Thursday, 16 July 2026
NEWS

ศูนย์ฝึกทหารใหม่ จัดพิธีเปิดการฝึกอบรมหลักสูตรทหารใหม่ ภาคสาธารณศึกษา ผลัดที่ 2/68 จุดเริ่มต้นในการสร้างคนหนุ่มรุ่นใหม่ 2,983 นาย ให้เป็นทหารกองประจำการที่มีคุณค่าต่อกองทัพเรือ และประเทศชาติ 

เมื่อวานนี้ (14 ส.ค.68) น.อ.ทิวา อ่อนละออ ผู้บังคับการศูนย์ฝึกทหารใหม่ กรมยุทธศึกษาทหารเรือ (ผบ.ศฝท.ยศ.ทร.) เป็นประธานในพิธีเปิดการฝึกอบรมหลักสูตรทหารใหม่ ภาคสาธารณศึกษา ผลัดที่ 2/68 โดยมีคณะผู้บังคับบัญชา ข้าราชการ ครูฝึก และครูหมวดวิชา ร่วมพิธี ณ ลานสวนสนาม ศฝท.ยศ.ทร. ต.บางเสร่ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี

ศฝท.ยศ.ทร. รับการรายงานตัวทหารใหม่ ผลัดที่ 2/68 ระหว่างวันที่ 1 - 2 ส.ค.68 จำนวน 2,983 นาย ได้ผ่านขั้นตอนทางธุรการ การคัดกรองสุขภาพด้านร่างกายและจิตใจ เรียบร้อยแล้ว มีความพร้อมในการเข้าสู่การฝึกอบรมฯ เป็นเวลาทั้งสิ้น 8 สัปดาห์ เพื่อหล่อหลอมร่างกาย และจิตใจ ให้เป็น “สุภาพบุรุษทหารเรือ” ที่เข้มแข็ง องอาจ และมีความรักต่อสถาบัน โดยมีหัวข้อการฝึก ประกอบด้วย
- การฝึกบุคคลท่ามือเปล่า และบุคคลท่าอาวุธ
- การฝึกสวนสนาม
- การทดสอบสมรรถภาพร่างกาย
- การอบรมวิชาการเรือ  วิชาการอาวุธ วิชาข้อบังคับ วิชาสังคมและมนุษยศาสตร์ และการป้องกันความเสียหาย

โอกาสนี้ ผบ.ศฝท.ยศ.ทร. ได้มอบธงอันเป็นสัญลักษณ์ประจำหลักสูตร และให้โอวาทเพื่อเป็นแนวทางในการฝึกอบรมฯ ความว่า “...การที่ท่านได้เข้ามารับราชการทหารเรือ นั้น นอกจากจะเป็นการปฏิบัติตามหน้าที่ของลูกผู้ชาย ตามที่กฎหมายกำหนดไว้ประการหนึ่งแล้ว ยังถือว่าท่านเป็นผู้ที่มีความเสียสละอย่างยิ่ง ที่ต้องห่างจากบ้าน และครอบครัวอันเป็นที่รัก เพื่อมารับใช้ประเทศชาติ ในห้วงการฝึกหลักสูตรทหารใหม่ ภาคสาธารณศึกษา 2 เดือนนั้น มีวัตถุประสงค์เพื่อปรับสถานะ จากพลเรือนให้เป็นทหารเรือ ที่เข้มแข็ง องอาจ สง่างาม มีเกียรติ และศักดิ์ศรี มีความพร้อมที่การปฏิบัติหน้าที่ของทหาร ตลอดระยะเวลาการฝึกจะมีความเข้มงวด จริงจัง แต่จะอยู่ภายใต้กรอบของความเมตตา ความปรารถนาดี  โดยเฉพาะเรื่องความปลอดภัย  ดังนั้นจึงขอให้ท่านอุทิศตน อดทน ตั้งใจฝึกหัดศึกษาหาความรู้ ในส่วนของครูที่ทำหน้าที่ฝึก ก็จะเป็นผู้ที่สร้างความเชื่อมั่นดูแลทุกท่านด้วยความมุ่งมั่นเเละตั้งใจเป็นอย่างดี ดังนั้น ขอให้ทุกท่านแจ้งกับครอบครัวได้ว่า ไม่ต้องห่วงกังวล ตราบใดที่ท่านอยู่ในรั้วของ “ศูนย์ฝึกทหารใหม่ ซึ่งเปรียบเสมือนบ้านหลังที่สอง” และเราจะดูแลท่านอย่างดีที่สุด ผมขอยืนยันว่า ศูนย์ฝึกทหารใหม่ จะใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์ เเละคุ้มค่ามากที่สุด เพื่อสร้างทหารกองประจำการ ผลัดที่ 2/68 ที่มีคุณค่าต่อประเทศชาติ และกองทัพเรือ"

ทั้งนี้ ศฝท.ยศ.ทร. ได้เตรียมพร้อมทั้งสถานที่ , ครูฝึก , สิ่งอำนวยความสะดวก และมาตรการด้านต่างๆ ให้ทหารใหม่ทุกนายมีความปลอดภัยสูงสุด เป็นไปตามนโยบายผู้บัญชาการทหารเรือที่กำหนดให้เป็นปีแห่งความปลอดภัยของกองทัพเรือ "Navy-Safety 2025"

‘ผศ.ดร.อุดมลักษม์’ เผยโมเมนต์สุดประทับใจ ‘นักเรียนสาธิตเกษตร’ ห้อมล้อม ‘แม่ทัพกุ้ง’ แน่นฮอลล์

