Tuesday, 14 July 2026
LITE

“วันต่อต้านคอร์รัปชันสากล” โลกไม่ทน “การโกงเป็นเรื่องปกติ” สหประชาชาติย้ำเตือน ให้ตระหนักถึงภัยร้ายของการทุจริต

(9 ธ.ค. 68) วันที่ 9 ธันวาคมของทุกปี คือ "วันต่อต้านคอร์รัปชันสากล" ที่สหประชาชาติย้ำเตือนให้โลกตระหนักถึงภัยร้ายของการทุจริต ซึ่งเป็นอาชญากรรมที่กระทบต่อการพัฒนา สิทธิมนุษยชน และอนาคตของประชาชนทุกประเทศและคนรุ่นต่อไป

หัวใจของวันต่อต้านคอร์รัปชันสากลคือ "อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการทุจริต" หรือ UNCAC สนธิสัญญาระดับโลกฉบับแรกที่ครอบคลุมตั้งแต่การรับ–ให้สินบน การยักยอก การฟอกเงิน ถึงการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม โดยบังคับให้ประเทศภาคีต้องป้องกัน ปราบปราม ร่วมมือข้ามชาติ และดึงทรัพย์สินที่ถูกยักยอกกลับคืนสู่ประชาชน

วันที่ 9 ธันวาคมในปี 2003 คือวันเปิดไฟสู่การต่อสู้กับคอร์รัปชัน เมื่อสมัชชาใหญ่สหประชาชาติรับรอง UNCAC อย่างเป็นทางการ และกำหนดให้วันดังกล่าวเป็นวันต่อต้านคอร์รัปชันสากล "9 ธันวาคมจึงไม่ใช่แค่วันสัญลักษณ์ แต่เป็นวันที่โลกถูกตั้งคำถามว่า เรากำลังทำอะไรจริงเพื่อหยุดการโกงหรือไม่?"

ผลกระทบของคอร์รัปชันไม่ใช่แค่ความเสียหายทางเศรษฐกิจ แต่ลามไปถึงสิทธิมนุษยชนและโอกาสที่ถูกพรากไป เช่น เด็กที่พลาดโอกาสทางการศึกษา โรงพยาบาลที่ขาดยา หรือโครงการพัฒนาที่ด้อยคุณภาพ โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดและเป็นกลุ่มเจ้าของโลกยุคดิจิทัลที่ใช้เทคโนโลยีตั้งคำถามอำนาจและผลักดันความโปร่งใส

ในปี 2024–2025 ธีมของแคมเปญสหประชาชาติคือ "Uniting with Youth Against Corruption: Shaping Tomorrow's Integrity" ซึ่งชูบทบาทคนรุ่นใหม่ไม่ใช่แค่เหยื่อ แต่เป็นกำลังหลักสำคัญในการสร้างวัฒนธรรมใหม่ ท้าทายการโกงตั้งแต่ระดับชีวิตประจำวัน พร้อมทั้งแต่ละประเทศเน้นกิจกรรมสร้างความตื่นตัวเพื่อการต่อต้านการทุจริตไปอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่แค่วันในปฏิทิน

ในฐานะคนธรรมดา สิ่งที่ทำได้คือ ไม่เข้าร่วมระบบเส้นสาย ฝากสินบน หรือจ่ายใต้โต๊ะ ควรถาม ตรวจสอบ และใช้สิทธิในการร้องเรียน เพื่อรักษาความซื่อสัตย์และต่อต้านวัฒนธรรมการโกงที่เริ่มจากจุดเล็ก ๆ ภายในสังคมและองค์กรของตนเอง "คอร์รัปชันไม่ใช่ปัญหาของคนใหญ่โตเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากสังคมยอมรับการโกงเล็กน้อยจนกลายเป็นเรื่องปกติ"

“ลิซ่า” โพสต์รูปคู่ “กงยู” ครั้งแรก เฟรมเดียวฟาดทุกไทม์ไลน์ โมเมนต์ในฝันแฟนเกิร์ลทั่วโลก แฟน ๆ แห่แซวฝันสำเร็จแล้วแม่!

