Saturday, 7 November 2026
NEWS FEED

‘อนุทิน’ เยือนจีนอย่างเป็นทางการ!! ไทย–จีนเดินหน้าหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ บินเยือน 3 เมืองใหญ่ เซี่ยงไฮ้–เฉิงตู–ปักกิ่ง สานต่อมิตรภาพ 51 ปี เปิดประตูการค้า ลงทุน เทคโนโลยี และการศึกษา

นายกฯ เตรียมเยือนจีนอย่างเป็นทางการ 16 - 20 ก.ค. นี้ สานต่อมิตรภาพ สร้างโอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจ เพื่อความมั่นคงและความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย มีกำหนดการเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 16 - 20 ก.ค. 69 ตามคำเชิญของนายหลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อสานต่อพลวัตความสัมพันธ์ทางการทูตไทย - จีน ซึ่งก้าวเข้าสู่ปีที่ 51 และต่อยอดความเป็นหุ้นส่วนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์รอบด้านให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

สำหรับภารกิจสำคัญของนายกฯ ในการเยือนครั้งนี้ ครอบคลุม 3 เมืองสำคัญ ได้แก่ นครเซี่ยงไฮ้ นครเฉิงตู และกรุงปักกิ่ง โดยที่นครเซี่ยงไฮ้ นายกฯ มีกำหนดการเข้าเยี่ยมคารวะนายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน และเข้าร่วมพิธีเปิดการประชุมปัญญาประดิษฐ์โลก ค.ศ. 2026 ตามคำเชิญของประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน

จากนั้น ที่นครเฉิงตู นายกฯ จะเป็นประธานในพิธีเปิดงานสัมมนา Thailand-China (Sichuan) Investment and Economic Forum 2026 และพิธีเปิดฝ่ายการลงทุนประจำสถานกงสุลใหญ่ ณ นครเฉิงตู เพื่อขยายเครือข่ายการส่งเสริมการลงทุนของไทยสู่ภูมิภาคตะวันตกของจีน พร้อมพบหารือกับภาคเอกชนรายใหญ่ของจีน และกลุ่มนักธุรกิจไทยที่ลงทุนในจีน เพื่อสนับสนุนความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุนระหว่างกัน

สำหรับกรุงปักกิ่ง นายกฯ มีกำหนดการประชุมทวิภาคีแบบเต็มคณะกับนายหลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาชนจีน และพบหารือกับนายจ้าว เล่อจี้ ประธานสภาประชาชนแห่งชาติสาธารณรัฐประชาชนจีน พร้อมร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามความตกลงที่สำคัญระหว่างหน่วยงานภาครัฐของไทยกับจีนเพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือในมิติต่าง ๆ อาทิ การค้า การลงทุน การเกษตร สาธารณสุข วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การศึกษา และสื่อมวลชน เพื่อยกระดับความร่วมมือไทย–จีนให้เกิดผลเป็นรูปธรรมและสร้างประโยชน์ร่วมกันในระยะยาว

ที่มา : https://www.facebook.com/100064582216937/posts/1472700831559310/?rdid=ME60HZqm6squfgul#

ครม.ทบทวนฟรีวีซ่า!! ไฟเขียวปรับฟรีวีซ่าใหม่ ยึดหลัก 1 ประเทศ 1 สิทธิ ลดพำนัก 60 วัน ปิดช่องโหว่อาชญากรรม รักษาสมดุลท่องเที่ยว–ความมั่นคง

ครม.ทบทวนมาตรการฟรีวีซ่า ยกเลิกสิทธิพำนัก 60 วัน ลดช่องโหว่อาชญากรรม รักษาสมดุลท่องเที่ยว-ความมั่นคง

ครม. (14 ก.ค. 69) เห็นชอบการทบทวนมาตรการยกเว้นการตรวจลงตราและการให้สิทธิการตรวจลงตราของไทยเพิ่มเติม เพื่อให้การอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวต่างชาติ ควบคู่กับการปิดช่องโหว่ด้านความมั่นคง ป้องกันการใช้สิทธิผิดวัตถุประสงค์ และลดความซ้ำซ้อน โดยยึดหลัก “1 ประเทศ 1 สิทธิ”

สาระสำคัญ คือ ยกเลิกมาตรการยกเว้นการตรวจลงตราเพื่อการท่องเที่ยว การทำงาน หรือติดต่อธุรกิจระยะสั้น และให้พำนักได้ไม่เกิน 60 วัน สำหรับ 93 ประเทศและดินแดน พร้อมปรับสิทธิใหม่ให้เหมาะสมกับแต่ละประเทศ โดยกำหนดให้ 59 ประเทศและดินแดนได้รับสิทธิพำนักได้ไม่เกิน 30 วัน และมอริเชียส-เซเชลส์ ได้รับสิทธิพำนักไม่เกิน 15 วัน

ภายหลังการทบทวน จะมีประเทศและดินแดนที่ได้รับสิทธิตามมาตรการต่าง ๆ รวม 65 ประเทศและดินแดน โดยร่างประกาศกระทรวงมหาดไทยที่เกี่ยวข้องจะมีผลใช้บังคับเมื่อพ้น 15 วันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา ส่วนชาวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยก่อนประกาศใหม่มีผลใช้บังคับ จะยังสามารถพำนักต่อได้ตามระยะเวลาสิทธิเดิมที่เหลืออยู่

