Saturday, 24 October 2026
NEWS

เริ่มจากห้องเล็ก 4 หมื่นบาท สู่แบรนด์คอมฯ พันล้าน 'ทางลัดไม่มี แต่ทางชัดมีจริง' สรุป 7 ฉาก ของธุรกิจที่คุณเรียนรู้ได้

เขาไม่ได้เริ่มด้วยทุนหนา ไม่มีดีกรีหรูหราให้โชว์—มีแค่คอมฯ มือสองบนโต๊ะเล็กๆ ความรู้จากการลองผิดลองถูก และหลักคิดง่ายๆ ว่า “พูดความจริงกับลูกค้า แล้วรับผิดชอบให้สุด” จากเว็บบอร์ดสู่หน้ากล้อง จากคำถามในคอมเมนต์สู่ร้านคอมฯ ที่คนไทยเอ่ยถึง—นี่คือเส้นทางของ ‘เปา—พีรดนย์ เหมยากร’ ผู้ก่อตั้ง iHAVECPU ที่พิสูจน์ว่า ‘ทางลัดไม่มี แต่ทางชัดมีจริง’

ฉากที่ 1: จุดเปลี่ยน—จากสนามกีฬา สู่โต๊ะประกอบคอมฯ

วัยรุ่นที่เคยทุ่มให้กับกีฬา ต้องหยุดชะงักเพราะอาการบาดเจ็บ เขาหันกลับมาอยู่กับโต๊ะ และพบว่าโลกของคอมพิวเตอร์คือพื้นที่ที่ควบคุมได้ เริ่มจากการซื้อ–ขายอะไหล่มือสองบนเว็บบอร์ด ฝึกประกอบ–ซ่อมด้วยตัวเอง จนเริ่มมองเห็นว่าความชอบส่วนตัวอาจกลายเป็นอาชีพได้จริง

ฉากที่ 2: ทุนแรก 40,000 บาท—บทเรียนเรื่องวินัยและเครดิต

เงินก้อนเล็กที่ยืมจากครอบครัวถูกเปลี่ยนเป็นสต็อก CPU และอะไหล่ การขายครั้งแรกไม่ได้หวือหวา แต่ทุกออเดอร์ถูกบริหารเหมือนงานใหญ่: ตอบไว แพ็กแน่น ให้ข้อมูลครบ และรับผิดชอบหลังขาย นี่คือฐานของคำว่า ‘เชื่อใจ’ ที่กลายเป็นทุนก้อนโตในอนาคต

ฉากที่ 3: คนจริงบนกล้อง—เจ้าของเป็นครีเอเตอร์

เมื่อยุคไลฟ์มาถึง เขาไม่จ้างพรีเซนเตอร์ แต่ยืนหน้ากล้องเอง—โชว์สเปก แนะนำตามงบ บอกข้อดี–ข้อจำกัดอย่างตรงไปตรงมา ทำให้ร้านมี ‘ใบหน้าจริง’ และลดช่องว่างระหว่างผู้ขาย–ผู้ซื้อ ความไว้ใจเติบโตพร้อมยอดขาย

ฉากที่ 4: คูเมืองแบบบ้าน ๆ—ชนะด้วยบริการหลังขาย

กติกาง่ายๆ แต่อิมแพกต์สูง: เงื่อนไขประกันชัดเจน ช่องทางเคลมชัด ขั้นตอนแก้ปัญหาเป็นระบบ จาก “ซื้อแล้วจบ” กลายเป็น “ซื้อแล้วเริ่ม”—ลูกค้ามีที่พึ่งพาได้จริง

ฉากที่ 5: วงจรคอนเทนต์ที่ปิดยอด

ไลฟ์ → ตัดไฮไลต์สั้น → โพสต์ Q&A → รวมรีวิวลูกค้า → กลับมาไลฟ์อีกครั้ง เป็น Flywheel ที่หมุนจาก ‘ความเชื่อใจ’ ไปสู่ ‘การตัดสินใจ’ โดยไม่ต้องพึ่งโฆษณาหนัก

ฉากที่ 6: โตอย่างไม่หลงทาง

เมื่อธุรกิจโตขึ้น เขาขยายสาขา ขยายทีม และทำระบบหลังบ้าน แต่ไม่ทิ้งเสียงเดียวที่พาลูกค้ามาถึงนี่: ความจริงใจตรงไปตรงมา และความเป็น ‘เพื่อนสายคอมฯ’ มากกว่าร้านที่พูดภาษาการตลาด

ฉากที่ 7: 7 กฎเดินดิน—ทางชัดของคนตัวเล็ก

• เริ่มจากของที่ควบคุมได้: สินค้าไม่มากแต่เข้าใจลึก

• พูดอย่างที่ทำได้ ทำอย่างที่พูด—รับผิดชอบให้เห็น

• เจ้าของต้อง ‘ออกหน้า’ สร้างความเชื่อใจด้วยตัวเอง

• บริการหลังขายคือคูเมือง—เขียน เผยแพร่ และทำตาม

• ทำคอนเทนต์สม่ำเสมอแบบมนุษย์ ไม่ใช่โฆษณา

• วัดผลง่ายๆ แต่จริง: อัตราปิดจากไลฟ์, คอมเมนต์ถามสเปก, การบอกต่อ

• ขยายเมื่อระบบพร้อม—โตด้วยความนิ่ง ไม่ใช่ความดังชั่วคราว

FACT BOX / TIMELINE

• จุดเริ่ม 2013: เริ่มจากขายอะไหล่มือสอง—ดัดแปลงห้องเล็กในโรงสีเป็นออฟฟิศ• ยอดขายต่อเดือนระดับร้อยล้าน: ช่วงที่แบรนด์ติดตลาดในหมู่เกมเมอร์/สตรีมเมอร์• 2024: สายข่าวเศรษฐกิจรายงานยอดทั้งปีแตะ ~1,800 ล้านบาท• 2025: เว็บไซต์ทางการชูจุดขาย ‘ประกอบคอมตามงบ + ประกันชัดเจน’ ต่อเนื่อง

SIDEBAR: เช็กลิสต์ซื้อคอมฯ คุ้มแบบ ‘เพื่อนบอกเพื่อน’

• ถามงบ — บอกโจทย์ใช้งานให้ชัด (งาน/เรียน/เกม)

• ให้ความสำคัญกับ SSD และ RAM ก่อนของแต่ง

• เลือกพาวเวอร์ซัพพลายและเคสระบายอากาศดี—เครื่องนิ่งกว่าซ่อม

• อ่านเงื่อนไขประกันและขั้นตอนเคลมก่อนตัดสินใจ

ชวนคุย

งบของคุณเท่าไหร่ และอยากใช้คอมฯ ไปทำอะไร คอมเมนต์ไว้ใต้โพสต์ได้เลย เดี๋ยวทีมงานช่วยไล่ทางเลือกที่ ‘ลื่นวันนี้ โตพรุ่งนี้’ ให้ครับ

เขย่าทั้งวงการ! TikTok กำลังล้มบัลลังก์ Shopee–Lazada สงคราม E-Commerce ไทยระลอกใหม่เริ่มแล้ว ฐานใหญ่ / ทุนหนา / หัวใจของผู้ชม อะไรจะแปลงเป็นเงินสดแบบเรียลไทม์ได้

ภายในเวลาไม่ถึงสองปี ไทยกำลังเห็นภาพที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน — ศิลปินลูกทุ่งอย่าง “เจนนี่ ได้หมดถ้าสดชื่น” ไลฟ์ขายของจนยอดพุ่งทะลุ 557 ล้านบาทภายใน 6 วัน มีผู้ชมพร้อมกันกว่า 1.2 ล้านคน กลายเป็นกรณีศึกษาระดับประเทศของ “พลังใหม่แห่ง TikTok Live” ที่กำลังเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคทั้งประเทศ บทความนี้จะพาไปดูว่า เหตุใด “เจนนี่ ไลฟ์” จึงไม่ใช่แค่ไวรัล แต่เป็นสัญญาณเตือนของศึกใหญ่ระหว่าง 3 ยักษ์ — Shopee, Lazada, และ TikTok Shop — ที่กำลังช่วงชิงอำนาจการค้าปลีกในยุคที่ “ความบันเทิงคือการซื้อของ”

🌊 จากวิดีโอสั้นสู่ “ห้างสรรพสินค้าแห่งชาติ”

TikTok Shop โตขึ้นกว่า 500% ในเวลาไม่ถึงสองปี โดยเฉพาะจาก Live Commerce รูปแบบการขายที่ผสมความบันเทิงกับการซื้อสินค้าแบบเรียลไทม์ ตัวอย่างชัดเจนคือ “เจนนี่ ไลฟ์” ซึ่งสร้างยอดขายกว่า 557 ล้านบาท ภายใน 6 วัน และมีผู้ชมกว่า 1.2 ล้านคน นี่คือหลักฐานว่าความผูกพันของผู้ชมและความเรียลบน TikTok กลายเป็นพลังทางเศรษฐกิจจริง ๆ

📊 ใครครองตลาดวันนี้ (และใครเริ่มเสียพื้นที่)

Shopee ยังครองบัลลังก์อันดับ 1 ด้วยระบบโลจิสติกส์และฐานลูกค้าขนาดใหญ่ Lazada ยังคงแข็งแกร่งในหมวดสินค้าใหญ่ แต่ TikTok Shop กำลังไต่ขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยผู้บริโภคไทยกว่า 51% เคยซื้อสินค้าผ่าน TikTok แล้ว และตัวเลขนี้ยังคงเพิ่มขึ้นทุกเดือน.

