Thursday, 25 June 2026
NEWS FEED

ผบช.ภ.4 เปิดอบรมหลักสูตรการสืบสวนคดียาเสพติดเฉพาะทาง “นักสืบ 5G P4+1” สร้างนักสืบปราบยาเสพติดภาค 4

เมื่อวันที่ 12 ก.พ. 67 เวลาประมาณ 09.00 น. พล.ต.ท.สรายุทธ  สงวนโภคัย  ผบช.ภ.4 ได้เป็นประธาน   เปิดการฝึกอบรม โครงการฝึกอบรมหลักสูตรการสืบสวนคดียาเสพติดเฉพาะทาง “นักสืบ 5G P4+1” ณ โรงแรมอวานี ขอนแก่นโฮเทล แอนด์คอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ จังหวัดขอนแก่น โดยมี พล.ต.ต.อรรคพงศ์ พิมลศิริ รอง ผบช.ภ.4, พล.ต.ต.ธนชาติ รอดคลองตัน รอง ผบช.ภ.4 และ พล.ต.ต.ณัฐนนท์ ประชุม รอง ผบช.ภ.4 ร่วมในพิธีเปิด
โครงการฝึกอบรมหลักสูตรการสืบสวนคดียาเสพติดเฉพาะทาง “นักสืบ 5G P4+1” เป็นการฝึกอบรมโดยได้รับการสนับสนุนจาก สำนักงานกิจการยาเสพติดและการบังคับใช้กฏหมายระหว่างประเทศ สถานฑูตสหรัฐอเมริกา ประจำประเทศไทย (International Narcotics and Law Enforcement – INL) โดยมุ่งเน้นการเตรียมบุคลากรให้เท่าทันกับรูปแบบอาชญากรรมใหม่ ๆ โดยเฉพาะการสืบสวนแสวงหาข้อเท็จจริงและการรวบรวมพยานหลักฐานของการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ซึ่งจะต้องมีการเรียนรู้แนวทางการสืบสวนที่ทันต่อสถานการณ์ปัจจุบัน โดยมีผู้เข้ารับการอบรมจำนวน 100 นาย ประกอบด้วย หน่วยที่ปฏิบัติงานด้านการปราบปรามยาเสพติด ทั้งหน่วยปฏิบัติงานหลักในตำรวจภูธรภาค 4 จำนวน 90 นาย และ หน่วยปฏิบัติงานหลักภายนอกตำรวจภูธรภาค 4 คือ กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) จำนวน 7 นาย นอกจากนี้ยังได้รับความสนใจจากหน่วยสนับสนุนคือ  สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ส่งผู้เข้าร่วมอบรม จำนวน 3 นาย ทำการอบรมตั้งแต่ 12 – 25 ก.พ.67 รวม 14 วัน

ในการฝึกอบรมผู้เข้ารับการอบรม จะได้เรียนรู้การสืบสวนสมัยใหม่ อาทิ การสืบสวนทางเทคโนโลยี  การสืบสวนจากเส้นทางการเงิน การสืบสวนติดตามทรัพย์ที่ได้จากการกระทำความผิด การสืบสวนทางดิจิตอล ซึ่งจะได้รับการถ่ายทอดจากวิทยากรที่มีความรู้ความสามารถ และเชี่ยวชาญเฉพาะทาง มาให้การถ่ายทอดทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้เข้ารับการอบรมจะได้ฝึกทักษะการสืบสวนคดียาเสพติดที่เกิดขึ้นจริง รวมถึงการฝึกยุทธวิธีในการสืบสวนคดียาเสพติดต่าง ๆ เช่น การปิดล้อมตรวจค้น การจับกุม การขับรถไล่ล่ารถต้องสงสัย รถที่ผู้ต้องหาขับขี่ หลบหนี การสกัดจับหยุดรถต้องสงสัย การวางแผนล่อซื้อ จับกุม เป็นต้น  เพื่อให้ผู้เข้ารับการอบรมมีความรู้ความเข้าใจและสามารถปฏิบัติหน้าที่ในการสืบสวนสอบสวนคดีได้อย่างมีประสิทธิภาพได้อย่างแท้จริง
นอกจากนี้โครงการยังมุ่งเน้นให้ผู้เข้ารับการอบรม รู้เท่าทันต่อสถานการณ์ปัจจุบันที่เปลี่ยนจากการทำธุรกรรมแบบเดิมเป็นการทำธุรกรรมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือการใช้ระบบไอที เข้ามาอำนวยความสะดวกในชีวิตประจำวัน   มากขึ้น โดยเฉพาะปัญหายาเสพติด ฉะนั้น ผู้เข้ารับการอบรมจะต้องเชี่ยวชาญการใช้เครื่องมือพิเศษ และเทคโนโลยี    การสืบสวน ขยายผลถึงกระบวนการค้ายาเสพติด และพัฒนาทักษะ ความชำนาญในการปฏิบัติงาน ให้เป็นไปอย่าง        มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยหลักสูตรจะมีการถอดบทเรียนจากการจับกุมขบวนการค้ายาเสพติด ซึ่งเจ้าหน้าที่มีความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บและสูญเสีย นำมาถ่ายทอดให้กับผู้เข้ารับการฝึกอบรม และสอนยุทธวิธีในการจัดการกับสถานการณ์ต่างๆ อีกด้วย

พล.ต.ท.สรายุทธ สงวนโภคัย ผบช.ภ.4 กล่าวว่า โครงการนี้เป็นโครงการที่ตำรวจภาค 4 ได้จัดทำขึ้นเพื่อสนองนโยบายรัฐบาล ในเรื่องการปราบปรามและการสกัดกั้นการลำเลียงยาเสพติด ซึ่งทางรัฐบาลได้เลือกจังหวัดนครพนม เป็นพื้นที่ปกครองพิเศษ ที่จะต้องดำเนินการสกัดกั้นการลำเลียง เป็น Pilot Project 
ตำรวจภาค 4 จึงได้จัดการอบรมนักสืบ 5G P.4 + 1 เพื่อรองรับการสกัดกั้นยาเสพติดโดยเฉพาะ เพื่อให้เกิดการเรียนรู้และการพัฒนา สามารถนำไปใช้งานได้จริง และสามารถร่วมทำงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายทหาร ฝ่ายปกครอง ป.ป.ส. หรือ บช.ปส. 