(15 ส.ค. 68) ผศ.ดร.อุดมลักษม์ กูลศรีโรจน์ คณบดีคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก Udomluk Koolsriroj ระบุว่า โรงเรียนสาธิตเกษตรจัดกิจกรรมพิเศษ เชิญ พลโทบุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 และพลตรีวินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก มาบรรยายหัวข้อ “เรื่องเล่าจากแนวหน้า และการรักษาอธิปไตยของชาติ” ให้แก่นักเรียนตั้งแต่ระดับประถมถึงมัธยม โดยกิจกรรมเริ่มจากบทเรียน “เรียนรู้ชายแดนและการเสียสละของทหารชายแดน” ในวิชาสมรรถนะเพื่อชีวิต ก่อนต่อยอดเป็นโครงการ “สาธิตเกษตรรวมใจสู่แนวหน้า ปลูกต้นกล้าแทนคุณแผ่นดิน” เพื่อปลูกฝังความเป็นพลเมืองและส่งกำลังใจแก่ทหารชายแดน

โรงเรียนและสมาคมนักเรียนเก่าได้เปิดรับบริจาคสิ่งของจำเป็น เช่น ห้องน้ำเคลื่อนที่ เก้าอี้สนาม และลวดหนาม ตามความต้องการของกองทัพภาคที่ 2 พร้อมนัดหมายให้แม่ทัพภาค 2 มารับมอบด้วยตนเอง ซึ่งแม้ก่อนหน้านี้จะมีเหตุปะทะบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา แต่ในที่สุดแม่ทัพก็มาร่วมงานและบรรยายถึงประสบการณ์ตรงจากแนวหน้า

บรรยากาศในหอประชุมเต็มไปด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ เด็กนักเรียนกว่า 3,000 คนมีส่วนร่วมตอบคำถามอย่างสนุกสนาน เช่น เมื่อแม่ทัพถามว่ามีคนตัดต่อรูปไว้ผมยาว เด็กๆ ก็พร้อมใจกันตอบว่า “หล่อครับ/หล่อค่ะ” หรือเมื่อถามว่าหากวัยรุ่นไทยและกัมพูชานัดพบกันที่ปราสาทตาเมือนธมจะเกิดอะไรขึ้น เด็กๆ ก็ตอบเสียงดังว่า “ตีกัน” ซึ่งแม่ทัพใช้โอกาสนี้อธิบายเหตุผลการปิดด่านชายแดน

ระหว่างการบรรยาย เด็กนักเรียนได้ซักถามเรื่องความเหนื่อยล้าจากการทำงาน แม่ทัพตอบว่า “ไม่เคยเหนื่อย ไม่มีเวลาเป็นไข้หรือทะเลาะกับใคร เพราะหากแม่ทัพเหนื่อย คนอื่นจะเป็นอย่างไร” พร้อมฝากข้อคิดให้ฟังข่าวสารอย่างมีสติ และยืนยันว่าจะปกป้องผืนแผ่นดินไทยอย่างเต็มกำลัง คำพูดนี้สร้างแรงบันดาลใจให้เด็กหลายคน โดยมีนักเรียนหญิงมัธยมปลายบอกว่า “ฟังแล้วภูมิใจและรักประเทศไทยมากขึ้น”

งานนี้ได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนเกินคาด จากเดิมคาดว่าจะมีเพียง 4 สำนัก แต่ปรากฏว่ามีมากกว่า 30 สำนักมาร่วมทำข่าว หลังเสร็จงาน แม่ทัพยังได้รับความสนใจจากกลุ่มแม่บ้านและนักเรียนที่ขอถ่ายรูปและลายเซ็น ก่อนเดินทางกลับไปปฏิบัติหน้าที่ชายแดน 

ตำรวจภูธรภาค 2 หารือตำรวจสหพันธ์ สำนักงานออสเตรเลีย – กรุงเทพฯ เดินหน้าร่วมสร้างความปลอดภัย

เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2568 พล.ต.ท.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 (ผบช.ภ.2) พร้อมด้วย พล.ต.ท.อิทธิพร โพธิ์ทอง ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษสำนักงานตำรวจแห่งชาติ รักษาราชการแทน รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2  (ผทค.พิเศษ ตร.รรท.รอง ผบช.ภ.2) พล.ต.ต.ชัยต์พจน สูวรรณรักษ์ รอง ผบช.ภ.2 พล.ต.ต.เสถียร บุญค้ำ รอง ผบช.ภ.2 พล.ต.ต.ฐิตวัฒน์ สุริยฉาย รอง ผบช.ภ.2 พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เกี่ยวข้อง ให้การต้อนรับ นางคริสตี้ ลี เครสซี่ หัวหน้าเจ้าหน้าที่ตำรวจสหพันธ์ สำนักงานออสเตรเลีย - กรุงเทพฯ ประจำประเทศไทย ในโอกาสเดินทางมาเยี่ยมเยียนตำรวจภูธรภาค 2 เพื่อพบปะหารือประเด็นต่าง ๆ เกี่ยวกับแนวทางการประสานความร่วมมือด้านการปฏิบัติงาน ตลอดจนข้อราชการที่เกี่ยวข้อง

พล.ต.ท.ยิ่งยศ กล่าวว่า การหารือครั้งนี้ในบรรยากาศที่เป็นมิตรและสร้างสรรค์ โดยมุ่งหวังให้เกิดความสัมพันธ์อันดี แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และเสริมสร้างความร่วมมือด้านการบังคับใช้กฎหมายระหว่างหน่วยงาน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติภารกิจในอนาคต ตำรวจภูธรภาค 2 พร้อมสานต่อความร่วมมือกับหน่วยงานทั้งในและต่างประเทศ เพื่อความปลอดภัย ความสงบสุข และประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน

โฆษก ตร. แจง ผบ.ตร.ให้ความสำคัญคำของบประมาณให้คำนึงถึงประชาชน 

สวัสดิการตำรวจที่ขาดแคลน ทุกรายการหน่วยงานในสังกัดเสนอคำขอตามความต้องการในงบลงทุน ปี 69 ตร.ถูกตัดได้รับเพียง 15,000 ล้านบาทเศษ ไม่ใช่ 23,000 กว่าล้านบาทตามกล่าวอ้าง ซึ่งเป็นเพียงยอดคำขอแรก ส่วนบ้านพักตำรวจผู้ใหญ่ 7 หลัง ตร.เสนอขอตัดออกเองเพื่อความเหมาะสม 

