Thursday, 16 July 2026
NEWS

จเรตำรวจแห่งชาติยกระดับความสัมพันธ์ตำรวจไทย-เวียดนาม พร้อมร่วมเสริมทัพวอร์รูม IAC ปราบคอลเซ็นเตอร์

 

พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จเรตำรวจแห่งชาติ เป็นผู้แทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เดินทางไปร่วมพิธีวันสถาปนาครบรอบ 80 ปี กระทรวงความมั่นคงปลอดภัยสาธารณะแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม หารือความร่วมมือด้านการปราบปรามอาชญากรรมทางไซเบอร์ระหว่างไทย–เวียดนาม และพบปะหารือเชื่อมความสัมพันธ์ตำรวจฮานอย เมื่อวันที่ 15-17 สิงหาคม 2568 ณ กรุงฮานอย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ตามคำเชิญของกระทรวงความมั่นคงปลอดภัยสาธารณะแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม โดยมี พล.ต.ต.อรรถสิทธิ์ สุดสงวน รองผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี , พ.ต.อ.สัญญา เนียมประดิษฐ์ รองผู้บังคับการกองการต่างประเทศ และคณะ ร่วมเดินทาง

พล.ต.อ.ธัชชัยฯ และคณะ ได้เข้าร่วมพิธีสถาปนาครบรอบ 80 ปี กระทรวงความมั่นคงสาธารณะแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ณ  ศูนย์ประชุมแห่งชาติเวียดนาม (National Convention Center )โดยมีผู้แทนจาก 17 ประเทศเข้าร่วม และประเทศไทยได้รับเกียรติเป็นหนึ่งในประเทศสำคัญ เพื่อเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างตำรวจไทยและตำรวจเวียดนาม, พบปะและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของเวียดนาม อาทิ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงปลอดภัยสาธารณะ อธิบดีกรมป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางไซเบอร์ และเจ้าหน้าที่กองบัญชาการตำรวจนครฮานอย เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างกัน โดย พล.ต.อ.ธัชชัยฯ ได้ขอบคุณตำรวจเวียดนามที่ได้ร่วมดำเนินการจับกุมและประสานงานให้กับตำรวจไทยเป็นอย่างดี และทางด้านตำรวจเวียดนามขอบคุณฝ่ายไทยที่ได้ประสานงานและจับกุมคนที่ทางการเวียดนามต้องการตัว มีการทำงานร่วมกันเป็นอย่างดีตลอดมา

ทั้งนี้ ได้มีการหารือถึงความเคลื่อนไหวของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หรือ Scam Center ที่มีการเคลื่อนไหวย้ายฐานปฏิบัติการจากฝั่งตะวันตกของประเทศกัมพูชา เช่น ปอยเปต ออกไปทางฝั่งตะวันออกมากขึ้น เช่น สวายเรียง ซึ่งอยู่ใกล้ประเทศเวียดนาม อาศัยสาธารณูปโภคของเวียดนามไปใช้ในการหลอกลวงคนเวียดนาม ซึ่งไทยและเวียดนามได้ยกระดับความร่วมมือในการป้องกันและปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ รวมถึงการแลกเปลี่ยนข้อมูล เช่น พิกัดสถานที่ของแก๊ง การปราบปราม และการประสานในการติดตามจับกุมผู้ต้องหาที่มีหมายจับระหว่างประเทศ ซึ่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ตั้งศูนย์บริหารเหตุการณ์แก๊งคอลเซ็นเตอร์และค้ามนุษย์นานาชาติ (ศกค.) หรือ International Anti-Scam and Human Trafficking Syndicate Command Center (IAC) หรือ “วอร์รูม IAC” มีการบูรณาการร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ทั้งในและนานาประเทศ ตลอด 24 ชั่วโมง โอกาสนี้จึงได้เชิญเจ้าหน้าที่จากเวียดนามมาปฏิบัติงานในวอร์รูมดังกล่าว ซึ่งอธิบดีกระทรวงความมั่นคงสาธารณะของเวียดนามแสดงความยินดีและพร้อมให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่

นอกจากนี้ พล.ต.อ.ธัชชัยฯ กล่าวว่า ประเทศเวียดนามให้ความสำคัญต่อการเชิญผู้แทนจากประเทศไทยเข้าร่วมในโอกาสสำคัญครั้งนี้ ซึ่งเป็นการเสริมสร้างและยกระดับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยและเวียดนามในด้านความมั่นคงและการป้องกันอาชญากรรมข้ามชาติให้มีประสิทธิภาพและก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น โดยทั้งสองฝ่ายต่างมีความพึงพอใจและประทับใจในความร่วมมือที่ผ่านมาในทุกระดับ และทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะปฏิบัติงานร่วมกันอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางไซเบอร์และแก๊งคอลเซ็นเตอร์อย่างเข้มข้นต่อไป

แพทย์ทหารเรือ ตรวจเยี่ยมหน่วยทหารชายแดนตะวันออก ชี้แนวทางจัดการความเครียด

เมื่อวานนี้ (21 ส.ค.68) พล.ร.ต.ชาตรี เปี่ยมศิริ ผอ.รพ.อาภากรเกียรติวงศ์ ฐานทัพเรือสัตหีบ (ฐท.สส.) ในฐานะหัวหน้าเครือข่ายปฐมภูมิกองทัพเรือ นำคณะฯ เยี่ยมหน่วยแพทย์กองทัพเรือ ภาคตะวันออก เพื่อเป็นการบำรุงขวัญกำลังใจและรับฟังข้อมูล พร้อมเสนอแนะแนวทางแก้ปัญหาข้อขัดข้องด้านสายแพทย์ 

โดยมีหัวหน้าหน่วยกำลังในพื้นที่ กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.) ร่วมแลกเปลี่ยน/รับฟังข้อมูลและดำเนินงานด้านจิตเวช โดยให้ความรู้จิตเวชทหารแก่ กำลังพลสายแพทย์ เพื่อนำไปดูแลกำลังพล และมีแนวทางในการจัดการคลายความเครียดให้กับกำลังพลกองทัพเรือ ที่ปฏิบัติงานชายแดนไทย-กัมพูชา

