Thursday, 16 July 2026
NEWS

เชียงใหม่-"𝐂𝐀𝐌𝐓 มช. เปิดพื้นที่แห่งแรงบันดาลใจ เรียนรู้ ทดลอง และเติบโต “CAMT OPEN HOUSE 2025“

วิทยาลัยศิลปะ สื่อ และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จัดกิจกรรมเปิดบ้านวิชาการ CAMT OPEN HOUSE 2025"Explore Your Potential"พบกับโอกาสการเรียนรู้ที่รอคุณอยู่

วันเสาร์ที่ (6 ก.ย. 68) วิทยาลัยศิลปะ สื่อ และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จัดกิจกรรมเปิดบ้านวิชาการ “CAMT OPEN HOUSE 2025”ซึ่งในปีนี้มากับตีม "Explore Your Potential" หรือ "สำรวจศักยภาพของคุณ" เป็นแนวคิดที่มุ่งเน้นการค้นหา การพัฒนา และการนำความสามารถที่ซ่อนอยู่ของตัวเองออกมาใช้อย่างเต็มที่ โดยได้รับเกียรติจาก ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วรวิชญ์ จันทร์ฉาย คณบดีวิทยาลัยศิลปะ สื่อ และเทคโนโลยี กล่าวต้อนรับ นักเรียนและผู้ที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรม กว่า 1,200 คน ณ เวทีกลางอาคารศูนย์นวัตกรรมการเรียนรู้ วิทยาลัยศิลปะ สื่อ และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ทั้งนี้ เพื่อประชาสัมพันธ์หลักสูตร เนื้อหา การเรียน การสอน และ แนวทางการศึกษาต่อในระดับต่างๆ ของ วิทยาลัยฯ เพื่อส่งเสริมการค้นพบศักยภาพภายใต้แนวคิด "Explore Your Potential" และเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้ลงมือปฏิบัติจริง (Hands-on Experience) เพื่อสำรวจความถนัด และความสนใจของตนเองในด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อสร้างพื้นที่ให้นักเรียนในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายได้แสดงศักยภาพด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีผ่านการประกวดแข่งขัน เพื่อสร้างเครือข่ายและความร่วมมือ แลกเปลี่ยนความรู้ และสร้างแรงบันดาลใจระหว่างนักเรียน รุ่นพี่นักศึกษา คณาจารย์ รวมถึงการสร้างความร่วมมือกับคณะครูทั่วภาคเหนือในการส่งเสริมศักยภาพด้านเทคโนโลยีให้แก่นักเรียนณ  อาคารศูนย์นวัตกรรมการเรียนรู้ วิทยาลัยศิลปะ สื่อ และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

กิจกรรมภายในงานประกอบด้วยกิจกรรม Walkin ฐานกิจกรรม 5 สาขา เยี่ยมชมหลักสูตรและผลงานรุ่นพี่แต่ละสาขา รวมถึงถามตอบแนวทางการศึกษาต่อวิทยาลัยฯกับรุ่นพี่อย่างใกล้ชิด ผ่านฐานกิจกรรมทั้ง 5 สาขา ได้แก่สาขาวิชาวิศวกรรมซอฟต์แวร์ ,สาขาวิชาการจัดการสมัยใหม่ และเทคโนโลยีสารสนเทศ ,สาขาวิชาแอนนิเมชันและวิชวลเอฟเฟกต์ ,สาขาวิชาดิจิทัลเกมทดลองเล่นเกมจากผลงานรุ่นพี่ และสาขาบูรณาการอุตสาหกรรมดิจิทัล 
 
นอกจากนี้มี กิจกรรม Workshop บูสสกิลด้านเทคโนโลยีกับ AI กิจกรรม CONTEST ประกวดแข่งขัน จากน้องๆ ม.ปลาย ที่มีความฝันอยากสร้างสรรค์นวัตกรรม โค้ดดิ้งเกม หรือสร้างสรรค์ดนตรีจากภาพ เปิดเวทีให้ทุกคนมาประลองฝีมือ ชิงเงินรางวัลรวมกว่า 30,000 บาท การประกวดแข่งขัน  4 รายการ ได้แก่ การประกวดแนวคิดนวัตกรรม, การประกวดวงดนตรี (Visual Music), การประกวดสร้างเกม (Young Game Dev) และการประกวดคอสเพลย์ โดยมี อาจารย์ ดร.กลวัชร คล้ายนาค รองคณบดีฯให้เกียรติมอบรางวัล การประกวด และความบันเทิง วงดนตรี จากสโมสรนักศึกษา วง BOOST ENERGY และ THREEDOTS.BAND และศิลปินศิษย์เก่าจากวิทยาลัยฯ Nice cnx  อีกด้วย …พัฒนชัย /เชียงใหม่ รายงาน

เชียงใหม่-“คุณหยก” ที่ปรึษาประธานกรรมาธิการ การศาสนาฯ สภาผู้แทนฯ ถวายสักการะแด่พระสงฆ์สายธรรมยุต ประชุมที่วัดเจดีย์หลวง

(7 ก.ย. 68) “คุณหยก”กชพร เวโรจน์ ที่ปรึษาประธานกรรมาธิการ การศาสนาฯ สภาผู้แทนฯ ถวายสักการะ (กำลังใจ) แด่พระสงฆ์สายธรรมยุต 350 วัด ประชุมที่วัดเจดีย์หลวง พร้อม
ดูแลทุกๆศาสนาเพื่อให้คงอยู่คู่ชาวไทย

เมื่อวันที่ 6 กันยายน 2568 พระสงฆ์สายธรรมยุต จัดประชุมพระสังฆาธิการคณะสงฆ์จังหวัดเชียงใหม่ -ลำพูน-แม่ฮ่องสอน (สายธรรมยุต) ที่อาคารปฏิบัติธรรมสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ(อนุพรมมหาเถร) สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปริณายก วัดเจดีย์หลวง วรวิหาร ตำบลพระสิงห์ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ โดย พระเทพวชิราธิบดี (ฤทธิรงค์ ญาณวโร) ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะภาค 6-7 (ธรรมยุต) เป็นเจ้าอาวาสวัดป่าดาราภิรมย์ อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ปกครองคณะสงฆ์ธรรมยุตในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน และแม่ฮ่องสอน เป็นประธานในการจัดการประชุม โดยมีพระสงฆ์ระดับเจ้าคณะอำเภอ เจ้าคณะตำบล เจ้าอาวาสวัด รองเจ้าอาวาสวัด พระอุปัชฌาย์ จำนวน 350 วัด และ หัวหน้าที่ปรึกษาสำนักสงฆ์ รวมทั้งเจ้าหน้าที่สำนักพุทธ เข้าร่วมประชุม พร้อมกันนี้ที่ประชุมได้เชิญ ศาสตราจารย์พิเศษ ธงทอง จันทรางศุ ที่ปรึกษามหาเถรสมาคม มาบรรยายถวายคำแนะนำเรื่องกฎระเบียบการทำบัญชีรายรับรายจ่ายของวัด

ก่อนการประชุม คุณหยก กชพร เวโรจน์ หัวหน้าพรรคก้าวอิสระ และในฐานะที่ปรึษาประธานกรรมาธิการ การศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร และในฐานะประธานชมรม Change Together byมาดามหยก และ INDY TEAM เข้าถวายพานพุ่มดอกบัว สักการะ แด่พระสงฆ์ โดย มอบปัจจัยค่าน้ำปานะจำนวนหนึ่ง จัดเลี้ยงโรงทาน ขนมหวาน

คุณหยก กชพร เวโรจน์  ที่ปรึกษาประธานกรรมาธิการ การศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า ประชุมพระสังฆาธิการคณะสงฆ์จังหวัดเชียงใหม่ -ลำพูน-แม่ฮ่องสอน (สายธรรมยุต) วันนี้ ได้มาถวายพานพุ่มดอกบัวสักการะ(ถวายกำลังใจ)พระเถระ 350 วัด ซึ่งขอยืนยันปกป้องดูแลทุกศาสนา ดูแลพระเถระที่ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ที่ยังมีจำนวนมาก และยังรวมไปถึงทุก ๆ ศาสนา ทุกนิกายนิกาย มีทั้งทำดี และที่ทำไม่ถูกต้องก็เป็นเรื่องธรรมดา เพราะมนุษย์อยู่ในสังคมจะมีทั้งคนดีและคนไม่ดี วงการศาสนาก็เหมือนกัน พระทำผิด ก็ลงโทษตามบทลงโทษไปตามกระบวนการเอาผิดทางวินัย ตามกระบวนการที่มีอยู่ พร้อมเป็นกำลังใจให้ทุกศาสนาต่อไป -พัฒนชัย/เชียงใหม่ รายงาน

