Thursday, 16 July 2026
NEWS

ทหารสิงคโปร์เยี่ยม กองบิน 7 ยลโฉม Gripen และ SAAB 340 AEW ตามโครงการแลกเปลี่ยนการเยือน ทอ.ไทย-สิงคโปร์

(20 ส.ค. 68) ทหารสิงคโปร์เยี่ยมชมกองบิน 7 ของกองทัพอากาศไทย เพื่อศึกษาขีดความสามารถและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างสองประเทศ โดยมี Brigadier General Marcel Xu ผู้บัญชาการ Participation Command ของกองทัพสิงคโปร์ นำคณะเดินทางเยือน พร้อมด้วย นาวาอากาศเอก ประเสริฐวิษณุ์ มหาขันธ์ รองผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผน กรมข่าวทหารอากาศ

การเยี่ยมชมครั้งนี้รวมถึงการรับฟังบรรยายสรุปภารกิจหลักของกองบิน 7 และการสาธิตกริพเพน (Gripen) และเครื่องบินตรวจการณ์ทางอากาศ Saab 340 AEW ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการแลกเปลี่ยนผู้บังคับบัญชาระดับสูงระหว่างกองทัพอากาศไทยและสิงคโปร์

นาวาอากาศเอก ศุภวัจน์ จิตรมนตรี ผู้บังคับการกองบิน 7 พร้อมด้วยเสนาธิการและหัวหน้าหน่วยขึ้นตรงกองบิน 7 ให้การต้อนรับคณะอย่างอบอุ่น ณ กองบิน 7 อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยหวังสร้างความร่วมมือและความเข้าใจด้านการบินและยุทธวิธีระหว่างสองกองทัพอย่างต่อเนื่อง

‘สรวงศ์’ ยันไทยเร่งเซ็นสัญญา 5 ปี ‘เอฟวัน’ (F1) ภายในสิ้นปี ย้ำจัดแข่งแบบซิตี้เรซ บริเวณจตุจักร เริ่มปี 2571 ใช้งบ 40,000 ล้าน

(20 ส.ค. 68) นายสรวงศ์ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เผยความคืบหน้าการผลักดันไทยเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันรถยนต์สูตรหนึ่งชิงแชมป์โลก 'ฟอร์มูล่าวัน' โดย ครม. เห็นชอบให้เสนอตัวเป็นเจ้าภาพระยะเวลา 5 ปี เริ่มตั้งแต่ปี 2571 ภายใต้งบประมาณกว่า 40,000 ล้านบาท ซึ่งต้องเสนอพิจารณาเป็นรายปี

สำหรับรูปแบบการแข่งขัน คาดว่าจะใช้เส้นทาง 'ซิตี้เรซ' บริเวณย่านจตุจักร รวมระยะทางประมาณ 5-6 กิโลเมตร ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนออกแบบรายละเอียด และหากไม่ติดขัด คาดว่าจะสามารถเซ็นสัญญากับฝ่ายจัดการแข่งขันได้ภายในสิ้นปีนี้

รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา ยืนยันว่าหลังเซ็นสัญญาจะเริ่มประชาสัมพันธ์และสร้างความเข้าใจกับประชาชน โดยเฉพาะผู้ที่อยู่รอบพื้นที่จัดการแข่งขัน เพื่อให้เห็นประโยชน์และเข้าใจการจัดงานมอเตอร์สปอร์ตระดับโลกครั้งนี้

ทั้งนี้ นายสรวงศ์ ได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรีให้เป็นประธานคณะทำงาน พร้อมทีมจากหลายหน่วยงานร่วมกับบริษัท ฟอร์มูล่า วัน กรุ๊ป และ สำนักงานส่งเสริมการจัดการประชุมและนิทรรศการ (สปน.) เพื่อผลักดันให้ไทยได้สิทธิ์จัดการแข่งขันตามกรอบเวลาที่วางไว้

พิษณุโลก ผู้บัญชาการทหารบกเป็นประธานพิธีบำเพ็ญกุศล เนื่องในงานวันสถาปนากองทัพภาคที่ 3 ครบรอบ 123 ปี

(20 ส.ค. 68) เวลา 10.00 น. พลเอก พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก พร้อมคณะผู้บังคับบัญชา ร่วมงานวันสถาปนา กองทัพภาคที่ 3 ครบรอบปีที่ 123 เพื่อบำเพ็ญกุศลอุทิศให้อดีตผู้บังคับบัญชา และกำลังพลที่ล่วงลับไปแล้ว โดยมี พลโท กิตติพงษ์  แจ่มสุวรรณ แม่ทัพภาคที่ 3 ให้การต้อนรับ ณ กองบัญชาการกองทัพภาคที่ 3 ค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก 

โอกาสนี้ พลโท กิตติพงษ์  แจ่มสุวรรณ แม่ทัพภาคที่ 3 พร้อมด้วย พันเอกหญิง สุชาดา  แจ่มสุวรรณ ประธานสมาคมแม่บ้านทหารบก สาขา กองทัพภาคที่ 3, ผู้บังคับบัญชา และกำลังพลหน่วยขึ้นตรงกองทัพภาคที่ 3 ร่วมพิธีถวายราชสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช พระบรมรูปสมเด็จพระเอกาทศรถ และพระรูปพระสุพรรณกัลยา ณ ค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก  เนื่องในโอกาสวันสถาปนากองทัพภาคที่ 3 ครบรอบปีที่ 123 และในการนี้ พลเอก พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก ได้กรุณาให้เกียรติเดินทางมาเป็นประธาน โดยได้ขึ้นแท่นรับความเคารพจากแถวกองทหารเกียรติยศ จากนั้น ได้ถวายราชสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช, สมเด็จพระเอกาทศรถ และพระรูปพระสุพรรณกัลยา พร้อมทั้งเยี่ยมชมการจัดแสดงนิทรรศการของหน่วยขึ้นตรงกองทัพภาคที่ 3 ต่อมาผู้บัญชาการทหารบก เป็นประธานในพิธีบำเพ็ญกุศล เนื่องในวันสถาปนากองทัพภาคที่ 3 ครบรอบปีที่ 123 ณ ห้องบันเทิงทัพ 1 สโมสรบันเทิงทัพ ค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก โดยมี อดีต แม่ทัพภาคที่ 3 ร่วมพิธีประกอบด้วย พลเอก ดร. ศิริ  ทิวะพันธ์ อดีตแม่ทัพภาคที่ 3 ท่านที่ 19, พลเอก ถนอม  วัชรพุทธ อดีตแม่ทัพภาคที่ 3 ท่านที่ 23, พลเอก สมหมาย วิชาวรณ์ อดีตแม่ทัพภาคที่ 3 ท่านที่ 24, พลเอก สำเริง  ศิวาดำรง อดีตแม่ทัพภาคที่ 3 ท่านที่ 30, พลเอก สาธิต  พิธรัตน์ อดีตแม่ทัพภาคที่ 3 ท่านที่ 35, พลเอก อภิเชษฐ์  ซื่อสัตย์ อดีตแม่ทัพภาคที่ 3 ท่านที่ 39, พลโท สุริยะ  เอี่ยมสุโร อดีตแม่ทัพภาคที่ 3 ท่านที่ 40, พลโท ประสาน แสงศิริรักษ์   อดีตแม่ทัพภาคที่ 3 ท่านที่ 41 ปัจจุบัน พลโท กิตติพงษ์  แจ่มสุวรรณ เป็นแม่ทัพภาคที่ 3 ท่านที่ 42  ซึ่งท่านเป็นผู้บังคับบัญชาที่มีความพร้อมลักษณะของผู้นำ มีความมุ่งมั่นในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อให้กองทัพภาคที่ 3 มีความก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น กองทัพภาคที่ 3 เป็นกำลังรบหลักของกองทัพบกที่รับผิดชอบในพื้นที่17 จังหวัดภาคเหนือ ด้วยเกียรติประวัติที่ยาวนานจากอดีตสู่ปัจจุบัน ครบ 123 ปี แห่งการสถาปนาหน่วยกองบัญชาการกองทัพภาคที่ 3 ซึ่งเป็นเกียรติประวัติที่สำคัญยิ่ง ปรีชา นุตจรัส รายงาน ข่าวพิษณุโลก