(8 ธ.ค. 68) ลิซ่า ลลิษา มโนบาล หรือ 'ลิซ่า BLACKPINK' โพสต์ภาพคู่กับพระเอกเกาหลีชื่อดัง 'กงยู' ลงอินสตาแกรมครั้งแรกจากงานเปิดตัวพื้นที่ใหม่ Louis Vuitton ที่ Shinsegae กรุงโซล เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2025 ก่อนภาพโพสต์ลงวันที่ 5 ธันวาคมตามเวลาท้องถิ่น

ภาพนี้กลายเป็นโมเมนต์ที่แฟนคลับทั่วโลกตื่นเต้นอย่างมาก เพราะลิซ่าเคยบอกไว้ว่าฝันอยากถ่ายรูปคู่กับ 'กงยู' สักครั้งในชีวิต งานนี้จึงเป็นเหมือนความฝันที่เป็นจริงท่ามกลางงานใหญ่ของแบรนด์ LV The Place Seoul ซึ่งรวมดาวดังระดับเอเชียทั้ง 'กงยู', 'จอนจีฮยอน', 'ชินมินอา', 'จองโฮยอน', 'J-Hope (BTS)' และ 'Felix (Stray Kids)'

ลิซ่าเคยบอกในรายการ 'Knowing Brothers' ว่า “'กงยู' คือสเปกเลย” และเมื่อสื่อถามฝั่งพระเอกชื่อดัง เขาก็ตอบอย่างเขิน ๆ พร้อมส่งลายเซ็นพร้อมข้อความขอบคุณลิซ่า “ขอบคุณที่ติดตามผลงานผมด้วยความรักแบบนั้น” สร้างความฟินให้แฟน ๆ อย่างมาก

เซ็ตภาพที่ลิซ่าโพสต์มีทั้งหมด 11 รูป ไฮไลต์คือภาพคู่กับ 'กงยู' ที่ใส่ชุดสูทโทนเข้มเรียบง่าย ดูอบอุ่น ในขณะที่ลิซ่าใส่ชุดโทนพาสเทลซีทรูจากคอลเลกชัน Spring/Summer 2026 ที่สื่อมองว่าเป็น 'Louis Vuitton Doll' ลุคสำคัญของงาน

แฮชแท็ก #LisaGongYoo ขึ้นเทรนด์หลายแพลตฟอร์ม ทั้งนี้เพราะทั้ง 'ลิซ่า' และ 'กงยู' ต่างเป็นแอมบาสเดอร์ Louis Vuitton ฝ่ายหญิงและชาย โมเมนต์นี้จึงไม่ใช่แค่ช่วงเวลาฟิน แต่ยังสะท้อนพลังซอฟต์พาวเวอร์เอเชีย และแรงบันดาลใจว่า "การเป็นแฟนเกิร์ล/แฟนบอยไม่ใช่เรื่องไร้สาระ" อย่างที่ 'ลิซ่า' กล่าวไว้ว่า "ถ้าเราตั้งใจทำความฝันของเรา สักวันหนึ่งอาจยืนระดับเดียวกับไอดอลได้"

ไทยพร้อมเต็มร้อย ดึง “แบมแบม” ขึ้นเวทีพิธีเปิด โชว์ศักยภาพบันเทิง–กีฬาในช็อตเดียว นำทัพเปิดซีเกมส์ครั้งที่ 33

(7 ธ.ค. 68) มหกรรมกีฬาซีเกมส์ครั้งที่ 33 เตรียมเปิดอย่างเป็นทางการบนแผ่นดินไทย ในวันที่ 9 ธันวาคม 2568 ณ สนามราชมังคลากีฬาสถาน โดยมีซูเปอร์สตาร์ระดับโลกสัญชาติไทย ‘แบมแบม กันต์พิมุกต์ ภูวกุล’ ขึ้นแสดงบนเวทีพิธีเปิดร่วมกับศิลปินไทยคนอื่นๆ เพื่อกระตุ้นพลังเชียร์ทั่วประเทศและภูมิภาคอาเซียน