สมุทรปราการ-นายกแดง บางเมือง ผลักดันท้องถิ่นเปิดงานมหกรรมอาหารอร่อยและของดีตำบลบางเมือง ชิม ช้อป ชม ลุ้นโชค สินค้า OTOP 

(6 ก.ย. 68) ที่ผ่านมา นาวาเอก อนุศักดิ์ นาคทิม นายกเทศมนตรีตำบลบางเมือง เป็นประธานกล่าวเปิดงาน มหกรรมอาหารอร่อยและของดีเทศบาลตำบลบางเมือง ชิม ช้อป ชม ลุ้นโชค สินค้า OTOP สินค้าชุมชน ทั้งนี้มีการประกวดร้องเพลงคาราโอเกะ การประกวดส้มตำลีลา การประกวดความสามารถพิเศษเหล่า LGBTQ+ และกิจกรรมลุ้นโชค 

เล่นเกมรับของรางวัลมากมาย ระหว่าง วันที่ 6-7 กันยายน 2568 ณ ห้องประชุมอาคารศูนย์พักรักษาใจ เทศบาลตำบลบางเมือง อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ และชมการแสดงลิเกคณะไนซ์ เฉลิมเกียรติ ภายในกิจกรรมครั้งนี้มีหัวหน้าส่วนราชการ นำโดย นายอิทธิชัย ชูเรณู ปลัดเทศบาลตำบลบางเมือง กล่าวรายงาน

นอกจากนี้ ยังได้รับเกียรติจาก นายอัครวัฒน์ อัศวเหม รองนายก อบจ.สมุทรปราการ กล่าวแสดงความยินดี พร้อมด้วย น.ส.วริศรา มีชัย สมาชิกสภา อบจ.สมุทรปราการ คณะผู้บริหาร ประธานสภา คณะสมาชิกสภาเทศบาล เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง  กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และแขกผู้มีเกียรติ ประชาชน ผู้ประกอบการ กลุ่มอาชีพ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนชาวตำบลบางเมือง และตำบลบางเมืองใหม่ เข้าร่วมกิจกรรมครั้งนี้

ด้าน นาวาเอก อนุศักดิ์ นาคทิม นายกเทศมนตรีตำบลบางเมือง กล่าวว่า สำหรับวัตถุประสงค์ในการจัดโครงการ เพื่อประชาสัมพันธ์อาหารอร่อยในชุมชน รวมถึงผลิตภัณฑ์ชุมชน สินค้าชุมชน กลุ่มวิสาหกิจชุมชนและผลิตภัณฑ์ OTOP ของตำบลบางเมืองให้เป็นที่รู้จัก ทั้งนี้เพื่อสร้างรายได้ไห้กับประชาชมผู้มีรายได้น้อย และผู้ประกอบการรายย่อยให้สามารถประกอบอาชีพและมีรายได้ที่มั่นคง เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับสินค้าชุมชน และผลิตภัณฑ์ OTOP ให้เป็นที่ยอมรับด้านคุณภาพ ด้านการบริการ และผลักดันให้เกิดการพัฒนาคุณภาพสินค้าและบริการที่ดียิ่งขึ้นต่อไป ซึ่งการจัดโครงการในครั้งนี้ เป็นครั้งที่ 2 แล้ว 

มีผู้เข้าร่วมโครงการ ได้แก่กลุ่มผลิตภัณฑ์ OTOP และคณะผู้บริหาร สมาชิกสภาเทศบาลพนักงานเทศบาล ลูกจ้างประจำ พนักงานจ้าง รวมจำนวน 900 คน

คิว-ข่าวสมุทรปราการ รายงาน

‘อโกด้า’ จัดอันดับ ‘เขาใหญ่’ คว้าอันดับ 2 จุดหมายปลายทางชนบทยอดนิยมของทวีปเอเชีย

(7 ก.ย. 68) ‘เขาใหญ่’ ของประเทศไทยคว้าอันดับ 2 ในการเป็นจุดหมายปลายทางชนบทยอดนิยมของเอเชีย จากการจัดอันดับของแพลตฟอร์มท่องเที่ยวชื่อดัง อโกด้า (Agoda) เป็นรองเพียงจากคาเมรอน ไฮแลนด์ ของมาเลเซีย สะท้อนเสน่ห์ธรรมชาติไทยที่ยังคงดึงดูดนักท่องเที่ยวทั่วโลก โดยมีแหล่งอื่น ๆ ที่ติดอันดับ เช่น ปุนจัก (อินโดนีเซีย), ฟูจิคาวากุจิโกะ (ญี่ปุ่น), เขิ่นติง (ไต้หวัน), ซาปา (เวียดนาม), มุนนาร์ (อินเดีย) และพย็องชัง (เกาหลีใต้)

การจัดอันดับครั้งนี้อ้างอิงจากข้อมูลการค้นหาที่พักระหว่างวันที่ 15 กุมภาพันธ์ – 15 สิงหาคม 2568 ครอบคลุมพื้นที่ชนบทที่มีประชากรไม่เกิน 50,000 คนใน 8 ประเทศเอเชีย แสดงให้เห็นแนวโน้มที่นักท่องเที่ยวนิยมสถานที่ธรรมชาติ วิถีเรียบง่าย และบรรยากาศผ่อนคลายท่ามกลางภูเขาและเนินเขามากขึ้น

ด้าน นางสาวศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่า ความสำเร็จของเขาใหญ่เป็นความภาคภูมิใจของประเทศ เนื่องจากพื้นที่มีความอุดมสมบูรณ์ทั้งป่าไม้ น้ำตก สัตว์ป่า รวมถึงกิจกรรมกลางแจ้ง และวัฒนธรรมท้องถิ่นที่โดดเด่น พร้อมยืนยันเดินหน้าส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติและวัฒนธรรม เพื่อสร้างรายได้ กระจายโอกาสสู่ชุมชน และยกระดับไทยสู่เวทีโลกอย่างยั่งยืน

‘มทส.’ สุดเจ๋ง!! สร้างเครื่องระบบตัดสัญญาณควบคุมโดรนระยะไกล ส่งมอบกองทัพภาคที่ 2 ใช้งานจริงในพื้นที่ เสริมภารกิจป้องกันประเทศ

(6 ก.ย. 68) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (มทส.) ได้มีพิธีแถลงข่าวเปิดตัวและทดสอบ “ระบบตัดสัญญาณควบคุมอากาศยานไร้คนขับ (UAV) ระยะไกล” ซึ่งเป็นผลงานนวัตกรรมสิ่งประดิษฐ์ โดย รองศาสตราจารย์ ดร.ชาญชัย ทองโสภา และคณะวิจัย จากสาขาวิชาวิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์ สำนักวิชาวิศวกรรมศาสตร์ ที่พัฒนาขึ้นเพื่อนำไปใช้ป้องกันและรับมือกับโดรนที่ก่อภัยคุกคามด้านความมั่นคงของประเทศ โดยมี พ.อ.สาธิต อุ่นกาย รองผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 21 ผู้แทนผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 21 กองทัพภาคที่ 2 และคณะเข้าร่วมสังเกตการณ์สาธิต

รศ.ดร.ชาญชัย ทองโสภา อาจารย์ประจำสาขาวิชาวิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์ สำนักวิชาวิศวกรรมศาสตร์ และหัวหน้าศูนย์ความเป็นเลิศด้านการประยุกต์ใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า มทส. กล่าวว่า ระบบตัดสัญญาณควบคุมอากาศยานไร้คนขับ (UAV) ระยะไกลนี้ ระบบจะปล่อยสัญญาณรบกวนกำลังสูง ทำให้โดรนที่เข้ามาในพื้นที่สูญเสียการนำทางและสัญญาณควบคุมระยะไกลถูกตัดขาด ส่งผลให้โดรนหยุดนิ่งหรือตกลง สามารถเลือกใช้งานได้ทั้งการป้องกันพื้นที่เฉพาะจุดหรือการเฝ้าระวังพื้นที่ชายแดน ซึ่งมีระยะการรบกวนได้ไกลกว่า 2-10 กิโลเมตร

โดยทางทีมวิจัยได้ทำออกมา 2 แบบ คือ ระบบการตัดสัญญาณควบคุมโดรนแบบรอบตัวรัศมีไม่เกิน 2 กิโลเมตร ส่วนอีกรูปแบบนั้นเป็นแบบบังคับทิศทางซึ่งสามารถเลือกทิศทางที่ต้องการจะตัดสัญญาณโดรนที่บินเข้ามาได้รัศมีไม่ต่ำกว่า 10 กิโลเมตร โดยส่งสัญญาณไปในทิศทางด้านหน้า ซึ่งหลักการของเครื่องตัดสัญญาณก็คือ การส่งสัญญาณเข้าไปรบกวนโดรนทำให้ผู้บังคับโดรนนั้นไม่สามารถควบคุมโดรนที่ส่งออกมาได้