กรมพินิจฯ เปิดโครงการ Reskill & Upskill เสริมทักษะผู้ประสานงานยุติธรรมสมานฉันท์

เมื่อวันที่ (18 ส.ค. 68) 68 เวลา 13.30 น. พ.ต.ท.ประวุธ วงศ์สีนิล อธิบดีกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน เป็นประธานเปิด “โครงการยกระดับทักษะผู้ประสานการประชุมในการดำเนินงานด้านยุติธรรมสมานฉันท์ (Reskill & Upskill)” ณ โรงแรมทีเค แอนด์ คอนเวนชั่น เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ

โดยมี ดร.ภูชิสส์ ศรีเจริญ และคณะ จากสถาบันพัฒนาทุนมนุษย์เพื่อสังคม พร้อมทีมวิทยากรจากสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย ร่วมบรรยายพิเศษ ขณะที่นางสาวโรจนา วิโรจน์กุล ผู้อำนวยการกองพัฒนาระบบงานยุติธรรมเด็กและเยาวชน กล่าวรายงาน

โครงการมุ่งพัฒนาศักยภาพพนักงานคุมประพฤติ ให้มีทักษะการสื่อสาร ไกล่เกลี่ย การประชุมวางแผนแก้ไขบำบัดฟื้นฟู และติดตามผล เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้มาตรการพิเศษแทนการดำเนินคดีอาญาตามมาตรา 86 ให้เหมาะสมกับบริบทชุมชน สร้างเครือข่ายแลกเปลี่ยนข้อมูล และเสริมความร่วมมือระหว่างเจ้าหน้าที่

ทั้งนี้ กองพัฒนาระบบงานยุติธรรมเด็กและเยาวชน จัดโครงการดังกล่าวจำนวน 4 รุ่น โดยรุ่นที่ 2 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 18–19 สิงหาคม 2568

‘ดร.เอ้ สุชัชวีร์’ ชี้ การศึกษายุคใหม่ ต้องมีภาษาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และ AI เป็นภาษาที่สาม เป็นทักษะที่สำคัญ

‘ดร.เอ้ สุชัชวีร์’ ชี้ การศึกษายุคใหม่ ต้องมีภาษาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และ AI เป็นภาษาที่สาม เป็นทักษะที่สำคัญ

เชียงใหม่-รองนายกฯ ภูมิธรรม แถลงจับกุมคดียาเสพติดรายสำคัญ พร้อมของกลาง ไอซ์ 700 กก.

รองนายกรัฐมนตรี แถลงข่าวจับกุมยาเสพติดล็อตใหญ่ ไอซ์ 700 กิโลกรัม ที่จังหวัดเชียงใหม่ เผยรัฐบาลเร่งแก้ปัญหายาเสพติดอย่างจริงจัง เน้นแก้ไขอย่างครอบคลุมทุกมิติ

(20 ส.ค. 68) เวลา 09.00 น. ณ ห้องประชุมพระพุทธประทานยศบารมี ตำรวจภูธรภาค 5 อ.เมืองเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่ ตามนโยบายของ นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี สั่งการให้หน่วยงานของรัฐที่ทำหน้าที่ในการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด บูรณาการแก้ไขปัญหายาเสพติดในทุกมิติ​

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยการอำนวยการของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร,พล.ต.อ.ไกรบุญ ทรวดทรง, พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์, พล.ต.อ.ประจวบ วงศ์สุข รอง ผบ.ตร., พล.ต.ท.สำราญ นวลมา  ผู้ช่วย ผบ.ตร., พล.ต.ท.ภาณุรัตน์ หลักบุญ เลขาธิการ ป.ป.ส. และ พล.ท.กิตติพงษ์ แจ่มสุวรรณ มทภ.3ได้รับบัญชาและข้อสั่งการนำไปสู่การปฏิบัติ

ตำรวจภูธรภาค 5 โดย พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร  ผบช.ภ.5, พล.ต.ต.พิเชษฐ จีระนันตสิน, พล.ต.ต.นพดล กรึงไกร, พล.ต.ต.พรพิทักษ์ รู้ยืนยง, พล.ต.ต.ธนะรัชต์ ชุ่มสวัสดิ์, พล.ต.ต.พิชญา บุญขจร, พล.ต.ต.ธวัชชัย พงษ์วิวัฒนชัย รอง ผบช.ภ.5, พล.ต.ต.วรพงศ์ คำลือ ผบก.สส.ภ.5 และพล.ต.ต.ยุทธนา แก่นจันทร์ ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่ ​ตำรวจตระเวนชายแดน โดย พล.ต.ต.นิตินัย หลังยาหน่าย ผบช.ตชด., พล.ต.ต.วรพัฒน์ บุญมา ผบก.ตชด.ภาค 3, พ.ต.อ. รังสิมันต์ สงเคราะห์ธรรม รอง ผบก.ตชด.ภาค 3, พ.ต.อ.ผดุงเกียรติ ปัณฑรนนทกะ ผกก.ตชด.33 ​ฝ่ายทหาร นบ.ยส.35​โดย พล.ท.กิตติพงศ์ ชื่นใจชน มทน.3/ผบ.นบ.ยส.35 ฝ่ายปกครอง โดย นายทศพล เผื่อนอุดม​ ผวจ.เชียงใหม่ สำนักงาน ปปส.ภาค 5 ​โดย นายธันวา ผุดผ่อง ผอ.ปปส.ภาค 5แถลงผลการจับกุมผู้ต้องหาคดียาเสพติดรายสำคัญ กรณี ตชด.335 ร่วมกับ เจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร ฝ่ายปกครอง ในพื้นที่จับกุมผู้ต้องหา 1 คน พร้อมของกลาง ไอซ์ จำนวน 700 กก.

