Tuesday, 30 June 2026
NEWS FEED

ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารเรือเป็นผู้แทนผู้บัญชาการทหารเรือร่วมงานเลี้ยงรับรองเนื่องในวันชาติฝรั่งเศส

วันที่ 14 ก.ค.66 พลเรือเอก สุวิน  แจ้งยอดสุข ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารเรือ เป็นผู้แทนผู้บัญชาการทหารเรือ พร้อมด้วยคณะผู้บังคับบัญชาระดับสูงของกองทัพเรือ ร่วมงานเลี้ยงรับรองเนื่องในวันชาติฝรั่งเศส ตามคำเชิญของสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐฝรั่งเศส โดยมี นายตีแยรี  มาตู (H.E. Mr. Thierry  MATHOU) เอกอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำประเทศไทย และภริยา เป็นเจ้าภาพ ณ ห้องบอลรูม โรงแรมสวิสโฮเตล ถ.รัชดาภิเษก กรุงเทพมหานคร

ไทยกับฝรั่งเศส สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการเมื่อ พ.ศ.2399 ผ่านการลงนามสนธิสัญญาเจริญสัมพันธไมตรี โดยประเทศไทยถือเป็นพันธมิตรที่เก่าแก่ที่สุดของฝรั่งเศสในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งนี้ความสัมพันธ์ระหว่างกองทัพเรือไทย และกองทัพเรือฝรั่งเศส เป็นไปด้วยดี โดยฝรั่งเศสมีสำนักงานผู้ช่วยทูตทหาร ฝรั่งเศส/กรุงเทพฯ ในส่วนของกองทัพเรือมีผู้ช่วยทูตทหารเรือ/ปารีส ทั้งนี้ความร่วมมือระหว่างกองทัพเรือกับกองทัพเรือฝรั่งเศส ประกอบด้วย 

- ด้านการศึกษา ซึ่งกองทัพเรือจัดส่งข้าราชการไปศึกษาอบรมหลักสูตรต่างๆ อย่างต่อเนื่อง
- การเยี่ยมเยือนและการเยี่ยมคำนับ เป็นการเยี่ยมเยือนเมืองท่าของเรือรบ ซึ่งเรือรบฝรั่งเศสมีการเยี่ยมเยือนเป็นระยะ และการเข้าเยี่ยมคำนับของผู้บังคับบัญชาระดับสูงของกองทัพเรือ
- การฝึก มีการฝึก PASSEX ซึ่งเป็นการฝึกในโอกาสที่เรือรบของฝรั่งเศสเดินทางผ่านน่านน้ำ หรือแวะเยี่ยมประเทศไทย เพื่อเป็นการเสริมสร้างความสัมพันธ์ของกองทัพเรือทั้งสองประเทศ
- การจัดหายุทโธปกรณ์ กองทัพเรือมีการจัดหาเฮลิคอปเตอร์ลำเลียงแบบ EC-645T2 รวมทั้งยุทโธปกรณ์อื่นอีกหลายรายการ

เป็นไปตามนโยบายผู้บัญชาการทหารเรือในการเสริมสร้างความสัมพันธ์และการมีบทบาทนำด้านความร่วมมือ และความมั่นคงในภูมิภาคให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

ศจร.ตร.เดินหน้าขับเคลื่อนสร้าง “สุภาพบุรุษจราจร” ตามหลัก 5S พร้อมชมเชยตำรวจจราจร สภ.ปราสาท จ.สุรินทร์ ไหวพริบดี สังเกตเห็นชายสูงอายุเป็นลมในรถ รีบเข้าช่วยเหลือ

วันนี้ (15 ก.ค.66) พล.ต.ท.นิธิธร จินตกานนท์  ผู้บัญชาการประจำสำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานเสริมสร้างภาพลักษณ์ตำรวจจราจร ศูนย์บริหารงานจราจร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศจร.ตร.) เปิดเผยว่า ศจร.ตร.ขับเคลื่อนสร้างมาตรฐานตำรวจจราจรทั่วประเทศ เพื่อให้เป็น “สุภาพบุรุษจราจร” ตามนโยบายของ พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เพื่อยกระดับการบริการประชาชน สร้างความเชื่อถือศรัทธา และสร้างความปลอดภัยให้กับทุกชีวิตบนท้องถนน โดยเน้นย้ำตำรวจจราจรทั่วประเทศปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่ ด้วยบุคลิกภาพที่ดี และเป็นมิตรกับพี่น้องประชาชน ตามหลัก 5S คือ SMlLE ยิ้มแย้มเป็นมิตร , SMART บุคลิกภาพดี , SALUTE สุภาพให้เกียรติ , SERVICE MlND มีจิตอาสาบริการ และ STANDARD มีมาตรฐานสากลมาตรฐานสากล 

ทั้งนี้ จากการตรวจสอบที่ผ่านมา พบว่าตำรวจจราจรทั่วประเทศยกระดับการปฏิบัติหน้าที่ และการบริการพี่น้องประชาชน จนเป็นที่พึงพอใจของประชาชนทั่วไป ตลอดจนผู้ใช้รถใช้ถนนมากขึ้น และมีหลายครั้งที่โลกโชเชียลนำคลิปที่ปรากฏเหตุการณ์ตำรวจจราจรให้ความช่วยเหลือประชาชน เผยแพร่ในแพลตฟอร์มต่าง ๆ จนมีการแชร์ต่อและชื่นชมตำรวจจราจรเป็นจำนวนมาก

กรณีล่าสุด มีการแชร์ภาพและคลิปเหตุการณ์ เวลา 14.00 น. ของวันที่ 13 ก.ค.66 ด.ต.วิชญ์ นามวิเศษ เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร สภ.ปราสาท จว.สุรินทร์ พบเห็นรถกระบะจอดอยู่บริเวณจุดกลับรถ ธกส.1 โดยมีชายสูงวัยนอนอยู่ภายในรถ จึงรีบเข้าไปตรวจสอบเนื่องจากสังเกตดูแล้วไม่ใช่การจอดรถเพื่อนอนหลับหรือรอผู้โดยสาร พบว่าชายดังกล่าวเป็นลมหมดสติ เนื่องจากอากาศที่ร้อนอบอ้าว จึงได้รีบทำการช่วยเหลือเบื้องต้น โดยเปิดประตูรถ พัดระบายความร้อน และรีบแจ้งรถพยาบาลกู้ชีพโดยด่วน จากนั้นได้มีรถฉุกเฉินนำส่งรักษาตัวที่โรงพยาบาลต่อไป ซึ่งมีประชาชนเข้าไปชื่นชมและให้กำลังใจตำรวจจราจรนายนี้เป็นจำนวนมาก