หลักสูตรนี้ เป็นการหล่อหลอม ประสบการณ์ของนักสืบรุ่นเก่า นำมาถ่ายทอดบทเรียนที่ผ่านมา ประกอบกับการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการสืบสวนสอบสวนทางอากาศ อีกส่วนหนึ่งคือเรื่องของการบังคับใช้กฎหมาย โดยจับกุมผู้ต้องหาและปราบปรามให้สิ้นซาก นอกจากนี้ ยังเป็นการรวบรวมนักสืบรุ่นใหม่ ทั้ง 12 จังหวัด และ บก.สส. เข้ามาหล่อหลอมให้เกิดการทำงานร่วมกัน เพื่อเกิดเป็นมิติใหม่ของตำรวจภาค 4 ซึ่งมิตินี้ได้ขาดหายไป จึงได้ให้ บก.สส.ภ.4 ซึ่งเป็นเจ้าของโครงการ จัดทำโครงการขึ้นมา เพื่อระดมนักสืบภาค 4 ทั้งหมดเพื่อมาปราบปรามและการสกัดการลำเลียงยาเสพติ

 ผบช.ภ.4 กล่าวในที่สุด
 

มสส.ร่วมเครือข่ายฯแถลงการณ์จดหมายเปิดผนึก จี้นายกฯเศรษฐาดันทบทวนขยายเวลาเปิดผับ

กรุงเทพฯ-มสส.ร่วมกับสสสย.จัดเวทีระดมความเห็น “ปัญหาจากนโยบายขยายเวลาจำหน่ายสุราหลังรัฐบาลเศรษฐาเปิดผับ บาร์สถานบันเทิงถึงตี4 อ้างกระตุ้นเศษฐกิจ ได้ออกแถลงการณ์เปิดจดหมายเปิดผนึกจี้นายกฯทบทวนขยายเวลาเปิดสถานบันเทิงถึงตี4 ชี้ระวังเกิดคลื่นสึนามิหรือพายุใหญ่น้ำเมาในประเทศไทย

วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2567 ณ ห้องปทุมวัน รร.เอเชีย ราชเทวี กรุงเทพฯ, มูลนิธิสื่อเพื่อสุขภาวะ (มสส.) ร่วมกับ เครือข่ายสื่อมวลชนขับเคลื่อนสุขภาวะเพื่อสังคมไทยยั่งยืน (สสสย.) จัดเวทีระดมความเห็นว่าด้วย “ปัญหาจากนโยบายขยายเวลาจำหน่ายสุรา” หลังจาก “รัฐบาลเศรษฐา” ได้ขยายเวลาเปิดผับ บาร์ และสถานบันเทิงได้ถึงตี 4 ในพื้นที่นำร่อง 5 จังหวัด คือ กรุงเทพฯ ภูเก็ต ชลบุรี เชียงใหม่ และเกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี เริ่มตั้งแต่วันที่ 15 ธันวาคม 2566 โดยมีเป้าหมายทางเศรษฐกิจเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวและช่วยเหลือผู้ประกอบการ โดยมีวิทยากรร่วนเสวนาประกอบด้วย นายชูวิทย์ จันทรส ผู้ประสานงานเครือข่ายรณรงค์ป้องกันภัยแอลกอฮอล์ รศ.ดร.นพ.อุดมศักดิ์ แซ่โง้ว ผอ.สถาบันส่งเสริมการวิจัยและนวีตกรรมสู่ความเป็นเลิศ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ นายธีระ วัชรปราณี ที่ปรึกษาภาคีป้องกันและลดผลกระทบจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ภปค.) โดยมี นายศักดา แซ่เอียว ประธานเครือข่ายสื่อมวลชนขับเคลื่อนสุขภาวะเพื่อสังคมไทยยั่งยืน (สสสย.) หรือ “เซีย ไทยรัฐ” การ์ตูนนิสต์ชื่อดัง เป็นผู้ดำเนินรายการ 

ก่อนเข้าสู่การเสวนา ได้มีการ เปิดคลิปข่าวความสูญเสีย “น้องทู” ด.ช.วีรยุทธ จินดาแดง หรือ “เด็กชายจิตอาสา” สนับสนุนกู้ภัยมูลนิธิป่อเต็กตึ้ง วัย 13 ปี ที่ต้องจบชีวิตลง ขณะช่วยงานกู้ภัยเพราะคนเมาแล้วขับ จากนั้น ได้มีการยืนไว้อาลัยต่อการจากไปของ “น้องทู” เป็นเวลา 1 นาที 

โดยในวงเสวนา นายอภิวัชร์ เกตุทัต ประธานมูลนิธิสื่อเพื่อสุขภาวะ (มสส.) กล่าวถึงวัตถุประสงค์การประชุมครั้งนี้ว่า…นโยบายขยายเวลาให้กับสถานบริการ ถือเป็นเรื่องที่ มสส.รู้สึกห่วงใยต่อผลกระทบที่จะมีตามมา โดยเฉพาะผลกระทบที่เกิดขึ้นจนมีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ หรือการทะเลาะวิวาทจากการดื่มสุรา รวมถึงการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจและอาสาสมัครกู้ภัยต่างๆ ที่จะมีเพิ่มขึ้นและหนักขึ้น จำเป็นที่ทุกฝ่าย โดยเฉพาะสื่อมวลชนหลักจะต้องช่วยกันสะท้อนปัญหา พร้อมกับเสนอแนะและหาทางออกในเรื่องนี้ 

ด้าน นายชูวิทย์ จันทรส ผู้ประสานงานเครือข่ายรณรงค์ป้องกันภัยแอลกอฮอล์ กล่าวว่า เหยื่อที่ได้รับผลกระทบจากปัญหา “เมาแล้วขับ” ส่วนใหญ่จะถูกกดทับจากผู้กระทำผิด ทั้งนี้ หากผู้กระทำผิดเป็นผู้มีอิทธิพล มีอำนาจเงินและเชื่อมต่อกับอำนาจรัฐ เหยื่อเหล่านั้นจะยิ่งถูกกดทับกันไปใหญ่ กรณีของ “น้องทู” พบว่า ผู้กระทำผิดจ่ายเงินเยียวยาให้กับครอบครัว “น้องทู” เพียงน้อยนิด และระหว่างงานสวดพระอภิธรรมฯ ไม่ปรากฏร่างของผู้กระทำผิดแต่อย่างใด ที่ผ่านมามีเพียงส่วนอดีตภรรยาที่เลิกรากันไป และลูกมาร่วมฟังสวดพระอภิธรรมเท่านั้น

จากการที่ “เหยื่อ” ต้องมาเจอกับนโยบายรัฐบาลเช่นนี้ มันจึงไม่ต่างจากการถูกระทำซ้ำเติม เสมือนเป็นการเพิ่มแรงกดดันให้กับ “เหยื่อ” มากยิ่งขึ้น นับเป็นเรื่องที่สะเทือนใจมากๆ ส่วนตัวเชื่อว่า เรื่องความพยายามที่จะผลักดันให้มีการเปิดสุราเสรีไม่ใช่เรื่องใหม่ และมีความพยายามมาโดยตลอด โดยเฉพาะการใส่ชุดแนวคิดดังกล่าวไปให้น้องๆ เยาวชนที่ออกมาเคลื่อนไหวและเรียกร้องในเรื่องต่างๆ กระทั่ง ขยายผลไปถึงการเสนอให้มีการแก้ไขกฎหมายการเปิดเสรีสุรากันเลย อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมากลุ่มต่อต้านยังพอจะต้านทานอยู่ กระนั้น ก็มีความพยายามในการแตะมือระหว่างกลุ่มธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์กับกลุ่มผู้ประกอบการ ที่แม้จะมีจำนวนไม่มากนัก แต่ก็เป็นกลุ่มที่มีเสียงดัง 

