Saturday, 6 June 2026
NEWS FEED

กรมการแพทย์ เตรียมตั้งศูนย์ด้านการแพทย์และสาธารณสุข รองรับการแข่งขัน SEA Games 2025 ใช้ Telemedicine-แอปฯ ประสานเหตุฉุกเฉิน ดูแล “นักกีฬา-ทีมงาน-ผู้ชม” ตลอดการแข่งขัน

(20 พ.ย. 68) นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า ประเทศไทยได้เป็นเจ้าภาพในการแข่งขันกีฬา SEA Games 2025 ครั้งที่ 33 ซึ่งจะมีขึ้นระหว่างวันที่ 9-20 ธันวาคม 2568 กระจายการแข่งขัน 10 จังหวัด ทั่วประเทศ

ทั้งนี้ สธ.ได้รับข้อสั่งการจาก นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้เตรียมความพร้อมระบบด้านการแพทย์และสาธารณสุข ซึ่งได้มอบหมายให้กรมการแพทย์จัดเตรียมระบบการบริหารจัดการด้านการแพทย์ร่วมกับหน่วยงานเครือข่าย สำหรับดูแลสุขภาพนักกีฬา ทีมงาน และประชาชนที่เข้ามาชมการแข่งขันกีฬา SEA Games 2025 ครั้งที่ 33 ในครั้งนี้ ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและปลอดภัยตลอดการแข่งขัน

ด้าน นพ.ณัฐพงศ์ วงศ์วิวัฒน์ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า กรมการแพทย์ได้มีแผนการเตรียมจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการด้านการแพทย์และสาธารณสุข (SEA Games Operation Health Center) เพื่อบริหารจัดการระบบด้านการแพทย์และสาธารณสุข สำหรับการแข่งขันกีฬา SEA Games 2025 ครั้งที่ 33 ตามข้อสั่งการของรัฐมนตรีว่าการ สธ. ได้ให้กรมการแพทย์ สำนักการแพทย์ กรุงเทพมหานคร (กทม.) กองสาธารณสุขฉุกเฉิน สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สป.สธ.) ดูแลในด้านการแพทย์ โดยกรมการแพทย์ได้แบ่งการทำงานเป็น 3 ภารกิจหลัก คือ

1) ภารกิจข้อมูลและยุทธศาสตร์ ในการติดตามสถานการณ์ด้านการแพทย์และการปฏิบัติหน้าที่ของทีมทางการแพทย์กว่า 500 ทีมที่ปฏิบัติหน้าที่ตามสถานที่จัดการแข่งขันทั่วประเทศ

2) ภารกิจด้านปฏิบัติการ ทำหน้าที่ประสานงานทีมทางการแพทย์ที่ประจำจุดตามสถานที่จัดการแข่งขัน ทีมนำส่งผู้ป่วยผู้บาดเจ็บด้วยรถพยาบาลระดับมาตรฐานสากล และ โรงพยาบาลรับส่งต่อที่ต้องมีมาตรฐานตามที่กรมการแพทย์กำหนด

3) ภารกิจด้านการสนับสนุน โดยมีการใช้เทคโนโลยี Telemedicine และ Application ต่าง ๆ มาใช้งานเพื่ออำนวยความสะดวกรวดเร็วในการให้คำปรึกษาและประสานงาน ซึ่งหน้าที่ของศูนย์ปฏิบัติการด้านการแพทย์และการสาธารณสุข (SEA Games Operation Health Center) มีหน้าที่ในการประสานงาน เตรียมการ และแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้านการแพทย์ ในการจัดการแข่งขันฯ ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย รวมทั้งรายงานผลปฏิบัติงาน และปัญหาอุปสรรคให้คณะกรรมการฝ่ายสนับสนุนและบริการทราบ เพื่อให้สามารถบริหารจัดการและปรับเปลี่ยนแผนการดำเนินงานได้ตามสถานการณ์

ทั้งนี้ การแข่งขันกีฬา SEA Games 2025 ครั้งที่ 33 ทั้งหมดมี 50 ชนิดกีฬา สนามแข่ง กระจายอยู่ใน 3 พื้นที่คือ กรุงเทพฯ และปริมณฑล จ.เชียงใหม่ จ.ชลบุรี และ จ.สงขลา

กัมพูชาถอนตัว!! สหพันธ์กีฬาบิลเลียดกัมพูชาไม่ส่งนักกีฬา เหตุผลหลักความปลอดภัยและศักดิ์ศรีชาติ ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดชายแดน ไม่ขอเสี่ยงแข่งแดนสยาม

(20 พ.ย. 68) สหพันธ์กีฬาบิลเลียดกัมพูชา (CBSF) ประกาศถอนตัวไม่ส่งนักกีฬาบิลเลียดเข้าร่วมแข่งขันซีเกมส์ 2025 ที่ไทยเป็นเจ้าภาพ โดยอ้างเหตุผลด้านความปลอดภัยของนักกีฬาและศักดิ์ศรีในฐานะคนกัมพูชา ท่ามกลางความตึงเครียดชายแดนไทย–กัมพูชาในปี 2025

CBSF ชี้แจงว่าช่วงเวลาที่เกิดเหตุปะทะบ่อยครั้งตามแนวชายแดน มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ จึงไม่มั่นใจว่าความปลอดภัยของนักกีฬาจะได้รับการคุ้มครองอย่างเพียงพอ แม้ว่าการแข่งขันจะจัดในเมืองใหญ่ที่ห่างจากแนวปะทะก็ตาม รวมถึงไม่ต้องการส่งสัญญาณว่าไม่ให้เกียรติผู้สูญเสียในชาติผ่านการส่งนักกีฬาไปแข่งในประเทศที่เกี่ยวข้องกับข้อพิพาทโดยตรง

แถลงการณ์ยังระบุชัดว่าขอให้ทีมชาติไม่ร่วมการแข่งขันอื่น ๆ ในไทยชั่วคราว และนักกีฬาที่ร่วมเล่นในนามส่วนตัวจะไม่ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการจากสหพันธ์ รวมถึงจะไม่รับผิดชอบผลใด ๆ ที่เกิดขึ้น ขณะเดียวกันฝั่งไทยเคยพิจารณาข้อเสนอห้ามกัมพูชาร่วมซีเกมส์ เพื่อคำนึงถึงความปลอดภัยนักกีฬา แต่สุดท้ายต้องจำกัดจำนวนผู้เข้าร่วมจากกัมพูชาลงเหลือไม่เกิน 200 คน

การถอนตัวของกัมพูชาทำให้เวทีซีเกมส์ที่ไทยเป็นเจ้าภาพขาด “ขาประจำ” ที่ถือเป็นตัวเต็งเหรียญในกีฬาบิลเลียด ส่งผลต่อการแข่งขันและอันดับเหรียญรวม ตอกย้ำว่าเกมกีฬากลายเป็นสะท้อนความตึงเครียดทางการเมืองและสังคมในภูมิภาคอย่างชัดเจน