พล.ต.ท.นิธิธร ฯ กล่าวว่า ศจร.ตร.ขอชื่นชมการปฏิบัติหน้าที่ของ ด.ต.วิชญ์ นามวิเศษ เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร สภ.ปราสาท จว.สุรินทร์ ซึ่งนับว่าปฏิบัติหน้าที่อย่างตำรวจมืออาชีพ มีทักษะ ไหวพริบ คล่องแคล่ว และช่างสังเกตดีมาก เพราะบางคนเห็นอาจจะคิดว่าเป็นการจอดรถเพื่อนอนพัก แต่ตำรวจนายนี้เห็นถึงความผิดปกติและเข้าตรวจสอบ จนพบว่าชายสูงอายุนั้นหมดสติเนื่องจากอากาศที่ร้อนอบอ้าว จึงรีบเข้าช่วยเหลือเบื้องต้นได้ทันท่วงที มิเช่นนั้นอาจเกิดการสูญเสียได้ ถือเป็นตำรวจจราจรที่เป็นที่พึ่งของประชาชนได้อย่างแท้จริง เป็นตัวอย่างที่ดีของ “สุภาพบุรุษจราจร”

ทั้งนี้ หากประชาชนต้องการความช่วยเหลือ สามารถติดต่อได้ที่ โทร.1197 สายด่วนจราจร กองบังคับการตำรวจจราจร หรือ โทร.191 พร้อมให้ความช่วยเหลือทั่วประเทศ

‘โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย’ โชว์พลังเสียง!! สร้างชื่อให้ประเทศไทย คว้า ‘เหรียญทอง’ แข่งขันขับร้องประสานเสียงโลกที่เกาหลีใต้

เมื่อวันที่ 14 ก.ค. 66 คณะนักร้อง ‘Wattana Children’s Chorus’ และคณาจารย์ โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย โชว์ขับร้องประสานเสียง ในแข่งขันขับร้องประสานเสียงโลก ที่จัดขึ้น ณ เมืองคังนึง จังหวัดคังวอน สาธารณรัฐเกาหลีใต้ ระหว่างวันที่ 8 กรกฎาคม – 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2566 จนสามารถคว้ารับรางวัล ‘เหรียญทอง’ จากการแข่งขันได้สำเร็จ

ทั้งนี้ นายวิชชุ เวชชาชีวะ เอกอัครราชทูต ณ กรุงโซล ได้ส่งข้อความร่วมแสดงความยินดีแก่คณะนักร้อง ‘Wattana Children’s Chorus’ คณาจารย์ และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ระบุว่า…

“ขอแสดงความยินดีกับนักเรียนสมาชิก ‘Wattana Children’s Chorus’ คณาจารย์ และทุกท่านที่เกี่ยวข้องซึ่งมีส่วนสนับสนุนคณะนักร้องประสานเสียงจนสำเร็จได้รับรางวัลเหรียญทองที่เกาหลีใต้ในครั้งนี้ ผมเข้าไปดูคลิปการประกวดและการแสดงที่ส่งมาให้แล้ว ไพเราะและเหมาะสมกับความสำเร็จเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะชุดเพลงรำวงไทยที่นำมาเสนอ ได้แก่ งามแสงเดือน ยวนยาเหล และลอยกระทง ซึ่งมีท่อนที่นำทั้งสามเพลงมาสอดประสานกันนั้น ได้สะท้อนความเป็นไทยให้ผู้ชมได้เห็นความงดงามจนเป็นที่จับใจ

ในการนี้ ขอเป็นกำลังใจให้สมาชิกนักร้องประสานเสียงโรงเรียนวัฒนาวิทยาลัยรุ่นต่าง ๆ มุ่งฝึกฝนพัฒนาฝีมือการขับร้องด้วยความรักและความสนุกสนานต่อไป ขอให้มองการแข่งขันและการประกวดไกลไปกว่าเรื่องแพ้ชนะและรางวัล โดยสิ่งสำคัญคือการได้โอกาสสร้างมิตรภาพและการเรียนรู้เพื่อพัฒนาตนให้สมบูรณ์ยิ่ง ๆ ขึ้นครับ” นายวิชชุ กล่าว

พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล รอง ผบ.ตร.พร้อมคณะเดินทางมาประชุมตรวจเยี่ยมและมอบของบำรุงขวัญให้ข้าราชการตำรวจและพี่น้องประชาชน ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

เมื่อวันที่ 14 ก.ค. พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล รอง ผบ.ตร. พล.ต.ท.นันทเดช ย้อยนวล ผบช.ภ.9 พล.ต.ต. สิทธิชัย โล่กันภัย รอง ผบช.ภ.7, พล.ต.ต.ศิร์ธัชเขต ครูวัฒนเศรษฐ์ รอง ผบช.ก. พล.ต.ต.กฤษฏา แก้วจินดี รอง ผบช.ภ.9 พล.ต.ต.อนุรุธ อิ่มอาบ ผบก.ภ.จว.นราธิวาส พ.ต.อ.ชนกฤดิ พงษ์ศิริ ผกก.7 บก.ทล. เดินทางมาประชุมตรวจเยี่ยมและมอบของบำรุงขวัญให้ข้าราชการตำรวจและพี่น้องประชาชน ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีความห่วงใยในสถานการณ์และความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ตำรวจและพี่น้องประชาชนในพื้นที่จังหวัดปัตตานี จังหวัดนราธิวาส พร้อมทั้งร่วมกันทำกิจกรรมจิตอาสาพัฒนาศาสนสถานวัดราษฎร์บูรณาราม หรือ วัดช้างให้ ริมทางรถไฟสายหาดใหญ่-สุไหงโก-ลก ตำบลควนโนรี อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี ร่วมกันทำกิจกรรมจิตอาสาพัฒนาศาสนสถาน ทำความสะอาด เก็บกวาดขยะ ตัดหญ้า ตัดแต่งกิ่งไม้ ปรับปรุงภูมิทัศน์ บริเวณโดยรอบวัด เพื่อให้มีความสะอาด สวยงาม ตรวจเยี่ยมกำลังพลในสังกัดสถานีตำรวจทางด่วน 5 กองกำกับการ 7 และสภ.ปะลุกาสาเมาะ พร้อมทั้งประชุมรับฟังแลกเปลี่ยนความคิดเห็นของผู้นำศาสนาชาวมุสลิม และมอบเงินให้กับ วัด ชุมชน มัสยิด และเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ เพื่อเป็นขวัญกำลังใจ

พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ กล่าวว่า การตรวจราชการเป็นนโยบายที่ทาง พล.ต.อ. ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. เน้นย้ำบำรุงขวัญผู้ใต้บังคับบัญชาโดยเฉพาะข้าราชการตำรวจที่ปฎิบัติอยู่ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ทำงานในพื้นที่ตลอด 24 ชม. และอยู่ในความขาดแคลนจริงๆ ทั้งในส่วนของกำลังพลอาวุธยุทโธปกรณ์ แต่ยังอยู่ตรงที่มีการบูรณาการหลายหน่วยงานที่ทำงานร่วมกันทั้ง ฝ่ายปกครองตำรวจทหาร ทหารพราน อาสาสมัคร ที่ทำงานเข็มแข็ง ในวันนี้ไม่ได้มาตรวจเยี่ยมการทำงานของตำรวจเท่านั้น เราให้ขวัญกำลังใจกับทุกหน่วยที่ทำงานร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ อีกทั้งในวันนี้มีผู้นำศาสนามาร่วมด้วย ซึ่งก่อนหน้านี้ได้มีการทำโครงการจิตอาสาในเรื่องของความเป็นอยู่ทั้ง 3 จังหวัด อีกทั้งยังได้กิจกรรมโครงการปันสุขผ่านทีมงานจิตอาสา 904ในการทำบ้านให้กับคนที่ไร้บ้าน โดยในห้วง 2 -3 ปีที่ผ่านมาได้มอบความสุขผ่านการสร้างบ้านไปแล้วกว่า 28 หลัง 

พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ กล่าวอีกว่า เราอาจไม่ได้เห็นความสงบสุขในเร็ววัน แต่เรากำลังสร้างความสุขให้พี่น้องสามจังหวัดชายแดนใต้ เราอยากได้อะไรกับเขา พี่ก็จะ พยายามให้พวกเขาก่อน ทั้งความรักความจริงใจทุกอย่าง จากที่เราเห็นว่าวันนี้มีผู้นำศาสนากว่า 21 มัสยิดมาร่วมงานเป็นนิมิตหมายที่ดีในส่วนหนึ่ง เฟืองจักรสำคัญกำลังหมุน ความรักความเข้าใจการปฎิบัติงานของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตนก็พยายามเน้นย้ำการทำโครงการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงรับสั่ง คือการสืบสาน รักษา ต่อยอด และการปิดทองหลังพระ สักวันหนึ่งก็จะประสบความสำเร็จ อย่างไรก็ตามขอบคุณพี่น้องชาวไทยมุสลิมสำหรับการต้อนรับที่อบอุ่น และได้เน้นย้ำผู้ปฎิบัติให้ดำเนินการทำซีเอสอาร์ในเรื่องของการทำจิตอาสาเข้ามาในพื้นที่

พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ กล่าวอีกว่า กำชับการปฏิบัติหน้าที่และตรวจสอบอาวุธปืนอย่างเคร่งครัดและมอบนโยบายเกี่ยวกับงานป้องกันปราบปรามโดยกำชับให้ปฏิบัติงานโดยยึดหลักตามยุทธวิธีในการปฏิบัติหน้าที่ เน้นย้ำให้ผู้ที่ปฎิบัติหน้าที่หัวหน้าในแต่ละชุด ต้องตรวจสอบเพื่อพร้อมทั้งเรื่องสุขภาพของตำรวจ พาหนะและอาวุธประจำกายก่อนออกปฏิบัติหน้าที่ทุกครั้ง ย้ำให้ผู้กำกับหัวหน้าส่องดูแลผู้ใต้บังคับบัญชาอย่างใกล้ชิด เพื่อความสามัคคีในหน่วย

'มัมดิว' ผู้ต้องหาคดี 112 กรณีโฆษณาลาซาด้า โพสต์อัปเดตหลังทำเรื่องลี้ภัยไปประเทศเยอรมนี

วันนี้ (14 ก.ค.) รายงานข่าวแจ้งว่า นายกิตติคุณ ธรรมกิติราษฎร์ หรือ มัมดิว แอดมินเพจที่ชื่อว่า มัมดิวไดอารี่ ผู้ต้องหาคดีอาญาตามมาตรา 112 ได้โพสต์วิดีโอคลิประบุว่า "แม่เองก็ลำบาก ชีวิตอันเรียบง่ายในต่างแดน" เป็นการรีวิวอาหารที่อ้างว่าเป็นอาหารเย็นในค่ายผู้ลี้ภัยวันแรก สิ่งที่ได้มามีขนมปัง เชดดาร์ชีส เนยก้อน น้ำแร่บรรจุกล่อง และมะเขือเทศ พร้อมมีดไม้ และกล่าวว่า ชีวิตการเป็นผู้ลี้ภัยก็ลำบาก วันแรกก็มากักตัวในตู้คอนเทนเนอร์ อยู่บ้านก็สบายกว่านี้ ก็ต้องทนเพื่อความสบายในอนาคตข้างหน้า ก็จะไปได้ฉิวไปอีก