ซึ่งความพยายามรอบใหม่ คนกลุ่มนี้เริ่มเป็นงาน มีการปรับตัวและดำเนินการเหมือนฝ่ายต่อต้านทุกอย่าง โดยมีกลุ่มธุรกิจสุราต่างประเทศอยู่เบื้องหลัง ถือเป็นการงานยากของฝ่ายต่อต้าน เนื่องจากพวกเขามีการสร้างเครือข่ายและความเคลื่อนไหวต่อเนื่องเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ พยายามสร้างเรื่องว่า “ขายเหล้าได้” โดยไม่สร้างผลกระทบใดๆ และเมื่อมีรัฐบาลชุดใหม่ ก็พยายามเข้าหา “เบอร์ 1” คือ นายกฯเศรษฐา ทวีสิน ที่มีมุมมองในเชิงเศรษฐกิจเป็นหลัก พอ “เบอร์ 1” ซื้อ เบอร์รองๆ ก็ต้องขยับตาม ตรงนี้ถือเป็นความสำเร็จของคนกลุ่มนี้แล้ว

รศ.ดร.นพ.อุดมศักดิ์ แซ่โง้ว ผอ.สถาบันส่งเสริมการวิจัยและนวีตกรรมสู่ความเป็นเลิศ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ กล่าวว่า จากงานวิจัยในต่างประเทศ พบบทเรียนที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะในประเทศออสเตรเลีย นอร์เวย์ หรือในฮอลแลนด์ ที่มักมีปัญหาคล้ายๆ กัน กล่าวคือ จากการขยายเวลาการจำหน่ายสุราเพียง 1 ชั่วโมง พบว่าเกิดปัญหาตามมา ไม่ว่าจะเป็นการทะเลาะวิวาทหรืออุบัติเหตุ ที่มีเพิ่มขึ้น 15-30% สำหรับ ในประเทศไทย หากมีการขยายเวลาการเปิดสถานบริการเป็นตี 4 เชื่อว่าจะส่งผลกระทบตามมาต่อผู้คนที่ใช้ชีวิตตามปกติในเช้าวันรุ่งขึ้น เนื่องจากข้อมูลสถิติพบว่า มักจะเกิดอุบัติหลังจากหยุดดื่มสุราในอีก 3 ชั่วโมงต่อมา ซึ่งจะกลายเป็นความเสี่ยงต่อผู้คนที่เดินทางไปทำงาน  เด็กๆ ไปโรงเรียน พ่อค้าแม่ค้าที่ค้าขาย

“ปัจจุบันที่มีการห้ามจำหน่ายสุราในช่วงเวลา 14.00 – 17.00 น. เพราะหากปล่อยให้มีการจำหน่ายและดื่มสุราในช่วงเวลาดังกล่าว ก็อาจส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของผู้คนที่ไม่ต่างจากช่วงเช้า กระนั้น ก็มีความพยายามที่จะยกเลิกคำสั่งห้ามจำหน่ายสุราในช่วงนี้” รศ.ดร.นพ.อุดมศักดิ์ ระบุ
ขณะที่ นายธีระ วัชรปราณี ที่ปรึกษาภาคีป้องกันและลดผลกระทบจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ภปค.) กล่าวถึงการแก้ไข พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 ระหว่างฝ่ายรณรงค์กับฝ่ายสุราเสรี ว่า นับตั้งแต่ พ.ร.บ. ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ฯ ประกาศใช้ 16 ปี พบว่าสถิติอุบัติเหตุนับตั้งแต่ปี 2551ถึง2565 ที่เกี่ยวกับแอลกอฮอล์ ช่วงเทศกาลปีใหม่ ลดลง 12.2% ช่วงเทศกาลสงกรานต์ ลดลง 9.5% นับเป็นมาตรการควบคุมฯ ที่พิสูจน์ว่าได้ผลจริงในการลดปัญหาจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

“ในวันที่ 9 มี.ค.นี้ จะมีการนำเสนอร่าง พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ฯ ระหว่างฝ่ายที่ต้องการให้เปิดสุราเสรีกับฝ่ายของเราที่ต้องการรณรงค์ต่อต้านการผลิตและจำหน่ายแบบเสรี เข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร วาระ 1 ซึ่งเรายอมรับว่าหนักใจ หาก สส.ในสภาฯ เลือกที่จะรับร่างกฎหมายของฝ่ายที่ต้องการเปิดเสรี ซึ่งจะถือเป็นปัญหาที่หนักมาก 

อย่างไรก็ตาม เรายังมีความหวังว่า สส.จะมองเห็นมหันตภัยหากปล่อยให้มีการผลิตและขายสุรากันอย่างเสรี แม้กระทั่งหลายประเทศในยุโรปเขาก็ไม่ได้เปิดให้ขายอย่างเสรีแบบที่บางฝ่ายอยากทำ ยกตัวอย่าง นอร์เวย์ ห้ามขายวันอาทิตย์ เท่ากับปีหนึ่งต้องหยุดขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 52 วัน ขณะที่บ้านเราห้ามขายเฉพาะวันสำคัญทางศาสนา (5 วันใน 1 ปี) เท่านั้น ซึ่งหากกฎหมายเสรีผ่านการพิจารณาบังคับใช้ นอกจากจะซื้อสุราได้เกือบตลอด 24 ชั่วโมงแล้ว เขายังต้องการให้ยกเลิกห้ามขายวันพระใหญ่อีกด้วย รวมถึงมีความพยายามจะให้ขายผ่านระบบออนไลน์ เจตนาของเราให้การปรับปรุง พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 เพื่อปรับแก้ให้เหมาะสมกับสภาพสังคมในปัจจุบัน ไม่สุดโต่งจนเกินไป และไม่เอื้อให้กับนายทุนขนาดใหญ่ ซึ่งเราก็หวังว่ารัฐบาลจะเข้าใจในเจตนารมณ์ของเรา” นายธีระ ย้ำ

นายวิเชษฐ์ พิชัยรัตน์ สื่อมวลชนอาวุโส กล่าวสรุปในการเสวนาครั้งนี้ ว่า มีหลายเรื่องในเวทีเสวนานี้ที่จะเป็นคำถามส่งต่อไปยังรัฐบาล โดยเฉพาะข้อมูลและความคิดเห็นของวิทยากรทุกคน ไม่ว่าจะเป็นประโยค “ก้าวไกลคิด เพื่อไทยทำ” ของ รศ.ดร.นพ.อุดมศักดิ์ หรือ “พายุลูกใหญ่” ของ นายจิระ ห้องสำเริง สื่อมวลชนอาวุโส สำหรับ บทบาทของ สสสย. นั้น จากวงเสวนาข้างต้นถือเป็นโจทย์สำคัญไม่เฉพาะกับ สสสย. แต่ยังรวมถึง มสส. ที่จะต้องหาทางรับมือกับปรากฏการณ์เหล่านี้ โดยสนับสนุนการเคลื่อนไหวของกลุ่มสื่อมวลชนแกนหลักในการนำเสนอข่าวสารข้อมูลและข้อเท็จจริงในประเด็นเหล่านี้ รวมถึงการจัดกิจกรรมที่เกี่ยวข้องเป็นการเฉพาะ ซึ่ง สสสย. อาจเข้ามาช่วยเสริมในส่วนนี้ได้

