Sunday, 26 July 2026
NEWS

สตม. รวบแก๊งชาวเมียนมาอ้างเป็นนักธุรกิจซื้อขายทอง หลอกลวงเหยื่อให้ร่วมลงทุน มูลค่าความเสียหายกว่า 3 ล้าน

กก.ปอพ.บก.สส.สตม. จับกุม MR.U WIN (นามสมมุติ) อายุ 65 ปี สัญชาติเมียนมา ตามหมายจับศาลแขวงดุสิต ที่ จ.79/2567 ลงวันที่ 14 พ.ค.2567 ต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน “ร่วมกันฉ้อโกง” นำตัวส่งพนักงานสอบสวน สน.พญาไท ดำเนินคดีตามกฎหมาย สถานที่จับกุมบริเวณหน้าโรงแรมย่าน ถนนประดิพัทธ์ แขวงพญาไท เขตพญาไท กรุงเทพฯ จากกรณีที่ แก๊งชาวเมียนมา ประกอบด้วย MR.U WIN (นามสมมติ), MR.THAW TE (นามสมมุติ), MRS.CHO LIN อ้างว่าเป็นนักธุรกิจซื้อขายทองคำในประเทศเมียนมามีฐานะร่ำรวยมาก ต้องการซื้อทองคำจำนวนมาก เพื่อนำไปขายต่อ ได้พูดจาหว่านล้อมผู้เสียหายพร้อมทั้งยืนยันให้ความเชื่อมั่น หลังจากนั้นได้หลอกลวงให้ผู้เสียหาย เป็นผู้ติดต่อประสานงานในการซื้อทองคำจากคลังทองคำที่ห้างทองในย่านเยาวราช และเพื่อเป็นหลักประกันว่ามีทองคำในคลังทองคำอยู่จริง MR.U WIN กับพวกได้หลอกลวงผู้เสียหายให้วางเงินเป็นหลักประกันทองคำดังกล่าว และยืนยันว่า หากคลังทองคำขายทองคำให้จะคืนเงินที่ผู้เสียหายวางเป็นหลักประกันคืน จนผู้เสียหายหลงเชื่อส่งมอบเงินหลักประกันให้จำนวน 7 ครั้ง รวมเป็นเงิน 3,135,000 บาท ภายหลังคลังทองคำตกลงจะขายทองให้กับกลุ่มดังกล่าวแล้ว แต่ปรากฏว่า MR.U WIN กับพวก ไม่มีเงินซื้อทองคำ และไม่คืนเงินที่ผู้เสียหายได้วางไว้เป็นหลักประกัน ผู้เสียหายทวงถาม ให้คืนเงิน โดยไม่สามารถติดต่อ MR.U WIN กับพวก ได้อีกเลย ซึ่งทราบว่ากลุ่มแก๊งชาวเมียนมา ทั้ง 3 ราย ได้หลบหนีเดินทางออกจากประเทศไทยไปแล้ว ผู้เสียหายจึงแจ้งความร้องทุกข์กับพนักงานสอบสวน สน.พญาไท ซึ่งต่อมาพนักงานสอบสวนได้รวบรวมพยานหลักฐานยื่นคำร้องต่อศาลแขวงดุสิตออกหมายจับผู้ต้องหาในคดีนี้จำนวน 3 ราย กก.ปอพ.บก.สส.สตม. จึงได้ประสานข้อมูลกับ สน.พญาไท เพื่อสืบสวนติดตามจับกุมกลุ่มผู้ต้องหา จนกระทั่งทราบว่า MR.U WIN หนึ่งในแก๊งชาวเมียนมาดังกล่าว ได้เดินทางกลับเข้ามาในประเทศไทยและได้หลบหนีหมายจับไปพักอาศัยอยู่ในท้องที่ จว.นนทบุรี และในท้องที่ บก.น.2 จึงได้สืบสวนติดตามจับกุมนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สน.พญาไท ดำเนินคดีตามกฎหมาย ส่วนผู้ร่วมขบวนการที่เหลือจะได้ดำเนินการสืบสวนติดตามจับกุมมาดำเนินคดีต่อไป

สตม. ขอเรียนให้ท่านทราบว่า สตม. มีมาตรการในการตรวจสอบ กวดขัน และปราบปรามการกระทำความผิด ในด้านต่าง ๆ รวมถึงการเฝ้าระวังบุคคลทั้งสัญชาติไทยและสัญชาติอื่น ๆ ที่มีหมายจับ และการเดินทางเข้า-ออกประเทศไทย หากประชาชนท่านใดพบเห็นเบาะแสการกระทำความผิด กรุณาแจ้งมายัง สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง อาคารเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร พระชนมพรรษา 60 พรรษา เลขที่ 904 หมู่ที่ 6 ต.บ้านใหม่ อ.ปากเกร็ด จว.นนทบุรี 11120 หรือติดต่อตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดในพื้นที่ หรือที่ www.immigration.go.th จะขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่ง

เปิดพลัง ทำบุญประเทศ ณ ศาลหลักเมืองกรุงเทพฯ พิธีอัญเชิญปลียอดทองคำพระธาตุเชิงชุม ประกอบพิธีบวงสรวง ถวายกำลังบุญให้ประเทศ ณ ศาลหลักเมือง กรุงเทพฯ ก่อนยกปลียอด ประดิษฐานยอดองค์พระธาตุเชิงชุม จ.สกลนคร 20 ก.ค.67 เวลา 11.00 น.

(16 ก.ค.67) ณ ศาลหลักเมืองกรุงเทพฯ งานพิธีฯ นำโดย พลเอกเอกชัย หาญพูนวิทยา ประธานอำนวยการมูลนิธิพุทธภูมิธรรม , อาจารย์วิจักษณ์ สองจันทร์ ประธานมูลนิธิพุทธภูมิธรรม , นายชูศักดิ์ รู้ยิ่ง ผู้ว่าราชการจังหวัดสกลนคร , นายทหารชั้นผู้ใหญ่ , ผู้นำองค์กร ภาครัฐ เอกชน คณะเจ้าภาพ และพุทธศาสนิกชน

นำกราบสักการะบูชาพระรัตนตรัย และบวงสรวงอัญเชิญทิพยญาณ พระสยามเทวาธิราช พระหลักเมือง ดวงวิญญาณบรรพชน สิ่งศักดิ์สิทธิ์ในสากล รับการถวายกำลังบุญจากพุทธศาสนิกชน ที่ได้ร่วมบูรณะปฏิสังขรณ์และสร้างยอดพระธาตุเชิงชุม จ.สกลนคร ขอกำลังบุญหนุนนำให้บ้านเมืองร่มเย็น เป็นแดนทิพย์แดนธรรมแห่งพระพุทธศาสนา สืบไป

เชิญพุทธศาสนิกชน ร่วมพิธียกปลียอดทองคำ พระธาตุเชิงชุม วันอาสาฬหบูชา 20 ก.ค.67 เวลา 1100 น. ณ วัดพระธาตุเชิงชุมวรวิหาร จ.สกลนคร

สอบถามข้อมูล หรือ ส่งชื่อร่วมในพิธีบวงสรวงยกปลียอดทองคำ
ได้ที่
Line Official Account : มูลนิธิพุทธภูมิธรรม
Line ID : @bbdf
กด https://lin.ee/xKss3rn

ด้วยพระธาตุเชิงชุม เป็นศาสนสถานสำคัญของชาติ ประดิษฐานอยู่เมืองสกลนคร เป็นศูนย์รวมจิตใจของพุทธศาสนิก ชนสองฝั่งโขง และประชาชนคนไทยทั่วประเทศ โดยกรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียน เป็นโบราณสถาน ตามราชกิจจานุเบกษา เมื่อ 8 มีนาคม 2478 โดยอดีตเจ้าอาวาสวัด จนมาถึงสมัยของพระเทพสิทธิโสภณ ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 8 และเจ้าอาวาสวัดพระธาตุเชิงชุมวรวิหาร ได้ดำเนินการทำนุบำรุงรักษาองค์พระธาตุเชิงชุมมาโดยลำดับ ในปีพุทธศักราช 2564 คณะสงฆ์และพุทธศาสนิกชนชาวจังหวัดสกลนคร พร้อมทั้งผู้มีจิตศรัทธา ทั้งในและนอกประเทศร่วมกันสละทรัพย์จัดซื้อทองคำ 96.5 เปอร์เซ็นต์ เพื่อหุ้มทองคำยอดองค์พระธาตุเชิงชุม นับตั้งแต่บัวเชิงกลุ่มเรือนยอดส่วนบนไปจรดกรวยทองคำสวมยอดปสี โดยแบ่งออกเป็น 3 ส่วนประกอบด้วย

ส่วนที่ 1 ตั้งแต่ปล้องไฉนไปจรดกรวยทองคำสวมปลียอดรวมยอดฉัตร จำนวน 971.26 บาทหรือ 14.806 กิโลกรัม ดำเนินการแล้วเสร็จเมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2564 

ส่วนที่ 2 ตั้งแต่บัวคว่ำฐานรองป้องไฉนไปจรดปล้องไฉน จำนวน 585.93 บาท หรือ 8.932 กิโลกรัม ดำเนินแล้วเสร็จเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2565 

ส่วนที่ 3 ตั้งแต่บัวเชิงไปจรดบัวคว่ำฐานรองปล้องไฉน ซึ่งมีขนาดสูง 213 เชนติเมตร ฐานกว้าง 49 เซนติมตร ยอดกว้าง 40 เชนติเมตร ใช้ทองคำ จำนวน 520 บาท หรือ 8 กิโลกรัม โดยจะใช้วิธีอิเล็กโตรฟอร์มมิ่ง (Electroforming Technique) 