แม้ CBSF จะไม่ปิดประตูถาวร แต่ขอให้สถานการณ์ชายแดนคลี่คลายและมีความมั่นใจด้านความปลอดภัยก่อนจะพิจารณากลับเข้าร่วมอีกครั้ง ฝ่ายไทยในฐานะเจ้าภาพจึงต้องเร่งสื่อสารรับประกันความปลอดภัยเพื่อรักษาความน่าเชื่อถือของซีเกมส์และภาพลักษณ์ประเทศในอนาคต

คณะอนุกรรมาธิการกิจการทหารด้านความมั่นคงแบบองค์รวม ครั้งที่ 16/2568 

เมื่อวานนี้ (19 พ.ย. 68) เวลา 09.00 นาฬิกา ณ ห้องประชุม CB311  ชั้น 3 อาคารรัฐสภา โดยมีนายสมบูรณ์ หนูนวล ประธานคณะอนุกรรมาธิการ มีเรื่องพิจารณา 3 เรื่อง ดังนี้

1.พิจารณาแนวทางการแถลงผลการสัมมนาเชิงปฏิบัติการคณะกรรมาธิการการทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา เรื่อง การทบทวน กำหนด และจัดทำแผนการดำเนินงาน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๙ วันพฤหัสบดีที่ 4 ธันวาคม ๒๕๖๘ โดยที่ประชุมมีมติให้แก้ไข การทบทวน กำหนด และจัดทำแผนการดำเนินงาน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๙ ตามข้อสังเกตในที่ประชุมคณะอนุกรรมาธิการ

2.พิจารณาประเด็นเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ในการเดินทางไปรับทราบข้อมูลและดูงานระหว่างวันที่ ๒๖ – ๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๖๘ ณ อำเภอเบตง จังหวัดยะลา และค่ายสิริธร อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี โดยที่ประชุมมีมติเห็นชอบประเด็นคำถามเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้

3.พิจารณาความคืบหน้าการจัดทำรายงานการพิจารณศึกษาพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551 ของคณะอนุกรรมาธิการ โดยที่ประชุมมีมติเห็นชอบตั้งคณะทำงานประกอบด้วยจำนวนสมาชิก ๑๐ ท่าน โดยมี พลเอก นักรบ บุญบัวทอง รองประธานคณะอนุกรรมาธิการ คนที่สอง

“อุทยานแห่งชาติภูเวียง” คว้ารางวัล “สุดยอดส้วมสาธารณะแห่งปี 2568 ระดับประเทศ” 1 ใน 13 หน่วยงานต้นแบบส้วมสาธารณะไทย ตอกย้ำมาตรฐานบริการนักท่องเที่ยวสู่ระดับสากล

เมื่อวานนี้ (19 พ.ย. 68) ณ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพมหานคร นายสุธรรม วงษ์จันทร์ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติภูเวียง จังหวัดขอนแก่น ได้เข้ารับมอบโล่รางวัล "สุดยอดส้วมสาธารณะแห่งปี 2568 ระดับประเทศ (Best Public Toilet of the Year 2025)" จากนายวรโชติ สุคนธ์ขจร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งจัดโดยกรมอนามัย โดยอุทยานแห่งชาติภูเวียงเป็นหนึ่งใน 13 หน่วยงานทั่วประเทศที่ได้รับรางวัลอันทรงเกียรตินี้

หน่วยงานที่เข้ารับรางวัล 13 แห่ง ได้แก่
▪️ ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย
▪️ โรงพยาบาลตรอน จังหวัดอุตรดิตถ์
▪️ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านเกศกาสร
▪️ องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ จังหวัดปทุมธานี
▪️ สำนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรสงคราม
▪️ สถานีบริการน้ำมัน บริษัท สมศักดิ์แกลง 1983 จำกัด
▪️ อุทยานแห่งชาติภูเวียง จังหวัดขอนแก่น
▪️ พิพิธภัณฑ์ธรรมเจดีย์พระธรรมวิสุทธิมงคล (หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน)
▪️ สำนักงานขนส่งจังหวัดสุรินทร์ สาขาอำเภอรัตนบุรี
▪️ สถานีบริการน้ำมันดีเยี่ยมบางจาก บริษัท ดีเยี่ยมอุบล คนรักดี จำกัด
▪️ วัดขจรรังสรรค์ จังหวัดภูเก็ต
▪️ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล หาดใหญ่
▪️ สถานีบริการน้ำมัน พีทีที สเตชั่น สาขาพระราม 2 48

อุทยานแห่งชาติภูเวียงได้ดำเนินการพัฒนาและปรับปรุงห้องน้ำและห้องสุขาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ได้ตามมาตรฐาน "สะอาด เพียงพอ ปลอดภัย (HAS)" ของกรมอนามัย และยกระดับมาตรฐานเข้าสู่การเป็นสุดยอดส้วมสาธารณะแห่งปี ประจำปี 2568 เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวทุกเพศ ทุกวัย รวมทั้งผู้สูงอายุ หญิงมีครรภ์ ผู้พิการและทุพพลภาพ ให้สามารถเข้าถึงส้วมที่สะอาด ปลอดภัย อย่างเท่าเทียมตามมาตรฐานสากล

การพัฒนาส้วมสาธารณะของอุทยานแห่งชาติภูเวียงมีจุดเด่นในการออกแบบที่เน้นโทนสีที่เข้ากันกับบริบทพื้นที่ คำนึงถึงความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยมีการใช้แสงธรรมชาติ และการทำช่องระบายอากาศอย่างเหมาะสม สร้างบรรยากาศที่สะดวกสบายและปลอดภัยสำหรับผู้ใช้บริการทุกคน 

รางวัลนี้ตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นของอุทยานแห่งชาติภูเวียงในการยกระดับคุณภาพการให้บริการนักท่องเที่ยว และเป็นต้นแบบแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติที่ให้ความสำคัญกับสิ่งอำนวยความสะดวกที่มีคุณภาพ สะอาด และเป็นมิตรกับทุกคน

“2 องศา: หายนะโลกมหันตภัยไทย” สัญญาณวิกฤตจากCOP30 โดย“มิสเตอร์เอทานอล-อลงกรณ์”

นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานมูลนิธิเวิลด์วิว ไครเมท (WCF:Worldview Climate Foundation)และประธานสถาบันเอฟเคไอไอ. ในฐานะ“มิสเตอร์เอทานอล”ผู้ก่อตั้งมูลนิธิสถาบันพลังงานทางเลือกแห่งประเทศไทย(AIT) อดีตรัฐมนตรีและส.ส.หลายสมัยพรรคประชาธิปัตย์ได้เขียนบทความอย่างต่อเนื่องในช่วงการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 30 (COP 30) ซึ่งจัดขึ้น ณ เมืองเบเลง ประเทศบราซิล ระหว่างวันที่ 10-21 พฤศจิกายน 2568 โดยโพสต์ลงในเฟสบุ้ค”อลงกรณ์ พลบุตร”วันนี้เรื่อง“ 2 องศา: หายนะโลกมหันตภัยไทย ”โดยชี้ให้เห็นว่าการที่อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกสูงเกินขีดจำกัด 1.5 Cตามที่กำหนดในความตกลงปารีสจะส่งผลกระทบขั้นวิกฤตซึ่งไม่เพียงแต่เป็นความท้าทายแต่ยังเป็นภัยคุกคามต่อความอยู่รอดและความมั่นคงของโลกและประเทศไทยอย่างรุนแรงพร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งขับเคลื่อนมาตรการลดก๊าซเรือนกระจกนำประเทศไทยให้พ้นจากมหัตภัยโลกเดือดโดยเร็วที่สุดซึ่งเป็นบทความเรื่องที่2ต่อจากเรื่อง“วิกฤติโลกเดือด-COP30
“เสียงจากป่าอเมซอน: ไฮเวย์สู่นรกภูมิอากาศ”โดยมีข้อความดังต่อไปนี้

