Thursday, 16 July 2026
NEWS

‘เอกนัฏ’ ลงนามประกาศ!! ห้ามตั้ง ขยายโรงงานที่ใช้สารปรอท มีผลใช้บังคับ!! ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2568 เป็นต้นไป

(10 ส.ค. 68) นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ได้ลงนามในประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง ห้ามตั้งหรือขยายโรงงานที่ใช้ปรอทหรือสารประกอบปรอทในกระบวนการผลิตและห้ามใช้ปรอทหรือสารประกอบปรอทในกระบวนการผลิต พ.ศ. 2568 ตามที่คณะรัฐมนตรี ได้อนุมัติในหลักการร่างประกาศฯ เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2567 มีเป้าหมายเพื่อควบคุมและเลิกการใช้และการปลดปล่อยปรอทจากแหล่งกำเนิดตามพันธกรณีของอนุสัญญามินามาตะฯ ที่มุ่งเน้นการควบคุม ลด และเลิก สำหรับการผลิต การนำเข้าและส่งออก การใช้ การปลดปล่อย การปล่อยปรอทและสารปรอท จากแหล่งกำเนิดที่เป็นประเด็นปัญหาสำคัญ รวมถึงแหล่งอุปทานปรอทและการค้าปรอท ผลิตภัณฑ์เพิ่มเติมปรอท กระบวนการผลิตที่มีการใช้ปรอท การทำเหมืองแร่ทองคำพื้นบ้านขนาดเล็ก การจัดการของเสีย และพื้นที่ปนเปื้อนปรอท ซึ่งจะเห็นได้ว่าครอบคลุมในทุกภาคส่วน ทั้งนี้ เพื่อปกป้องสุขภาพของมนุษย์และสิ่งแวดล้อมจากการปลดปล่อยสู่อากาศและปล่อยสู่ดินหรือน้ำของปรอทและสารประกอบปรอทจากกิจกรรมต่าง ๆ เหล่านั้น โดยประเทศไทยเข้าร่วมเป็นภาคีสมาชิก เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2560 และอนุสัญญาฯ มีผลบังคับใช้กับประเทศไทย ตั้งแต่วันที่ 20 กันยายน 2560 เป็นต้นมา

"กระทรวงอุตสาหกรรมพยายามในทุกช่องทางเพื่อปกป้องประชาชนจากการประกอบการที่อาจส่งผลกระทบต่อชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชนและชุมชน การลงนามฯในครั้งนี้ นับเป็นการป้องกันจากอันตรายที่เกิดจากสารปรอทในภาคอุตสาหกรรมได้ชัดเจน เช่นเดียวกับที่ผมได้ลงนามเรื่องห้ามตั้งหรือขยายโรงงานผลิตเหล็กเส้นเสริมคอนกรีตฯ เป็นระยะเวลา 5 ปี มีผลบังคับใช้ไปจนถึงวันที่ 9 มกราคม 2573 ตามมติ ครม. ไปก่อนหน้านี้ เพื่อปกป้องประชาชนจากผู้ประกอบการที่ไม่ประสงค์ดีเช่นกัน" นายเอกนัฏกล่าว

นายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า ประกาศกระทรวงฉบับนี้ มีขอบเขตในการควบคุมโรงงานใน 5 กระบวนการผลิต ได้แก่ การผลิตคลอร์-แอลคาไล การผลิตอะซีตัลดีไฮด์ที่ใช้ปรอทและสารประกอบปรอทเป็นตัวเร่งปฏิกิริยา การผลิตสารไวนิลคลอไรด์โมโนเมอร์ การผลิตโซเดียมหรือโพแทสเซียม เมทิลเลต หรือเอทิลเลต และการผลิตโพลียูรีเทน ที่ใช้ปรอทเป็นตัวเร่งปฏิกิริยา ในทุกท้องที่ทั่วราชอาณาจักร โดยห้ามตั้งหรือขยายโรงงานที่ใช้ปรอทหรือสารประกอบปรอทในกระบวนการผลิต และห้ามใช้ปรอทหรือสารประกอบปรอทในกระบวนการผลิตในโรงงาน ซึ่งประกาศดังกล่าวจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการควบคุมการปลอดปล่อยปรอทจากกระบวนการผลิต ช่วยลดมลพิษในสิ่งแวดล้อม และก่อให้เกิดความปอดภัยต่อสุขภาพอนามัยของประชาชน นอกจากนี้ ยังเป็นประโยชน์ต่อบทบาทของประเทศไทยในการปฏิบัติตามพันธกรณีประหว่างประเทศ ซึ่งจะก่อให้เกิดประโยชน์ในหลากหลายด้าน ทั้งด้านการเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศไทยในเวทีสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศ การสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศ การผลักดันการพัฒนากฎหมาย และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการเปิดช่องทางเพื่อขยายโอกาสทางการค้าโดยใช้เป็นเครื่องมือช่วยในการเจรจาทางการค้าได้อย่างเป็นดี ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทยให้มีความลงตัวกับกติกาสากล ตลอดจนเกิดการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนไทยในที่สุด

นายพรยศ กลั่นกรอง อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) กล่าวว่า กรอ. ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแลทางด้านกฎหมาย โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับ พ.ร.บ. วัตถุอันตราย พ.ศ. ๒๕๓๕ และ พ.ร.บ. โรงงาน พ.ศ. 2535 ซึ่งหนึ่งในประเด็นการดำเนินงานให้เป็นไปตามพันธกรณีของอนุสัญญามินามตะฯ คือ การควบคุมกระบวนการผลิตที่มีการใช้ปรอทหรือสารประกอบปรอท ตามพันธกรณีข้อ 5 ของอนุสัญญามินามาตะฯ ซึ่งจากการทำงานร่วมกันระหว่าง กรอ. และภาคเอกชนอย่างต่อเนื่อง ทำให้ภาคอุตสาหกรรมไทยมีความพร้อมในการปฏิบัติตามข้อกำหนดของอนุสัญญามินามาตะฯ ในการเลิกใช้ปรอทและสารประกอบปรอทในกระบวนการผลิตดังกล่าว กรอ. ออกประกาศกระทรวงดังกล่าว เพื่อป้องกันไม่ให้มีการนำปรอทและสารประกอบปรอทมาใช้ในโรงงานหรือสถานประกอบการใหม่ ที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตต่อไป