ที่มา : https://www.facebook.com/100064582216937/posts/1472054104957316/?rdid=5T0PM6Iy4uOUWZAg#

นักวิจัย มจธ.รับทุนวิจัย!! 7 โครงการได้รับทุนวิจัยมูลนิธิกระจกอาซาฮี ปี 2569 50,000 ดอลลาร์สหรัฐสมทบ 5 สาขาเน้นเทคโนโลยี-สังคม งานวิจัยต่อยอดแก้ปัญหาสังคม

7 นักวิจัย มจธ. รับทุนวิจัยมูลนิธิกระจกอาซาฮี ประจำปี 2569

มูลนิธิกระจกอาซาฮี (The Asahi Glass Foundation – AF) ประเทศญี่ปุ่น ร่วมกับ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) จัดพิธีมอบทุนวิจัยประจำปี 2569 (Research Grant Award Ceremony 2026) โดย มร.ทาคุยะ ชิมามุระ (Mr. Takuya Shimamura) ประธานมูลนิธิกระจกอาซาฮี กล่าวแสดงความยินดีกับผู้ได้รับทุน รศ. ดร.สุวิทย์ แซ่เตีย อธิการบดี มจธ. กล่าวต้อนรับ และ ดร.กัญญวิมว์ กีรติกร รองอธิการบดีอาวุโสฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม มจธ. กล่าวรายงาน โดยมีผู้บริหารมูลนิธิกระจกอาซาฮี ผู้บริหารบริษัทในเครือ AGC Group และผู้บริหารมหาวิทยาลัย ร่วมแสดงความยินดีกับผู้ที่ได้รับทุนวิจัย เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ณ ห้องประชุมออดิทอเรียม ชั้น 3 อาคารการเรียนรู้พหุวิทยาการ (LX)
รศ. ดร.สุวิทย์ แซ่เตีย อธิการบดี มจธ. กล่าวว่า ทุนวิจัยมูลนิธิกระจกอาซาฮีเป็นทุนสนับสนุนนักวิจัยในการสร้างองค์ความรู้ใหม่ที่นำไปสู่แนวทางแก้ไขปัญหาที่ตอบโจทย์สังคมและอุตสาหกรรมต่อไปในอนาคต ซึ่งในปีนี้ มจธ. ได้รับสนับสนุนทุนวิจัยจากมูลนิธิฯ จำนวน 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ (USD) และมหาวิทยาลัยร่วมสมทบทุนวิจัย จำนวน 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ (USD) ให้กับ 7 โครงการ ใน 5 สาขาการวิจัย ได้แก่

1) สาขาวัสดุศาสตร์ (Materials Sciences) จำนวน 3 โครงการ ได้แก่ 1) โครงการพัฒนานวัตกรรมพลาสติกชีวภาพจากวัสดุพื้นฐานสู่ผลิตภัณฑ์ที่มีฤทธิ์ต้านแบคทีเรียและย่อยสลายได้ สำหรับการประยุกต์ใช้ในกระบวนการเป่าขึ้นรูปและการพิมพ์สามมิติ โดย รศ.ดร.เยี่ยมพล นัครามนตรี ภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ 2) โครงการออกแบบโครงสร้างแบบลำดับชั้นของโครงข่ายโลหะอินทรีย์บนโครงข่ายโลหะอินทรีย์สำหรับการเร่งปฏิกิริยาการเกิดออกซิเจนที่มีสมรรถนะสูง โดย ผศ.ดร.ชุติมา ก้องวโรดม ภาควิชาวิศวกรรมเคมี คณะวิศวกรรมศาสตร์ และ 3) โครงการอะซีตัลไลเซชันอย่างยั่งยืนของฟูร์ฟูรัล เอชเอ็มเอฟ และกรดเลวูลินิกด้วยตัวเร่งปฏิกิริยาเวเนเดียมเชิงแม่เหล็ก โดย ดร.กิตติชัย ไชยสีดา ภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์

2) สาขาชีววิทยาศาสตร์ (Life Sciences) จำนวน 1 โครงการ ได้แก่ โครงการประเมินพื้นที่ที่มีศักยภาพแห่งใหม่ในการเชื่อมต่อและอนุรักษ์ประชากรเสือปลาในบริเวณอ่าวไทยตอนใน โดย ผศ.ดร.นฤมล ตันติพิษณุ สถาบันพัฒนาและฝึกอบรมโรงงานต้นแบบ

3) สาขาวิทยาการสารสนเทศ (Information Science) จำนวน 1 โครงการ ได้แก่ นวัตกรรมการหยุดพักแบบปรับตามสมองและทันเวลาเพื่อส่งเสริมสุขภาวะดิจิทัล: การศึกษาแบบไมโครสุ่มโดยใช้การติดตามการเคลื่อนไหวของดวงตาและคลื่นสมอง (EEG) เกี่ยวกับพฤติกรรมการเลื่อนหน้าจออย่างหุนหันพลันแล่น โดย ดร.ฐิตาภรณ์ ฉายศิลป์รุ่งเรือง สถาบันการเรียนรู้