ด้านชาวเน็ตกล่าวว่า "โถ นึกว่าจะแน่ ที่แท้ก็ออกช่องทางธรรมชาติ" มัมดิวก็ตอบกลับว่า "ออกโดยสายการบินไทย ของ..." นอกจากนี้ยังโพสต์ภาพสถานที่แห่งหนึ่งที่ต่างประเทศ

ขณะที่เฟซบุ๊ก ‘จอมไฟเย็น’ ของนายนิธิวัต วรรณศิริ นักร้องนำวงดนตรีที่ชื่อว่าไฟเย็น และผู้ต้องหาคดีมาตรา 112 ซึ่งลี้ภัยในประเทศฝรั่งเศส โพสต์ข้อความระบุว่า "ยินดีต้อนรับมัมดิว ผู้ยื่นขอลี้ภัย 112 คนล่าสุดที่เยอรมนี แกพาป้าสมจิตรมาทัวร์ยุโรป" ท่ามกลางความยินดีของเหล่าแฟนคลับ

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 25 พ.ค.ที่ผ่านมา พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 3 ได้เป็นโจทก์ฟ้อง นายกิตติคุณ ธรรมกิติราษฎร์ หรือ ‘มัมดิวไดอารี่’, น.ส.สุภัคชญา ชาวคูเวียง หรือ ‘หนูรัตน์’ คอนเทนต์ครีเอเตอร์ บริษัท อินเตอร์เชคท์ ไชน์ แฟคทอรี่ จำกัด พร้อมพวก ร่วมกันเป็นจำเลยที่ 1-4 ตามลำดับในความผิดฐานดูหมิ่นสถาบันเบื้องสูง กรณีเมื่อช่วงเดือน พ.ค. 65 พวกจำเลยทำแคมเปญโฆษณาผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ชื่อดัง (ลาซาด้า) ร่วมกับ นายอนิวัต ประทุมถิ่น หรือ ‘นารา เครปกะเทย’ เน็ตไอดอลชื่อดัง โดยพวกจำเลยทั้งสอง แต่งกายเลียนแบบบุคคลเบื้องสูง

ศาลพิจารณาแล้วประทับฟ้องคดีไว้พิจารณา เป็นคดีหมายเลขดำ อ.1405/2566 และสอบคำให้การจำเลยแล้วให้การปฏิเสธต่อสู้คดี ศาลจึงนัดพร้อมคู่ความทั้งสองฝ่าย เพื่อนัดตรวจพยานหลักฐาน และสืบพยานวันที่ 24 ก.ค. 66 เวลา 09.00 น. ต่อมาจำเลยทั้งสองยื่นคำร้องพร้อมหลักทรัพย์เป็นเงินสดขอปล่อยชั่วคราว ศาลพิจารณาแล้ว อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวจำเลยทั้งสอง โดยตีราคาประกันคนละ 9 หมื่นบาท พร้อมกำหนดเงื่อนไขห้ามกระทำการในลักษณะเดียวกันที่อาจทำให้เสื่อมเสีย และห้ามชุมนุมที่อาจทำให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง

'เสี่ยวินิจ' เล่นใหญ่ จับ 'บัวขาว' ปะทะ 'ปาเกียว' ต่อยสากลครั้งแรกในไทย ต้นปี 2567

‘วินิจ เลิศรัตนชัย’ บิ๊กบอสใหญ่ บ.เฟรชแอร์ เฟสติวัล เจ้าพ่ออีเวนต์เมืองไทย เล่นใหญ่สมราคา โดยเตรียมจัดไฟต์หยุดโลกที่แทบจะเป็นไปไม่ได้ให้เกิดขึ้นต้นปีหน้า

ด้วยการเจอกันของ ‘บัวขาว บัญชาเมฆ’ ที่จะขึ้นเวทีสวมรองเท้าต่อยมวยสากลเป็นครั้งแรก พบกับ ‘เดอะแพคแมน’ แมนนี่ ปาเกียว สุดยอดแชมเปี้ยนโลกชาวฟิลิปปินส์

ไฟต์นี้จะระเบิดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ช่วงเดือน ม.ค.  ปี 2567 ที่เมืองไทย ซึ่งจะมีการแถลงข่าวใหญ่พร้อมเซ็นสัญญาอย่างเป็นทางการวันศุกร์ที่ 21 ก.ค.นี้ ที่ไอคอนสยาม เวลา 16.00 น.

ปาเกียว จะบินมาร่วมแถลงข่าวในครั้งนี้ที่เมืองไทยด้วย ซึ่งในวันนั้นก็จะเผยด้วยว่าจะชกกับ บัวขาว ที่ไหน รวมถึงกติการายละเอียดต่าง ๆ เรียกได้ว่ายิ่งใหญ่สมราคา เดอะ แมตช์ 3 จริง ๆ

ขอบคุณข้อมูลจาก บี บางปะกง - Bebangpakong

สวธ.เปิดแหล่งเรียนรู้มีชีวิต ณ “บ้านพิพิธภัณฑ์” นายเอนก นาวิกมูล ศิลปินแห่งชาติ

“เก็บวันนี้ พรุ่งนี้ก็เก่า” คือ จุดเริ่มต้นแนวคิดการเป็นนักสะสมของนายเอนก นาวิกมูล  ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ พุทธศักราช 2563 ผู้เชี่ยวชาญด้านวรรณศิลป์โดยเฉพาะงานด้านสารคดี และหลงใหลในการเป็นนักสะสมของเก่า ที่คนในสังคมอาจหลงลืมหรือคนทั่วไปมักมองข้าม ไม่ว่าจะเป็นของเล่นวัยเด็ก ภาพถนนหนทาง ยวดยานพาหนะ สถาปัตยกรรมบ้านเรือน จิตรกรรมฝาผนัง เอกสารสิ่งพิมพ์ หนังสือเก่า ใบแจ้งโฆษณา ย้อนยุค ร้านทอง ร้านกาแฟโบราณ ร้านขายยา ร้านตัดผม ร้านตัดเสื้อ ร้านถ่ายรูป ห้องครัวและ โรงหนัง ฯลฯ 