ขณะที่ นายศักดา แซ่เอียว ประธานเครือข่ายสื่อมวลชนขับเคลื่อนสุขภาวะเพื่อสังคมไทยยั่งยืน (สสสย.) กล่าวขอขอบคุณวิทยากรผู้ร่วมเสวนาและเพื่อนสื่อมวลชน พร้อมขอความร่วมมือกับสื่อมวลชนกลุ่มหลักให้ช่วยติดตามและนำเสนอข่าวสารเหล่านี้ พร้อมกันนั้น ได้ยื่นหนังสือเปิดผนึกถึง นายเศรษฐา ทวีสิน  นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี เพื่อให้ทบทวนการออกมาตรการ นโยบายและกฎหมายที่เกี่ยวกับแอลกอฮอล์ (อ่านต่อข่าว... “สสสย.” ชงจม.เปิดผนึก เรียกร้องนายกฯเศรษฐา ทบทวนเปิดสถานบริการถึงตี 4)    

'นายพลดอลล่าร์' ฟาดแรง!! ถึงเวลาแล้วที่คนไทยจะยอมต่อไปไม่ได้

(12 ก.พ. 67) จากอินสตาแกรมของ พล.ต.พัชร รัตตกุล หรือ นายพลดอลล่าร์ สามี คุณหญิงแมงมุม ม.ร.ว.ศรีคำรุ้ง ยุคล ได้โพสต์ข้อความอย่างดุเดือด ระบุว่า…

“ความรักและความจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ คือ Soft Power ตัวจริง ที่ทำให้ประเทศชาติอยู่รอดมาได้ และทำให้คนไทยทุกคน สามารถเผยอหน้าขึ้นมาสู้ชนชาติอื่น อย่างมีศักดิ์ศรีได้จนทุกวันนี้ อย่าปล่อยให้เสนียดสังคม ซึ่งไม่เคยทำประโยชนให้กับส่วนรวมแม้แต่น้อยนิด มาทำให้คนไทยต้องแตกแยกความสามัคคี”

พร้อมตามด้วยแคปชันว่า “ถึงเวลาแล้วที่คนไทยจะยอมต่อไปไม่ได้ #ชาติศาสนาพระมหากษัตริย์ #อยู่อย่างจงรัก #ตายอย่างภักดี #เพื่อชาติและราชบัลลังก์ #ทนมากเกินพอ #ราชอาณาจักรไทย #ชื่อบอกอยู่แล้ว #อ่านออกไหม”

'ชาวบ้านกัมพูชา' เผาพื้นที่เกษตรติดต่อ 2 วัน ทำควันไฟดำ ลอยปกคลุมเมืองตราดอีกครั้ง

ยังไม่หยุด!! ชาวบ้านกัมพูชาเผาพื้นที่เกษตรติดต่อกัน 2 วัน ทำไฟลามเข้าแนวเทือกเขาบรรทัดอีกครั้ง ซ้ำยังลามเข้าฝั่งไทยลึกกว่า 1 กม. ส่งผลชาวบ้าน ต.ชำราก อ.เมืองตราด เดือดร้อนหนักจากควันไฟสีดำปกคลุมพื้นที่อย่างรุนแรง

เมื่อวานนี้ (11 ก.พ. 67) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ได้เกิดกลุ่มควันไฟปกคลุมพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ด้าน อ.เมืองตราด อีกครั้ง โดยเฉพาะใน ต.ชำราก อ.เมืองตราด ที่ถูกกลุ่มควันไฟสีดำที่พวยพุ่งขึ้นจากเทือกเขาบรรทัดลอยเข้าปกคลุมพื้นที่ และจากการขึ้นสำรวจบริเวณจุดชมวิวยุทธการชำรากเพื่อติดตามแหล่งที่มาของกลุ่มควันไฟพบว่าอยู่ในจุดที่มีกับระเบิดจึงไม่สามารถเดินทางเข้าดับไฟได้

ขณะเดียวกัน ยังได้ยินเสียงไฟไหม้ต้นหญ้าและเสียงระเบิดดังออกมาอย่างต่อเนื่อง และเมื่อประสานไปยังเจ้าหน้าที่ทหารพรานนาวิกโยธิน กองร้อย 535 บ้านชำราก ด้วยการเดินเท้าผ่านเส้นทางราบและเนินดินไปสันเขาบรรทัด พบว่า มีต้นหญ้าแห้ง ต้นไม้ถูกไฟเผาไหม้เป็นทางยาวขนานไปกับสันเขา ยาวประมาณ 2-3 กิโลเมตร ซึ่งระยะที่เกิดไฟไหม้ยังลึกเข้ามาในเขตชายแดนไทยประมาณ 1 กิโลเมตรด้วย

น.อ.นฤมิต ศุขสมิติ ผู้บังคับหน่วยนาวิกโยธินตราด (ผบ.ฉก.นย.ตราด) เผยว่า ไฟป่าตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาด้าน จ.ตราด และจันทบุรี เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นประจำในช่วงหน้าแล้ง เนื่องจากชาวกัมพูชาที่ทำเกษตรกรรมได้ทำการเเผ้วถางป่าด้วยการเผาจึงทำให้เกิดกลุ่มควัน และเศษวัสดุที่เป็นเถ้าถ่านลอยมาฝั่งไทย และมีไฟไหม้ลุกลามเข้ามาฝั่งไทย

“ในส่วนของทหารนาวิกโยธินตราด ได้เข้าไปหารือและร่วมกันทำแนวกันไฟร่วมกับชาวบ้านใน ต.แหลมกลัด (เขาล้าน) ส่วนในพื้นที่อื่น ๆ ได้ประสานความร่วมมือในการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น แต่ยังพบว่ามีไฟป่าลุกไหม้และลุกลามอย่างต่อเนื่อง” น.อ.นฤมิต กล่าว

อย่างไรก็ตาม ไฟป่าที่เกิดขึ้นครั้งล่าสุดผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งว่า เกิดจากการเผาป่าในประเทศกัมพูชา ที่ยาวนานติดต่อกันมาถึง 2 วันแล้ว จนส่งผลกระทบต่อประชาชนชาวไทยตามแนวชายแดน ซึ่งในวันนี้ถือว่ามีควันไฟลอยเข้าปกคลุมรุนแรงมากที่สุด

ขณะที่ นายพีระ เอี่ยมสุนทร รองผู้ว่าราชการจังหวัดตราด เผยว่าเรื่องของไฟป่า ผู้ว่าราชการจังหวัดตราดได้ให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก และที่ผ่านมาได้มีการประสานไปยังประเทศเพื่อนบ้านเพื่อขอความร่วมมือจากประชาชนทั้ง 2 ประเทศ ไม่ให้ไม่เผาเศษวัสดุต่าง ๆ รวมทั้งยังเน้นย้ำให้ใช้กฎหมายเพื่อเอาผิดกับผู้ไม่ปฏิบัติตามประกาศจังหวัดในการห้ามเผาป่า หรือเผาวัสดุอื่น ๆ อีกด้วย

