Thursday, 16 July 2026
NEWS

คอนโดหรูกลายเป็นรังยา!  ตำรวจ ดส. บุกทลายเครือข่ายไนจีเรีย–สาวไทย ยึดโคเคนพร้อมทรัพย์สิน 4 แสน

เมื่อวันที่ (2 ก.ย. 68) ภายใต้การอำนวยการของ พ.ต.อ.ศานติ กรเกษม ผกก.ดส., พ.ต.ท.วรปรัชญ์ วุฑฒิรักษ์ และ พ.ต.ท.ปียรัช เวสสะโกศล รอง ผกก.ดส. ชุดปราบปรามยาเสพติด กก.ดส. นำโดย พ.ต.ต.ยศชนินทร์ ประเสริฐโสภา พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ บุกเข้าจับกุมเครือข่ายค้ายาเสพติดรายสำคัญในพื้นที่สมุทรปราการ

ตำรวจสามารถจับกุม MR. UKWE VINCENT CHISOM อายุ 33 ปี สัญชาติไนจีเรีย และ น.ส.เกศินี หรือเล็ก พึ่งสันเทียะ อายุ 30 ปี ได้ภายในคอนโดหรูย่านศรีนครินทร์ โดยทั้งคู่ถูกกล่าวหาว่า “ร่วมกันจำหน่ายโคเคน” เพื่อการค้า และแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน ขณะเดียวกันผู้ต้องหาชาวไนจีเรียยังถูกดำเนินคดีข้อหา “อยู่ในราชอาณาจักรโดยผิดกฎหมาย” อีกด้วย

ของกลางที่ยึดได้ ได้แก่ โคเคนหนัก 99 กรัม กล่องไม้ซุกซ่อนยา ถุงแบ่งบรรจุ ตาชั่งดิจิตอล เทปกาว โทรศัพท์มือถือ 3 เครื่อง พร้อมหลักฐานอื่น ๆ รวมทั้งยังตรวจยึดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการค้ายาเสพติด มูลค่ากว่า 4 แสนบาท ประกอบด้วย รถยนต์ 1 คัน รถจักรยานยนต์ 1 คัน และเงินสด 39,000 บาท

เจ้าหน้าที่นำตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน สภ.สำโรงเหนือ ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

สื่อเขมร โพสต์ถามไทยจะช่วยสร้าง 7 โครงการต่อหรือไม่ หลัง ‘แพทองธาร’ ถูกถอดถอนจากตำแหน่งนายกฯ

(3 ก.ย. 68) Khmer Times โพสต์ถาม ไทยยังเดินหน้าช่วยกัมพูชาตาม 7 โครงการ หลัง ‘แพทองธาร’ ถูกถอดถอนหรือไม่

สื่อกัมพูชา Khmer Times โพสต์ตั้งคำถามต่อความช่วยเหลือจากไทย หลังจากที่รัฐบาลแพทองธารเคยลงนามข้อตกลงความร่วมมือกับกัมพูชาไว้ 7 โครงการ ว่าหลังการถอดถอน “อุ๊งอิ๊ง” ไทยจะยังคงดำเนินการตามสัญญาต่อไปหรือไม่ โดยบทความได้สัมภาษณ์นักวิชาการกัมพูชา ซึ่งย้ำว่า ไทยมีพันธะตามสัญญาระหว่างรัฐต่อรัฐ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับรัฐบาลชุดใดชุดหนึ่ง

‘แม่ทัพภาค 2’ สั่งปิดตายปราสาทตาเมือนธม ล้อมรั้วลวดหนามชั่วกัลปาวสาน ใครแตะถือว่าล้ำอธิปไตยไทย

เมื่อวานนี้ (2 ก.ย. 68) พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 กล่าวระหว่างการบรรยายพิเศษกับนักศึกษาหลักสูตรวัคซีนเพื่อชีวิต (วชส.) สมาคมพนักงานสอบสวน ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ ที่กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด ถึงประเด็นชายแดนไทย-กัมพูชา โดยระบุว่า แม้มีการหยุดยิงชั่วคราว แต่ทหารกัมพูชายังคงปฏิบัติการอย่างเข้มข้น และบางครั้งใช้สูตรเจรจาไปพูดอีกอย่าง ทำอีกอย่าง พร้อมยืนยันว่า ภูมะเขือและพื้นที่ที่ไทยควบคุมอยู่ทั้งหมดเป็นอธิปไตยของไทย

สำหรับปราสาทตาเมือนธม แม่ทัพภาค 2 ชี้แจงว่า มีการวางรั้วลวดหนามรอบปราสาททั้งหมด และถือเป็นการประกาศอาณาเขตไทย หากใครแตะต้องรั้วถือว่าล้ำอธิปไตยไทย พร้อมย้ำว่า รั้วนี้จะอยู่ชั่วกัลปาวสาน ใครจะขึ้นมาต้องมีวีซ่าและพาสปอร์ต

พล.ท.บุญสินยังกล่าวถึงกรณีปราสาทพระวิหารที่ไทยแพ้คดีแล้วว่า มีสองแนวทาง คือ ยื่นต่อศาลโลกใหม่ หรือใช้กำลังยึดกลับ แต่ต้องคำนึงถึงกฎหมายและสถานการณ์โลก ขณะเดียวกันพื้นที่ชายแดนอื่น ๆ เช่น บ้านหนองจาน จ.สระแก้ว ก็มีการวางรั้วลวดหนามเพื่อประกาศอาณาเขตไทย