ดร.ชาญชัยกล่าวต่อว่า สำหรับระบบตัดสัญญาณควบคุมอากาศยานไร้คนขับ (UAV) ระยะไกลที่เห็นนั้นจะเป็นการกำจัดโดนแบบ soft kill คือเป็นการมุ่งเน้นไปที่การตัดหรือรบกวนสัญญาณ ซึ่งโดรนที่ใช้ในปัจจุบันจะแบ่งเป็นประมาณ 7 ประเภท โดยโดรนที่สามารถกำจัดด้วยวิธีการ soft kill มีอยู่ 4 ประเภท ประเภทที่ 1 คือ โดรนที่ทำเองหรือโดรนทางการเกษตร ซึ่งถ้าสามารถรบกวนหรือตัดสัญญาณได้แล้วโดรนจะบินวนไร้ทิศทางและก็จะตกเมื่อแบตเตอรี่หมด

ประเภทที่ 2 คือ โดรนที่โดนรบกวนสัญญาณแล้วจะหยุดนิ่งจนกระทั่งแบตเตอรี่หมดแล้วก็ตกลงพื้น ประเภทที่ 3 เป็นประเภทที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ คือถ้าถูกตัดหรือรบกวนสัญญาณแล้วโดรนจะนิ่งรอสัญญาณสักครู่จนกระทั่งไม่มีสัญญาณส่งมาจากผู้บังคับโดรน โดรนก็จะบินกลับไปยังโฮม คือผู้บังคับโดรนนั่นเอง และแบบที่ 4 คือ โดรนที่สลับความถี่หนีเครื่องรบกวนสัญญาณ แต่เครื่องของทาง มทส.ที่ผลิตนั้นสามารถตามไปรบกวนสัญญาณต่อได้ ถ้าสามารถรู้ความถี่ของโดรนบินเข้ามา

"ส่วนโดรนที่จำเป็นต้องใช้วิธีแบบ hard kill ที่เครื่องรบกวนสัญญาณไม่สามารถใช้การได้ คือ โดรนที่บินได้ด้วยระบบสายไฟเบอร์ออปติก, โดรนที่บินด้วยระบบการวาดแผนที่ และโดรนที่บินด้วยระบบ AI รวมทั้งโดรนบินด้วยระบบผสมทั้งหมด โดรนเหล่านี้ต้องใช้วิธีแบบ hard kill คือการยิงทำลาย" ดร.ชาญชัยกล่าว

ทั้งนี้ กองทัพภาคที่ 2 จะนำเครื่องและระบบตัดสัญญาณควบคุมอากาศยานไร้คนขับ (UAV) ระยะไกลดังกล่าวไปทดสอบและประยุกต์ใช้งานจริงในพื้นที่ชายแดน เสริมภารกิจด้านความมั่นคงของประเทศต่อไป

สำนักอนามัยกรุงเทพมหานคร ร่วมกับภาคเอกชนจัดกิจกรรมตระหนักรู้ถึงการป้องกันการฆ่าตัวตาย

(6 ก.ย. 68) คุณโกมล เจียรวนนท์ ประธานที่ปรึกษาประธานคณะผู้บริหาร สำนักประธานคณะผู้บริหาร และเลขาธิการ สมาคมป้องกันการฆ่าตัวตายไทย กรมสุขภาพจิต สมาคมจิตแพทย์ แห่งประเทศไทย กรุงเทพมหานคร สมาคมสะมาริตันส์แห่งประเทศไทย เครือข่ายรณรงค์ป้องกันการฆ่าตัวตาย และนักศึกษาหลักสูตรTENX4 ได้จัดงาน Power to Live เนื่องในวันป้องกันการฆ่าตัวตายโลก 2568 ณ ศูนย์การค้าสามย่านมิตรทาวน์ ทั้งนี้ บริษัท เจียไต๋ จำกัด ขอชวนคนไทยเสริมสร้างพลังใจให้เกิดความสุข ความหวัง รู้ถึงคุณค่าของตนเอง ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน  และตระหนักรู้ถึงการป้องกันการฆ่าตัวตาย ลดStigma สร้าง mindset และ skill ในการรับรู้และป้องกันซึมเศร้า และลดโอกาสการฆ่าตัวตาย 

โดย มี พญ.ภาวิณี รุ่งทนต์กิจ ผู้อำนวยการสำนักอนามัยกรุงเทพมหานคร นายแพทย์จุมภฎ พรมสีดา รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต ผศ.(พิเศษ) นพ.ปราการ ถมยางกูร นายกสมาคมป้องกันการฆ่าตัวตายไทย ร่วมเปิดงาน ภายในงานมีกิจกรรมเสวนาให้ความรู้เกี่ยวกับสถานการณ์การฆ่าตัวตาย  Power to Live  เสวนา "AI ช่วยให้สุขภาพจิตดีขึ้นอย่างไร "เสวนา" เสริมพลังใจจากประสบการณ์ " เสวนาเรื่อง “คุยเติมใจ” เสวนาเรื่อง “First Jobber อยากสื่อสารอะไร” และเสวนา"ความสุขในรั้วมหาวิทยาลัย "รวมถึงการแสดงดนตรีเพื่อผ่อนคลายจากเหล่าศิลปิน อาทิ DOM  และ วง JMNK จากค่าย XOXO Entertainment Work Point  และวง Y2Z จากค่าย A BEAR DAY Entertainment และการแสดงดนตรีเพิ่มพลังชีวิต จากวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล  

พญ.ภาวิณี รุ่งทนต์กิจ กล่าวว่าการจัดกิจกรรมป้องกันการฆ่าตัวตาย มุ่งหวังสร้างความตระหนักรู้ถึงคุณค่า ในการใช้ชีวิตของตนเองให้มากขึ้น โดยแผนการดำเนินงานของกรุงเทพมหานคร ในมิติด้านสุขภาพดี ปี 2568 มุ่งส่งเสริมสุขภาพประชาชนทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิต ขับเคลื่อนนโยบายสุขภาพดี 2 BKK Health Zone เพิ่มประสิทธิภาพการดูแลประชาชนเชิงรุก ครอบคลุมทุกพื้นที่มีการจัดตั้งศูนย์สอบถามปัญหาสุขภาพ (Urban Medicine Service Center : UMSC) โครงการส่งเสริมสุขภาพคนเมืองให้บริการเชิงรุกด้วยเทคโนโลยี ให้ความสำคัญกับการให้บริการด้านสุขภาพ พร้อมย้ำว่าการใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่า เข้มแข็ง อดทน และพยายามส่องหาทางออกที่สร้างสรรค์ มีส่วนช่วยในการป้องกันการฆ่าตัวตาย 

นพ.จุมภฎ พรมสีดา รองอธิบดีกรมสุขภาพจิตให้ข้อมูลว่าจากรายงานจากกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข สถิติในปี 2567 พบผู้เสียชีวิตจากการฆ่าตัวตายจำนวน 5,126 ราย  คิดเป็น 7.89 รายต่อแสนประชากร โดยกลุ่มผู้ที่เสียชีวิตมากที่สุดอยู่ในช่วงอายุ  20-59 ปี จำนวน 3,635 ราย รองลงมาอายุ 60 ปีขึ้นไป จำนวน  1,345 ราย อายุ 15 -19ปี จำนวน 122 ราย และ อายุ 5 -14 ปี จำนวน 24 ราย อัตราพยายามฆ่าตัวตายอยู่ที่ 49.42 ต่อแสนประชากร ในทุกๆ 1 ชั่วโมง มีผู้พยายามฆ่าตัวตาย 4 คน โดยกลุ่มวัยเรียน/วัยรุ่น ช่วงอายุ 15-19 ปี เป็นกลุ่ม ที่มีอัตราการพยายามฆ่าตัวตายสูงกว่ากลุ่มอื่นๆอยู่ที่ 136.4 ต่อแสนประชากร กรมสุขภาพจิตมีนโยบายและหน่วยงานในการป้องกันการฆ่าตัวตายทั่วประเทศ ทีมปฏิบัติการพิเศษป้องกันการฆ่าตัวตายหรือ Hope Task Force ที่เป็น ความร่วมมือของภาคสาธารณสุข ทีมตำรวจ และ Social Influencer รวมถึงสื่อมวลชน มีสายด่วนสุขภาพจิต 1323 ซึ่งให้คำปรึกษาตลอด 24 ชั่วโมง

