 เมนู ได้แก่ ปลาหมอคางดำราดซอสเปรี้ยวหวาน ปลาหมอคางดำทอดเกลือ ฉู่ฉี่ปลาหมอคางดำ แกงส้มปลาหมอคางดำ และปลาร้าจากปลาหมอคางดำ 

ทั้งนี้ เชฟชุมพล รังสรรค์เมนู Fine Dining ปลาหมอคางดำราดพริกสมุนไพร และเชฟชีส เมนู Fine Dining ปลาหมอคางดำราดซอสมะขาม

นายชัชชาติกล่าวว่า การแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำในพื้นที่กรุงเทพฯ เช่น เขตบางขุนเทียน ทุ่งครุ บางบอน และพื้นที่ปริมณฑล ตามนโยบายของกรมประมงที่ออกมา 6 มาตรการ คือการกำจัด การปล่อยปลาผู้ล่า การเพื่อมูลค่า การแบ่งแยกโซน การหาแนวร่วม และการใช้เทคโนโลยีอย่างการทำหมัน  ในวันนี้ได้มากำจัดปลาหมอคางดำ 3 ใน 6 มาตรการหลัก ได้แก่ กำจัดจากแหล่งน้ำ สร้างเพิ่มมูลค่า และหาแนวร่วมภาคเอกชน โดยมีเอกชนในพื้นที่ช่วยซื้อปลาหมอคางดำจากเกษตรกรในราคากิโลกรัมละ 20 บาท จำนวน 1 ตัน มาทำเมนูต่างๆส่งต่อให้กลุ่มเปราะบาง  รวมถึงแจกปลาสดให้กับ 4 ชุมชน 

“การไปเรียกว่าเอเลี่ยนสปีชี่ส์ฟังแล้วดูน่ากลัว คนไม่กล้ากิน แต่พอกินแล้วก็อร่อยเหมือนปลาธรรมดา เป็นการเร่งการบริโภค สร้างแรงจูงใจในการเพิ่มมูลค่า และอีก 6 เดือนจะมาดูกันอีกครั้งเพราะได้หมักปลาร้าเอาไว้” นายชัชชาติเผย

นายชัชชาติกล่าวว่า ในพื้นที่เขตอื่น ๆ ก็ให้สำรวจเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดเพิ่มเติม แต่ไม่ระบาดเยอะมากเหมือนในพื้นที่บางบอน ทุ่งครุ บางขุนเทียน ส่วนในบึงมักกะสัน ที่ชาวบ้านจับปลากันนั้น พบปลาหมอคางดำเพียงแค่ 20% ซึ่งหากจะตัดต้นตอของปลาหมอคางดำ ก็ทำได้ยาก เพราะในแหล่งน้ำมีปลาทุกชนิด แต่ตอนนี้ถ้าช่วยกันจับ ก็จะช่วยลดประชากรของปลาหมอคางดำไปได้

สำหรับในพื้นที่เขตบางขุนเทียน มีเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำที่ลงทะเบียนไว้ 800 ราย จากทั้งหมด 900 ราย ซึ่งรอการจัดสรรงบประมาณเงินเยียวยาจากทางกรมประมง เนื่องจากว่ามีการแพร่ระบาดในหลายจังหวัด 

ด้านนายชุมพล แจ้งไพร หรือ เชฟชุมพล กล่าวว่า ปลาหมอคางดำเหมือนปลานิล แต่เนื้อกระด้างกว่า เพราะมีความต้านทานสูง มีโปรตีนสูง ปลาตัวเล็กสามารถทำปลาร้าได้ และเชื่อว่าอีก 3 เดือนหาจับไม่ได้ และราคาจะขึ้นด้วย

ด้านนายเมธัส ปาทาน หรือ เชฟชีส กล่าวว่า ปลาหมอคางดำกินได้ แม้จะมีรสชาติน้อยกว่าปลาทั่วไป แต่คนไทยปรุงรสชาติเข้มข้น จัดจ้าน ก็สามารถทานได้เหมือนกับปลานิล ปลากะพง และจากการสังเกตปลาตัวใหญ่จะเป็นปลาตัวเมีย ส่วนปลาตัวผู้ ตัวจะเล็กกว่า

นายกรัฐมนตรีสั่งการเร่งด่วนศูนย์ไซเบอร์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติแก๊งคอลเซ็นเตอร์ตามแนวชายแดนไทย

นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้ศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปอส.ตร.) เร่งปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่ตั้งอยู่ในประเทศเพื่อนบ้านตามแนวชายแดน เข้ามาหลอกลวง สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนคนไทย ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศทั้งในด้านเศรษฐกิจและสังคมเป็นอย่างมาก

พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รอง ผบ.ตร./ผอ.ศปอส.ตร. มอบหมายให้ พล.ต.ท.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร ผู้ช่วย ผบ.ตร./รอง ผอ.ศปอส.ตร. เปิดยุทธการ “ระเบิดสะพานโจร” โดยปฏิบัติการร่วมกับสำนักงาน กสทช. , ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่เครือข่าย AIS  DTAC TRUE  NT และหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ โดยให้ตัดสัญญาณโทรศัพท์ และอินเทอร์เน็ตที่เกี่ยวข้อง ของไทยทั้งหมดที่คนร้ายลักลอบนำมาใช้ในการเข้ามาหลอกลวง ที่คนร้ายลักลอบลักลอบนำมาใช้ในการเข้ามาหลอกลวง อย่างเด็ดขาด  

พล.ต.ท.ธัชชัย ฯ กล่าวว่า จะเริ่มกดปุ่มปฏิบัติการแรก 'ระเบิดสะพานโจร' ในเขตพื้นที่จังหวัดเชียงราย ซึ่งคนร้ายได้มีฐานปฏิบัติการในเขตเศรษฐกิจพิเศษสามเหลี่ยมทองคำ บริเวณโดยรอบคิงส์โรมัน ประเทศลาว โดยปัจจุบัน คิงส์โรมันเป็นสถานบันเทิงครบวงจรพร้อมมีสนามบินรองรับนักท่องเที่ยวจากไทย ลาว และเมียนมา ซึ่งปฏิบัติการดังกล่าวจะไม่มีผลกระทบต่อสุจริตชนตามแนวชายแดนไทย นอกจากนี้ จะมีการขยายผลจับกุมดำเนินคดีกับผู้ให้บริการที่ผิดกฎหมาย เช่น ตู้ซิมที่ช่วยเหลือกลุ่มคนร้ายในการลงทะเบียนซิมมาหลอกลวงประชาชน รวมทั้งจัดการกับกลุ่มคนร้ายที่เป็นชาวต่างชาติและคนไทยที่ร่วมกันมาหลอกลวงทำร้ายคนไทยด้วยกันให้ถึงที่สุด

‘โอลิมปิคแห่งประเทศไทย’ รับผิด!! สื่อสารเรื่องชุดพิธีการผิดพลาด เคาะ!! ให้นักกีฬาสวมชุดจากแกรนด์สปอร์ต ร่วมพิธีเปิดโอลิมปิก 2024

หลังจากที่เกิดกระแสเกี่ยวกับชุดพิธีการของนักกีฬา ทีมชาติไทย ที่เดินทางไปแข่งขัน โอลิมปิกเกมส์ ปารีส 2024 อย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะงานออกแบบที่ถูกโลกโซเชียล วิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก

ล่าสุด (19 ก.ค. 67) ที่สำนักงานคณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศไทย พลเอกวิชญ์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา เลขาธิการคณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศไทย นัดแถลงข่าว

จากการที่มีประเด็นเกี่ยวเนื่องกับภาพนักกีฬาสวมชุดไทยพระราชทาน ผมพบว่าความเข้าใจผิดในวงกว้าง จึงขอนุญาตชี้แจง ข้อเท็จจริงกี่ยวกับประเด็นต่างๆดังกล่าว

ในวันนี้ผมในฐานะตัวแทน คณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ต้อง
ขอขอบคุณสำหรับทุกความคิดเห็น และน้อมรับฟังทุกความคิดเห็น เพราะประชาชนทุกคนมีสิทธิ์ที่
จะออกความเห็นร่วมกันอย่างเท่าเทียม ภายใต้ความสุภาพและเคารพกันในฐานะคนไทยด้วยกัน
และต้องขออภัยมา ณ ที่นี้สำหรับความเข้าใจผิด และข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นจากทีมงานไม่ว่าจะใน
ส่วนไหน เนื่องด้วยที่ผ่านมาทางโอลิมปิค มิได้ชี้แจงให้ชัดเจนว่าชุดไหนใช้สำหรับงานช่วงใดใน
โอลิมปิคครั้งนี้