เพื่อกระตุ้นให้อนุชนรุ่นหลังเกิดความรักและหวงแหนในมรดกของชาติอันนำไปสู่การอนุรักษ์ เพื่อความเป็นชาติอันมีรากเหง้าสมบูรณ์ สามารถต่อยอดพัฒนาไปในอนาคต  ในโอกาสอันดีนี้ กรมส่งเสริมวัฒนธรรม จึงได้จัดงานเปิดบ้านพิพิธภัณฑ์มีชีวิตหลังนี้ให้ผู้รักงานวรรณศิลป์ รวมถึงเหล่าผู้ที่ชื่นชอบของสะสมได้เข้ามาสัมผัสและย้อนวันวาน ณ บ้านศิลปินแห่งชาติ นายเอนก นาวิกมูล เลขที่ 170/17 หมู่ที่ 17 ซอยศาลาธรรมสพน์ 3 ถนนศาลาธรรมสพน์ แขวงศาลาธรรมสพน์ เขตทวีวัฒน กรุงเทพมหานคร โดยมี นางสาววราพรรณ ชัยชนะศิริ รองอธิบดีกรส่งเสริมวัฒนธรรม เป็นประธานพิธีเปิดงานฯ โอกาสนี้ ศิลปินแห่งชาติ สารวัตรป้องกันปราบปรามสถานีตำรวจนครบาลธรรมศาลา ผู้แทนสำนักงานเขตทวีวัฒนา ผู้บริหารกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ร่วมงานเพื่อแสดงความยินดี       

วันศุกร์ที่ 14 กรกฎาคม 2566  เวลา 10.00 น. นายโกวิท ผกามาศ อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม มอบหมายให้ นางสาววราพรรณ ชัยชนะศิริ รองอธิบดีกรส่งเสริมวัฒนธรรม เป็นประธาน เปิดบ้านศิลปินแห่งชาติฯ กล่าวว่า เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2544 “บ้านพิพิธภัณฑ์” ได้เปิดเป็นแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรมของชุมชน  วันนี้จึงถือเป็นโอกาสครบรอบ 22 ปี ของการเปิดบ้านพิพิธภัณฑ์จากแนวคิดของนายเอนก นาวิกมูล ศิลปินแห่งชาติ ที่ว่า “เก็บวันนี้ พรุ่งนี้ก็เก่า” และความร่วมมือของกลุ่มอาสาสมัครต่าง ๆ ที่มีอุดมการณ์เดียวกันร่วมกันจัดตั้งขึ้น เพื่อทำให้บ้านพิพิธภัณฑ์ เป็นสถานที่รวบรวมของเก่าโบราณที่หาดูได้ยาก โดยได้มาทั้งจากการบริจาคและซื้อเพื่อเก็บรวบรวมไว้เป็นประวัติศาสตร์และความทรงจำร่วมกันในช่วงเวลาที่ผ่านมาซึ่งแสดงถึงวิถีชีวิต ความเป็นมา และการดำเนินชีวิตของชาวบ้าน ชาวเมือง ชาวตลาด ในห้วงเวลายุคก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่มีกลิ่นอายบรรยากาศสมัยก่อนที่ไม่สามารถหาดูได้ที่ไหนในปัจจุบัน ตามแนวทางการออกแบบเป็นเหมือนห้องแถวในตลาด เพื่อให้เด็ก เยาวชน และประชาชนที่สนใจได้ศึกษาเรียนรู้ กรมส่งเสริมวัฒนธรรม มุ่งหวังว่าบ้านศิลปินแห่งชาติหลังนี้ จะเป็นแหล่งเรียนรู้วิถีชีวิตชาวบ้าน ชาวตลาด ชาวเมืองที่จะเล่าประวัติศาสตร์สังคม (Social History) ซึ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับชีวิตทางสังคม และเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมที่ยั่งยืน     

จากนั้น นายอนุกูล ใบไกล ผู้อำนวยการกองกองทุนส่งเสริมงานวัฒนธรรม กล่าวเพิ่มเติมว่ากองกองทุนส่งเสริมงานวัฒนธรรม ในฐานะหน่วยงานที่มีภารกิจเกี่ยวกับการส่งเสริมและขับเคลื่อนการดำเนินงานวัฒนธรรมของศิลปินแห่งชาติ ได้ดำเนินกิจกรรมเปิดบ้านศิลปินแห่งชาติและผู้มีผลงานดีเด่นทางด้านวัฒนธรรมไปแล้ว จำนวน 31 แห่ง วันนี้นับเป็นโอกาสอันดีของบ้านพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ จึงได้จัดพิธีเปิดบ้านศิลปินแห่งชาติ นายเอนก นาวิกมูล ขึ้นอีกแห่งหนึ่ง นับเป็นบ้านหลังที่ 32 ที่ได้รับการเปิดเป็นบ้านศิลปินแห่งชาติ บ้านพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ถือเป็นแหล่งเรียนรู้และแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมของชุมชนที่เก็บสั่งสมองค์ความรู้ทั้งเครื่องมือทำมาหากินภูมิปัญญาชาวบ้าน เครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน ภาพถ่ายต่าง ๆ มากมาย ที่จะพาเราย้อนเวลาไปสัมผัสกับอดีตผ่านภาพและห้องจำลองที่จัดแสดงถึงวิถีชีวิตของผู้คน และประวัติศาสตร์อันล้ำค่าจากของสะสมที่ซ่อนเรื่องราวน่าสนใจเป็นประโยชน์ต่อการศึกษา เรียนรู้ให้แก่เด็กและเยาวชนในชุมชนจนก่อเกิดเป็นแรงบันดาลใจและภาคภูมิใจในรากเหง้ามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมต่อไป     

สำหรับบรรยากาศในบ้านพิพิธภัณฑ์ ได้จัดแสดงผลงานเขียนและของสะสมต่าง ๆ ของนายเอนก 
นาวิกมูล ประกอบด้วย บริเวณชั้น 1 จัดเป็นร้านของเล่น ร้านขายยา ร้านขายของจิปาถะ มุมหนังสือ และร้านขายของที่ระลึก ส่วนชั้น 2 จัดเป็นโรงหนัง โรงพิมพ์ ร้านตัดผม ร้านตัดเสื้อ ร้านให้เช่าหนังสือนิยาย ร้านถ่ายรูป ห้องครัว บ้านสุวัตถี และห้องจัดแสดงของทั่วไป และชั้น 3 จัดเป็นห้องเรียน ห้องนายอำเภอ  ร้านขายแผ่นเสียง ร้านทอง และร้านสรรพสินค้า ซึ่งรอให้ทุกคนไปเยี่ยมชมและร่วมเพลิดเพลินกับบรรยากาศของวันวานที่หลายคนอาจโหยหาถึงความเรียบง่าย ความสงบ และความสนุกสนานของวงสนทนาสภากาแฟยามเช้าในอดีต