“2องศา:หายนะโลกมหันตภัยไทย”
โดย”มิสเตอร์เอทานอล-อลงกรณ์“

นายอลงกรณ์ พลบุตร
ประธานมูลนิธิเวิลด์วิว ไครเมท
(WCF:Worldview Climate Foundation)และประธานสถาบันเอฟเคไอไอ. ผู้มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมพลังงานทดแทนพลังงานทางเลือกเพื่อลดพลังงานฟอสซิลแก้ไขปัญหาก๊าซเรือนกระจกมากว่า20ปีในฐานะ“มิสเตอร์เอทานอล”ผู้ก่อตั้งมูลนิธิสถาบันพลังงานทางเลือกแห่งประเทศไทย(AIT)

“..แม้ว่าประชาคมโลกมีความตกลงปารีส (Paris Agreement) เป็นเสมือนเข็มทิศนำทางในการต่อสู้กับวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
(Climate Change)โดยมีเป้าหมายควบคุมอุณหภูมิโลกไม่ให้สูงเกิน1.5 องสาเซลเซียส

แต่รายงานล่าสุดจากสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) และสหประชาชาติ รวมทั้งการประชุมCOP30ได้ส่งสัญญาณเตือนอย่างชัดเจนว่าเป้าหมาย 1.5 องศาเซลเซียสได้ "หลุดพ้นจากระยะที่เอื้อมถึง" (Slipped out of reach)ไปแล้ว 

ปัจจุบันโลกเปลี่ยนจากสถานะโลกร้อน(Global warming)สู่โลกเดือด(Global boiling)และยังมุ่งหน้าอย่างรวดเร็วสู่การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิซึ่งเป็นคำเตือนของนายอันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติที่กล่าวถ้อยแถลงรุนแรงที่สุดในการประชุม COP30ว่า “โลกกำลังอยู่บน ‘ไฮเวย์สู่นรกภูมิอากาศและยังมุ่งหน้าสู่การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิที่สูงกว่า 2 Cอย่างชัดเจน”

หากอุณหภูมิสูงขึ้น 2 Cหรือมากกว่านั้นคือ "จุดพลิกผันด้านสภาพภูมิอากาศ" (Climate Tipping Points) ซึ่งเป็นขีดจำกัดขั้นวิกฤตหรือ"เส้นแบ่งวิกฤต" ที่เมื่อเลยจุดนี้ไปแล้ว การเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว รุนแรงและไม่อาจย้อนกลับได้(Irreversible Tipping Points) นำไปสู่หายนะครั้งใหญ่ที่ส่งผลกระทบถึงโลกและประเทศไทยอย่างรุนแรงและถาวร

อะไรจะเกิดขึ้นเมื่ออุณหภูมิเกิน1.5 C ?

ผลกระทบจะทวีความรุนแรงขึ้นอย่างมากเมื่ออุณหภูมิเพิ่มขึ้นจาก 1.5 Cไปถึง 2 Cและสูงกว่านั้น ซึ่งเป็นจุดที่นักวิทยาศาสตร์เตือนว่าอาจนำไปสู่ การล่มสลายของระบบนิเวศ และทำให้พื้นที่บางแห่ง ไม่สามารถอยู่อาศัยได้ (Uninhabitable)

ภัยพิบัติทางธรรมชาติ

1.ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น
การที่อุณหภูมิเพิ่มขึ้น 2 Cจะทำให้การละลายของแผ่นน้ำแข็งกรีนแลนด์และแอนตาร์กติกาตะวันตกเร็วกว่าที่ 1.5 Cอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้ เมืองชายฝั่งและรัฐที่เป็นเกาะ จมน้ำถาวร และเกิดการอพยพครั้งใหญ่
2.น้ำท่วมและภัยแล้งสุดขั้ว
ความถี่และความรุนแรงของพายุ ภัยแล้งและน้ำท่วมฉับพลันจะเพิ่มขึ้นอย่างมาก เมื่ออุณหภูมิถึง 2 Cพื้นที่ที่ประสบภัยแล้งอย่างรุนแรงจะเพิ่มขึ้นถึง สองเท่า เมื่อเทียบกับระดับ 1.5 C
3.คลื่นความร้อนมรณะ
คลื่นความร้อนจะเกิดขึ้นบ่อยและยาวนานขึ้นในระดับ 2 C
ประชากรโลกหลายพันล้านคนอาจเผชิญกับวิกฤตคลื่นความร้อนที่ อันตรายถึงชีวิตอย่างน้อยหนึ่งครั้งในทุก ๆ ห้าปี

การล่มสลายของความหลากหลายทางชีวภาพ
1.การสูญพันธุ์ครั้งใหญ่
การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิจะเร่งอัตราการสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตอย่างรวดเร็ว
1.1 ที่ 1.5 C: คาดว่า 70-90% ของปะการังน้ำตื้นจะหายไป
1.2 ที่ 2 Cปะการังเกือบ 100% จะสูญหายไป
1.3ความเสี่ยงที่แมลง สัตว์มีกระดูกสันหลัง และพืชจะสูญเสียพื้นที่อาศัยเพิ่มขึ้นเป็นสองถึงสามเท่า เมื่อเทียบกับ 1.5 C

จุดเปลี่ยน (Tipping Points): 
อุณหภูมิที่ 2 C อาจทำให้ระบบนิเวศเข้าสู่ "จุดเปลี่ยน" ซึ่งเป็นจุดที่ไม่สามารถฟื้นตัวกลับมาได้อีก เช่น การเปลี่ยนของ
ป่าอเมซอนจากป่าฝนเป็นทุ่งหญ้าสะวันนา หรือการสูญเสียชั้นดินเยือกแข็งคงตัว (Permafrost) อย่างถาวร ซึ่งจะปล่อยก๊าซมีเทนและคาร์บอนที่สะสมไว้ออกมาสู่ชั้นบรรยากาศเป็นการเร่งภาวะโลกร้อนยิ่งขึ้นไปอีก

วิกฤตความมั่นคงทางอาหาร

ความร้อนที่สูงขึ้นส่งผลต่อความรุนแรงของพายุ ภัยแล้ง และน้ำท่วมซึ่งจะทำลายพื้นที่เพาะปลูกมีผลให้ผลผลิตของข้าว ข้าวโพด และข้าวสาลีลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

การประมงถูกคุกคาม

อุณหภูมิมหาสมุทรที่เพิ่มขึ้นและภาวะความเป็นกรดของน้ำทะเลจะทำลายแหล่งปลาและสิ่งมีชีวิตในทะเล ทำให้เกิดวิกฤตอาหารทะเลและกระทบต่อประมงชายฝั่ง