ทั้งนี้ แม่ทัพภาค 2 ย้ำว่า การปฏิบัติหน้าที่และการวางรั้วขึ้นอยู่กับสภาพพื้นที่จริง และเป็นมาตรการรักษาอธิปไตยของชาติ ไม่เกี่ยวข้องกับอดีตหรือความสัมพันธ์ส่วนตัวกับฝ่ายกัมพูชา แต่เป็นแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน

‘แม่ทัพภาค 2’ น้ำตาคลอ!! เผยทหารเจ็บ 666 นาย สละชีพ 18 นาย เพื่อปกป้องแผ่นดินไทย ย้ำทหารจะไม่ทำรัฐประหาร

(2 ก.ย. 68) “แม่ทัพภาคที่ 2” พลโท บุญสิน พาดกลาง กล่าวด้วยน้ำตาคลอ ระหว่างบรรยายวิสัยทัศน์หลักธรรมและยุทธศาสตร์ป้องกันชายแดน ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เผยข้อมูลสะเทือนใจว่า ทหารไทยบาดเจ็บกว่า 666 นาย และเสียชีวิต 18 นาย ในการปฏิบัติภารกิจปกป้องแผ่นดิน โดยบางนายสูญเสียอวัยวะหรือสายตา ซึ่งตนได้ไปเยี่ยมเยียนและให้กำลังใจด้วยตัวเองทุกครั้ง

แม่ทัพภาคที่ 2 ยังฝากถึงนักศึกษาให้เลิกยึดภาพจำทหารในอดีต แต่ให้มองบทบาทปัจจุบัน พร้อมยืนยันว่า “ทหารจะไม่ทำรัฐประหารแล้ว” และขอเป็นปากเสียงแทนเพื่อนร่วมรุ่น ตท.26 อย่าง พลเอกพนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก เพราะหมดสมัยแล้ว

ทั้งนี้ พลโท บุญสิน พาดกลางย้ำชัดว่า กองทัพจะวางตัวเป็นกลาง ไม่ยุ่งเกี่ยวการเมือง แต่ประเทศต้องการ “คนดีมาบริหาร” หากปล่อยให้การเมืองวนซ้ำเดิม ปัญหาก็จะเกิดซ้ำไม่สิ้นสุด พร้อมยืนยันบทบาทหลักของกองทัพคือการป้องกันชายแดนและยืนอยู่เคียงข้างประชาชนชาวไทย

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เร่งกระจายกำลังช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม ระดมทีมกู้ชีพ กู้ภัย จัดตั้งโรงครัวฯ จัดกำลังช่วยเหลือชาวเพชรบูรณ์ และส่งทีมสังคมสงเคราะห์ แผนกสาธารณภัยฟื้นฟูหลังน้ำลดแก่ชาวเชียงราย พะเยา น่าน สุโขทัย

ตามที่ประเทศไทยได้เกิดอุทกภัยในหลากหลายพื้นที่ประชาชนได้รับผลกระทบเป็นจำนวนมาก มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง โดย นายวิเชียร เตชะไพบูลย์ ประธานกรรมการ มอบหมายให้นายอรัณย์ โตทวด ผู้จัดการใหญ่มูลนิธิฯ เร่งกระจายทีมบูรณาการช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม โดยวานนี้ (วันจันทร์ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2568 ) ได้เร่งจัดทีมบรรเทาสาธารณภัย นำโดย นายวรพจน์ จรัสเศรษฐสิริ ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการ นำทีมกู้ภัย กู้ชีพ อาสาสมัคร พร้อมเรือท้องแบน อุปกรณ์กู้ภัยทางน้ำ เครื่องกำเนิดไฟฟ้า รถกู้ภัยและรถพยาบาลขับเคลื่อน 4 ล้อ เสื้อชูชีพ น้ำดื่ม ชุดยาสามัญประจำบ้าน อาหารสุนัขและแมว เร่งลงพื้นที่จังหวัดเพชรบูรณ์ ให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมในทันที โดยกองอำนวยการฯ และโรงครัวเคลื่อนที่ จัดตั้ง ณ บริเวณสมาคมกกไทร พ่งไล้ยี่จับเซียวเกาะ อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ ซึ่งในขณะนี้ ทีมบรรเทาฯ กำลังปฏิบัติภารกิจการช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพื้นที่ โดยท่านสามารถติดตามข่าวสารกิจกรรม การช่วยเหลือของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่ เฟซบุ๊ก แฟนเพจ www.facebook.com/atpohtecktung หรือดูรายละเอียดช่องทางที่สะดวกได้ที่ https://linktr.ee/pohtecktung

พร้อมกันนี้ ระหว่างวันที่ 27 สิงหาคม -1 กันยายน พ.ศ. 2568 แผนกสาธารณภัย ฝ่ายสังคมสงเคราะห์ นำโดย นายชุมพล บุญภักดี ผู้ช่วยหัวหน้าแผนกสาธารณภัย จัดทีมเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย 4 จังหวัดเหนือ ได้แก่ จังหวัดเชียงราย พะเยา น่าน และสุโขทัย แจกจ่ายเครื่องอุปโภคบริโภค ประกอบด้วย ข้าวสาร ปลากระป๋อง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป น้ำมันพืช และน้ำปลา รวมทั้งสิ้น 8,000 ชุด รวมมูลค่าทั้งสิ้น 3,600,000 บาท (สามล้านหกแสนบาทถ้วน) โดยมี ผู้แทนจากหน่วยงานรัฐเป็นประธานในพิธี พร้อมทั้งมูลนิธิสงเคราะห์ 14 จังหวัดภาคใต้ และ สมาคม/มูลนิธิแต่ละจังหวัด เป็นผู้ประสานงานและร่วมให้ความช่วยเหลือ