“ประกาศกระทรวงฉบับนี้ จะส่งผลทางบวกต่อภาคอุตสาหกรรม สังคม และสิ่งแวดล้อม เนื่องจากเป็นการยืนยันว่ากระบวนการผลิตทางอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง ไม่มีการใช้ปรอทและสารประกอบปรอท ที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพอนามัย การป้องกันมิให้มีการนำปรอทและสารประกอบปรอทมาใช้ในกระบวนการผลิตของโรงงานใหม่ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต จะช่วยให้สถานประกอบการหรือโรงงานดำเนินธุรกิจอุตสาหกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีความลงตัวกับกติกาสากล และสามารถอยู่ร่วมกับชุมชนได้อย่างยั่งยืน” นายพรยศ กล่าวทิ้งท้าย

‘ฮุน เซน’ โพสต์โซเชียล!! ‘ดื่ม STARBUCKS – โชว์วงสวิง’ เผย!! สามารถเข้าร่วมปฏิบัติงานได้ หากมีเหตุฉุกเฉิน

(10 ส.ค. 68) สมเด็จฯ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา โพสต์ภาพตัวเองนับสิบภาพ ในอิริยาบถดื่มกาแฟ-ตีกอล์ฟ พร้อมข้อความ

ดื่ม STARBUCKS 0% แทน 100%, 70%, 50%, 30% ตามคำแนะนำของแพทย์ ตั้งแต่มีสถานการณ์ที่ชายแดน ก็เริ่มรู้จักกาแฟแบรนด์ดัง และเริ่มดื่มวันละ 2 แก้ว ตอนเช้า 1 แก้ว ตอนเย็น 1 แก้ว โดยไม่ใส่น้ำตาลเลย (0%)

เช้านี้มีโอกาสไปตีลูกกอล์ฟกับคู่แข่ง ซึ่งมีทั้งคนที่ไม่มีฟันและคนที่เล่นไม่เก่ง นั่งนานหลายชั่วโมงทำให้เอวตึงเล็กน้อย แต่การตีลูกกอล์ฟยังดีอยู่ ทั้งไดร์เวอร์ วูด และเหล็ก

แม้จะอยู่ในสนามกอล์ฟ แต่ผมก็ยังสามารถเข้าร่วมปฏิบัติงานได้หากมีเหตุฉุกเฉิน โดยเฉพาะจากกองทัพที่ชายแดน
ขอให้มีความสุขในวันสุดสัปดาห์ พร้อมกับความระมัดระวังสูงสุด

‘นิพนธ์’ เตือน!! แก้ปัญหา ‘เขากระโดง’ อ่านข้อมูลให้ละเอียด ก่อนพูด ระบุ!! สมัยนั่ง รมช.มหาดไทย เคยสั่งอธิบดีกรมที่ดิน ให้ทำตามกฎหมาย

(10 ส.ค. 68) นายนิพนธ์ บุญญามณี อดีตรมช.มหาดไทย ซึ่งเคยกำกับกรมที่ดิน ให้ความเห็นว่า กรณีปัญหาที่ดินเขากระโดง จ.บุรีรัมย์ ผู้ที่เกี่ยวข้องไม่ว่าเจ้าหน้าที่ หรือผู้บริหารกระทรวง ไม่ควรเร่งรีบออกมาพูด หรือสั่งการ ควรศึกษาเอกสารข้อมูลให้ชัดเจน เพราะมีเอกสารข้อมูลจำนวนมาก และไม่ควรตัดใจแก้ปัญหาด้วยอารมณ์ สมัยเป็นรมข.มหาดไทย ได้รับมอบหมายให้กำกับดูแลกรมที่ดิน ปัญหาที่ดินเขากระโดง อธิบดีกรมที่ดินขณะนั้น ได้ทำรายละเอียดเสนอมา 3-4 หน้า หลังอ่านแล้วได้เซ็นว่า “ทราบ” และสั่งการให้อธิบดีทำตามขั้นตอนของระเบียบกฎหมาย

ที่ดินจำนวน 5,000 กว่าไร่ที่ระบุว่า เป็นของการรถไฟฟ้าแห่งประเทศ(รฟท.)และศาลฏีกาได้สั่งให้เป็นที่ดินของการรถไฟนั้น ในรายละเอียดศาลฎีกาได้สั่งเฉพาะชาวบ้าน 35 รายที่ขอออกโฉนดและการรถไฟฯได้ยื่นร้องคัดค้าน ไม่ได้สั่งว่า ที่ดินทั้งหมดเป็นของการรถไฟฯ และศาลปกครองได้สั่งให้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาดำเนินการ

ปัญหาที่ดิน #เขากระโดง พระราชกฤษฎีกาไม่ได้กำหนดแนวเขตชัดเจน และที่ผ่านมาการรถไฟฯ ไม่ได้ชี้แนวเขตที่ชัดเจน กรมที่ดินจึงไม่สามารถดำเนินการเพิกถอนออกสารสิทธิ์ได้ เพิกถอนเฉพาะชาวบ้าน 35 รายที่ศาลฎีกาสั่ง ส่วนอีก 900 กว่ารายไม่ได้มีการกำหนดมีการฟ้องร้องไม่มีการกำหนดแนวเขตที่ชัดเจน ที่ผ่านกรมที่ดินได้ออกโฉนดให้ชาวบ้านตามขั้นตอนถูกต้องตามกฎหมาย ถ้าจะให้เพิกถอนต้องมีคำสั่งศาล ไม่เช่นนั้นอธิบดีกรมที่ดินที่ฟ้อง ที่ผ่านมามีอธิบดีกรมที่ดิน 2 คนขอย้ายตัวเอง เพราะไม่สามารถดำเนินการตามคำสั่งของฝ่ายการเมืองได้ 

นายนิพนธ์ กล่าวว่า ทราบว่า การรถไฟฯ ได้ดำเนินการฟ้องร้องให้เพิกถอนเอกสารสิทธิ์ ซึ่งการรถไฟฯไม่มีความสามารถดำเนินการเอง จึงส่งให้อัยการสูงสุดดำเนินการฟ้องร้อง ซึ่งอัยการสูงสุดก็ยังไม่มีคำสั่งออกมา