ความเสี่ยงด้านสุขภาพเพิ่มขึ้น

โรคระบาด
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะขยายขอบเขตการแพร่กระจายของพาหะนำโรค เช่น ยุงลาย ทำให้โรคมาลาเรียและไข้เลือดออกแพร่กระจายไปยังพื้นที่เดิมและพื้นที่ใหม่ ๆ

ความร้อนและความชื้น
อุณหภูมิที่สูงและชื้นจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตจากความร้อน (Heat stroke) โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุและผู้ใช้แรงงานกลางแจ้ง

อะไรจะเกิดขึ้นเมื่ออุณหภูมิพุ่งสูงถึง 2.3 C- 2.8 C
หากอุณหภูมิพุ่งถึง 2.3 C- 2.8 Cโลกจะเข้าสู่ภาวะ จุดเปลี่ยน ที่แท้จริง คุกคามความอยู่รอดของสังคมมนุษย์ (Existential threat) ผลที่ตามมาคือ
1. การล่มสลายทางสังคมและเศรษฐกิจการที่ภัยพิบัติทางธรรมชาติเกิดขึ้นพร้อมกันหลายครั้งเช่น พายุ ภัยแล้งครั้งใหญ่และน้ำท่วมฉับพลันจะทำลายโครงสร้างพื้นฐานทั่วโลกและห่วงโซ่อุปทานนำไปสู่ความอดอยาก การขาดแคลนทรัพยากร และความขัดแย้งที่รุนแรงขึ้น
2. การอพยพขนาดใหญ่และถาวร
พื้นที่ขนาดใหญ่ในเขตร้อนและกึ่งเขตร้อน โดยเฉพาะเอเชียใต้และตะวันออกกลางจะกลายเป็น เขตอันตรายจากความร้อน และไม่สามารถอยู่อาศัยหรือเพาะปลูกได้ ทำให้เกิด ผู้อพยพทางภูมิอากาศ นับร้อยล้านคน ซึ่งสร้างความไร้เสถียรภาพทางการเมืองระหว่างประเทศอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
3. "จุดเปลี่ยน"พร้อมกันจำนวนมาก
ในระดับอุณหภูมิที่สูงเช่นนี้ ความเสี่ยงที่โลกจะเข้าสู่ "จุดเปลี่ยน" สำคัญ ๆ หลายจุดพร้อมกัน เช่น การสูญเสียแผ่นน้ำแข็งขนาดใหญ่ทั้งหมด, การล่มสลายของป่าอเมซอนและผืนป่าใหญ่ทั่วโลกซึ่งจะทำให้ ภาวะโลกร้อนเกิดขึ้นอย่างไม่สามารถควบคุมได้ (Runaway Climate Change) และเกินกว่าความสามารถของมนุษย์ที่จะปรับตัวได้ในที่สุด
4.ธารน้ำแข็งล่มสลาย
ธารน้ำแข็งกรีนแลนด์จะเข้าสู่จุดที่ไม่สามารถย้อนกลับได้ ส่งผลให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นถึง 7 เมตร
5.การหยุดไหลของกระแสน้ำ
มีโอกาสสูงที่ระบบการไหลเวียนของกระแสน้ำในมหาสมุทรแอตแลนติก (AMOC: Atlantic meridional overturning circulation) จะชะลอตัวหรือหยุดลง ซึ่งจะเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศทั่วโลกอย่างรุนแรงและฉับพลัน
6.คาร์บอนจากป่าอเมซอน
ป่าฝนอเมซอนจะเสื่อมโทรมกลายเป็นทุ่งหญ้า ปล่อยคาร์บอนที่สะสมไว้ออกสู่ชั้นบรรยากาศหลายแสนล้านตันเร่งภาวะโลกร้อนให้เลวร้ายลงไปอีก

มหันตภัยสู่ประเทศไทย

สำหรับประเทศไทย ในฐานะประเทศที่มีความเปราะบางสูง การที่อุณหภูมิเพิ่มขึ้น 2 Cหรือมากกว่านั้น เป็นมหันตภัยที่คุกคามความมั่นคงและความอยู่รอดโดยตรง
1.GDP หดตัวรุนแรง
การคาดการณ์ชี้ให้เห็นว่า หากอุณหภูมิโลกสูงถึง 2 Cภายในปี 2050 ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ของไทยอาจลดลงถึงร้อยละ 20
2.ภัยพิบัติ: 
การเกิดคลื่นความร้อนที่รุนแรงและยาวนาน สลับกับอุทกภัยฉับพลันและภัยแล้งที่ยาวนานขึ้น
และที่อุณหภูมิ 2Cความถี่ของ "ฝนตกหนักแบบกระจุกตัว" จะเพิ่มขึ้นอย่างมาก
3. น้ำท่วมถาวร และการรุกของน้ำเค็ม (Saltwater Intrusion) 
การละลายของธารน้ำแข็งทั่วโลกจะทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น ส่งผลให้เมืองชายฝั่งและที่ราบลุ่มปากแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่าง รวมถึง กรุงเทพมหานคร ซึ่งอยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลเพียง 1.5 เมตร บางพื้นที่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเลเผชิญกับ น้ำท่วมถาวร และการรุกของน้ำเค็ม (Saltwater Intrusion)
4.คลื่นความร้อนมรณะ
อุณหภูมิเฉลี่ยของไทยจะพุ่งสูงขึ้นกว่า 2 Cภายในปี 2100 หากไม่มีการควบคุม และจะขยายวงของโรคติดต่อที่มียุงเป็นพาหะ เช่น ไข้เลือดออกและมาลาเรียไปยังพื้นที่ใหม่ ๆ
5.วิกฤตความมั่นคงทางอาหาร (Food Security)
ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ระบุว่าสำหรับทุก ๆ 1 Cที่อุณหภูมิเฉลี่ยในฤดูปลูกเพิ่มขึ้น ผลผลิตข้าวอาจลดลงถึงประมาณ 10%
6.ความหลากหลายทางชีวภาพที่สูญสิ้น (Biodiversity Loss) หากอุณหภูมิโลกแตะระดับ 2 Cคาดว่า 18% ของชนิดพันธุ์แมลง และ 16% ของชนิดพันธุ์พืช จะตกอยู่ในความเสี่ยงที่จะสูญเสียพื้นที่อาศัยไปมากกว่าครึ่งหนึ่ง ซึ่งทำลายระบบนิเวศป่าไม้และทรัพยากรทางทะเลของไทยอย่างถาวร

ทางออกของประเทศไทย

การรับมือกับหายนะของโลกและมหันตภัยของไทยต้องเริ่มจากการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานอย่างรวดเร็วและเด็ดขาด การใช้พลังงานทดแทนถือเป็นกลไกสำคัญในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของไทยและของโลก
1.การมุ่งสู่พลังงานสะอาดในภาคการผลิตไฟฟ้า การผลิตไฟฟ้าเป็นแหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ใหญ่ที่สุด การเปลี่ยนมาใช้พลังงานสะอาดจึงเป็นการตอบโจทย์ที่ตรงเป้าที่สุดโดยประเท