ที่เกิดเหตุเมื่อวันที่ ​18 สิงหาคม 2568 เวลาประมาณ 02.00 น.ที่ สวนท้วยหมู่บ้านป่าบงงาม หมู่ที่ 11 ต.เมืองนะ อ.เชียงดาว จว.เชียงใหม่ ผู้ต้องหา นายดำรัสฯ อายุ 33 ปี ภูมิลำเนา ต.เมืองนะ อ.เชียงดาว จว.เชียงใหม่

พฤติการณ์แห่งคดี​​ เมื่อวันที่ 16 ส.ค.2568 เจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.ตชด.ภาค 3 ได้รับแจ้งจากแหล่งข่าวว่าในห้วงวันที่ 16 - 18 สิงหาคม 2568 กลุ่มลำเลียงยาเสพติด จะลักลอบลำเลียงยาเสพติดจำนวนมากจาก บริเวณบ้านป่าบงงาม ต.เมืองนะ อ.เชียงดาว จว.เชียงใหม่ เข้ามาพื้นที่ตอนในของประเทศ จึงรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบตามลำดับชั้นทราบและสั่งการให้บูรณาการร่วมกับตำรวจ ทหาร ฝ่ายปกครอง ในพื้นที่ทำการสืบสวนจับกุม ตั้งแต่วันที่ 16 สิงหาคม 2568 เป็นต้นมา

ต่อมาเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2568 เวลาประมาณ 02.00 น. ชุดปฏิบัติการพบรถยนต์ โตโยต้า ไทเกอร์ ทะเบียน ผพ 1068 เชียงใหม่ กำลังขับออกจากสวนจึงได้เข้าไปควบคุมรถยนต์และนายดำรัสฯ คนขับรถไว้ ขณะเดียวกัน ชุดปฏิบัติการอีกชุดได้เข้าไปพิสูจน์ทราบบริเวณสวนที่แหล่งข่าวแจ้งว่ามียาเสพติดซุกซ่อนอยู่เมื่อไปถึงพบชาย 2 คนยืนอยู่บริเวณดังกล่าว เมื่อบุคคลทั้งสองสังเกตเห็นเจ้าหน้าที่ จึงได้อาศัยความมืดและความชำนาญในพื้นที่วิ่งหลบหนีไปได้ ตรวจสอบพื้นที่บริเวณสวนดังกล่าวพบกระสอบ จำนวน 28 กระสอบ บรรจุยาเสพติดชนิดไอซ์ กระสอบละประมาณ 25 กิโลกรัม น้ำหนักรวมประมาณ 700 กิโลกรัม ซุกซ่อนอยู่ใน กอกล้วย คลุมด้วยผ้าใบสีดำปกคลุมด้วยกิ่งและใบลำไย เพื่อปิดบังอำพรางอีกชั้นหนึ่ง ตรวจสอบที่บริเวณกระท่อมพบรถจักรยานยนต์ จำนวน 2 คัน จากนั้นจึงได้ทำการจับกุมผู้ต้องหาพร้อมของกลางยาเสพติดทั้งหมดนำส่งพนักงานสอบสวน สภ.นาหวาย จว.เชียงใหม่ ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป 

​ตำรวจภูธรภาค 5 บูรณาการร่วมกับหน่วยงานทุกภาคส่วน ทั้งฝ่ายทหาร ฝ่ายปกครอง สำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด และนำบัญชาข้อสั่งการของรัฐบาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในการสกัดกั้นการลำเลียงยาเสพติดไม่ให้เข้าไปสู่พื้นที่ตอนในอย่างเข้มข้นและจริงจัง และนำไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม

สรุปผลการจับกุมยาเสพติด ของ ตำรวจภูธรภาค 5 ห้วงตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2567 – 19 สิงหาคม 2568 จับกุมคดียาเสพติด จำนวน 22,467คดี คดียาเสพติดรายสำคัญ 229  คดี ตรวจยึดของกลางยาเสพติด ยาบ้า 222 ล้านเม็ดเศษ ไอซ์ 11,400  กิโลกรัมเศษ เฮโรอีน 197 กิโลกรัมเศษ เคตามีน 1,840  กิโลกรัมเศษฝิ่น 155  กิโลกรัมเศษ ตรวจยึดทรัพย์สินที่เกี่ยวกับยาเสพติด มูลค่าทรัพย์สินประมาณ 1,130 ล้านบาทเศษ

ขอนแก่น - มข. ขับเคลื่อนงานวิจัยสู่ธุรกิจ จัด 'KKU Enterprise Demo Day #2' นวัตกรรมดิจิทัลและสุขภาวะ Smart Digital & Wellness เปิดเวทีจับคู่ความร่วมมือระหว่างนักวิจัยและผู้ประกอบการ

เมื่อวานนี้ (19 ส.ค.68) เวลา 13.30–16.30 น. ณ ห้องสารสิน ชั้น 2 อาคารสิริคุณากร มหาวิทยาลัยขอนแก่น ศูนย์เคเคยู เอนเตอร์ไพรส์ (KKU Enterprise) จัดกิจกรรม “KKU Enterprise Demo Day #2: นวัตกรรมดิจิทัลและสุขภาวะ Smart Digital & Wellness” เพื่อนำเสนอผลงานวิจัยที่พร้อมต่อยอดเชิงพาณิชย์ และสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับภาคธุรกิจ

โดยพิธีเปิดได้รับเกียรติจาก รศ.ดร.เพ็ญศรี เจริญวานิช รองอธิการบดีฝ่ายกิจการนักศึกษาและนวัตวณิชย์ ทำหน้าที่ประธานแทน ท่านอธิการบดึมหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวเปิดงานและต้อนรับผู้เข้าร่วม เน้นย้ำบทบาทของมหาวิทยาลัยในการผลักดันผลงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์เชิงเศรษฐกิจและสังคม พร้อมระบุว่ามหาวิทยาลัยตั้งเป้าจัดกิจกรรมลักษณะนี้อย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกเดือน เพื่อเป็นเวทีเชื่อมโยงนักวิจัย ผู้ประกอบการ และนักลงทุน ตลอดช่วงการนำเสนอ ได้แสดงผลงานและแพลตฟอร์มสำคัญ ได้แก่ KKU Market ช่องทางอีคอมเมิร์ซ เพื่อผลักดันผลิตภัณฑ์จากงานวิจัยของมหาวิทยาลัยสู่ผู้บริโภค KKU IntelSphere แพลตฟอร์ม AI เพื่อยกระดับการบริหารจัดการและการเรียนการสอนในมหาวิทยาลัย