'การดำเนินการปัญหาที่ดินเขากระโดงมีความซับซ้อน ต้องดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดไม่เช่นนั้นจะถูกฟ้องได้ จะทำตามอารมณ์ความรู้สึกไม่ได้ เพราะกระทบต่อชาวบ้าน 900 กว่ารายที่ถือโฉนดที่ดิน ตามที่นายภูมิธรรม เวชชยชัย รองนายกฯ และรมว.มหาดไทย และนายเดชอิศม์ ขาวทอง รมช.มหาดไทย ที่กำกับดูแลกรมที่ดิน ระบุว่า จะเพิกถอนเอกสารสิทธิ์ภายใน 2 วันนั้น ก็จะรอดูว่า สามารถทำได้หรือไม่ อธิบดีกรมที่ดินคนใหม่ที่จะเข้ามาจะกล้าดำเนินการหรือไม่'นายนิพนธ์ กล่าว

เขา กล่าวด้วยว่า กรณีที่ดินเขากระโดงกับที่ดินสนามกอล์ฟอัลไพน์มีความแตกต่างกันที่ดินสนามกอล์ฟอัลไพน์ เป็นที่ดินมรดกที่ยกให้วัด และศาลฎีกาสั่งให้เป็นของวัดชัดเจน จึงต้องเพิกถอน หากไม่เพิกถอนก็จะเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ไม่ซับซ้อนเหมือน #ที่ดินเขากระโดง

ปราสาทตาควาย ที่ไม่เหมือนเดิม!! ทหารเขมร เข้ายึด และทำเป็นฐานที่มั่นทางทหาร ทั้งบังเกอร์ ทั้งอาวุธ ปืนกล RPG ปืน ค.

(10 ส.ค. 68) เพจเฟซบุ๊ก ‘Wassana Nanuam’ ได้โพสต์ข้อความ ระบุว่า ...

ปราสาทตาควาย ที่ไม่เหมือนเดิม!!

หลังจาก 24 กค.2568 ปราสาทตาควาย กลายเป็น สมรภูมิรบ อีกครั้ง ทหารเขมร เข้ายึด และทำเป็นฐานที่มั่นทางทหาร

ทั้งบังเกอร์ ทั้งอาวุธ ปืนกล RPG ปืน ค. โดยวางสนามทุ่นระเบิด หน้าแนวทหารไทย ป้องกันกลัวทหารไทย บุกเข้ายึด และเสริมกำลังเข้ามาอีกเพียบ

เขมร เริ่มเปิดให้นักข่าว และชาวเขมร เข้ามาเยี่ยมเยียน ที่ปราสาท บ้างแล้ว
พร้อม ปล่อยภาพ ออกมาเป็นระยะๆ

ภาพนีั ทหารเขมร นอกจากสื่อถึงการยึดครองปราสาทตาควาย แล้ว ยังเสมือน เป็นการแสดงความพร้อม รับมือทหารไทย

ดังนั้น ข้อเสนอของฝ่ายไทย ที่ให้เขมร เก็บกูัทุ่นระเบิด ที่วางใหม่ ในก่อนและหลังการสู้รบครั้งนีั จึงยากที่เขมร จะตอบรับ เพราะยังต้องการใช้กับระเบิด ป้องกันตัวปราสาท จากทางฝั่งไทย ไว้ ในขณะที่ เขมร ยังคง วางทุ่นระเบิด ในแนวรบ จุดอื่น เพิ่มเติม

ทหารไทย เพิ่งเหยียบกับระเบิด ที่ช่องโดนเอาว์ ที่คาดว่า ทหารเขมร ลอบเข้ามาวางไว้ 

ทหารไทย ต้องสละชีพ และขา ไปหลายคนในสมรภูมิตาควาย -เนิน350 นี้

ประธาน ก.ร.ตร. ร่วมเผยแพร่งานวิจัยและพัฒนานวัตกรรม ยกระดับคุณธรรมและจริยธรรมป้องกันการคอร์รัปชันของตำรวจ เปิดตัวแอปพลิเคชัน COPDEE

(10 ส.ค. 68) พล.ต.ท.สรศักดิ์ เย็นเปรม ประธานคณะกรรมการพิจารณาเรื่องร้องเรียนตำรวจ (ก.ร.ตร.) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา ได้รับเชิญเข้าร่วมเผยแพร่งานวิจัยการพัฒนานวัตกรรมเพื่อยกระดับคุณธรรมและจริยธรรมในการป้องกันการคอร์รัปชันของข้าราชการตำรวจ ซึ่งจัดโดยสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) , โรงเรียนนายร้อยตำรวจ และมหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์ โดยมี รศ.ดร.สุวรรณา คุณดิลกณัฐวสา อาจารย์มหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์ หัวหน้าโครงการวิจัยนวัตกรรม , พ.ต.ท.วรเทพ ปิยวัจนาภรณ์ อาจารย์ (สบ 3) กลุ่มงานคณาจารย์ คณะนิติวิทยาศาสตร์ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ หัวหน้าโครงการย่อย และมีคณะกรรมการวิจัยผู้ทรงคุณวุฒิคือ พล.ต.ต.หญิง ดร.พัชรา สินลอยมา ประธานคณะผู้ตรวจสอบทางวิชาการแผนงานเสริมสร้างธรรมาภิบาลและแก้ไขปัญหาคอร์รัปชัน วช. , ว่าที่ ร.ท.ดร.เจนรบ พละเดช ผู้ตรวจสอบทางวิชาการ วช. , อาจารย์ชัยวัฒน์ ร่างเล็ก ผู้ตรวจสอบทางวิชาการ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ และ นายทวิชาติ นิลกาญจน์ รองเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ภาค 9 โดยผู้ร่วมเสวนาคือ ดร.ชนิดา อาคมวัฒนะ หัวหน้าศูนย์ประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสของหน่วยงานภาครัฐ (ITA) สำนักงาน ป.ป.ช. , นายณัฐภัทร เนียวกุล หัวหน้าฝ่ายข้อมูลเปิดเพื่อความโปร่งใสและการมีส่วนร่วม และ พ.ต.ท.วิชิต อาษากิจ อาจารย์ (สบ 3) โรงเรียนนายร้อยตำรวจ เข้าร่วมประชุมและเสวนา โดยได้มีการนำเสนอนวัตกรรมการส่งเสริมคุณธรรมผ่านแอปพลิเคชัน COPDEE และร่วมเสวนา หัวข้อ “Good Cop” ขับเคลื่อนองค์กรตำรวจไทยด้วยคุณธรรม นวัตกรรมและธรรมาภิบาล 