เมื่อเกิดอุทกภัย มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้จัดทีมบรรเทาสาธารณภัย พร้อมเรือท้องแบน และ โรงครัวเคลื่อนที่เพื่อประกอบอาหารกล่อง พร้อมถุงยังชีพ ชุดยาเวชภัณฑ์ และอาหารสุนัขและแมว นำแจกจ่ายแก่ผู้ประสบภัย เพื่อการบรรเทาทุกข์และช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพื้นที่ต่างๆ ในเบื้องต้น พร้อม ฝ่ายสังคมสงเคราะห์ โดยแผนกสาธารณภัย จะประสานหน่วยงานในพื้นที่เพื่อฟื้นฟูหลังน้ำลด โดยแจกเครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็น รวมถึงมอบเงินค่าฌาปนกิจศพแก่ญาติผู้เสียชีวิตจากอุทกภัย รายละ 20,000 บาท และกรณีมีผู้เสียชีวิตจากเหตุอุทกภัย ญาติของผู้เสียชีวิตสามารถขอรับเงินช่วยเหลือค่าฌาปนกิจศพจากมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่ สายด่วนป่อเต็กตึ๊ง 1418 ต่อ ฝ่ายสังคมสงเคราะห์ นอกจากนี้ ในปี พ.ศ.2568 ฝ่ายสังคมสงเคราะห์ โดยแผนกส่งเสริมการศึกษาและอาชีพ ริเริ่มโครงการมอบวัสดุอุปกรณ์ประกอบอาชีพให้แก่ผู้ประสบอุทกภัยยากไร้ โดยร่วมกับกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย โดยได้ทำพิธีมอบไปแล้ว 2 จังหวัดภาคเหนือ รวมงบประมาณการดำเนินงานโครงการฟื้นฟูหลังน้ำลด และมอบอุปกรณ์ประกอบอาชีพให้กับผู้ประสบอุทกภัยยากไร้ในปี 2568 กว่า 20.6 ล้านบาท

ทั้งนี้ มูลนิธิฯ ยังคงเฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อประเมินและเข้าให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยด้านต่าง ๆ ต่อไป

ทหารกัมพูชาแอบวางทุ่นระเบิดในไทย ใกล้ปราสาทตาควาย ทบ. แถลงประณามกัมพูชา…ถือเป็นการเมินข้อตกลงหยุดยิงชัดเจน

(1 ก.ย. 68) กองทัพบกได้รับรายงานจากกองทัพภาคที่ 2 ว่า จากกรณีเมื่อวันที่ 31 ส.ค. 2568 เวลาประมาณ 11.50 น. กองร้อยอาวุธเบาที่ 1 กองพันทหารราบที่ 27 ตรวจพบการวางกับระเบิดแสวงเครื่อง ใช้ลูกกระสุนเครื่องยิงลูกระเบิดประกอบกับลวดสะดุด คาดว่าเป็นฝีมือทหารกัมพูชา พิกัดอยู่ทางทิศตะวันตกของปราสาทตาควาย ห่างจากเนิน 350 ประมาณ 1.7 กิโลเมตร ในพื้นที่ ต.บักได อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ ใกล้แนวลวดหนามฝั่งไทย

จากการตรวจสอบพื้นที่โดยรอบ พบการวางทุ่นระเบิด PMN-2 รวม 3 ทุ่น พร้อมลูกกระสุนเครื่องยิงลูกระเบิด 2 ลูก และตะปูเรือใบจำนวนมาก สอดคล้องกับเหตุการณ์เมื่อ 22 ส.ค. 2568 ที่ฝ่ายไทยเคยตรวจพบทหารกัมพูชาดักซุ่มและวางกำลังบริเวณเดียวกัน

พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ระบุว่า การกระทำดังกล่าวถือเป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงชัดเจน และเป็นความพยายามลอบโจมตีทหารไทยให้ได้รับอันตรายถึงชีวิตในเขตแดนไทย พร้อมชี้ว่า ข้อเท็จจริงและหลักฐานที่พบ สวนทางกับท่าทีของกัมพูชาที่อ้างต่อประชาคมโลกว่าปฏิบัติตามข้อตกลงและยึดมั่นในสันติภาพ

ด้าน พลเอก พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก ได้สั่งการให้กองทัพภาคที่ 2 กำชับกำลังพลปฏิบัติหน้าที่อย่างรอบคอบ และส่งชุดทหารช่างเก็บกู้ทุ่นระเบิดเข้าตรวจสอบพื้นที่เสี่ยง เพื่อความปลอดภัยและลดความสูญเสียในการปฏิบัติภารกิจบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา

หลายคนเริ่มคิดถึง ‘ลุงตู่’ อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งองคมนตรี เช่นเดียวกับ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นหนึ่งในบุคคลที่เคยทำงานร่วมกับลุงตู่อย่างใกล้ชิด