(14 ส.ค. 68) พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง ผู้บัญชาการสำนักงานกำลังพล ในฐานะโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ผบช.สกพ./โฆษก ตร.) กล่าวว่า กรณีที่ปรากฏข่าวตามสื่อสังคมออนไลน์ มีประเด็นสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้รับงบประมาณจำนวน 23,000 ล้านบาทเศษ นำไปใช้ในการก่อสร้างอาคารจำนวนมาก และมีการสร้างบ้านพัก 7 หลัง สำหรับข้าราชการตำรวจระดับสูงนั้น ขอชี้แจงข้อเท็จจริงว่า จากข่าวที่ปรากฎออกไปเป็นการนำเสนอข่าวที่มีข้อมูลไม่ตรงกับข้อเท็จจริง ทำให้สังคม ประชาชน อาจจะเข้าใจผิดในสาระสำคัญของการของบประมาณของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ในบางประเด็น จึงขอเรียนว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ให้ความสำคัญกับสวัสดิการความเป็นอยู่ของข้าราชการตำรวจ เพื่อการปฏิบัติงาน การให้บริการประชาชน ตามนโยบายการบริหารราชการของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ รวมทั้งการอำนวยความสะดวก ดูแลพี่น้องประชาชนตามอำนาจหน้าที่ จึงกำชับหน่วยในการเสนอของบประมาณปี 69 ให้คำนึงถึงเรื่องดังกล่าวประกอบคำขอ

โดยในคำเสนอของบประมาณปี 2569 ประเภทงบลงทุน การจัดทำคำขอ ตั้งคำขอตามความจำเป็น และความต้องการของหน่วย/หน่วยงานตั้งแต่ระดับสถานีตำรวจ กองบังคับการ และกองบัญชาการ ได้เสนอความต้องการขึ้นมาตามขั้นตอน กระบวนการ และระเบียบทุกประการ ซึ่งต้องผ่านคณะกรรมการกลั่นกรองของ ตร. โดยคำของบประมาณ งบลงทุน จะประกอบด้วย ครุภัณฑ์ และสิ่งก่อสร้าง มีจำนวน 1,726 รายการ เป็นเงินจำนวน 23,164 ล้านบาทเศษ ซึ่งเป็นเรื่องที่หน่วยเสนอมาตามความต้องการ และสำหรับการตั้งคำขอรายการสิ่งก่อสร้าง หน่วยต้องมีความพร้อมในที่ดิน ปลอดภาระติดพัน มีหนังสือได้รับอนุมัติการใช้ที่ดิน แบบการก่อสร้าง มาตรฐานพร้อม

แต่กระบวนการ ขั้นตอนในการเสนอคำของบประมาณ จะต้องผ่านการพิจารณาจากสำนักงบประมาณ อนุกรรมาธิการ และกรรมาธิการ ของรัฐสภาตามกฎหมาย ซึ่ง ตร. ได้เข้าชี้แจงเหตุผล ความจำเป็น ต่อกรรมาธิการ อนุกรรมาธิการทุกคณะ และผ่านเป็นร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ พ.ศ. 2569 ประเภทงบลงทุนของ ตร.ที่เสนอขอมา ได้ขอตัด ถูกปรับลด คงเหลือ 649 รายการ เป็นเงิน 15,597ล้านบาทเศษ ซึ่งในงบประมาณส่วนนี้เป็นสิ่งก่อสร้างอาคารที่ทำการ/ที่พักอาศัย เป็นเงินงบประมาณจำนวน 5,401 ล้านบาทเศษ มิใช่ 23,000 ล้านบาทเศษ ตามที่มีการเสนอข่าวแต่อย่างใด และในรายการสิ่งก่อสร้างนี้ เป็นการที่ ตร. ขอเสนอตัดงบประมาณของ ตร.เองในส่วนของบ้านพักข้าราชการระดับสูง วงเงินกว่า 91 ล้านบาทเศษ แม้ว่าบ้านพักดังกล่าวจะเป็นการเสนอของบประมาณครั้งแรก แต่ ผบ.ตร.ให้ตัดออก เพื่อป้องกันความสับสนเข้าใจผิดของประชาชน และได้นำงบประมาณส่วนนี้ไปใช้ในส่วนอื่นๆ ที่จำเป็นต่อประเทศชาติต่อไป
    
โฆษก ตร. กล่าวว่า ขอย้ำว่า ผบ.ตร.ได้ให้ความสำคัญในการตั้งคำของบประมาณในด้านการปฏิบัติงาน การบริการประชาชน และสวัสดิการตำรวจ คำของบประมาณอาคาร สถานที่ทำการ ที่พัก จะคำนึงถึงความต้องการของหน่วย ซึ่งในปัจจุบันยังไม่เพียงพอกับจำนวนกำลังพล สภาพที่พักขาดแคลนกว่า 40,000 นาย จากกำลังพลทั้งหมดรวมกว่า 200,000 นาย รวมถึงคุรุภัณฑ์ที่จำเป็นต่อการปฏิบัติหน้าที่หลายรายการยังขาดแคลน โดยทุกรายการเป็นไปตามมาตรฐานการออกแบบและราคากลางที่สำนักงบประมาณกำหนด ที่ทุกหน่วยเสนอตั้งคำของบประมาณตามความจำเป็น ตามภารกิจหน่วย ตั้งแต่ระดับสถานีตำรวจเสนอพิจารณาตามลำดับชั้น ซึ่งในส่วนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้มีคณะกรรมการกลั่นกรอง ตรวจสอบเอกสาร หลักฐาน ความพร้อมในทุกด้าน ตลอดจนพิจารณาเหตุผลความจำเป็น รวมถึง ตร.ให้ความสำคัญในการพิจารณางบประมาณของกรรมาธิการ ได้เสนอขอตัดงบบางรายการออก เพื่อให้การใช้งบประมาณมีความคุ้มค่า โปร่งใส และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อทางราชการ ประชาชน และประเทศชาติ