พล.ต.ท.สรศักดิ์ฯ ได้แสดงความขอบคุณงานวิจัยนี้ เนื่องจากเป็นการประชาสัมพันธ์ให้ตำรวจที่ทำดี เพราะโดยปกติตำรวจที่ทำดีมีค่อนข้างมาก แต่สื่อสาธารณะจะนำเสนอแต่เพียงด้านลบของตำรวจ ดังคำกลอนตอนหนึ่งที่ได้กล่าวไว้ขณะเสวนาฯ ว่า “...ตำรวจทำดีเสมอตัว ทำชั่วลบสอง...” อีกทั้งรองเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ภาค 9 ได้ให้ข้อมูลสถิติของ ป.ป.ช. เรื่องไต่สวนมูลฟ้องข้าราชการที่ทุจริตทั้งประเทศมีเพียงประมาณ 20,000 กว่าเรื่อง จากข้าราชการทั้งหมดประมาณ 1,700,000 กว่าคน ซึ่งคำนวณได้เพียงไม่ถึงร้อยละ 2 ประกอบกับตำรวจที่ทำความดีจะไม่เก่งเรื่องประชาสัมพันธ์ตนเอง ซึ่งแอปพลิเคชัน COPDEE นี้ จะทำให้ประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการนำเสนอความดีของตำรวจ และได้แนะนำให้คณะวิจัยนำเสนองานวิจัยต่อคณะกรรมาธิการการตำรวจ เพื่อจะได้ศึกษาและนำมาประยุกต์ใช้กับทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อให้เกิดภาพลักษณ์ที่ดีต่อองค์กรตำรวจต่อไป

ผบ.ตร. สั่งการผู้บัญชาการศึกษาดูแลการสอบคัดเลือกเป็นข้าราชการตำรวจ คุมเข้มทุกหน่วยสอบโปร่งใส ไร้ทุจริต

(10 ส.ค. 68) พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) สั่งการไปยัง พล.ต.ท.นิธิธร จินตกานนท์ ผู้บัญชาการศึกษา ให้ดูแลตรวจสอบการสอบคัดเลือกบุคคลภายนอก เพื่อบรรจุและแต่งตั้งเข้ารับราชการเป็นข้าราชการตำรวจ ประจำปี พ.ศ. 2568 ที่จัดขึ้นในวันนี้ เวลา 13.30 น. ให้คุมเข้มทุกหน่วยสอบทั่วประเทศไม่ให้มีการทุจริตเกิดขึ้นโดยเด็ดขาด เน้นย้ำต้องเป็นการสอบคัดเลือกที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ ทุกขั้นตอน หากพบการทุจริตให้ดำเนินการอย่างเด็ดขาดทุกราย

พล.ต.ท.นิธิธรฯ ขานรับนโยบาย ผบ.ตร. ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและกำกับดูแลการเตรียมความพร้อมการสอบคัดเลือก ฯ ณ ศูนย์สอบมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต จังหวัดปทุมธานี พร้อมประชุมมอบนโยบาย ข้อห่วงใย และกำชับการปฏิบัติแก่ทุกหน่วยสอบ มติดตามสถานการณ์การสอบผ่านระบบ Zoom Meeting จากกองอำนวยการร่วมฯ ณ ศูนย์สอบมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ย้ำมาตรการเข้มป้องกันการทุจริตทุกขั้นตอน เพื่อสร้างความมั่นใจแก่ผู้เข้าสอบและสังคม และได้กำชับไปยังทุกหน่วยสอบให้จัดจุดปฐมพยาบาลและบุคลากรทางการแพทย์ เพื่อดูแลอย่างทันท่วงทีกรณีฉุกเฉิน เนื่องจากแต่ละหน่วยสอบมีผู้เข้าร่วมสอบจำนวนมาก โดยการสอบครั้งนี้จัดโดยกองบัญชาการศึกษา (บช.ศ.) ครอบคลุมหน่วยสอบ บช.ศ., ตำรวจภูธรภาค 1-9 และสำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ (สพฐ.ตร.) รวมทั้งสิ้น 11 หน่วยสอบ เพื่อคัดเลือกบุคคลภายนอกผู้มีวุฒิปริญญาตรี หรือวุฒิประกาศนียบัตรมัธยมศึกษาตอนปลาย/ประกาศนียบัตรวิชาชีพ หรือเทียบเท่า เข้ารับราชการเป็นข้าราชการตำรวจ ทั้งในชั้นสัญญาบัตรและชั้นประทวน รวมจำนวน 155 อัตรา โดยมีผู้สนใจสมัครสอบในครั้งนี้รวมทั้งสิ้น 65,203 คน

พล.ต.ท.นิธิธรฯ กล่าวว่า ผบ.ตร. ได้กำชับเข้มงวดให้ บช.ศ.กำกับดูแลการจัดการสอบคัดเลือกในทุกหน่วยสอบต้องโปร่งใส ยุติธรรม และตรวจสอบได้ เพื่อคัดเลือกบุคลากรที่มีความรู้ ความสามารถ และคุณธรรม เข้าสู่การเป็นตำรวจมืออาชีพ ซึ่ง บช.ศ.รับนโยบายมาขับเคลื่อนอย่างเคร่งครัด จะไม่ยอมให้มีการทุจริตหรือการเอื้อประโยชน์ใด ๆ เกิดขึ้นโดยเด็ดขาด โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติยังคงยืนยันมาตรการเข้มข้นในการคัดเลือกบุคลากร พร้อมพัฒนาและปรับปรุงกระบวนการสอบแข่งขันอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ได้ข้าราชการตำรวจที่มีคุณภาพ ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต และอุทิศตนเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง
 

‘คุณปลื้ม’ ยก!! ‘เสธ.เม่น’ เปล่งเสียงได้มีพลัง ยิ่งกว่านักร้องโอเปร่า ภาษาอังกฤษเพราะ ภาษาไทยไพเราะ มาดนิ่ง สมเป็นชายชาติทหาร

(10 ส.ค. 68) หม่อมหลวงณัฏฐกรณ์ เทวกุล หรือ ‘คุณปลื้ม’ ได้โพสต์คลิปเกี่ยวกับ ‘เสธ.เม่น’ พลเรือตรี สุรสันต์ คงสิริ โฆษก ศบ.ทก. เผย!! มีความรอบรู้ เก่งเรื่องความมั่นคงสามารถใช้ภาษาไทย และอังกฤษได้อย่างแตกฉาน โดยในคลิปนั้น มีใจความว่า ...