ทั้งนี้จังหวัดสกลนคร ได้มีประกาศ แต่งตั้งคณะกรรมการที่เกี่ยวข้อง ในการดำเนินการหุ้มทอง ส่วนปลียอดพระธาตุเชิงชุม (ส่วนที่ 3) ให้แล้วเสร็จ เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเจริญพระชนม พรรษา 6 รอบ 72 พรรษา ในวันที่ 28 กรกฎาคม 2567 

คณะสงฆ์วัดพระธาตุเชิงชุมวรวิหาร คณะสงฆ์จังหวัดสกลนคร พุทธศาสนิกชนและมีจิตศรัทธาทั่วประเทศร่วมกับ  มูลนิธิพุทธภูมิธรรม จึงได้กำหนดดำเนินโครงการหุ้มทองคำปลียอดพระธาตุเชิงชุม (ส่วนที่3) ซึ่งได้ดำเนินการขออนุญาตหุ้มทองคำส่วนปลียอดพระธาตุเชิงชุมครบถ้วนทั้ง 3 ส่วน จากกรมศิลปากรและได้รับการอนุญาตเรียบร้อยแล้ว 

โดยกำหนดวันที่จะสมโภช และยกยอดพระธาตุเชิงชุม (ส่วนที่ 3) ระหว่างวันที่ 18 - 20 กรกฎาคม 2567 ที่จะถึงนี้
- 18 - 19 ก.ค.67 เวลา 1700 น. พิธีเจริญพระพุทธมนต์สมโภชฯ
- 20 ก.ค.67 เวลา 1100 น. พิธียดปลียอดทองคำฯ

จึงขอเรียนเชิญพุทธศาสนิกชนร่วมพลังบุญพิธีดังกล่าว เป็นมงคลชีวิตสืบไป

สอบถามข้อมูล หรือ ส่งชื่อร่วมในพิธีบวงสรวงยกปลียอดทองคำ
ได้ที่
Line Official Account : มูลนิธิพุทธภูมิธรรม
Line ID : @bbdf
กด https://lin.ee/xKss3rn

อานิสงส์การสร้างฉัตรเพื่อเป็นพุทธบูชา
#โดย พระธรรมกิตติวงศ์ 
1.ย่อมเป็นผู้ได้ในสิ่งที่เลิศเสมอ
2.มีคนคอยกั้นร่มให้ทุกเมื่อ
3.ย่อมได้รื่นรมในเทวโลก ๗๗ ครั้ง
4.ย่อมได้เสวยเทวราชสมบัติในเทวโลก ๗๗ ครั้ง
5.จักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิราช ๑,๐๐๐ ครั้ง
6.จักได้เป็นพระเจ้าประเทศราชที่ไพบูลย์

อานิสงส์การสร้างฉัตรเพื่อเป็นพุทธบูชา
#พระไตรปิฏก เล่มที่ ๓๒ ขุทกนิกาย
1. ย่อมเป็นผู้ไม่รู้สึกร้อน
2.ย่อมเป็นผู้ไม่รู้สึกหนาว
3.ละอองธุลีไม่แปดเปื้อน
4.เป็นผู้ไม่มีจัญไร
5.เป็นผู้ที่มหาชนยำเกรงทุกเมื่อ
6.เป็นผู้มีผิวพรรณวรรณละเอียด
7.เป็นผู้ไม่มีอันตราย
8.เกิดในตระกูลสูงศักดิ์

ข่าว จังหวัดสกลนคร
งานสร้างยอดพระธาตุเชิงชุมส่วนสุดท้าย และสมโภชพระธาตุฯ
https://sakonnakhon.prd.go.th/.../detail/id/57/iid/287700

‘บิณฑ์’ ปลื้มใจ!! ดญ. 8 ขวบยอมอดขนม เอาเงินช่วยตาจ่ายค่าไฟ อาสามอบเงินสมทบช่วยเหลือ เพื่อเป็นกำลังใจให้เด็กกตัญญู

เมื่อวานนี้ (15 ก.ค. 67) นับเป็นเรื่องราวที่แสนประทับใจให้กับทาง บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ และ เกศรา น้องสาว พร้อมชาวคณะที่ได้รับรู้จากปากของเด็กหญิง ป.2 คนหนึ่งที่มาเข้าแถวต่อคิวรอรับค่าขนมจาก บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ หลังจากที่เด็กนักเรียนของโรงเรียนบ้านคลองบง ในตำบลวังน้ำเขียว อำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา เลิกเรียนและกำลังพากันกลับบ้าน 

แต่ในระหว่างทางที่ บิณฑ์ ผ่านทางมาเจอเด็ก ๆ จึงจอดรถเรียกเด็กนักเรียนทั้งหมดมาต่อแถวรับค่าขนมคนละ 100 บาท เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้กับเด็ก ๆ รวมถึงการแบ่งเบาภาระค่าขนมแก่ผู้ปกครอง

บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ ได้ถามเด็ก ๆ ที่ได้รับเงินว่าจะเอาเงินไปทำอะไรกัน บางคนบอกไปซื้อขนม บางคนบอกไปให้พ่อแม่ แต่มีเด็กนักเรียนหญิงคนหนึ่งชื่อว่า ‘น้องโยโย่’ อายุ 8 ขวบ นักเรียน ป.2 ของโรงเรียนแห่งนี้ น้องตอบด้วยเสียงและสีหน้าดีใจว่า "จะเอาเงิน 100 บาทที่ได้จากคุณบิณฑ์ ไปให้กับคุณตาคุณยายที่บ้าน เพื่อเอาไว้จ่ายค่าไฟของทางบ้าน" 

ซึ่งคำตอบของน้อง ทำให้หลายคนถึงกับอึ้งในความคิดที่เด็กหญิงคนนี้ จึงเอ่ยปากถามกลับน้องว่า "ค่าไฟที่บ้านกี่บาท" น้องตอบว่า "ไม่รู้ แต่รู้ว่า ตากับยายกำลังเดือดร้อนจากค่าไฟที่ไม่มีจ่ายจึงจะเอาเงิน 100 บาทไปช่วยตากับยายจ่ายค่าไฟ"  

พอ บิณฑ์ ได้ฟังแบบนั้นก็ควักเงินเพิ่มให้ค่าไฟไป 600 บาท และให้ค่าขนมกับน้องอีก 100 แยกจากค่าไฟ สร้างความดีใจให้กับเด็กคนนี้เป็นอย่างมาก

ต่อมาทีมข่าวได้พบกับคุณตาของ น้องโยโย่ ซึ่งคุณตา ได้มารับน้องกลับบ้านพอดี คุณตาชื่อว่า นายแฉล้ม จงรวยกลาง อายุ 62 ปี มีอาชีพรับจ้างทำสวนทั่วไปในพื้นที่ ยอมรับว่าที่ผ่านมามีความเดือดร้อนเรื่องค่าใช้จ่ายในบ้านเพราะรับจ้างรายวัน เงินที่ได้มาก็ใช้จ่ายในบ้านรายวันรวมถึงค่าขนมน้องไปเรียน ทำให้ที่ผ่านมาจะเกิดความทุกข์ใจเรื่องค่าไฟในบ้านบ่อยครั้ง ซึ่งน้องโยโย่ ก็ทราบดีและจะคอยประหยัดค่าขนมเพื่อเก็บเงินช่วยค่าไฟ เช่นกัน พอน้องได้เงินครั้งนี้ก็รีบมาบอกตนว่าได้เงินค่าไฟแล้ว เอาเงินมาให้ตน ทางตนก็ดีใจที่มีเงินจ่ายค่าไฟแล้ว ส่วนค่าไฟที่ใช้ก็ตกเดือนละประมาณ 5-6 ร้อยบาท

ด้าน บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ บอกว่า สำหรับการมอบเงินค่าขนมให้กับเด็ก ๆ แบบนี้ ตนชอบให้และให้เป็นประจำเวลาไปต่างจังหวัด พอเจอเด็ก ๆ ระหว่างทางก็จะจอดรถมอบเงินไว้ให้ค่าขนม ซึ่งครั้งนี้ระหว่างทางที่กลับมาจากวัดที่ตนและมูลนิธิร่วมกตัญญูไปถวายเทียนพรรษา ก็เห็นว่าเด็กนักเรียนเลิกเรียนกำลังพากันกลับบ้าน จึงจอดรถลงมาพูดคุยและมอบเงินค่าขนามให้กว่า 30 คน แต่มีคนหนึ่งที่ตนรู้สึกอึ้งในความกตัญญูและความคิดของน้องโยโย่ ที่มีความคิดว่าจะเอาเงินค่าขนมนี้ไปช่วยตาจ่ายค่าไฟ ซึ่งถือว่าเด็กในวัย 8 ขวบนี้มีความคิดกตัญญูและเป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับเยาวชน ที่จะช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในบ้าน 

"อันนี้ขอชื่นชมน้องโยโย่จากใจ ซึ่งนอกจากจะมอบเงินค่าขนมให้กับเด็กแล้ว ผมยังมอบเงินจำนวนหนึ่งให้กับสองตายายที่บ้านอยู่ข้างโรงเรียนเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจสำหรับคุณตาและคุณยายทั้งสองท่านอีกด้วย" บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ กล่าว

‘สาว’ โพสต์ระบาย หลังซื้อกับข้าวร้านข้าวแกงย่านตลาดดัง อาหาร 3 อย่าง 820 บาท ชาวเน็ตช่วยยัน!! “เคยซื้อ แพงจริง”

(16 ก.ค. 67) ผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่ง ได้โพสต์ภาพพร้อมข้อความผ่านเพจ 'พวกเราคือผู้บริโภค' โดยเป็นภาพกับข้าว 3 อย่างที่ได้ไปชื้อครั้งแรกแบบคนไม่มีความรู้ในการเดินตลาดแห่งนี้ พร้อมระบุข้อความว่า 

"ไปชื้อครั้งแรกแบบคนไม่มีความรู้ในการเดินตลาดแห่งนี้ เพราะไปแค่ปีละครั้ง เดิน ๆ ๆ เข้าไปเจอร้านขายแกงร้านหนึ่ง น่ากินมากและมีหลากหลาย ด้วยความเห็นมีแต่ของน่ากิน เดินเข้าไปชื้อทันทีโดยที่เราก็ผิดเองที่ไม่ถามราคาก่อน เพราะในหัวคิดว่ารู้ว่าตลาดนี้ขายของแพงกว่าตลาดอื่นมาก 

“แต่ไม่คิดว่าจะแพงเท่านี้ สั่งไป 3 อย่าง ตามรูปเลย ถามราคาเท่าไรค่ะ ตอนจ่ายเงิน 820 บาท ห๊ะ ถามย้ำว่าเท่าไร 820 ปลาทูต้ม 2 ตัว 380 กุ้งทอดกระเทียม 400 อีกอย่างคือปลาดุกผัดพริก โอเคทำไงสั่งแล้วต้องจ่าย เค 820 เดินออกมาด้วยความยังงงว่ามันแพงขนาดนี้เลยอ่อ ฝากเป็นความรู้สำหรับคนที่อาจจะไม่เคยเดินตลาดแถวจตุจักรด้วย ว่าโปรดสอบถามราคาก่อนชื้อ !!!!!!!”