🚀 พลังขับเคลื่อนของ TikTok ที่คู่แข่งไม่มี

1. คอนเทนต์คือร้านค้า 2. อินฟลูเอนเซอร์คือเซลส์ (เจนนี่คือตัวอย่างชัดเจน) 3. AI และอัลกอริทึมที่เข้าใจผู้ใช้ 4. Shoppertainment ที่รวมความสนุกกับยอดขายแบบทันที

⚠️ แต่เกมนี้ไม่ได้ง่าย

ยุคไวรัลฟรีกำลังหมดลง TikTok เริ่มเปลี่ยนระบบให้ผู้ขายต้องซื้อโฆษณาเพื่อมองเห็นมากขึ้น ต้นทุนการได้ลูกค้า (CAC) สูงขึ้น ส่วน Shopee และ Lazada ก็เร่งลงทุนเข้าสู่ Live และ Creator Commerce เต็มตัว

🔮 แนวโน้มอีก 3 ปี (2025 – 2027)

Shopee ยังคงมีส่วนแบ่ง 45–55%, TikTok Shop 25–35%, Lazada และอื่น ๆ 15–25% TikTok มีโอกาสแซง Shopee ในบางหมวด โดยเฉพาะแฟชั่นและบิวตี้ หากรักษาความเร็วและความเชื่อถือได้

🧭 ผลกระทบที่ต้องจับตา

- SME ไทย: ยุคทองของแม่ค้าไลฟ์ - แบรนด์ใหญ่: ต้องโยกงบการตลาดไปยัง Creator Commerce - ผู้บริโภค: ได้ดีลมากขึ้น แต่ต้องระวังคุณภาพสินค้า - หน่วยงานรัฐ: เริ่มขยับควบคุม Live Commerce และระบบภาษี

🏁 บทสรุป: สงครามนี้ไม่ใช่แค่ “ขายของ” แต่คือการแย่ง “เวลา”

เมื่อความบันเทิงกลายเป็นการขาย และครีเอเตอร์กลายเป็นแบรนด์ ผู้ชนะในศึกนี้คือผู้ที่เชื่อมคอนเทนต์ การตลาด และความไว้วางใจของผู้บริโภคได้แนบเนียนที่สุด Shopee มีฐานใหญ่ Lazada มีทุนหนา แต่ TikTok มีหัวใจของผู้ชม — และหัวใจนั้นกำลังแปลงเป็นเงินสดแบบเรียลไทม์ สงคราม E-Commerce ไทยระลอกใหม่ เพิ่งเริ่มต้น… และ “เจนนี่ ได้หมดถ้าสดชื่น” คือสัญลักษณ์ของคลื่นลูกแรกที่กำลังเปลี่ยนทั้งวงการ

จากแจกเพื่ออยู่รอด สู่แจกเพื่อเปลี่ยนระบบเศรษฐกิจไทย คนละครึ่ง พลัส จุดเริ่มต้นของระบบเศรษฐกิจไทยใหม่ ที่ประชาชน รัฐ และเทคโนโลยี เดินไปด้วยกันอย่างสมดุล แต่หากพลาด อาจเป็นหนึ่งโครงการแจกเงิน ที่หมดสิ้นพลังพร้อมงบประมาณ

จุดเริ่มต้นของ “คนละครึ่ง พลัส”
หลังผ่านยุค “คนละครึ่ง” ของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ช่วยพยุงประเทศในช่วงโควิด–19 รัฐบาลใหม่ภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล กลับมาใช้แนวคิดคล้ายเดิมอีกครั้ง — แต่ปรับโครงสร้างและเป้าหมายใหม่ทั้งหมด “คนละครึ่ง พลัส” ไม่ได้เกิดมาเพื่อแจกเงินเหมือนเดิม หากแต่เกิดมาเพื่อ “ยกระดับพฤติกรรมเศรษฐกิจของคนไทยเข้าสู่ระบบดิจิทัลและภาษี” ถือเป็นการต่อยอดจากนโยบายที่เคยได้ผลจริง แต่เพิ่มมิติของ “โครงสร้างระยะยาว” เข้าไป
.
โครงสร้างและแนวคิดใหม่
โครงการนี้วางระบบโดยแบ่งผู้รับสิทธิ์ออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่: 1. ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ – ได้เงินช่วยเหลือรายเดือนรวม 2,000 บาท 2. ผู้ที่ยื่นแบบภาษีเงินได้ – รัฐสมทบ 2,400 บาท โดยประชาชนเติมเอง 2,000 บาท 3. ประชาชนทั่วไปที่อยู่นอกระบบภาษี – รัฐสมทบ 2,000 บาท ประชาชนเติมอีก 2,000 บาททั้งหมดใช้จ่ายผ่านแอป “เป๋าตัง” วันละไม่เกิน 200 บาท โดยมีระบบเชื่อมกับฐานข้อมูลภาษีและร้านค้าที่จดทะเบียนอย่างถูกต้อง จุดสำคัญคือ รัฐบาลไม่เพียงหวัง “เงินหมุนในตลาด” เท่านั้น แต่ยังต้องการให้ประชาชนและร้านค้าเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจที่ตรวจสอบได้ วัดผลได้ และเก็บข้อมูลได้จริง
.
ผลทางเศรษฐกิจที่คาดหวัง
สำนักงานเศรษฐกิจการคลังประเมินว่า “คนละครึ่ง พลัส” จะอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบกว่า 88,000 ล้านบาท สร้างแรงขับต่อ GDP ประมาณ 0.22–0.3 % ในไตรมาสสุดท้ายของปี 2568 ผลโดยตรงคือการกระตุ้นการใช้จ่ายของครัวเรือนและร้านค้าท้องถิ่น โดยเฉพาะกลุ่มอาหาร ค้าปลีก และบริการรายย่อย ที่มักได้รับผลจากกำลังซื้อก่อนเป็นลำดับแรก แต่ผลลัพธ์ที่สำคัญกว่าคือการสร้างฐานข้อมูลเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ ผ่านการเชื่อมระหว่าง “เป๋าตัง × ระบบภาษี × ร้านค้าในระบบ” ซึ่งอาจกลายเป็นรากฐานของระบบ Digital Wallet ภาครัฐในอนาคต
.
โอกาสและความท้าทาย
ข้อดี:- ประชาชนมีเงินใช้เพิ่ม – ร้านค้าฐานรากมีกำลังซื้อมาหมุนเวียน- ภาครัฐมีข้อมูลผู้ใช้จ่ายจริง เพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษี- ระบบดิจิทัลได้รับการขยายอย่างก้าวกระโดดข้อจำกัด:- หากประชาชนใช้สิทธิเพียงย้ายการใช้จ่ายจากกระเป๋าหนึ่งไปอีกกระเป๋า ผลต่อ GDP จะลดลง- ความเหลื่อมล้ำด้านเทคโนโลยี (ผู้ไม่มีสมาร์ตโฟน อินเทอร์เน็ต หรือความรู้ดิจิทัล) อาจทำให้บางกลุ่มพลาดสิทธิ- ความเสี่ยงเรื่องงบประมาณ และการตรวจสอบการใช้สิทธิ์ต้องเข้มงวดกว่าที่ผ่านมา
.
ความหมายเชิงนโยบาย
“คนละครึ่ง พลัส” จึงเป็นมากกว่านโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น แต่มันคือการทดลองโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ของไทย เป็นการขยับจาก “รัฐแจกเพื่อให้คนอยู่รอด” ไปสู่ “รัฐร่วมลงทุนกับประชาชน เพื่อให้ระบบเศรษฐกิจอยู่ได้อย่างยั่งยืน” และนี่อาจเป็นบทพิสูจน์แรกของรัฐบาลอนุทิน ว่าจะสามารถทำให้นโยบายแจกเงิน กลายเป็นนโยบายพัฒนาโครงสร้างเศรษฐกิจดิจิทัลได้จริงหรือไม่
.
บทสรุป
“คนละครึ่ง พลัส” คือสมรภูมิเศรษฐกิจนโยบายแรกของรัฐบาลอนุทิน ที่ไม่ได้วัดกันแค่จำนวนเงินที่แจก แต่เป็นบททดสอบว่าวิสัยทัศน์ “ดิจิทัลเพื่อทุกคน” จะจับต้องได้จริงหรือไม่ หากทำสำเร็จ นี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของระบบเศรษฐกิจไทยใหม่ ที่ประชาชน รัฐ และเทคโนโลยี เดินไปด้วยกันอย่างสมดุล แต่หากพลาด มันก็จะกลายเป็นเพียงอีกหนึ่งโครงการแจกเงิน ที่หมดสิ้นพลังพร้อมงบประมาณ

จากสูตรบำนาญ CARE? ประกันสังคม 5 โปรไฟล์ เช็กตัวเองใน 1 นาที ฟังความให้รอบด้าน!! ก่อนตัดสินใจ คำนวณสิทธิของตัวเองจริงคือคำตอบที่ชัดที่สุด

สูตร CARE คืออะไร (สรุปสั้น)