อีกทั้ง ให้แนวทางแผนการส่งกลับสายแพทย์ในกรณีที่เกินขีดความสามารถ รวมถึงดำเนินการสร้างภาคีเครือข่ายด้านสุขภาพจิตกับ กลุ่มงานจิตเวชและยาเสพติด รพ.พระปกเกล้า จว.จันทบุรี ณ กปช.จต. ค่ายตากสิน อ.เมือง จ.จันทบุรี

‘ดร.อธิป’ ย้อนเรื่องราว ‘พระพันปีหลวง’ ช่วยชาวเขมร สั่งจัดตั้งศูนย์อพยพ ด้วยทรงเห็นแก่มนุษยธรรม

ดร.อธิป อัศวนันท์ ผู้อำนวยการสภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งประเทศไทย โพสต์คลิปผ่าน tiktok ถึงพระมหากรุณาธิคุณ ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงมีต่อชาวเขมรอพยพ ว่า ย้อนไปเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2522 คือวันที่สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงวางหลักมนุษยธรรมเหนือแนวนโยบายรัฐ เพื่อช่วยชีวิตผู้คนกว่า 2 แสนชีวิต 

ในครั้งนั้น ชาวกัมพูชากว่า 2 แสนคน หนีตายจากเขมรแดง มาถึงชายหาดเขาล้าน จังหวัดตราด ในสภาพหิวโซ บาดเจ็บ สิ้นหวัง ซึ่งรัฐบาลไทยในขณะนั้นมีนโยบายที่ชัดเจน ให้ผลักดันกลับ ไม่รับผู้ลี้ภัย เพราะกังวลเรื่องความมั่นคงของประเทศ แต่เมื่อสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ ซึ่งขณะนั้นทรงเป็นพระราชินี เสด็จถึงสถานที่ดังกล่าว ทรงทอดพระเนตรสภาพที่เห็นแล้วแทบก้าวพระบาทไม่ได้ เพราะผู้คนนอนเต็มพื้น 

พระองค์ ตรัสว่า “จะช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์เหล่านี้ เท่าที่กำลังความสามารถของฉันจะมี” แม้ว่าในขณะนั้นรัฐบาลยังไม่ประสงค์ที่จะเปิดพรมแดน และแม้จะขัดนโยบายความมั่นคง แต่พระองค์ ทรงดำเนินการในฐานะองค์สภานายิกาสภากาชาดไทย ทรงตัดสินพระทัยด้วยพระมหากรุณาธิคุณ จัดตั้ง 'ศูนย์ราชการุณย์' ขึ้นทันทีในวันนั้น ด้วยพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ ทรงสั่งนำธงกาชาดขึ้นเหนือค่าย คืนนั้นเสียงปืนยังดัง แต่พระองค์ท่านทรงประทับค้างคืนในพื้นที่อันตราย ทรงแบ่งปันน้ำดื่มส่วนพระองค์ ทรงดูแลทุกชีวิต 

ในครั้งนั้น ทรงตัดสินพระทัย ด้วยพระเมตตาที่ทรงเลือกชีวิตมนุษย์เหนือความขัดแย้งระหว่างประเทศ ช่วยผู้อพยพหลายแสนคน ตลอด 7 ปี ซึ่งเป็นพระมหากรุณาธิคุณของพระบรมราชชนนีผู้ยิ่งใหญ่ของปวงชนชาวไทย

ฉลาด ขามช่วง รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2 ติวเข้มทีมงานรองรับงานสภาฯ พร้อมชี้แจงให้ประชาชนรับทราบผลงานของ สส.

เมื่อวันที่ (21 ส.ค. 68) ที่ชั้น 10 สำนักงานประธานสภาผู้แทนราษฎร อาคารรัฐสภา นายฉลาด ขามช่วง รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง ได้มีการประชุมทีมงานรองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง พร้อมมอบหมายงานที่รับผิดชอบ สืบเนื่องจากได้มีคำสั่งสภาผู้แทนราษฎร ที่ 29/2568 เรื่องมอบหมายให้รองประธานสภาผู้แทนราษฎรปฏิบัติราชการ แทนประธานสภาผู้แทนราษฎร โดยมีทีมงานเข้าร่วมประชุมกันอย่างพร้อมเพรียง

โดยเฉพาะนายฉลาด ขามช่วง รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง ได้มีการมอบหมายและมอบอำนาจให้สั่ง และปฏิบัติราชการแทนเกี่ยวกับการบริการราชการของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฏร ประกอบไปด้วย งานด้านการประชาสัมพันธ์ งานด้านวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา งานด้านรักษาความปลอดภัย งานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ งานด้านกิจการสโมสรรัฐสภา และงานอื่นใดที่ประธานสภาผู้แทนราษฎรจะมอบหมาย ยกเว้นงานด้านพิธีการ และงานที่กฎหมายกำหนดให้เป็นหน้าที่และอำนาจของประธานสภาผู้แทนราษฎร

การที่ต้องมีการประชุมและเตรียมความพร้อมของทีมงาน เนื่องจากนายฉลาด ขามช่วง รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง เพิ่งได้รับตำแหน่ง จึงต้องมีการเตรียมความพร้อมในการรับมอบหมายงาน เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติที่ถูกต้องและรวดเร็วในงานสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.)