4) สาขาพลังงาน (Energy) จำนวน 1 โครงการ ได้แก่ โครงการทดลองสภาพจริงเกี่ยวกับการประยุกต์ใช้แบตเตอรี่ช่วงอายุที่สองสำหรับสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์สำหรับที่อยู่อาศัย โดย ดร.อารีย์ หวังศุภผล คณะพลังงานสิ่งแวดล้อมและวัสดุ

และ 5) สาขาสังคมศาสตร์ (Social Sciences) จำนวน 1 โครงการ ได้แก่ โครงการพัฒนาบอร์ดเกมทางการศึกษาเพื่อส่งเสริมความเข้าใจของนักเรียนที่มีต่อหลักการเคมีสีเขียวและการคิดเชิงระบบ โดย ดร.เปรมปรีด์ ดวงภุมเมศ คณะวิทยาศาสตร์

ทั้งนี้ ยังมีการนำเสนอผลงานจากนักวิจัยที่ได้รับทุนในปีที่ผ่านมา จำนวน 4 ผลงาน ได้แก่ 1) รศ. ดร.ทรงเกียรติ ภัทรปัทมาวงศ์ ผลงานเรื่อง “การพัฒนาและการออกแบบกระบวนการออกซิเดชันขั้นสูงแบบใหม่สำหรับการกำจัดยาปฏิชีวนะและความเป็นพิษในน้ำเสีย” 2) ผศ. ดร.ลีลา รักษ์ทอง ผลงานเรื่อง “การศึกษาสมบัติทางชีวเคมี โครงสร้างและจลนพลศาสตร์ของเอนไซม์โพลีฟีนอลออกซิเดสที่ก่อให้เกิดปฏิกิริยาเหี่ยวย่นในทุเรียน” 3) ผศ. ดร.ชเนนทร์ มั่นคง ผลงานเรื่อง “มุมมองที่แตกต่างในงานอนุรักษ์สถาปัตยกรรม แนวคิดเรื่อง ความสำเร็จในการอนุรักษ์จากมุมมองของชุมชน จากภูมิภาคตะวันตกของประเทศไทย” และ 4) ศ. ดร.แชบเบีย กีวาลา ผลงานเรื่อง “จากขีดจำกัดระดับโลกสู่การปฏิบัติระดับภูมิภาค: การประเมินความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมแบบสมบูรณ์สำหรับวิกฤตหลักสามประการของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้”

กรอ.จับมือกรมควบคุมมลพิษ!! ‘วราวุธ’ สั่ง กรอ.เข้มโรงงานปล่อยน้ำเสียลงแหล่งน้ำ โรงงานจะปล่อยน้ำได้ไม่ใช่แค่ผ่านค่ามาตรฐานตัวเอง แต่ต้องไม่ทำให้คลองและชุมชนรับภาระแทน ย้ำโรงงานต้องรับผิดชอบต่อชุมชน

“วราวุธ” จี้ กรมโรงงาน สางปม รง. ปล่อยน้ำเสียลงคลอง 

สั่ง กรอ. จับมือ คพ. ร่วมตรวจ-ลดผลกระทบพี่น้องประชาชน เผย อธิบดี สั่งปิด รง. สระบุรีไป 2 แห่ง

วันที่ 14 กรกฎาคม 2569 นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีปัญหาการปล่อยน้ำเสียของโรงงานทำให้ส่งผลกระทบต่อชุมชนและพี่น้องประชาชนโดยรอบ ว่า สำหรับแนวทางของกระทรวงอุตสาหกรรมในการกำกับดูแลเรื่องดังกล่าวตนกำลังหารือการปรับเปลี่ยนแนวคิดของการปล่อยน้ำเสียหรือน้ำที่ได้รับการบำบัดแล้วลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะ โดยที่ผ่านมาเราจะดูกันที่ต้นตอของโรงงานว่า แต่ละโรงงาน เป็นโรงงานประเภทใด การปล่อยน้ำเสียหรือปล่อยน้ำที่บำบัดแล้ว มีค่ากำหนดมาตรฐานและองค์ประกอบในน้ำจากการปล่อยน้ำเสียต้องอยู่ที่เท่าไหร่ ถึงจะสามารถปล่อยลงในแม่น้ำลำคลอง ซึ่งเมื่อน้ำในแม่น้ำลำคลองลดลงหรือน้อยลงค่าความเข้มข้นของสารต่างๆ ที่อยู่ในน้ำที่บำบัดแล้วก็จะเข้มข้นเพิ่มมากขึ้น ดังนั้นจึงควรหันมาพิจารณาปรับเปลี่ยนวิธีคิดกันใหม่ว่าในแหล่งน้ำหรือแม่น้ำที่แต่ละโรงงานตั้งอยู่นั้น มีศักยภาพสามารถรองรับวัตถุเจือปนได้มากน้อยแค่ไหน แล้วให้แต่ละโรงงานที่อยู่รอบ ๆ แหล่งน้ำนั้นมาหารือ ตกลงร่วมกันว่า การบำบัดน้ำเสียก่อนปล่อยลงแม่น้ำควรมีค่ามาตรฐานเฉลี่ยอยู่ที่เท่าไหร่เพื่อให้การปล่อยน้ำรวมกันแล้วจะไม่กระทบกับแหล่งน้ำชุมชน