'พล.ต.ท.เรวัช เปิดใจถึง 'ตะวัน' กรณีขบวนเสด็จฯ "หากหนูไม่เคารพไม่ศรัทธา ก็ไปอยู่ประเทศอื่น"

จากกรณี ตะวัน ทะลุวัง นักเคลื่อนไหวและผู้ต้องหาคดีมาตรา 112 ขับรถแซงขบวนเสด็จ ซึ่งขบวนกำลังแล่นผ่านทางด่วน โดยไม่ได้มีการปิดถนนแต่อย่างใด มีเพียงรถนำตำรวจปิดหัวท้ายขบวนเท่านั้น และประชาชนสามารถใช้ทางได้ตามปกติ

แต่แก๊งทะลุวังพยายามขับรถบีบแตรลากยาว และขับแซงรถขบวนเสด็จ ซึ่งทำให้ทางเจ้าหน้าที่ต้องจอดรถเพื่อมาดำเนินการตามมาตรการใช้รถขวาง

ล่าสุด (12 ม.ค. 67) พลตำรวจโท เรวัช กลิ่นเกษร ได้ออกมาพูดถึงประเด็นดังกล่าวผ่านช่องยูทูบระบุว่า…

“ผมเห็นคลิปเหตุการณ์เรื่องราวใหญ่โต หลังจากไอ้เด็กผู้หญิงคนนี้ ผมไม่รู้ว่าเกิดมาจากที่ไหนนะครับ หนูอยู่ประเทศไทยได้ยังไงอะ หนูกระทำการครั้งนี้ ผมเห็นว่าบังอาจมากนะลูก หนูยังเป็นเด็กที่อายุแค่ 20 กว่าปี หนูกระทำการครั้งนี้ว่าบังอาจมาก ถ้าถามว่าบังอาจยังไง บังอาจดูถูกดูหมิ่นคนที่เคารพศรัทธา ผมศรัทธายิ่งกว่าชีวิตนะครับ อย่าดูหมิ่นศรัทธาของชาวบ้านครับ”

“หนูเดินผิดทางแล้วอิหนู ซึ่งหนูจะไม่เคารพไม่ศรัทธาก็ไปอยู่ประเทศอื่นสิ ผมไม่ได้อยากยุ่งกับการเมืองนะ แล้วก็ใครอย่าไปถือหางนะ จะไปประท้วงเรื่องอะไรก็ไปประท้วง แล้วมายุ่งเรื่องทางนี้ทำไมอะไม่เข้าท่าเลย” พลตำรวจโท เรวัช กล่าว

พลตำรวจโท เรวัช กล่าวต่อว่า “บางอย่างหนูก็ทำถูกต้อง แต่บางอย่างหนูก็ทำดีผมก็เห็นด้วย เพราะหนูเป็นเด็กรุ่นใหม่ และเวลาที่หนูเข้าไปอยู่เรือนจำกันก็ประท้วงอดข้าวอดน้ำ กรมราชทัณฑ์เวลาเขาประท้วงก็เป็นสิทธิของเขา ก็ปล่อยให้เขาอดข้าวตายไปสิ ถ้าเจ็บไข้ได้ป่วยก็ค่อยรักษา ผมดูอยู่ตลอดนะครับ”

'กรุงเทพ' ติดโผเมืองที่ใช้เวลาเดินทางไปทำงานมากที่สุดในโลก  พบใช้เวลาเฉลี่ย '58 นาที' ต่อเที่ยว สูงกว่าค่าเฉลี่ย 2 เท่า

ไม่นานมานี้ รายงานจาก 'การขนส่งสาธารณะทั่วโลกประจำปี 2022' ของ Moovit ซึ่งเป็นบริษัทวิเคราะห์การขนส่งของโลก ได้ระบุว่า...

เมืองอิสตันบูล เป็นเมืองที่รั้งอันดับหนึ่งของเมืองที่ผู้คนใช้เวลาเดินทางด้วยขนส่งสาธารณะไปทำงานเฉลี่ยนานที่สุดในโลก คือ 77 นาทีต่อเที่ยว

ส่วน นิวยอร์ก และ กรุงเทพฯ ผู้คนใช้เวลาเดินทางไปทำงานเฉลี่ย 58 นาทีต่อเที่ยว หรือเกือบ 2 ชั่วโมงในการเดินทางไป-กลับ

ทั้งนี้ มีงานวิจัยหลายชิ้นพบความเชื่อมโยงระหว่างการใช้เวลาเดินทางไปทำงานที่ยาวนานกับสุขภาพจิตที่แย่ลง และมีแนวโน้มที่จะมีอาการซึมเศร้ามากกว่าผู้ที่เดินทางน้อยกว่า 30 นาที ถึง 16%

โดยเวลาที่เหมาะในการเดินทางควรอยู่ระหว่าง 5-16 นาทีต่อเที่ยว หรือมากสุดไม่ควรเกิน 30 นาทีต่อเที่ยว ซึ่งเป็นการสำรวจพบว่าเป็นช่วงระยะเวลาที่พนักงานสามารถรับได้และไม่ทำให้พวกเขาเหนื่อยกับการเดินทางมากเกินไป เท่ากับผู้คนในกรุงเทพฯ ใช้เวลาเดินทางไปทำงานมากกว่าค่าเฉลี่ยเกือบ 2 เท่าเลยทีเดียว

ฉะนั้น หากวัยทำงานรู้สึกว่าตนใช้เวลาเดินทางไปทำงานนานเกินไปในแต่ละวัน จนส่งผลกระทบต่อสุขภาพร่างกายและจิตใจ อาจถึงเวลาที่จะพิจารณาย้ายที่อยู่ให้ใกล้ที่ทำงานมากขึ้น หรือหางานใหม่ที่ใกล้บ้านมากขึ้น

แต่ก็อย่างที่หลายคนรู้ดีว่า ชีวิตคนเราไม่สามารถเลือกได้ขนาดนั้น ใครไม่สามารถย้ายที่พักหรือย้ายที่ทำงานได้ในเร็วๆ นี้ ดร.ซอนยา นัตแมน จากคณะสาธารณสุข มหาวิทยาลัยดีคิน (Deakin University) ประเทศออสเตรเลีย แนะนำว่า หนึ่งในวิธีที่จะช่วยให้ลดผลเสียจากการเดินทางนานๆ บนท้องถนนได้ก็คือ...