ภาพ/ข่าว ณพล บริบูรณ์, นภชนก เหมือนนามอญ รายงาน

‘พีระพันธุ์’ ร่วมประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ

(21 ส.ค.68) ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ร่วมประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ ครั้งที่ 2/2568 โดยมีนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุม และมีนายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคลัง นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม พร้อมด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม เพื่อรับทราบและพิจารณาวาระสำคัญต่าง ๆ โดยเฉพาะเรื่องการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเพิ่มเติม สำหรับกลุ่มที่ไม่มีต้นทุนเชื้อเพลิงและอุตสาหกรรม ตามแผนการเพิ่มการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด ในช่วงปี 2566-2573 ซึ่งจะต้องมีการพิจารณาเพื่อหาแนวทางในการดำเนินการให้มีความเหมาะสมต่อทุกภาคส่วน รวมถึงการพิจารณาขยายลู่การเดินเครื่องและการบริหารจัดการไฟฟ้าที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อรักษาความมั่นคงพลังงานในช่วงรอยต่อของแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ หรือ PDP ฉบับใหม่ และขอให้กระทรวงพลังงานเร่งดำเนินการจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทยฉบับใหม่ ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว

‘ณวัฒน์’ โพสต์แสดงความเสียใจสำหรับประเทศไทย หลังเวียดนามไฟเขียว ‘เอ็นเตอร์เทนเมนต์ คอมเพล็กซ์’ 7 หมื่นล้าน

(21 ส.ค. 68) จากกรณีเวียดนามไฟเขียวเมกะโปรเจกต์ 'เอ็นเตอร์เทนเมนต์ คอมเพล็กซ์' มูลค่ากว่า 6.6 หมื่นล้านบาท ตั้งอยู่ในเขตเศรษฐกิจพิเศษเวินโด่น จังหวัดกว๋างนิญ โดยมอบสิทธิพัฒนาให้บริษัท Van Don Sun Joint Stock Company ในเครือ Sun Group โดยโครงการนี้ถือเป็นกาสิโนแห่งแรกของเวียดนามที่อนุญาตให้พลเมืองเวียดนามเข้าเล่นได้ ภายใต้เงื่อนไขควบคุมเข้มงวดตามกฎหมาย

พื้นที่โครงการครอบคลุมกว่า 244.45 เฮกตาร์ หรือราว 1,527 ไร่ ถูกออกแบบเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวครบวงจร ประกอบด้วยกาสิโนระดับไฮเอนด์ โรงแรมหรู รีสอร์ท คอนโดเทลและทาวน์เฮาส์เชิงพาณิชย์ ศูนย์การค้า รวมถึงบริการสุขภาพและสถานบันเทิง เม็ดเงินลงทุนรวมกว่า 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยกำหนดระยะเวลาการดำเนินโครงการสูงสุด 70 ปี และวางกรอบก่อสร้างให้แล้วเสร็จภายใน 9 ปี

สำหรับชาวเวียดนามที่ต้องการเข้าเล่นกาสิโน กระทรวงการคลังกำหนดให้ซื้อตั๋วราคา 2.5 ล้านดอง (ประมาณ 3,095 บาท) ต่อ 24 ชั่วโมง หรือเลือกซื้อบัตรผ่านรายเดือนในราคา 50 ล้านดอง (ราว 61,913 บาท) เพื่อควบคุมการเข้าถึงและลดผลกระทบทางสังคม

สื่อท้องถิ่นมองว่า โครงการนี้จะเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับเวียดนามสู่จุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวและความบันเทิงระดับนานาชาติ 

ขณะที่ ณวัฒน์ อิสรไกรศีล ผู้อำนวยการกองประกวดมิสแกรนด์ไทยแลนด์ มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ ออกมาโพสต์เฟซบุ๊กแสดงความเห็นว่า “เสียใจด้วยสำหรับไทยเวียดนามอนุมัติเอนเตอร์เทนเมนท์คอมเพล็กซ์ มูลค่ากว่า 7 หมื่นล้าน”

รพ.สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติ วันแม่แห่งชาติ สร้างความอุดมสมบูรณ์ผืนป่า พลเรือตรี พัฒนชัย เฉลิมวรรณ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ กรมแพทย์ทหารเรือ เป็นประธานในพิธีเปิด

(21 ส.ค. 68) รพ.สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติ วันแม่แห่งชาติ สร้างความอุดมสมบูรณ์ผืนป่า พลเรือตรี พัฒนชัย เฉลิมวรรณ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ กรมแพทย์ทหารเรือ เป็นประธานในพิธีเปิด กิจกรรมโครงการ ปลูกป่าวันแม่แห่งชาติ "เฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิม พระชนมพรรษา 93 พรรษา 12 สิงหาคม 2568 โดยมีคณะนายทหารข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้าง บุคคลากรทาง การแพทย์ นางสาววลีพร อินอนงค์ นายกสโมสรโรตารี พลูตาหลวง สมาชิกโรตารี และนาย ฮารุกิ มากิโนะ นักเรียนเยาวชนแลกเปลี่ยนโรตารี จากประเทศญี่ปุ่น เข้าร่วมกิจกรรม พร้อมมอบทุนร่วมสนับสนุนให้แก่ โรงพยาบาลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ในโอกาสเดียวกันนี้ด้วย สำหรับ โครงการ ปลูกป่าวันแม่แห่งชาติ "เฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ  ที่ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทย 

อีกทั้ง ยังเป็นการสร้างความอุดมสมบูรณ์ให้กับผืนป่าอันเป็นแหล่งต้นน้ำลำธาร ในการนี้ โรงพยาบาลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ได้ดำเนินการตามแผนยุทธศาสตร์กองทัพเรือ ยุทธศาสตร์ที่ 3 การเพิ่มการดูดกลับกักเก็บก๊าชเรือนกระจก กองทัพเรือ  โดยมีแผน การปลูกป่าเพิ่มอย่างน้อยปีละ 90 ต้น

พลเรือตรี พัฒนชัย เฉลิมวรรณ์ กล่าวว่า โครงการ "ปลูกป่าวันแม่แห่งชาติ" นอกจากจะเป็นการแสดงความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยอย่างหาที่สุดมิได้แล้ว ยังเป็นการสืบสานปณิธานในการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ สร้างความอุดมสมบูรณ์ให้แก่ผืนแผ่นดิน อีกด้วย