ผมเป็นคนที่ไม่ได้สนใจประทับใจ คนที่ใช้ภาษาอังกฤษได้ เพราะว่าคนที่เรียนจบต่างประเทศ การใช้ภาษาอังกฤษนั้น มันก็เหมือนกับคนไทยที่ใช้ภาษาไทยได้ แต่ว่า เสธ.เม่น เขามีบางอย่างที่พิเศษมาก เขาเป็นคนที่มีพลังในเสียง

สมัยที่ผมฝึกทหาร ทหารเขาสอนให้ผมเปล่งเสียงให้มีพลัง เพื่อให้คนมาเข้าแถวกัน มันทำให้ผมมีพลังเสียง ซึ่งก็ยังมีมาถึงทุกวันนี้

ผมได้ฟัง เสธ.เม่น พูด เขาเป็นคนที่พูดทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษได้ดีทั้งคู่ ซึ่งหาได้ยากมาก คนที่พูดได้ในระดับนี้ ก็อย่างเช่น อดีตนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี อานันท์ ปัญญารชุน ซึ่งนับได้แค่ไม่กี่คนเท่านั้น ซึ่งท่านเหล่านี้ใช้ภาษาอังกฤษได้เก่งมาก แล้วก็ใช้ภาษาไทยได้เก่งด้วย

เสธ.เม่น นั้น เปล่งเสียงออกมาได้ดียิ่งกว่า พี่เบิร์ด ธงไชย แมคอินไตย์ เสียอีก เขาไม่ได้เป็นเพียงล่ามที่เก่ง เพราะล่ามที่เก่งนั้นก็มีเยอะ แต่เขาเป็นล่ามที่เก่ง เป็นล่าม เป็นทหารและก็เป็นนายพลด้วย ซึ่งหาได้ยากมาก เขาเปล่งเสียงได้มีพลังยิ่งกว่านักร้อง เปล่งเสียงได้เหมือนโอเปร่า เขาสุดยอดมาก

ภาษาอังกฤษเพราะ ภาษาไทยไพเราะ บุคลิกมาดนิ่ง สมเป็นชายชาติทหาร!!

21 อาจารย์ นิติฯ จุฬาฯ ร่วมลงชื่อ อนุญาตนิสิต ไม่ต้องแต่งเครื่องแบบมาเรียน ชี้ไม่กระทบการเรียน

(10 ส.ค. 68) เพจเฟซบุ๊ก คณะจุฬาฯ ได้เผยแพร่บันทึกข้อความของคณาจารย์คณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ ที่อนุญาตให้นิสิตระดับปริญญาตรีเลือกแต่งกายด้วยชุดเครื่องแบบปกติ หรือชุดสุภาพเข้าเรียนในทุกรายวิชา และทุกชั่วโมงที่คณาจารย์ผู้ลงนามในบันทึกข้อความเป็นอาจารย์ผู้สอน

โดยระบุว่า คณาจารย์ผู้ร่วมลงนามในบันทึกข้อความ เห็นร่วมกันว่า นิสิตควรมีเสรีภาพในการแต่งกาย อันเป็นเสรีภาพที่ได้รับการรับรองและคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ ประกอบกับการไม่แต่งกายชุดเครื่องแบบปกติไม่ได้เป็นอุปสรรคกีดขวาง หรือ กระทบต่อประสิทธิภาพในการเรียนการสอนแต่อย่างใด

จึงสมควรอนุญาตให้นิสิต สามารถเลือกแต่งกายด้วยชุดเครื่องแบบปกติ หรือแต่งกายด้วยชุดสุภาพ ในการเข้าห้องเรียนในทุกรายวิชาและทุกชั่วโมง ที่คณาจารย์ผู้ลงนามในบันทึกเป็นผู้สอน

อย่างไรก็ตาม บันทึกข้อความดังกล่าว ได้มีคณาจารย์ร่วมเข้าชื่อหลายปีต่อเนื่องกัน โดยจะมีรายนามอาจารย์เพิ่มขึ้น เรื่อยมา สำหรับปีนี้ มีเหล่าคณาจารย์ลงนามทั้งหมด 21 คน

‘กัมพูชา’ เจ็บจากทุ่นระเบิด แต่ละเมิดออตตาวา รับเงินมาทำลาย!! แต่แอบใช้กับ ‘ประเทศไทย’

(9 ส.ค. 68) เฟซบุ๊กเพจ 'กองทัพบก ทันกระแส' โพสต์ข้อความระบุว่า …

กัมพูชาโกงเงินนานาชาติ! เคยเจ็บจากทุ่นระเบิด แต่ละเมิดออตตาวา รับเงินมาทำลาย แต่แอบใช้กับไทย

กัมพูชาถูกมองว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบจากทุ่นระเบิดรุนแรงที่สุดในโลก ผลพวงจากยุคเขมรแดง และสงครามกลางเมืองตลอดทศวรรษ 1970–1990 ทำให้ทั่วประเทศเต็มไปด้วยทุ่นระเบิด โดยเฉพาะตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา ซึ่งเคยเป็นสมรภูมิสำคัญ

เพื่อแก้ไขปัญหานี้ กัมพูชาได้เข้าร่วม อนุสัญญาออตตาวา (Ottawa Convention) เมื่อปี พ.ศ. 2542 ซึ่งมีข้อห้ามในการผลิต ใช้ เก็บรักษา และส่งออกทุ่นระเบิดสังหารบุคคล พร้อมพันธกรณีที่จะต้องกำจัดทุ่นระเบิดในดินแดนของตน และช่วยเหลือผู้ประสบภัย