สูตร CARE (Career-Average Revalued Earnings) คือการคำนวณบำนาญแบบใหม่ของประกันสังคม ที่เอา “ค่าจ้างเฉลี่ยตลอดช่วงเวลาที่ส่งเงินสมทบ” (หลังปรับค่าเงินในอดีตให้เป็นมูลค่าปัจจุบัน) มาใช้แทนสูตรเดิมที่เฉลี่ยเฉพาะ “60 เดือนสุดท้าย” และนับ “เศษเดือน” ด้วย โดยมีช่วงเปลี่ยนผ่าน 5 ปีที่คำนวณคู่ (สูตรเก่า-สูตรใหม่) และชดเชยส่วนต่างหากสูตรใหม่ได้น้อยกว่า; ผู้ที่รับบำนาญอยู่แล้วไม่ถูกลดลง

 

สูตรเดิม (เพื่อเทียบ)

เฉลี่ยค่าจ้าง 60 เดือนสุดท้าย คูณอัตราพื้นฐาน 20% และบวกเพิ่ม 1.5% ต่อปีที่ส่งเงินสมทบเกิน 15 ปี (ไม่นับเศษเดือน)

 

5 โปรไฟล์: ใคร “ได้–เสีย” อย่างไร

โปรไฟล์ที่ 1: เงินเดือน “พุ่งแรง” ใน 5 ปีท้ายงาน  → เสี่ยงเสียเมื่อเทียบสูตรเดิม

สูตรเดิมเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย ทำให้ฐานสูงจากช่วงพีค แต่สูตร CARE เฉลี่ยตลอดการทำงาน จึงพา “มีรายได้ต่ำ” เข้ามาถัว อย่างไรก็ดี ในช่วงเปลี่ยนผ่าน 5 ปี สปส.จะคำนวณคู่และชดเชยส่วนต่างให้ตลอดชีวิต หากสูตรใหม่ได้น้อยกว่า จึงไม่เสียทันที

โปรไฟล์ที่ 2: จาก ม.33 → ม.39 ช่วงท้าย  → มัก “ได้” มากขึ้น

สูตรเดิมของ ม.39 ผูกฐานต่ำกว่างานประจำเดิม ทำให้สิทธิตก แม้เคยมีเงินเดือนสูง แต่สูตร CARE เอาค่าจ้างทั้งช่วงชีวิต (ม.33 + ม.39) มาถัวหลังปรับค่าเงิน จึงแฟร์ขึ้นและมักได้มากกว่าเดิม

โปรไฟล์ที่ 3: รายได้ “ทรงตัว/ค่อย ๆ โต”  → ส่วนใหญ่ใกล้เคียงเดิมหรือดีขึ้นเล็กน้อย

หากค่าจ้างไม่ได้พุ่งเฉียบเฉพาะช่วงท้าย ผลต่างระหว่างสูตรเดิมกับ CARE มักไม่มาก และการปรับค่าเงินในอดีตช่วยสะท้อนสิทธิจากสิ่งที่ส่งสมทบจริงได้ตรงขึ้น

โปรไฟล์ที่ 4: ส่งสมทบ “ยาวนาน” เกิน 15 ปี  → ได้ประโยชน์จากการ “นับเศษเดือน”

สูตรใหม่จะนับเศษเดือน และเพิ่มอัตราบำนาญเดือนละ 0.125% เมื่อสมทบเกิน 15 ปี (เทียบกับสูตรเดิมที่ปัดเป็นปี) เช่น 25 ปี 6 เดือน จะคิดเป็น 25.5 ปี—not 25 ปีตรง ๆ

โปรไฟล์ที่ 5: “รับบำนาญอยู่แล้ว / จะเกษียณใน 5 ปีแรกของการใช้สูตรใหม่”  → คุ้มครองชัดเจน

ผู้ที่รับบำนาญอยู่แล้วไม่ถูกลด ส่วนผู้ที่จะเริ่มรับในช่วงเปลี่ยนผ่าน สปส.จะคำนวณคู่ (สูตรเก่า-สูตรใหม่) แล้วชดเชยส่วนต่างให้ตลอดชีวิต หากสูตรใหม่ได้น้อยกว่า

 

เช็กตัวเองใน 1 นาที

• 5 ปีท้ายของคุณพุ่งแรงหรือไม่? ถ้าใช่ → โปรไฟล์ #1

• เคยย้าย ม.33 → ม.39 ใกล้เกษียณไหม? ถ้าใช่ → โปรไฟล์ #2

• รายได้ทรงตัว/โตเรื่อย ๆ หรือไม่? → โปรไฟล์ #3

• ส่งเกิน 15 ปีและต่อเนื่องหรือไม่? เศษเดือนได้คิด → โปรไฟล์ #4

• จะรับบำนาญในปี 2569–2573 หรือรับอยู่แล้ว? → โปรไฟล์ #5

• ทางที่ชัดที่สุด: ลองคำนวณของจริงด้วยเครื่องมือจำลองของ สปส. แล้วเทียบ “สูตรเดิม vs CARE”.

 

Myth vs Fact

Myth: สูตรใหม่ทำให้ทุกคน “ได้เงินน้อยลง”

Fact: ช่วงเปลี่ยนผ่าน 5 ปีจะคำนวณคู่และชดเชยส่วนต่าง หากสูตรใหม่ได้น้อยกว่า; ผู้รับบำนาญอยู่แล้วไม่ถูกลด

Myth: CARE เอื้อแต่คนฐานสูง

Fact: CARE แก้ปัญหา “ล็อกฐานปีท้าย” และให้คะแนนความสม่ำเสมอในการส่งสมทบ ช่วยหลายเคสที่รายได้ไม่พุ่งท้ายงาน รวมถึงผู้ที่ย้ายไป ม.39

 

สรุป

หัวใจของ CARE คือ “สะท้อนสิทธิจากทั้งชีวิตการทำงาน” ไม่ใช่การเร่งฐานเฉลี่ยใน 60 เดือนท้าย ดังนั้นใครที่พีคเฉพาะช่วงท้ายอาจรู้สึกเสียเทียบสูตรเดิม ส่วนใครที่เส้นรายได้เรียบ/ย้าย ม.33→ม.39/ส่งยาว มักได้เท่าเดิมหรือแฟร์ขึ้น และยังมีตาข่ายรองรับใน 5 ปีแรก (คำนวณคู่ + ชดเชยส่วนต่าง). ก่อนตัดสินใจ ลองคำนวณสิทธิของตัวเองจริงคือคำตอบที่ชัดที่สุด

BLCP ตอกย้ำพันธกิจ ‘อุตสาหกรรมคู่ชุมชนและสิ่งแวดล้อม’ คว้า 2 ใบประกาศเกียรติคุณด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม ในเวที ECO Innovation Forum 2025

เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา – ท่ามกลางเวทีใหญ่ระดับประเทศ ECO Innovation Forum 2025 ที่รวมผู้ทรงคุณวุฒิและผู้กำหนดนโยบายอุตสาหกรรมไทย โรงไฟฟ้าบีแอลซีพี (BLCP) ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนอีกครั้ง ด้วยการคว้า 2 ใบประกาศเกียรติคุณสำคัญที่สะท้อนการดำเนินงานซึ่งให้ความสำคัญกับทั้งมิติทางสังคมและสิ่งแวดล้อม ตอกย้ำจุดยืนการเป็น "อุตสาหกรรมคู่ชุมชนและสิ่งแวดล้อม" อย่างเป็นรูปธรรม ภายในงาน ECO Innovation Forum 2025 ภายใต้แนวคิด “พัฒนาประเทศไทย ด้วยอุตสาหกรรมใหม่อย่างยั่งยืน” ซึ่งจัดขึ้น ณ โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ

ใบประกาศเกียรติคุณแรก คือ ใบประกาศเกียรติคุณโรงงานอุตสาหกรรมที่เข้าร่วมโครงการประเมินผลลัพธ์เชิงสังคม (SIA) ซึ่งสะท้อนถึงความใส่ใจในการประเมินและลดผลกระทบต่อชุมชนอย่างจริงจัง โดยมี คุณธไนท์ นันทนาการ ผู้จัดการฝ่ายชุมชนสัมพันธ์ เป็นตัวแทนรับมอบจาก นายสุเมธ ตั้งประเสริฐ ผู้ว่าการ การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ถือเป็นเครื่องหมายยืนยันว่าทุกย่างก้าวของบีแอลซีพีมีการรับฟังและสร้างการมีส่วนร่วมกับชุมชนโดยรอบเสมอมา

ถัดมาคือ ใบประกาศเกียรติคุณโรงงานสนับสนุนการดำเนินงานพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ มอบให้แก่องค์กรที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนนิคมอุตสาหกรรมสู่มาตรฐานสากลด้านสิ่งแวดล้อม โดย คุณสินีนาฐ ขันธะบัลลัง ผู้จัดการฝ่ายสิ่งแวดล้อม เข้ารับมอบจาก นายเริงฤทธิ์ กุศลกรรมบถ รองผู้ว่าการ การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.). ซึ่งเป็นการยอมรับในความพยายามของบีแอลซีพีที่ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ภายในรั้วโรงไฟฟ้า แต่ยังขยายผลสู่การพัฒนาระบบนิเวศอุตสาหกรรมโดยรวม

เวทีดังกล่าวได้รับเกียรติจากบุคคลสำคัญในแวดวงอุตสาหกรรมร่วมแสดงวิสัยทัศน์ นำโดยปาฐกถาพิเศษจาก จ่าเอก ยศสิงห์ เหลี่ยมเลิศ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และการชี้แนวทางการขับเคลื่อนนโยบาย “MIND อุตสาหกรรมคู่ชุมชน” โดย นายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งการที่บีแอลซีพีได้รับใบประกาศเกียรติคุณในครั้งนี้ ถือเป็นการขานรับและดำเนินงานที่สอดคล้องกับทิศทางนโยบายของภาครัฐอย่างชัดเจน