งานนี้ชาวเน็ตต่างเข้ามาคอมเมนต์ถึงปริมาณอาหารที่ได้เมื่อเทียบกับราคาที่ต้องจ่ายกันยกใหญ่ พร้อมทั้งพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า "แพงจริง" ผู้ใช้งานเฟซบุ๊กบางท่านก็บอกว่า “เคยซื้อแล้ว ตลาดนี้แพงจริง”

สตม.จับยกแก๊งปล้นทรัพย์นักเทรดอังกฤษ ตามนโยบายของ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

โดย พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผบ.ตร. และ พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร./ผอ.ศูนย์ปราบปรามคนร้ายข้ามชาติและเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, พล.ต.ท.ประจวบ วงศ์สุข ผู้ช่วย ผบ.ตร.รรท.รอง ผบ.ตร. ได้สั่งการให้ สตม. สกัดกั้น ตรวจสอบ ระดมจับกุมคนต่างด้าวที่เข้ามาประกอบธุรกิจผิดกฎหมายในประเทศไทย รวมทั้งให้ดำเนินการตรวจสอบ ชาวไทยและชาวต่างชาติที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม  ในขณะที่พำนักอาศัยอยู่ในประเทศไทย กระทำผิดกฎหมาย ก่อเหตุอันตรายต่อความสงบสุขและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ทำให้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของประเทศ หรือ กลุ่มคนร้ายข้ามชาติที่เข้ามาแฝงตัวอยู่ก่อเหตุ หรือโดยใช้ประเทศไทยเป็นฐานในการกระทำความผิด   

วันนี้ (16 ก.ค. 67) เวลา 11.00 น. ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.อิทธิพล อิทธิสารรณชัย ผบช.สตม., พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.ประพันธ์ศักดิ์ ประสานสุข ผบก.สส.สตม., พ.ต.อ.รัฐโชติ โชติคุณ รอง ผบก.สส.สตม., พ.ต.อ.ภาณุภาคยณ์ จิตต์ประยูรตี รอง ผบก.สส.สตม., พ.ต.อ.แดนไพร แก้วเวหล รอง ผบก.สส.สตม., พ.ต.อ.สุรศักดิ์ สุรินทร์แก้ว รอง ผบก.สส.สตม., พ.ต.อ.ชิตเดชา สองห้อง รอง ผบก.สส.ภ.7 ปฏิบัติราชการ บก.สส.สตม., พ.ต.อ.ชูวงษ์ อุทัยสาง ผกก.ปอพ.บก.สส.สตม. และ พ.ต.อ.พิสิษฐ์ ศรีอ่อน ผกก.2 บก.สส.สตม. ร่วมแถลงข่าวการจับกุมผู้ต้องหารายสำคัญ ดังนี้  

สตม. จับยกแก๊งปล้นทรัพย์นักเทรดอังกฤษ กก.2 บก.สส.สตม. จับกุมผู้ต้องหาชาวต่างชาติ จำนวน 3 ราย ดังนี้
1. MR.ABDULLAHI (สงวนนามสกุล) อายุ 27 ปี สัญชาติเดนมาร์ก  
2. MR.MOHAMED (สงวนนามสกุล) อายุ 25 ปี สัญชาติบริติช  
3. MR.SAEED (สงวนนามสกุล) อายุ 24 ปี สัญชาติบริติช  

ซึ่งเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลอาญากรุงเทพใต้ กระทำความผิดฐาน “ปล้นทรัพย์โดยมีอาวุธติดตัว, ร่วมกันทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ, ร่วมกันตั้งแต่ห้าคนขึ้นไปข่มขืนใจผู้อื่นโดยมีอาวุธให้กระทำการใด ไม่กระทำการใด หรือจำยอมต่อสิ่งใด โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ ชื่อเสียงหรือทรัพย์สินของผู้ถูกข่มขืนใจ โดยใช้กำลังประทุษร้ายจนผู้ถูกข่มขืนใจต้องกระทำการนั้น ไม่กระทำการนั้น หรือจำยอมต่อสิ่งนั้น, ร่วมกันกักขังหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่น, ร่วมกันพาอาวุธติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันสมควร” นำตัวส่งพนักงานสอบสวน สน.คลองตัน ดำเนินคดีตามกฎหมาย สถานที่จับกุม MR.ABDULLAHI จับที่หน้าโรงแรมในย่าน ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี MR.MOHAMED และ MR.SAEED จับที่ POOLVILLA ในย่านถนนเทพประสิทธิ์ 5 ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จว.ชลบุรี

จากกรณีได้มีผู้เสียหายเข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สน.คลองตัน เมื่อวันที่ 12 ก.ค. 2567 เวลาประมาณ 02.00 น. ผู้เสียหายได้ถูก MR.ABDULLAHI พร้อมกับพวกรวม 5 คน ร่วมกันทำร้ายร่างกายและเอาทรัพย์สินของผู้เสียหายไป ได้แก่ นาฬิกา ยี่ห้อ Audemars piguet 1 เรือน นาฬิกา ยี่ห้อ Rolex 1 เรือน และทรัพย์สินอื่น รวมมูลค่าประมาณ 3 ล้านบาท เหตุเกิดที่ ห้องพักในแมนชั่นย่าน ถนนพระราม 4 แขวงคลองตัน เขตคลองเตย กรุงเทพฯ เป็นเหตุให้ได้รับความเสียหาย ต่อมาศาลอาญากรุงเทพใต้ได้อนุมัติออกหมายจับ นาย MR.ABDULLAHI, MR.MOHAMED, MR.SAEED, MISS SUMYA (สงวนนามสกุล) อายุ 21 ปี สัญชาติบริติช และหญิงชาวต่างชาติไม่ทราบชื่อ กก.2 บก.สส.สตม. จึงได้นำข้อมูลผู้ต้องหาบันทึกไว้ในบัญชีเฝ้าดูในระบบสารสนเทศ ตม.  และทำการสืบสวนติดตามหาตัวผู้ต้องหาทั้ง 5 ราย จนทราบว่า MR.ABDULLAHI, MR.MOHAMED และ MR.SAEED หลังจากก่อเหตุได้หลบหนีไปพักอาศัยอยู่ในพื้นที่ จว.ชลบุรี จึงได้ร่วมกับเจ้าหน้าที่สืบสวน สน.คลองตัน ไปสืบสวนหาตัวผู้ต้องหาทั้ง 3 ราย จนกระทั่งทราบว่า MR.ABDULLAHI พักอาศัยที่โรงแรมในย่าน ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี และ MR.MOHAMED กับ MR. SAEED พักอาศัยที่ POOLVILLA ในย่านถนนเทพประสิทธิ์ 5 ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จว.ชลบุรี จึงเข้าทำการจับกุมดังกล่าว

นอกจากนี้ กก.สส.ปป.บก.ตม.2 ยังได้ตรวจพบว่า MISS SUMYA ผู้ต้องหาตามหมายจับจะเดินทางออกจากประเทศไทยไปยังกรุงนิวเดลี ประเทศอินเดีย จากการตรวจค้นกระเป๋าเดินทางพบช่อดอกกัญชาบรรจุในถุงสุญญากาศ ขนาด 500 กรัม จำนวน 50 ห่อ น้ำหนักรวมสิ่งห่อหุ้มประมาณ 25 กิโลกรัม จึงได้ร่วมกับเจ้าหน้าที่ศุลกากร และ ป.ป.ส. ประจำท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จับกุมในความผิดฐาน พยายามส่งออกไปนอกราชอาณาจักรซึ่งสมุนไพรควบคุม (ช่อดอกกัญชา) โดยไม่ได้รับอนุญาต และพยายามส่งออกไปนอกราชอาณาจักรซึ่งของที่ยังไม่ได้ผ่านพิธีการศุลกากร ตามกฎหมายศุลกากร มาตรา 242 มาตรา 166 มาตรา 167 และมาตรา 252 แห่ง พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2560 นำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ดำเนินคดีตามกฎหมาย และพนักงานสอบสวน สน.คลองตัน จะได้ดำเนินการตามหมายจับต่อไป

บึงกาฬ -แถลงข่าวตรวจยึดจับกุมผู้ต้องหา1ราย พร้อมของกลางยาไอซ์ จำนวน 5 กระสอบ น้ำหนัก 200 กก. และรถยนต์กระบะ 1 คัน

สืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2567 เวลา 02.30 กองกำลังสุรศักดิ์มนตรี โดย กองร้อยเฉพาะกิจทหารพรานที่ 2108 หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 21 กองบังคับการควบคุมที่ 2 ( ร.13) กองกำลังสุรศักดิ์มนตรี ได้ตรวจพบรถยนต์กระบะต้องสงสัยขับมุ่งหน้าไป อ.บึงโขงหลง จังหวัดบึงกาฬ เจ้าหน้าที่จึงได้ติดตาม และแสดงตัวเพื่อขอทำการตรวจสอบ รถยนต์คันดังกล่าวได้พยายามเร่งเครื่องหลบหนี จนท.จึงไล่ติดตาม สกัดจับไว้ได้ที่บริเวณ บ.ดงชมภู ต.โพธิ์หมากแข้ง อำเภอบึงโขงหลง จังหวัดบึงกาฬ ตรวจสอบพบ ผู้ต้องหา 1 ราย นายธนวัฒน์ นามสมมุติ ทราบชื่อภายหลัง เจ้าหน้าที่ตรวจสอบภายใน กระบะหลังรถพบยาไอซ์ จำนวน 5 กระสอบ บรรจุในถุงกระสอบพลาสติกสีดำ พันด้วยเทปกาวใส น้ำหนักประมาณ 200 ก้อน/กก. จึงนำผู้ต้องหา พร้อมของกลางและรถยนต์กระบะ Toyota สีขาว คันหมายเลขทะเบียน 2 ฒง 3107 กรุงเทพฯ ส่งพนักงานสอบสวน สภ.บึงโขงหลง เพื่อดำเนินสืบสวนขยายผลหาผู้ร่วมเข้าอุดมการณ์ มาดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน092-5259777

บึงกาฬ ยาบ้าไปยาไอซ์มา 5 กระสอบ 220 กก.ค่ากว่า 55 ล้านบาท

ปราบยังไงก็ยังเอาไม่อยู่หลังจากยาบ้าทะลักเข้ามาซาไปพักหนึ่ง เลขาธิการปปส. ลงมาเล่นเองขอเสนองบรัฐบาลไป 60 ล้านบาทเพื่อให้กองทัพภาคที่ 2 เป็นหัวหอกสกัดกั้นยาเสพติดทุกชนิดโดยที่ผ่านมาต้นปียาบ้าทะลักเข้ามา กว่า 6 ล้านเม็ด ทหารพรานร่วมหน่วยความมั่นคงเข้าสกัดจับได้ ก่อนที่จะข้ามน้ำโขงเข้าไทย คราวนี้เป็นไอซ์ที่ทะลักข้ามน้ำโขงเข้ามา5 กระสอบกว่า 220 กิโลกรัมคาดว่าจะเป็นทางผ่านเข้าสู่ตอนในของประเทศ

เมื่อเวลา 14.00 น.วันที่ 15 ก.ค ที่กองร้อยทหารพราน 2108 อำเภอบุ่งคล้าจังหวัดบึงกาฬ พล.ต.ท.ภานุรัตน์ หลักบุญ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด,พล.ต.พรชัย มาหลิน รอง มทภ.2,พล.ต.นรธิป โพยนอก ผบ.กกล.สุรศักดิ์มนตรี ,นายนคร ศิริปริญญานันท์ รอง ผวจ.บึงกาฬ,พ.อ.ชูชาติ นนทบุตร ผบ.บก.ควบคุมที่ 2 (ร.13)กกล.สุรศักดิ์มนตรี,พ.อ.อินทราวุธ ทองคำ ผบ.ฉก.ทพ.21 พ.ต.อ.ชัยยุทธ ธรรมสุนา รอง ผบก.ภ.จว.บึงกาฬ นายภิญโญ โฆสิต ผู้อำนวยการ สำนักงาน ปปส.ภาค 4.น.ท.ธนชัย รอดทัศนา หน.สน.เรือบึงกาฬ และปลัดฝ่ายป้องกันร่วมกันแถลงข่าวจับกุมนายธนวัฒน์ แสงจันทร์ อายุ 19 ปีชาว กรุงเทพมหานคร ขณะขับรถกระบะยี่ห้อโตโยต้าสีขาว ทะเบียน ฒง 3107 กทม.ที่ต่อเป็นโคลงเหล็กด้านข้างทั้ง 2 ด้านคล้ายรถบรรทุกสินค้า ถูกเจ้าหน้าที่ทหารพรานและฝ่ายความมั่นคงสะกดรอยติดตามจับกุมได้ที่ถนนสาย 2026 ดงบัง-บึงโขงหลง ตรวจค้นภายในกระบะหลังรถที่มีภายใบคลุมกันฝน พบกระสอบที่มีถุงพลาสติกห่อหุ้มจำนวน 5 กระสอบ ด้านในพบเป็นไอซ์บรรจุในถุงพลาสติกคล้ายถุงกาแฟ จำนวน 220 กิโลกรัม จึงถูกควบคุมตัวพร้อมของกลางไปตรวจนับอย่างละเอียดที่กองร้อยทหารพราน 2108 

ทั้งนี้เมื่อกลางดึกคืนผ่านมาพ.อ.อินทราวุธ ทองคำ ผบ.ฉก.ทพ.21 ได้สั่งการให้ ร.ท.โกวิทย์ วงษ์แสง ผบ.ร้อยหน่วยเฉพาะกิจทหารพรานที่ 2018 ได้ประสานหน่วยความมั่นคงในพื้นที่ประกอบไปด้วย บก.ควบคุมที่ 2 (ร.13) ตำรวจสืบสวน บก. สส.ภ.จว.บึงกาฬ ตชด.244 ตม.บึงกาฬ ตร.น้ำบึงกาฬ ด่านศุลกากรบึงกาฬ ดักซุ่มตามเส้นทางที่คาดว่ากลุ่มผู้ค้ายาเสพติดจะขนยาผ่าน โดยเริ่มต้นจากริมน้ำโขงจุดทีมีการขออนุญาคดูดทรายบ้านดอนใหญ่ ต.โคกกว้าง อ.บุ่งคล้า จนท.สักเกตุเห็นรถเก๋งต้องสงสัยวิ่งน้ำหน้ารถกระบะบรรทุก จึงสะกดรอยติดตาม ถนนสาย 212 บุ่งคล้า-บ้านแพง ถึงไฟแดงสี่แยกบ้านดงบังเลี้ยวข้าวเข้าถนน 2026 ดงบัง-บึงโขงหลง ถึงบ้านดงชมภู หมู่ 7 ต.โพธิ์หมากแข้ง จึงตัดสินใจขับแซงขึ้นหน้าส่งสัญญาณให้คนขับรถกระบะหยุดรถเพื่อตรวจค้น จึงพบของกลางไอซ์จำนวน 220 กิโลกรัม มูลค่าประมาณ 55 ล้านบาท

สอบสวนนายธนวัฒน์ แสงจันทร์ รับว่ารับจ้างจากเจ๊แต๋ว ชาวลาวเป็นเงิน 1.5 แสนบาท เพื่อบรรทุกไปส่งในกรุงเทพฯ รับมาแล้ว 2 หมื่นบาท โดยตนจะได้ส่วนแบ่ง 8 หมื่นบาท ส่วนชุดนำทาง(ขับเก๋งสเกาท์หน้า)จะได้ 7 หมื่นบาทหลังจากทำงานสำเร็จ จึงถูกแจ้งข้อหาว่า "ร่วมกับพวกที่หลบหนีจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีนหรือยาไอซ์) โดยการมีไว้เพื่อจำหน่ายโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย อันเป็นการกระทำเพื่อการค้า เป็นการก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชนและทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือความปลอดภัยของประชาชนทั่วไป และผู้ต้องหาเป็นผู้ขับขี่(รถยนต์) เสพยาเสพติดให้โทษประเภท ๑ (เมทแอมเฟตามีน) โดยผิดกฎหมาย" ควบคุมตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.บึงโขงหลงดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า เมื่อเดือน 16 ก.พ.ทหารพรานชุดนี้ก็จับยาบ้าได้ 6 ล้านเม็ด และ31 มี.ค.จับยาบ้าได้ 1.58 แสนเม็ด นอกจากนี้ยังมีหน่วยอื่น เช่น ทหารเรือจับ 1.2 แสนเม็ด เมื่อ พ.ค.ผ่านมาต้นปีนี่เอง และส่วนที่จับไม่ได้ก็มีมากมาย จึงอยากฝากรัฐบาลได้ปราบปรามยาเสพติดอย่างจริงจัง ก่อนที่ลูกหลานชาวไทยจะเป็นบ้าหลอนจนฆาตกรรมพ่อแม่หรือเผาบ้านตัวเองไปมากกว่านี้

สำนักงานตำรวจแห่งชาติปิดศูนย์ป้องกันและปราบปรามการลักลอบเล่นการพนันทายผลฟุตบอลยูโร 2024 ภาพรวมตลอดการแข่งขันจับกุมผู้ต้องหาได้กว่า 4,000 ราย พบเงินหมุนเวียนในระบบเกือบ 2,500 ล้านบาท สั่งเดินหน้าปราบปรามการพนันทุกมิติอย่างต่อเนื่อง

วันนี้ (15 กรกฎาคม 2567) พล.ต.ท.อัคราเดช พิมลศรี ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า ในห้วงการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป ครั้งที่ 17 หรือฟุตบอลยูโร 2024 ซึ่งมีขึ้นระหว่างวันที่ 14 มิถุนายน ถึง 14 กรกฎาคม 2567 ที่ผ่านมา สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้เปิดศูนย์ป้องกันและปราบปรามการลักลอบเล่นการพนันทายผลฟุตบอลยูโร 2024 เพื่อปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการลักลอบเล่นการพนันทั้งออนไลน์และออนไซต์อย่างเข้มข้น ตลอดห้วงการแข่งขัน โดยมีผลการปราบปรามอย่างเป็นรูปธรรม จับกุมผู้ต้องหาได้จำนวนมาก โดยเฉพาะการพนันออนไลน์พบเงินหมุนเวียนในระบบเกือบ 2,500 ล้านบาท