ในห้วงเวลาที่การเมืองไทยฝุ่นตลบ ขณะที่สถานการณ์บ้านเมืองกำลังเผชิญวิกฤตทั้งในด้านเศรษฐกิจและความมั่นคง ทำให้หลายคนเริ่มคิดถึง ‘ลุงตู่’ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งองคมนตรี 

(1 ก.ย. 68) เช่นเดียวกับ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พลังงาน หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ซึ่งเป็นหนึ่งในบุคคลที่เคยทำงานร่วมกับลุงตู่อย่างใกล้ชิด ในตำแหน่งเลขาธิการนายกรัฐมนตรี แม้ว่าในช่วงขณะหนึ่งเมื่อ 2 ปีก่อน ภายหลังการเลือกตั้งในปี 2566 มีกระแสข่าวว่า นายพีระพันธุ์ จะทิ้งลุงตู่ จนทำให้ต้องออกมาชี้แจงข้อเท็จจริง โดยยืนยันว่า ไม่มีวันที่จะทิ้งคนดีๆ อย่างลุงตู่อย่างเด็ดขาด พร้อมย้ำว่า การได้เจอคนดีนับเป็นโชคดีของชีวิต การได้เจอและได้ทำงานกับคนดีๆยิ่งต้องถือว่าทั้งโชคดีและเป็นกำไรของชีวิตที่ได้ซึมซับและได้เรียนรู้เรื่องดีๆจากคนดีๆ ยิ่งเป็นคนดีที่รักชาติบ้านเมืองรักสถาบันยิ่งชีวิตก็ยิ่งต้องถือว่าเป็นโชคมหาศาลของชีวิต 

โดยนายพีระพันธุ์ ได้อยู่ทำงานร่วมกับลุงตู่จนวินาทีสุดท้ายในการทำงานและการทำหน้าที่นายกรัฐมนตรีของคนไทยและประเทศไทย

ทั้งนี้ สะท้อนให้เห็นว่า พลเอกประยุทธ์ หรือ ลุงตู่ มีความตั้งใจในการทำงานเพื่อชาติบ้านเมืองอย่างแท้จริง ทำให้คนที่ทำงานด้วย ต่างมีพลังบวก พร้อมทำงานเพื่อชาติอย่างมีความสุขเช่นกัน

เชียงใหม่-ผบช.ภ.5 แถลงผลการจับกุมผู้ต้องหาคดียาเสพติดรายสำคัญ 4 คดี ยึดยาบ้า 8.6 ล้านเม็ด ไอซ์ 450 กก. 

(1 ก.ย. 68) เวลา 09.00 น.ตำรวจภูธรภาค 5 แถลงข่าวการจับกุมผู้ต้องหาคดียาเสพติดรายสำคัญ จำนวน 4 คดี รวมของกลางยาบ้า จำนวน 8,600,000 เม็ด และ ไอซ์ จำนวน 450 กก. โดยมี พลตำรวจโท กฤตธาพล  ยี่สาคร ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 เป็นประธานการแถลงข่าว  ณ ลานแถลงข่าว กองบังคับการสืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรภาค 5 อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ 

ตำรวจภูธรภาค 5 โดย พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร  ผบช.ภ.5, พล.ต.ต.พิเชษฐ จีระนันตสิน, พล.ต.ต.นพดล กรึงไกร, พล.ต.ต.พรพิทักษ์ รู้ยืนยง, พล.ต.ต.ธนะรัชต์ ชุ่มสวัสดิ์, พล.ต.ต.พิชญา บุญขจร, พล.ต.ต.ธวัชชัย พงษ์วิวัฒนชัย  รอง ผบช.ภ.5, พล.ต.ต.วรพงศ์ คำลือ ผบก.สส.ภ.5, พล.ต.ต.มานพ เสนากูล  ผบก.ภ.จว.เชียงราย, พล.ต.ต.พงษ์สวัสดิ์ ไชยบาล ผบก.ภ.จว.พะเยา และ พล.ต.ต.ภูมิปัญญา นวตระกูลพิสุทธิ์ ผบก.ภ.จว.ลำปาง
ฝ่ายทหาร นบ.ยส.35   โดย พล.ท.กิตติพงศ์ ชื่นใจชน  ​มทน.3/ผบ.นบ.ยส.35ฝ่ายปกครอง โดย นายชรินทร์ ทองสุข  ​​ผวจ.เชียงราย นายรัฐพล นราดิศร ​​ผวจ.พะเยานายชุติเดช มีจันทร์ ​​ผวจ.ลำปาง สำนักงาน ปปส.ภาค 5 โดย นายธันวา ผุดผ่อง   ผอ.ปปส.ภาค 5

แถลงผลการจับกุมผู้ต้องหาคดียาเสพติดรายสำคัญ จำนวน 4 คดี รวมของกลางยาบ้า จำนวน 8,600,000 เม็ด และ ไอซ์ จำนวน 450 กก. ได้แก่
1. สภ.แม่กา จว.พะเยา  บูรณาการร่วมหน่วยเกี่ยวข้อง จับกุมผู้ต้องหา 3 คน พร้อมของกลางยาบ้า จำนวน 4,000,000 เม็ด ทำการจับกุม ตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางทั้งหมดนำส่งพนักงานสอบสวน สภ.แม่กา จว.พะเยา ดำเนินคดีตามกฎหมาย
2. สภ.แม่สาย จว.เชียงราย บูรณาการร่วมหน่วยเกี่ยวข้อง จับกุมผู้ต้องหา 1 คน พร้อมของกลางยาบ้า จำนวน 1,600,000 เม็ด  ส่งพนักงานสอบสวน สภ.แม่สาย จว.เชียงราย ดำเนินการตามกฎหมาย