หากนั่งรถสาธารณะให้ยืนดีกว่านั่ง (หรือยืนสลับนั่ง) เพื่อให้ร่างกายได้เคลื่อนไหว และพยายามทำให้การเดินทางของคุณปราศจากความเครียดเท่าที่จะเป็นไปได้ เช่น ฟังพอดแคสต์ ฟังเพลง หรือหนังสือเสียง สวมรวมถึงเลือกรองเท้าที่ใส่สบาย ยืนนานๆ แล้วไม่เมื่อยไม่เจ็บเท้า เป็นต้น

นทท.ต่างชาติโชว์สยิวโจ่งครึ่มในไทย แม้รู้ผิดกฎหมาย แถมโบกไม้โบกมือให้กับคนที่ผ่านไป-มา ไร้ความละอาย

เมื่อไม่นานมานี้ นสพ. New York Post สหรัฐอเมริกา เสนอรายงานพิเศษ Sex-crazed tourists filmed making whoopie on Thailand beach as others look on and laugh ว่าด้วยพฤติกรรม ‘โชว์สยิว’ ในย่านชายหาดและแหล่งท่องเที่ยวของเมืองพัทยา จ.ชลบุรี ประเทศไทย ของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ซึ่งกรณีล่าสุด ปรากฏคลิปวีดีโอความยาว 1 นาที เป็นภาพคู่รักชาย-หญิงชาวต่างชาติ มีเพศสัมพันธ์กันแบบโจ๋งครึ่มไม่แคร์สายตาผู้พบเห็น บริเวณถนนริมชายหาด ขณะที่คนอื่นๆ ในบริเวณนั้นก็หัวเราะอย่างสนุกสนาน

เมื่อคลิปวีดีโอดังกล่าวถูกแชร์บนเฟซบุ๊ก เมื่อวันที่ 7 ก.พ.67 มันได้ถูกตั้งคำถามจากชาวเน็ต เช่น “นี่เป็นเรื่องปกติของพัทยาหรือ?” / “ทำไมไม่ไปทำกันที่โรงแรม?” / “ต้องเป็นคนแบบไหนหรือถึงทำแบบนี้ได้?” เป็นต้น 

ขณะที่สื่อท้องถิ่นของประเทศไทยรายงานว่า เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่บริเวณถนนริมหาดนาจอมเทียน ซึ่งเป็นที่ตั้งของคอนโดมิเนียมสูง โรงแรม และร้านอาหาร และอยู่ไม่ไกลจากศูนย์กีฬาทางน้ำพัทยา

โดยถนนเส้นดังกล่าวมีผู้คนพลุกพล่านทั้งคนในท้องถิ่นและนักท่องเที่ยวตลอดเวลาไม่ว่ากลางวันหรือกลางคืน แม้แต่ช่วงกลางดึกอย่างเวลา 02.00-04.00 น. ก็เช่นกัน อีกทั้งยังเป็นจุดที่อาจพบเห็นการกระทำที่เข้าข่ายอนาจารในที่สาธารณะได้ แม้พฤติกรรมดังกล่าวจะมีความผิดตามกฎหมายไทยก็ตาม 

สำหรับกรณีล่าสุดที่เป็นข่าว เบื้องต้นตำรวจได้ทำการสืบสวน แต่ก็อาจช้าเกินไปเสียแล้ว เมื่อมีรายงานว่า แม้คลิปวีดีโอเพิ่งถูกแชร์เมื่อสัปดาห์ล่าสุด แต่เหตุการณ์ในคลิปที่ถูกบันทึกไว้น่าจะเกิดขึ้นก่อนหน้านั้นเป็นเดือน ซึ่งคู่รักที่อยู่ในคลิปก็น่าจะออกจากพัทยาไปแล้ว

รายงานข่าวกล่าวต่อไปว่า เรื่องทำนองนี้ในประเทศไทยไม่ใช่เกิดขึ้นครั้งแรก ย้อนไปเมื่อปี 2566 มีกรณี ผู้หญิงรายหนึ่งถูกจับได้ว่าทำออรัลเซ็กซ์กับผู้ชายคนหนึ่งใต้เสาไฟถนนบนทางเท้าสาธารณะ ขณะที่คนงานกำลังจัดเวทีในบริเวณใกล้เคียง หรือเมื่อช่วงเทศกาลคริสต์มาสของปี 2565 ก็มีข่าวชาวต่างชาติสภาพเมา มีเพศสัมพันธ์กับหญิงขายบริการทางเพศในที่สาธารณะ แถมยังโบกไม้โบกมือให้กับคนที่ผ่านไป-มาอีกต่างหาก

ก็คงต้องตามดูกันต่อไป ว่าปัญหานี้ ทางภาครัฐจะเข้ามาจัดการแบบเข้มงวดแค่ไหน หลังกลายเป็นข่าวสะพัดไปในหน้าสื่อต่างชาติ จนอาจทำภาพลักษณ์การท่องเที่ยวไทยเสื่อมเสียในจังหวะที่การท่องเที่ยวไทยกำลังบูม

'ศูนย์วิจัยกสิกร' มอง!! ส่งออกข้าวไทยปี 67 อาจจะลดลง -13% หากอินเดียกลับมาส่งออกข้าวแข่งกับไทย หลังจบการเลือกตั้ง

(12 ก.พ. 67) Business Tomorrow เผย ตัวเลขปี 2566 ซึ่งเป็นปีทองส่งออกข้าวไทย เนื่องจากการส่งออกข้าวไทยมีมูลค่าสูงสุดในรอบ 5 ปีอยู่ที่ 5,144 ล้าน ดอลลาร์ หรือเติบโต +29% (YoY) โดยเป็นการเติบโตทั้งด้านราคาที่ +13.8% (YoY) ตามราคาข้าวโลกที่ปรับสูงขึ้น ภายใต้ปัจจัยหลัก 2 ประการด้วยกัน ได้แก่...

1. อินเดียงดส่งออกข้าว และปริมาณที่เติบโต +14% (YoY) (จาก 7.7 ล้านตันเป็น 8.8 ล้านตัน)

2. แรงหนุนซื้อหลักจาก อินโดนีเซีย, มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ (ไทยส่งออกไป 3 ประเทศ นี้เพิ่มขึ้นเฉลี่ย +590% (YoY) และมีสัดส่วนปริมาณส่งออกรวม +26%)

อย่างไรก็ตาม ศูนย์วิจัยกสิกรมองปี 2567 ได้คาดการณ์ว่า การส่งออกข้าวไทยจะลดลง จากคำสั่งซื้อใหม่ของผู้ซื้อหลักที่อาจลดลงจากที่ได้เร่งนำเข้าไปแล้วในปีก่อนแม้บางส่วนจะถูกชดเชยด้วยการขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐกับอินโดนีเซียและจีน ขณะที่ไทยคงเผชิญเอลนีโญในช่วงไตรมาสแรกของปีที่จะทำให้เกิดภัยแล้ง สะท้อนจากข้อมูลของ NOAA1 ที่คาดว่า เอลนีโญที่กำลังดำเนินอยู่จากดัชนี Ocean Nino Index (ONI) ที่สูงกว่า 0.5 องศาเซลเซียส อาจต่อเนื่องถึงในเดือน มี.ค.2567 