ภาพรวมผลการจับกุมการลักลอบเล่นการพนันทายผลฟุตบอลยูโร 2024 ทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 14 มิถุนายน ถึง 14 กรกฎาคม 2567 แบ่งเป็น 
1. การจับกุมการพนันออนไซต์ สามารถจับกุมผู้ต้องหา 3,191 คน แบ่งเป็น เจ้ามือ 52 คน , ผู้เล่น 3,106 คน และคนเดินโพย 33 คน ยึดเงินสดของกลางได้ 153,544 บาท
2. การจับกุมการพนันออนไลน์ สามารถจับกุมได้ 238 เว็บไซต์ ผู้ต้องหารวม 887 คน แบ่งเป็นผู้จัดให้มีการเล่นการพนัน 151 คน , ผู้เล่น 736 คน พบเงินหมุนเวียนในระบบกว่า 2,485 ล้านบาท ตรวจยึดเงินสดและทรัพย์สินของกลางมูลค่ากว่า 472 ล้านบาท 

ทั้งนี้ เปรียบเทียบสถิติผลการจับกุมการลักลอบเล่นการพนันทายผลฟุตบอลยูโร ปี 2020 และปี 2024 พบว่ามีการจับกุมการพนันออนไซต์เพิ่มขึ้นจากปี 2020 ซึ่งจับกุมได้ 1,606 ราย เป็น 3,177 ราย คิดเป็นจับกุมเพิ่มขึ้น 1,571 ราย หรือ 97.82% สำหรับการจับกุมการพนันออนไลน์ สามารถจับกุมเพิ่มขึ้นจากปี 2020 ซึ่งจับกุมได้ 118 ราย เป็น 892 ราย คิดเป็นจับกุมเพิ่มขึ้น 774 ราย หรือ 655.93% ในส่วนของการตรวจยึดเงินสดของกลางเพิ่มขึ้นเช่นกัน โดยปี 2020 ตรวจยึดเงินสดของกลางได้ 92 ล้านบาท ขณะที่ในปี 2024 ตรวจยึดอายัดเงินสดและทรัพย์สินของกลางได้กว่า 472 ล้านบาท คิดเป็นตรวจยึดเพิ่มขึ้น 380 ล้านบาท หรือ 413.04% และปี 2024 ยังพบเงินหมุนเวียนในระบบเป็นจำนวนเงินถึง 2,485 ล้านบาทอีกด้วย

นอกจากนี้ พล.ต.ท.อัคราเดชฯ กล่าวว่า ขณะนี้การแข่งขันฟุตบอลยูโร 2024 ได้เสร็จสิ้นลงแล้ว สำนักงานตำรวจแห่งชาติจึงได้ปิดศูนย์ป้องกันและปราบปรามการลักลอบเล่นการพนันทายผลฟุตบอลยูโร 2024 แต่อย่างไรก็ตาม การปราบปรามการลักลอบเล่นการพนันทุกประเภททั้งออนไลน์และออนไซต์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติยังคงสั่งการให้ทุกหน่วยทั่วประเทศเดินหน้ากวาดล้างจับกุมอย่างเข้มข้นต่อเนื่องต่อไป พร้อมขอความร่วมมือพี่น้องประชาชน หากพบเบาะแสการลักลอบเล่นการพนัน สามารถแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทันทีทางสายด่วน 191 หรือ 1599 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

(สุรินทร์) พลโท อานนท์ เพชรคำ หัวหน้าคณะทำงานด้านกิจการพลเรือน กองทัพบก ตรวจสภาพความพร้อมกำลังพลและยุทโธปกรณ์การช่วยเหลือประชาชน ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยมณฑลทหารบกที่ 25

วันที่ 15 กรกฎาคม  2567 ที่ สโมสรค่ายวีรวัฒน์โยธิน อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ พลโท อานนท์ เพชรคำ หัวหน้าคณะทำงานด้านกิจการพลเรือน กองทัพบก ได้ตรวจเยี่ยมการดำเนินงานในด้านการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยมณฑลทหารบกที่ 25 โดยมี พันเอก จิตรกร  จันทร์สว่าง รองผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 25 และคณะนายทหารให้การต้อนรับ มี พันโทหญิง จิตรวรรณ สิงห์ทอง รองหน้ากองกิจการพลเรือน มณฑลทหารบกที่ 25 กล่าวรายงาน

โดย มณฑลทหารบกที่ 25 มีพื้นที่รับผิดชอบ 2 จังหวัดคือ จังหวัดสุรินทร์ และ จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งหน่วยได้ร่วมกับส่วนราชการ ทั้ง 2 จังหวัด บูรณาการกำลังเครือข่ายทุกภาคส่วน โดยสนับสนุนและขับเคลื่อนการมีส่วนร่วมในการปฏิบัติงาน ในการช่วยเหลือประชาชน ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ได้อย่างเต็มขีดความสามารถ เพื่อให้เกิดความเรียบร้อยในพื้นที่ รวมทั้งช่วยแก้ไขปัญหาให้ประชาชน ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นตามลำดับ ซึ่งที่ผ่านมาหน่วยได้นำนโยบาย ข้อสั่งการ ของผู้บังคับบัญชามายึดถือ และปฏิบัติอย่างเคร่งครัด พลโท อานนท์ เพชรคำ หัวหน้าคณะทำงานด้านกิจการพลเรือน กองทัพบก ได้ตรวจสอบความรู้ความสามารถของกำลังพล ว่ากำลังพลขาดแคลนและมีความรู้หรือไม่ ยุทโธปกรณ์ที่ได้รับมีขีดความสามารถหรือขาดแคลนเครื่องไม้เครื่องมืออะไรบ้าง การบริหารจัดการ มีการบูรณาการฝึกร่วมกันกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนอย่างไร ทั้งนี้ ผู้บัญชาการทหารบก ได้ฝากเน้นในเรื่องอุปกรณ์ ที่เซฟร่างกายของผู้ปฏิบัติงาน โดยท่านได้กำชับเพิ่มเติมในเรื่องของเสื้อชูชีพ เชือกและที่จุดไฟ เพื่อป้องกันผู้ปฏิบัติงานให้ปฏิบัติงานได้อย่างปอดภัย และพร้อมที่จะสนับสนุนอุปกรณ์ในการปฏิบัติงาน เพื่อให้เกิดความมั่นคงและยั่งยืนต่อไป

ปุรุศักดิ์  แสนกล้า ข่าว/ภาพ

‘นักเรียนไทย’ เจ๋ง!! คว้า 4 เหรียญรางวัล เวทีชีววิทยาโอลิมปิก ประเทศคาซัคสถาน

(15 ก.ค.67) ผู้ใช้เฟซบุ๊ก ‘Prasit Futrakul’ ได้โพสต์ข้อความระบุว่า…

นักเรียนไทยสร้างชื่ออีกแล้ว....!!!

นักเรียนไทยสร้างชื่อให้ประเทศไทยในวงวิชาการระดับโลกอีกครั้ง เมื่อสามารถคว้า 1 เหรียญทอง 2 เหรียญเงิน 1 เหรียญทองแดง เวทีชีววิทยาโอลิมปิกจากคาซัคสถาน ได้แก่…

- นายฆฤต โชติวรรณพร โรงเรียนราชวินิตบางแก้ว จังหวัดสมุทรปราการ เหรียญทอง
- นายศุภกร เล่งเวหาสถิตย์ โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ จังหวัดนครปฐม เหรียญเงิน
- นายศรัณย์ อยู่ร่วมใจ โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ จังหวัดนครปฐม เหรียญเงิน
- นายชญาณ์ชนญ์ เจียมเวชวิทยาภร โรงเรียนกำเนิดวิทย์ จังหวัดระยอง เหรียญทองแดง

‘รวมไทยสร้างชาติ’ คิกออฟโครงการ ‘เลือดรวมไทย’  ชวนคนไทยร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการแบ่งปัน 23 ก.ค.นี้

(15 ก.ค.67) พรรครวมไทยสร้างชาติ จัดโครงการ ‘เลือดรวมไทย’ ถวายในหลวง 72,000 ซีซี โดยขอเชิญผู้สนใจเข้าร่วมบริจาคโลหิตถวายเป็นพระราชกุศล เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 6 รอบ ณ โรงเรียนสามเสนนอก กรุงเทพมหานคร ในวันที่ 23 กรกฎาคม นี้

ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวมีเป้าหมายยอดรับบริจาคฯ โลหิตจำนวน 72,000 ซีซี เพื่อสำรองใช้ยามฉุกเฉิน โดยผู้บริจาคโลหิตจะได้เป็นส่วนหนึ่งของการแบ่งปัน อันเป็นแบบอย่างที่ดีของการให้โดยไม่หวังสิ่งตอบแทนอีกด้วย

สำหรับกิจกรรมในครั้งนี้ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย จะจัดหน่วยเคลื่อนที่มารับบริจาคโลหิต ในวันอังคารที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2567 ตั้งแต่เวลา 09.00 น. เป็นต้นไป ณ ห้องประชุมครองราชย์ 60 ปี โรงเรียนสามเสนนอก เขตดินแดงกรุงเทพมหานคร

ทางพรรคฯ ขอเชิญชวนผู้ที่จะมาร่วมบริจาคทุกท่าน ร่วมกันแต่งกายด้วยเสื้อเหลือง ตราสัญลักษณ์ฯ เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 6 รอบ

'กสทช.' เผย!! ผลยืนยันตัวตนซิมมือถือ พบมีผู้ที่ถือครองซิมสูงสุดหลักหมื่นเบอร์ ส่วนใหญ่เป็นผู้ค้ารายย่อยและผู้จำหน่ายปลายทางที่จะนำซิมไปขายต่อ