รัฐบาลไทยยืนยันความพร้อมเต็ม 100% สำหรับการเป็นเจ้าภาพซีเกมส์ครั้งนี้ โดยจะมีนักกีฬาจาก 11 ชาติในอาเซียนเข้าร่วมแข่งขันในกว่า 50 ชนิดกีฬา ชิงเหรียญทองมากกว่า 500 เหรียญ โดยกิจกรรมหลักกระจายอยู่ในกรุงเทพมหานครและจังหวัดชลบุรี การถ่ายทอดสดจะให้สถานีโทรทัศน์ NBT เป็นแม่ข่ายควบคู่กับช่องทางออนไลน์ เพื่อเจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่

‘แบมแบม’ จะเป็นหัวใจของโชว์พิเศษในพิธีเปิด ตอกย้ำบทบาทจากการเป็นพรีเซ็นเตอร์เชียร์ไทยสู่ศิลปินบนเวทีใหญ่ พร้อมคำสัญญาว่าจะมี "บิ๊กเซอร์ไพรส์" สร้างความประทับใจให้แฟนกีฬาทั้งที่สนามและหน้าจอ เขายังสะท้อนความรักบ้านเกิดผ่านเพลงและโปรเจ็กต์ "Hometown" โดยกล่าวว่า "ไปในนามแบมแบม ไปในนามคนไทยครับ"

การกีฬาแห่งประเทศไทยเปิดให้ประชาชนสามารถจองบัตรเข้าชมพิธีเปิดฟรี เพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมในฐานะเจ้าภาพร่วมของคนไทยทั่วประเทศ แม้การแข่งขันจะจัดในบางจังหวัดก็ตาม ภาพรวมของซีเกมส์ครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงเวทีการแข่งขันกีฬาเท่านั้น แต่เป็นโอกาสแสดงศักยภาพทางซอฟต์พาวเวอร์ของไทยที่ผสมผสานกีฬาและวัฒนธรรม สร้างภาพจำใหม่ในสายตาอาเซียนและโลก

ในวันที่ 9 ธันวาคม 2568 แสงไฟและเสียงเพลงของ ‘แบมแบม’ บนเวทีราชมังคลากีฬาสถาน จะไม่ใช่แค่สัญญาณการเปิดการแข่งขัน แต่ยังเป็นประกาศว่าประเทศไทย...ก้าวขึ้นมาเป็นเจ้าภาพที่ใช้กีฬาและวัฒนธรรมเป็นสะพานสู่ความยิ่งใหญ่ในเวทีโลก

วันคล้ายวันประสูติ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรรราชธิดา

(7 ธ.ค. 68) สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ประสูติเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2521 พระองค์เป็นพระราชธิดาพระองค์ใหญ่ในพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงได้รับพระราชโองการแต่งตั้งเป็นนายทหารราชองครักษ์พิเศษและเสนาธิการกรมทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์

พระองค์ทรงปฏิบัติพระกรณียกิจมากมาย ทั้งในด้านสาธารณกุศลผ่านมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย และด้านกฎหมายที่ทรงมีความเชี่ยวชาญ ด้วยพระกรุณาที่ทรงเสด็จแทนพระองค์อย่างเสมอมา เมื่อครั้งทรงศึกษา ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ทรงเข้าร่วมงานฟุตบอลประเพณีและเป็นผู้เชิญธรรมจักรสัญลักษณ์ประจำมหาวิทยาลัย รวมถึงทรงทำงานที่คณะทูตถาวรแห่งประเทศไทยประจำองค์การสหประชาชาติ