อีกทั้งปริมาตรน้ำใช้การได้ในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ท้ังประเทศในวันที่ 7 ก.พ.2567 ลดลง -8% (YoY) กดดัน 2 ผลผลิตข้าวนาปรัง อย่างไรก็ตาม มีความเป็นไปได้ที่เอลนีโญจะอ่อนกำลังลงและ เข้าสู่ภาวะเป็นกลางมากขึ้นตั้งแต่เดือนเม.ย. 2567 จึงอาจกระทบผลผลิตข้าวนาปีไม่มาก ส่งผลต่อภาพรวมผลผลิตข้าวไทยในปีนี้ให้ยังอยู่ในระดับสูงที่ราว 31 ล้านตันข้าวเปลือกซึ่งมีเพียงพอเพื่อการส่งออก

>> อินเดียอาจกลับมาส่งออกข้าวในช่วงครึ่งหลังปี 67

ขณะที่ปัจจัยเสี่ยงสำคัญอย่างนโยบายส่งออกข้าวอินเดียในปี 2567 จะกระทบการส่งออกข้าวไทยอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากอินเดียเป็นผู้ส่งออกข้าวหลักอันดับ 1 ของโลกที่ครองสัดส่วนปริมาณส่งออกราว 40% โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า มีความเป็นไปได้ที่อินเดียจะยกเลิกการห้ามส่งออกข้าวขาวในช่วงครึ่งหลังของ ปี 2567 หลังผ่านพ้นการเลือกตั้งในเดือน เม.ย.-พ.ค.นี้

เนื่องจากเหตุผลทางการเมืองในช่วงก่อนเลือกตั้งที่พรรครัฐบาลอินเดียของโมดีต้องการรักษาความนิยม และเพื่อควบคุมเงินเฟ้อภายในประเทศ จึงใช้มาตรการห้ามส่งออกข้าว (ข้าวขาว) ซึ่งคาดว่าคงมีความจำเป็นน้อยลงหากการเลือกตั้งเสร็จสิ้น ประกอบกับ USDA2 คาดว่า ผลผลิตข้าวของอินเดียในปี 2567 อาจลดลงไม่มากที่ 2.8% (YoY)

ดังนั้นการที่อินเดียน่าจะกลับมาส่งออกข้าวทำให้ไทยเผชิญการแข่งขันด้านราคากับอินเดีย ซึ่งจะกดดันการส่งออกข้าวขาวไทยในปี 2567 ให้ลดลง -17% (YoY) (จาก 4.8 ล้านตันเป็น 4 ล้านตัน) ซึ่งเป็นประเภทข้าวที่ไทยส่งออกมากที่สุด คิดเป็น 51% ของปริมาณการส่งออกข้าวทั้งหมดของไทย ทั้งนี้ไทยมีราคาส่งออกข้าวขาวสูงกว่าอินเดีย จึงกระทบส่วนแบ่งตลาดส่งออกข้าวขาวไทยในตลาดโลกให้ลดลง

อย่างไรก็ดีแม้ว่าการส่งออกข้าวขาวจะมีปริมาณลดลงแต่ไทยยังมีโอกาสในการส่งออกข้าวหอมมะลิ โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า ไทยอาจมีปริมาณส่งออกข้าวหอมมะลิ เพิ่มขึ้น +5% (YoY) (จาก 1.32 ล้านตันเป็น 1.39 ล้านตัน) โดยข้าวหอมมะลิ แม้จะมีสัดส่วนปริมาณส่งออกไม่มากที่ 18% แต่เป็นข้าวเกรดพรีเมียมที่มีราคาขายสูง มีคุณภาพและมีโอกาสโดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกาที่เป็นตลาดส่งออกข้าวหอมมะลิอันดับ 1 ของไทย ซึ่งเติบโตเพิ่มขึ้นจากเฉลี่ย +2.1% ต่อ ปีในปี 2557-2561 เป็นเฉลี่ย +5.2% ต่อปีในปี 2562-2566

โดยสรุป ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่าในปี 2567 ภาพรวมมูลค่าส่งออกข้าวไทย อาจลดลง -13% (YoY) จาก 5,144 ล้านดอลลาร์ เป็น 4,495 ล้าน ดอลลาร์ เนื่องจากปริมาณการส่งออกข้าวลดลง -10% (YoY) จาก 8.8 ล้านตัน เป็น 7.9 ล้านตัน และราคาส่งออกข้าวเฉลี่ยลดลง -3% (YoY) จาก 587 ดอลลาร์ต่อตัน เป็น 569 ดอลลาร์ต่อตัน โดย สาเหตุหลักมาจากแรงฉุดของมูลค่าการส่งออกข้าวขาวที่ลดลงทั้งในด้านปริมาณ และราคา เนื่องจากศูนย์วิจัยกสิกรอาจกลับมาส่งออกข้าวขาวหลังการเลือกตั้ง

‘ผบ.ทร.’ ขอ ‘คนไทย’ เข้าใจเรื่องขบวนเสด็จฯ พร้อมย้ำเรามีวันนี้ได้เพราะ ‘สถาบันพระมหากษัตริย์’

(12 ก.พ.67) พล.ร.อ.อะดุง พันธุ์เอี่ยม ผู้บัญชาการทหารเรือ (ผบ.ทร.) ให้สัมภาษณ์กรณีการใช้เสรีภาพแสดงออก ภายหลังเกิดกรณีนักเคลื่อนไหวการเมืองบีบแตรและพยายามขับรถแทรกระหว่างขบวนเสด็จ ว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นสถาบันที่อยู่คู่บ้านเมือง และนำพาประเทศชาติ รอดมาถึงทุกวันนี้ ถ้าทุกท่านได้ศึกษาประวัติศาสตร์ ไม่ว่าจะรัชกาลใด ได้นำพาประเทศให้เจริญก้าวหน้าทัดเทียมอารยประเทศ รวมทั้งแก้ปัญหาในคราวที่ชาวต่างชาติจะมายึดครองประเทศไทย วันนี้ดูเป็นเรื่องง่าย เพราะเป็นโลกของการสื่อสาร การตัดสินใจมีคณะกรรมการมากมาย แต่สมัยก่อนการตัดสินใจ ในการนำพาประเทศชาติ อยู่ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระองค์เดียว ท่านได้นำพาประเทศชาติมาจนถึงทุกวันนี้ ขอให้คนไทยทุกระลึกและนึกอยู่เสมอว่าเรามีวันนี้ได้เพราะพระองค์ท่าน

“การที่ท่านสัญจรไปไหนมาไหน ความรักในท่าน อยากให้เราทำการจราจรให้เรียบร้อย รถที่ติดนั้น พระองค์ท่านจะต้องไปปฏิบัติภารกิจมากมาย ก็จะได้เดินทางไปด้วยความเรียบร้อย ถึงที่หมายทันเวลาเท่านั้นเอง คือความมุ่งประสงค์ เพราะฉะนั้น อยากให้คนไทยทุกเข้าใจ เรารักใครสักคน คุณพ่อคุณแม่ทุกท่าน หากไม่สบาย มีรถฉุกเฉินก็เพื่อวัตถุประสงค์ไปให้ถึงจุดหมายที่ทันเวลาเท่านั้นเอง ขอให้เราคนไทย อยู่กันด้วยความเข้าใจ ความเคารพ ความรัก ความศรัทธา จะทำให้การปฏิบัติต่อพระองค์ท่านเป็นไปด้วยความเรียบร้อย” ผบ.ทร. กล่าว