เนื่องจากทางคณะกรรมการโอลิมปิค และทีมงาน มีความตั้งใจในการเผยแพร่ ศิลปะ วัฒนธรรม ร่วมขับเคลื่อน Soft Power ของประเทศไทยเรา ผ่านวัฒนธรรมผ้า และสิ่งทอไทย จึงได้มอบหมายให้ทีมออกแบบของแต่ละแบรนด์ ทำมาเสนอ ซึ่งก็จะมีในส่วนของ ชุดกีฬา แจ๊คเก็ต

ชุดไทยพระราชทาน รองเท้า กระเป๋า ต่าง ๆ ซึ่งทางคณะกรรมการโอลิมปิค เป็นผู้คัดเลือกออกแบบตัดเย็บเอง ภายใต้ชื่อแบรนด์ ทรงสมัย ทางคณะกรรมการโอลิมปิค ดำเนินการคัดเลือกผ้าเอง ไม่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานใด การออกแบบตัดเย็บ เป็นดุลยพินิจของคณะกรรมการโอลิมปิค ทั้งหมดไม่มีหน่วยงานใด ๆ เกี่ยวข้องทั้งสิ้นครับ จากเหตุการณ์ทั้งหมด ทางคณะกรรมการโอลิมปิค ขอรับผิดชอบไว้แต่เพียงผู้เดียวครับ ในส่วนของชุดไทยพระราชทานสีฟ้าที่ปรากฏนั้น ทางคณะกรรมการได้กำหนดให้นักกีฬาใช้สวมใส่ ในวาระโอกาส งานพิธี ที่เป็นทางการ

ส่วนชุดที่จะใช้ในพิธีเปิด จะเสื้อแจ็กเก็ตสีน้ำเงินจากแกรนด์สปอร์ต ในการประชุมผมและคณะกรรมการได้ย้ำคอนเซปต์กับทางทีมผู้ออกแบบและตัดเย็บ ว่าขอให้เป็นผ้าที่สวมใส่สบาย ไม่อึดอัด เข้ากับสภาพอากาศ แต่ต้องแฝงด้วยเรื่องราวและอัตลักษณ์ความเป็นไทย มีความทันสมัยและเป็นสากล ซึ่งมองว่าทางแกรนด์สปอร์ตทำออกมาได้ดี

ในตอนแรก ผมยังคิดอยากนำเสื้อลายช้างที่เป็นที่รู้จักและนิยมในกลุ่มนักท่องเที่ยว ๆ ต่างชาติ ให้ทัพนักกีฬาสวมใส่ ขึ้นเรือ เพราะเห็นว่าเนื้อผ้าใส่สบายมีความพลิ้วไหวดี แต่ก็กังวลจะเกิดประเด็นว่าไม่เหมาะสมดูสบาย ๆ ไป จึงได้คิดใหม่ ทำใหม่อย่างระมัดระวังมาโดยตลอด

สุดท้ายนี้ ผมขอให้ทุกท่านร่วมมือกันแสดงพลังความรัก ความสามัคคี ที่มีในคนไทยทุกภาคส่วน ร่วมมือกันรักษา สืบสาน ขับเคลื่อนศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณี ต่อยอดสิ่งดี ๆ ประสบการณ์ดี ๆ ของคนรุ่นก่อน ๆ ประเทศไทยประกอบไปด้วยประชาชนที่มีความรู้ความสามารถ ทุกเพศทุกวัย และทรัพยากรพร้อมในทุกอุตสาหกรรมอยู่แล้ว เพิ่มเติมด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย และ กำลัง ความคิดสร้างสรรค์จากคนรุ่นใหม่ ก็จะสามารถช่วยกันผลักดันนำพา Soft Power อันดีงาม คงความเป็นอัตลักษณ์ไทย มีความเป็นสากล ทันสมัย ให้ประจักษ์ต่อสายตาชาวโลกได้

ที่ผ่านมามองว่าการแต่งกายที่ออกแบบในโอลิมปิกเกมส์ระดับนานาชาติ ตั้งแต่ ซีเกมส์ เอเชียนเกมส์ โอลิมปิกเกมส์ เราใช้สูทธรรมดา สากล ปีนี้เป็นปีที่เรามองว่าเป็นสิ่งที่เป็นอัตลักษณ์ของคนไทยจริง ๆ หลายประเทศใส่ชุดพื้นเมืองต่าง ๆ เยอะแยะไป สามารถมองต่างมุมได้ ยอมรับว่าบางครั้งอาจจะมองในภาพที่สวยหรูเกินไป หรือ มองในภาพที่ผิดไป ก็ต้องขอรับผิดชอบในสิ่งนี้ด้วย