นอกจากนี้ โฆษก ตร. ระบุว่า ผบ.ตร. ได้กล่าวว่า การนำเสนอข้อมูลต่างๆ ก็เป็นไปได้ที่มีเข้าใจตามข้อมูลที่มี แต่อยากสื่อสารและนำข้อมูลที่ถูกต้องให้กับพี่น้องประชาชนได้รับทราบ เพราะไม่ว่าจะเป็นส่วนราชการใด และการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการทุกประเภท ก็ย่อมต้องใช้งบประมาณมาเพื่อปฏิบัติงานตามหน้าที่ เพื่อให้เกิดความสงบสุขของสังคมและพี่น้องประชาชนต่อไป

พิษณุโลก ชุดปฏิบัติภารกิจทางการช่างกองทัพภาคที่ 3 โดยกองพลพัฒนาที่ 3  สนับสนุน การปฏิบัติภารกิจทางการช่าง กองทัพภาคที่ 2

(14 ส.ค. 68) กองพลพัฒนาที่ 3 นำโดย พลตรี สกนธ์ เพชรทอง ผู้บัญชาการกองพลพัฒนาที่ 3 ร่วมกับ สมาคมสตรีอาสาสมัครรักษาดินแดนจังหวัดพิษณุโลก (ส.อ.ร.ด.) นำโดย คุณประนอม ทิวะพันธุ์ นายกสมาคมสตรีอาสาสมัครรักษาดินแดนจังหวัดพิษณุโลก และผู้ที่มีจิตอาสา ได้จัดหาสิ่งอุกรณ์ในการปฏิบัติภารกิจสนับสนุน กองทัพภาคที่ 2 เพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติ และร่วมมอบสิ่งของ และอุปกรณ์ที่จำเป็นให้กับกำลังพลที่ปฏิบัติภารกิจทางการช่าง ตามแนวชายแดน เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้กับกำลังพลที่ปฏิบัติงาน ณ กองบัญชาการกองพลพัฒนาที่ 3 ทั้งนี้ พลตรี สกนธ์ เพชรทอง ผู้บัญชาการกองพลพัฒนาที่ 3 ได้กล่าวขอบคุณ คณะสมาคมสตรีอาสาสมัครรักษาดินแดนจังหวัดพิษณุโลก และผู้ที่มีจิตอาสาที่ได้ร่วมจัดหาสิ่งอุปกรณ์มามอบให้ในครั้งนี้ 

แม่ทัพภาคที่ 2 เผย ‘ในหลวง’ ทรงห่วงใยทหารแนวหน้า พระองค์ติดตามสถานการณ์ชายแดน ‘ไทย–กัมพูชา’ ทุกวัน

(14 ส.ค. 68) พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 เปิดเผยระหว่างบรรยายพิเศษที่โรงเรียนสาธิตฯ ม.เกษตรศาสตร์ ว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงติดตามและสอบถามสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชากับแม่ทัพทุกวัน ผ่านกองงานในพระองค์ พร้อมทรงห่วงใยกองทัพที่ปฏิบัติภารกิจแนวหน้าในฐานะ “องค์จอมทัพไทย”

นอกจากนี้ แม่ทัพภาคที่ 2 ยังถ่ายทอดข้อความจากทหารแนวหน้าถึงประชาชนว่า หากคนไทยสู้และให้กำลังใจ ทหารก็พร้อมสู้เต็มที่ เพื่อปกป้องแผ่นดินที่บรรพบุรุษรักษาไว้ ยืนยันว่ากองทัพไทยปฏิบัติการภายในเขตแดนไทยเท่านั้น และพร้อมผลักดันผู้รุกล้ำออกจากพื้นที่

พร้อมฝากถึงเยาวชนให้มีสติในการเสพสื่อ ไม่หลงเชื่อข้อมูลที่บิดเบือนหรือสร้างความแตกแยก ควรตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และร่วมกันปกป้องสถาบันหลักของชาติ ได้แก่ ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์

ทั้งนี้ พล.ท.บุญสิน พาดกลาง ทิ้งท้ายให้คนไทยทุกคนตระหนักถึงความหมายของผืนธงชาติไทย 3 สี คือ แดงแทนเลือดและการเสียสละเพื่อแผ่นดิน ขาวแทนศาสนาและคุณธรรม และน้ำเงินแทนพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นจอมทัพนำคนไทยต่อสู้รักษาเอกราชจนมีแผ่นดินอยู่มาถึงปัจจุบัน

จีนเป็นเจ้าภาพประชุมไม่เป็นทางการระหว่าง ไทย–กัมพูชา เตรียมความพร้อมก่อนประชุมความร่วมมือแม่โขง–ล้านช้าง ครั้งที่ 10

(14 ส.ค. 68) นายหวัง อี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจีน เป็นเจ้าภาพการประชุมไม่เป็นทางการระหว่างรัฐมนตรีต่างประเทศของไทยและกัมพูชาในวันที่ 14 สิงหาคม ณ เมืองอันหนิง มณฑลยูนนาน เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศกรอบความร่วมมือแม่โขง–ล้านช้าง ครั้งที่ 10

การประชุมครั้งนี้มีนายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไทย และนายปรักสุคน รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกัมพูชาเข้าร่วม โดยเป็นเวทีเตรียมการสำหรับการประชุมระดับรัฐมนตรีที่เป็นกลไกสำคัญของประเทศในภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนระบุว่า นายหวัง อี้ จะเป็นประธานการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศกรอบความร่วมมือล้านช้าง–แม่โขง ครั้งที่ 10 ระหว่างวันที่ 14–15 สิงหาคม พร้อมมีกำหนดการหารือไม่เป็นทางการระหว่างจีน ลาว เมียนมา และไทยด้วย