นิราช ทิพย์ศรี /นันทพล  ทิพย์ศรี  อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี 0909535645,0945565622/086-3684323 

“พล.ต.ท.สำราญฯ” เป็นหัวหน้าคณะตำรวจไทย ประชุมร่วมตำรวจมาเลเซีย เสริมความร่วมมือต่อสู้กับอาชญากรรมข้ามชาติ

(21 ส.ค. 68) พล.ต.ท.สำราญ นวลมา ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผู้ช่วย ผบ.ตร.) เป็นหัวหน้าคณะตำรวจไทย ร่วมการประชุมระหว่างตำรวจมาเลเซีย - ไทย ระดับบริหารครั้งที่ 28 ร่วมกับ ตัน ศรี อายอบ ขาน รอง ผบ.ตร.มาเลเซีย/หัวหน้าคณะตำรวจมาเลเซีย และคณะตำรวจมาเลเซีย ณ ห้องประชุม Jade Hall, Geo Resort and Hotel รัฐปะหัง สหพันธรัฐมาเลเซีย โดยมีคณะตำรวจไทย ประกอบด้วย พล.ต.ต.วรา เวชชาภินันท์ รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9/รองหัวหน้าคณะฯ, พล.ต.ต.ไมตรี สันตยากุล ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนราธิวาส และคณะฯ รวมทั้งหมด 25 นาย เข้าร่วมประชุม ระหว่างวันที่ 18 -21 สิงหาคม 2568 

การประชุมครั้งนี้ถือเป็นเวทีสำคัญในการทบทวนความร่วมมือที่ผ่านมา แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และกำหนดมาตรการใหม่ที่มีประสิทธิภาพ เพื่อรับมือกับอาชญากรรมข้ามชาติที่ซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง

พล.ต.ท.สำราญฯ ซึ่งเป็นหัวหน้าคณะผู้แทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติไทย ได้เน้นย้ำว่าทั้งสองประเทศมีความมุ่งมั่น ความไว้วางใจ และตั้งใจร่วมกัน ในการต่อสู้กับอาชญากรรมข้ามชาติ โดยผลการหารือครั้งนี้จะนำไปสู่ข้อเสนอเชิงปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างตำรวจไทยและมาเลเซียให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติไทยยืนยันเจตนารมณ์ที่จะร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติมาเลเซีย เพื่อสร้างสันติภาพ เสถียรภาพ และความมั่นคงให้แก่ประชาชนทั้งสองประเทศต่อไป

นอกจากนี้ ได้มีการลงนามบันทึกข้อตกลงร่วมกันทั้ง 2 ฝ่าย โดยมีเจตนารมณ์กําหนดยุทธศาสตร์ในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมและภัยคุกคามทุกรูปแบบที่กระทบต่อไทยและมาเลเซีย

กองทัพเรือ รับมอบปืนใหญ่ 155 มม.ระยะยิง 40 กม.เพื่อป้องกันและรักษาอธิปไตยของประเทศ

(21 ส.ค.68) ที่หน้ากองบัญชาการ หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน กองทัพ ค่ายกรมหลวงชุมพร อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี 

พลเรือเอก ณัฏฐพล เดี่ยววานิช ผู้บัญชาการกองเรือยุทธการ ผู้แทนผู้บัญชาการทหารเรือ รับมอบปืนใหญ่ ขนาด 155 มิลลิเมตร แบบอัตตาจรล้อยาง จากศูนย์อำนวยการสร้างอาวุธ ศูนย์อุตสหกรรมป้องกันประเทศและพลังงานทหาร จำนวน 6 กระบอก 

โดยมี พลเรือโท ธาดาวุธ ทัดพิทักษ์กุล รองเสนาธิการทหารเรือและประธานกรรมการบริหารโครงการจัดหาปืนใหญ่ฯ นายทหารชั้นผู้ใหญ่  ตลอดจนข้าราชการ กำลังพล เข้าร่วมในพิธี 

การดำเนินโครงการจัดหาปืนใหญ่ ขนาด 155 มิลลิเมตร แบบอัตตาจร ล้อยาง (ATMG) นับเป็นการดำเนินการ เพื่อสนับสนุน การเสริมสร้างกำลังรบหลักของกองทัพเรือ ให้มีขีดความสามารถในการป้องกันและรักษาอำนาจอธิปไตยทางบกของประเทศ ทั้งในลักษณะการแสดงกำลังเพื่อการป้องปรามและป้องกัน เป็นสำคัญ

สำหรับการจัดหาในครั้งนี้ เป็นการผูกพันงบประมาณระหว่างปีงบประมาณ 2566 ถึง 2568  รวม 3  ปี โดยให้ ศูนย์อำนวยการสร้างอาวุธ ศูนย์การอุตสาหกรรมป้องกันประเทศและพลังงานทหาร เป็นหน่วยจัดหาและเบิกจ่ายงบประมาณแทน ทร. ในวงเงิน 929,486,100.00 บาท (เก้าร้อยยี่สิบเก้าล้านสี่แสนแปดหมื่นหกพันหนึ่งร้อยบาท) ประกอบด้วย ระบบปืนใหญ่ จำนวน 6  กระบอก สำหรับกองร้อย, ระบบควบคุมการยิงอัตโนมัติ, ระบบเรดาร์ตรวจสภาพอากาศ, อะไหล่ พร้อมอุปกรณ์ประกอบอื่น ๆ และการถ่ายทอดเทคโนโลยี ซึ่งได้ดำเนินการ ผลิตในประเทศไทย โดยศูนย์อำนวยการสร้างอาวุธ ร่วมกับ บริษัท Elbit Systems ของอิสราเอล บูรณาการระบบ ATMOS เข้ากับรถบรรทุก Tatra 6x6 จากสาธารณรัฐเช็ก มีระยะยิงไกลกว่า 40 กม. และอัตราการยิง 6 นัดต่อนาที การใช้งานจริงในครั้งนี้ นับเป็นหมุดหมายสำคัญด้านความมั่นคง และสะท้อนความก้าวหน้าของไทย ในการพึ่งพาตนเองด้านยุทโธปกรณ์ ซึ่งผลการดำเนินโครงการเป็นไปด้วยความเรียบร้อย มีการทดสอบทดลองตามสัญญาถูกต้องครบถ้วน ตลอดจนการฝึกอบรมและการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้แก่ กำลังพลของกองทัพเรือ เสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว จนกระทั่งสามารถส่งมอบให้แก่ กองทัพเรือ ได้ในวันนี้