3. สภ.สบปราบ จว.ลำปาง  บูรณาการร่วมหน่วยเกี่ยวข้อง จับกุมผู้ต้องหา 5 คน พร้อมของกลางยาบ้า จำนวน 3,000,000 เม็ด นำส่งพนักงานสอบสวน สภ.สบปราบ จว.ลำปางดำเนินคดีตามกฎหมาย

4. สภ.แม่พริก จว.ลำปาง บูรณาการร่วมหน่วยเกี่ยวข้อง จับกุมผู้ต้องหา 1 คน พร้อมของกลางไอซ์ จำนวน 450 กก. นําส่ง พนักงานสอบสวน สภ.แม่พริก จว.ลำปางดําเนินคดีตามกฎหมาย

ตำรวจภูธรภาค 5 บูรณาการร่วมกับหน่วยงานทุกภาคส่วน ทั้งฝ่ายทหาร ฝ่ายปกครองสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด และนำบัญชาข้อสั่งการของรัฐบาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในการสกัดกั้นการลำเลียงยาเสพติดไม่ให้เข้าไปสู่พื้นที่ตอนในอย่างเข้มข้นและจริงจัง และนำไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม

สรุปผลการจับกุมยาเสพติด ของ ตำรวจภูธรภาค 5 ห้วงตั้งแต่ 1 ต.ค.67 – 31ส.ค.68 มีการจับกุมคดียาเสพติดรวม 24,292 คดี โดยเป็นคดีสำคัญถึง 241 คดี สามารถตรวจยึดของกลางยาบ้าได้รวม 257 ล้านเม็ด, ไอซ์ 11,800 กิโลกรัม, เฮโรอีน 209 กิโลกรัม, เคตามีน 1,840 กิโลกรัม และฝิ่น 155 กิโลกรัม พร้อมทั้งตรวจยึดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดคิดเป็นมูลค่ากว่า 1,151 ล้านบาท

‘บิ๊กเต่า’ เผยมี ‘อดีตผอ.พศ.’ ถือครองโฉนดแทน ‘อลงกต’ ส่วน ‘สมปอง’ อยู่ในข่ายที่จะถูกดำเนินคดี

‘บิ๊กเต่า’ ยอมรับมี ‘อดีตผอ.พศ.’ ร่วมถือครองโฉนดที่ดินแทน ‘อดีตพระอลงกต’  ส่วน ‘สมปอง’ ยังอยู่ในข่ายถูกดำเนินคดี แม้อ้างเป็นการยืมเงินและคืนไปบางส่วนแล้ว 

(1 กันยายน 2568) พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผบช.ก. เปิดเผยความคืบหน้าการสืบสวนคดี อลงกตการละคร โดยระบุว่าคดีมีความคืบหน้าไปพอสมควร และมีตัวละครที่สามารถดำเนินคดีได้หลายคน แต่ตำรวจต้องการพยานหลักฐานมาประกอบข้อมูลตรงนี้ให้ชัดเจนมากขึ้นก่อน ซึ่งตอนนี้พนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปรามทยอยเรียกสอบปากคำพยานที่เกี่ยวข้องมากขึ้นเรื่อย

ส่วนความคืบหน้าการตรวจสอบขยายผลเส้นทางการเงินและทรัพย์สิน โดยเฉพาะประเด็นที่มีคนใกล้ชิด อักษรย่อ นางสาว ว. ถือครองโฉนดที่ดินมูลค่ารวม 140 ล้านบาทนั้น พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ยืนยันว่าตำรวจอยู่ระหว่างดำเนินการตรวจสอบบุคคลเกี่ยวข้องทั้งหมด โดยในจำนวนนั้นยอมรับว่ามีอดีตผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และตลกชื่อดัง ถือครองโฉนดที่ดินแทน อดีตพระอลงกต ด้วย โดยทั้งคู่มีพฤติกรรมคล้ายๆ กัน คือ เข้าไปหาผลประโยชน์ และไม่ใช่เพียงผลประโยชน์จากเงินวัดก้อนเดียว แต่หาผลประโยชน์จากกลุ่มเครือข่ายด้วย ซึ่งมีมูลค่าเงินจำนวนมาก และทาง อดีตพระอลงกต ก็มองว่าตนเองถูกรังแก ถูกโกงเงินไป ทั้งเรื่องคอนเสิร์ต เรื่องที่ดิน และถือครองทรัพย์สินแทน แต่ที่ อดีตพระอลงกต ไม่ออกมาโวยวาย เพราะพยายามติดตามทวงถามมาตลอด แต่อีกฝ่ายไม่คืนเงิน อย่างไรก็ตาม อดีตพระอลงกต ไม่ได้มีหลักฐานการทวงเงินมาแสดงให้ตำรวจเห็น อ้างเป็นคำพูดเท่านั้น