นายวราวุธ กล่าวว่า ต้องขอฝากพี่น้องประชาชนว่าหากว่าพบเห็นสิ่งที่ไม่ปกติ สามารถโทรมาแจ้งได้ที่ 1564 เป็นเบอร์ของกระทรวงอุตสาหกรรม โดยกรมโรงงานอุตสาหกรรม โทรมาได้ 24 ชั่วโมง แล้วเราจะรับเรื่องแล้วรีบดำเนินการให้อย่างเด็ดขาด ซึ่งกรณีที่มีการร้องเรียนเกี่ยวกับการปล่อยน้ำเสียลงในแหล่งน้ำสาธารณะในจังหวัดสระบุรี ทางอธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรมก็ได้มีคำสั่งให้โรงงานที่ถูกร้องเรียนนั้นหยุดประกอบกิจการและให้เร่งดำเนินการปรับปรุงแก้ไขให้ถูกต้องตามกฏหมายแล้ว และยังได้มอบหมายให้ทางกรมโรงงานอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม ประสานงานเพื่อบูรณาการการทำงานกับทางกรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในการร่วมกันตรวจสอบน้ำเสียในแหล่งน้ำสาธารณะต่าง ๆ และกวดขันการเข้าตรวจสอบการประกอบกิจการของแต่ละโรงงาน เพื่อให้เป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

 

วิลด์คัพ 2026 จ่อได้แมตช์ในฝัน!! ‘ยามาล’ ไม่ได้อยากแค่คว้าแชมป์โลก แต่หวังปิดฉากเวิลด์คัพด้วยการดวล ‘เมสซี’ หากอาร์เจนตินาผ่านอังกฤษ ตำนานเบอร์ 10 ที่เขาเดินตามรอย

ลามิน ยามาล แนวรุกทีมชาติสเปนหวังว่าจะได้ดวลแข้งกับ ลิโอเนล เมสซี แข้งซูเปอร์สตาร์ทีมชาติอาร์เจนตินาในรอบชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก

โดย ยามาล ซึ่งลงเล่นในฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายครั้งแรกพา สเปน ผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศของเวิลด์คัพ 2026 หลังเอาชนะ ฝรั่งเศส รองแชมป์เก่า 2-0 เมื่อวันที่ 14 ก.ค.

จากชัยชนะดังกล่าวทำให้ดาวเตะวัย 19 ปีมีลุ้นแชมป์รายการใหญ่กับทัพ “กระทิงดุ” ต่อจากยูโร 2024 ซึ่งขณะนั้นเจ้าตัวมีอายุ 16 ปี โดยจะรอพบผู้ชนะระหว่าง อังกฤษ กับอาร์เจนตินา แชมป์เก่า

ยามาล ให้สัมภาษณ์ว่า เขาอยากเจอกับ ลิโอเนล เมสซี กัปตันทีมชาติอาร์เจนตินาในรอบชิงชนะเลิศของฟุตบอลโลก “การได้เผชิญหน้ากับ ลีโอ เมสซี ในรอบชิงชนะเลิศฟุตบอลโลกคงเป็นอะไรที่วิเศษมาก ผมหวังว่าจะเป็นอย่างนั้น”

ทั้งนี้ เมสซี กับ ยามาล มีจุดเชื่อมโยงกันนั่นก็คือเล่นให้กับ บาร์เซโลนา และสวมเสื้อเบอร์ 10 ให้กับ “เจ้าบุญทุ่ม” เหมือนกันด้วย
.
ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10323763

ONCB Thai Youth League 2025/2026!! เปิดสนามปั้นเยาวชนไทย ใช้ฟุตบอลสร้างภูมิคุ้มกันห่างไกลยาเสพติด ป.ป.ส. หนุน ONCB Thai Youth League ใช้ฟุตบอลพัฒนาเด็กไทย สร้างวินัย–ต้านภัยยาเสพติด

ONCB Thai Youth League 2025/2026 เปิดสนามสร้างนักกีฬา พัฒนาเยาวชนไทยห่างไกลยาเสพติด

การแข่งขัน ONCB Thai Youth League ฤดูกาล 2025/2026 เดินหน้าสร้างพื้นที่ให้เด็กและเยาวชนทั่วประเทศได้พัฒนาทักษะฟุตบอล ควบคู่กับการเรียนรู้เรื่องวินัย ความรับผิดชอบ และการใช้เวลาว่างอย่างสร้างสรรค์ โดยมี พันตำรวจเอก ชัยพร ออฟูวงศ์ เป็นประธานโครงการ ONCB Thai Youth League และได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (สำนักงาน ป.ป.ส.) ซึ่งมุ่งใช้กีฬาเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างภูมิคุ้มกันให้เด็กและเยาวชนห่างไกลจากยาเสพติด