ศูนย์ War Room ปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ตามล่าเอาเงินคืนให้ผู้เสียหาย 'MONEY CASH BACK ปิดบัญชี ตามล่าม้า คว้าเงินคืน'

(21 ส.ค.68) เวลา 11.30 น. พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้บัญชาการ ศูนย์บริหารเหตุการณ์แก๊งคอลเซ็นเตอร์และค้ามนุษย์นานาชาติ (ผบ.ศกค.) หรือ International Anti-Scam and Human Trafficking Syndicate Command Center (IAC) และผู้อำนวยการศุนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ผอ.ศปอส.ตร.) แถลงข่าว “ศูนย์ Warroom ปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ตามล่าเอาเงินคืนให้ผู้เสียหาย MONEY CASH BACK ปิดบัญชี ตามล่าม้า คว้าเงินคืน” โดยมี พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผบช.สอท., พล.ต.ต.อรรถสิทธิ์ สุดสงวน รอง ผบช.สอท./รอง ผบ.ศกค., พล.ต.ต.พงษ์สยาม มีขันทอง รอง ผบช.ทท./รอง ผบ.ศกค., พล.ต.ต.ทินกร รังมาตย์ รอง ผบช.สอท. และ พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ ผบก.สอท.1 พร้อมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องร่วมแถลงข่าว ณ ห้อง “Warroom IAC” ณ ห้องประชุม 1 ชั้น 7 อาคารศูนย์ฝึกอบรมตำรวจตรวจคนเข้าเมือง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ 

สืบเนื่องจาก พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มอบหมายให้ พล.ต.อ.ธัชชัยฯ เป็น ผบ.ศกค. ได้เดินหน้าขับเคลื่อน “Warroom IAC” ร่วมกับหน่วยงานด้านความมั่นคงและการเงินทั้งในประเทศ และหน่วยงานระหว่างประเทศ อาทิ UNODC, FBI และ Interpol เพื่อจัดการปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์อย่างบูรณาการ โดยครอบคลุมตั้งแต่การกวาดล้างเครือข่าย การระงับบัญชี ติดตามเส้นทางการเงิน ไปจนถึงการคุ้มครองเหยื่อ โดยเน้นมาตรการเชิงรุกภายใต้แนวคิด “ปิดประตูทุบหม้อข้าว” เพื่อมุ่งสร้างผลลัพธ์ที่ชัดเจนภายใน 3 เดือน โดยเฉพาะการตัดวงจรเครือข่ายใหญ่ในกัมพูชา ซึ่งเป็นฐานสำคัญในการหลอกลวงประชาชนไทยและต่างประเทศ

พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผบช.สอท. จึงได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจในสังกัดดำเนินการตามโครงการ “MONEY Cash Back ปิดบัญชี ตามล่าม้า คว้าเงินคืน” อย่างต่อเนื่อง โดยก่อนหน้านี้ สามารถจับกุมเครือข่ายบัญชีม้าของขบวนการหลอกลวงออนไลน์ และสามารถติดตามนำคืนให้แก่ผู้เสียหายตามขั้นตอนในโครงการ “MONEY CASH BACK” ไปแล้วหลายครั้ง รวมจำนวนเงินกว่า 232.2 ล้านบาท โดยล่าสุด สามารถติดตามอายัดเงินของผู้เสียหายจากการถูกหลอกลวงออนไลน์ได้เพิ่มเติมอีก 2 ราย มีรายละเอียด ดังนี้

กรณีที่ 1 รวบเครือข่ายหลอกเทรดหุ้นออนไลน์ ลวงอดีตข้าราชการลงทุนสูญเงินกว่า 8 ล้าน อายัดทัน 1.2 ล้าน นำคืนผู้เสียหาย

สืบเนื่องจากเมื่อช่วงเดือน ธ.ค.67 ผู้เสียหายเป็นอดีตข้าราชการได้พบเพจเฟซบุ๊กปลอมบัญชีหนึ่ง ได้โฆษณาเกี่ยวกับการลงทุนเทรดหุ้นออนไลน์ จึงเกิดความสนใจ ต่อมาได้ถูกดึงเข้ากลุ่มไลน์ชื่อ (LINE Globaledgemax) โดยช่วงแรกเริ่มจากลงทุนจากยอดจำนวนน้อย ปรากฏว่าสามารถถอนเงินกำไรออกมาได้จริง จึงได้ลงทุนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่เมื่อโอนเงินลงทุนในยอดเงินที่สูงขึ้น กลับไม่สามารถถอนเงินออกมาได้ รวมมูลค่าความเสียหาย จำนวน 8,076,559.46 บาท จึงได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อ บช.สอท. ในเวลาต่อมา 

จากกรณีดังกล่าว กก.3 บก.สอท.1 ได้รวบรวมพยานหลักฐานและสืบสวนติดตามผู้ต้องหาในขบวนการได้แล้วบางส่วน โดยดำเนินคดีในข้อหา “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่น,ร่วมกันโดยทุจริตหรือโดยหลอกลวงนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชนอันมิใช่การกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา,เปิดหรือยินยอมให้บุคคลอื่นใช้บัญชีเงินฝากบัตรอิเล็กทรอนิกส์หรือบัญชีอิเล็กทรอนิกส์ของตน โดยมิได้มีเจตนาใช้เพื่อตนหรือเพื่อกิจการที่ต้นเกี่ยวข้องโดยประการที่รู้หรือควรรู้ว่าจะนำไปใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีหรือความผิดทางอาญาอื่นใด”