ส่วนการสอบปากนายสมปอง นครไธสง หรือ อดีตพระสมปอง ที่เข้าให้ปากคำเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ส่วนตัวตนเองยังไม่ได้คุยโดยตรง แต่ได้รับรายงานว่านายสมปองอ้างว่าไปยืมเงินจาก อดีตพระอลงกต ช่วงที่เป็นพระ แต่ก็ต้องดูว่าเงินที่ยืมมา มีเจตนายืมจริงหรือไม่ หรือเป็นการช่วยงาน อดีตพระอลงกต เพื่อขอเงินไปใช้ อย่างไรก็ตามหากเงินดังกล่าวเป็นเงินวัด และ นายสมปองก็เคยเป็นพระ ย่อมรู้อยู่แล้วว่าไม่ควรยุ่งกับเงินวัด ซึ่งตำรวจต้องมองถึงเจตนา ที่มาของเงินที่ยืมไป พยานหลักฐานต่างๆ ซึ่งจะต้องดูในรายละเอียดทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นที่มาของเงิน 13 ล้านที่นำมาให้ยืม กระบวนการคืนเป็นเงินสดและคืนผ่านบุคคลที่ 3 ซึ่งอาจเข้าข่ายการฟอกเงินด้วย พร้อมยืนยันนายสมปองยังอยู่ในข่ายที่จะถูกดำเนินคดี

ส่วนกลุ่มดารา นักร้อง อินฟลูเอนเซอร์ ที่ถูกโยงว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับเส้นทางการเงินของ อดีตพระอลงกต นั้น เบื้องต้นวง พิงค์แพนเตอร์ ได้ประสานจะเข้าให้ข้อมูลกับตนเองมาแล้ว เพราะถือว่าเป็นวงใหญ่ ค่าจ้างขึ้นแสดงครั้งละ 4-5 แสนบาท ส่วนบุคคลอื่นๆ ก็มีประสานมาบ้าง เป็นนักธุรกิจขายของมีค่า แต่อ้างว่าไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง แต่ถูกกระแสโซเชียลโจมตี ซึ่งตนเองก็แนะนำว่าให้เข้ามาพบตำรวจเพื่อแสดงความบริสุทธิ์

‘แม่ทัพภาค 2’ ไม่ยืนยันข่าว ‘สรัย ดึ๊ก’ ขุนศึกคู่ใจฮุนเซน เสียชีวิต แต่ตั้งข้อสังเกต!!...ไม่พบปรากฏตัวนานกว่า 1 เดือนแล้ว

เมื่อวานนี้ (31 ส.ค. 68) พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 กล่าวถึงกระแสข่าวการเสียชีวิตของ พล.ท.สรัย ดึ๊ก รองผู้บัญชาการทหารบกกัมพูชา ว่า ขณะนี้ยังไม่สามารถยืนยันได้จริงหรือไม่ เนื่องจากยังไม่มีรายงานอย่างเป็นทางการ แต่ยอมรับว่าเป็นที่น่าสังเกตเพราะ พล.ท.สรัย ไม่ปรากฏตัวต่อสาธารณะมานานกว่า 1 เดือนแล้ว

โดยก่อนหน้านี้มีกระแสข่าวว่า พล.ท.สรัย ดึ๊ก เสียชีวิตจากเหตุปะทะตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคมที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามจนถึงปัจจุบันทางรัฐบาลกัมพูชายังไม่มีการออกมาชี้แจงหรือโต้ตอบต่อรายงานที่ปรากฏในสื่อฝั่งไทย

สำหรับ พล.ท.สรัย ดึ๊ก ถือเป็นนายทหารคนสนิทของสมเด็จฮุน เซน อดีตนายกรัฐมนตรีกัมพูชา และมีบทบาทสำคัญด้านความมั่นคง โดยเมื่อ 8 มิถุนายนที่ผ่านมา เขาเป็นผู้แทนฝ่ายกัมพูชาเจรจากับฝ่ายไทยในกรณีปัญหาพื้นที่พิพาทช่องบก จนสามารถลดกำลังและคลี่คลายความตึงเครียดในพื้นที่ได้ระดับหนึ่ง

‘บิ๊กเล็ก’ สั่ง!! ‘กรมพระธรรมนูญ – เหล่าทัพ’ เร่งทบทวน กฎการใช้กำลัง ของกองทัพไทย

(31 ส.ค. 68) ‘บิ๊กเล็ก’ สั่ง กรมพระธรรมนูญ-เหล่าทัพ เร่งทบทวนปรับปรุง ‘กฎการใช้กำลัง’ ของกองทัพไทย หลัง สู้รบกัมพูชา ทบทวนและปรับปรุง กม.ระเบียบ ข้อบังคับ และคำสั่ง กลาโหม ที่ยังไม่สอดคล้องกับสภาพการณ์ในปัจจุบัน และพันธกรณีระหว่างประเทศ
ที่ไทยเป็นภาคี พร้อม แจ้งให้กำลังพล จนถึงระดับปฏิบัติการ รับรู้เข้าใจ เพื้อการปฏิบัติที่ ชัดเจน

พลเรือตรี สุรสันต์ คงสิริ โฆษกกลาโหม เปิดเผยว่า การประชุมสภากลาโหมที่ผ่านมา ที่มีพลเอกณัฐพลนาคพานิชย์ รมช.กลาโหมเป็นประธาน ว่า มีการสั่งการเรื่อง การปรับปรุงกฎหมายที่ล้าสมัย