(15 ก.ค. 67) พล.ต.อ.ดร.ณัฐธร เพราะสุนทร กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) และประธานอนุกรรมการบูรณาการแนวทางในการบังคับใช้กฎหมายความผิดทางเทคโนโลยีโทรคมนาคมและความมั่นคงของรัฐ พร้อมผู้ที่เกี่ยวข้อง ประชุมติดตามความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ และอาชญากรรมทางเทคโนโลยีทุกรูปแบบ โดยมี 4 เรื่องหลัก 

ประเด็นแรก การดำเนินการตามประกาศ กสทช. เรื่อง การยืนยันตัวตนของผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ในกลุ่มผู้ถือครองซิมการ์ด 6-100 เลขหมาย ซึ่งครบกำหนดเมื่อวันที่ 13 ก.ค. 67 พบว่า มีผู้ที่ลงทะเบียนยืนยันตัวตนทั้งหมด

ข้อมูลล่าสุดสำหรับ ผู้ที่ถือครองซิม 6-100 เลขหมาย มีผู้มาลงทะเบียน 1,839,934 เลขหมาย โดยจะเริ่มทยอยระงับการใช้งานในกลุ่มนี้อีกจำนวน 2,141,317 เลขหมาย คือ ระงับการโทรออก / การส่งข้อความ และการใช้อินเทอร์เน็ต แต่ยังคงรับสายโทรเข้าได้อีกระยะหนึ่งก่อนถูกเพิกถอน คาดว่า 2-3 สัปดาห์หลังการระงับจะมีผู้ใช้บริการจำนวนมากมายืนยันเพิ่มเติม

ส่วนกลุ่มผู้ที่ถือครองซิมตั้งแต่ 101 หมายเลขขึ้นไป มีผู้มาลงทะเบียน 3,982,283 เลขหมาย โดยถูกระงับการใช้งานไป จำนวน 1,096,000 เลขหมาย ดังนั้น ซิมที่เปิดใช้โดยไม่มีการลงทะเบียน หรือ ลงทะเบียนด้วยข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง ไม่ครบถ้วน และคาดว่าอยู่ในความครอบครองของแก็งคอลเซ็นเตอร์ก็จะถูกกำจัดออกไป

“ผลการดำเนินการพบว่า มีผู้ที่ถือครองซิมสูงสุดอยู่ที่หลัก 10,000 เลขหมาย ส่วนใหญ่เป็นผู้ค้ารายย่อยและผู้จำหน่ายปลายทางซึ่งจะนำซิมไปจำหน่ายต่อ” พล.ต.อ.ดร.ณัฐธร กล่าว

ประเด็นที่สอง การตรวจสอบข้อมูลการลงทะเบียนซิมการ์ด Mobile Banking กับบัญชีธนาคารว่าเป็นของบุคคลคนเดียวกันหรือไม่ ขณะนี้ กสทช. ได้รับข้อมูลจากธนาคารทั้ง 21 แห่งผ่านทาง ปปง. แล้ว จำนวน 113,568,836 บัญชี คิดเป็น 79 ล้านเลขหมาย ซึ่งอยู่ระหว่างการตรวจสอบแยกเครือข่าย

ก่อนส่งให้ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่แต่ละราย ตรวจเปรียบเทียบ ว่าเจ้าของซิมการ์ดโทรศัพท์ที่ใช้ทำธุรกรรมออนไลน์ กับเจ้าของบัญชีธนาคารนั้น ๆ เป็นของบุคคลคนเดียวกันหรือไม่ จากนั้น กสทช. จะรวบรวมส่งกลับให้ธนาคารพาณิชย์แต่ละแห่งผ่านทางระบบของ ปปง. เพื่อดำเนินการต่อไป คาดว่าจะแล้วเสร็จได้ภายในกำหนด

ประเด็นที่สาม มาตรการกำจัด เสา สาย กระจายสัญญาณโทรคมนาคมเถื่อน กสทช. ร่วมกับ สตช. กวาดล้างจับกุมผู้ลักลอบติดตั้งเสาส่งสัญญาณเถื่อน ตามแนวชายแดน เอื้อกลุ่มแก๊งคอลเซ็นเตอร์ มาดำเนินคดีตามกฎหมาย 29 ราย และตรวจสอบสถานีฐานโทรศัพท์เคลื่อนที่และเสาสัญญาณของผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคม ตรวจสอบทิศทางการกระจายสัญญาณบริเวณชายแดน ออกมาตรการตรวจสอบเข้มข้น

โดยได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจาก ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ทั้ง 3 ราย ผลการดำเนินการในพื้นที่ 5 จังหวัด 7 อำเภอ ได้แก่ อ.แม่สอด จ.ตาก, อ.แม่สาย อ.เชียงของ อ.เชียงแสน จ.เชียงราย, อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว, อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี และ อ.เมือง จ.ระนอง มีสถานีวิทยุคมนาคมที่ให้บริการโทรคมนาคมเข้าข่ายและมีการดำเนินการแล้ว ดังนี้ ระงับสัญญาณ 465 จุด, ปรับทิศทางสายอากาศ 470 จุด และรื้อถอนสายอากาศ จำนวน 179 จุด นอกจากนี้ กสทช. ได้มีหนังสือแจ้งเพิ่มเติมพื้นที่บริเวณชายแดนที่มีความเสี่ยงใน อ.แม่ระมาด อ.พบพระ จ.ตาก อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ และ อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์

ประเด็นสุดท้าย แถลงผลตรวจค้นจับกุมอุปกรณ์โทรคมนาคมเถื่อนที่ไม่ได้อนุญาตจาก กสทช. จับกุมผู้ต้องหา และยึดของกลางได้เป็นจำนวนมากในพื้นที่เขตสวนหลวง และเขตวัฒนา เมื่อวันที่ 11 ก.ค. ที่ผ่านมา โดยตรวจยึดของกลางได้ 18 ประเภทรายการ มากกว่า 6,000 ชิ้น รวมมูลค่าของกลางมากกว่า 12 ล้านบาท เป็นความผิดตามกฎหมายว่าด้วยวิทยุคมนาคม ในข้อหา มี ใช้ นำเข้า และค้า 

ซึ่งเครื่องวิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานผู้ออกใบอนุญาต จึงได้จับกุมตัวผู้ต้องหา พร้อมด้วยตรวจยึดของกลางทั้งหมด นำส่งพนักงานสอบสวน สน.คลองตัน เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ทั้งนี้ มาตรการกำจัดซิมผีบัญชีม้า โค่นเสาสัญญาณเถื่อน และตรวจค้นจับกุมอุปกรณ์โทรคมนาคมผิดกฎหมายดังกล่าว เป็นการทำลายปัจจัยสำคัญ ในการก่ออาชญากรรมของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งจะช่วยแก้ไขปัญหาอาชญากรรมทางเทคโนโลยีได้อย่างเป็นรูปธรรม จะเห็นได้จากการไหลทะลักเข้ามาของอุปกรณ์สื่อสารผ่านดาวเทียม Starlink ไปยังประเทศเพื่อนบ้านอย่างต่อเนื่อง คาดว่าคนร้ายเริ่มปรับตัว

‘ปลาหมอคางดำ’ บุก!! ‘กทม.’ โผล่ระบาดแล้ว 3 เขต ล่าสุดพบชาวบ้านแห่จับ หลังลอยเกลื่อนบึงมักกะสัน

(15 ก.ค. 67) จากกรณีปัญหา ‘ปลาหมอคางดำ’ ซึ่งล่าสุดแพร่พันธุ์กระจายเข้ามาในพื้นที่ กทม.แล้ว 3 เขต โดย นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์แพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ เขตบางขุนเทียน โดยพบว่าแพร่ระบาดมาจากจังหวัดสมุทรสงคราม

สำหรับในพื้นที่กทม. ที่พบ ‘ปลาหมอคางดำ’ ในขณะนี้ คือ เขตบางขุนเทียน ทุ่งครุ และบางบอน ซึ่งมีการแพร่ระบาดเข้ามาของปลาหมอคางดำที่แพร่พันธุ์ได้เร็วมาก

ล่าสุดวันนี้ในโลกออนไลน์ได้มีการแชร์ภาพ ‘ปลาหมอคางดำ’ จำนวนมาก โดยมีการระบุว่าเป็นบริเวณบึงพระราม 9 ซึ่งเพจ อีซ้อขยี้ข่าว3 ได้นำภาพดังกล่าวมาเผยแพร่ พร้อมระบุข้อความว่า “ชาวบ้านแห่จับปลาหมอคางดำที่น็อกน้ำ แถวบึงมักกะสันฝั่งขาออกประชาสงเคราะห์”

ทัวร์ลง!! ‘ยูทูบเบอร์ดัง’ หลังแสดงออกผิดหวังที่เห็นลาซา (ทิเบต) เจริญ ฟากชาวเน็ตไทย-จีน รุมสอนประวัติศาสตร์ ‘ทำไมทิเบตควรพัฒนาก้าวหน้า’

จากกรณีช่องยูทูป ‘Pigkaploy’ ผู้ติดตามกว่า 1.43 ล้าน ได้โพสต์วิดีโอชื่อ “ทิเบต เที่ยวเองไม่ได้? นครลาซา เมืองหลวงหลังคาโลก I #soloไทยสู่หิมาลัย D18” พร้อมเขียนแคปชันวิดีโอว่า…

“24 ชั่วโมงแรก ในนครลาซา ศูนย์กลางของทิเบต หนึ่งในเมืองที่สูงที่สุดในโลก 3650 เมตร!...

“กับสถานที่ที่ต้องไปเมื่อมาถึง อย่างพระราชวังโปตาลา วังโบราณกลางหุบเขา ที่เป็นสัญลักษณ์สำคัญของเมือง ที่ทุกจุดแฝงไปด้วยเรื่องราวในอดีต รวมไปถึงวัดโจคัง วัดศักดิ์สิทธิ์และสำคัญที่สุดของชาวทิเบต ถนนบาคอร์ จัตุรัสคนเดินที่เต็มไปด้วยผู้คนเดินทางมาแสวงบุญ และมีตลาดขายสินค้าโบราณ ของแปลกที่ไม่คิดว่าจะเจออย่าง กะโหลกมนุษย์!!...