การประยุกต์ใช้ AI ด้านสุขภาพ และแชตบ็อตเพื่อการดูแลผู้ป่วย Functional Wellness Directory ระบบฐานข้อมูลสุขภาวะบุคคล Cellular Therapy Service (CTC) รูปแบบการให้บริการรักษาด้วยเซลล์ต้นกำเนิด รศ.ดร.เพ็ญศรี กล่าวเพิ่มเติมว่า ในนามมหาวิทยาลัยขอนแก่น โดยศูนย์เคเคยู เอนเตอร์ไพรส์ (KKU Enterprise) เป็นหน่วยงานที่มหาวิทยาลัยขอนแก่นได้จัดตั้งขึ้นเพื่อทำหน้าที่บริหารจัดการผลิตภัณฑ์ อันได้แก่ องค์ความรู้ สิ่งประดิษฐ์ และผลงานวิจัยของมหาวิทยาลัย เพื่อผลักดันออกสู่ ตลาดในเชิงพาณิชย์อย่างเป็นรูปธรรม โดยมีเป้าหมายในการดำเนินงานด้านการตลาดแบบครบวงจร และสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางธุรกิจดังนั้น ศูนย์เคเคยู เอนเตอร์ไพรส์ จึงได้จัดงานในครั้งนี้ขึ้น เพื่อสร้างเวทีให้นักวิจัยของเราได้นำเสนอผลงานและนวัตกรรมที่โดดเด่นแก่ภาคธุรกิจ ผู้ประกอบการ และนักลงทุนทุกท่าน งานในวันนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงการแสดงผลงาน แต่เป็นประตูแห่งโอกาส ในการสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางธุรกิจที่แข็งแกร่ง เพื่อนำไปสู่การต่อยอด และพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์ความต้องการของตลาด สร้างรายได้ และขยายธรกิจให้เติบโตต่อไปในอนาคต โดยการจัดงาน Demo Day ในวันนี้ ถือเป็นครั้งที่ 2 ซึ่งจัดขึ้น ภายใต้แนวคิด "นวัตกรรมดิจิทัลและสุขภาวะ" 

นอกจากนั้น ยังมีการนำเสนอผลิตภัณฑ์สุขภาพ เช่น Brain Booster’s Product, อาหารพร้อมทานเพื่อสุขภาพ และ Functional Food ภายใต้ความร่วมมือของหน่วยงานในมหาวิทยาลัย (KKU Select)

ช่วงท้ายเป็นกิจกรรม Networking และจับคู่เจรจาความร่วมมือ (Business Matching) ระหว่างหน่วยงานวิจัยกับผู้ประกอบการและนักลงทุนที่มาร่วมงาน เพื่อต่อยอดผลงานสู่การพัฒนาเชิงพาณิชย์ในรูปแบบต่าง ๆ ทั้งการทดลองตลาด การร่วมพัฒนาเทคโนโลยี และการเชื่อมโยงช่องทางจัดจำหน่าย

"เฉลิมชัย" จับมือสิงคโปร์ ลงนามข้อตกลงซื้อขายคาร์บอนเครดิต หนุนไทยสู่ศูนย์กลางอาเซียน

(20 ส.ค. 68) ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะผู้แทนประเทศไทย ได้ร่วมลงนามในข้อตกลงด้านคาร์บอนเครดิตระหว่างประเทศกับ นายตัน ซี เหล่ง รัฐมนตรีจากประเทศสิงคโปร์ ณ โรงแรมเดอะ ริทซ์-คาร์ลตัน กรุงเทพฯ โดยข้อตกลงนี้มุ่งเน้นการซื้อขายผลการลดก๊าซเรือนกระจก (ITMOs) ที่เกิดจากโครงการต่างๆ ในประเทศไทย โดยสิงคโปร์สามารถนำผลลัพธ์ที่ได้ไปใช้บรรลุเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกของตนเองได้

การลงนามเมื่อ19 สิงหาคม2568ในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำผ่านโครงการที่ประชาชนสามารถมีส่วนร่วมได้หลากหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็น ด้านป่าไม้ พลังงานสะอาด หรือนวัตกรรม นอกจากนี้ยังช่วยส่งเสริมให้ประเทศไทยมีความพร้อมที่จะก้าวไปสู่การเป็น ศูนย์กลางคาร์บอนเครดิตในภูมิภาคอาเซียน ได้ในอนาคต

‘กองทัพอากาศไทย’ จ่อซื้อ ‘กริพเพน’ อย่างเป็นทางการ ผบ.ทอ. เตรียมบินไปทำพิธีลงนาม ที่สวีเดน 25 ส.ค. นี้

(20 ส.ค. 68) กองทัพอากาศไทยเผย ครม. เห็นชอบโครงการจัดหาเครื่องบินขับไล่โจมตี กริพเพน E/F 12 เครื่อง มูลค่า 6 หมื่นล้านบาท พร้อมรับชดเชยทางเศรษฐกิจ (Defence Offset) ประมาณ 1 แสนล้านบาท ซึ่งหมายถึงไทยจะได้มากกว่าแค่เครื่องบิน แต่ยังได้รับ งาน เทคโนโลยี และการถ่ายทอดความรู้ จากบริษัทผู้ขาย

พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี โฆษกกองทัพอากาศ ระบุว่า การจัดหาเครื่องบินครั้งนี้ไม่เพียงเสริมขีดความสามารถทางทหาร แต่ยังสร้างผลประโยชน์ด้านเศรษฐกิจ สังคม การศึกษา และเทคโนโลยี โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ตรวจสอบขั้นตอนตามกฎหมายครบถ้วนเพื่อความโปร่งใส

สำหรับกองทัพอากาศจะบูรณาการทำงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐต่าง ๆ เพื่อให้การชดเชยจาก Saab AB เกิดประโยชน์สูงสุดต่อสังคมและประชาชน โดยมุ่งเน้นทั้งความมั่นคงและคุณภาพชีวิตของคนไทยทุกคน

ด้าน พล.อ.อ.พันธ์ภักดี พัฒนกุล ผู้บัญชาการทหารอากาศ พร้อมคณะ มีกำหนดเดินทางไป ประเทศสวีเดน วันที่ 25 สิงหาคมนี้ เพื่อทำพิธีลงนามจัดซื้อกริพเพน E/F อย่างเป็นทางการ

รองแม่ทัพภาคที่ 2 ตีแผ่ความจริงสถานการณ์ ‘ช่องอานม้า’ หวังไทยจะได้บทเรียนจากคำกล่าวอ้าง “เพื่อมนุษยธรรม”

รองแม่ทัพภาคที่ 2 บอกความจริงมีหนึ่งเดียว ช่องอานม้า เป็นเขตอธิปไตยไทย หลังการสู้รบ ผู้อพยพส่วนหนึ่งปักหลักตั้งถิ่นฐานไม่ยอมกลับ สร้างกาสิโน ขยายชุมชนใหญ่ขึ้น หวังว่าคำกล่าวอ้าง “เพื่อมนุษยธรรม” จะเป็นบทเรียนให้ตระหนัก