‘มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย’ ก่อตั้งขึ้นในช่วงอุทกภัยปี พ.ศ. 2538 ซึ่งพระองค์ทรงลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบและทำให้เหตุการณ์สงบขึ้น อีกทั้งทรงก่อตั้ง ‘โครงการกำลังใจ ในพระดำริ’ เพื่อช่วยเหลือผู้ต้องขังหญิงและเด็กในทัณฑสถาน โดยทรงนำเสนอร่างข้อกำหนดต่อองค์การสหประชาชาติในชื่อ “Enhancing Life for Female Inmates: ELFI”

นอกจากนี้ พระองค์ยังเป็นประธาน ‘มูลนิธิ ณภาฯ ในพระดำริ’ ซึ่งมุ่งให้โอกาสและพัฒนาชีวิตผู้ด้อยโอกาสในสังคม รวมถึงอดีตผู้ต้องขัง เพื่อสนับสนุนให้พวกเขากลับสู่สังคมอย่างปกติสุข พระองค์ยังทรงจัดตั้งมูลนิธิอื่น ๆ เช่น มูลนิธิกุมาร โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า และเครือข่ายคนรักน้องหมา

พระกรณียกิจและพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา สะท้อนความตั้งใจที่จะช่วยเหลือสังคมไทยในหลายมิติ ทั้งการกุศล พัฒนาคุณภาพชีวิต และส่งเสริมสิทธิมนุษยชนในระดับนานาชาติ ด้วยคำว่า "เสด็จแทนพระองค์อย่างเสมอมา" แสดงถึงความมุ่งมั่นที่ทรงมีต่อภารกิจรับใช้ประชาชนและพระมหากษัตริย์อย่างยิ่งใหญ่

รัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ ให้อาราธนาพระภิกษุสงฆ์ มาจำพรรษา "วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม" ที่ถูกกำหนดให้เป็นหัวใจทางศาสนาและสัญลักษณ์สำคัญ ของรัชกาลที่ 5 ที่ยังคงยืนหยัดจนถึงทุกวันนี้

(6 ธ.ค. 68) วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนารามราชวรวิหาร หรือ "วัดหินอ่อน" บนถนนศรีอยุธยา–ดุสิต กลายเป็นวัดประจำพระราชวังดุสิตและพระอารามหลวงประจำรัชกาลที่ 5 เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2443 หลังจากได้รับการสถาปนาใหม่บนพื้นที่วัดเดิมที่ทรุดโทรม

ในวันดังกล่าว รัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ ให้อาราธนาพระภิกษุสงฆ์ 33 รูปจากวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ซึ่งเป็นศูนย์กลางการศึกษาพระปริยัติธรรมและวิปัสสนากรรมฐานของกรุงเทพฯ มาจำพรรษาที่วัดใหม่ พร้อมพระราชทานนาม "ดุสิตวนาราม" ต่อท้ายชื่อวัดเดิม "วัดเบญจบพิตร" ให้กลายเป็น "วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม" อย่างสมบูรณ์ในวันเดียวกัน

การอาราธนาพระ 33 รูปนี้ ช่วยให้วัดพร้อมทำสังฆกรรมครบถ้วน ทั้งบวชพระสามเณรและการเรียนปริยัติ นับเป็นจุดเริ่มต้นที่วัดเปลี่ยนจากวัดราษฎร์เล็ก ๆ สู่พระอารามหลวงเต็มรูปแบบ ภายใต้การออกแบบโดยสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ที่ผสมผสานศิลปะไทยและสถาปัตยกรรมตะวันตกอย่างสวยงาม

วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนารามจึงไม่ใช่แค่สถานที่ทางศาสนา แต่กลายเป็นสัญลักษณ์ของยุคเปลี่ยนผ่านสู่สมัยใหม่ของราชสำนักและเมืองกรุงเทพฯ โดยเฉพาะพระอุโบสถหินอ่อนที่ชาวต่างชาติเรียกกันว่า "The Marble Temple" ซึ่งสะท้อนถึงศิลปะและความงามควบคู่กับประวัติศาสตร์การเมืองของสมัยพระปิยมหาราช