“สิ่งที่เราได้พยายามทำ ทำเพื่อประเทศ และชื่อเสียงประเทศเท่านั้นไม่มีอะไรแอบแฝง ไม่เคยมีผลประโยชน์ตอบแทน มีแต่เพียงสนับสนุนกีฬาเท่านั้น ที่เราต้องการแสดงออกว่าประเทศไทยไม่ใช้ประเทศที่ไม่มีความสามารถ เราเป็นหนึ่งในโลกที่สามารถแข่งขันกับใครก็ได้ เราผ่านควอลิฟายถึง 51 คน จาก 17 กีฬา อยากให้ร่วมใจให้กำลังใจกับนักกีฬาที่เป็นตัวแทนไปแข่งขันกีฬาโอลิมปิกดีกว่าที่จะมานั่งมองถึงปัญหานี้”

“ในส่วนของชุดดังกล่าว ในช่วงโอลิมปิกเกมส์ มีงานพิธีอีกหลายงานระหว่าง 26 ก.ค.-11 ส.ค. เราต้องมีชุดต่าง ๆ ที่ใส่ในงานเพื่อความเหมาะสมต่าง ๆ รวมถึงพิธีปิด โอลิมปิกเกมส์ 11 ส.ค. จะให้ ธนา ไชยประสิทธิ์ หัวหน้าคณะนักกีฬาเป็นผู้พิจารณา”

“พูดตรง ๆ ผมรับผิดชอบเรื่องนี้ เห็นว่าให้นโยบายไปกับ ธนา ไชยประสิทธิ์ ชุดที่ใส่ไปก็ควรแสดงอัตลักษณ์เพราะเป็นการแข่งขันที่ 4 ปีมีครั้ง แล้วออกแบบมาเป็นชุดพระราชทานเท่านั้นเอง และคณะทำงาน เห็นชอบ ร่วมกับ รวมทั้งสีต่าง ๆ ที่เลือกกัน เห็นว่าควรจะใส่ในพิธีเปิด แต่มีการเปลี่ยนแปลง ขึ้นเรื่อง สถานการณ์ต่าง ๆ อากาศร้อน จึงจะเปลี่ยนไปใช้ชุดแจ็กเก็ตนักกีฬา ต่อข้อถามเรื่องกระบวนการของเสื้อผ้าชุดพิธีการนั้น ทางเราเห็นชอบในด้านการออกแบบ ส่วนตั้งแต่กระบวนการตัดเย็บนั้น เป็นทรงสมัย ที่จัดการทั้งหมดกระทั่งส่งถึงมือนักกีฬา แต่ส่วนตัวผมดูแล้ว ไม่ได้เป็นเสื้อผ้าที่ไม่มีเอกลักษณ์ มองต่างมุม ไม่ใช่แค่ใส่แต่สูทอย่างเดียว

ส่วนประเด็นปัญหาเรื่องของทรงของชุดนักกีฬา ในเรื่องของการตัดเย็บที่ไม่เข้ากับรูปร่างของนักกีฬานั้น ในส่วนนี้ ทรงสมัยรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียวในการตัดเย็บ หนหน้าจะพิจารณาว่าควรต้องทำอย่างไรให้ไม่มีปัญหา เพราะรับฟังเสียงจากทุกฝ่าย “พร้อมเปิดกว้างใช้ เอไอ เจเนเรตก็ได้ หรือถ้ามีร้านที่ตัดสวยก็แนะนำมาได้

ส่วนชุดที่ปรากฏนั้น ในส่วนของ ‘ปอป้อ’ ทรัพย์สิรี แต้รัตนชัย นักแบดมินตันทีมชาติไทยนั้น เราได้สอบถามไปยัง ทรงสมัย ว่าเกิดอะไรขึ้น เพราะชุดพระราชทานควรจะเข้ารูป แต่ มาทราบว่า ทรัพย์สิรี บอกให้เอาแขนยาว ตัวยาว มันก็เลยออกมาแบบนี้”