โอกาสนี้ กรมส่งเสริมวัฒนธรรม ขอเชิญชวนผู้ที่สนใจและชื่นชอบของสะสมมาร่วมย้อนวันวาน ณ บ้านพิพิธภัณฑ์ 1 แหล่งเรียนรู้ของชุมชนที่เต็มไปด้วยมนต์เสน่ห์  เปิดให้ชมเฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 10.00-17.00 น. ผู้ใหญ่ 40 บาท เด็กโต 10 บาท ผู้พิการ นักบวช เด็กเล็กและผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไป เข้าชมฟรี ณ บ้านเลขที่ 170/17 หมู่ที่ 17 ซอยศาลาธรรมสพน์ 3 ถนนศาลาธรรมสพน์ แขวงศาลาธรรมสพน์ เขตทวีวัฒนา กรุงเทพมหานคร และบ้านพิพิธภัณฑ์ 2 แหล่งเรียนรู้ใหม่ที่ตำบลงิ้วราย ซอยงิ้วราย 4 อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม เปิดให้บริการทุกวัน เสาร์-อาทิตย์ สามารถติดต่อนัดหมายก่อนเข้าชมได้ที่ 089 200 2801 (อ.เอนก) หรือ 089 666 2008 (คุณวรรณา)

ผบ.ตร. ลงใต้ ตรวจเยี่ยม บำรุงขวัญ เร่งรัดคดีสำคัญ จังหวัดชายแดนใต้ ย้ำขวัญกำลังใจ ความปลอดภัยเจ้าหน้าที่ภาคสนาม พร้อมติดตามโครงการชุมชนยั่งยืน ชื่นชมความร่วมมือเข้มแข็งทุกฝ่าย จนประสบความสำเร็จ ส่งต่อความยั่งยืนให้ชุมชน

วานนี้ (13 ก.ค. 66)  พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. พร้อมด้วย พล.ต.ท.สราวุฒิ การพานิช ผู้ช่วย ผบ.ตร., พล.ต.ท.สำราญ นวลมา ผู้ช่วย ผบ.ตร. , พล.ต.ท.ณัฐ สิงห์อุดม ผบช.ตชด., พล.ต.ท.นพดล ศรสำราญ ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ ตร., พร้อมคณะ เดินทางไปตรวจเยี่ยมบำรุงขวัญ ประชุมติดตามสถานการณ์ความมั่นคงและคดีสำคัญของตำรวจภูธรภาค 9 (ภ.9) ณ ศปก.ตร.ส่วนหน้า จ.ยะลา โดยมี พล.ต.ท.นันทเดช ย้อยนวล ผบช.ภ.9 , รอง ผบช.ภ.9 ,ผบก.ในสังกัด ภ.9 และเจ้าหน้าที่เข้าร่วม 

ผบ.ตร.ได้ติดตามคดีสำคัญที่เกิดขึ้นในห้วงที่ผ่านมา ติดตามสถานการณ์ความมั่นคง การปราบปรามอาชญากรรม การดำเนินการตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ.2565 หรือ พ.ร.บ.อุ้มหายฯ พร้อมรับฟังข้อมูลปัญหา  สถานภาพกำลังพล ยุทโธปกรณ์ ความต้องการสนับสนุนด้านต่างๆของจังหวัดชายแดนได้

ผบ.ตร.ได้กำชับการฝึกทางยุทธวิธีที่จะต้องดำเนินการต่อเนื่องเพื่อลดการสูญเสีย ความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ภาคสนาม อบรมความรู้งานสืบสวนสอบสวน และการขับเคลื่อนศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ เน้นย้ำให้ความสำคัญกับกำลังผู้ปฏิบัติ ให้มีการสับเปลี่ยนหมุนเวียนกำลังตามความเหมาะสม ฝึกทบทวนยุทธวิธี แผนเผชิญเหตุ เตรียมความพร้อมสมรรถนะด้านต่างๆ ทั้งนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติพร้อมจะสนับสนุนช่วยเหลือขวัญกำลังใจการทำงานอย่างเต็มที่

จากนั้น ผบ.ตร.พร้อมคณะ ได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมโครงการดำเนินงานชุมชนยั่งยืนเพื่อแก้ไขปัญหายาเสพติดแบบครบวงจร ตามยุทธศาสตร์ชาติ ชุมชนทุ่งยามู ต.ยุโป อ.เมือง จ.ยะลา  โดยมี นายธีรุตม์ ศุภวิบูลย์ผล รองผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ฝ่ายปกครอง สาธารณสุข ผู้นำท้องถิ่น ชุมชน เข้าร่วม

สำหรับชุมชนบ้านทุ่งยามู มี 234 ครัวเรือน ประชากร 694 ราย มีการเอ็กซเรย์ 100% สามารถค้นหาพบผู้เสพยาเสพติดเป็นจำนวน 10 คน นำผู้เสพเข้าสู่การบำบัดฟื้นฟู  มีกิจกรรมบำบัดแบบผสมผสาน บำบัดทางการแพทย์ อาชีพบำบัด และบำเพ็ญสาธารณประโยชน์บำบัด มีการฝึกอาชีพกิจกรรมดนตรี เลี้ยงไก่ ปลาดุก หลังการบำบัดฟื้นฟู เจ้าหน้าที่ได้ส่งต่อความยั่งยืน มอบสมุดประจำตัวให้ผู้เข้ารับการบำบัด โดยจะมีการตรวจสารเสพติดและติดตามอย่างสม่ำเสมอ ส่วนชุมชนจะต่อยอดความยั่งยืนโดยการสร้างชุมชน ปรับปรุงภูมิทัศน์ให้เหมาะสม ติดกล้อง CCTV เพิ่มแสงสว่าง และให้ผู้นำชุมชนร่วมติดตามแก้ปัญหาอย่างต่อเนื่อง  ส่วนมิติการปราบปราม ตำรวจได้ดำเนินการปราบปรามจับกุมดำเนินคดีผู้ค้า และคดียาเสพติด 12 คดี จนปัญหายาเสพติดลดน้อยลง
 