ชื่นชม!! นักเรียน ป.5 กำพร้าแต่ใจสู้ หารายได้เลี้ยงตัวเอง ขายนมเปรี้ยวตามสี่แยกตอนเลิก ฝัน!! อยากเป็นหมอช่วยคน

ทุกวันในช่วงเย็นถึงค่ำมืด ผู้ใช้รถใช้ถนนที่ผ่านมาจอดติดไฟแดงบ้านฉาง อำเภอบ้านฉาง จังหวัดระยอง จะเห็นเด็กผู้ชายสวมชุดนักเรียน เดินหิ้วถุงนมเปรี้ยวขายที่บริเวณแยกไฟแดง ซึ่งลักษณะท่าทางของเด็กชายนั้นมาในลักษณะที่สุภาพอ่อนโยน ไม่ว่าคนที่นั่งอยู่ในรถ จะซื้อหรือไม่ซื้อ พ่อค้าตัวน้อยคนนี้ก็จะโค้งคำนับอย่างนอบน้อม จึงเป็นภาพที่ติดตาผู้ขับขี่ที่สัญจรอยู่บริเวณนี้เป็นประจำ หลายคนที่เห็นกริยามารยาทก็อดที่จะเปิดกระจกลงมา ถามไถ่ ทักทายและช่วยอุดหนุน แต่ก็ไม่ใช่ว่าพ่อค้าตัวน้อยจะขายได้ทุกวัน บางวันขายไม่ได้เลยก็มี 

(12 ก.พ. 67) ผู้สื่อข่าวได้ติดตามตรวจสอบ จนพบว่าเด็กนักเรียนชายคนนี้ คือ เด็กชายพรพิพัฒน์ ด้วงนาม ชื่อเล่น น้องแม็ก อายุ 13 ปี กำลังศึกษาอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนวัดสำนักกะท้อน ต.สำนักท้อน อ.บ้านฉาง จ.ระยอง มีพี่สาวร่วมบิดามารดา 1 คน ชื่อ นางสาวณัฐธิดา แก้วตา ชื่อเล่นน้องตอง อายุ 17 ปี บิดา ชื่อนายปรีชา ใจสุข เสียชีวิตตั้งแต่น้องแม็กยังเด็ก ส่วนมารดาชื่อนางสาวประหยัด ด้วงนาม เสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์ เมื่อปี พ.ศ 2564 น้องแม็กจึงเป็นเด็กกำพร้าบิดามารดา ต้องใช้ชีวิตอยู่เพียงลำพัง เนื่องจากพี่สาวก็ไปอยู่กับญาติ ส่วนตัวแม็กได้มาขออาศัยอยู่กับนางสมหมาย วิเชียรวัฒน์ อายุ 41 ปี หรือ น้าแอน เพื่อนของแม่ ที่คุ้นเคยกันมาตั้งแต่แม่ยังมีชีวิตอยู่ น้าแอนเลี้ยงดูน้องแม็กเหมือนลูกหลาน แต่น้องแม็กเป็นเด็กมีความคิดเหมือนผู้ใหญ่ เมื่อมาอาศัยอยู่ก็ไม่ได้อยู่ฟรีๆ น้องแม็กตัดสินใจจ่ายค่าเช่าเดือนละ 300 บาท ค่ากินอยู่วันละ 40 บาท ซึ่งได้มาจากการขายนมเปรี้ยวทุกวันหลังเลิกเรียน 

ชีวิตประจำวันของน้องแม็ก จะตื่นนอนแต่เช้าตรู่ อาบน้ำ หลังจากนั้นตนเองต้องเดินไปโรงเรียนเป็นระยะทาง 1 กิโลเมตร เมื่อเลิกเรียนต้องรีบกลับบ้าน เพื่อเตรียมตัวไปรับจ้างขายนมเปรี้ยว น้องแม็กจะเดินเร่ขายนมเปรี้ยวตามสี่แยกไฟแดง เพื่อนำเงินมาเลี้ยงชีพตนเองและเก็บไว้สำหรับการเรียนต่อในอนาคต ซึ่งในแต่ละวันขายได้ประมาณวันละ 10 ถุง จะได้ค่าจ้างถุงละ 20 บาท แต่บางวันก็ขายไม่ได้เลย ซึ่งวันจันทร์-ศุกร์ จะเร่ขาย ถึง 3 ทุ่ม และ ในช่วงวันหยุดจะขายนมตั้งแต่บ่ายจนถึงประมาณ 4 ทุ่ม 

ครูที่โรงเรียนทุกคน ยอมรับว่า น้องเป็นเด็กที่มีหัวใจแกร่งมาก ทั้งเรียนดี ขยันและอดทน ซึ่งทางโรงเรียนก็พยายามหาทางช่วยเหลือเรื่องทุนการศึกษา เพราะเรียนที่โรงเรียนนี้มาตั้งแต่อนุบาลและเคยได้รับทุนการศึกษา แต่พอมาปีนี้ ไม่มีรายชื่อ ไม่รู้ว่าหลุดไปได้อย่างไร ก็พยายามขอจากหน่วยงานอื่นให้อีกแต่ผลยังไม่ออก

ด้านนางสมหมาย วิเชียรวัฒน์ อายุ 41 ปี เป็นผู้ดูแลเลี้ยงดู บอกว่า เลี้ยงดูน้องแม็กเหมือนลูก ตั้งแต่บิดามารดาเสียชีวิตไป นิสัยของน้องแม็กเป็นคนน่ารักอัธยาศัยดี รักเพื่อน รักพี่น้อง เป็นคนขยันอดทนทำงานหนักได้ ช่วยทำงานบ้าน ล้างจาน

ด้านเด็กชายพรพิพัฒน์ หรือ น้องแม็ก ยอมรับว่า ทุกวันเกิดความเหงา เพราะคิดถึงแม่ แต่ก็อดทน เวลาไปขายของก็ขายได้ไม่มาก แต่ก็ยังมีรายได้มาจุนเจือเลี้ยงตัวเอง เพราะต้องจ่ายค่ากินวันละ 40 บาท แต่ก็กินได้ทั้งวัน ส่วนค่าที่อยู่อาศัย จ่ายเป็นค่าน้ำไฟเดือนละ 300 บาท บางเดือนขายของไม่ได้ ก็ติดไว้ก่อน พอขายได้ค่อยเอามาจ่าย อนาคตอยากเป็นหมอเพราะอยากรักษาคนจะได้ไม่เป็นเหมือนแม่ สิ่งที่ฝันอยากได้ตอนนี้คือเงินมาเป็นทุนการศึกษา ส่งตัวเองเรียนหมอ หากได้เป็นหมอจะได้รักษาผู้ป่วยได้บุญได้ช่วยเหลือผู้อื่น

สำหรับผู้ใจบุญ ต้องการช่วยเหลือทุนการศึกษา บัญชี ธ. ออมสิน ชื่อ เพื่อการศึกษา เด็กชายพรพิพัฒน์ ด้วงนาม เลขที่ 020433381769


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top