สำหรับผลลัพธ์และรายละเอียดการประชุมไม่เป็นทางการ ไทย–กัมพูชา ทางผู้สื่อข่าวจะติดตามและรายงานให้ทราบต่อไป ขณะเดียวกัน การประชุมครั้งนี้สะท้อนถึงความร่วมมือและการประสานงานระหว่างประเทศในภูมิภาคแม่น้ำโขงอย่างต่อเนื่อง

‘วิชัย ทองแตง’ ยกโมเดล 3 ประสาน 'Golden Triangle' ช่วยยกระดับการศึกษา แนะเด็กไทย “กล้าถาม-กล้าทำ-กล้าเปลี่ยน”

(14 ส.ค. 68) นายวิชัย ทองแตง ประธานมูลนิธิ หนึ่งน้ำใจ One Love Foundation ชี้แนะแนวทาง ฐานความคิดใหม่ด้านการศึกษาว่า การพัฒนาการศึกษาของชาติให้มีความเข้มแข็ง สามารถแข่งขันกับนานาชาติได้นั้น ต้องมาจากการร่วมกันสร้างฐานพลังแห่งความเปลี่ยนแปลงด้วยโมเดล 'Golden Triangle' ได้แก่ การผสานความร่วมมือจาก 3 กลุ่มเข้าด้วยกัน ได้แก่ Knowledge sectors, Government sectors และ Private sectors ซึ่งความร่วมมือกันตามทฤษฎี 3 ประสานนี้ จะสามารถยกระดับการศึกษาและเปลี่ยนแปลงประเทศได้

และในทุกสถานการศึกษารวมทั้งแหล่งเรียนรู้ทั้งหลาย ต้องปลูกฝังให้เด็ก “กล้าถาม-กล้าทำ-กล้าเปลี่ยน”

พร้อมกันนี้ นายวิชัย ยังย้ำด้วยว่า ขอให้ 390 มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นขุมปัญญาที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย เป็นขุมพลังแห่งปัญญาในการนำพาชาติไปสู่ความยั่งยืน หรือ sustainable ได้ยึดหลัก Golden Triangle หรือ สามเหลี่ยมทองคำดังกล่าว ซึ่งเป็นแนวทางที่จะช่วยพัฒนาคุณภาพการศึกษาของประเทศไทย ขณะเดียวกัน ทุกมหาวิทยาลัย ทุกวิทยาลัย ทุกโรงเรียน ที่อยู่ในกลุ่มของ Knowledge Sector ต้องพัฒนาร่วมกันและสร้างองค์ความรู้ใหม่ๆ ที่เข้มแข็งและยั่งยืนให้กับประเทศต่อไป

“เมื่อก่อนเราสอนลูกสอนหลานว่า ให้กล้าคิด กล้าทำ กล้ารับผิดชอบ แต่ตอนนี้ต้องเปลี่ยนใหม่ เน้นสิ่งที่จับต้องได้ ต้องกล้าถาม เด็กไทยไม่ค่อยกล้าถาม และต้องกล้าลงมือทำ อาจจะผิดหรือถูกไม่ว่ากัน แต่ถ้าทำผิด ก็ต้องกล้าเปลี่ยน อะไรที่มันไม่ success ก็ต้องพร้อมที่จะเปลี่ยน ปัจจุบันโลกมันเป็นแบบนี้แล้ว จะทำอยู่เหมือนเดิมไม่ได้”

ผบก.ปคม. เปิดการฝึกอบรมพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร เสริมศักยภาพตำรวจสู่มาตรฐานสากล

(14 ส.ค. 68) เวลา 10.00 น. พล.ต.ต.ทรงกลด เกริกกฤตยา ผู้บังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์ เป็นประธานเปิดการฝึกอบรมพัฒนาทักษะการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารของกองบังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์ โดยมี พล.ต.ท.อภิชาติ สุริบุญญา เป็นวิทยากรบรรยาย และ พ.ต.ท.หญิง ชาฎา ใยลออ สว.ฝอ.5 บก.อก.บช.ทท. เป็นผู้ช่วยวิทยากร ณ ห้อง L101 ศูนย์การเรียนรู้ ชั้น 10 กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง

การจัดอบรมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาทักษะการพูด ฟัง อ่าน และเขียนภาษาอังกฤษให้กับข้าราชการตำรวจ เพื่อรองรับการปฏิบัติงานที่ต้องประสานงานกับหน่วยงานต่างประเทศ เช่น Interpol, องค์กร NGO ระหว่างประเทศ และหน่วยงานความมั่นคง รวมถึงการสื่อสารระหว่างปฏิบัติการภาคสนาม การซักถามผู้เสียหายหรือพยานต่างชาติ การเขียนรายงานคดี การจัดทำเอกสารประชุมระดับนานาชาติ และการนำเสนอผลงานหรือแลกเปลี่ยนความรู้ในเวทีสากล โดยเน้นทักษะภาษาอังกฤษด้านกฎหมาย การเขียนรายงานและอีเมล การตั้งคำถามอย่างเหมาะสม และการสื่อสารข้ามวัฒนธรรม

เนื้อหาการอบรมประกอบด้วย 3 หัวข้อหลัก ได้แก่ “ความสำคัญของภาษาอังกฤษกับการทำงานในอาชีพตำรวจ” “หลักการฝึกทักษะการฟัง พูด อ่าน และเขียนภาษาอังกฤษด้วยตนเอง” และ “เทคนิคการสนทนาภาษาอังกฤษแบบธรรมชาติในชีวิตประจำวัน” โดยมีผู้เข้าร่วมในห้องสัมมนาจำนวน 25 นาย พร้อมถ่ายทอดสดผ่าน Facebook ของกองบังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ในสังกัดทุกนายสามารถเข้าร่วมเรียนรู้ได้พร้อมกัน

โครงการนี้จะช่วยเสริมสร้างความมั่นใจและเพิ่มประสิทธิภาพการสื่อสารของเจ้าหน้าที่ตำรวจให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล อันจะส่งผลต่อการประสานความร่วมมือระหว่างประเทศ และเพิ่มศักยภาพในการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์อย่างยั่งยืน