นอกจากการเข้ารับใบประกาศเกียรติคุณแล้ว บีแอลซีพียังได้นำความสำเร็จที่เป็นรูปธรรมของชุมชนมาร่วมจัดแสดงภายในงาน ผ่านบูธสินค้า SEACRAFTY จาก วิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวเชิงนิเวศป่าชายเลนพระเจดีย์กลางน้ำและแม่น้ำระยอง และ วิสาหกิจชุมชนประมงเรือเล็กเก้ายอด ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นถึงผลลัพธ์ของการทำงานร่วมกันระหว่างภาคอุตสาหกรรมและชุมชน ที่สามารถสร้างรายได้และอาชีพที่ยั่งยืนให้กับคนในท้องถิ่น

ใบประกาศเกียรติคุณทั้งสองนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงใบประกาศเกียรติคุณ แต่คือหลักฐานที่จับต้องได้ ซึ่งยืนยันถึงปรัชญาการดำเนินธุรกิจของบีแอลซีพี ที่เชื่อมั่นว่าการเติบโตของอุตสาหกรรมต้องก้าวไปพร้อมกับการดูแลสังคมและรักษาสิ่งแวดล้อม เพื่อนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง

บีแอลซีพี มุ่งมั่นพัฒนาพลังงานที่มั่นคง เพื่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

ท่ามกลางการเมืองที่ผันผวนของอาเซียน มีเพียงไม่กี่ประเทศที่ “โครงสร้างพันธมิตร” กลายเป็นเสาหลักของประชาธิปไตยได้จริง หนึ่งในนั้นคือ มาเลเซีย ขณะที่ประเทศไทย แม้จะมีพรรคมาก มีแนวคิดหลากหลาย แต่กลับยังหาทาง “ร่วมมือกันอย่างเป็นระบบ” ไม่ได้เสียที คำถามคือ —

ท่ามกลางการเมืองที่ผันผวนของอาเซียน มีเพียงไม่กี่ประเทศที่ “โครงสร้างพันธมิตร” กลายเป็นเสาหลักของประชาธิปไตยได้จริง หนึ่งในนั้นคือ มาเลเซีย ขณะที่ประเทศไทย แม้จะมีพรรคมาก มีแนวคิดหลากหลาย แต่กลับยังหาทาง “ร่วมมือกันอย่างเป็นระบบ” ไม่ได้เสียที

คำถามคือ — ทำไมระบบพันธมิตรของมาเลเซียถึงอยู่ได้ยาวนาน ขณะที่ของไทยพังซ้ำๆ ทุกยุค?

ระบบเลือกตั้งคือจุดเริ่มต้นของทุกอย่าง
มาเลเซียใช้ระบบเลือกตั้งแบบ First-Past-the-Post (FPTP) หรือ “เขตเดียวผู้ชนะได้หมด” — ใครได้คะแนนมากที่สุดในเขตนั้น ถือว่าชนะทันที

ระบบนี้บีบให้พรรคการเมืองต้องรวมกัน เพราะถ้าเสียงของฝ่ายเดียวกันแตก แม้เพียงไม่กี่เปอร์เซ็นต์ ก็อาจเสียทั้งเขตไปได้ง่ายๆ

ในทางตรงข้าม ไทยใช้ระบบผสมระหว่างเขตกับบัญชีรายชื่อ ที่เปิดโอกาสให้พรรคเล็กอยู่รอดได้ ทำให้ “ทุกพรรคอยากมีชื่อในบัตรเลือกตั้ง” มากกว่าจะรวมเป็นพันธมิตรเดียว

พันธมิตรมาเลเซีย: รวมก่อนเลือกตั้ง เพื่อชนะทั้งกระดาน
หลังเอกราชปี 1957 พรรค UMNO ของชาวมลายูจับมือกับพรรคจีน (MCA) และพรรคอินเดีย (MIC) เกิดเป็น Barisan Nasional (BN) — พันธมิตรข้ามเชื้อชาติที่กลายเป็นต้นแบบของอาเซียน

BN ไม่เพียง “รวมชื่อ” แต่รวมทุกอย่าง: โลโก้เดียว (ตราชั่ง), นโยบายกลางร่วม, การแบ่งเขตเลือกตั้งไม่ทับซ้อนกัน, การตัดสินใจแบบ “คณะกรรมการกลาง”

ผลลัพธ์คือ BN ครองอำนาจได้กว่า 50 ปีติดต่อกัน แม้คะแนนนิยมลดลง แต่เพราะพันธมิตรแน่น เสียงไม่แตก

ในปี 2022 ก็ยังเกิด “รัฐบาลผสมข้ามขั้ว” ระหว่าง Pakatan Harapan (ฝ่ายค้านเดิม) กับ UMNO (อดีตรัฐบาล) เพื่อแก้ทาง “สภาไร้เสียงข้างมาก” และรัฐบาลนั้นก็ยังยืนอยู่ได้จนวันนี้

ไทย: รวมหลังเลือกตั้ง แต่แยกก่อนบริหาร
ไทยมีรัฐบาลผสมแทบทุกยุค แต่ต่างจากมาเลเซียตรงที่ “รวมกันหลังเลือกตั้ง” เพื่อจัดตั้งรัฐบาล ไม่ใช่ “รวมก่อนเลือกตั้ง” เพื่อชนะอย่างมีแผน

ผลคือพรรคต่างๆ ต้องต่อรองกันใหม่หลังประกาศผล เกิดดีล–แบ่งเก้าอี้–แลกนโยบาย รัฐบาลจึงเริ่มต้นด้วย “ข้อต่อรอง” มากกว่า “ข้อตกลงร่วม”

อีกทั้งกฎหมายไทยยังไม่เปิดช่องให้จดทะเบียนพันธมิตรเลือกตั้งแบบมาเลเซียได้ เพราะตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 มาตรา 10–11 ระบุว่า พรรคการเมืองต้องมีชื่อ โลโก้ และทะเบียนของตนเอง ห้ามใช้ชื่อหรือเครื่องหมายของพรรคอื่น

ดังนั้น “การรวมตัวก่อนเลือกตั้งภายใต้ชื่อเดียว” แบบ BN จึงทำไม่ได้ในไทย หากทำโดยไม่จดทะเบียนใหม่ อาจถูกมองว่าเป็น “พรรคเงา” หรือ “นอมินี” ตามกฎหมายพรรคการเมือง

แล้วถ้าไม่แก้กฎหมาย พรรคไทยจะร่วมมือกันได้ไหม?
คำตอบคือ ได้ครับ — แต่ต้องทำให้ “ถูกกฎหมาย” และ “โปร่งใส”

1. ทำข้อตกลงความร่วมมือ (MOU หรือ Electoral Pact)
- พรรคแต่ละพรรคยังคงสถานะของตนเอง
- ประกาศร่วมสนับสนุนแคนดิเดตนายกฯ คนเดียวกัน
- หลีกเลี่ยงการลงแข่งกันในบางเขต
- หาเสียงร่วมได้ หากไม่ใช้โลโก้เดียว
ตัวอย่าง: MOU ฝ่ายประชาธิปไตย (เพื่อไทย–ก้าวไกล–ประชาชาติ–ไทยสร้างไทย) ก่อนเลือกตั้งปี 2566

2. รวมพรรคหลังเลือกตั้ง (Merger)
- หากต้องการใช้ชื่อและโลโก้เดียว ต้องยุบรวมพรรคและจดทะเบียนใหม่กับ กกต.
- คล้ายการรีแบรนด์เป็นพรรคใหม่ เช่น “ประชาธิปัตย์–ชาติไทยรวมพลัง” (สมมติ)

3. ตั้งรัฐบาลผสมหลังเลือกตั้ง (Coalition Government)
- ถูกต้องเต็มที่ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 159
- พรรคยังคงเอกเทศ แต่บริหารร่วมผ่านข้อตกลงนโยบายกลาง

ถ้าไทยอยากได้เสถียรภาพแบบมาเลเซีย ต้องกล้าปรับกติกา
สิ่งที่มาเลเซียสอนเราคือ การเมืองไม่เสถียร ไม่ใช่เพราะคนทะเลาะ แต่เพราะ “กติกา” บังคับให้ทะเลาะ

หากไทยต้องการเสถียรภาพทางการเมืองจริงๆ อาจถึงเวลาพิจารณา “ระบบพันธมิตรเลือกตั้งแบบจดทะเบียน (Coalition Registration)” ให้พรรคที่เห็นตรงกัน สามารถรวมชื่อ–โลโก้–นโยบาย ลงสนามในนามเดียวได้ แต่ยังคงสถานะเป็นพรรคอิสระหลังเลือกตั้ง

นั่นจะทำให้ประชาชนเลือกง่ายขึ้น เห็นขั้วการเมืองชัดขึ้น และรัฐบาลบริหารต่อเนื่องได้จริง

การเมืองมาเลเซียพิสูจน์แล้วว่า “พันธมิตรไม่ใช่การประนีประนอม แต่คือการวางระบบให้ประเทศเดินได้” ส่วนไทย… ยังอยู่ในวงจร “แยกเพื่อแข่ง แล้วค่อยรวมเพื่ออยู่”