(20 ส.ค. 68) พลตรี ณัฏฐ์ ศรีอินทร์ รองแม่ทัพภาคที่ 2 ให้ความเห็นผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับช่องอานม้า โดยระบุว่าความจริงมีหนึ่งเดียว ช่องอานม้า ต.โซง อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี เป็นช่องเขาลักษณะคล้ายอานม้า เดิมเป็นช่องทางธรรมชาติชักลากไม้นำเข้าจากฝั่งกัมพูชา อ.จอมกระสาน จ.พระวิหาร

ห้วงสงครามกลางเมืองภายในกัมพูชา ชาวกัมพูชาหลบหนีภัยการสู้รบเข้ามาบริเวณชายแดน ไทยได้เอื้อเฟื้อพื้นที่จัดตั้งศูนย์อพยพตามหลักมนุษยธรรมโดยมีหน่วยงานของสหประชาชาติอำนวยการ หลังการสู้รบเราได้ส่งคืนผู้อพยพกลับประเทศแต่มีส่วนหนึ่งปักหลักตั้งถิ่นฐานอยู่ไม่ยอมกลับ ด้วยหลักมนุษยธรรม ที่สากลนำมากล่าวอ้าง และความไม่เด็ดขาดของเรา ทำให้ไม่สามารถผลักดันกลุ่มคนเหล่านี้ออกจากพื้นที่ได้หมดและยืดเยื้อจนเป็นปัญหาถึงปัจจุบัน

ปี 2542 จ.อุบลราชธานี และ จ.พระวิหาร เห็นชอบเปิดช่องอานม้าเป็นจุดผ่อนปรนเพื่อการค้า กำหนดให้ตลาดฝั่งกัมพูชาอยู่บริเวณชุมชนเดิมนี้ ในขณะที่ตลาดฝั่งไทยลึกเข้ามาจากแนวเขตแดนประมาณ 300 เมตร คนกัมพูชาขึ้นมาจับจองพื้นที่ขยายชุมชนจากประมาณ 30 หลัง เป็นกว่า 100 หลังในปัจจุบัน

ปี 2554 ในขณะมีข้อขัดแย้งพื้นที่เขาพระวิหาร กัมพูชาใช้ห้วงเวลาที่เราติดตรึงการรบแอบสร้างอนุสาวรีย์ตาอม และปรับปรุงมาเรื่อย ๆ จากแบบชั่วคราวจนเป็นแบบถาวร ทั้งการขยายบ้านเรือน/การสร้างอนุสาวรีย์ ฝ่ายทหารได้พยายามแก้ไขด้วยการเจรจาและประท้วงผ่านกลไกทางทหารและกระทรวงการต่างประเทศรวม 65 ครั้ง แต่ฝ่ายกัมพูชาเพิกเฉยซึ่งสร้างความอึดอัดแก่ฝ่ายทหารในพื้นที่เป็นอย่างมาก

ปี 2555 รัฐบาลสองฝ่ายเห็นชอบให้ยกระดับเป็นจุดผ่านแดนถาวร มีนักลงทุนมาสร้างกาสิโนรอ แต่หน่วยงานความมั่นคงไม่เห็นด้วยยื่นข้อเสนอให้ย้ายชุมชนลงไปด้านล่าง ฝ่ายกัมพูชาไม่ยินยอม ทำให้การยกระดับไม่สามารถดำเนินการได้ ฝ่ายความมั่นคงเห็นว่าในอนาคตจะเกิดปัญหาจึงเสนอขอให้ปิดจุดผ่อนปรนฯ แต่ จ.อุบลราชธานี คัดค้านเนื่องจากเห็นว่าจะกระทบต่อการค้าและการท่องเที่ยวชายแดน

หวังว่าคำกล่าวอ้าง “เพื่อมนุษยธรรม” และ “กระทบการค้าและการท่องเที่ยวชายแดน” ซึ่งทำให้เราเพิกเฉยต่อประเด็นความมั่นคงแล้วส่งผลให้เกิดปัญหาใหญ่ในระยะยาว จะเป็นบทเรียนให้ทุกภาคส่วนของไทยเราได้ตระหนักและแก้ไขท่าทีทั้งในปัจจุบันและอนาคต

‘พลเอกประวิตร’ รุดให้กำลังใจ ทหารบาดเจ็บจากการสู้รบ ไทย - กัมพูชา ณ รพ.พระมงกุฎฯ

(20 ส.ค. 68) เวลา 8.30 น พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ และ อดีต ผบ.ทบ  เข้าเยี่ยมให้กำลังใจ นายทหาร 8 นาย ที่ได้รับบาดเจ็บ จากสถานการณ์การสู้รบ ชายแดนไทย กัมพูชา ที่ได้เข้ามาพักรักษาตัว ณ โรงพยาบาลพระมงกุฎฯ โดยพลเอกประวิตร ได้สอบถามถึงอาการบาดเจ็บ และกล่าวให้กำลังใจ กับ ทหารที่ได้รับบาดเจ็บทั้ง 8 นาย ความว่า “วันนี้ผมมาในฐานะพี่คนหนึ่ง ที่เคยทำงานกับน้อง ๆ ทหารทุกคน ไม่ใช่เรื่องการเมือง แต่เป็นเรื่องหัวใจของคนเคยร่วมรบ ร่วมทุกข์ร่วมสุขกัน ผมเสียใจที่น้อง ๆ ต้องบาดเจ็บแต่ก็ภูมิใจที่ทุกคนยังยืนหยัดปกป้องประเทศชาติอย่างกล้าหาญ อยากให้กำลังใจ ขอให้หายไว ๆ  อยากบอกว่าชาติบ้านเมืองยังยืนอยู่ได้เพราะความเสียสละของน้อง ๆ ทุกคน ไม่ต้องห่วงเรื่องอื่น ห่วงสุขภาพให้มาก ๆ พี่จะยืนอยู่ข้าง ๆ เสมอ เห็นน้อง ๆ เจ็บ ผมก็เจ็บด้วย เพราะผมเองก็เคยผ่านสนามรบ ผมรู้ดีว่าการเสียสละทุกครั้ง มันมีราคาที่ต้องจ่าย แต่สิ่งที่น้อง ๆ ทำให้ชาติ มันมีค่ามากกว่าคำพูดใดๆ อยากฝากถึงครอบครัวทหาร ว่า ลูกหลานของท่านไม่ได้เจ็บฟรี ทุกหยดเลือดคือเกียรติยศของกองทัพและของชาติ ผมจะอยู่เคียงข้าง ให้เกียรติ และไม่ลืมความเสียสละนี้