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา กัมพูชาได้รับเงินสนับสนุนจากนานาชาติอย่างต่อเนื่อง เช่น สหรัฐอเมริกา จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และองค์การสหประชาชาติ ผ่านโครงการกำจัดทุ่นระเบิดและช่วยเหลือเหยื่อ อาทิ การสนับสนุนให้ CMAC (Cambodian Mine Action Centre) โดยมี นายเฮง รัตนา เป็นผู้อำนวยการ และโครงการ 'Clearing for Results' ของ UNDP เงินทุนเหล่านี้มีเป้าหมายเพื่อลดความเสี่ยง เพิ่มความปลอดภัย และฟื้นฟูพื้นที่ทำกินของประชาชน

จากข้อความดังกล่าวกัมพูชาดูเป็นประเทศที่น่าสงสารใช่ไหมครับแต่ไม่เลย

จากสถานการณ์ชายแดน ไทย-กัมพูชา ล่าสุดกัมพูชายังคงมีการใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล PMN-2 เป็นผลทำให้กำลังพลไทยบาดเจ็บสาหัส สูญเสียอวัยวะถึง 3 นาย (ก่อนการปะทะ 2 นาย หลังการปะทะ 1 นาย)

แม้นายเฮง รัตนา ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดกัมพูชา (CMAC) จะออกมาปฏิเสธเสมอว่ากัมพูชาไม่ได้มีการใช้ทุ่นระเบิด ที่พบเจอนั่นคือของไทยเพราะอยู่ในเขตประเทศไทย แต่คำปฏิเสธนี้ดันขัดกับ พล.ท.หญิง มาลี โสเจียตา โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชา ที่ออกมาบอกว่า ทุ่นระเบิดนั้นเป็นของเก่าและฝังอยู่ในเขตกัมพูชา แต่ภาพล่าสุดเมื่อ 31 ก.ค. 68 ที่สื่อกัมพูชาได้ถ่ายลง ณ ปราสาทตาควายนั้นเป็นสิ่งที่บ่งบอกได้อย่างดีเลยว่า กัมพูชายังคงใช้ทุ่นระเบิดอยู่

แม้การประชุม GBC เพื่อคลี่คลายสถานการณ์การปะทะจะสิ้นสุดไปแล้ว แต่หนึ่งในข้อที่ไทยเรียกร้อง นั่นคือขอให้กัมพูชาจัดการเก็บกู้ทุ่นระเบิด ซึ่งกัมพูชาเองไม่ตอบรับ อาจจะเป็นเพราะกัมพูชาพยายามโกหกในนานาชาติว่าตนเองไม่ได้ใช้ทุ่นระเบิด

สุดท้ายนี้กัมพูชายังคงโกหกต่อนานาชาติเรื่อยๆว่าตนเองไม่ได้ใช้ทุ่นระเบิด และยังคงรับเงินจากนานาชาติเพื่อเก็บกู้ เป็นสิ่งที่บอกนานาชาติได้อย่างดีเลยว่า กัมพูชายังคงโกงเงินทุกประเทศ ทุกๆช่องทางที่มีโอกาส สมกับเป็นประเทศ Scambodia

ทุ่นระเบิดแม้อาจจะได้เปรียบในสนามรบระยะสั้น แต่ส่งผลต่อประชาชนในระยะยาว

‘โฆษกกองทัพบก’ ซัด!! เขมร วางทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ในการรบ ชี้!! เป็นอุปสรรค มาตรการหยุดยิง การแก้ไขปัญหาแบบสันติวิธี

(9 ส.ค. 68) พลตรีวินธัย  สุวารี  โฆษกกองทัพบก ระบุว่า กรณีกำลังพลของ กองร้อยทหารราบที่ 111 เหยียบกับระเบิด ขณะทำการลาดตระเวนเส้นทาง เพื่อเสริมความมั่นคงในพื้นที่รอยต่อบ้านโดนเอาว์–บ้านกฤษณา จังหวัดศรีสะเกษ ส่งผลให้กำลังพลได้รับบาดเจ็บ 3 นาย  

โดย ผู้บาดเจ็บทั้งหมดได้รับการปฐมพยาบาลในพื้นที่ และนำส่งโรงพยาบาลทหารภาคสนามทันที 

โดยได้ส่งต่อ จ่าสิบเอก ธานี พาหา ที่เหยียบกับระเบิดข้อเท้าขาด  ไปยังโรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อเข้ารับการรักษาอย่างเร่งด่วน

“จากเหตุการณ์นี้ อาจ ทำให้สังคม ภายในประเทศและในสังคมโลก ทั่วไปเข้าใจได้ว่า การใช้อาวุธต่อกันยังคงมีอยู่  เป็นลักษณะของการพยายามที่จะใช้อาวุธต่อกันในแบบซ่อนรูป

สิ่งนี้อาจนับเป็นอุปสรรคที่สำคัญต่อการดำเนินการในมาตรการหยุดยิงและการแก้ไขปัญหาในแบบสันติวิธี 

รวมถึงแสดงถึงว่าที่ผ่านมา กัมพูชาเป็นฝ่ายริเริ่มในการใช้อาวุธก่อนมาตลอด ด้วยหลักฐานเชิงประจักษ์

เทศบาลตำบลหนองบัว อุดรธานี รวมพลังแนวหลัง ให้กำลังใจ!! รักทหาร รักเธอประเทศไทย

(9 ส.ค. 68) เทศบาลตำบลหนองบัว อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี โดยการนำของนายชัยวิทย์ กาญจน์วิเศษศรี นายกเทศมนตรีตำบลหนองบัว พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร สมาชิกสภาเทศบาล หัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการ ผู้นำท้องที่ พนักงาน ลูกจ้าง และประชาชนชาวเทศบาลตำบลหนองบัว ได้จัดกิจกรรม ‘รักประเทศไทย’ ขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งกำลังใจให้กับพี่น้องทหารแนวหน้า และเพื่อปลุกจิตสำนึกให้ประชาชนรักและหวงแหนประเทศชาติ