“ภาพจำของทิเบตในแบบฉบับของทุกคนเป็นยังไง พอได้ดูคลิปนี้แล้วจะเป็นเหมือนที่คิดไว้มั้ย
เดินทางไปสัมผัสพร้อม ๆ กับเรานะคะ”

หลังจากเผยแพร่วิดีโอไปได้ไม่นาน ก็เกิดกระแสตอบโต้อย่างรุนแรงจากทางโซเชียลจีน ที่แสดงออกถึงความไม่พอใจ โดยผู้ใช้เฟซบุ๊ก ‘Chorunchun Tou Kuntapinta’ ก็ได้โพสต์ข้อความถึงกรณีนี้ โดยระบุว่า…

“#คลิปทิเบตน้องพลอยในยูทูปเจอทัวร์จีนลงฉ่ำ
#แถมสอนประวัติศาสตร์จีนทิเบต ก้อนเบ้อเร่อ..

เพราะ ..เหตุเดียวในคลิป ที่ #พลอยพูดทำนองว่า "ผิดหวังที่เห็นลาซาเจริญและเปลี่ยนแปลงไม่เหมือนที่คิดไว้"

#กูว่าละ อินฟูไทยหัวใจฝรั่ง...ไปเขตอ่อนไหวของเขาทีไร แม่งทุกคนเลย!! ที่กำไม้บรรทัดของตัวเองจากตะวันตกไปด้วยเสมอ...บางทีก็สมควร…โดนแบบนั้นแหละ 55555

ดูคนไม่ดังเท่าไร #คนไทยไปทิเบตของแท้ดีกว่า...
แล้วจะรู้ว่า #ทำไมทิเบตจึงสมควรได้รับการพัฒนาให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป!!!

ผมอยู่เกิน 3 วันไม่ไหว? #หมู่บ้านทิเบตจีนที่โคตรชนบท
#ขอบคุณมากๆคับผม!!
📌  https://www.youtube.com/watch?v=vJofcqZbanU

พร้อมระบุในคอมเมนต์ต่ออีกว่า “คลิปพลอยเดินทางต้นๆ #คนจีนชมชอบมากนะ ก่อนเข้าลาซาอ่ะ คลิปน้อง ดังใน #โต่วอิน ตั้งแต่เข้าฉงชิ่งละ..คนจีนแห่กรูกันเข้ามาชมเยอะมากเลยนะ.. ในยูทูปเนี่ย...ให้กำลังใจเลย ต้อนรับอย่างดีเลย.. #พลาดไปนิสสสสส... Ep. นี้แหละ..”

ทั้งนี้ จากความเห็นชาวเน็ตไทย-จีน ได้คอมเมนต์เกี่ยวกับเรื่องนี้ ซึ่งมีอยู่หลากหลายมุมมองกับวิดีโอดังกล่าว ดังนี้…

>> น้องพลอย หากไปเมืองจีน และไปในบางพื้นที่ เช่น ทิเบต ซินเจียงอุยร์กู มาเก็า ฮ่องกง และใต้หวัน อันนี้ อย่าไปเอาเฉพาะข้อมูลที่ตะวันตกเขียนขึ้นมานำเสนอครับ คนจีนกว่าพันล้านคนเขาไม่น่าจะชอบแน่นอน เนื่องจากจีนเขาก็ถูกชาติตะวันตกมาล่าอาณานิคมรุกรานเขาเหมือนกันในอดีต เช่นในสงครามฝิ่น กับอังกฤษ เป็นต้น คนจีนเขาเป็นคนชาตินิยมสูง เพราะมีประวัติศาสตร์ประเพณีที่ยาวนานหลายพันปี เขาเลยแค้นมาจนถึงปัจจุบันกับชาติตะวันตก อันที่จริงชาติตะวันตกทำไม่ดีกับคนทั้งโลกไว้มาก เนื่องจากมีลักษณะการล่าอาณานิคมไปทั่วทั้งโลกเพื่อยึดครองและเอาทรัพยากร ชนิดทั่วทุกทวีปโดนมาหมด เหมือนในทวีปอเมริกา ทั้งเหนือทั้งใต้นี้ ชาวพื้นเมืองอินเดียแดง แทบสูญพันธุ์กันเลย ส่วนลักษณะการปกครองของตะวันตกต่ออาณานิคมที่ยึดมาได้และเขายังใช้มาจนถึงปัจจุบันคือ การแบ่งแยกเพื่อปกครองไม่ให้รวมกัน โดยทำให้แตกแยก เพื่อง่ายแก่การปกครอง 

อันนี้บางประเทศที่เคยโดนยึด และยังไม่ถูกตะวันตกกลืนไปทั้งหมด เขาจะแค้นเอามาก ๆ อันที่จริงประเทศที่ควรจะแค้นพวกตะวันตกแบบสุด ๆ เพราะทำให้ประเทศถูกแบ่งแยกและถูกยึดพื้นที่ไปกว่าครึ่ง ก็คือสยาม หรือไทยนี่แหละ ที่ถูกตะวันตกแบ่งแยกดินแดนไปกว่าครึ่ง เช่นเสียลาว เขมรให้
ฝรั่งเศส เสียไทยบุรี กลันตัน ตังกานู และตะนาวศรีให้อังกฤษ เป็นต้น 

อันนี้เมื่อศึกษาประวัติศาสต์ให้ดี ๆ แล้ว ก็จะไม่แปลกใจว่า ทำไมคนจีนเขาก็คงไม่ค่อยชอบพวกชาติตะวันตก ฉะนั้นคนเอเชียที่ทำได้ คือควรเรียนรู้เรื่องเทคโนโลยีจากตะวันตกให้ทันเพื่อไม่ให้เสียเปรียบอีก

ส่วนอย่างอื่นของตะวันตกอันไหนดีก็ควรเอามา แต่อย่าไปทำตามทุกเรื่องโดยทิ้งอัตลักษณ์ของตนเองไป เช่น ในทิเบต ที่ทุกอย่างมันก็ยังมีเหมือนเดิมนั่นล่ะ แค่มันเจริญขึ้นเพราะจำเป็นต้องมีสิ่งใหม่ ๆ เข้ามาเท่านั้นเอง

>>สรรพสิ่งใด ๆ ล้วนเปลี่ยนแปลงไม่หยุดนิ่ง อะไรที่หยุดนิ่งก็คือตายไปแล้ว ทำไมต้องคิดว่าทิเบตจะต้องอยู่แบบเดิม ๆ เขาเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งใหม่ ๆ ขนาดเมืองไทยก็ยัง เปลี่ยนไปมาก หลายสิ่งก็ไม่เหมือนเดิม

>>ที่จริงแล้วทิเบตไม่ใช่ว่า เพิ่งจะมาพัฒนา หรือ เปลี่ยนแปลงในเร็ว ๆ นี้นะ ผมไปมาเมื่อเกือบ 10 ปีที่แล้วก็เจริญ และพัฒนาแบบนี้แล้ว ในเมืองหลวง ลาซา มีห้าง มีสิ่งอำนวยความสะดวกแทบทุกอย่าง ระบบการคมนาคม รถเมล์ใหม่และสะอาดกว่าเมืองไทยอีก (ย้ำว่าเมื่อ เกือบ 10 ปีที่แล้ว) ระบบการสื่อสาร internet wif ก็ถือว่าดี ในห้างและในโรงแรมที่อยู่ ห้องน้ำก็สะอาด ส่วนห้องน้ำนอกเมืองก็ตามสภาพ ผมดูมาหลายช่องแล้ว youtuber อีกช่องมาทิเบต ไปเที่ยว เมืองหลวงลาซา แล้วทำหน้าตาท้อแท้ แบบผิดหวัง แสดงอารมณ์ดราม่าคืองงว่า คุณกำลังคาดหวังอะไร ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมเปลี่ยนแปลงไปเป็นธรรมดาของโลก ขนาดเมืองสิบสองปันนายังพัฒนาเลย อยากให้เที่ยวด้วยทัศนคติที่มีความสุขมากกว่า เที่ยวอย่างมีความสุขดีกว่า อย่างน้อยก็คือการได้ไปสัมผัสบ้านเมืองเค้าซึ่งก็ถือว่าแปลกตา กลายเป็นว่าคลิปนี้ดูสีหน้า อารมณ์ อึน ๆ แปลก ๆ ไป ไม่สดในเหมือนทุกคลิป ที่ผ่านมา ดูดราม่าไป

>>ถ้าทิเบตไม่พัฒนาก้าวหน้าก็อาจจะมีคาถาที่ชั่วร้ายกว่าเมืองไทยหลายร้อยเท่า ฉันมีเพื่อนชาวทิเบตและพวกเขาก็กินดีอยู่ดี ขณะเดียวกันพุทธศาสนาในทิเบตก็ยังรักษาสิ่งดี ๆ ไว้ ในชีวิตปัจจุบันผู้คนมีความเจริญรุ่งเรื่องและสังคมมีความสามัคคี

>>หากคุณสนใจทิเบตจริง ๆ อย่าเพิ่งพูดถึงเรื่องนี้ คุณสามารถบริจาคเงินหรือทำงานเป็นครูในทิเบตได้สักสองสามปี