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถอายัดเงินในบัญชีธนาคารของนายจักริชฯ หนึ่งในผู้ต้องหาไว้ได้ ซึ่งผู้เสียหายได้โอนเข้าบัญชีดังกล่าวเพื่อลงทุนตามที่ถูกหลอกลวง จำนวน 1 ครั้ง เป็นเงิน 1,261,105.36 บาทซึ่งอายัดได้ทันทั้งจำนวน 

กรณีที่ 2 รวบเครือข่ายหลอกหญิงสูงวัยหารายได้พิเศษ โดนไป 5 แสน อายัดทันทั้งหมด นำคืนผู้เสียหาย เมื่อช่วงเดือน ก.พ.68 ผู้เสียหายเป็นหญิงสูงวัยรายหนึ่ง ได้พบเจอโฆษณาบนแอปพลิเคชัน TikTok อ้างว่าสามารถหารายได้พิเศษได้ เมื่อผู้เสียหายสนใจจึงติดต่อไป จากนั้นจึงถูกเชิญเข้าร่วมกลุ่มไลน์ปลอม ที่มีหน้าม้าคอยจัดฉากให้ดูน่าเชื่อถือ มีการโพสต์ข้อความแสดงผลกำไร และมีสมาชิกในกลุ่มร่วมยืนยันว่าลงทุนแล้วได้เงินจริง เพื่อสร้างความไว้วางใจ

ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงได้โอนเงินเพื่อลงทุนเป็นจำนวนเงิน 500,000 บาท เข้าบัญชีธนาคารของ นายกิตตินันท์ฯ ซึ่งถูกใช้เป็นบัญชีรับโอนเงินจากเหยื่อ หลังโอนเงินเสร็จสิ้น ผู้เสียหายไม่สามารถถอนเงินคืนได้ จึงรู้ตัวว่าตกเป็นเหยื่อและได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์ในเวลาต่อมา

ในขณะเดียวกัน ทางธนาคารเจ้าของบัญชีของ นายกิตตินันท์ฯ ได้ตรวจสอบรายการเดินบัญชีดังกล่าว พบว่า เมื่อวันที่ 1 ก.พ.68 เวลาประมาณ 10.44 น. ยอดเงินในบัญชีคงเหลือ 70 บาท จากนั้นเวลาประมาณ 10.51 น. ได้มีบัญชีธนาคาร ของผู้เสียหาย โอนเงินเข้าไปจำนวน 500,000 บาท จึงทำให้ยอดเงินคงเหลือเพิ่มขึ้นเป็น 500,070 บาท

เมื่อธนาคารตรวจสอบพบความผิดปกติ และพบว่าอาจเข้าข่ายเป็นบัญชีต้องสงสัยที่ใช้ในการกระทำความผิด จึงได้ระงับการทำธุรกรรมและอายัดเงินในบัญชีดังกล่าวไว้ได้จำนวน 500,070 บาท และได้รับการประสานงานจาก กก.3 บก.สอท.1 ในเวลาต่อมา จนมีหลักฐานว่าเป็นยอดเงินที่ได้มาจากการกระทำผิดจริง

จากการสอบถามผู้ต้องหาทั้ง 2 ราย ต่างให้ถ้อยคำว่า ตนเองไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเงินที่อายัดไว้ ไม่โต้แย้งในกรรมสิทธิ์ และยินยอมให้เจ้าหน้าที่ตำรวจส่งมอบเงินในบัญชีตามจำนวนดังกล่าวคืนให้แก่ผู้เสียหาย

โดยวันนี้ พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จตช. ในฐานะ ผอ.ศปอส.ตร. และ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผบช.สอท. พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดติดตามคดี จึงได้ร่วมกันนำเงินจำนวน 1,761,105.36 บาท คืนให้แก่ผู้เสียหายทั้ง 2 ราย ตามโครงการ “MONEY Cash Back ปิดบัญชี ตามล่าม้า คว้าเงินคืน”

เชิญชวนร่วมถวายพระพร สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ขอให้ทรงหายจากพระอาการประชวรและมีพระพลานามัยแข็งแรงโดยเร็ววัน

เชิญชวนร่วมถวายพระพร สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ขอให้ทรงหายจากพระอาการประชวรและมีพระพลานามัยแข็งแรงโดยเร็ววัน

ทัพเรือภาคที่ 1 ร่วมเยี่ยมชม 'มูลนิธิบ้านครูบุญชูเพื่อเด็กพิเศษ'

พลเรือตรี พิสิฐ รังษีภาณุรัตน์ เสนาธิการทัพเรือภาคที่ 1 ในฐานะผู้แทนทัพเรือภาคที่ 1 ร่วมเยี่ยมชม 'มูลนิธิบ้านครูบุญชูเพื่อเด็กพิเศษ' ตำบลพลูตาหลวง อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี เมื่อวันอังคารที่ 19 สิงหาคม 2568 

จากการที่ นางออร์นา ซากิฟ เอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย พร้อมด้วยผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรภาคประชาสังคม ได้ร่วมเยี่ยมชมและติดตามความก้าวหน้าโครงการปรับปรุงซ่อมแซมสถานที่ โดยการสนับสนุนจากสถานเอกอัครราชทูตอิสราเอลฯ เพื่อยกระดับสิ่งอำนวยความสะดวกและสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมสำหรับเด็กพิเศษและผู้พักอาศัยในมูลนิธิฯ

ในการนี้ทัพเรือภาคที่ 1 ได้รับเชิญเข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ด้วย กิจกรรมดังกล่าวสะท้อนถึงความร่วมมืออันดีระหว่างกองทัพเรือ หน่วยงานต่างประเทศ ภาครัฐ และภาคเอกชน ในการสนับสนุนการพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็กพิเศษและผู้ด้อยโอกาสในพื้นที่สัตหีบ

ปมชาวบ้านกลับจากศูนย์อพยพ เจอบิลค่าไฟ 2 พัน ชี้! เกิดการสับสนในทางปฏิบัติ - ยันไม่ต้องจ่าย