วันที่ 6 ธันวาคม 2443 จึงมิใช่วันสำคัญเฉพาะในบันทึกประวัติศาสตร์เท่านั้น แต่ยังเป็นวันที่วัดเล็ก ๆ แห่งหนึ่งถูกกำหนดให้เป็นหัวใจทางศาสนาและสัญลักษณ์สำคัญของรัชกาลที่ 5 ที่ยังคงยืนหยัดจนถึงทุกวันนี้

“ลิซ่า” ปรากฏตัวลุคซีทรู Louis Vuitton จนสื่อเกาหลีเทใจเรียก ‘ตุ๊กตาที่มีชีวิต’ เผยแฟชั่นชิคจาก Spring 2026 ตอกย้ำไอคอนแฟชั่นระดับโลก

(4 ธ.ค. 68) 'ลิซ่า ลลิษา มโนบาล' หรือ 'ลิซ่า BLACKPINK' ปรากฏตัวในฐานะฮาวส์แอมบาสเดอร์ของ Louis Vuitton ที่งาน Louis Vuitton Visionary Journey ที่เกาหลีใต้ เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2568 ท่ามกลางสายตาสื่อและแฟน ๆ ทั่วโลก

ลิซ่าสวมใส่ชุดซีทรูจากคอลเลกชัน Louis Vuitton Spring 2026: Home Sweet Home Collection โดยแทบไม่ปรับแต่งจากรันเวย์ ชุดดีไซน์ชิคเผยให้เห็นบราด้านในอย่างชัดเจน ผสมผสานกับสไตลิ่งโทนโมเดิร์นที่เน้นความโฉบเฉี่ยวแต่ดูหรูหรา เสริมด้วยทรงผมลอนหยิกที่ช่วยให้ภาพลักษณ์ดูคล้าย “ตุ๊กตาที่มีชีวิต” ตามคำบรรยายของสื่อเกาหลีและชาวเน็ต

หลังภาพเผยแพร่บนโซเชียลมีเดีย ชาวเน็ตหลายคนยกย่องว่า “ลุคดีกว่านางแบบบนรันเวย์” และยอมรับว่า 'ลิซ่า' นำเสนอชุดนี้ได้มีชีวิตชีวามากขึ้น ความเห็นส่วนใหญ่เชื่อว่า หากลิซ่าขึ้นเดินแฟชั่นโชว์ Louis Vuitton ก็สามารถทดแทนนางแบบได้สบาย ด้วยคาแรกเตอร์และพลังการนำเสนอชุดที่โดดเด่น

การเข้าร่วมงานครั้งนี้สะท้อนถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่าง 'ลิซ่า' กับ Louis Vuitton ที่ยังคงเดินหน้าสร้างกระแสในแฟชั่นและซอฟต์พาวเวอร์ของ K-pop บนเวทีโลก ชุดซีทรูของเธอจึงไม่เพียงแค่ “เอาอยู่ทุกมุมกล้อง” แต่ยังตอกย้ำการเป็นแฟชั่นไอคอนระดับโลกของศิลปินไทยบนเวทีลักซ์ชัวรีชั้นนำอีกด้วย

วันคล้ายวันพระราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

(5 ธ.ค.68 ) 5 ธันวาคม ของทุกปี เป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และภายหลังการเสด็จสวรรคตของในหลวงรัชกาลที่ 9 เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2559 สำนักนายกรัฐมนตรีได้ออกประกาศ เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560 เรื่อง กำหนดวันสำคัญของชาติไทย มีใจความสำคัญให้วันที่ 5 ธันวาคม ของทุกปี เป็นวันสำคัญของชาติไทย ดังนี้ 