โดยให้กรมพระธรรมนูญ เป็นหน่วยงานหลักในการประสานการปฏิบัติร่วมกับหน่วยขึ้นตรงกระทรวงกลาโหม
และเหล่าทัพที่เกี่ยวข้อง เพื่อเร่งดำเนินการทบทวนและปรับปรุงกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ และคำสั่งที่อยู่ใน
ความรับผิดชอบของกระทรวงกลาโหม รวมถึงกฎการใช้กำลังของกองทัพไทย ซึ่งอาจมีเนื้อหาบางส่วนที่ยังไม่สอดคล้องกับสภาพการณ์ในปัจจุบัน และพันธกรณีระหว่างประเทศที่ไทยเป็นภาคี 

พร้อมทั้งกำหนดมาตรการในการสร้างการรับรู้และความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับกำลังพล จนถึงระดับปฏิบัติการ เพื่อให้เกิดความชัดเจนในการบังคับใช้
และประสิทธิภาพในการปฏิบัติ

ทั้งนี้ ขอให้รายงานความก้าวหน้าให้ที่ประชุมสภากลาโหมได้ทราบเป็นระยะ ๆ ต่อไป

สุมาอี้ คือ คนเดียวที่สกัด ขงเบ้งได้อยู่หมัด ใช้เวลาเป็นอาวุธ ไม่แสดงตัวตน พูดน้อย แต่ได้ผลมาก

(31 ส.ค. 68) รศ.ดร.อักษรศรี พานิชสาส์น อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้โพสต์เฟซบุ๊ก Aksornsri Phanishsarn ระบุว่า ...

สุมาอี้ คือ คนเดียวที่สกัด ขงเบ้งได้อยู่หมัด 
ใช้เวลาเป็นอาวุธ ไม่แสดงตัวตน 
พูดน้อย แต่ได้ผลมาก

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ แนะนำวิธีเก็บ URL เฟซบุ๊กมิจฉาชีพ ให้สามารถใช้เป็นหลักฐานในการดำเนินคดี

(31 ส.ค. 68) พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (รองโฆษก ตร.)
เปิดเผยว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) มีความห่วงใยประชาชนที่อาจได้รับความเสียหายจากอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยเฉพาะการหลอกลวงผ่านสื่อสังคมออนไลน์ เช่น เฟซบุ๊ก ซึ่งจากสถิติการรับแจ้งความออนไลน์พบว่า มิจฉาชีพนิยมใช้เฟซบุ๊กเป็นช่องทางหลักในการก่อเหตุ

เพื่อให้ประชาชนสามารถเก็บข้อมูลพยานหลักฐานเกี่ยวกับบัญชีเฟซบุ๊กของมิจฉาชีพ ที่ถูกต้อง ครบถ้วน และสามารถนำไปใช้ในการแจ้งความดำเนินคดีได้

สำนักงานตำรวจแห่งชาติจึงขอแนะนำ วิธีการเก็บ URL และข้อมูลบัญชีเฟซบุ๊กของมิจฉาชีพ ดังนี้

กรณีใช้งานผ่านเว็บไซต์ (คอมพิวเตอร์)
 1. ให้เข้าไปที่หน้าโปรไฟล์ของมิจฉาชีพ
 2. คลิกที่ URL ซึ่งอยู่ด้านบนของเบราว์เซอร์
 3. คัดลอกหรือบันทึกภาพหน้าจอ URL และหน้าโปรไฟล์
กรณีใช้งานผ่าน

แอปพลิเคชันมือถือ
 1. ให้เข้าไปที่หน้าโปรไฟล์ของมิจฉาชีพ
 2. กดที่ปุ่มสัญลักษณ์ “…”
 3. เลื่อนลงไปด้านล่างสุด แล้วคัดลอกหรือบันทึกภาพหน้าจอ URL

เพียงเท่านี้ พี่น้องประชาชนก็จะสามารถเก็บรวบรวมข้อมูลพยานหลักฐานเบื้องต้นได้อย่างถูกต้องและครบถ้วน สำหรับใช้เป็นข้อมูลประกอบในการแจ้งความออนไลน์ หรือแจ้งความที่สถานีตำรวจในพื้นที่ เพื่อให้พนักงานสอบสวนสามารถใช้เป็นพยานหลักฐานในการดำเนินคดีกับมิจฉาชีพได้อย่างมีประสิทธิภาพ


ทั้งนี้ หากพี่น้องประชาชนได้รับความเสียหายจากการหลอกลวงหรืออาชญากรรมทางเทคโนโลยี สามารถแจ้งความร้องทุกข์ได้ที่สถานีตำรวจในพื้นที่ หรือแจ้งความออนไลน์ที่เว็บไซต์ ศูนย์รับแจ้งความออนไลน์ www.thaipoliceonline.go.th หรือโทร สายด่วน 1441 และ 191 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

นี่เป็นกิจการการเมืองภายใน ของประเทศไทย ในฐานะเพื่อนบ้านที่ใกล้ชิด และเป็นมิตรประเทศต่อกัน เราหวังว่าประเทศไทยจะรักษาเสถียรภาพ และการพัฒนา

(31 ส.ค. 68) โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนตอบคำถามผู้สื่อข่าวกรณีศาลรัฐธรรมนูญไทยได้วินิจฉัยให้ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี 

ถาม: เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม ศาลรัฐธรรมนูญของไทยได้วินิจฉัยว่า น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ละเมิดรัฐธรรมนูญ และให้พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จีนมีความเห็นอย่างไร?