(21 ส.ค. 68) ตามที่มีการนำเสนอข่าวชาวบ้านในพื้นที่อำเภอบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์ ที่อพยพกลับจากศูนย์พักพิงภายหลังสถานการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดน ไทย-กัมพูชา และได้รับใบแจ้งค่าไฟฟ้าจากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ทั้งที่รัฐบาลประกาศมาตรการเยียวยางดเว้นการเก็บค่าไฟฟ้าให้ประชาชนในพื้นที่ประสบภัยเป็นเวลา 2 เดือน นั้น

การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) ตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว ขอเรียนชี้แจงดังนี้ 1. ค่าไฟฟ้าของผู้ใช้ไฟฟ้าตามที่ปรากฏในข่าว เป็นค่าไฟฟ้าในช่วงเดือนมิถุนายน–กรกฎาคม 2568 ซึ่งมีการ จดหน่วยและแจ้งค่าไฟฟ้าเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2568 จึงเกิดการสับสนในทางปฏิบัติกับมาตรการเยียวยาดังกล่าว

 2. ตามนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงมหาดไทย ให้ PEA ดำเนินมาตรการช่วยเหลือค่าไฟฟ้าฟรีในใบแจ้งค่าไฟฟ้าประจำเดือนกรกฎาคม - สิงหาคม 2568 ให้กับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยที่อยู่ในพื้นที่ที่ภาครัฐประกาศอพยพไปศูนย์พักพิง 

สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าในพื้นที่ดังกล่าว ไม่ต้องชำระค่าไฟฟ้าในใบแจ้งค่าไฟฟ้าประจำเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม 2568 กรณีชำระแล้ว PEA จะดำเนินการคืนเงินโดยนำไปหักลดจากค่าไฟฟ้าในเดือนถัดไป 

ทั้งนี้ ผู้ใช้ไฟฟ้าสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่โทร. 1129 PEA Contact Center ตลอด 24 ชั่วโมง

เสวนา 'สมรภูมิข่าวสารในวิกฤติความขัดแย้งไทย-กัมพูชา' เน้นย้ำบทบาทสื่อเพื่อสันติภาพ

เมื่อวานนี้ (20 ส.ค.68) ที่ โรงแรมเบสท์ เวสเทิร์น จตุจักร กทม. สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ร่วมกับกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ได้จัดกิจกรรมราชดำเนินเสวนา หัวข้อ 'สมรภูมิข่าวสารในวิกฤติความขัดแย้งไทย-กัมพูชา' โดยมีวิทยากรผู้บรรยาย ประกอบด้วย ดร.ชำนาญ งามมณีอุดม รองผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ดร.สังกมา สารวัตร สาขานิเทศศาสตร์ คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัยศิลปากร พลตรี ธีรวุฒิ วิทยากรณ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) และนายก่อเขต จันทเลิศลักษณ์ ผู้อำนวยการสำนักข่าวไทยพีบีเอส

พลตรี ธีรวุฒิ วิทยากรณ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) กล่าวว่า โลกปัจจุบันเข้าสู่ยุค 'Hybrid Warfare' หรือสงครามลูกผสม ซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่แค่การรบทางทหาร แต่รวมถึงสงครามข่าวสารด้วย โดยอ้างอิงรายงานจาก World Economic Forum 2025 ที่ระบุว่าปัญหา Misinformation (ข้อมูลที่ผิด) และ Disinformation (ข้อมูลเท็จ) ได้แซงหน้าปัญหาสงครามและความขัดแย้งทางทหารขึ้นเป็นปัญหาอันดับหนึ่งของโลก ขณะที่ภัยไซเบอร์อยู่ในอันดับที่ 5

พลตรี ธีรวุฒิ เผยว่า ในช่วงก่อนเกิดการปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ทาง สกมช. ได้ตรวจพบการโจมตีทางไซเบอร์จากกลุ่มที่สนับสนุนกัมพูชาต่อหน่วยงานของไทยหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็นการทำให้เว็บไซต์ใช้งานไม่ได้ หรือการเปลี่ยนหน้าเพจ เพื่อเป็นปฏิบัติการคู่ขนานไปกับการรบที่ชายแดน

อย่างไรก็ตาม พลตรี ธีรวุฒิ มองว่าสื่อไทยทำหน้าที่ได้อย่างน่าชื่นชม โดยเฉพาะใน 4 ด้านหลัก ได้แก่:
-ไม่ลงภาพทางทหาร ซึ่งช่วยรักษาความปลอดภัยของข้อมูล
-คำนึงถึงหลักมนุษยธรรม ด้วยการเบลอภาพผู้เสียชีวิต
-รวมกลุ่มตรวจสอบข้อมูล เช่น Thai PBS Verify และ Cofact เพื่อสกัดกั้นข้อมูลเท็จ
-ให้ความร่วมมือกับ สกมช. ในการไม่เผยแพร่ข้อมูลจากฝ่ายตรงข้าม

พลตรี ธีรวุฒิ ยังได้เสนอให้สื่อปรับปรุงเรื่องการใช้ภาพหรือข้อมูลที่ไม่ผ่านการพิสูจน์ รวมถึงการทำ 'Clickbait' ที่สร้างความเข้าใจผิดแก่ประชาชน และเน้นย้ำว่าในยุคที่ทุกคนเป็นสื่อได้ ทุกฝ่ายควรมีจิตสำนึกความเป็นมืออาชีพและร่วมกันตรวจสอบข้อมูลเพื่อลดความเกลียดชัง

ดร. ชำนาญ งามมณีอุดม รองผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ กล่าวว่า ปัญหาข้อมูลเท็จเป็นภัยความมั่นคงที่คนไทยต้องทำความคุ้นเคย และสร้างภูมิคุ้มกันในการคัดกรองข่าวสาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อมูลจาก AI Deepfake ที่แยกแยะได้ยาก ดร.ชำนาญระบุว่าในอดีตเราไม่เคยเผชิญกับ State Actor หรือผู้กระทำโดยรัฐในสงครามข่าวสารมาก่อน ซึ่งสิ่งนี้ถือเป็นความปกติใหม่ที่ต้องปรับตัว