กิจกรรมเริ่มต้นด้วยการสวมเสื้อ ‘รักประเทศไทย’ ซึ่งเป็นเสื้อที่มีสัญลักษณ์ของประเทศและข้อความที่แสดงถึงความรักชาติ จากนั้นผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้รวมแถวเพื่อเคารพธงชาติ และเชิญธงชาติขึ้นสู่ยอดเสา ร้องเพลงชาติไทยเสียงดังกระหึ่ม เทศบาลสะเทือน ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความสามัคคีและความเคารพของคนไทยต่อประเทศชาติ

หลังจากนั้น ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้เดินรณรงค์ไปตามถนนในชุมชน โดยมีการเดินแถวและเขียนอักษรเป็นรูปหัวใจภายใต้ป้ายรูปธงไตรรงค์ โดยใช้ข้อความ “ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด” เพื่อแสดงความรักชาติและความสามัคคีของคนในชุมชน

นายชัยวิทย์ กาญจน์วิเศษศรี กล่าวว่า กิจกรรมนี้จัดขึ้นเพื่อแสดงความรักชาติและความสามัคคีของคนในชุมชน คนไทยที่อยู่แนวหลังส่งกำลังใจให้กับพี่น้องทหารแนวหน้า ที่ได้เสียสละเพื่อปกป้องประเทศชาติ รักทหาร รักเธอประเทศไทย

‘อาจารย์อุ๋ย’ ฟันธง!! GBC จบสิ้น หลัง ‘ทหารไทย’ เหยียบ ‘กับระเบิด’ ไทยรุกคืบได้ทันที ชี้!! เราไม่ควรสูญเสีย เพราะเขาทำละเมิดกฎหมาย

(9 ส.ค. 68) นายประพฤติ ฉัตรประภาชัย หรืออาจารย์อุ๋ย นักวิชาการด้านกฎหมายระหว่างประเทศ และอดีตผู้สมัคร สส. กทม. พรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์เฟซบุ๊กแสดงความเห็นว่า “จากกรณีล่าสุดที่ทหารไทยเหยียบกับระเบิดของเขมรจนบาดเจ็บและขาขาด แม้จะมีการลงนามทั้งสองฝ่ายในข้อตกลง GBC แล้ว

ซึ่งข้อ 1 ระบุอย่างชัดเจนว่า ทั้งสองฝ่ายต้องยุติการใช้อาวุธทุกประเภท การโจมตีต่อพลเรือน เป้าหมายพลเรือน และเป้าหมายทางทหาร ในทุกพื้นที่และทุกกรณี ซึ่งการใช้กับระเบิดไม่ว่าจะวางไว้ก่อนหรือหลังการลงนาม ก็ถือเป็นการละเมิดข้อตกลงแล้ว 

ดังนั้น ไทยจึงมีสิทธิ ยกเลิกข้อตกลงทั้งหมดได้โดยฝ่ายเดียว ตามอนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญา 1969 (VCLT) มาตรา 60 เพราะถือเป็นการละเมิดอย่างมีสาระสำคัญของข้อตกลง 

นอกจากนี้ ไทยยังสามารถรุกคืบเข้าไปในดินแดนเขมร เพื่อป้องกันและหยุดยั้งการวางกับระเบิดของเขมรเพิ่มเติมได้อีก บริเวณพื้นที่พิพาท ซึ่งถือเป็นการป้องกันตัวและตอบโต้อย่างได้สัดส่วนตามมาตรา 51 แห่งกฎบัตรสหประชาชาติ เพราะนี่ถือเป็นการโจมตีด้วยกับระเบิดของกัมพูชาเป็นครั้งที่ 4 แล้ว ทหารไทยไม่ควรจะสูญเสียจากการกระทำที่ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศของกัมพูชาอีก 

ด้วยความปรารถนาดี

‘เอกนัฏ’ ดัน!! ‘แผงโซลาร์เซลล์ – ที่ชาร์จรถ EV’ เป็นสินค้าควบคุมมาตรฐาน เพิ่มความปลอดภัยให้ผู้ใช้

(9 ส.ค. 68) นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า จากกรณีไฟไหม้แผงโซลาร์เซลล์อยู่บ่อยครั้ง และนำมาซึ่งไฟไหม้บ้านเรือนของประชาชน สร้างความเสียหายทั้งร่างกายและจิตใจ ตลอดจนทรัพย์สิน ของประชาชนเป็นจำนวนมาก กระทรวงอุตสาหกรรม จึงมอบหมายให้สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ควบคุมแผงโซลาร์เซลล์ทั้งที่ผลิตในประเทศ และนำเข้ามาจำหน่ายต้องได้มาตรฐาน เพื่อคุ้มครองความปลอดภัยของประชาชน ซึ่งการประชุมบอร์ด สมอ. เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา มีมติเห็นชอบให้ “แผงโซลาร์เซลล์ หรือ แผงเซลล์แสงอาทิตย์” เป็นสินค้าควบคุมต้องได้มาตรฐาน จากเดิมที่ประกาศเป็นมาตรฐานทั่วไป ซึ่งมีผู้ผลิตภายในประเทศได้รับใบอนุญาตจาก สมอ. แล้ว จำนวน 8 ราย

“ปัจจุบันแผงโซลาร์เซลล์เป็นสินค้าที่ประชาชนนิยมใช้ในการกักเก็บพลังงานทดแทน สามารถหาซื้อได้ง่ายตามร้านจำหน่ายในท้องตลาด และผ่านช่องทางออนไลน์ ซึ่งไม่มีการตรวจสอบระบบการควบคุมคุณภาพ และตรวจสอบผลิตภัณฑ์   ว่าเป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนดหรือไม่ ดังนั้น การที่กระทรวงอุตสาหกรรมกำหนดให้เป็นสินค้าควบคุม ก็จะสามารถกำกับดูแลสินค้าให้เป็นไปตามมาตรฐานได้อย่างทั่วถึงมากยิ่งขึ้น ซึ่งปัจจุบันสินค้าที่ สมอ. ควบคุมมีจำนวน 147 รายการ ครอบคลุมสินค้ากว่า 300 ผลิตภัณฑ์ ที่ผู้ผลิตและผู้นำเข้าจะต้องขออนุญาตจาก สมอ. ก่อน หากฝ่าฝืน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 2 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ กรณีเป็นผู้รับใบอนุญาตนำเข้า แต่นำสินค้าไม่ได้มาตรฐานเข้ามา ในราชอาณาจักร ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 2 ล้านบาท หรือ ทั้งจำทั้งปรับ” นายเอกนัฏ กล่าว