1. เป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร 


2. เป็นวันชาติ 

3. เป็นวันพ่อแห่งชาติ

โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560 เป็นต้นไป 

‘5 ธันวาคม เป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร’ ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเพียงใด ประชาชนคนไทยยังคงน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอันประเสริฐ และเทิดทูนพระองค์ด้วยความรัก ความศรัทธา โดยตลอดระยะเวลา 70 ปีที่ผ่านมา พระองค์ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจมากมาย เพื่อให้ประชาชนคนไทยทุกคนมีคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น 

‘5 ธันวาคม เป็นวันชาติไทย’ แม้โดยทั่วไปมักจะหมายถึง วันเฉลิมฉลองที่ประเทศนั้น ๆ ได้รับอิสรภาพ เป็นเอกราช หรือเป็นวันสถาปนาประเทศ รัฐ ราชวงศ์ วันพระราชสมภพของกษัตริย์ วันเกิดประมุขของรัฐ หรืออาจจะเป็นวันที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์อื่น ๆ แต่มักจะถือเป็นวันหยุดประจำของชาติ ซึ่ง ‘วันชาติ’ ของแต่ละประเทศจะเป็นวันใดขึ้นอยู่กับการกำหนดของประเทศนั้น ๆ โดยความเป็นมาของวันชาติไทยนั้น แต่เดิมกำหนดให้เป็นวันที่ 24 มิถุนายน โดยวันที่ 24 มิถุนายน เป็นวันชาติไทยได้ 21 ปี ต่อมาในวันที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2503 รัฐบาลในขณะนั้นมีความเห็นว่า เพื่อให้เป็นไปตามขนบประเพณีของประเทศ และเป็นการสมัครสมานสามัคคีรวมจิตใจของบุคคลในชาติ จึงให้ถือวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เป็น ‘วันชาติ’ มาจนถึงปัจจุบัน

‘5 ธันวาคม เป็นวันพ่อแห่งชาติ’ วันพ่อแห่งชาติ มีขึ้นครั้งแรก เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2523 เนื่องจากพ่อเป็นบุคคลผู้มีพระคุณและมีบทบาทสำคัญต่อครอบครัวและสังคม เพื่อให้ลูกได้แสดงความกตัญญูกตเวทีต่อพ่อ และเพื่อให้ผู้เป็นพ่อสำนึกในหน้าที่และความรับผิดชอบของตน ดังนั้นจึงถือเอาวันที่ 5 ธันวาคม ของทุกปี เป็น ‘วันพ่อแห่งชาติ’

กำหนดเป็น “วันสิ่งแวดล้อมไทย” เพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ ในหลวง ร.9 ทรงเน้นย้ำว่าการดูแลรักษาธรรมชาติ “เป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคน”

(4 ธ.ค. 68) วันที่ 4 ธันวาคมของทุกปี ตรงกับ “วันสิ่งแวดล้อมไทย” ซึ่งคณะรัฐมนตรีมีมติให้ใช้วันดังกล่าวเป็นวันสำคัญด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติของชาติ เพื่อรำลึกถึง พระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2532 ที่ทรงแสดงความห่วงใยต่อปัญหาสิ่งแวดล้อมของประเทศ และทรงเน้นย้ำว่าการดูแลรักษาธรรมชาติ “เป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคน” ไม่ใช่เพียงภาครัฐเท่านั้น

ภายหลังพระราชดำรัสดังกล่าว รัฐบาลได้กำหนดให้ วันที่ 4 ธันวาคม เป็น “วันสิ่งแวดล้อมไทย” อย่างเป็นทางการ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2534 เป็นต้นมา พร้อมใช้เป็น “วันรณรงค์กลาง” เชิญชวนหน่วยงานรัฐ เอกชน ชุมชน และประชาชนทั่วประเทศ ร่วมกันอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ แก้ไขปัญหามลพิษ และลดผลกระทบการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น