รอง ผบ.ตร.เปิดโครงการฝึกอบรมเพื่อพัฒนาบุคลากร กองทุนเพื่อการสืบสวน สอบสวน การป้องกันและปราบปรามการกระทำผิดทางอาญา สำหรับหน่วยงานในส่วนกลาง

(14 ส.ค.68) เวลา 10.00 น. พล.ต.อ.กรไชย คล้ายคลึง รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) เป็นประธานพิธีเปิดโครงการฝึกอบรมเพื่อพัฒนาบุคลากร กองทุนเพื่อการสืบสวน สอบสวน การป้องกันและปราบปรามการกระทำผิดทางอาญา ประจำปี พ.ศ.2568 ณ ห้องแจ้งยอดสุข อาคารศูนย์ฝึกอบรมพัฒนาบุคลากรและสวัสดิการ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

โครงการฝึกอบรมฯ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 14 - 15 สิงหาคม 2568 ตามพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2565 ที่บัญญัติให้จัดตั้งกองทุนขึ้นในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เรียกว่า "กองทุนเพื่อการสืบสวน สอบสวน การป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดทางอาญา" โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้จ่ายในงานสืบสวน สอบสวน การป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดทางอาญา ซึ่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติให้ความสำคัญในการพัฒนาบุคลากรของกองทุน จึงได้อนุมัติให้สำนักงานงบประมาณและการเงิน โดยกองการเงิน ดำเนินการจัดโครงการฝึกอบรม เพื่อพัฒนาบุคลากรของกองทุน ให้มีความรู้ความเข้าใจในระเบียบ หลักเกณฑ์ และวิธีการในการรับ เก็บรักษา การจ่ายเงินกองทุน รวมถึงแนวทางปฏิบัติในการเบิกจ่ายเงินกองทุนได้อย่างถูกต้อง และลดข้อผิดพลาดในการปฏิบัติงาน โดยในระหว่างเดือนมีนาคม 2568 ถึงปัจจุบัน กองทุนได้ดำเนินการจัดฝึกอบรมให้กับบุคลากรของกองทุนในสังกัดตำรวจภูธรภาค 1 - 9 ไปแล้วรวมทั้งสิ้น 7,458 คน โดยในวันนี้เป็นการจัดอบรมให้กับหน่วยงานในส่วนกลาง จำนวน 383 คน จากหน่วยงานกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง, กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด, สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง, กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน, กองบัญชาการตำรวจสันติบาล, กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว, กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และผู้สังเกตการณ์จากสำนักงานตรวจสอบภายใน

พล.ต.อ.กรไชยฯ กล่าวว่า กองทุนเพื่อการสืบสวน สอบสวน การป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดทางอาญา ถือว่าเป็นทุนหมุนเวียนในกำกับดูแลของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งเป็นกองทุนหลักที่ช่วยสนับสนุนงานด้านการสืบสวน สอบสวน การป้องกันและปราบปรามของสำนักงานตำรวจแห่งชาติอย่างแท้จริง ขอให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมทุกท่านซึ่งเป็นกำลังหลักขับเคลื่อนการเบิกจ่ายเงินกองทุน นำความรู้ที่ได้รับจากการฝึกอบรมไปปฏิบัติให้เกิดประสิทธิภาพ บรรลุตามวัตถุประสงค์ของการจัดโครงการฝึกอบรม และให้ผู้บังคับบัญชาต้นสังกัดของหน่วยบริหารกองทุน ให้ความสำคัญในการตรวจสอบการเบิกจ่ายเงินให้เป็นไปตามระเบียบหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องเพื่อลดข้อผิดพลาดจากการเบิกจ่ายเงิน ซึ่งกองทุนดังกล่าวจะช่วยเสริมการปฏิบัติหน้าที่งานสืบสวน สอบสวน ปราบปราม ของเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้ปฏิบัติหน้าที่ในการดูแลความปลอดภัยพี่น้องประชาชนได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น 

แม่ทัพภาค 2 เผยยึด ‘ภูมะเขือ’ คืนเกือบ 1 ตร.กม. ชื่นชมทหารบาดเจ็บ!! ยังเข้มแข็งขอกลับไปสู้แนวหน้า

(14 ส.ค. 68) พลโทบุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 กล่าวในงานบรรยายหัวข้อ “เรื่องเล่าจากแนวหน้า และการรักษาอธิปไตยของชาติ” ที่โรงเรียนสาธิต ม.เกษตรศาสตร์ ว่า ในช่วงการปะทะชายแดนไทย–กัมพูชา ระหว่างวันที่ 24–28 กรกฎาคมที่ผ่านมา กองทัพไทยสามารถยึดดินแดนกลับคืนหลายจุด โดยเฉพาะภูมะเขือ พื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญ ได้คืนเกือบ 1 ตารางกิโลเมตร

แม่ทัพภาคที่ 2 เผยอีกว่า มีทหารบาดเจ็บระหว่างปฏิบัติภารกิจ แม้ว่าจะยังรักษาตัวไม่หายเต็มที่ แต่ทุกคนยังมีจิตใจเข้มแข็งและพร้อมกลับไปสู้ต่อในแนวหน้า พร้อมยืนยันว่าจิตวิญญาณลูกหลานสมเด็จพระนเรศวรยังอยู่กับทหารไทยทุกคน

นอกจากนี้ พลโทบุญสิน พาดกลาง กล่าวย้ำว่า ทหารไทยจะปกป้องดินแดนไม่ให้ใครรุกราน และจะผลักดันผู้ล้ำเส้นออกไปทุกครั้ง พร้อมสร้างความมั่นใจให้ประชาชนว่า กองทัพไทยมีความพร้อมและความตั้งใจแน่วแน่ในการรักษาอธิปไตยของชาติ