การแข่งขันในฤดูกาลนี้ครอบคลุมฟุตบอล 11 คน รุ่นอายุไม่เกิน 14 ปี และรุ่นอายุไม่เกิน 16 ปี รวมถึง Thai Youth League Junior สำหรับเยาวชนอายุ 9-13 ปี เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เล่นรุ่นเล็กได้เรียนรู้และสั่งสมประสบการณ์ในสนามตั้งแต่ก้าวแรก นอกจากนี้ ยังมีโครงการฟุตบอลเด็กวิถีชุมชนใน 10 จังหวัด ซึ่งเปิดพื้นที่ให้เด็กนักเรียน เด็กด้อยโอกาส เยาวชนกลุ่มเสี่ยง และกลุ่มเปราะบางได้เข้าถึงการฝึกซ้อมและการแข่งขัน พร้อมสนับสนุนอุปกรณ์กีฬาและเครือข่ายโค้ชจิตอาสาในพื้นที่ ขณะเดียวกัน นักกีฬายังได้เข้าร่วมกิจกรรมจิตอาสาและศึกษาดูงาน ณ ศูนย์ฝึกโรงเรียนจิตอาสา 904 เพื่อเรียนรู้เรื่องวินัย ความรับผิดชอบ และการอยู่ร่วมกับผู้อื่น

Thai Youth League หรือการแข่งขันฟุตบอลลีกเยาวชนแห่งชาติ เริ่มจัดขึ้นในปี 2559 จากความร่วมมือระหว่างกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา การกีฬาแห่งประเทศไทย และสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ภายใต้โครงการ “สานฝันฟุตบอลไทยไปฟุตบอลโลก” ตลอดระยะเวลากว่า 10 ปี โครงการทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างฟุตบอลระดับเยาวชนกับฟุตบอลอาชีพ ผ่านระบบการแข่งขันที่ครอบคลุมหลายช่วงวัย และเปิดโอกาสให้เด็กจากทุกภูมิภาคได้พิสูจน์ศักยภาพภายใต้มาตรฐานเดียวกัน โดยนักฟุตบอลทีมชาติไทยและผู้เล่นในลีกอาชีพหลายคนต่างมีจุดเริ่มต้นจากเวทีการแข่งขันระดับเยาวชน ซึ่งประสบการณ์ในสนามถือเป็นพื้นฐานสำคัญที่ช่วยหล่อหลอมทั้งทักษะ ความมั่นใจ และความพร้อมสำหรับการก้าวสู่เส้นทางฟุตบอลอาชีพ

สิ่งที่ทำให้ Thai Youth League มีความโดดเด่น คือการมองฟุตบอลเป็นเครื่องมือในการพัฒนาคนควบคู่กับการพัฒนานักกีฬา สนามแข่งขันจึงไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่ค้นหาผู้เล่นฝีเท้าดี แต่ยังช่วยปลูกฝังความอดทน ความมีวินัย การทำงานเป็นทีม และการเคารพกติกา คุณลักษณะเหล่านี้จะติดตัวเยาวชนต่อไป ไม่ว่าพวกเขาจะเลือกเดินบนเส้นทางนักฟุตบอลอาชีพหรือเติบโตไปสู่บทบาทอื่นในสังคม และเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ Thai Youth League ยังคงเป็นเวทีในการสร้างทั้งนักกีฬาและคนรุ่นใหม่ที่มีคุณภาพให้แก่สังคมไทย

เด็กเตรียมอุดมฯ พร้อมลุย IMO 2026!! ส่งกำลังใจ 5 เด็กเตรียมอุดมฯ ผู้แทนไทย ลุยศึกคณิตศาสตร์โอลิมปิกโลกที่เซี่ยงไฮ้ ทีมคณิตศาสตร์ไทยบินสู่เซี่ยงไฮ้ เตรียมแข่งขันโอลิมปิกนานาชาติ 10–21 ก.ค. 2569

ร่วมส่งกำลังใจแก่นักเรียนเตรียมอุดมศึกษาผู้แทนประเทศไทย

ไปแข่งขันคณิตศาสตร์โอลิมปิกระหว่างประเทศ

วันอาทิตย์ที่ 12 กรกฎาคม 2569 นายทรงเกียรติ เทพประเสน รองผู้อำนวยการกลุ่มบริหารวิชาการ และคณะครูกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ร่วมส่งกำลังใจแก่

นายเอกกวิน วิศิษฏ์เกียรติชัย ต.อ.86

นายดรณ์ สว่างทรัพย์ ชั้น ม.6 ห้อง 228

นายนภนต์ อภินทนาพงศ์ ชั้น ม.6 ห้อง 228

นายอภิวิชญ์ ชาญณรงค์ ชั้น ม.6 ห้อง 228

ด.ช.อีตั้น เชน ชั้น ม.4 ห้อง 436

นักเรียนผู้แทนประเทศไทยไปเข้าร่วมการแข่งขันคณิตศาสตร์โอลิมปิกระหว่างประเทศ วันที่ 10-21 กรกฎาคม 2569 ณ นครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน

ที่มา : https://www.facebook.com/100057799533827/posts/pfbid027K7DqLivQqQErM2qhChrnbsg4KQCH8pzGDPDw5KA1ZnhtFFgJj54uqfsGrSmZvQnl/?mibextid=NOb6eG

เปิดเส้นทาง “มนตรี เฉียบแหลม”!! รู้จัก “มนตรี” ผู้สมัคร สว.ที่ลุกขึ้นเปิดข้อมูลคดีฮั้วเลือก จากอดีตข้าราชการ สู่พยานสำคัญคดีฮั้วเลือก สว. ไม่ได้เป็นแค่ผู้สมัครที่พลาดเก้าอี้ สว. แต่เป็นหนึ่งในพยานที่ยืนยันให้ความจริงปรากฏ

“มนตรี เฉียบแหลม” ที่ผมรู้จัก ;นายหัวไทร

มนตรี เฉียบแหลม จากอดีตข้าราชการ สู่พยานคนสำคัญคดีฮั้วเลือก สว.

สำหรับผู้ที่ติดตามการเมืองภาคใต้และคดีฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ชื่อของ มนตรี เฉียบแหลม กลายเป็นบุคคลที่ได้รับการจับตามองมากขึ้นในช่วงสองปีที่ผ่านมา จากผู้สมัคร สว.คนหนึ่ง กลายมาเป็นหนึ่งในพยานสำคัญที่ออกมาเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับกระบวนการทุจริตในการเลือก สว. ต่อสาธารณะ

แต่หากย้อนกลับไปก่อนหน้านั้น ชีวิตของมนตรีไม่ได้เริ่มต้นบนเส้นทางการเมือง เขาเกิดที่บ้านขอยหาด อ.ชะอวด นครศรีฯ ไปเรียนต่อในสายเกษตร อาชีพเริ่มจากการเป็นข้าราชการที่ตัดสินใจลาออก เพื่อเดินเข้าสู่สนามเลือกตั้งด้วยความเชื่อปัญหาต้องแก้ด้วยการเมือง แม้จะรู้ว่าหนทางข้างหน้าไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบกับการยืนหยัดอยู่กับพรรคเพื่อไทยที่ไม่มีกระแสตอบรับในภาคใต้

“มนตรี”เสนอตัวลงเขต 1 นครศรีฯ แต่พรรคถีบส่งไปลงเขต 3 ที่เขาไม่มีฐานเสียง แต่ก็ยืนหยัดสู้ในช่วงเวลานั้น พรรคเพื่อไทยแทบไม่มีฐานเสียงในภาคใต้ และหลายคนมองว่าการลงสมัคร สส.ในพื้นที่เป็นภารกิจที่แทบเป็นไปไม่ได้ แต่เขายังคงยืนหยัดอยู่กับพรรค ไม่เปลี่ยนสี ไม่ย้ายขั้ว แม้จะรู้ดีว่ากระแสทางการเมืองในพื้นที่ไม่ได้เป็นใจ

แม้จะไม่ประสบความสำเร็จในการเลือกตั้ง แต่การยืนหยัดในจุดยืนทางการเมืองทำให้หลายคนจดจำเขาในฐานะนักการเมืองที่พร้อมรับความพ่ายแพ้เพื่อรักษาอุดมการณ์ที่เชื่อ

มนตรี เป็นนักธุรกิจที่สร้างตัวจากร้านขายไข่ และโรงเรียนบริบาล ในภาวะที่ไทยเริ่มก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ

หลังจากประสบความสำเร็จในธุรกิจสถานบริบาล มนตรีก็เปิดโรงเรียนการบริบาลร่วมกับพี่สาว และขยายไปในหลายจังหวัด นครศรีฯ สุราษฏร์ธานี ภูเก็ต และสงขลา ควบคู่ไปกับธุรกิจจำหน่ายไข่ไก่ ก่อนจะค่อย ๆ ขยายกิจการจนปัจจุบันมีร้านจำหน่ายไข่ถึง 11 สาขา กับฉายา ดร.ไข่ ไข่ไม่ขึ้น (ราคา)

ธุรกิจค้าปลีกด้านการดูแลผู้สูงอายุ โดยเปิด โรงเรียนผู้บริบาล เพื่อผลิตบุคลากรด้านการดูแลผู้ป่วยและผู้สูงอายุ รวมทั้งจัดตั้ง สถานบริบาล สำหรับดูแลผู้สูงอายุและผู้ที่ต้องการการดูแลระยะยาวประสบความสำเร็จดียิ่ง 

ธุรกิจเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงการมองเห็นโอกาสจากการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ และการลงทุนในธุรกิจบริการที่มีความต้องการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

เกือบได้เป็น สว. แต่สะดุดข้อกล่าวหาฮั้ว

เมื่อมีการเลือกสมาชิกวุฒิสภา มนตรีตัดสินใจลงสมัคร และสามารถผ่านการคัดเลือกในรอบระดับอำเภอ สู่รอบระดับจังหวัด และรอบระดับประเทศ (รอบสุดท้าย)

อย่างไรก็ตาม เขาไม่ได้รับการเลือกเป็น สว.