โดย พลเอกประวิตร ได้มอบกระเช้าของเยี่ยม และ เงินจำนวนหนึ่ง ให้กับทหารที่ได้รับบาดเจ็บ และครอบครัว เพื่อไว้รักษาตัว และถูกส่งมารักษาต่อที่โรงพยาบาลพระมงกุฎ

แม่ฮ่องสอน-ประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาศักยภาพแกนนำชมรมเครือข่ายเพื่อผู้บกพร่องทางจิต จังหวัดแม่ฮ่องสอน

เมื่อวานนี้ (19 ส.ค.68) นายอุดมศักดิ์ ขาวหนูนา รองผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน ให้เกียรติเป็นประธานเปิดโครงการประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาศักยภาพแกนนำชมรมเครือข่ายเพื่อผู้บกพร่องทางจิต จังหวัดแม่ฮ่องสอน โดยมี นางสาวระพีพรรณ ศรีทองอ่อน ประธานชมรมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตอำเภอขุนยวม จังหวัดแม่ฮ่องสอน กล่าวรายงาน พร้อมด้วย นายกสมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตแห่งประเทศไทย ที่ปรึกษาชมรมฯ คณะกรรมการชมรมฯเพื่อผู้บกพร่องทางจิต แกนนำชมรมเครือข่ายทุกอำเภอ ของจังหวัดแม่ฮ่องสอน วิทยากร
ผู้มีเกียรติ คณะทำงาน และผู้ร่วมกิจกรรมโครงการฯ ณ ห้องประชุมกาสะลอง สิบล้านบุรีรีสอร์ท ตำบลปางหมู อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน

นายอุดมศักดิ์ ขาวหนูนา รองผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน กล่าวว่า โครงการประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาศักยภาพแกนนำชมรมเครือข่ายเพื่อผู้บกพร่องทางจิตจังหวัดแม่ฮ่องสอน จัดขึ้นมีวัตถุประสงค์ เพื่อต้องการให้ แกนนำชมรมเครือข่ายเพื่อผู้บกพร่องทางจิต จังหวัดแม่ฮ่องสอน ที่เข้าร่วมกิจกรรมทุกคน ได้รู้ทิศทางการดำเนินงาน และการขับเคลื่อนงานด้านจิตเวชของชมรมฯในจังหวัดแม่ฮ่องสอน เพื่อให้ทุกคนสามารถจัดทำแผนการดำเนินงานของชมรมระดับอำเภอ และ จังหวัด และการพัฒนาศักยภาพแกนนำชมรมเครือข่าย ชมรม เพื่อผู้บกพร่องทางจิต จังหวัดแม่ฮ่องสอน ได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

อีกทั้งเพื่อให้มีความรู้ความสามารถ เข้าใจถึงเรื่องสิทธิต่างๆตามกฎหมายของความพิการทางจิตใจหรือพฤติกรรม เพื่อจะได้คอยช่วยกันปกป้องสิทธิของคนพิการ รวมทั้งเน้นให้เห็นความสำคัญ และให้ได้แนวทางการทำงาน รวมถึงขั้นตอนการให้ความช่วยเหลือคนพิการทางจิตใจหรือพฤติกรรมอย่างถูกวิธี ตามพระราชบัญญัติสุขภาพจิต และพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ รวมถึงการดำเนินงานร่วมกับภาคีเครือข่าย ทุกภาคส่วน เพื่อให้การขับเคลื่อนงานเกิดความคล่องตัวและมีประสิทธิภาพต่อไป

นางสาวระพีพรรณ ศรีทองอ่อน ประธานชมรมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตอำเภอขุนยวม จังหวัดแม่ฮ่องสอน กล่าวว่า โครงการประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาศักยภาพแกนนำชมรมเครือข่ายเพื่อผู้บกพร่องทางจิตจังหวัดแม่ฮ่องสอน มีวัตถุประสงค์ เพื่อให้แกนนำชมรมเครือข่ายเพื่อผู้บกพร่องทางจิตจังหวัดแม่ฮ่องสอน สามารถขับเคลื่อนการดำเนินงานระดับอำเภอ /จังหวัด และสามารถจัดทำแผนการดำเนินงานร่วมกันได้อย่างมีคุณภาพ รวมทั้งสามารถเชื่อมโยงการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ เพื่อให้แกนนำชมรมเครือข่ายเพื่อผู้บกพร่องทางจิต จังหวัดแม่ฮ่องสอน มีองค์ความรู้ในการส่งเสริม ให้ผู้ดูแลคนพิการทางจิตใจหรือพฤติกรรมเข้าใจเรื่องสิทธิประโยชน์ตามกฎหมาย ปกป้องสิทธิ์ของคนพิการ ในสถานการณ์วิกฤต

การจัดโครงการฯในครั้งนี้ ดำเนินการระหว่างวันที่ 18 – 20 สิงหาคม 2568 กลุ่มเป้าหมายที่เข้าร่วมโครงการฯ ประกอบด้วย คณะกรรมการบริหารชมรมฯ,ที่ปรึกษา, คนพิการ, ผู้ดูแลคนพิการ, แกนนำเครือข่ายชมรมฯจังหวัดแม่ฮ่องสอน วิทยากร และคณะทำงาน รวมทั้งสิ้น 60 คน

จากภาพทหารสาวสุดสมาร์ต ชี้นิ้วไล่ทหารกัมพูชา การเปิดตัว ‘ผู้กองอะตอม’ ร้อยเอกหญิงแกร่งแห่งกองทัพไทย

(20 ส.ค. 68) จากเหตุชุลมุนเล็กน้อยระหว่างทหารไทยและทหารกัมพูชาที่ช่องอานม้า จ.สระแก้ว ปรากฏภาพทหารหญิงไทยยืนชี้นิ้วและปัดมือไล่ทหารกัมพูชาที่เข้ามาโวยวายในพื้นที่ จนกลายเป็นไวรัลในโลกออนไลน์ ต่อมาทราบว่าเธอคือ ร้อยเอกหญิง ปวิชญา วลีสุขสันต์ หรือที่รู้จักในชื่อ ‘ผู้กองอะตอม’

‘ผู้กองอะตอม’ วัย 28 ปี จบการศึกษาคณะมนุษยศาสตร์ เอกภาษาอังกฤษ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และผ่านหลักสูตรนายทหารสัญญาบัตร ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง ผู้ช่วยโฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย และนายทหารล่าม กรมข่าวทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย โดยเพิ่งได้รับโอกาสทำหน้าที่โฆษกภาษาอังกฤษเมื่อปลายปี 2567

นอกจากงานในกองทัพ เธอยังรับบทบาทพิธีกร ล่าม และติวเตอร์สอนภาษาอังกฤษ โดยสอบ TOEIC ได้คะแนน 895 คะแนน และมีสไตล์การสอนที่เข้าถึงง่าย ชอบพบปะผู้คนใหม่ ๆ พร้อมมุมมองที่การสื่อสารช่วยเปิดโลกทัศน์ให้กว้างขึ้น ทั้งยังเคยย้ำว่าชอบงานที่ท้าทายและไม่หยุดพัฒนาตัวเอง