ด้าน นายวันชัย พนมชัย เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม กล่าวเพิ่มเติมว่า มาตรฐานแผงโซลาร์เซลล์ ที่บอร์ด สมอ. เห็นชอบในครั้งนี้ มีด้วยกัน 2 มาตรฐาน ได้แก่ มาตรฐานแผงเซลล์แสงอาทิตย์ชนิดผลึกซิลิคอน และมาตรฐานคุณสมบัติด้านความปลอดภัยของแผงเซลล์แสงอาทิตย์ ซึ่งมีข้อกำหนดสำหรับการทดสอบด้านความปลอดภัยที่สำคัญ เช่น การทนความร้อน การตัดไฟ การป้องกันไฟรั่ว การลามไฟ ระบบป้องกันไม่ให้เกิดความร้อนจนเกิดการลุกไหม้ เป็นต้น รวมทั้งเห็นชอบชุดชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าเป็นสินค้าควบคุมอีก 3 มาตรฐาน ได้แก่ 

1) มาตรฐานของชุดชาร์จแบบพกพาที่ใช้ได้กับไฟบ้านทั่วไป 
2) มาตรฐานชุดชาร์จที่ใช้ได้กับไฟบ้าน ติดตั้งถาวรในบ้านและสถานที่สาธารณะทั่วไป 3) มาตรฐานชุดชาร์จแบบฟาสต์ชาร์จที่จ่ายไฟฟ้ากระแสตรง ซึ่งชุดชาร์จประเภทนี้ส่วนใหญ่จะติดตั้งอยู่ในปั๊มน้ำมัน ทั้งนี้ สมอ. จะเร่งรัดดำเนินการเพื่อให้ทั้ง 5 มาตรฐานดังกล่าวมีผลบังคับใช้ตามกฎหมายภายในปี 2569 

นอกจากนี้ บอร์ดยังเห็นชอบมาตรฐานสินค้าและมาตรฐานวิธีทดสอบต่าง ๆ รวมจำนวน 60 มาตรฐาน เช่น เทคโนโลยีสารสนเทศ – คลาวด์คอมพิวติง (cloud computing) อินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง (Internet of Things  (IoT)) กายอุปกรณ์เทียมและกายอุปกรณ์เสริม เลนส์ตาเทียม น้ำมันหอมระเหย หน่อไม้ในภาชนะบรรจุปิดสนิท น้ำยางข้นธรรมชาติโปรตีนต่ำ เครื่องซักผ้าเชิงพาณิชย์ เป็นต้น พร้อมทั้งเห็นชอบรายชื่อมาตรฐานที่ สมอ. จะจัดทำเพิ่มเติมในปี 2568 อีก 14 มาตรฐาน รวมเป็น 785 มาตรฐาน เช่น เหล็กเส้นสำหรับคอนกรีตอัดแรง รางสายไฟแบบตะแกรง เม็ดยาง กระเบื้องเซรามิกมุงหลังคา แผ่นผนังเซรามิกมวลเบา เป็นต้น เลขาธิการ สมอ. กล่าวทิ้งท้าย 

ความรู้สึกจากใจทหาร!!

เล่าความประทับใจ ‘ตื้นตัน’ ซึ้งน้ำใจคนไทย
ขอบคุณที่ได้เกิดเป็นทหารไทย!!

‘เจือ ราชสีห์’ ประสาน!! ‘อธิบดีกรมทางหลวงฯ’ ยืนยันต่อที่ประชุม พร้อมผลักดัน!! งบสร้างสะพานข้ามทะเลสาบสงขลา ในปีถัดไปทันที

เมื่อวันที่ (17 ก.ค.68) นายมนตรี เดชาสกุลสม อธิบดีกรมทางหลวงชนบท พร้อมคณะได้มาชี้แจงงบประมาณของกรมทางหลวงทางชนบท จำนวน 9 ล้านบาท สำหรับค่าจ้างที่ปรึกษาศึกษาความเหมาะสมของโครงการสะพานข้ามทะเลสาบสงขลา เชื่อมระหว่างอำเภอสิงหนครกับ เทศบาลนครสงขลา อำเภอเมืองสงขลา ซึ่งเป็นโครงการที่ประชาชนในพื้นที่ภาคใต้เฝ้ารอมาอย่างยาวนาน

‘นายเจือ ราชสีห์’ ในฐานะอนุกรรมาธิการงบประมาณฯ ได้ชี้แจงในที่ประชุม กับ อธิบดีกรมทางหลวงชนบท ได้ทราบถึงความเดือดร้อนของชาวสงขลาในการใช้เวลานานข้ามระหว่างอำเภอสิงหนครกับ เทศบาลนครสงขลา อำเภอเมืองสงขลา 

นายเจือ ระบุว่า ชาวบ้านในพื้นที่คาดหวังกับโครงการนี้มาโดยตลอด การจัดสรรงบประมาณในปีนี้จึงถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญ พร้อมกล่าวขอบคุณอธิบดีกรมทางหลวงชนบทที่เล็งเห็นความสำคัญและเข้าชี้แจงรายละเอียดต่อที่ประชุมด้วยตนเอง

ในที่ประชุม อธิบดีกรมทางหลวงชนบทได้ชี้แจงว่า งบประมาณจำนวน 9 ล้านบาทในปีนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อจัดจ้างที่ปรึกษาดำเนินการศึกษาความเหมาะสมของโครงการอย่างรอบด้าน ทั้งในด้านวิศวกรรม สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจสังคม โดยยืนยันว่าหากผลการศึกษาชี้ว่ามีความเหมาะสม กรมฯ พร้อมจะตั้งงบประมาณเพื่อเริ่มดำเนินการก่อสร้างในปีถัดไปทันที่ หากโครงการผ่านการพิจารณา ก็จะกลายเป็นอีกหนึ่งโครงการสำคัญระดับภูมิภาคในอนาคต


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top