ตอบ: นี่เป็นกิจการการเมืองภายในของประเทศไทย ในฐานะเพื่อนบ้านที่ใกล้ชิดและเป็นมิตรประเทศต่อกัน เราหวังว่าประเทศไทยจะรักษาเสถียรภาพและการพัฒนา

FIBO เผย!! เทคโนโลยีใหม่ ใช้กู้ทุ่นระเบิดแทน ‘มนุษย์’ ทดสอบแล้ว!! พบทุ่นระเบิด 100% เตรียมใช้จริงอาทิตย์หน้า

(30 ส.ค. 68) เพจเฟซบุ๊ก ‘Jaroensook Limbanchongkit Pone’ ได้โพสต์ข้อความระบุว่า …

ข่าวดี #กองทัพไทย และ #ทหารไทย!!

ดร.ชิต เหล่าวัฒนา ผู้ก่อตั้งและที่ปรึกษา #สถาบันวิทยาการหุ่นยนต์ภาคสนาม (#FIBO) #มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี เปิดเผยว่า สืบเนื่องจากทหารไทยประสบเหตุเหยียบทุ่นระเบิดอยู่บ่อยครั้งจากการลาดตระเวนบริเวณชายแดน ไทย-กัมพูชา 

ทาง FIBO จึงได้นำเสนอ เทคโนโลยี remote plastic/metal detector with AI Camera ติดตั้งบนหลัง #สุนัขหุ่นยนต์ 10-15 meter telemetry controlled ซึ่งปัจจุบัน FIBO ได้ร่วมมือกับจีน เรื่องสุนัขหุ่นยนต์และ AI Humanoid 
ในรูปชุดนี้ ทาง FIBO ได้ไปทดสอบหุ่นยนต์หาทุ่นระเบิดที่ศูนย์ปฎิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ ผลทดสอบ blind test พบทุ่นระเบิด 100% เมื่อวานนี้

โดยสัปดาห์หน้า จะลงสนามจริง ชายแดนไทย-กัมพูชา:
พร้อมแจ้งว่าในส่วนของ #หุ่นยนต์สะพายหลัง (FIBO Life Buddy:หุ่นยนต์ยุทโธปกรณ์) ที่ FIBO เคยสร้างให้กองทัพไทยนั้น คงไม่เหมาะกับการลาดตะเวณของเหล่าทหารกล้าของไทย

“เรารักสงบ แต่รบไม่ขลาด เขมรมาหยามน้ำใจกัน
พวกเรารวมพลังช่วยกัน ในฐานะนักเทคโนโลยีครับ”

หมายเหตุ : สถาบันวิทยาการหุ่นยนต์ภาคสนาม (FIBO) หรือ Institute of Field Robotics เป็นหน่วยงานระดับคณะในสังกัด มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (KMUTT) ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2538 โดย รศ. ดร.ชิต เหล่าวัฒนา ด้วยคติพจน์ “A Cradle of Future Leaders in Robotics” เพื่อพัฒนาผู้นำด้านวิทยาการหุ่นยนต์ของประเทศไทย

FIBO คืออะไร?
FIBO เป็นสถาบันแห่งแรกและแห่งเดียวในประเทศไทยที่มุ่งเน้นการศึกษาและวิจัยด้าน วิศวกรรมหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ อย่างเฉพาะทาง โดยเปิดสอนครบทั้งระดับ ปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอก หลักสูตรเน้นการเรียนการสอนแบบ Outcome-based Education ซึ่งช่วยให้บัณฑิตสามารถนำความรู้ไปพัฒนาเทคโนโลยีหุ่นยนต์ได้จริงในภาคสนาม ทำให้บัณฑิต FIBO เป็นที่ต้องการของทั้งภาครัฐและเอกชน

ผลงานและการวิจัย
• FIBO มีผลงานวิจัยและพัฒนาหุ่นยนต์มากกว่า 300 ระบบ ในด้านการผลิตและคุณภาพชีวิต เช่น หุ่นยนต์ในอุตสาหกรรมปิโตรเลียม อาหาร การแพทย์ การเกษตร และการฟื้นฟูสมรรถภาพ
• ตัวอย่างผลงาน: หุ่นยนต์ประชาสัมพันธ์นะโม (NAMO) ซึ่งเป็นหุ่นยนต์กึ่งฮิวแมนนอยด์ที่มีล้อเพื่อความคล่องตัว พัฒนาโดยนักวิจัยของ FIBO
• งานวิจัยขั้นสูง เช่น ระบบ Haptic Interface, Intelligent Algorithm, Nonlinear Control System และ Multi-body Dynamic Analysis
• มีความร่วมมือกับภาครัฐและเอกชน เช่น อุตสาหกรรมอาหาร พลังงาน และการศึกษา
การรับสมัครและโอกาส

ความโดดเด่น
• เป็นศูนย์กลางการพัฒนาหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติที่ได้รับการยอมรับจาก สำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ (สวทน.)
• มีเครือข่ายกับโรงเรียนกว่า 100 แห่งทั่วประเทศเพื่อพัฒนาการศึกษาด้านหุ่นยนต์


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top