ทั้งนี้ เหตุการณ์ที่ช่องอานม้าทำให้ชื่อ ‘ผู้กองอะตอม’ ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง ทั้งในมุมความกล้าแสดงออกในการปฏิบัติหน้าที่ และบทบาททหารหญิงยุคใหม่ที่สมาร์ต รอบด้าน และทำงานเพื่อกองทัพ ประเทศชาติ และประชาชนไทย

ศาลทุจริตฯ พิพากษา จำคุก 'ประชัย เลี่ยวไพรัตน์' คดี ปลอมโฉนดที่ดินสระบุรี - รุกป่าทำเหมืองปูน

'ประชัย เลี่ยวไพรัตน์' คอตกนอนเรือนจำ หลังศาลอาญาคดีทุจริตฯ ภาค 1 พิพากษาจำคุก 8 ปี คดีออกเอกสารปลอมที่ดินสระบุรี เจ้าตัวยื่นประกันตัว ส่งศาลอุทธรณ์วินิจฉัย

เมื่อวานนี้ (19 ส.ค.68) ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 ศาลอ่านคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ อท98/2567 คดีหมายเลขแดงที่ อท.84/2568 ระหว่างพนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีปราบปรามการทุจริต 1 ภาค 1 โจทก์ นายณรงค์พล แก้วสาร จำเลยที่ 1 นายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) จำเลยที่ 2 บริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) จำเลยที่ 3

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า ขณะเกิดเหตุนายจรูญศักดิ์ เอกสวัสดิ์ นายช่างรังวัด 6 สำนักงานมาตรฐานการออกหนังสือสำคัญ กรมที่ดิน ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการเดินสำรวจออกโฉนดที่ดินจังหวัดสระบุรี-ลพบุรี ใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่โดยทุจริตทำโฉนดที่ดินปลอมเลขที่ 41925, 41926, 41339,41909, 41910, 41913, 41914, 41918, 41918, 41919, 41920 รวม 11 ฉบับ ในบริเวณที่เป็นพื้นที่ป่า ภูเขา ซึ่งโดยสภาพไม่สามารถออกโฉนดที่ดินได้เพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมาย

สำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยได้รับเงินจากนายจักราวุธ นิตยสุทธิ ซึ่งเป็นพนักงานของจำเลยที่ 3 จำนวนทั้งสิ้น 1,050,000 บาท เป็นการตอบแทนและเป็นการก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ ทำให้ผู้อื่นหลงเชื่อว่าผู้มีชื่อในโฉนดที่ดินมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินแปลงที่ระบุไว้ในโฉนดที่ดินนั้น จำเลยที่ 3 โดยจำเลยที่ 2 และนายประหยัด เลี่ยวไพรัตน์ กรรมการผู้มีอำนาจได้ลงนามในหนังสือมอบอำนาจให้นายไวพจน์ คดบัว และหรือนายสุนทร ดิษยนันท์ นำส่งเอกสาร รับเอกสารต่าง ๆ กรณีที่หัวหน้าสายตรวจปราบปรามการกระทำความผิดว่าด้วยการป่าไม้ สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 5 (สระบุรี) กรมป่าไม้ แจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน กองกำกับการ 2 กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้ดำเนินคดีต่อจำเลยที่ 3 ในความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484

นายไวพจน์ได้แสดงสำเนาโฉนดที่ดินทั้ง 11 ฉบับต่อพนักงานสอบสวน เหตุเกิดที่ตำบลปากเพรียว อำเภอเมืองสระบุรี และตำบลทับกวาง อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรีและแขวงทุ่งมหาเมฆ เขตสาทร กรุงเทพมหานคร เกี่ยวพันกัน ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 86, 91, 151,268
จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ทางไต่สวนได้ความว่า ขณะเกิดเหตุนายจรูญศักดิ์ เอกสวัสดิ์ นายช่างรังวัด 6 สำนักงานมาตรฐานการออกหนังสือสำคัญ กรมที่ดิน ปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการเดินสำรวจออกโฉนดที่ดินจังหวัดสระบุรี-ลพบุรี เมื่อปี 2557 คณะพนักงานเจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจสอบการใช้ประโยชน์ในพื้นที่ประกอบกิจการของจำเลยที่ 3 พบว่าประกอบกิจการนอกเขตที่ได้รับประทานบัตรในการทำเหมืองแร่จึงดำเนินคดีต่อจำเลยที่ 3 ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช 2484 มาตรา 54, 72 ตรี พระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2510 พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 รวม 5 คดี เป็นผลให้ศาลมีคำพิพากษาให้จำเลยที่ 3 นำเอาหินแร่อุตสาหกรรมชนิดหินปูนและหินดินดานเพื่ออุตสาหกรรมปูนซีเมนต์รวมจำนวนหลายสิบล้านเมตริกตันไปถมคืนพื้นที่เดิมที่จำเลยที่ 3 ทำเหมืองแร่โดยมิชอบ หากจำเลยที่ 3 ไม่ดำเนินการให้ชำระค่าเสียหายรวมทั้งสิ้นเป็นเงินหลายพันล้านบาท 

ในระหว่างการตรวจสอบที่ดินดังกล่าวจำเลยที่ 3 โดยจำเลยที่ 2 กับนายประหยัด เลี่ยวไพรัตน์ มอบอำนาจให้นายไวพจน์ คดบัวและหรือนายสุนทร ดิษยนันท์ เป็นผู้นำส่งเอกสารต่อพนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายไวพจน์นำสำเนาโฉนดที่ดินเลขที่ 41339, 41909, 41910, 41918, 41919, 41920, 41925, 41913, 41914, 41917 และ 41926 รวม 11 ฉบับ ซึ่งเป็นพื้นที่ต่อเนื่องเขตประทานบัตรในการทำเหมืองแร่ของจำเลยที่ 3 ส่งมอบให้แก่พนักงานสอบสวน โฉนดทั้ง 11 ฉบับดังกล่าวออกตามนโยบายการแปลงทรัพย์สินเป็นทุนของรัฐบาล

ซึ่งนายจักราวุธ นิตยสุทธิ ที่ปรึกษาในการสำรวจที่ดินของจำเลยที่ 3 ได้ขอเบิกเงินค่าใช้จ่ายในการออกโฉนดที่ดินจากจำเลยที่ 2 โดยขั้นตอนในการขอเบิกเมื่อเริ่มดำเนินการขอเบิก 1,500,000 บาท เมื่อเข้ารังวัดขอเบิกอีก 1,500,000 บาท และเมื่อทยอยออกเอกสารสิทธิ์ประมาณการขอเบิกไว้ 6,000,000 บาท จำเลยที่ 2 พิจารณาแล้ว อนุมัติให้นายจักราวุธเบิกเงินได้ตามที่เสนอ นายจักราวุธติดต่อประสานงานในการเดินสำรวจออกโฉนดที่ดินให้แก่จำเลยที่ 3 กับจำเลยที่ 1 ได้นำเอารูปแผนที่ที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่รังวัดของจำเลยที่ 3 เป็นผู้เขียนส่งมอบให้นายจรูญศักดิ์เขียนลงในแบบพิมพ์โฉนดที่ดิน