นอกจากนี้ ดร.ชำนาญยังชี้ให้เห็นว่า ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นเป็นเพียงเรื่องของคนบางกลุ่มเท่านั้น ไม่ใช่คนทั้งประเทศ ดังนั้นสื่อจึงควรเป็น "เสาที่ 4 ของสังคม" ที่ให้ข้อมูลที่ถูกต้อง และมุ่งเน้นการสื่อสารเพื่อสันติภาพมากกว่าการสร้างความเกลียดชัง รวมถึงเสนอให้สำนักข่าวต่างๆ จัดตั้งหน่วย Fact-checking เป็นของตัวเอง เพื่อเป็นแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ

นายก่อเขต จันทเลิศลักษณ์ ผู้อำนวยการสำนักข่าวไทยพีบีเอส ซึ่งลงพื้นที่ชายแดน กล่าวว่า สื่อในต่างประเทศที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งในครั้งนี้ยังยอมรับว่าสื่อของไทยทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและให้ความร่วมมือกับฝ่ายความมั่นคงเป็นอย่างดี แต่ก็มีข้อควรระวังในการรายงานข่าวในยุคดิจิทัล เช่น การใช้สมาร์ทโฟนที่อาจเปิดเผยตำแหน่งที่ตั้งได้โดยไม่ตั้งใจ

นายก่อเขตกล่าวว่า ไทยพีบีเอสให้ความสำคัญกับการรายงานข่าวชายแดนในหลายมิติ ไม่ใช่เพียงแค่การปฏิบัติการทางทหาร แต่เน้นที่ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสร้างความเข้าใจร่วมกันในเรื่อง Single messages หรือการสื่อสารที่มีความเป็นเอกภาพจากรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ข้อมูลที่ออกไปมีความน่าเชื่อถือและเป็นประโยชน์ต่อสันติภาพของทั้งสองประเทศ

ดร. สังกมา สารวัตร สาขานิเทศศาสตร์ คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัยศิลปากร กล่าวว่า สถานการณ์ความขัดแย้งในครั้งนี้ทำให้เห็นว่าโซเชียลมีเดียมีส่วนสำคัญในการปั่นความเกลียดชังอย่างรุนแรง โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ได้รับข่าวสารจากอินฟลูเอนเซอร์มากกว่าสื่อกระแสหลัก แต่ในขณะเดียวกัน สื่อต่างประเทศก็ได้ชื่นชมว่าไทยไม่ได้มี Single gateway ทำให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลข่าวสารที่หลากหลายและเป็นประชาธิปไตย

ดร.สังกมา ได้สรุปบทเรียนจากเหตุการณ์นี้ไว้ 3 คำสำคัญ ได้แก่ Information Warfare (สงครามข้อมูล), Professional Journalism (วารสารศาสตร์แบบมืออาชีพ) และ People’s Voice (เสียงของประชาชน) ซึ่งเป็นหลักการสำคัญที่สื่อมวลชนและทุกภาคส่วนต้องร่วมกันสร้างเพื่อให้การสื่อสารในช่วงวิกฤติเป็นไปอย่างสร้างสรรค์และนำไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืน

ไทยนำเข้าแรงงานศรีลังกา 1 หมื่นคน แทนแรงงานกัมพูชาครึ่งล้านทยอยกลับประเทศ

(21 ส.ค. 68) ไทยเผชิญปัญหาขาดแคลนแรงงาน หลังแรงงานกัมพูชากว่าคนทยอยกลับประเทศ เนื่องจากสถานการณ์ความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ส่งผลให้นายจ้างหลายพื้นที่กังวลต่อการขาดแรงงานในภาคอุตสาหกรรมและเกษตรกรรมที่ต้องพึ่งพาแรงงานต่างด้าวจำนวนมาก

ล่าสุด คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้นำเข้าแรงงานต่างชาติผ่านระบบ MOU โดยเบื้องต้นอนุมัติแรงงานศรีลังกา 10,000 คน เข้ามาทำงานในไทยทดแทนแรงงานกัมพูชาที่ขาดหาย ทั้งนี้แรงงานดังกล่าวจะได้รับอนุญาตทำงานครั้งละ 2 ปี และสามารถต่ออายุได้อีก 2 ปี หากผลการดำเนินงานเป็นไปด้วยดี กระทรวงแรงงานเตรียมเสนอขยายโควตาไปยังแรงงานชาติอื่น เช่น เนปาล บังกลาเทศ อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์

นอกจากนี้ ยังผ่อนผันให้แรงงานกัมพูชา ลาว และเมียนมาที่หมดอายุใบอนุญาตหรือเข้าเมืองผิดกฎหมาย แต่ยังต้องการทำงานในไทย สามารถยื่นขออนุญาตได้ โดยนายจ้างเป็นผู้ดำเนินการและชำระค่าธรรมเนียม 1,000 บาท โดยปัจจุบันไทยมีแรงงานต่างด้าวถูกกฎหมายกว่า 3.78 ล้านคน ส่วนใหญ่เป็นแรงงานเมียนมากว่า 2.9 ล้านคน

ด้านกรมการจัดหางานเสนอ 5 แนวทางแก้ปัญหาเร่งด่วน เช่น ใช้แรงงานทหาร นักโทษชั้นดี และเยาวชนในสถานพินิจมาช่วยงานชั่วคราว เปิดจดทะเบียนแรงงานผิดกฎหมาย เพิ่มแรงงานจากประเทศใหม่ ใช้แรงงานผู้ลี้ภัยเมียนมา และพัฒนาทักษะ-เทคโนโลยีในภาคธุรกิจเพื่อปรับตัวในระยะยาว ลดการพึ่งพาแรงงานต่างด้าวเกินจำเป็น


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top