>>ไม่เคยได้อ่านเรื่องของทิเบตจริงจังมาก่อน พอได้มาอ่านคอมเมนต์ของชาวจีนเลยพยายามหาข้อมูล แต่พบว่ามีข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องราวชีวิตของชาวทิเบตน้อยมากในภาษาไทย ส่วนที่เป็นภาษาอังกฤษก็มักจะเป็นข่าวการเมืองมากกว่า ทำให้ได้เรียนรู้ว่าการที่เราไปท่องเที่ยว เห็นสิ่งต่าง ๆ สวยงาม ก็เป็นเพียงมุมหนึ่ง แต่ในมุมของคนที่ใช้ชีวิตอยู่ที่นั่น เค้ามีเรื่องราว มีอารมณ์ความรู้สึกทั้งด้านดีและไม่ดี ผ่านกาลเวลามายาวนาน การที่เราจะชื่นชมหรือวิพากษ์วิจารณ์ควรทำด้วยความใส่ใจ ระมัดระวัง เสมือนเราไปหาเพื่อนที่บ้าน นอกจากต้องอยู่ในขอบเขตที่เหมาะสมแล้ว ก็ต้องระวังไปรุกล้ำพื้นที่ส่วนตัวทางจิตใจของเขาด้วย

>>พัฒนาไปแบบไหนถึงจะดี? ถ้าสงสัยก็ต้องถามชาวบ้าน พื้นถิ่นจริง ๆ สักหลาย ๆ คนหลาย generation ดูครับ ว่าเค้าคิดอย่างไร อยากไปแนวไหน อนุรักษ์มาก ๆ หรือก้าวหน้ามาก ๆ หรือรักษาสมดุล และที่เป็นอยู่มันสมดุลมั้ย? บางครั้งความคิดเราความอยากของเราที่อยากให้มันเป็นแบบที่เราจินตนาการไว้เพื่อตอบสนองความ romantic หรือความ advenger ในใจเราก็ดูจะเป็นการเอาเปรียบ
และกดขี่ผู้คนท้องถิ่นที่อยากจะมีชีวิตที่ดีขึ้น พัฒนามากขึ้น ปลอดภัยขึ้น อย่างที่เราและมนุษย์เกือบทุกคนอยากได้และต้องการก็ได้นะครับ

>>คนจีนเข้ามาเมนต์เยอะมาก อ่าน ๆ ดูจับใจความได้ว่า เขาค่อนข้างผิดหวังที่น้องพลอยหรือคนไทยมองว่าทิเบตถูกจีนเปลี่ยนให้เจริญนั้นไม่ดี อยากให้ทิเบตเป็นแบบเดิม ๆ แต่เขาบอกว่าก่อนจีนเข้ามาพัฒนา ทิเบตในสมัยก่อนที่ลามะปกครองนั้นคือสังคมทาสเต็มรูปแบบที่โหดร้าย มีการบูชายัญการปฏิบัติทางศาสนาที่งมงายมาก ๆ ของพุทธศาสนานิกายนี้ของทิเบตนี้ เขาผิดหวังที่คนไทยมาแล้วโหยหาภาพเก่า ๆ ที่เราไม่ได้รู้จักจริง รู้ผิด ๆ จากสื่อตะวันตกมา

>>แนะนำให้แอดมินช่องตัดส่วนความคิดเห็นของน้องพลอยออกไป หรือแม้แต่ข้อมูลทางประวัติศาสตร์ด้วยครับ เพราะต่อให้ข้อมูลมีความเป็นสากลแค่ไหน ถูกหรือผิดอย่างไรก็จะมีปัญหากับคนที่ชอบหรือไม่ชอบอยู่ดี เสี่ยงต่อการถูกกดรายงานด้วยครับ ด้วยความห่วงใยจริง ๆ

>>สิ่งที่พลอยกับเบนซ์ต่างกันคือ เบนซ์เที่ยวคือเที่ยวไปแบบเทน้ำออกจากแก้วเลยไม่พยายามยัดความรู้ให้คนดู สังเกตหลายคลิปแล้ว แต่กับพลอยไม่ใช่ ชอบพลอยเที่ยวแบบเดิม ๆ พยายามถ่ายสถานที่สวย ๆ เยอะ ๆ ความรู้ให้คนดูไปหาเอาเองดีกว่า 

>>ถึงชาวจีนทุกคน เจ้าของช่องไม่ได้มีเจตนาที่จะดูหมิ่นประเทศของคุณ มันเป็นเพียงคลิปการผจญภัยของเขาโปรดเข้าใจด้วยค่ะ

>>หน้าปกของวิดีโอเกี่ยวกับการเดินทางในจีนมี ธงชาติจีน แต่หน้าปกของวิดีโอเกี่ยวกับทิเบตไม่มี
ธงชาติจีน นี่เป็นการกระทำโดยตั้งใจและแสดงให้เห็นว่าเธอไม่รู้ว่าทิเบตเป็นของจีน (คอมเมนต์ชาวต่างชาติ)

>>คุณคิดว่าคนจีนแยกไม่ออกระหว่างความผิดโดยไม่ตั้งใจกับการบิดเบือนโดยเจตนาหรือไม่ (คอมเมนต์ชาวต่างชาติ)

>>ฉันยังสามารถพูดได้ว่าเชียงใหม่ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของประเทศไทย และภูเก็ตก็ไม่ใช่เช่นกัน (คอมเมนต์ชาวต่างชาติ)

>>นี่ไม่ใช่ความผิดโดยไม่ได้ตั้งใจ แต่เป็นการจงใจใส่ร้าย เธอไม่ให้เข้าเมือง คนจีนเป็นมิตรกับเธอ
มาก แต่เธอก็เหมือนงูพิษที่ชาวนาช่วยชีวิตไว้! (คอมเมนต์ชาวต่างชาติ)

>> ฉันเป็นคนจีนและเชื่อว่าพลอยไม่มีเจตนาร้าย แต่ข้อมูลที่ทีมผลิตวิดีโอรวบรวมไว้นั้นไม่ถูกต้อง ฉันยังกังวลเกี่ยวกับความคิดเห็นของจีน พวกเขาหมกมุ่นอยู่กับอารมณ์เชิงลบที่สร้างโดย CCP มาเป็นเวลานานและเชื่อว่าทั้งโลกกำลังมุ่งเป้าไปที่จีน ดังนั้นพวกเขาจึงแสดงความต่ำต้อยและความเย่อหยิ่ง แต่พวกเขาลืมไปว่าการมองโลกในแง่ดีเป็นวิถีแห่งการเป็นที่นิยม ประชาชนควรเป็นเช่นนี้ และควรเป็นเช่นเดียวกับประเทศหนึ่ง (คอมเมนต์ชาวต่างชาติ)

‘แอร์พอร์ตเรลลิงก์’ ไฟเขียว!! ผู้โดยสารพา 'สุนัข-แมว-นก-ปลาฯ' ขึ้นขบวนได้ แต่มีเงื่อนไข น้องๆ ต้องไม่ออกมารบกวนผู้อื่น เจ้าของดูแลใกล้ชิด

(15 ก.ค. 67) รายงานข่าวระบุว่า บริษัท เอเชีย เอรา วัน จำกัด ผู้ให้บริการรถไฟฟ้าเอรา วัน ซิตี้ไลน์ หรือแอร์พอร์ตเรลลิงก์ พญาไท-สนามบินสุวรรณภูมิ ประชาสัมพันธ์ว่า ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ได้เปิดบริการ Pet Travel Service ให้ผู้โดยสารสามารถนำสุนัข แมว นก และปลาเลี้ยงสวยงาม เดินทางไปกับขบวนรถได้ ตามวันและเวลาที่กำหนด ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ผู้โดยสารที่เดินทางพร้อมสัตว์เลี้ยงจะต้องโดยสารในตู้รถไฟสำหรับผู้โดยสารที่เดินทางกับสัตว์เลี้ยงเท่านั้น

โดยในวันจันทร์ถึงวันศุกร์ ผู้โดยสารที่เดินทางพร้อมสัตว์เลี้ยงสามารถเดินทางได้ในช่วงเวลา 10.00 ถึง 15.00 น. และ 20.00 ถึง 24.00 น.เท่านั้น ส่วนวันเสาร์และวันอาทิตย์ สามารถเดินทางได้ตลอดเวลาทำการ ตั้งแต่เวลา 05.30 ถึง 24.00 น. แต่หากมีกิจกรรมพิเศษ อาจมีการเปลี่ยนแปลงเวลาทำการสำหรับผู้โดยสารที่เดินทางพร้อมสัตว์เลี้ยง ซึ่งจะทำการแจ้งให้ผู้โดยสารทราบล่วงหน้าต่อไป

ชนิดของสัตว์เลี้ยงที่อนุญาตให้นำเข้าระบบรถไฟฟ้า ได้แก่ สุนัข แมว ปลาเลี้ยงสวยงาม และนกเท่านั้น โดยผู้โดยสาร 1 รายสามารถเดินทางกับสัตว์เลี้ยงได้ 1 ตัว หรือถุงใส่ปลาเลี้ยงสวยงาม 1 ถุง หรือกรงสำหรับใส่นก 1 กรง (อย่างใดอย่างหนึ่ง) เท่านั้น

โดยระหว่างอยู่ในระบบโดยสาร สัตว์เลี้ยงประเภทสุนัขและแมวจะต้องอยู่ในกรง หรือเป้สะพายที่ปิดมิดชิด และไม่สามารถนำออกมาภายนอกได้ โดยน้ำหนักของสัตว์เลี้ยงไม่ควรมีน้ำหนักเกิน 10 กิโลกรัม ภายในกรงหรือเป้ขนาดไม่เกิน กว้าง 35 x ยาว 56 x สูง 36 เซนติเมตร

และระหว่างการเดินทาง ผู้โดยสารจะต้องถือหรืออุ้ม กรง หรือเป้สะพายที่ปิดมิดชิดของสุนัข แมว หรือถุงใส่ปลา หรือกรงใส่นกตลอดการเดินทาง และห้ามวางกรงหรือถุงดังกล่าว บนที่นั่งสำหรับผู้โดยสารโดยเด็ดขาด เพื่อป้องกันไม่ให้กีดขวางทางของผู้โดยสารท่านอื่น

รายละเอียดเพิ่มเติมสามารถสอบถามได้ที่ Era One Call Center โทร. 0-2091-1595 ตั้งแต่เวลา 06.00 ถึง 20.00 น. ของทุกวัน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top