นอกจากนั้น วันที่ 4 ธันวาคม ยังถูกกำหนดให้เป็น “วันอาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหมู่บ้านแห่งชาติ (วัน ทสม.)” เพื่อยกย่องเครือข่ายอาสาสมัคร ทสม. ทั่วประเทศ ที่ทำหน้าที่เป็น “ด่านหน้า” ในการดูแลป่าไม้ แหล่งน้ำ ป่าชุมชน รวมถึงการเฝ้าระวังการบุกรุกพื้นที่ป่าและการลักลอบทิ้งขยะหรือมลพิษในชุมชนต่าง ๆ

ทุกปีในช่วงวันสิ่งแวดล้อมไทย หน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมมักจัดกิจกรรมหลากหลายรูปแบบ อาทิ ปลูกต้นไม้–ฟื้นฟูพื้นที่สีเขียว ทำความสะอาดแหล่งน้ำและชายหาด รณรงค์ลดใช้ถุงพลาสติกและโฟม เวทีเสวนาวิชาการเกี่ยวกับปัญหาโลกร้อน–ฝุ่น PM2.5 ตลอดจนการมอบรางวัลเชิดชูเกียรติชุมชน–โรงเรียน–องค์กร และอาสาสมัคร ทสม. ที่มีผลงานโดดเด่นด้านการอนุรักษ์

อย่างไรก็ตาม นักวิชาการและภาคประชาสังคมจำนวนมากเห็นตรงกันว่า “วันสิ่งแวดล้อมไทย” ไม่ควรถูกจำกัดเป็นเพียงกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ปีละครั้งเท่านั้น หากแต่ควรเป็นจุดเริ่มต้นให้ประชาชนปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวันอย่างต่อเนื่อง เช่น ลดใช้พลาสติกใช้ครั้งเดียวทิ้ง คัดแยกขยะที่ต้นทาง ประหยัดพลังงาน งดการเผาในที่โล่ง และสนับสนุนผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ท่ามกลางปัญหา โลกร้อน–โลกเดือด น้ำท่วม-แล้งสลับรุนแรง ฝุ่นพิษ และขยะล้นเมือง วันสิ่งแวดล้อมไทยในปีนี้จึงถูกจับตามองว่า จะเป็นเพียง “วันปลูกต้นไม้ถ่ายรูป” หรือจะกลายเป็นจุดเปลี่ยนให้สังคมไทยหันมาใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างรู้คุณค่า และเดินหน้าลดวิกฤตสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจังในระยะยาว

กำหนดเป็น “วันสิ่งแวดล้อมไทย” เพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ ในหลวง ร.9 ทรงเน้นย้ำว่าการดูแลรักษาธรรมชาติ “เป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคน”

(4 ธ.ค. 68) วันที่ 4 ธันวาคมของทุกปี ตรงกับ “วันสิ่งแวดล้อมไทย” ซึ่งคณะรัฐมนตรีมีมติให้ใช้วันดังกล่าวเป็นวันสำคัญด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติของชาติ เพื่อรำลึกถึง พระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2532 ที่ทรงแสดงความห่วงใยต่อปัญหาสิ่งแวดล้อมของประเทศ และทรงเน้นย้ำว่าการดูแลรักษาธรรมชาติ “เป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคน” ไม่ใช่เพียงภาครัฐเท่านั้น

ภายหลังพระราชดำรัสดังกล่าว รัฐบาลได้กำหนดให้ วันที่ 4 ธันวาคม เป็น “วันสิ่งแวดล้อมไทย” อย่างเป็นทางการ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2534 เป็นต้นมา พร้อมใช้เป็น “วันรณรงค์กลาง” เชิญชวนหน่วยงานรัฐ เอกชน ชุมชน และประชาชนทั่วประเทศ ร่วมกันอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ แก้ไขปัญหามลพิษ และลดผลกระทบการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น