วันหนึ่ง หากเราเริ่มคิดจาก “โครงสร้างความร่วมมือ” มากกว่า “อำนาจต่อรอง” เราก็อาจได้เห็นเสถียรภาพแบบเดียวกับ Barisanท Nasional ที่อยู่เหนือพายุการเมืองมาครึ่งศตวรรษ
 

ถ้าจะแพ้ไม่ใช่เพราะเขมรเก่ง แต่เพราะไทยเตะตัดขากันเองนี่ล่ะ

ถ้าจะแพ้ไม่ใช่เพราะเขมรเก่ง แต่เพราะไทยเตะตัดขากันเองนี่ล่ะ

หมู่เรือฝึก นนร.จีน ขอบคุณ รพ.สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ดูแล นนร.จีน บาดเจ็บระหว่างการฝึก

เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2568 นาวาเอกพัลลภ สุภากรณ์ รอง ผอ.รพ.สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ กรมแพทย์ทหารเรือ ฝ่ายบริหาร ให้การต้อนรับผู้แทนจาก คณะหมู่เรือฝึกนักเรียนนายเรือจีน (นนร.จีน) มอบของที่ระลึก เพื่อเป็นการขอบคุณ ในโอกาสที่ รพ.สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ให้การดูแลรักษานักเรียนนายเรือจีน ที่ได้รับบาดเจ็บในระหว่างการฝึก และเป็นการขอบคุณที่ให้ความอนุเคราะห์ ในการเข้าศึกษาดูงาน สร้างความประทับใจให้กับผู้มาเยือนด้วยมิตรไมตรียิ่ง ในครั้งนี้ 

สำหรับ หมู่เรือฝึกนักเรียนนายเรือจีน ประกอบด้วยเรือ CNS QI JIGUANG (83) และ CNS YIMENG SHAN (988) มีกำหนดเข้าเยือนประเทศไทย อย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 16-20 ต.ค.68 โดยจอดเทียบท่า ณ ท่าเรือจุกเสม็ด การท่าเรือสัตหีบ ฐานทัพเรือสัตหีบ จว.ชลบุรี 
นิราช/นันทพล ทิพย์ศรี ชลบุรี รายงาน 0909535645

รพ.สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ รับมอบเงินกว่า 1.7 ล้าน งานบุญทอดกฐินสามัคคีวัดธรรมสถิตย์ เพื่อจัดซื้อเครื่องมือแพทย์

วันที่ 19 ต.ค.68 พลเรือตรี กิติศักดิ์  สายนุช ผอ.รพ.สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ กรมแพทย์ทหารเรือ พร้อมด้วย รอง ผอ.รพ.ฯ ฝ่ายบริหาร และกำลังพลผู้มีจิตศรัทธา เข้าร่วมกิจกรรมงานบุญกฐินสามัคคี ณ วัดธรรมสถิต ต.สำนักทอง อ.เมือง จว.ระยอง

เพื่อเป็นการตอบแทนคุณพระครูสมุห์สุชิน ปริปุณโณ ที่มีเมตตาช่วยเหลืองานบุญของ รพ.ฯ มาโดยตลอด และในครั้งนี้ หลวงปู่ ได้ให้ความเมตตาร่วมกับผู้บริหารและพนักงานบริษัทในเครือ THE NIYA CORPORATION เป็นเจ้าภาพบริจาคเครื่องวัดออกซิเจนในสมองในระหว่างการผ่าตัดหัวใจ (Cerebral Oximeter) มูลค่ารวม 
1,070,000 บาท (หนึ่งล้านเจ็ดหมื่นบาท) โดยมี ผอ.รพ.ฯ เป็นผู้แทนในการรับมอบในครั้งนี้
นิราช/นันทพล ทิพย์ศรี ชลบุรี 0909535645

แม่ทัพดิจิทัลรุ่นใหม่!! ‘ดร.เวทางค์ พ่วงทรัพย์’ ผู้ขับเคลื่อน ‘Digital Thailand’ ด้วยวิสัยทัศน์ ระดับโลก จากวิศวกร สู่ผู้นำเชิงนโยบายดิจิทัล คิดได้ ทำเป็น มองไกล มีผลงานที่จับต้องได้

(20 ต.ค. 68) ในยุคที่โลกหมุนเร็วด้วยเทคโนโลยี การมีผู้นำที่เข้าใจทั้งระบบ โครงสร้าง และผลกระทบต่อเศรษฐกิจสังคม คือหัวใจของการพาประเทศเดินหน้าอย่างยั่งยืน ‘ดร.เวทางค์ พ่วงทรัพย์’ คือหนึ่งในขุนพลดิจิทัลของไทยที่ได้รับการยอมรับทั้งในและต่างประเทศ ว่าเป็น ผู้นำยุคใหม่ที่มีทั้งวิสัยทัศน์ และผลลัพธ์
.
ปัจจุบัน ดร.เวทางค์ ดำรงตำแหน่ง เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช./BDE) และโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม รับผิดชอบการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ดิจิทัลของประเทศในระดับมหภาค พร้อมเป็น ‘ตัวกลาง’ ในการสื่อสารระหว่าง ‘ภาครัฐ–เอกชน–ประชาชน’
.
จุดแข็งของ ‘ดร.เวทางค์’ คือการผสมผสาน ‘ฐานคิดวิศวกรรม’ กับ ‘หัวใจเศรษฐศาสตร์’ ได้อย่างลุ่มลึกและใช้งานได้จริง
•    ปริญญาเอก เศรษฐศาสตร์ – Cornell University 
•    ปริญญาโท Applied Economics – American University, Washington D.C.
•    ปริญญาตรี วิศวกรรมศาสตร์ – จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 
การศึกษาเหล่านี้กลั่นกรองออกมาเป็นมุมมองเชิงนโยบายที่มีระบบ คำนึงถึงผลกระทบในระยะยาว และกล้าเปลี่ยนเกมเมื่อจำเป็น
.
ผลงานที่จับต้องได้ของ ‘แม่ทัพดิจิทัลไทย’
.
ผลักดัน PDPA ให้เดินหน้าอย่างมีระบบ
ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของ พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เวทางค์รับหน้าที่รักษาการเลขาธิการ PDPC พร้อมเร่งจัดการระบบ–มาตรฐาน เพื่อให้กฎหมายเดินหน้าได้จริง ไม่สะดุด
.
ยกระดับกลไก ‘ทุนดิจิทัล’ เพื่อประชาชน
ในบทบาทเลขาธิการ สดช./BDE เขาเน้นการจัดการกองทุนพัฒนาดิจิทัลอย่างโปร่งใส พร้อมกลไกวัดผล เพื่อให้ทุกงบประมาณที่ใช้ เกิด ‘ผลลัพธ์’ มากกว่าแค่ ‘ผลผลิต’
.
สร้างบทบาทไทยในเวทีจริยธรรม AI ระดับโลก
เวทางค์มีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้ไทยเป็นเจ้าภาพร่วมเวที UNESCO Global Forum on the Ethics of AI ปี 2568  ตอกย้ำภาพลักษณ์ไทยด้านธรรมาภิบาล AI ในเวทีโลก
.
สื่อสารเชิงรุก ลดข่าวปลอม หยุดภัยออนไลน์
ในฐานะโฆษกกระทรวงฯ เวทางค์จัดระบบรายงานข่าวปลอมยอดนิยม ช่วยให้ประชาชน “รับมือ” ได้ทัน พร้อมทำงานร่วมกับแพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่เพื่อลดอาชญากรรมออนไลน์
.
เปิดรับฟังสาธารณะ–ปรับร่างกฎหมายสภาดิจิทัลฯ
เขาคือหนึ่งในผู้เปิดเวทีฟังความเห็นจากทุกภาคส่วน เพื่อให้ พ.ร.บ.สภาดิจิทัลฯ เป็นกฎหมายที่เท่าทันเทคโนโลยี และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
.
นักกำหนดยุทธศาสตร์ที่ลงมือจริง
‘ดร.เวทางค์’ ไม่ใช่แค่ผู้ร่างนโยบาย แต่คือนักปฏิบัติที่เดินหน้าแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ งานของเขาเชื่อมโยงตั้งแต่ ‘กฎหมาย–มาตรฐาน–กลไกประเมินผล–สื่อสารสาธารณะ’ สู่เป้าหมายเดียวกัน ทำให้ ‘Digital Thailand’ เป็นมากกว่าแค่วิสัยทัศน์ แต่คือสิ่งที่จับต้องได้จริง
ด้วยองค์ความรู้ระดับโลก และความเข้าใจปัญหาในประเทศอย่างแท้จริง ชื่อของ ‘เวทางค์ พ่วงทรัพย์’ จึงไม่ใช่แค่ ‘เจ้าหน้าที่ระดับสูง’ แต่คือ ‘ผู้นำยุคดิจิทัล’ ที่ควรจับตา เพราะเขาคือหนึ่งในพลังขับเคลื่อนสำคัญของประเทศไทย ในวันที่เทคโนโลยีกำลังเปลี่ยนโลก

ซีเกมส์ไทย 2025!! สู่!! มาตรฐานโอลิมปิก ท่ามกลาง!! ความขัดแย้งชายแดน เดิมพันใหญ่ของกีฬาอาเซียน กีฬา ความปลอดภัย บทบาททางการทูต ในห้วงเวลาที่ความตึงเครียดยังไม่จางหาย