ขณะเดียวกันดร.พญ.สุธี สฤษฎิ์ศิริ ผู้อำนวยการกองสร้างเสริมสุขภาพ กรุงเทพมหานคร ให้ข้อมูลว่าจากการศึกษาของกรุงเทพมหานคร พบว่ากลุ่มคนที่มีความเครียดมากในกรุงเทพฯ อยู่ในวัย 18-25 ปี เป็นกลุ่มนิสิตนักศึกษาและกลุ่มวัยเริ่มทำงาน ซึ่งทางกรุงเทพมหานครมีหน่วยงานที่คอยช่วยเหลือชาวกรุงเทพฯทุกเพศทุกวัย

ด้านผศ.(พิเศษ) นพ.ปราการ กล่าวว่าทางสมาคมซึ่งเป็นสมาชิกของ International Association for Suicide Prevention ได้จัดงานวันป้องกันการฆ่าตัวตายโลกในช่วงเวลาเดียวกับประเทศต่างๆ ทั่วโลกกว่า 60 ประเทศ การฆ่าตัวตายและการพยายามฆ่าตัวตาย มีสาเหตุมาจากหลายปัจจัย ทั้งปัจจัยทางด้านชีวภาพสารสื่อสมองที่ผิดปกติ จิตวิทยา สังคม ความสัมพันธ์ และเศรษฐกิจ  นอกจากนี้ผลกระทบจากการฆ่าตัวตายจะเกิดเป็นลูกโซ่มีผลกระทบต่อ 6 คนรอบข้าง คนในครอบครัวของผู้ที่เสียชีวิตจากการฆ่าตัวตายหรือแม้แต่เพื่อนสนิท เกิดความรู้สึกผิดในจิตใจโทษตัวเอง เกิดภาวะซึมเศร้า ไม่สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ เกิดstigma หรือฆ่าตัวตายตาม ดังนั้นในการช่วยเหลือ ไม่ใช่เฉพาะคนที่กำลังเผชิญวิกฤตจิตใจและพยายามฆ่าตัวตาย แต่ต้องช่วยเหลือทั้งครอบครัวและคนใกล้ชิดของผู้ฆ่าตัวตาย ปัจจุบันมีการทำกลุ่มจิตบำบัดPRAKARN Modelสำหรับผู้มีคนใกล้ชิดเสีขชีวิตด้วยการฆ่าตัวตาย ซึ่งสามารถช่วยให้คนเหล่านั้นลดstigma กลับมาใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ ทางสมาคมป้องกันการฆ่าตัวตายไทย มีความมุ่งมั่นในการช่วยเหลือป้องกันการฆ่าตัวตายโดยจับมือร่วมกับภาครัฐและภาคเอกชนตลอดจนเเครือข่ายรณรงค์ป้องกันการฆ่าตัวตาย 

รศ.ดร.พญ.โสฬพัทธ์ เหมรัญช์โรจน์ ภาควิชาจิตเวชศาสตร์คณะแพทยศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่าสถานการณ์ปัจจุบันจำนวนผู้ที่มีปัญหาสุขภาพใจเพิ่มมากขึ้น จากปัญหาทั้งความสัมพันธ์และเศรษฐกิจ ประกอบกับสัดส่วนของจิตแพทย์ไม่เพียงพอมีเพียง 1.2 คนต่อประชากรหนึ่งแสนคน ประกอบกับอัตราการรอคอยเพื่อได้พบจิตแพทย์ ต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 3 เดือน จึงเกิดแนวคิดใช้ AI เข้ามาคัดกรองผู้ป่วย โดย AIMET ศูนย์ความเป็นเลิศด้านนวัตกรรมดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ เพื่อการแพทย์ด้านจิตเวช (Center of Excellence in Digital and AI for Mental Health) สังกัด คณะวิศวกรรมศาสตร์ ร่วมกับคณะแพทยศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คิดค้นและเกิดนวัตกรรม DMIND แอปพลิเคชันคัดกรองภาวะซึมเศร้าด้วย AI “เพื่อนที่พร้อมรับฟังทุกความรู้สึกของคุณใช้ประเมินผลผ่านการตรวจจับข้อความของผู้ใช้งานที่สามารถเล่าเรื่องราวได้อย่างอิสระตลอด 24 ชั่วโมง ให้ความแม่นยำ 85% และสามารถใช้งานได้ฟรี ไม่เสียค่าใช้จ่าย ซึ่งปัจจุบันนวัตกรรมนี้มีการใช้ได้จริง กว่า 500,000 ครั้งแล้วผ่านแอปพลิเคชันหมอพร้อม และปัจจุบัน ระบบ DMIND ถูกนำไปใช้งานใน 1323 สายด่วนกรมสุขภาพจิตด้วย “นวัตกรรมนี้ถูกออกแบบโดยจิตแพทย์ ดังนั้นคำถามจึงเสมือนจิตแพทย์ถามและจับสังเกตในข้อความสำคัญ

ที่กระทบกับความรู้สึก เช่น วันนี้ที่เศร้ารู้สึกอย่างไร อะไรที่เป็นสาเหตุให้ไม่สามารถทำงานได้ รวมถึงสามารถเก็บสีหน้าของผู้สอบถามได้ด้วย  พบว่าบางคนร้องไห้กับไอแพดก็มี ในกรณีที่มีแนวโน้มอันตรายหรือเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตายจะมีการส่งข้อมูลที่เชื่อมโยงกับหมอพร้อมเพื่อให้มีเจ้าหน้าที่เข้าไปติดตามผู้ป่วยได้ทันที ”รศ.ดร.พญ.โสฬพัทธ์ กล่าว

การจัดงานครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนและการร่วมมืออย่างดียิ่งจากทุกภาคส่วนด้วยกัน โดยสมาคมป้องกัน การฆ่าตัวตายไทยร่วมกับกรมสุขภาพจิต สมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย สมาคมสะมาริตันส์แห่งประเทศไทยและเครือข่ายรณรงค์ป้องกันการฆ่าตัวตาย โดยการสนับสนุนของกรุงเทพมหานคร นักศึกษาหลักสูตรเท็นเอ็กซ์ ฝ่ายส่งเสริมสุขภาวะนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยโดย ได้รับการสนับสนุนพื้นที่จัดงานจากบริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ผู้สนับสนุนด้านงบประมาณจากบริษัท เจียไต๋ จำกัด ธนาคารอาคารสงเคราะห์ บริษัทเมืองไทยประกันชีวิตจำกัด(มหาชน) บริษัท จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน อินโนเวทีฟ เมดิซีน และสมาคมนักศึกษาสถาบันวิทยาการตลาดทุน โดยมีผู้สนับสนุนสิ่งของและกิจกรรมจากหลายบริษัทด้วยกัน

ไทย–ลาว เข้มสกัดยาเสพติด ส่งรายชื่อ 29 ผู้ต้องหา กลับขึ้นบัญชีดำ

เมื่อวันที่ (6 ก.ย. 68) พล.ต.ท.ภาณุรัตน์ หลักบุญ เลขาธิการ ป.ป.ส. นำคณะผู้แทนไทยประกอบด้วย นายอภิกิต ฉ.โรจน์ประเสริฐ รองเลขาธิการ ป.ป.ส., นายคณิศร ภาพีรนนท์ ผอ.ปปส.ภาค 4 และอัครราชทูตที่ปรึกษาด้านควบคุมยาเสพติด เดินทางเยือน สปป.ลาว กระชับความร่วมมือปราบปรามและแก้ไขปัญหายาเสพติดระหว่างสองประเทศ

โดยมี พลจัตวา สาลี พุดทะวง รองหัวหน้ากรมใหญ่ตำรวจ พันเอก จันทอน เฮืองคำไซ เลขาธิการสำนักงานตรวจตราและควบคุมยาเสพติด และพันเอก แพง ไซยะวง หัวหน้ากรมตำรวจสกัดกั้นและต้านยาเสพติด ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น

ในการนี้ เลขาธิการ ป.ป.ส. ได้ส่งมอบบัญชีรายชื่อผู้ต้องหาคนไทยคดียาเสพติดรายสำคัญที่คาดว่าหลบหนีอยู่ใน สปป.ลาว จำนวน 29 ราย ให้แก่ทางการลาวเพื่อช่วยติดตามนำตัวกลับมาดำเนินคดี ซึ่งที่ผ่านมา ทางการลาวได้จับกุมและผลักดันคนไทยที่มีหมายจับคดียาเสพติดแล้ว 13 ราย

ความร่วมมือดังกล่าวสะท้อนสถานการณ์ปัจจุบันที่เครือข่ายยาเสพติดยังคงใช้ประเทศเพื่อนบ้านเป็นฐานในการลำเลียงยาเสพติดเข้าสู่ไทย