กองทัพเรือไทยโต้เขมร จัดฉากปาประทัดสร้างสถานการณ์ หวังใส่ร้ายไทย!! เป็นฝ่ายเปิดฉากยิง พร้อมป่วนเก็บกู้ทุ่นระเบิด PMN-2 ทำคณะผู้สังเกตการณ์ AOT เข้าใจผิด

พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ ชี้แจงว่าตามที่กระทรวงกลาโหมกัมพูชาเผยแพร่รายงานว่า เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2025 ว่าคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียนของกัมพูชา (ASEAN Observer Team: AOT) ได้ยุติภารกิจตรวจสอบการหยุดยิงบริเวณช่องทางผ่านแดนในเขตจังหวัดโพธิสัตว์ ภายหลังได้ยินเสียงคล้ายการใช้อาวุธจากฝ่ายไทยนั้น สำนักงานโฆษกกองทัพเรือขอชี้แจงข้อเท็จจริงดังต่อไปนี้

พื้นที่ดังกล่าวเป็นเขตปฏิบัติการเก็บกู้ทุ่นระเบิดในระยะที่ 1 ของศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรม (TMAC) ซึ่งปฏิบัติการอยู่ ที่บ้านชำราก ตำบลชำราก อำเภอเมือง จังหวัดตราด ซึ่งเป็นพื้นที่ภายในเขตอธิปไตยของไทยอย่างชัดเจน และเป็นพื้นที่เดียวกับที่ฝ่ายไทยสามารถเก็บกู้วัตถุระเบิดได้จำนวนมาก รวมทั้งระเบิด PMN-2 ที่มีสภาพใหม่ ซึ่งคาดว่าจะมีการลักลอบเข้ามาวางทุ่นระเบิดสังหารเมื่อไม่นานมานี้ ซึ่งเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2568 หน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธิน ตราด (ฉก.นย.ตราด) ที่ลาดตระเวนคุ้มกันชุดเก็บกู้ทุ่นระเบิดอยู่นั้น ตรวจพบว่าทหารกัมพูชาหลายนายได้นำคณะ AOT–Cambodia มาปรากฏตัวบริเวณแนวรั้วลวดหนามที่ฝ่ายไทยจัดทำไว้ เพื่อป้องกันอันตรายจากทุ่นระเบิดและเพื่อมิให้ฝ่ายกัมพูชาสามารถรบกวนการเก็บกู้ทุ่นระเบิดของฝ่ายไทยได้เหมือนที่เคยปฏิบัติมา และได้พยายามขอข้ามแนวลวดหนามมา ซึ่งทางฝ่ายไทยไม่อนุญาตให้ทหารกัมพูชานำคณะดังกล่าวเข้ามาในพื้นที่ปฏิบัติการได้ของฝ่ายไทยได้

ต่อมาเมื่อวันนี้ (19 พฤศจิกายน 2568 เวลาประมาณ 11.00 น.) ระหว่างที่หน่วย TMAC ของไทยกำลังปฏิบัติงานต่อเนื่อง ได้สังเกตเห็นกลุ่มทหารกัมพูชากำลังสังเกตการณ์อยู่ภายในฐานจอมวย ซึ่งห่างจากแนวรั้วลวดหนามประมาณ 150 เมตร ได้เกิดเสียงดังคล้ายประทัดหรือเสียงไม่ทราบที่มา บริเวณไม่ไกลจากบริเวณนั้น กำลังพลทั้งสองฝ่ายก็ได้หลบและเข้าสู่ที่กำบังตามมาตรการความปลอดภัย ภายหลังตรวจสอบโดยละเอียดของฝ่ายไทยพบว่าไม่มีการใช้อาวุธหรือการปฏิบัติการใดๆ จากฝ่ายไทย โดยเบื้องต้นจากการสอบถามผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ทราบว่าเสียงดังกล่าวมีลักษณะคล้ายประทัดมากกว่าเป็นเสียงจากอาวุธปืน ซึ่งอาจเป็นการสร้างสถานการณ์โดยฝ่ายกัมพูชาเอง 

กองทัพเรือยืนยันว่าไทยดำเนินการด้านมนุษยธรรมตามมาตรฐานสากล และมุ่งลดปัจจัยเสี่ยงในพื้นที่ชายแดนมาโดยตลอด โดยจะเดินหน้าปฏิบัติการเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อความปลอดภัยของประชาชนตามแนวชายแดนต่อไป ทั้งนี้ กองทัพเรือยังคงยึดมั่นในการรักษาความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดน และพร้อมประสานงานผ่านกลไกความร่วมมือที่มีอยู่ เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดและไม่ให้เกิดความตึงเครียดเพิ่มเติม

ศูนย์แพทยศาสตรศึกษา รพ.สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ จัดกิจกรรม Open House 

(19 พ.ย. 68) ศูนย์แพทยศาสตรศึกษา รพ.สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ กรมแพทย์ทหารเรือ ได้จัดกิจกรรม Open House ประจำปีการศึกษา 2569 ณ ห้องประชุม 29 ปี รพ.สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี

โดยได้รับเกียรติจาก พล.ร.ต.กิติศักดิ์ สายนุช ผอ.รพ.สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พร. เป็นประธานในพิธี พร้อมกล่าวต้อนรับและเปิดงาน กิจกรรมนี้จัดขึ้น เพื่อให้นิสิตแพทย์ได้มาสัมผัสกับประสบการณ์การเรียนรู้และสภาพแวดล้อมจริง ในโรงพยาบาลฯ 

กิจกรรมประกอบด้วย การแนะนำผู้บริหาร รพ.ฯ ผู้บริหารศูนย์แพทยศาสตรศึกษาฯ และรับฟังข้อคิดดีๆ จากรุ่นพี่แพทย์เพิ่มพูนทักษะ ตลอดจน นำเข้าเยี่ยมชมสถานที่ในการจัดการเรียนการสอนและฝึกประสบการณ์ รวมไปถึงสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ภายใน รพ.ฯ 

ซึ่งข้อมูลและบรรยากาศที่ได้รับทราบนี้ จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยประกอบการตัดสินใจของนิสิตแพทย์ ในการเลือกสถานที่ศึกษาในชั้นคลินิกในอนาคต โดยมีนิสิตแพทย์ชั้นปีที่ 3 คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา เข้าร่วมกิจกรรม ทั้งสิ้น 50 นาย

ญี่ปุ่นไม่มีกองทัพ!! แต่อยากมีกองทัพไว้ป้องกันประเทศ ไทยมีกองทัพใหญ่ แต่คนบางส่วนไม่อยากมี สองประเทศ สองเส้นทางกับคำถามสำคัญ เรื่องบทบาททหาร ต้องการแบบไหนกันแน่?