‘สนธิ’ ปั้น!! ‘Thaitimes’ โซเชียลคนไทย ใช้งานได้เหมือน ‘เฟซบุ๊ก’ ไม่ปิดกั้นข้อมูลดี แต่ผู้ไม่หวังดีต่อ ‘ชาติ-ศาสน์-กษัตริย์’ บล็อกเรียบ

(19 ก.ค.67) จากช่วงหนึ่งของรายการ SONDHITALK : ผู้เฒ่าเล่าเรื่อง EP.251 ได้เปิดเผยว่า…

กำลังทำแอปพลิเคชันที่ฟังชันเหมือนเฟซบุ๊กทุกประการ แต่มีอิสระมากกว่า สามารถดาวน์โหลดได้ฟรี แอปพลิเคชันนี้มีชื่อว่า ‘Thaitimes’ หรือเวลาของคนไทย โดยทีมพัฒนาขึ้นมาเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกปิดกั้นอิสระ เพราะทุกวันนี้ถูกผูกขาด ปิดกั้นจากแพลตฟอร์มต่างประเทศ แต่แพลตฟอร์ม Thaitimes จะไม่มีเรื่องพวกนี้ โดยสามารถพูดเรื่องวัคซีน หรือเรื่องอื่น ๆ ที่หากใครมีข้อมูลลึก ๆ จากต่างประเทศก็สามารถเผยแพร่ได้ หรือพูดอีกนัยหนึ่งก็คือความจริงจะปรากฏในแอปพลิเคชันชื่อ ‘Thaitimes’

สำหรับกฎการใช้แอปพลิเคชัน Thaitimes มีอยู่ข้อเดียวคือรัก ‘ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์’ ใครที่ไม่หวังดีต่อพระมหากษัตริย์หรือสถาบันกษัตริย์ มาใช้ Thaitimes ไม่ได้ 

นายสนธิระบุว่า “ตอนนี้เราพร้อมแล้ว พร้อมจริง ๆ อยากให้ลองเข้ามาใช้กันได้แล้ว ดาวน์โหลดที่แอปสโตร์และเพลย์สโตร์ ฟรี ค้นหาคําว่า Thaitimes จากนั้นใช้แค่อีเมลในการสมัครเข้าใช้จะเป็น Hotmail หรือ Gmail ก็ได้” 

สำหรับฟังชันของแอปฯ Thaitimes ใช้งานได้เหมือนเฟซบุ๊กทุกประการ ทั้งโพสต์รูป โพสต์วิดีโอ หรือท่านใดอยากขายของ ก็สามารถมาขายได้เลย เพราะเรามีฟังชัน คอมเมนต์ อีโมจิ อินบ็อกซ์ หรือหากพบข้อบกพร่อง ที่ต้องปรับปรุงแก้ไข ก็แจ้งกลับมาได้เลย เรามีทีมเทคนิคพร้อมแก้ปัญหาตลอดเวลา

นายสินธิ กล่าวเพิ่มเติมว่า “นอกจากนี้แล้ว ผมยังลงคลิปพิเศษจากรายการความจริงมีหนึ่งเดียว ครั้งที่ 2 ณ หอประชุมเล็กธรรมศาสตร์ ท่านผู้ชมดาวน์โหลดลงทะเบียนใน Thaitimes แล้วสามารถเสิร์ชหาเพจ SONTHIX ได้เลย”

“อยากให้ท่านผู้ชมเข้ามา เพราะอีกหน่อยในอนาคต เมื่อประชาคมของเราเพิ่มเยอะขึ้น อาจจะต้องไลฟ์ผ่าน Thaitimes ส่วนช่องทางเฟซบุ๊กก็ไว้ใช้แจ้งเตือนข่าวสาร ในเมื่อเฟซบุ๊กปิดกั้น เราก็หนีมาอยู่ที่ Thaitimes กันนะ และขอย้ำว่า การใช้ Thaitimes จะต้องไม่ใช้ในทางเรื่องลามก และไม่ทำลายชาติ ทำลายบ้านเมือง โดยเฉพาะสถาบันพระมหากษัตริย์ นอกจากนี้สามารถโพสต์ แชร์ได้หมด” นายสนธิ กล่าวทิ้งท้าย

ดาวน์โหลดแอปฯ Thaitimesได้แล้วทั้งใน iOS และใน android
iOS : https://apps.apple.com/th/app/thaitimes-social/id6502225132
Google Play : https://play.google.com/store/apps/details?id=com.thaitimes.app2&pcampaignid 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top