ทั้งนี้ เลขาธิการ ป.ป.ส. ได้กล่าวขอบคุณทุกภาคส่วนของ สปป.ลาว ที่ร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดในการปราบปรามยาเสพติด ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อประชาชนและประเทศชาติของทั้งสองประเทศ

‘เยาวชนไทย’ โชว์ศักยภาพ!! คว้า 5 ทอง รวม 22 รางวัล ติด TOP 3 อาเซียน ในเวที WorldSkills ASEAN Manila 2025

(6 ก.ย. 68) นายเดชา พฤกษ์พัฒนรักษ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เปิดเผยว่า การแข่งขันฝีมือแรงงานอาเซียน ครั้งที่ 14 เพิ่งผ่านพ้นไป เยาวชนไทยทำผลงานได้ดี คว้ามาได้ 5 เหรียญทอง 4 เหรียญเงิน 3 เหรียญทองแดง และ 10 เหรียญฝีมือยอดเยี่ยม ซึ่งกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ได้จัดพิธีมอบรางวัลเมื่อวันที่ 1 ก.ย. 68 ที่ผ่านมา โดยได้รับเกียรติจากนายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นประธานมอบรางวัล และเมื่อวันที่ 4 ก.ย. 68 ทาง WorldSkills ASEAN Manila 2025 ได้ประกาศผลคะแนนรวมประเทศ (CIS) อย่างเป็นทางการ ซึ่งประเทศไทยสร้างผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม คว้าอันดับ 3 ของภูมิภาคอาเซียน ด้วยคะแนนรวม 706.97 รองจากมาเลเซีย (714.62 คะแนน) และอินโดนีเซีย (711.03 คะแนน) การแข่งขันในครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อยกระดับทักษะฝีมือแรงงานของเยาวชนอาเซียนให้ก้าวทันความต้องการของตลาดแรงงานในยุคใหม่ ซึ่งประเทศไทยแสดงให้เห็นว่า "เยาวชนไทยมีทักษะ และศักยภาพในทุก ๆ ด้าน“ ทำให้ผลงานออกมาได้อย่างดีเยี่ยม

นายเดชา กล่าวต่อไปว่า การคว้าอันดับ 3 ในครั้งนี้ ถือเป็นความภาคภูมิใจของประเทศไทย เนื่องจากการแข่งขันมีความเข้มข้นสูง และเยาวชนไทยมีมาตรฐานทักษะฝีมือในระดับอาเซียนเพิ่มมากขึ้น ความสำเร็จในครั้งนี้สะท้อนถึงศักยภาพแรงงานไทยที่พร้อมพัฒนาและแข่งขันในระดับนานาชาติ โดยผลคะแนนรวมประเทศ (CIS) อย่างเป็นทางการ ประกอบด้วย 1) มาเลเซีย – 714.62 คะแนน (13 ทอง) 2) อินโดนีเซีย – 711.03 คะแนน (9 ทอง) 3) ไทย – 706.97 คะแนน (5 ทอง) 4) สิงคโปร์ – 706.83 คะแนน (6 ทอง) 5) ฟิลิปปินส์ – 689.96 คะแนน (7 ทอง) 6) ลาว – 668.40 คะแนน 7) กัมพูชา – 646.81 8) เมียนมา – 646 คะแนน 9) ติมอร์เลสเต – 628 คะแนน 10) บรูไน – 616 คะแนน

“นับเป็นความภาคภูมิใจของประเทศไทยที่เยาวชนไทยสามารถสร้างชื่อเสียงในเวทีอาเซียน และเป็นแรงผลักดันสำคัญในการพัฒนาทักษะแรงงานของประเทศต่อไป” นายเดชากล่าวทิ้งท้าย

จเรตำรวจแห่งชาติสั่งเดินหน้าเต็มกำลัง Warroom IAC และ ศปอส.ตร. ปราบคอลเซ็นเตอร์ เข้มกวาดล้างซิมผี-บัญชีม้า ทุกพื้นที่ ล่าสุดตำรวจเชียงใหม่รวบทันควันทั้งบัญชีม้า-ผู้ว่าจ้าง 

(6 ก.ย. 68) พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้บัญชาการ ศูนย์บริหารเหตุการณ์แก๊งคอลเซ็นเตอร์และค้ามนุษย์นานาชาติ (ผบ.ศกค.) หรือ International Anti-Scam and Human Trafficking Syndicate Command Center (Warroom IAC) และผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปอส.ตร.) เปิดเผยว่า การดำเนินการของ Warroom IAC เป็นการผนึกกำลังความร่วมมือระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติกับหลายภาคส่วนทั้งในและต่างประเทศ โดยมีเป้าหมายในการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ให้เห็นผลเป็นรูปธรรมในภาพรวมของนานาประเทศ ซึ่ง ศปอส.ตร. เป็นอีกหนึ่งศูนย์ที่ปฏิบัติการเสริม Warroom IAC ในการกวาดล้างอาชญากรรมข้ามชาติเหล่านี้ จึงได้สั่งการในที่ประชุม ศปอส.ตร. เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2568 ให้เร่งรัดการปฏิบัติและการเพิ่มประสิทธิภาพในการปราบปรามซิมผี บัญชีม้า เพื่อตัดวงจรแก๊งคอลเซ็นเตอร์อย่างเป็นระบบมากขึ้นในทุกพื้นที่ โดยให้เพิ่มความเข้มข้นในการปฏิบัติด้วย 

ที่ผ่านมา ศปอส.ของพื้นที่ต่างๆ ได้เปิดปฏิบัติการจับกุมซิมผี บัญชีม้า อย่างต่อเนื่อง ล่าสุด พื้นที่ตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่ (ภ.จว.เชียงใหม่) โดย ศปอส.ภ.จว.เชียงใหม่ ได้รับแจ้งข้อมูลจาก ศปอส.ตร. ว่ามีกลุ่มบุคคลตระเวนพาบัญชีม้าถอนเงินสดจากธนาคารสาขา และตู้เอทีเอ็ม ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ จำนวนหลายครั้ง จึงทำการสืบสวน จนกระทั่งวันที่ 5 กันยายน 2568 เวลาประมาณ 12.00 น. สืบสวนทราบว่ากลุ่มบุคคลดังกล่าวเดินทางมาถอนเงินจากสาขา และตู้เอทีเอ็ม ที่ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งในจังหวัดลำพูน จึงได้เดินทางไปตรวจสอบ ติดตาม และเฝ้าสังเกตพฤติกรรมกลุ่มบุคคลดังกล่าว จนพบว่ามีบุคคลต้องสงสัยพาบุคคลอื่นมาถอนเงินออกจากบัญชีจำนวนมากและหลายครั้ง มีการยืนเฝ้ารอจนกว่าบุคคลเจ้าของบัญชีจะถอนเงินเสร็จ และรับมอบเงินสดทันที เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้แสดงตัวเพื่อตรวจสอบ 

จากการตรวจสอบพบว่ามีการถอนเงินสดออกจากบัญชีธนาคารที่รับเงินจากการหลอกลวงผู้เสียหายผ่านระบบคอมพิวเตอร์จริง และได้มีผู้เสียหายแจ้งความร้องทุกข์ไว้แล้ว จึงได้ร่วมกันจับกุมตัวผู้ต้องหา 2 คน ได้แก่ น.ส.ณัฐนิชฯ อายุ 40 ปี เป็นผู้ว่าจ้าง ควบคุมสั่งการ และ น.ส.สายธารฯ อายุ 19 ปี เป็นผู้ถอนเงินสด พร้อมด้วยของกลาง เงินสดจำนวน 90,000 บาท, โทรศัพท์มือถือ และสมุดบัญชีธนาคาร ดำเนินคดีในความผิดฐาน “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่น, ร่วมกันโดยทุจริตหรือโดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอม ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน, ร่วมกันพยายามฟอกเงิน และร่วมกันเป็นอั้งยี่” นำส่งพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรนิคมอุตสาหกรรม จังหวัดลำพูน ดำเนินคดีตามกฎหมาย ผู้ต้องหาทั้งสองให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา และรับว่าเงินสดจำนวน 90,000 บาท ของกลางในคดีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจยึดไว้ ไม่ใช่เงินสดของตน และไม่มีการโต้แย้งกรรมสิทธิ์ใดๆ หากมีการนำเงินสดดังกล่าวคืนกลับแก่ผู้เสียหาย ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจจะนำเงินจำนวนดังกล่าวคืนผู้เสียหายต่อไป