เชียงใหม่- สวนสัตว์เชียงใหม่ได้รับประกาศนียบัตรให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวต้นแบบ ปลอดภัย ไม่เสี่ยงโรค ของกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เป็นแห่งแรกของสวนสัตว์ไทย

(14 ส.ค. 68) นายวุฒิชัย ม่วงมัน ผู้อำนวยการสวนสัตว์เชียงใหม่ เข้ารับมอบประกาศนียบัตรของกรมควบคุมโรค โดยนายแพทย์ภาณุมาศ ญาณเวทย์สกุล อธิบดีกรมควบคุมโรค มอบหมายให้นายแพทย์ยงเจือ เหล่าศิริถาวร ผู้อำนวยการกองโรคติดต่อ เป็นประธานในพิธี ในงานนี้สวนสัตว์เชียงใหม่ได้รับการพิจารณาให้เข้าร่วมการพัฒนายกระดับการจัดการ แหล่งท่องเที่ยวต้นแบบ ปลอดภัย ไม่เสี่ยงโรค ณ โรงแรมเรดิสสัน รีสอร์ทแอนด์สปา หัวหิน จังหวัดเพชรบุรี  

การประเมินที่ผ่านมา สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 1 จังหวัดเชียงใหม่ ได้เข้ามาประเมินสวนสัตว์เชียงใหม่ และนำข้อมูลเสนอต่อ กองโรคติดต่อ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข หลังจากนั้นจะพิจารณาสวนสัตว์เชียงใหม่ ให้ได้เข้าร่วมการพัฒนายกระดับการจัดการ “เป็นแหล่งท่องเที่ยวต้นแบบ ปลอดภัย ไม่เสี่ยงโรค” ในครั้งนี้นับว่าเป็นครั้งแรกของสวนสัตว์ฯในสังกัดองค์การสวนสัตว์แห่งประเทศที่ได้รับเกียรติจากผลงานคุณภาพของสวนสัตว์ฯกับองค์กรและการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวและเจ้าหน้าที่สวนสัตว์ ต่อไป

สวนสัตว์เชียงใหม่เป็นแหล่งเรียนรู้และท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์สัตว์ที่สำคัญของภาคเหนือและประเทศไทย ได้รับจากความนิยมเที่ยวชมของเด็ก เยาวชน และครอบครัว อย่างต่อเนื่อง ดังนั้นการพัฒนาสวนสัตว์เชียงใหม่ให้เป็นสถานที่เฝ้าระวัง ป้องกัน ควบคุมโรค และภัยด้านสุขภาพในกลุ่มผู้เดินทาง ตลอดจนถึงการป้องโรคระหว่างคนกับสัตว์ จึงมีความสำคัญต่อสวนสัตว์เชียงใหม่ที่ควรปฏิบัติเพื่อสร้างความมั่นใจต่อนักท่องเที่ยวต่อไป อีกทั้งยังเป็นเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จของหน่วยงานตามที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับรัฐวิสาหกิจ(สคร.)กำหนด และตามนโยบายของคณะกรรมการ(บอร์ด) และผู้บริหารขององค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทยที่สวนสัตว์เชียงใหม่สังกัดอีกด้วย นายวุฒิชัยฯกล่าวทิ้งท้ายตามสไตล์ผอ.ปู คนมีคุณภาพ ผลงานยอดเยี่ยม 

‘อีที ทีเด็ด99’ โพสต์เดือด!! หลังเพื่อนทหารเหยียบทุ่นระเบิด ถามต้องเจ็บ–ตายอีกกี่คนกว่าจะยุติความขัดแย้ง

(14 ส.ค. 68) จากกรณีเมื่อเวลา 09.10 น. ของวันที่ 12 สิงหาคม ที่ผ่านมา หน่วยทหารพรานร้อย ทพ.2610 ลาดตระเวนพื้นที่ช่องจุ๊บตาโมก อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ ทางทิศตะวันตกของปราสาทตาเมือนธม ได้เหยียบทุ่นระเบิด ส่งผลให้ สิบเอกธีรพล เพียขันที อายุ 48 ปี ผบ.ชุดปฏิบัติการ กรมทหารพราน 26 ได้รับบาดเจ็บสาหัส สูญเสียขา 1 ข้าง

ต่อมา นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และคณะกรรมการศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา (ศบ.ทก.) ออกมายืนยันว่า รัฐบาลจะดูแลและเยียวยากำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บทุกนายอย่างเต็มที่ พร้อมย้ำว่าฝ่ายความมั่นคงไม่นิ่งนอนใจต่อสถานการณ์นี้ และจะดำเนินมาตรการทุกวิถีทาง เพื่อปกป้องอธิปไตยและความมั่นคงของแผ่นดินไทย 

ขณะที่ นายชัยวัฒน์ อัปติกานัง หรือ “อีที ทีเด็ด99” นักมวยเข่าสายบู๊ จากจังหวัดร้อยเอ็ด ซึ่งปัจจุบันถือเป็นอีกหนึ่งทหารกล้าของไทย โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว “อีที เลิกมวยชั่วคราวครับ” ว่า…

“เช้าวันนี้ก็มีทหาร ค่ายพราน 26 รุ่นพี่เจ็บสาหัส ต้องเสียขาไปอีกคนแล้วววว คุณก็พูดได้สิ คนเจ็บคนตายมันไม่ใช่ลูกหลานญาติพี่น้องคุณ มีแต่อยากให้หลีกเลี่ยงการปะทะ แล้วดูมันทำสิ ต้องให้มีคนเจ็บคนตายอีกกี่คน ถ้ามีการปะทะกันอีกครั้ง เสิร์ฟให้หนักๆหน่อยนะครับ #ขอให้มันจบที่รุ่นนี้🙏🏻🙏🏻” อีที โพสต์

เชียงใหม่-ตำรวจภูธรภาค 5  แถลงผลการจับกุมคดียาเสพติดรายสำคัญจำนวน 5 คดี

ตำรวจภูธรภาค 5 แถลงผลการจับกุมผู้ต้องหาคดียาเสพติดรายสำคัญ จำนวน 5 คดี รวมของกลางทั้งหมด ยาบ้า จำนวน 3,600,000 เม็ด, เคตามีน จำนวน 100 กก. และไอซ์ จำนวน 150 กก. 