โดยนายจักราวุธตกลงจะให้ค่าใช้จ่ายเบื้องต้น 700,000 บาท ในการทำชุดแรกประมาณ 10 แปลง เมื่อขึ้นรูปแผนที่และลงรายละเอียดในแบบพิมพ์โฉนดที่ดินเสร็จสิ้นแล้วจะให้อีก 500,000 บาท หากสามารถนำคู่ฉบับพร้อมสารบบส่งให้สำนักงานที่ดินจังหวัดสระบุรี สาขาแก่งคอยได้จะให้อีก 3,000,000 บาท 

นายจรูญศักดิ์จึงนำเอาแบบพิมพ์โฉนดที่ดินที่ต้องส่งทำลายมาขูดลบรายละเอียดเดิมออกและ ปลอมลายมือชื่อในช่องผู้เขียน ผู้ทาน ผู้เขียนแผนที่และผู้ตรวจทานแผนที่ในโฉนดที่ดิน นายจรูญศักดิ์ทยอยส่งมอบโฉนดที่ดินและรับเงินจากนายจักราวุธแล้ว 

จำเลยที่ 1 จึงมีความผิดฐานสนับสนุนเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใด ๆ ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริตอันเป็นการเสียหายแก่รัฐ เทศบาล สุขาภิบาลหรือเจ้าของทรัพย์นั้น 
จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงมีความผิดฐานร่วมกันใช้เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอมแต่การที่นายไวพจน์อ้างสำเนาโฉนดที่ดินเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2557 รวม 7 ฉบับกับวันที่ 25 กันยายน 2557 อีก 4 ฉบับนั้นเป็นการกระทำโดยมีเจตนาที่จะอ้างสิทธิในการใช้พื้นที่ประกอบกิจการของจำเลยที่ 3 ต่อพนักงานสอบสวนเนื่องจากถูกดำเนินคดีเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในคดีเดียวกัน จึงเป็นความผิดกรรมเดียว

พิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 ประกอบมาตรา 86
จำเลยที่ 2 กับที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 266 มาตรา 83

พฤติการณ์แห่งคดีในการกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นการกระทำเพื่อให้ได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินซึ่งเป็นทรัพยากรของชาติเพื่อใช้ประโยชน์ในกิจการทำเหมืองแร่ของจำเลยที่ 3 อันเป็นผลประโยชน์ส่วนตน เป็นการทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งศาลมีคำพิพากษาในคดีส่วนแพ่งให้จำเลยที่ 3 นำเอาหินแร่อุตสาหกรรม ชนิดหินปูนและหินดินดานเพื่ออุตสาหกรรมปูนซีเมนต์รวมจำนวนหลายสิบล้านเมตริกตันไปถมคืนพื้นที่เดิมที่จำเลยที่ 3ทำเหมืองแร่โดยมิชอบ หากจำเลยที่ 3 ไม่ดำเนินการให้ชำระค่าเสียหายรวมทั้งสิ้นเป็นเงินหลายพันล้านบาท อันเป็นผลสืบเนื่องจากการทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจำนวนมาก

จึงลงโทษจำเลยที่ 1 จำคุก 8 ปี ลงโทษจำเลยที่ 2 จำคุก 8 ปี และลงโทษจำเลยที่ 3 ปรับ 160,000 บาท ถ้าจำเลยที่ 3 ไม่ชำระค่าปรับให้ดำเนินการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29.

ภายหลังศาลมีคำพิพากษาจำคุกจำเลยยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราวระหว่างอุทธรณ์ศาลพิจารณาแล้วเห็นควรส่งให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยจากนั้นเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ได้ควบคุมตัวจำเลยไปคุมขังยังเรือนจำระหว่างรอคำสั่งประกาศระหว่างอุทธรณ์ ซึ่งคาดว่าจะใช้ระยะเวลาประมาณ 1-3 วัน

สถานการณ์ยังไม่นิ่ง!! แม่ทัพภาค 2 ชี้เขมรไว้ใจไม่ได้ หากเจรจาไม่ลงตัว ‘กองทัพไทย’ ก็พร้อมปะทะเสมอ

(19 ส.ค. 68) ‘แม่ทัพกุ้ง’ พลโท บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 นำกำลังพลร่วมพิธีรับมอบสิ่งของช่วยเหลือแก่ทหารที่บาดเจ็บจากเหตุปะทะตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา จากคณะนักศึกษาวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นที่ 52–67 โดยมีพลเอกอุกฤษฏ์ บุญตานนท์ รองผู้บัญชาการทหารสูงสุด และพลเอกมนัส จันดี เสนาธิการทหาร เข้าร่วมงานด้วย

แม่ทัพภาคที่ 2 กล่าวชื่นชมการไม่ทอดทิ้งกันของคนไทย พร้อมย้ำว่ากองทัพป้องกันแนวชายแดนอย่างเข้มงวด แม้บางครั้งการปฏิบัติรุกอาจมีทหารได้รับบาดเจ็บบ้าง แต่ทุกนายอยู่ในพระบรมราชานุเคราะห์ โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงห่วงใย และรับไว้เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์ทั้งหมด

แม่ทัพกุ้งระบุด้วยว่า สิ่งของที่ได้รับในครั้งนี้จะถูกนำไปใช้ช่วยเหลือกำลังพลแนวหน้าโดยเร็ว เพราะบางรายการเร่งด่วนไม่สามารถรอการจัดหาของทางราชการได้ทัน พร้อมย้ำว่าสถานการณ์ชายแดนยังมีความตึงเครียด 50–50 จึงไม่อาจวางใจได้ แต่กองทัพภาค 2 ยังคงมีความพร้อมทั้งในการพูดคุยอย่างมิตร และหากจำเป็นต้องปะทะก็พร้อมเช่นกัน

นอกจากนี้ พลโทบุญสินยังเผยว่า ปลายเดือนสิงหาคมนี้จะมีการประชุม RBC กับแม่ทัพกัมพูชา เพื่อหาทางพูดคุยทำความเข้าใจ ก่อนเข้าสู่การประชุม GBC อีกครั้ง โดยยืนยันว่ากองทัพไทยพร้อมทำหน้าที่ปกป้องอธิปไตยตามที่ประชาชนฝากความหวัง และหวังว่าสถานการณ์จะยุติโดยเร็วที่สุด


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top