พล.ต.อ.ธัชชัยฯ กล่าวว่า จากนี้ Warroom IAC จะเดินหน้าเต็มกำลังในการขับเคลื่อนการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ โดยเฉพาะฐานใหญ่ของโลกในประเทศเพื่อนบ้านของไทย โดยได้รับความร่วมมือจากนานาประเทศ และหน่วยงานต่างๆ ของไทย ทำให้สามารถร่วมกำหนดทิศทางการดำเนินการได้ชัดเจนขึ้น และนอกจาก Warroom IAC จะเดินหน้าการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในทุกมิติแล้ว ยังให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการตรวจสอบเส้นทางการเงิน และอายัดบัญชีอย่างรวดเร็วมากขึ้น เพื่อให้สามารถนำเงินที่ถูกแก๊งมิจฉาชีพหลอกลวงให้โอนเงิน นำกลับคืนผู้เสียหายให้ได้มากที่สุด ตามปฏิบัติการ Money Cash Back 

‘ผบ.ทหารสูงสุด’ หารือ!! ‘ดร.เอ้ สุชัชวีร์’ ออกแบบบังเกอร์!! ปกป้องประเทศ

(6 ก.ย. 68) พลเอก ทรงวิทย์ หนุนภักดี ผบ.ทหารสูงสุด หารือ 'ดร.เอ้' สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ ในฐานะวิศวกร ในการทำโครงการออกแบบบังเกอร์ การใช้วัสดุ ที่แข็งแรงทนทาน ปกป้องชีวิตทหาร โดย ดร.เอ้ พร้อมสนับสนุน อีกทั้ง ตรงกับแนวทางของ 'พรรคไทยก้าวใหม่' ที่สนับสนุนฝ่ายความมั่นคง ในการปกป้องประเทศ

ทั้งนี้ แม้ พลเอก ทรงวิทย์ จะเกษียณ30 กย.นี้ และตั้งใจจะไป บวช สัก1-2 เดือน แล้วจะกลับมาช่วยสนับสนุน กองทัพ ในด้านต่างๆ ต่อไป
ดร.เอ้ มา ร่วมงาน 'สดุดีวีรชนทหารกล้า – ประชาชนผู้บริสุทธิ์' ที่ กองบัญชาการกองทัพไทย

ทีมนักกีฬาสำนักงานตำรวจแห่งชาติของไทย คว้าชัยการจัดแข่งขันกีฬารักบี้ฟุตบอลประเพณีระหว่างตำรวจไทย – มาเลเซีย ชิงถ้วยรุจิรวงศ์ ครั้งที่ 36 

เมื่อวานนี้ (5 ก.ย. 68) พล.ต.อ.กรไชย คล้ายคลึง รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะประธานคณะทำงานการจัดการแข่งขันกีฬารักบี้ฟุตบอลประเพณีระหว่างตำรวจไทยและตำรวจมาเลเซีย เปิดเผยว่า ในปีนี้สำนักงานตำรวจแห่งชาติของไทยเป็นเจ้าภาพการแข่งขันกีฬารักบี้ฟุตบอลประเพณีระหว่างตำรวจไทยและตำรวจมาเลเซีย ชิงถ้วยรุจิรวงศ์ ครั้งที่ 36 ประจำปี 2568 ระหว่างวันที่ 3 - 6 กันยายน 2568 โดยมีการแข่งขันจริงเมื่อวันที่ 4 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา ณ สนามกีฬารักบี้ฟุตบอล โรงเรียนปริ้นส์รอยแยลส์วิทยาลัย อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีผู้บังคับบัญชาระดับสูงของตำรวจมาเลเซีย, พล.ต.อ.อัคราเดช พิมลศรี ที่ปรึกษาพิเศษสำนักงานตำรวจแห่งชาติ, พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5, พล.ต.ต.เทอดศักดิ์ รุจิรวงศ์ ที่ปรึกษาคณะทำงานฯ ร่วมชมและเชียร์นักกีฬาในสนาม

สำหรับผลการแข่งขันปรากฏว่าทีมนักกีฬารักบี้ฟุตบอลของสำนักงานตำรวจแห่งชาติของไทย ชนะในการแข่งขันทั้งสองประเภท ได้แก่ ประเภทอายุไม่เกิน 45 ปี ด้วยสกอร์ 22 ต่อ 5 และประเภทอาวุโส อายุเกิน 45 ปีขึ้นไป ด้วยสกอร์ 15 ต่อ 14 คว้าถ้วยรุจิรวงศ์มาครองได้สำเร็จ จากนั้นในวันที่ 5 กันยายน 2568 ได้มีการจัดงานเลี้ยงเพื่อมอบรางวัลให้กับนักกีฬาทั้ง 2 ประเทศ ที่โรงแรมแชงกรี-ลา เชียงใหม่ โดย พล.ต.อ.กรไชยฯ เป็นประธานมอบถ้วยรางวัลให้กับนักกีฬาที่ชนะการแข่งขันทั้ง 2 ประเภท 

ทั้งนี้ การแข่งขันกีฬารักบี้ฟุตบอลประเพณีดังกล่าว ช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างตำรวจไทยและตำรวจมาเลเซีย ในการบูรณาการทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนเพิ่มศักยภาพการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติที่จะมาคุกคามประชาชนระหว่างสองประเทศ และสำหรับการแข่งขันรักบี้ฟุตบอลประเพณีตำรวจไทย – มาเลเซีย ครั้งที่ 37 สำนักงานตำรวจแห่งชาติของประเทศมาเลเซียจะรับเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันต่อไป

กองบัญชาการกองทัพไทย จัดพิธี “สดุดีวีรชนทหารกล้า 15 นาย อาลัยประชาชนผู้บริสุทธิ์”

(5 ก.ย. 68) เวลา 08.29 น.ที่ลานพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช กองบัญชาการกองทัพไทย ได้จัดพิธี “สดุดีวีรชนทหารกล้า–ประชาชนผู้บริสุทธิ์” เพื่อเชิดชูเกียรติ และตอบแทนความเสียสละสดุดีวีรชนเหล่าทหารกล้าทั้ง 15 นาย และประชาชนผู้บริสุทธิ์ที่เสียชีวิต พลีชีพเพื่อปกป้องอธิปไตย จากเหตุปะทะกันที่ชายแดนไทยเขมร โดยมี พลเอก ทรงวิทย์ หนุนภักดี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นประธานในพิธี มีบุคคลสำคัญ “นักรบแห่งสมรภูมิ” ร่วมสดุดี อาทิ พลตรี ประจักษ์ วิสุตกุล, อาสาสมัครทหารพราน บัณฑิต คำศรีเมือง และพลเอก พิเชษฐ์ วิสัยจร พร้อมผู้แทนส่วนราชการ ภาคเอกชน และประชาชนกว่า 4,440 คน ร่วมอาลัยในบรรยากาศแห่งความสำนึกในคุณงามความดี

และในเวลา 09.15 น.พิธีบำเพ็ญกุศล เพื่ออุทิศส่วนกุศลแด่วีรบุรุษทหารกล้า และประชาชนผู้บริสุทธิ์ ที่ห้องนเรศวร กองบัญชาการกองทัพไทย

สมุทรปราการ-เที่ยวงานนมัสการ 'องค์พระสมุทรเจดีย์' ยกขบวนอาหารเจ้าดัง Tiktok โดยผู้จัดมือทอง ธนาภรณ์ โปรโมชัน 

สำหรับการจัดงานนมัสการองค์พระสมุทรเจดีย์ พระเพณีชาวสมุทรปราการ ประจำปี 2568 โดยการบริหารงานของ ทีมงาน ธนาภรณ์ โปรโมชั่น หรือซ้อแป๋ว ปากน้ำ ฉายาเจ้าแม่งานมหกรรม ซึ่งซ้อแป๋วนั้นเป็นคนสมุทรปราการโดยกำเนิด มีความตั้งใจที่จะทำงานรับใช้พี่น้องคนสมุทรปราการ 

โดย ซ้อแป๋ว เปิดใจว่า งานนมัสการองค์พระสมุทรเจดีย์ ปี 2568 นี้ ทีมงานธนาภรณ์ โปรโมชั่น ยกขบวนอาหารของกิน ของอร่อย เจ้าดังTiktok มากมาย สะอาด ปลอดภัย รวมถึงมีการแสดงจำหน่ายสินค้ามากมาย แสง สี เสียง ทั้งนี้ยังเป็นการสนับสนุนเชื่อมการท่องเที่ยวของจังหวัดสมุทรปราการ ให้คนไทยและคนต่างชาติได้มาเที่ยวชมประเพณีของคนสมุทรปราการ คืองานนมัสการองค์พระสมุทรเจดีย์ และเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์อีกแห่งหนึ่งของสมุทรปราการที่หลายๆ คนต้องมาเที่ยวชมและมากราบขอพรเพื่อความเป็นสิริมงคล