ในวงสนทนาเรื่องการเมืองและความมั่นคง มักมีประโยคเปรียบเทียบว่า “ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ไม่มีกองทัพ แต่อยากมีกองทัพ” ขณะที่ “ไทยมีกองทัพใหญ่ แต่คนรุ่นใหม่จำนวนมากอยากให้เล็กลง หรืออยากให้ถอยจากการเมือง” ถ้าดูผิวเผินเหมือนเป็นภาพตลกร้าย แต่มองลึกลงไปจะเห็นว่าความจริงซับซ้อนกว่านั้น และคำถามสำคัญอาจไม่ใช่ “จะมีกองทัพหรือไม่มี” แต่คือ “เราต้องการกองทัพแบบไหนให้สอดคล้องกับยุคสมัยและสังคมที่เราอยากอยู่ร่วมกัน”

หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ญี่ปุ่นเขียนรัฐธรรมนูญมาตรา 9 ประกาศชัดว่าจะ “ละทิ้งสงคราม” และไม่มีกองทัพบก–เรือ–อากาศแบบประเทศอื่น แต่ในโลกความจริง ญี่ปุ่นไม่ได้ไม่มีทหารเสียทีเดียว เพราะตั้ง “กองกำลังป้องกันตนเอง” หรือ JSDF ขึ้นมาทำหน้าที่ดูแลความมั่นคง ป้องกันประเทศ ช่วยเหลือภัยพิบัติ และร่วมภารกิจสันติภาพในต่างประเทศ คล้ายกองทัพในชื่อที่นุ่มลง เพื่อไม่ให้ขัดกับจิตวิญญาณของรัฐธรรมนูญ

อย่างไรก็ตาม JSDF ก็ถูกจำกัดกรอบอย่างชัดเจน ทั้งเรื่องการใช้กำลังได้เฉพาะเพื่อป้องกันตนเอง การไม่มีระบบเกณฑ์ทหาร ใช้รูปแบบสมัครใจ และการหลีกเลี่ยงอาวุธเชิงรุกระยะไกล แนวคิดหลักคือ “มีศักยภาพป้องกันตัว แต่ไม่แสดงภาพกองทัพเชิงรุก” จนคนจำนวนมากรู้สึกเหมือนญี่ปุ่น “มีทหาร แต่ไม่ยอมเรียกตัวเองว่ามีกองทัพ”

ตลอด 10–20 ปีที่ผ่านมา บรรยากาศรอบตัวญี่ปุ่นเริ่มตึงเครียดมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นจีน เกาหลีเหนือ หรือการแข่งขันด้านอาวุธในภูมิภาค ทำให้รัฐบาลญี่ปุ่นค่อย ๆ ขยับขยายบทบาท JSDF ทั้งการตีความกฎหมายให้ร่วมป้องกันกับพันธมิตรได้ การเพิ่มงบกลาโหม และการจัดหาอาวุธทันสมัยมากขึ้น สิ่งเหล่านี้จุดกระแสถกเถียงภายในประเทศเองว่า ญี่ปุ่นกำลังถอยห่างจากอุดมการณ์สันติภาพเดิม หรือเป็นเพียงการ “อัปเกรดการป้องกันตัว” ให้ทันโลกที่เปลี่ยนไป

ด้านไทย ภาพกลับกัน เราเป็นประเทศที่มีกองทัพเต็มรูปแบบมานาน มีประวัติรัฐประหารหลายครั้ง ทำให้ทหารกลายเป็นผู้เล่นใหญ่ในทางการเมือง ควบคู่กับระบบเกณฑ์ทหารที่ถูกวิจารณ์เรื่องความจำเป็น การใช้งานเกินภารกิจ และปัญหาการละเมิดสิทธิ จึงไม่แปลกที่ในช่วงไม่กี่ปีหลัง เสียงในสังคม โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ เรียกร้อง “กองทัพที่เล็กลง มืออาชีพขึ้น” และอยากเห็นการยกเลิกหรือปรับระบบเกณฑ์ทหารให้เป็นสมัครใจมากกว่าใช้การบังคับ

สาเหตุหนึ่งที่ทำให้เส้นทางสองประเทศสวนทางกัน คือมุมมองต่อภัยคุกคาม ญี่ปุ่นมองความเสี่ยงจาก “ภายนอก” ทั้งเพื่อนบ้านที่มีกำลังทหารสูง ข้อพิพาททะเล และความรู้สึกว่าพึ่งพาอเมริกาอย่างเดียวอาจไม่พอ ขณะที่ไทยแทบไม่มีศัตรูทางทหารโดยตรง สิ่งที่คนไทยคุ้นเคยกลับเป็นบทบาทของทหารใน “การเมืองภายในประเทศ” งบประมาณจัดซื้อ และอิทธิพลในโครงสร้างอำนาจมากกว่าภัยสงครามจากต่างชาติ

จากมุมนี้ เราอาจมองว่า ญี่ปุ่นกำลังเถียงกันเรื่อง “จะเสริมเขี้ยวเล็บแค่ไหนโดยไม่หักหลังอุดมการณ์สันติภาพ” ขณะที่ไทยกำลังเถียงกันเรื่อง “ทหารควรมีบทบาทในการเมืองแค่ไหน และระบบเกณฑ์ทหารยังจำเป็นหรือไม่” หากกองทัพเข้าไปยืนตรงกลางสนามการเมืองบ่อยเกินไป ความไว้วางใจจากประชาชนก็ยิ่งลดลง จนบางคนเริ่มตั้งคำถามไปถึงขั้น “สังคมที่ไม่ต้องมีกองทัพ” หรืออย่างน้อย “สังคมที่ทหารไม่ยุ่งกับการเมือง”

บทเรียนจากญี่ปุ่นอาจบอกเราว่า การมีกองกำลังที่เข้มแข็งไม่จำเป็นต้องสวนทางกับหลักสันติภาพ หากมีกรอบกติกาชัดเจน พลเรือนควบคุมทหารได้จริง โปร่งใส ตรวจสอบได้ และทหารมีบทบาทด้านบวกที่ประชาชนสัมผัสได้ เช่น การช่วยเหลือภัยพิบัติหรือภารกิจเพื่อสาธารณะ ในทางกลับกัน ภาพของไทยก็สะท้อนให้เห็นว่า เมื่อกองทัพมีน้ำหนักสูงเกินไปในโครงสร้างอำนาจ ความชอบธรรมในสายตาประชาชนอาจหดหาย แม้ศักยภาพทางทหารจะมีอยู่ก็ตาม

ท้ายที่สุด คำถามสำคัญสำหรับไทยอาจไม่ใช่ “อยากเป็นแบบญี่ปุ่นหรือไม่” แต่อยู่ที่ว่า เราต้องการกองทัพเพื่ออะไร ใครเป็นผู้ควบคุมตัวจริง และจะจัดสมดุลระหว่าง “ความมั่นคงของรัฐ” กับ “สิทธิประชาชนและประชาธิปไตย” อย่างไร ญี่ปุ่นและไทยอาจยืนอยู่คนละฝั่งของเส้นกราฟเรื่องกองทัพ แต่ทั้งสองประเทศกำลังเผชิญคำถามเดียวกันว่า จะออกแบบบทบาทและขนาดของกองทัพให้เข้ากับสังคมยุคใหม่ได้อย่างไร โดยไม่ทิ้งทั้งความปลอดภัยและความเป็นประชาธิปไตยไปพร้อมกัน

“SAWASDEE SEA GAMES 2025” "ซอฟต์พาวเวอร์ไทย" เดิมพันภาพลักษณ์รัฐบาล เมื่อศิลปิน–อินฟลูฯ–นักกีฬาไทย รวมพลังกลายเป็นกระบอกเสียงในซีเกมส์ครั้งนี้