ต่อมาในช่วงบ่าย พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ พร้อมคณะ ได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมโครงการดำเนินงานชุมชนยั่งยืนเพื่อแก้ไขปัญหายาเสพติดแบบครบวงจร ตามยุทธศาสตร์ชาติ ชุมชนสถานี 2 ต.หาดใหญ่ จ.สงขลา  ซึ่งแม้จะเป็นพื้นที่ไม่ใหญ่มาก แต่มีประชาชนอาศัยอยู่จำนวนมากถึง  817 ครัวเรือน 2,873 คน สภ.หาดใหญ่ ได้ร่วมกับเทศบาลหาดใหญ่ ทำการตรวจสารเสพติดเอ็กซเรย์ 100% พบผู้เสพและสมัครใจเข้ารับการบำบัด  39 คน นำเข้าสู่โครงการบำบัดฟื้นฟูจนประสบความสำเร็จ  ส่วนมิติการป้องกันปราบปรามยาเสพติด ตำรวจได้ส่งชุดปฏิบัติการปราบปรามยาเสพติด เข้ากดดันจับกุมผู้ค้า ผู้จำหน่ายยาเสพติด จนกระทั่งออกนอกพื้นที่ไปหมด  และเพิ่มมาตรการป้องกันไม่ให้กลุ่มผู้จำหน่ายในพื้นที่อื่นเข้ามาด้วยการร่วมกันตั้งจุดสกัดบริเวณรอบๆ ชุมชน

นอกจากนี้ยังมีการนำเสนอผลการดำเนินการของโครงการชุมชนยั่งยืนฯ ชุมชนทุ่งแม่บัว ของ สภ.คลองหอยโข่ง ที่ทาง อบจ.สงขลา ให้การสนับสนุน ดำเนินการค้นหาผู้มีสารเสพติด ทำการเอ็กซ์เรย์ 100% จำนวน 154 ครัวเรือน ประชากร 449 คน ค้นพบผู้เสพและสมัครใจบำบัด รวม 22 ราย ขณะนี้ได้ผ่านการบำบัดประสบความสำเร็จ ซึ่งปัจจัยในความสำเร็จของโครงการบ้านทุ่งแม่บัวเกิดจากตัวผู้เสพที่เปิดใจยอมรับในการแก้ไข ครอบครัวเข้าใจเอาใจใส่ ชุมชนให้โอกาส รัฐให้ความสำคัญ ส่วนมิติการปราบปราม สภ.คลองหอยโข่ง ได้ดำเนินการปราบปรามอย่างจริงจังร่วมกับภาคส่วนต่างๆ จนผู้ค้าถูกจับ หลบหนีออกจากพื้นที่ไปหมด ได้รับคำชื่นชมจากชาวบ้าน ที่สามารถคืนลูกหลานเป็นคนดี และส่งต่อความยั่งยืนให้ชุมชน

โมเดลความสำเร็จของชุมชนทุ่งแม่บัวดังกล่าว ทำให้ อบจ.สงขลา สนับสนุนงบประมาณเพิ่มเติมให้ สภ. คลองหอยโข่ง ขยายโครงการไปอีก 2 หมู่บ้าน คือ  บ้านโคกพยอม และ บ้านพรุกง ซึ่งเป็นหมู่บ้านพื้นที่ติดกับหมู่บ้านทุ่งแม่บัว โดยบ้านโคกพยอม มีประชากร 268 ครัวเรือน 913 ราย และบ้านพรุกง มีประชากร 130 ครัวเรือน 415 ราย ซึ่งได้เริ่มโครงการฯ และลงนามความร่วมมือร่วมกันแก้ไขปัญหายาเสพติด เมื่อ 10 ก.ค.66 ที่ผ่านมา ซึ่งจะทำให้ผู้ค้า ผู้เสพยาเสพติดหมดไปจากพื้นที่ ครอบคลุมทั้งอำเภอคลองหอยโข่ง 

ผบ.ตร. กล่าวว่า “ขอขอบคุณ และชื่นชมเจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วนที่ร่วมดำเนินการโครงการชุมชนยั่งยืน ทั้งชุมชนยั่งยืนทุ่งยามู อ.เมือง จ.ยะลา ชุมชนสถานี 2 ต.หาดใหญ่ และ ชุมชนทุ่งแม่บัวอ.คลองหอยโข่ง จ.สงขลา ที่มีความเข้มแข็ง แสดงถึงความพร้อมเพียง ร่วมมือร่วมใจ มีศักยภาพ จนโครงการประสบความสำเร็จ พร้อมให้กำลังกำลังใจผู้เข้ารับการบำบัด และครอบครัว ที่ส่วนใหญ่เลิกได้ สำหรับส่วนที่ยังเลิกไม่ได้ เจ้าหน้าที่จะช่วยในการลดการเสพให้น้อยลง จนเลิกได้ในที่สุด ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือทุกฝ่าย สิ่งที่ตำรวจได้ดำเนินการควบคู่การบำบัดฟื้นฟู คือ การป้องกันปราบปราม จับกุมกดดันผู้ค้าดำเนินการตามกฎหมาย บางส่วนหลบหนีออกพื้นที่ พร้อมกับร่วมกันตั้งจุดตรวจป้องกันไม่ให้ยาเสพติดเข้ามาในพื้นที่อีก เพื่อส่งต่อความยั่งยืนให้ชุมชน 