ซึ่งประวัติงานนมัสการองค์พระสมุทรเจดีย์ องค์พระสมุทรเจดีย์ หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า "พระเจดีย์กลางน้ำ" อยู่คู่จังหวัดสมุทรปราการมานานกว่า 200 ปี ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ฝั่งตำบลปากคลองบางปลากด อำเภอพระสมุทรเจดีย์ จังหวัดสมุทรปราการ เป็นปูชนียสถานศักดิ์สิทธิ์ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อชาวเมืองปากน้ำ และเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของจังหวัดสมุทรปราการ

เจดีย์องค์นี้เริ่มก่อสร้างในสมัย พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ 2) เมื่อประมาณปี พ.ศ. 2365 และแล้วเสร็จในรัชกาลที่ 3 โดยมีวัตถุประสงค์ให้เป็น “พระสถูปบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ” เพื่อให้ชาวบ้านและทหารเรือได้กราบไหว้บูชา เนื่องจากบริเวณนั้นเคยเป็นป้อมปราการสำคัญในการป้องกันการรุกรานทางทะเล

ในอดีต พื้นที่รอบองค์เจดีย์เป็นเกาะเล็ก ๆ กลางน้ำ การเดินทางไปสักการะต้องใช้เรือเท่านั้น ภายหลังได้มีการถมดินเชื่อมต่อกับฝั่ง ปัจจุบันจึงสามารถเดินทางโดยรถยนต์ได้สะดวก งานนมัสการองค์พระสมุทรเจดีย์ เป็นหนึ่งในเทศกาลท้องถิ่นที่มีความสำคัญที่สุดของจังหวัดสมุทรปราการ จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี 

โดยมีความโดดเด่นทั้งในด้านประเพณี ความเชื่อ ความศรัทธา และกิจกรรมทางวัฒนธรรมที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจำนวนมากให้เดินทางมาร่วมงานจากทั่วประเทศ ประเพณีนมัสการองค์พระสมุทรเจดีย์จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี ในช่วงเดือน 11 ตามปฏิทินจันทรคติ (ประมาณเดือนตุลาคม–พฤศจิกายนของทุกปี) ภายในงานมีทั้งพิธีทางศาสนา ขบวนแห่ผ้าห่มองค์พระ และกิจกรรมบันเทิง อาหารเจ้าดังมากมาย เเสง สี เสียง ซึ่งในปีนี้มีกำหนดการจัดงานนมัสการองค์พระสมุทรเจดีย์และงานกาชาดจังหวัดสมุทรปราการ ประจำปี 2568 ระหว่างวันที่ 12 – 23 ตุลาคม 2568 นี้

นอกจากนี้ ยังมีขบวนแห่ผ้าห่มองค์พระสมุทรเจดีย์ ทั้งทางบกและทางน้ำ ซึ่งถือเป็นไฮไลต์ของงาน การเวียนเทียนและทำบุญตักบาตร รอบองค์พระเพื่อเสริมสิริมงคล ตลาดนัดย้อนยุคและร้านอาหารท้องถิ่น ให้นักท่องเที่ยวได้เลือกชิมของดีเมืองปากน้ำ กิจกรรมเวที วงดนตรี การแสดงพื้นบ้าน และมหรสพสมโภช การเดินทาง ที่อยู่สถานที่ : หมู่ 3 ถนนสุขสวัสดิ์ ตำบลปากคลองบางปลากด อำเภอพระสมุทรเจดีย์ จังหวัดสมุทรปราการ

กองทัพกัมพูชา ไร้แสนยานุภาพทางอากาศ แม้พยายามเข็นเครื่องบินรบหมดสภาพหวังต่อกรไทย

ย้ำอีกครั้งว่า บทความนี้ ไม่ได้ความมุ่งหมายหรือประสงค์ในการเหยียดเชื้อชาติแต่อย่างใด เพียงต้องบอกเล่าอธิบายถึงความน่าเวทนา สงสาร ในความไม่รู้เรื่องรู้ราวของประชาชนคนเขมร พลเมืองประเทศเพื่อนบ้านผู้ไม่เคยรู้สำนึกในบุญคุณของราชอาณาจักรไทยซึ่งเคยโอบอุ้มดูแลชาวเขมรหลายแสนคนในช่วงเวลาที่มืดมนที่สุดในประวัติศาสตร์ของเขมรเองเลยแม้แต่น้อย

ผลจากสงครามชายแดนไทย-เขมร ซึ่งไทยได้ใช้เครื่องบินรบแบบ F-16 และ Jas39 C Gripen โจมตีที่มั่นทางทหารของเขมรหลายระลอก สร้างความเสียหายให้กองทัพเขมรมากมาย ทำให้เขมรออกมาโวยวายเมื่อกองทัพอากาศไทยได้ทำสัญญาจัดซื้อเครื่องบินขับไล่แบบ JAS 39 E/F Gripen ระยะที่ 1 จำนวน 4 ลำแรก รัฐบาลเขมรได้ส่งหนังสือทางการถึงสวีเดน แสดงความกังวลและเรียกร้องให้ทบทวนการขายเครื่องบินขับไล่ Gripen ให้แก่ไทย โดยอ้างว่ามีความเสี่ยงที่ไทยจะนำไปใช้โจมตีเขมร อันเป็นการคุกคามอธิปไตยของเขมร ซึ่งรัฐบาลสวีเดนได้ตอบกลับว่า ประเทศไทยมีสิทธิ์ใช้เครื่องบินขับไล่แบบ JAS 39 E/F Gripen ในการปกป้องอธิปไตยตามกฎหมายระหว่างประเทศ

ทำไมรัฐบาลเขมรต้องเดือดร้อนโวยวาย ทั้งนี้เป็นเพราะกองทัพอากาศเขมรไม่ขีดความสามารถในการรบทางอากาศ ด้วยปัจจุบันกองทัพอากาศเขมรไม่มีเครื่องบินรบเลยแม้แต่ลำเดียว กองทัพอากาศเขมรก่อตั้งในปี 1954 และในระยะแรกเริ่มต้นด้วยฝูงบินขนาดเล็ก เรียกกันอย่างไม่เป็นทางการว่า "Royal Flying Club" เนื่องจากมีฝูงบินที่เครื่องบินหลากหลายและไม่เป็นระบบ โดยได้รับการสนับสนุนจากฝรั่งเศส อดีตเจ้าอาณานิคม ภายหลังการรัฐประหารในปี 1970 ยุคสาธารณรัฐเขมร (1970-1975) ภายหลังการรัฐประหารนำโดย นายพลลอน นอล หน่วยงานทางทหารรวมถึงกองทัพอากาศได้เปลี่ยนชื่อเป็นกองกำลังติดอาวุธแห่งชาติเขมร (FANK) กองทัพอากาศได้รับการตั้งชื่อใหม่ว่า กองทัพอากาศแห่งชาติเขมร (KAF) ได้รับการสนับสนุนอย่างมากมายจากสหรัฐอเมริกา ภายใต้สาธารณรัฐเขมร กองทัพอากาศเขมรได้ปฏิบัติการด้วยเครื่องบินโจมตีแบบ T-28 เครื่องบินลำเลียงแบบ C-47 และเครื่องบินธุรการ/ตรวจการณ์แบบ AU-24 Stallion และต้องเผชิญข้อจำกัดด้านการบำรุงรักษาและบุคลากรอยู่เสมอ จึงต้องพึ่งพาการโจมตีทางอากาศเชิงยุทธวิธีของกองทัพสหรัฐฯ ที่ให้การสนับสนุนอย่างสำคัญแก่กองกำลังรัฐบาลเขมรในขณะนั้น หลังจากที่การสนับสนุนของสหรัฐฯ ลดลงอย่างมาก ในเดือนตุลาคม 1975 กองทัพอากาศแห่งชาติเขมรก็ต้องเผชิญกับความท้าทายในการปฏิบัติการเนื่องจากมีการส่งอาวุธที่มีจำกัด