(18 พ.ย. 68) ประเทศไทยกำลังก้าวสู่เวทีเจ้าภาพมหกรรมกีฬาระดับภูมิภาคครั้งสำคัญอีกครั้ง กับการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 หรือ SEA GAMES 2025 ที่จะเปิดฉากขึ้นระหว่างวันที่ 9–20 ธันวาคม 2568 โดยมี 3 พื้นที่หลักคือ กรุงเทพมหานคร ชลบุรี และสงขลา ทำหน้าที่ต้อนรับนักกีฬาและเจ้าหน้าที่จาก 11 ชาติอาเซียน ท่ามกลางความคาดหวังว่าไทยจะไม่เพียงเป็น “เจ้าภาพที่ดี” แต่จะใช้โอกาสนี้แสดงศักยภาพประเทศอย่างรอบด้าน ทั้งกีฬา การท่องเที่ยว และซอฟต์พาวเวอร์

หัวใจของแคมเปญนี้ตั้งอยู่บนแนวคิดหลัก 3 ด้าน ได้แก่ “Host Pride” หรือความภูมิใจในความเป็นเจ้าบ้าน ใช้คำว่า “Sawasdee” เป็นสัญลักษณ์สำคัญสะท้อนเอกลักษณ์การต้อนรับแบบไทยที่เป็นมิตรและอบอุ่น “The Power of Unity” หรือพลังความสามัคคี ที่ต้องการให้เสียงเชียร์จากทุกมุมประเทศผสานกันเป็นพลังใจเดียวกันส่งถึงนักกีฬา และ “Sense of Ownership” หรือความรู้สึกเป็นเจ้าของร่วมกัน ทำให้ซีเกมส์ครั้งนี้ไม่ใช่งานของหน่วยงานรัฐเพียงกลุ่มเดียว แต่เป็นภารกิจของคนไทยทั้งชาติ ในสนามแข่งขัน ซีเกมส์ 2025 จะชิงชัยกันรวม 50 ชนิดกีฬา คาดว่าจะมีการชิงเหรียญทองกว่า 500 เหรียญ

จุดเด่นอีกประการของแคมเปญนี้คือการดึง ศิลปิน ดารา และอินฟลูเอนเซอร์ เข้ามาเป็น “ทีมกระบอกเสียงซีเกมส์” อย่างเป็นระบบ ทั้งศิลปินระดับอินเตอร์อย่างไอดอล K-pop สัญชาติไทย ไปจนถึงศิลปิน T-POP กลุ่มใหญ่ รวมถึงครีเอเตอร์และยูทูบเบอร์ชื่อดังที่มีผู้ติดตามจำนวนมาก เพื่อผลิตคอนเทนต์เกี่ยวกับซีเกมส์ในภาษาที่เข้าถึงคนรุ่นใหม่ ดูง่าย สนุก และพร้อมต่อยอดเป็นกระแสบนโลกโซเชียล

ขณะเดียวกัน ฝั่ง “ฮีโร่นักกีฬาไทย” ก็ได้รับบทบาทสำคัญในแคมเปญนี้เช่นกัน นักกีฬาทีมชาติและนักกีฬาระดับตำนานในหลายชนิดกีฬา ทั้งกีฬาต่อสู้ กีฬาโอลิมปิก และกีฬายอดนิยม จะถูกดันขึ้นมาเป็นตัวแทนของความมุ่งมั่น ความมีวินัย และจิตวิญญาณนักสู้ โดยมีเป้าหมายให้คนดูรู้จักนักกีฬาในฐานะ “ตัวตนจริง” มากกว่าชื่อที่ปรากฏเพียงในตารางผลการแข่งขัน

ที่สำคัญ แคมเปญนี้ยังเปิดช่องให้ภาคเอกชน โรงเรียน มหาวิทยาลัย และชุมชนท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมอย่างชัดเจน ตั้งแต่การจัดมุมเชียร์ไทยในร้านค้าและศูนย์การค้า การจัดกิจกรรมชมการถ่ายทอดสดร่วมกัน การตกแต่งสถานที่ในธีมซีเกมส์ ไปจนถึงกิจกรรมกีฬาสีและขบวนพาเหรดเชียร์ในสถานศึกษา เพื่อให้สีสันของซีเกมส์ไม่จำกัดอยู่เพียงเมืองเจ้าภาพ แต่สามารถกระจายไปทั่วประเทศ

ผู้กุมบังเหียน ธ.ก.ส. คนที่ 14 ขับเคลื่อนสู่ “ธนาคารพัฒนาชนบทที่ยั่งยืน” สร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้ “เกษตรกรไทย” พาเศรษฐกิจฐานรากเดินหน้าอย่างโปร่งใส-ยั่งยืน

ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เป็นสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐภายใต้การกำกับของกระทรวงการคลัง มีภารกิจหลักในการให้สินเชื่อและบริการทางการเงินแก่เกษตรกร กลุ่มเกษตรกร และสหกรณ์การเกษตร เพื่อเพิ่มรายได้ ลดการพึ่งพาหนี้นอกระบบ และยกระดับคุณภาพชีวิตคนชนบท ควบคู่กับการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ 

ธ.ก.ส.ตั้งเป้าชัดเจนจะเป็น “ธนาคารพัฒนาชนบทที่ยั่งยืน” ซึ่งต้องอาศัยผู้นำที่เข้าใจทั้งโลกการเงิน เทคโนโลยี และชีวิตจริงของเกษตรกร การได้ “ฉัตรชัย ศิริไล” มาดำรงตำแหน่งผู้จัดการธนาคารคนที่ 14 จึงถูกจับตามองว่าเป็นจังหวะสำคัญ ที่จะช่วยขับเคลื่อนองค์กรให้ก้าวทันความเปลี่ยนแปลง ขณะเดียวกันก็ยังยืนมั่นเป็นหลักให้พี่น้องชาวนา–ชาวสวนทั่วประเทศ

ฉัตรชัย ศิริไล เกิดเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2514 จบการศึกษาปริญญาตรี สถิติศาสตรบัณฑิต จากคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และปริญญาโท Master of Computer Science จาก Syracuse University รัฐนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ในฐานะนักเรียนทุนธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) รุ่นที่ 1 พื้นฐานด้านสถิติผสานกับวิทยาการคอมพิวเตอร์ ทำให้เขาเป็นผู้บริหารรุ่นใหม่ที่ถนัดการใช้ “ข้อมูลและเทคโนโลยี” เป็นเข็มทิศในการตัดสินใจบริหารองค์กร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริบทธนาคารของรัฐที่ต้องดูแลทั้งตัวเลขและผลกระทบทางสังคมไปพร้อมกัน

เส้นทางอาชีพของฉัตรชัยฉายชัดตั้งแต่สมัยอยู่ที่ธนาคารอาคารสงเคราะห์ เขาเริ่มดำรงตำแหน่งผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการระหว่างปี 2551–2555 ก่อนก้าวขึ้นเป็นรองกรรมการผู้จัดการ กลุ่มงานสินเชื่อในช่วงปี 2555–2559 และในปี 2559 ได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ ธอส. ซึ่งเป็นตำแหน่งสูงสุดของธนาคารรัฐวิสาหกิจด้านที่อยู่อาศัย 