เขาเชื่อว่าผลที่เกิดขึ้นไม่ใช่การแข่งขันตามปกติ แต่เป็นผลจากขบวนการฮั้วเลือก สว. ซึ่งต่อมากลายเป็นประเด็นที่หน่วยงานของรัฐหลายแห่งเข้าตรวจสอบ เขาเกือบจะเดินเข้าสู่ขบวนการฮั้ว แต่เมื่อเห็นร่องรอยของความผิดสังเกต ก็ถอยออกมา พร้อมเก็บหลักฐานไว้ทุกอย่าง

สิ่งที่ทำให้มนตรีแตกต่างจากผู้สมัครหลายคน คือเขาไม่ได้เพียงตั้งข้อสงสัย แต่เลือกเก็บข้อมูลและหลักฐานตั้งแต่เริ่มต้น

หนึ่งในหลักฐานที่เขาระบุว่าเก็บรักษาไว้ คือ เงินจำนวน 20,000 บาท ที่อ้างว่าเป็นเงินซึ่งถูกนำมาจ่ายให้ในช่วงแรกของกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการเลือก สว. ในขณะที่คนอื่นน่าจะจ่ายหมดแล้ว

นอกจากนี้ เขายังรวบรวมข้อมูล บุคคล เหตุการณ์ และลำดับขั้นตอนต่าง ๆ ไว้อย่างต่อเนื่อง ก่อนนำไปให้ต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

จากผู้สมัคร สู่พยานสำคัญ ตลอดระยะเวลากว่าสองปีที่ผ่านมา มนตรียังคงเดินหน้าเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับคดีฮั้วเลือก สว. อย่างต่อเนื่อง

ล่าสุด เขาเป็น 1 ใน 4 พยาน ที่ร่วมขึ้นเวทีเสวนาในงาน “2 ปี ฮั้วเลือก สว.” โดยอธิบายขั้นตอน วิธีการ และกลไกของขบวนการที่เขาอ้างว่าได้พบเห็น พร้อมทั้งเอ่ยชื่อบุคคลบางส่วนที่เกี่ยวข้องตามข้อมูลที่ตนมี เช่น นาย ป. นายกฯน.เป็นต้น

การออกมาเปิดเผยข้อมูลในลักษณะดังกล่าว ทำให้เขากลายเป็นหนึ่งในบุคคลที่ได้รับความสนใจจากสังคมและสื่อมวลชน

ยังคงเดินหน้าชี้แจงต่อสาธารณะ แม้เวทีเสวนาจะจบลงแล้ว เพราะเขาให้ข้อมูลชัดจน “พริษฐ์ วัชรสินธ์” ในฐานะผู้จัด ขอจับมือถึง 7 ครั้ง พร้อมยกนิ้วโป้งให้

มนตรียังคงได้รับเชิญให้ไปออกรายการโทรทัศน์และเวทีเสวนาต่าง ๆ เพื่ออธิบายข้อเท็จจริงในมุมของตนเกี่ยวกับคดีฮั้วเลือก สว. ไปออกช่องเนชั่น /เดอะสแตนดาร์ด /เดลินิวส์ / มติชน เป็นต้น

เขายังคงยืนยันจุดยืนเดิมว่า ต้องการให้กระบวนการตรวจสอบเดินหน้าอย่างโปร่งใส และให้ความจริงปรากฏ ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร

นี้คือเรื่องราวของมนตรี เฉียบแหลม ที่สะท้อนเส้นทางชีวิตนักสู้ หลายบทบาท ตั้งแต่อดีตข้าราชการ นักการเมือง นักธุรกิจ ผู้สมัคร สว. จนกลายมาเป็นพยานในคดีที่ถูกจับตามองระดับประเทศ

ไม่ว่าบทสรุปของคดีฮั้วเลือก สว. จะเป็นอย่างไร ชื่อของ มนตรี เฉียบแหลม ได้กลายเป็นหนึ่งในบุคคลที่ถูกจดจำว่าเป็นผู้ที่เลือกออกมาเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ และยืนหยัดในสิ่งที่ตนเชื่อมาตั้งแต่เริ่มต้น ทั้งนี้ ข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการฮั้วเลือก สว. ยังคงอยู่ในกระบวนการตรวจสอบและพิจารณาตามกฎหมาย โดยผลวินิจฉัยสุดท้ายเป็นหน้าที่ของหน่วยงานทั้ง กกต.และดีเอสไอ และศาลในที่สุด

‘รศ.นพ.สุริยเดว’ รับรางวัลประชาบดี 2569 เชิดชูบุคคลผู้ทำคุณประโยชน์ด้านคุณธรรมสังคมไทย ไม่ได้ขับเคลื่อนแค่คำว่าคุณธรรม แต่ทำให้คุณธรรมกลายเป็นพลังจริงในการยกระดับสังคมไทย ตอกย้ำภารกิจสร้างสังคมไทยบนฐานคุณธรรม

หมอเดว รับประทานรางวัล “ประชาบดี” ประจำปี 2569 “บุคคลผู้ทำคุณประโยชน์”