(19 ต.ค. 68) ประเทศไทยเตรียมเป็นเจ้าภาพ ซีเกมส์ครั้งที่ 33 ระหว่างวันที่ 9–20 ธันวาคม 2568 ครอบคลุม ‘กรุงเทพฯ–ชลบุรี–สงขลา’ ภายใต้แนวคิด “ซีเกมส์มาตรฐานใหม่” ซึ่งจะเป็นครั้งแรกที่ใช้โครงสร้างการแข่งขันตามกติกาใหม่ของ สหพันธ์กีฬาซีเกมส์ (SEAGF) ที่เน้นการยกระดับให้เทียบเท่ากับเอเชียนเกมส์และโอลิมปิก

ยกระดับเทียบโอลิมปิก: 50 กีฬา 574 อีเวนต์
นับจากปี 2025 เป็นต้นไป SEAGF บังคับใช้โครงสร้างใหม่ โดยทุกชาติเจ้าภาพต้องจัดการแข่งขันอย่างน้อย 36 ชนิดกีฬา โดยกรีฑาและกีฬาทางน้ำเป็นข้อบังคับ พร้อมทั้งเพิ่มสัดส่วน “กีฬาโอลิมปิก–เอเชียนเกมส์” เพื่อจำกัดการแทรก “กีฬาท้องถิ่นเพื่อโกยเหรียญ” แบบที่เคยเป็นข้อถกเถียงในอดีต
สำหรับปีนี้ ไทยยืนยันจัดการแข่งขันรวม 50 ชนิดกีฬา 574 อีเวนต์ แบ่งเป็น 278 ประเภทชาย, 241 ประเภทหญิง และ 55 ประเภทผสม/โอเพ่น สะท้อนความพยายามปรับโครงสร้างการแข่งขันให้แฟร์ โปร่งใส และเป็นสากลมากขึ้น

พิธีเปิด–ปิด ‘ย้าย’ สู่ราชมังฯ สอดรับมาตรการความมั่นคง
แม้แผนเดิมจะกระจายพิธีเปิด–ปิดในหลายเมือง แต่ล่าสุด คณะกรรมการจัดงานฯ ประกาศย้ายทั้งสองพิธีมายัง ราชมังคลากีฬาสถาน อย่างเป็นทางการ ตั้งแต่เดือนสิงหาคมที่ผ่านมา เพื่อความสะดวกในการควบคุมฝูงชน ดูแลแขกเหรื่อระดับผู้นำ และรักษามาตรฐานความปลอดภัยสูงสุด
ขณะที่การแข่งขันจะกระจายตามศูนย์กีฬาใน กรุงเทพฯ ชลบุรี และสงขลา ซึ่งอยู่ในระยะควบคุมของเจ้าหน้าที่ และพร้อมรองรับผู้ชมจากทั่วภูมิภาค
.
5 ไฮไลต์ที่ต้องจับตาในซีเกมส์ไทย
1. ศึกเหรียญดุเดือดขึ้น – เมื่อช่องว่างในการเลือกกีฬาท้องถิ่นลดลง การแข่งขันในชนิดกีฬาหลักอย่าง กรีฑา ว่ายน้ำ จักรยาน จะตัดสินชัยชนะในตารางเหรียญมากขึ้น เวียดนามและอินโดนีเซียจึงถูกมองว่าเป็นผู้ท้าชิงสำคัญ แม้ไทยจะได้เปรียบจากการเป็นเจ้าภาพ
2. ดาวดังถอนตัว—สมดุลเปลี่ยน – ซูเปอร์สตาร์ยิมนาสติกอย่าง คาร์ลอส ยูโล จากฟิลิปปินส์ ยืนยันไม่เข้าร่วมการแข่งขันในปีนี้ ส่งผลต่อจำนวนเหรียญของฟิลิปปินส์ในชนิดกีฬาดังกล่าว และอาจโยกคะแนนไปสู่ไทยหรือเวียดนามมากขึ้น
3. MMA มาแรงแบบเดโม – Mixed Martial Arts (MMA) ถูกบรรจุเป็นกีฬาสาธิต (Demo Sport) โดยไม่นับรวมเหรียญ แต่ได้รับความสนใจสูงจากผู้ชม โดยเฉพาะในอาเซียนที่มีฐานแฟนกีฬาต่อสู้จำนวนมาก อาจปูทางสู่การบรรจุในอนาคต
4. มาตรฐานเข้มทั้งสนามและกติกา – เว็บไซต์ซีเกมส์ไทยเริ่มทยอยปล่อยตารางแข่งขันและสถานที่จัดอย่างเป็นทางการ ขณะที่ “แฮนด์บุ๊กเทคนิค” รายชนิดกีฬาระบุโควตา–กติกาไว้อย่างชัดเจน เพื่อลดความคลุมเครือในการแข่งขัน
5. ซีเกมส์เชื่อมสู่เวทีโลก – การใช้โครงสร้างการแข่งขันที่ใกล้เคียงโอลิมปิกและเอเชียนเกมส์มากขึ้น สร้างโอกาสให้ชาติอาเซียนเตรียมความพร้อมเข้าสู่เวทีระดับนานาชาติได้มีประสิทธิภาพกว่าเดิม

เงาทางการเมือง: ไทย–กัมพูชา ตัวแปรสำคัญนอกสนาม
ท่ามกลางความตึงเครียดชายแดนไทย–กัมพูชาที่ปะทุขึ้นตั้งแต่กลางเดือนกรกฎาคม มีรายงานเหตุปะทะและเหตุระเบิดตามแนวชายแดน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและผู้พลัดถิ่นจำนวนมาก แม้จะมีความพยายามเจรจาหยุดยิงผ่านกรอบ ASEAN Summit ปลายเดือนตุลาคม ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ แต่สถานการณ์ยังคงจับตา
การย้ายพิธีเปิด–ปิดสู่พื้นที่ควบคุมอย่างราชมังคลาฯ และการคัดเลือกสนามที่ปลอดภัย จึงเป็นการสะท้อนถึงการบริหารความเสี่ยงในเชิงความมั่นคง โดยหากข้อตกลงหยุดยิงประสบความสำเร็จ อาจช่วยลดแรงกดดันและฟื้นโฟกัสกลับสู่ “กีฬา” ได้มากขึ้น

โอกาสของไทยในสนามเหรียญ–และสนามภาพลักษณ์
ซีเกมส์ 2025 ถือเป็นโอกาสสำคัญที่ไทยจะใช้เวทีนี้ยืนยันความพร้อมทั้งในมิติ กีฬา ความปลอดภัย และบทบาททางการทูต โดยเฉพาะในห้วงเวลาที่ความตึงเครียดระดับภูมิภาคยังไม่จางหาย
นอกเหนือจากความหวังบนตารางเหรียญ การเป็นเจ้าภาพที่มีมาตรฐานและความโปร่งใส จะส่งสัญญาณถึงบทบาทนำของไทยในอาเซียนในยุคที่กีฬาและการเมืองไม่สามารถแยกขาดจากกันได้อีกต่อไป

ขาย โดพามีน!! Social Media ยุคใหม่ไม่ขายของ วิเคราะห์ Instagram จิตวิทยาการเสพติด ที่คุณไม่รู้ตัว ทุกการเลื่อน!! คือการทดลองทางจิตวิทยา ที่คุณสมัครใจ!! เข้าร่วมทุกวัน

(19 ต.ค. 68) ในยุคที่ผู้ใช้งานคิดว่า "ขอเลื่อนอีกนิด" ก่อนนอน หรือ "ขอเช็กสตอรี่ก่อนเริ่มงาน" อาจไม่ใช่เพียงนิสัยธรรมดา แต่คือผลลัพธ์ของอัลกอริทึมที่ออกแบบมาอย่างจงใจ เพื่อ ‘กดปุ่มเคมีในสมอง’ โดยเฉพาะ

Instagram ซึ่งถูก Facebook ซื้อกิจการในปี 2012 ด้วยมูลค่ากว่า 1 พันล้านดอลลาร์ฯ ไม่ได้เป็นเพียงแอปแชร์ภาพ — แต่มันคือ “สนามทดลองพฤติกรรมมนุษย์” ที่แม่นยำและทรงพลังที่สุดในยุคดิจิทัล

หัวใจของกลไกอยู่ที่ ‘โดพามีน’ สารเคมีแห่งความพึงพอใจ ซึ่งหลั่งทุกครั้งเมื่อเราได้รับ ‘รางวัล’ บางอย่าง เช่น การได้เห็นภาพที่ถูกใจ, ได้ยอดไลก์, หรือมีคนชมโพสต์ของเรา

Instagram ใช้หลัก ‘รางวัลแบบไม่แน่นอน’ (Variable Reward) แบบเดียวกับเครื่องสล็อตในคาสิโน ทำให้ผู้ใช้เลื่อนหน้าจอซ้ำ ๆ โดยไม่สามารถคาดเดาได้ว่า ‘ภาพถัดไป’ จะกระตุ้นอารมณ์อย่างไร

เมื่อรวมกับความกลัวการตกขบวน (FOMO) และ การแสวงหาการยอมรับทางสังคม (Social Validation)

พฤติกรรมการใช้โซเชียลจึงกลายเป็นวงจร ‘รางวัล–ตอบสนอง–ติดซ้ำ’ ที่ทั้งแบรนด์และแพลตฟอร์มใช้เป็นเครื่องมือดึงเวลาและความสนใจของผู้ใช้อย่างต่อเนื่อง

ไม่ใช่แค่ผู้ใช้ที่ ‘เสพติด’ แต่แบรนด์ก็ ‘หลงรัก’ เช่นกัน เพราะ Instagram ไม่ได้แค่แสดงสินค้า แต่ ‘ขายความรู้สึก’ ที่เชื่อมโยงกับอัตลักษณ์ ความฝัน และภาพชีวิตในแบบที่ผู้ชมอยากเป็น

นี่คือรากฐานของ Aspirational Marketing ที่ทรงพลังยิ่งกว่าการขายตรง

ในวันที่แพลตฟอร์มแข่งกันครอง ‘เวลาในสมอง’ มากกว่าจำนวนยอดไลก์!!