เมื่อวานนี้ (13 ส.ค.68) เวลา 11.00 น. ณ ลานแถลงข่าว อาคารกองบังคับการสืบสวนสอบสวน ตำรวจภูธรภาค 5 อ.เมืองเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่ ตำรวจภูธรภาค 5 ร่วมแถลงข่าวผลการจับกุม และสืบสวนขยายผลยาเสพติดรายสำคัญของในพื้นที่ ภ.5 จำนวน 5 คดี ดังนี้ โดยมี พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผบช.ภ.5 เป็นประธานการแถลงข่าว

ตำรวจภูธรภาค 5 โดย พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร  ผบช.ภ.5, พล.ต.ต.พิเชษฐ จีระนันตสิน, พล.ต.ต.นพดล กรึงไกร, พล.ต.ต.พรพิทักษ์ รู้ยืนยง, พล.ต.ต.ธนะรัชต์ ชุ่มสวัสดิ์, พล.ต.ต.พิชญา บุญขจร, พล.ต.ต.ธวัชชัย พงษ์วิวัฒนชัย  รอง ผบช.ภ.5, พล.ต.ต.วรพงศ์ คำลือ ผบก.สส.ภ.5, พล.ต.ต.มานพ เสนากูล  ผบก.ภ.จว.เชียงราย, พล.ต.ต.ยุทธนา แก่นจันทร์  ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่ และพล.ต.ต.พงษ์เดช คำใจสู้ ผบก.ภ.จว.แพร่ ฝ่ายทหาร นบ.ยส.35 โดย พล.ท.กิตติพงศ์ ชื่นใจชน  มทน.3/ผบ.นบ.ยส.35 ฝ่ายปกครอง โดย นายสมชัย เลิศประสิทธิพันธ์ ผวจ.แพร่ โดย นายนายชรินทร์ ทองสุข ผวจ.เชียงรายสำนักงาน ปปส.ภาค 5  โดย นายธันวา ผุดผ่อง ผอ.ปปส.ภาค 5

ผลการจับกุมผู้ต้องหาคดียาเสพติดรายสำคัญ จำนวน 5 คดี
1. สภ.ห้วยไร่ จว.แพร่ บูรณาการร่วมหน่วยที่เกี่ยวข้องจับกุมผู้ต้องหา 2 คน พร้อมของกลาง เคตามีน จำนวน 100 กก. และ ไอซ์ จำนวน 40 กก.
2. สภ.ห้วยไร่ จว.แพร่ บูรณาการร่วมหน่วยที่เกี่ยวข้องจับกุมผู้ต้องหา 4 คน พร้อมของกลาง ยาบ้า จำนวน 1,200,000 เม็ด
3. สภ.วังชิ้น จว.แพร่ บูรณาการร่วมหน่วยที่เกี่ยวข้องจับกุมผู้ต้องหา 2 คน พร้อมของกลาง ยาบ้า จำนวน 1,800,000 เม็ด
4. สภ.เมืองเชียงราย จว.เชียงราย บูรณาการร่วมหน่วยที่เกี่ยวข้องตรวจของกลางไอซ์ จำนวน 110 กก.
5. สภ.เชียงดาว จว.เชียงใหม่ บูรณาการร่วมหน่วยที่เกี่ยวข้องตรวจยึดของกลาง ยาบ้า จำนวน 600,000 เม็ด

รวมของกลางทั้งหมด ยาบ้า จำนวน 3,600,000 เม็ด, เคตามีน จำนวน 100 กก. และไอซ์ จำนวน 150 กก.

กปช.จต. จับแรงงานกัมพูชา 46 คน ลักลอบเข้าไทย สารภาพสิ้นโดนรัฐบาลหลอก!! ไม่ให้งานทำตามที่สัญญา

(14 ส.ค. 68) กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด จับกุมแรงงานกัมพูชาลักลอบเข้าไทย 46 คน พร้อมคนไทยผู้พานำ 1 คน เมื่อคืนวันที่ 12 สิงหาคม 2568 ที่บ้านคลองบอน หมู่ 4 ตำบลหนองตาคง อำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี โดยเจ้าหน้าที่ทหารพรานนาวิกโยธินร่วมกับตำรวจตรวจคนเข้าเมืองและตำรวจท้องที่ เข้าจับกุมและนำผู้ต้องหาทั้งหมดส่งดำเนินคดีที่ สภ.บ้านแปลง

พลเรือตรีปารัช รัตนไชยพันธ์ รองโฆษกกองทัพเรือเผยว่า การลักลอบเข้าเมืองยังเกิดขึ้นต่อเนื่อง แม้รัฐบาลกัมพูชาจะเชิญชวนให้แรงงานกลับประเทศช่วงสถานการณ์ความขัดแย้งไทย–กัมพูชา พร้อมสัญญาว่าจะมีงานให้ทำและมีรายได้ แต่เมื่อกลับไปจริงกลับไม่เป็นตามที่ประกาศไว้

แรงงานบางส่วนจึงชักชวนกันลักลอบกลับเข้าไทยผ่านช่องทางธรรมชาติ เพื่อหางานทำในประเทศ ทำให้หน่วยงานด้านความมั่นคงต้องเพิ่มการตรวจตราเข้มข้นตลอดแนวชายแดน เพื่อสกัดการเข้าเมืองผิดกฎหมาย

รองโฆษกกองทัพเรือย้ำว่า ประชาชนไทยที่รับหรือนำแรงงานต่างชาติเข้ามาทำงาน ต้องคำนึงถึงความมั่นคงของประเทศ หากตรวจพบจะถูกดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างสูงสุด พร้อมยืนยันว่าฝ่ายความมั่นคงจะบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดทุกกรณี


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top