ทั้งนี้ สำหรับโครงการ โครงการดำเนินงานชุมชนยั่งยืนเพื่อแก้ไขปัญหายาเสพติดแบบครบวงจรตามยุทธศาสตร์ชาติ สำนักงานตำรวจแห่งชาติเริ่มดำเนินโครงการฯ มาตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 จนถึงปัจจุบัน เป็นระยะเวลา 3 ปี มีชุมชน/หมู่บ้าน ที่เข้าร่วมโครงการฯ ในพื้นที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล และตำรวจภูธรภาค 1-9 ปีละ 1,483 ชุมชน/หมู่บ้าน รวม 4,449 ชุมชน/หมู่บ้าน ปัจจุบันสามารถค้นหาผู้เข้ารับการบำบัดกับโครงการฯ สะสมได้ จำนวน 52,209 คน ในปีงบประมาณ พ.ศ.2566 อยู่ในขั้นตอนของการดำเนินโครงการฯ เป็นระยะเวลา 3 เดือน (เม.ย. – มิ.ย.66)  สามารถค้นหาผู้เข้ารับการบำบัดกับโครงการฯ ได้จำนวน 25,822 คน”

ไม่เห็นชอบ!! 'คอร์ดแบดอุตรดิตถ์' แสดงจุดยืน แบน 'ส.ว.-กกต.' เชือด 'พิธา' ส่วน 'ส.ส.-ส.ว.' หนุน 'พิธา' นั่งนายกฯ เล่นฟรีตลอดชีพ

(14 ก.ค.66) เพจ 'สนามแบดมินตัน Panda Arena อุตรดิตถ์' ได้โพสต์จุดยืนชัด ระบุว่า...

สนามเราไม่อนุญาตให้ ส.ว. และ กกต. รวมไปถึงลูกหลานของพวกเขาทุกคน ห้ามเข้ามาใช้บริการ เสนียดมากค่ะ ขอบคุณค่ะ

ผบ.ทบ.ลงพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอนตรวจเยี่ยมการให้ความช่วยเหลือผู้หนีภัยความไม่สงบชาวเมียนมาในพื้นที่ปลอดภัยบ้านเสาหิน อ.แม่สะเรียง

พล.อ.ณรงค์พันธ์  จิตต์แก้วแท้ ผู้บัญชาการทหารบก และคณะ เดินทางโดยเฮลิคอปเตอร์ทหาร (ฮ.ท.06 ) ตรวจเยี่ยมการดำเนินการให้ความช่วยเหลือผู้หนีภัยความไม่สงบชาวเมียนมาในพื้นที่ปลอดภัยชั่วคราว ที่กองร้อยทหารพราน 3601 หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 36 ฐานปฏิบัติการบ้านเสาหิน ต.เสาหิน อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน โดยมีนายประเสริฐ  จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน ,พันเอก วันชัย มณีวรรณ ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจสิงหนาท ( ฉก.ร.17) และ ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 36  ภายหลังรับฟังบรรยายสรุปภารกิจการช่วยเหลือดูแลผู้ลี้ภัยสงครามความไม่สงบชาวเมียนมา ผู้บัญชาการทหารบกได้มอบสิ่งของเครื่องใช้ให้กับกำลังพลทหารพรานและฝ่ายปกครองเพื่อเป็นขวัญกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ดูแลทุกข์สุขความเดือดร้อนของผู้ลี้ภัยตามหลักมนุษยธรรม พร้อมกันนี้ผู้บัญชาการทหารได้เดินไปเยี่ยมดูสภาพความเป็นอยู่ของผู้ลี้ภัยภายในพื้นที่พักพิงชั่วคราวบ้านเสาหิน จากนั้นผู้บัญชาการทหารบก ได้เดินทางโดยเฮลิคอปเตอร์ทหารจากฐานปฏิบัติการกองร้อยทหารพราน 3601 บ้านเสาหิน อ.แม่สะเรียง ไปตรวจเยี่ยมให้กำลังใจทหารกองร้อยทหารราบที่ 713 ฐานนาป่าแปก บ้านรักไทย ต.หมอกจำแป่ อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน

ปัจจุบัน มีผู้หนีภัยความไม่สงบชาวเมียนมา (ผภสม) เดินทางเข้ามายังฝั่งไทย จำนวน 8,504 คน ในพื้นที่ปลอดภัยชั่วคราว จำนวน 5 แห่ง ได้แก่ พื้นที่ชั่วคราวบ้านเสาหิน หมู่ที่ 1 ตำบลเสาหิน อำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอนยอดเดิม 3,530 คน ไม่มียอดเดินทางเข้าเพิ่มเติม พื้นที่ปลอดภัยชั่วคราว บ้านพะแข่ หมู่ที่ 3 ตำบลแม่กิ๊ อำเภอขุนยวม จังหวัดแม่ฮ่องสอน จำนวน 826 คน เดินทางเข้ามาเพิ่มอีก  6 คน พื้นที่ปลอดภัยชั่วคราว บ้านอุน หมู่ที่ 4 ตำบลแม่คง อำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน จำนวน 316 คน และพื้นที่ปลอดภัยชั่วคราว บ้านจอปร่าคี หมู่ที่ 9 ตำบลแม่คง อำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน จำนวน 501 คน และพื้นที่ปลอดภัยชั่วคราวบ้านในสอย หมู่ 4 ต.ปางหมู อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน จำนวน 3,331 คน ซึ่งเดินทางเข้ามาในเขตไทยเมื่อวันที่ 12 ก.ค.66 ที่ผ่านมา หลังจากมีการสู้รบการเกิดขึ้นระหว่างทหารเมียนมากับกอง

โดย กองกำลังนเรศวร และฝ่ายปกครองจังหวัดแม่ฮ่องสอน ติดตามสถานการณ์ ในฝั่งประเทศเมียนมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อเตรียมความพร้อมในการรองรับสถานการณ์ที่อาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนไทย กองทัพอากาศ เฝ้าตรวจทางอากาศ และติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง พร้อมขึ้นบินลาดตระเวนรบ หากอากาศยานมีแนวโน้มจะลุกล้ำน่านฟ้าไทย ศูนย์สั่งการชายแดนไทยกับประเทศเพื่อนบ้านด้านเมียนมา จังหวัดแม่ฮ่องสอน ได้บูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการดูแลความปลอดภัย และการให้ความช่วยเหลือตามหลักมนุษยธรรม 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top