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ว่า คุณเล่น Instagram นานแค่ไหน

แต่คือ ใครกำลังควบคุม ความสุขของคุณอยู่

ครั้งต่อไปที่คุณเปิด IG แล้วบอกตัวเองว่า ‘แค่ดูนิดเดียว’ 

คุณแน่ใจหรือ… ว่านั่นคือการตัดสินใจของคุณจริง ๆ

ขวางรถฉุกเฉิน!! เข่าทรุดไหว้ขอชีวิต แต่ไม่ทัน รถกระบะขวางรถฉุกเฉิน คร่าชีวิตผู้ป่วย โรงพยาบาลปลายพระยา แถลง!! ขอโทษ CPF ต้นสังกัด สั่งปลด!! ฟ้าผ่า สั่ง!! เลิกจ้างพนักงานทันที

(19 ต.ค. 68) โรงพยาบาลปลายพระยาออกแถลงการณ์ชี้แจงเหตุการณ์สะเทือนใจ ‘กระบะขวางรถฉุกเฉิน’ รับผู้ป่วยกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดและหายใจล้มเหลวเพื่อส่งตัวไปรักษาต่อ เหตุการณ์เกิดขึ้นวันที่ 16 ต.ค. เจ้าของรถกระบะจอดปิดท้ายทางเข้าออกรถพยาบาล ขณะพาแม่ที่มีอาการเวียนศีรษะมาโรงพยาบาล เมื่อเจ้าหน้าที่และญาติผู้ป่วยวิกฤตร้องขอให้เลื่อนรถ กลับเอะอะโวยวายด้วยความไม่พอใจที่ไม่มีใครมาบริการแม่ตน จนกระทั่งผู้ป่วยวิกฤตรายดังกล่าวเสียชีวิตในเวลาต่อมา

จากกรณีเกิดเหตุการณ์ที่สร้างความสะเทือนใจ เมื่อรถกระบะคันหนึ่งปิดท้ายรถฉุกเฉินที่กำลังเตรียมนำผู้ป่วยวิกฤตขึ้นรถเพื่อส่งตัวไปรักษาต่อ ทำให้เกิดความล่าช้าในการเคลื่อนย้าย

รายงานระบุว่า ขณะที่ทีมแพทย์และพยาบาลกำลังจะนำผู้ป่วยวิกฤตขึ้นรถฉุกเฉิน หนุ่มคนขับรถกระบะได้จอดปิดทาง ทำให้ญาติผู้ป่วยถึงกับเข่าทรุดและยกมือไหว้ร้องขอให้ช่วยขยับรถออก แต่ต้องใช้เวลาในการเจรจากว่ารถกระบะจะยอมเคลื่อนย้าย

ด้านหนุ่มคนขับรถกระบะให้เหตุผลว่ารีบพาแม่มารักษาเนื่องจากมีอาการเวียนศีรษะและตาลาย แม้ว่าแม่ของเขายังสามารถถามตอบรู้เรื่องก็ตาม
อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากเหตุการณ์ดังกล่าว ผู้ป่วยวิกฤตรายนี้ได้เสียชีวิตลงในเวลาต่อมา

ล่าสุดเมื่อวานนี้ (18 ต.ค. 68) โรงพยาบาลปลายพระยาออกแถลงการณ์ต่อเหตุการณ์สะเทือนใจดังกล่าวว่า …

โรงพยาบาลปลายพระยา และบุคลากรทางการแพทย์ทุกคนขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวผู้เสียชีวิตด้วยโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน และมีภาวะการหายใจล้มเหลว เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลปลายพระยาเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2568 โรงพยาบาลปลายพระยาขอชี้แจงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างเจ้าหน้าที่กำลังปฏิบัติหน้าที่รักษาผู้ป่วยดังกล่าว ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

วันที่ 16 ตุลาคม 2568 เวลา 23.10 น. ภายในห้องฉุกเฉิน โซนผู้ป่วยวิกฤต เจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ พนักงานเปล และเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย กำลังให้การช่วยเหลือ และช่วยชีวิตผู้ป่วยกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน และมีภาวะการหายใจล้มเหลว ซึ่งต้องมีการใส่ท่อช่วยหายใจ หลังจากนั้นย้ายผู้ป่วยเพื่อส่งตัวรักษาต่อที่โรงพยาบาลกระบี่ ซึ่งเป็นโรงพยาบาลแม่ข่ายที่มีศักยภาพการรักษาที่สูงกว่า

เวลา 23.15 น. รถกระบะ 4 ประตู ยี่ห้อโตโยต้า สีน้ำตาล คันที่จอดปิดท้ายรถพยาบาล นำส่งผู้ป่วยหญิงวัย 69 ปี รู้สึกตัวดี ถามตอบรู้เรื่อง มีอาการเวียนศีรษะ ตาลาย ญาติเข็นผู้ป่วยหญิงรายนั้นเข้าห้องฉุกเฉินเอง และได้พบกับพยาบาลหัวหน้าเวรห้องฉุกเฉิน ซึ่งกำลังจัดเตรียมเอกสาร และประสานการส่งต่อผู้ป่วยวิกฤตไปโรงพยาบาลกระบี่อยู่ และพยาบาลหัวหน้าเวรได้อธิบายให้ญาติผู้ป่วยทราบว่าขณะนี้คนไข้อาการหนัก กำลังเตรียมส่งไปโรงพยาบาลกระบี่ ให้รอสักครู่ และให้ญาติเข็นผู้ป่วยไปนอนบนเตียง จากนั้นพยาบาลหัวหน้าเวรก็ได้เข้าไปซักประวัติ และประเมินอาการผู้ป่วยที่เตียง แต่ญาติก็ยังโวยวายเรื่องที่ไม่มีเจ้าหน้าที่มาดูแลแม่ของตน

เวลา 23.16 น. ขณะเคลื่อนผู้ป่วยฉุกเฉิน ออกจากห้องฉุกเฉินเพื่อขึ้นรถพยาบาล พบว่ามีรถกระบะ 4 ประตูยี่ห้อโตโยต้า สีน้ำตาล จอดกีดขวางปิดท้ายรถพยาบาล ทำให้ไม่สามารถเคลื่อนย้ายผู้ป่วยขึ้นรถพยาบาลได้ หลังจากนั้นพยาบาลได้แจ้งให้เจ้าของรถกระบะคันดังกล่าวมาเลื่อนรถออก แต่ไม่ได้รับความร่วมมือโดยทันที เจ้าของรถกระบะคันดังกล่าวได้กล่าวเอะอะโวยวายเสียงดังด้วยท่าทีโมโหเรื่องที่ไม่มีเจ้าหน้าที่มาบริการแม่ของตนเอง ขณะเดียวกันญาติของผู้ป่วยวิกฤตที่กำลังจะส่งต่อได้ร้องไห้พร้อมนั่งทรุดลงกับพื้น และยกมือไหว้ร้องขอให้เจ้าของรถกระบะช่วยเลื่อนรถออก แต่ยังคงมีปากเสียงเอะอะโวยวายกับเจ้าหน้าที่ และญาติผู้ป่วยบริเวณท้ายรถนำส่งผู้ป่วยตอบเป็นระยะเวลาหนึ่ง จากนั้นถึงจะเดินไปเลื่อนรถกระบะของตนออก เจ้าหน้าที่จึงได้เคลื่อนย้ายผู้ป่วยขึ้นรถพยาบาลเพื่อส่งต่อผู้ป่วยไปโรงพยาบาลกระบี่ได้

การกระทำของเจ้าของรถกระบะเป็นการขัดขวางการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ในขณะปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งต้องรีบเคลื่อนย้ายผู้ป่วยวิกฤตโดยด่วน ซึ่งสุดท้ายผู้ป่วยรายดังกล่าวได้เสียชีวิต ส่วนผู้ป่วยที่เป็นญาติของเจ้าของรถกระบะคันดังกล่าวแพทย์ได้ทำการตรวจรักษาในห้องฉุกเฉินจนอาการทุเลา และให้ยากลับไปรับประทานที่บ้าน โรงพยาบาลปลายพระยาขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งกับครอบครัวต่อการจากไปของผู้ป่วย และขอยืนยันว่าได้ให้การดูแลรักษาอย่างเต็มความสามารถตามมาตรฐานวิชาชีพตลอดระยะเวลาการดูแลผู้ป่วย

ความคืบหน้าในโลกออนไลน์ ได้มีกระแสว่า เจ้าของรถกระบะ ที่จอดปิดทางเข้าออกรถพยาบาล ดังกล่าวนั้น เป็นพนักงานของ CPF 

ต่อมาทาง CPF ก็ได้ออกมาโพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก โดยระบุว่า ...