ในปี 1975 เมื่อเขมรแดงเข้ามามีอำนาจ และกองทัพอากาศเขมรกลายมาเป็นกองทัพอากาศเขมรประชาธิปไตย และภายหลังการรุกรานของเวียดนามในปี 1979 กองทัพอากาศสาธารณรัฐประชาชนเขมร (PRKAF) ได้ถูกก่อตั้งขึ้น ในช่วงเวลานี้ เขมรได้รับอาวุธยุทโธปกรณ์จากสหภาพโซเวียต โดยมีเครื่องบินรบแบบ MiG-21 ซึ่งได้รับความช่วยเหลือจากเวียดนาม และเครื่องบินรบแบบอื่น ๆ อาทิ L-39C Albatross, J-6C, MiG-17F, J-5, MiG-15UTI และ CM.170R Magister (ปัจจุบันเครื่องบินรบทั้งหมดของเขมรไม่สามารถใช้งานได้แล้ว) หลังจากการเลือกตั้งภายใต้องค์การสหประชาชาติในปี 1993 กองทัพอากาศเขมร (RCAF) ได้รับการจัดตั้งขึ้นใหม่ในปี 1993 โดยมีตราสัญลักษณ์ใหม่เป็นรูปปราสาทนครวัด ในช่วงทศวรรษ 1990 กองทัพอากาศเขมรได้รับการสนับสนุนและการฝึกอบรมจากอิสราเอลสำหรับเครื่องบินรบแบบ MiG-21 และเฮลิคอปเตอร์แบบ Mi-26 จากยูเครนก็ถูกเพิ่มเข้ามาในฝูงบินด้วย

ปัจจุบัน กองทัพอากาศกัมพูชาเป็นกองกำลังที่เล็กที่สุดของกองทัพเขมรมีกำลังพลราว 2,500 นาย โดยปฏิบัติการในทุกจังหวัดที่มีสนามบิน ทุกวันนี้กองทัพอากาศเขมรคงมีแต่เครื่องบินลำเลียงและเฮลิคอปเตอร์ โดยไม่มีเครื่องบินรบติดอาวุธเลยแม้แต่ลำเดียว โดยมักมีการนำภาพเครื่องบินรบแบบ MiG-21 ที่ไม่สามารถบินได้แล้วมาโพสต์ใน Social media ต่าง ๆ เป็นประจำ และมีความพยายามที่จะติดเครื่องยนต์เครื่องบินรบแบบ MiG-21 ให้ได้ด้วยวิธีการที่แปลกประหลาดต่าง ๆ ซึ่งอันที่จริงแล้วจะต้องจัดส่งเครื่องบินเหล่านี้ไปทำการซ่อมแซมฟื้นฟูสภาพยังประเทศที่มีขีดความสามารถและยังคงใช้เครื่องบินรบแบบนี้อยู่ อาทิ เวียดนาม หรือ อินเดีย เพราะมีเพียงไม่กี่ประเทศที่ยังคงใช้เครื่องบินรบแบบ MiG-21 อยู่ ทั้งยังต้องฝึกฝนนักบินให้มีความสามารถในการบินเครื่องบินรบรุ่นนี้ ซึ่งเข้าใจว่า ไม่มีนักบินเขมรที่สามารถบินเครื่องบินรุ่นนี้แล้ว ที่สำคัญคือ หากเขมรใช้เครื่องบินรบแบบ MiG-21 ทำการรบกับไทยก็คงถูกเครื่องบินรบของกองทัพอากาศไทยยิงตกด้วยความรวดเร็วอย่างแน่นอน

ปัจจุบัน กองบัญชาการกองทัพอากาศเขมรตั้งอยู่ที่ฐานทัพอากาศโปเชงตง (ท่าอากาศยานนานาชาติพนมเปญ) เครื่องบินที่ปฏิบัติการอยู่มีเพียงฝูงบินลำเลียงและวีไอพีเท่านั้น ทุกวันนี้กองทัพอากาศเขมรประกอบด้วยเครื่องบินลำเลียงและ VIP 4-5 ลำ และเฮลิคอปเตอร์ลำเลียงและ VIP อีกราว 20 ลำ เท่านั้น โดยเร็ว ๆ นี้ กระทรวงกลาโหมกัมพูชาได้ประกาศแผนการจัดซื้อเครื่องบินขับไล่แบบ L-39NG จำนวน 5 ลำจากสาธารณรัฐเช็ก โดยกองทัพอากาศเขมรระบุว่า ขณะนี้ ภารกิจของกองทัพมุ่งเน้นไปที่ การขนส่ง VIP, การอพยพทางการแพทย์, การสนับสนุนด้านโลจิสติกส์, การตอบสนองต่อภัยพิบัติ, การสนับสนุนความมั่นคงชายแดน และการเคลื่อนย้ายด้วยเฮลิคอปเตอร์โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทห่างไกล ห้วงเวลาที่มีความขัดแย้งและตึงเครียดระหว่างไทยและเขมร มักจะพบเห็นเกรียนคีย์บอร์ดของเขมรนำเครื่องบินรบของชาติต่าง ๆ มาทำ photoshop หรือ AI แล้วโพสต์ใน Social media โดยอ้างว่าเป็นของกองทัพอากาศเขมรเสมอจนกลายเป็นความบันเทิงประจำของนักท่อง Social ชาวไทย ทั้ง ๆ ที่อากาศยานของกองทัพอากาศเขมรทั้งหมดมีรวมกันแล้วยังไม่ถึง 40 ลำ

(ยังมีต่อ)

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ร่วมพิธีสดุดีวีรกรรมนักรบกล้าและอาลัยประชาชนผู้บริสุทธิ์ที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์ความไม่สงบชายแดนไทย - กัมพูชา ณ กองบัญชาการกองทัพไทย เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ

(5 ก.ย. 68) มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายธฤต โอภาสวงศ์ ผู้ช่วยกรรมการ พร้อมด้วย นายอรัณย์ โตทวด ผู้จัดการใหญ่ นายวันชิด ศิรสีห์ รองผู้จัดการใหญ่ นางศิริพร กระจ่างหล้า ผู้จัดการฝ่ายสังคมสงเคราะห์ นายยุทธนา ทาโคตร์ ผู้ช่วยหัวหน้าแผนกบรรเทาสาธารณภัยฯ ฝ่ายปฏิบัติการ ร่วมสดุดีวีรชนทหารกล้า อาลัยประชาชนผู้บริสุทธิ์ ที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์ความไม่สงบชายแดนไทย - กัมพูชา เพื่อเชิดชูเกียรติและตอบแทนความเสียสละอันยิ่งใหญ่ของกำลังพลที่พลีชีพเพื่อปกป้องผืนแผ่นดินไทย  พร้อมแสดงความเสียใจและไว้อาลัยต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์ที่จากไป โดยมี พลเอก ทรงวิทย์ หนุนภักดี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นประธานในพิธี ณ บริเวณลานพระบรมราชานุสาวรีย์ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช กองบัญชาการกองทัพไทย เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ

เมื่อเกิดเหตุปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา เมื่อปลายเดือนกรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง โดย นายวิเชียร เตชะไพบูลย์ ประธานกรรมการ ได้เร่งมอบหมายให้คณะกรรมการ นำทีมสาธารณภัยลงพื้นที่ศูนย์พักพิงชั่วคราว เพื่อมอบสิ่งของเครื่องใช้จำเป็น ให้แก่ผู้อพยพจากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา หลังจากนั้นได้เข้ามอบเงินปลอบขวัญนายละ 10,000 บาท พร้อมกระเช้าสุขภาพ ให้แก่ทหารกล้าและประชาชนที่บาดเจ็บจากเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา ที่พักรักษาตัวอยู่ ณ โรงพยาบาลในขณะนั้น รวมงบประมาณที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ส่งต่อธารน้ำใจจากผู้มีจิตศรัทธา สู่ทหารกล้าและประชาชนในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา นับตั้งแต่เกิดเหตุจนถึงปัจจุบันคิดเป็นมูลค่ากว่า 4.9 ล้านบาท ซึ่งมูลนิธิฯ ยังคงติดตามสถานการณ์เพื่อพิจารณาการให้ความช่วยเหลือตามนโยบายการดำเนินงานของแผนกสาธารณภัย ฝ่ายสังคมสงเคราะห์ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งต่อไป

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ขอขอบพระคุณผู้มีจิตศรัทธาที่ร่วมบริจาคทรัพย์ เครื่องอุปโภคบริโภค สมทบทุนช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ขอบุญบารมีหลวงปู่ไต้ฮง (ไต้ฮงกง) ดลบันดาลให้ท่านและครอบครัว มีความสุขความเจริญ สุขภาพแข็งแรงตลอดไป และขอส่งกำลังใจให้เจ้าหน้าที่-อาสาสมัครทุกท่าน ทุกหน่วย ที่ปฏิบัติภารกิจ รวมถึงพี่น้องประชาชนในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ขอให้ทุกท่านปลอดภัย และขอให้สถานการณ์คลี่คลายโดยเร็ววัน

ติดตามข่าวสารกิจกรรม การช่วยเหลือของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่ เฟซบุ๊ก แฟนเพจ www.facebook.com/atpohtecktung หรือดูรายละเอียดช่องทางที่สะดวกได้ที่ https://linktr.ee/pohtecktung


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top