13 กรกฎาคม 2569 พลเอก พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเฉลิมศึก ยุคล เสด็จเป็นองค์ประธานในพิธีประทานรางวัล “ประชาบดี” ประจำปีพุทธศักราช 2569 เพื่อยกย่องเชิดชูเกียรติบุคคล องค์กร สื่อ และต้นแบบคนสู้ชีวิตที่สร้างคุณประโยชน์ดีเด่นแก่สังคม รวมทั้งเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจแก่ผู้ทำคุณประโยชน์เพื่อสังคม ตลอดจนบุคคลผู้อยู่ในสภาวะยากลำบากที่ประพฤติตนเป็นแบบอย่างอันดี โดยมี นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่งคงของมนุษย์ ทูลรายงานวัตถุประสงค์การจัดงานฯ และนางสาวแรมรุ้ง วรวัธ อธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ ทูลเบิกผู้เข้ารับรางวัล “ประชาบดี” พร้อมด้วย นายกันตพงศ์ รังษีสว่าง ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ณ ห้องประชุมปกรณ์ อังศุสิงห์ ชั้น 2 อาคารกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

ในการนี้ รศ. นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม ได้รับประทานรางวัล “ประชาบดี” ประจำปีพุทธศักราช 2569 ประเภทบุคคลผู้ทำคุณประโยชน์ จากผลงานการอุทิศตนในการส่งเสริมและขับเคลื่อนงานด้านคุณธรรมของสังคมไทยอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนการพัฒนาองค์ความรู้ เครือข่าย และนวัตกรรมทางสังคม เพื่อเสริมสร้างสังคมคุณธรรมและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน อันเป็นแบบอย่างที่ดีและสร้างคุณูปการต่อสังคมไทยอย่างเป็นรูปธรรม

ภาพและข่าว: กลุ่มงานสื่อสารและรณรงค์ทางสังคม

ติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่

🌐 Facebook : ศูนย์คุณธรรม Moral Center Thailand

🎥 YouTube : Moral Channel

เกาหลีเปิดประตูรับนักเรียนไทย!! นักเรียนไทยแห่สนใจเรียนต่อ งานนิทรรศการศึกษาต่อคนร่วมกว่า 1,450 คน ดึงนักเรียนไทยเชื่อมวัฒนธรรมสู่การศึกษาและอาชีพ หนุนเยาวชนไทยเรียนรู้และเติบโตในเกาหลี

เกาหลีเป้าหมายเรียนต่อยอดนิยม นักเรียนไทยสนใจล้นหลาม

นิทรรศการศึกษาต่อ ณ สาธารณรัฐเกาหลี ในประเทศไทย ปี2569 ได้รับความสนใจ จากนักเรียน ผู้ปกครอง และครูมากกว่า1,450 คน เชื่อมโยงความสนใจด้านวัฒนธรรม สู่การศึกษา และการทำงาน

สถานทูตเกาหลีประจำประเทศไทย, ศูนย์การศึกษาเกาหลี ประจำประเทศไทย และสถาบันการศึกษานานาชาติแห่งชาติ (NIIED) ได้ร่วมกันจัดงาน “นิทรรศการศึกษาต่อ ณ สาธารณรัฐเกาหลี ในประเทศไทย ประจำปี 2569” ระหว่างวันที่11–12 กรกฎาคม ณ โรงแรมแลนด์มาร์ค กรุงเทพฯ

ภายในงานมีมหาวิทยาลัย หน่วยงานภาครัฐและบริษัทจากประเทศเกาหลีเข้าร่วมงาน รวมทั้งสิ้น50 แห่ง เพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับการศึกษาต่อในประเทเกาหลี พร้อมทั้งสนับสนุนการวางแผนศึกษาต่อและเส้นทางอาชีพของนักเรียนไทย

นอกจากการให้คำปรึกษาด้านการสมัครเข้าศึกษาและทุนการศึกษาแล้ว ยังมีการให้ข้อมูลเกี่ยวกับการทำงานในบริษัทและหน่วยงานภาครัฐของเกาหลี นโยบายสนับสนุนนักศึกษาต่างชาติ และการใช้ชีวิตในประเทศเกาหลี เพื่อนำเสนอรูปแบบใหม่ของการศึกษาต่อที่เชื่อมโยง “การศึกษาต่อ–การทำงาน–การตั้งถิ่นฐาน”

นาย ปาร์ค ยงมิน เอกอัครราชทูตเกาหลี ประจำประเทศไทย กล่าวว่า “หวังเป็นอย่างยิ่งว่านักเรียนไทยที่มีศักยภาพจะได้เรียนรู้และเติบโตในประเทศเกาหลี และก้าวสู่การเป็นบุคลากรแห่งอนาคตที่เชื่อมโยงทั้งสองประเทศเข้าด้วยกัน สถานทูตฯ จะเดินหน้าสนับสนุนการศึกษาต่อในเกาหลีและขยายความร่วมมือด้านการศึกษาระหว่างไทย–เกาหลีอย่างต่อเนื่อง”.

ที่มา : https://www.facebook.com/100063674585845/posts/1625643442901460/?rdid=nppjr8yhBecEhkjn#


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top