บริษัทขอเรียนชี้แจงว่า ภายหลังจากที่ได้รับทราบเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น บริษัทได้เร่งดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างรอบคอบ และพบว่าบุคคลในเหตุการณ์นั้น เป็นพนักงานของบริษัทจริง

เมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริงโดยรอบแล้ว บริษัทเห็นว่าพฤติกรรมดังกล่าวไม่สอดคล้องกับค่านิยมและหลักการดำเนินงานขององค์กร จึงมีมติให้ยุติการจ้างพนักงานรายดังกล่าว

ทั้งนี้ บริษัทขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวของผู้สูญเสีย รวมถึงผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ในครั้งนี้

ปลุกปฏิวัติ!! คลื่นแห่งความหวังคนรุ่นใหม่ เขย่า!! แอฟริกาเดือด ‘Gen Z’ มาดากัสการ์ ลุกฮือ!! ล้มรัฐบาล ‘กองทัพ’ ยึดอำนาจ!! ‘ราโชเอลินา’ หนีออกนอกประเทศ

(19 ต.ค. 68) สัปดาห์นี้กองทัพมาดากัสการ์เข้ายึดอำนาจจากรัฐบาล หลังการชุมนุมของคนรุ่นใหม่ (Gen Z) ปะทุขึ้นทั่วประเทศ จนประธานาธิบดีอังดรี ราโชเอลินา ต้องหนีออกนอกประเทศ

เหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็น “ฉากเดิมซ้ำรอย” สำหรับราโชเอลินา วัย 51 ปี อดีตดีเจซึ่งเคยขึ้นสู่อำนาจเมื่อปี 2009 จากการรัฐประหารโดยกองทัพเช่นกัน หลังกลุ่มเยาวชนขับไล่ผู้นำคนก่อนให้ลี้ภัย

กระแสตื่นตัวของ Gen Z ทั่วโลก

การลุกฮือในมาดากัสการ์เป็นส่วนหนึ่งของแนวโน้มทั่วโลก ตั้งแต่เอเชีย แอฟริกา จนถึงอเมริกาใต้ ซึ่งคนรุ่น Gen Z (เกิดราวกลางทศวรรษ 1990–2010) ใช้โซเชียลมีเดียเป็นเครื่องมือรวมพลังเรียกร้องการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง

ในเนปาล การประท้วงของเยาวชนที่ไม่พอใจการแบนโซเชียลและคอร์รัปชันภาครัฐนำไปสู่การโค่นนายกรัฐมนตรีในเดือนกันยายน ขณะที่ “การปฏิวัติ Gen Z” ในบังกลาเทศปี 2024 นำนักศึกษาหลายหมื่นคนออกมาชุมนุมขับไล่ชีค ฮาซินา ผู้นำหญิงที่ครองอำนาจยาวนาน รวมถึงกรณีศรีลังกาในปี 2022 ที่เยาวชนผลักดันให้รัฐบาลต้องลาออก

ผู้นำทหารขึ้นแทนที่

หลังราโชเอลินาถูกโค่น กองทัพได้แต่งตั้งพันเอกไมเคิล ร็องเดรียนีรีนา ผู้นำหน่วยทหารที่มีบทบาทสนับสนุนรัฐประหารปี 2009 ขึ้นเป็นประธานาธิบดีรักษาการเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม

โฆษกการเคลื่อนไหว เอลเลียต ร็องเดรียมันดราโต กล่าวกับสำนักข่าว AFP ว่า “สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเพียงครึ่งหนึ่งของชัยชนะ การต่อสู้ที่แท้จริงเพิ่งเริ่มต้น” พร้อมยอมรับว่าการล้มรัฐบาลครั้งนี้เกิดขึ้นได้เพราะความร่วมมือระหว่างเยาวชนกับกองทัพ

ลามไปทั่วทวีปแอฟริกา
ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าปรากฏการณ์นี้อาจจุดประกายให้ประเทศอื่นในแอฟริกาเกิดการประท้วงลักษณะเดียวกัน โดยเฉพาะในภูมิภาคที่มีประชากรวัยหนุ่มสาวมากที่สุดในโลก

ในโมร็อกโก กลุ่ม “GenZ 212” ใช้แพลตฟอร์ม Discord เป็นฐานเคลื่อนไหว เรียกร้องให้รัฐบาลปฏิรูปด้านสาธารณสุขและการศึกษา หลังทุ่มงบมหาศาลไปกับโครงสร้างพื้นฐานด้านกีฬา ส่วนในเคนยา การประท้วงต่อต้านร่างกฎหมายขึ้นภาษีกลายเป็นการเรียกร้องให้รัฐบาลลาออก

คิงสลีย์ โมกาลู อดีตผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีไนจีเรีย เตือนว่า “ผู้นำแอฟริกาที่ล้มเหลวควรระวังไว้ เพราะคนรุ่นใหม่เริ่มตระหนักถึงพลังของตัวเอง”

การต่อต้านจากรัฐบาลเผด็จการ
อย่างไรก็ตาม หลายประเทศในแอฟริกามีแนวโน้มจะตอบโต้ด้วยกำลังมากกว่าถอย เช่น ในเคนยา ประธานาธิบดีวิลเลียม รูโต ท้าผู้ประท้วงว่า “ถ้าคิดจะโค่นรัฐบาลก่อนเลือกตั้งปี 2027 ก็ลองดู” ขณะที่ในยูกันดา ประธานาธิบดียอเวรี มูเซเวนี วัย 81 ปี เตือนผู้ชุมนุมว่า “กำลังเล่นกับไฟ”

รากเหง้าปัญหาการปกครองในแอฟริกา
แอฟริกายังคงเผชิญการรัฐประหารบ่อยครั้ง โดยเฉพาะในแถบซาเฮลซึ่งมีความไม่มั่นคงทางความปลอดภัยสูง และผู้นำหลายประเทศถูกวิจารณ์ว่าทุจริต ไร้ประสิทธิภาพ และไม่สามารถสร้างงานหรือบริการพื้นฐานให้ประชาชนได้
โมกาลูระบุว่า “ความล้มเหลวของการบริหารคือปัญหาหลักของทวีปนี้ และมันฝังรากลึก”

ยุคแห่งการลุกขึ้นของคนรุ่นใหม่
สิ่งที่ทำให้ขบวนการ Gen Z น่ากลัวต่อผู้มีอำนาจ คือ พวกเขาเติบโตในยุคดิจิทัล มีเครื่องมือสื่อสารพร้อม และไม่มีความอดทนต่อความอยุติธรรม
“คนรุ่นนี้เป็นคนกล้าชน และเทคโนโลยีทำให้พวกเขารวมตัวกันได้ง่ายขึ้น” โมกาลูกล่าว พร้อมเตือนว่า หากผู้นำไม่เร่งแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำและคอร์รัปชัน การลุกฮือของเยาวชนอาจกลายเป็น “เรื่องปกติใหม่” ของแอฟริกาในอนาคต

ตำรวจจับกุมได้แล้วภายใน 24 ชั่วโมง โจรชิงทอง จ.สมุทรปราการ คาด่านบ้านแหลม จ.จันทบุรี ก่อนข้ามแดน

วันนี้ (19 ตุลาคม 2568) พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุม นาย Yong Ouch หรือ “ยง” หรือ “เบาะ” อายุ 31 ปี สัญชาติกัมพูชา ผู้ต้องหาก่อเหตุใช้อาวุธปืนชิงทรัพย์ร้านทองเยาวราชกรุงเทพ สาขาบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม ที่ผ่านมา ได้แล้ว ขณะพยายามหลบหนีออกนอกประเทศทางชายแดนด้านจันทบุรี

โดยเมื่อเวลาประมาณ 10.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดจันทบุรี ประจำด่านผ่านแดนถาวรบ้านแหลม ได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ตลาดบ้านแหลม ว่าพบชายชาวกัมพูชาต้องสงสัยมีลักษณะตรงตามภาพจากกล้องวงจรปิด จึงเข้าทำการตรวจสอบ พบว่าเป็นบุคคลตามที่ต้องสงสัยจริง จากการสอบสวนเบื้องต้นผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่าเป็นผู้ลงมือก่อเหตุปล้นร้านทองดังกล่าวจริง

พล.ต.ต.ธีรเดชฯ เปิดเผยว่า หลังเกิดเหตุ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้สั่งการให้ทุกหน่วยระดมกำลังเร่งติดตามตัวคนร้าย โดยประสานทุกช่องทางเฝ้าระวังเพื่อสกัดกั้นการหลบหนีออกนอกประเทศ ซึ่งผลจากการบูรณาการร่วมกันของเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายทำให้สามารถจับกุมได้อย่างรวดเร็วภายในเวลาไม่ถึง 24 ชั่วโมง

นอกจากนี้ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า ขอขอบคุณพี่น้องประชาชนที่ช่วยแจ้งเบาะแสเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญที่นำไปสู่การจับกุมตัวผู้ต้องหาในครั้งนี้ รวมทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจทุกนายที่ทุ่มเททำงานอย่างไม่ลดละ จนสามารถปิดคดีได้อย่างรวดเร็ว ขณะนี้เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างประสานรับตัวผู้ต้องหากลับมาดำเนินคดีที่สถานีตำรวจภูธรบางเสาธง จังหวัดสมุทรปราการ ต่อไป


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top