ผลงานสำคัญในยุคนั้น ได้แก่ การผลักดันโครงการ GHB System เพื่อพัฒนาระบบงานหลัก (Core Banking) ใหม่ทดแทนระบบเดิมที่ใช้งานมานานกว่า 10 ปี ให้รองรับบริการดิจิทัลได้อย่างต่อเนื่อง รวมถึงการปรับโครงสร้างองค์กรและพัฒนาบุคลากร จนธอส.ได้รับรางวัลคุณภาพแห่งชาติ (TQA) และคะแนนประเมินคุณธรรมและความโปร่งใส (ITA) สูงสุดในกลุ่มรัฐวิสาหกิจต่อเนื่องหลายปี แสดงถึงศักยภาพในการยกระดับธนาคารของรัฐให้มีมาตรฐานการบริหารจัดการในระดับแนวหน้า

วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2566 กระทรวงการคลังในฐานะประธานกรรมการ ธ.ก.ส. มีคำสั่งแต่งตั้งฉัตรชัย ศิริไล จากตำแหน่งกรรมการผู้จัดการธอส. ให้ดำรงตำแหน่งผู้จัดการ ธ.ก.ส. คนที่ 14 มีผลตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม 2566 เป็นต้นไป

เขาเข้ามาในช่วงที่ธ.ก.ส.เผชิญโจทย์หนัก ทั้งผลกระทบโควิด-19 ราคาพืชผลตกต่ำ และระดับหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ของลูกหนี้เกษตรกรที่เคยพุ่งขึ้นราว 12–14% แต่ด้วยการบริหารข้อมูลเชิงลึก แยกจัดการตามพื้นที่ และลำดับความสำคัญของพอร์ตลูกหนี้ ทำให้ในช่วงปีแรก NPL ลดลงมาอยู่ที่ราว 5.87% พร้อมตั้งเป้ากดลงใกล้ระดับ 4% ในระยะถัดไป 

ความเชื่อมั่นในวิสัยทัศน์ของเขายังสะท้อนผ่านการที่เมื่อเดือนสิงหาคม 2568 สมาคมสถาบันการเงินของรัฐมีมติเป็นเอกฉันท์เลือกฉัตรชัย ศิริไล ผู้จัดการ ธ.ก.ส. ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการสมาคม เพื่อร่วมขับเคลื่อนยุทธศาสตร์สถาบันการเงินของรัฐทั้งระบบในการพัฒนาและฟื้นฟูเศรษฐกิจประเทศ

ในบทบาทผู้จัดการ ธ.ก.ส. ฉัตรชัยขับเคลื่อนธนาคารตามวิสัยทัศน์ “ธนาคารพัฒนาชนบทที่ยั่งยืน” และแนวคิด “แกนกลางการเกษตร” (Essence of Agriculture) โดยไม่หยุดแค่การปล่อยกู้ แต่ลงไปช่วยเพิ่มมูลค่า สร้างแบรนด์ และเชื่อมตลาดให้เกษตรกรตลอดห่วงโซ่การผลิต เขาผลักดันโครงการยกระดับผลิตภัณฑ์ A-Product คัดเลือกสินค้าลูกค้าที่ผ่านมาตรฐาน GAP และช่วยออกแบบบรรจุภัณฑ์ใหม่ให้โดดเด่น ทันสมัย นำไปสู่สินค้าเกษตรมูลค่าสูง (Glam Agro) พร้อมขยายช่องทางจำหน่ายผ่าน BAAC Branch Outlet ในสาขาธ.ก.ส. ที่เพิ่มจาก 151 เป็น 387 สาขาในปีบัญชี 2567 และตั้งเป้าเกิน 600 สาขาในปีบัญชี 2568 ทำให้ยอดขายสินค้าเกษตรลูกค้าพุ่งจากราว 2.1 ล้านบาท เป็น 9.6 ล้านบาท และตั้งเป้าต่อเนื่องที่ 12 ล้านบาท 

นอกจากนี้ยังมี BAAC Outlet Mobile ออกจำหน่ายสินค้านอกสถานที่ และโครงการข้าวพร้อมทาน “อุ่นอิ่ม” ที่ใช้เทคโนโลยีแปรรูปและดีไซน์บรรจุภัณฑ์เข้าช่วย จนสร้างรายได้เพิ่มให้สหกรณ์และเกษตรกรอย่างต่อเนื่อง 

อีกด้านหนึ่ง ฉัตรชัยผลักดันแนวคิด “Wealth สีเขียว” เชื่อมการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเข้ากับรายได้เกษตรกร ผ่านการต่อยอดโครงการ “ธนาคารต้นไม้” สู่การสร้างและซื้อขายคาร์บอนเครดิตจากชุมชน โดยธ.ก.ส.เข้าไปซื้อคาร์บอนเครดิตจากชุมชนต้นแบบ เช่น ชุมชนธนาคารต้นไม้บ้านท่าลี่–บ้านแดง จังหวัดขอนแก่น เพื่อสร้างรายได้ใหม่ให้เกษตรกร และนำเครดิตส่วนนี้ไปชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกกว่า 70,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปีของธนาคารเอง ควบคู่กันนั้น เขายังประกาศนโยบายอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อมภายในองค์กร 5 ข้อ ให้สอดคล้องกับแนวทาง BCG (Bio–Circular–Green) และบทบาทด้าน sustainable finance และ financial inclusion ของธ.ก.ส. เพื่อให้การเติบโตทางเศรษฐกิจฐานรากเดินควบคู่กับความยั่งยืนด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม

เมื่อมองตลอดเส้นทางจะเห็นว่า ฉัตรชัย ศิริไล คือผู้บริหารที่ผสมผสานความเป็น “นักการเงินยุคดิจิทัล” เข้ากับจิตวิญญาณ “ธนาคารพัฒนาสังคม” ได้อย่างลงตัว เขาใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีจัดการความเสี่ยงและเพิ่มประสิทธิภาพ แต่ก็ไม่เคยมองข้ามข้อเท็จจริงว่าลูกค้าจำนวนมาก “ยังไม่มีจะกิน” และธ.ก.ส. คือด่านสุดท้ายก่อนเกษตรกรจะต้องไปกู้หนี้นอกระบบ แนวคิด “ทำให้ดีขึ้นเรื่อยๆ” ที่เขาย้ำเสมอ สะท้อนการมองภารกิจของธนาคารว่าใหญ่และเปราะบางเกินกว่าจะ “สำเร็จแบบจบสมบูรณ์” แต่ต้องวัดผลจากรายได้และคุณภาพชีวิตของพี่น้องเกษตรกรที่ดีขึ้นจริงทีละขั้น 

วันนี้ ฉัตรชัยจึงไม่ใช่แค่ผู้จัดการธ.ก.ส. ที่ขับเคลื่อนวิสัยทัศน์ “ธนาคารพัฒนาชนบทที่ยั่งยืน” ให้จับต้องได้เท่านั้น แต่ยังเป็นผู้นำที่ประชาชนและพี่น้องชาวเกษตรกรไว้วางใจได้ว่า ธ.ก.ส. จะยังคงยืนหยัดเคียงข้างเศรษฐกิจฐานรากของไทยอย่างมั่นคง โปร่งใส และยั่งยืน

 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top