นอกจากนั้น วันที่ 4 ธันวาคม ยังถูกกำหนดให้เป็น “วันอาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหมู่บ้านแห่งชาติ (วัน ทสม.)” เพื่อยกย่องเครือข่ายอาสาสมัคร ทสม. ทั่วประเทศ ที่ทำหน้าที่เป็น “ด่านหน้า” ในการดูแลป่าไม้ แหล่งน้ำ ป่าชุมชน รวมถึงการเฝ้าระวังการบุกรุกพื้นที่ป่าและการลักลอบทิ้งขยะหรือมลพิษในชุมชนต่าง ๆ

ทุกปีในช่วงวันสิ่งแวดล้อมไทย หน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมมักจัดกิจกรรมหลากหลายรูปแบบ อาทิ ปลูกต้นไม้–ฟื้นฟูพื้นที่สีเขียว ทำความสะอาดแหล่งน้ำและชายหาด รณรงค์ลดใช้ถุงพลาสติกและโฟม เวทีเสวนาวิชาการเกี่ยวกับปัญหาโลกร้อน–ฝุ่น PM2.5 ตลอดจนการมอบรางวัลเชิดชูเกียรติชุมชน–โรงเรียน–องค์กร และอาสาสมัคร ทสม. ที่มีผลงานโดดเด่นด้านการอนุรักษ์

อย่างไรก็ตาม นักวิชาการและภาคประชาสังคมจำนวนมากเห็นตรงกันว่า “วันสิ่งแวดล้อมไทย” ไม่ควรถูกจำกัดเป็นเพียงกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ปีละครั้งเท่านั้น หากแต่ควรเป็นจุดเริ่มต้นให้ประชาชนปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวันอย่างต่อเนื่อง เช่น ลดใช้พลาสติกใช้ครั้งเดียวทิ้ง คัดแยกขยะที่ต้นทาง ประหยัดพลังงาน งดการเผาในที่โล่ง และสนับสนุนผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ท่ามกลางปัญหา โลกร้อน–โลกเดือด น้ำท่วม-แล้งสลับรุนแรง ฝุ่นพิษ และขยะล้นเมือง วันสิ่งแวดล้อมไทยในปีนี้จึงถูกจับตามองว่า จะเป็นเพียง “วันปลูกต้นไม้ถ่ายรูป” หรือจะกลายเป็นจุดเปลี่ยนให้สังคมไทยหันมาใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างรู้คุณค่า และเดินหน้าลดวิกฤตสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจังในระยะยาว

เข้า กก.4 ปมฉ้อโกง กู้ยืมเงินประชาชน มูลค่าหลายร้อยล้านบาท ยันว่า "ทำธุรกิจเกินตัว"

(3 ธ.ค. 68) เช้าวันที่ 3 ธันวาคม 2568 ตำรวจ กก.4 บก.ปอศ. เข้าจับกุม 'นานา ไรบีนา' ที่บ้านพักย่านพระโขนง หลังถูกกล่าวหาคดีฉ้อโกงและกู้ยืมเงินอันเป็นการฉ้อโกงประชาชน มูลค่าความเสียหายรวมกว่า 400 ล้านบาท จากการชักชวนเพื่อนในวงการลงทุนและปล่อยกู้ดอกเบี้ยสูงผิดปกติ

ก่อนถูกจับ 'นานา' ยอมรับผ่านคลิปและไลฟ์สดว่า "ใช่ค่ะ… ดารา น. หนูคือนานาเอง" ชี้แจงว่าเงินที่ได้มานำไปหมุนธุรกิจและโปรเจ็กต์ต่าง ๆ แต่สุดท้ายบริหารไม่ไหว ดอกเบี้ยทบต้นจนเป็นงูกินหาง พร้อมร่ำไห้ขอโทษเพื่อน ๆ และผู้เสียหายในวงการ ยืนยันว่า "ทำธุรกิจเกินตัว" และไม่ได้คิดหนีไปไหน

ตำรวจได้นำตัว 'นานา' มาสอบปากคำที่ บก.ปอศ. และกำลังรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย ข้อหาไม่ได้หยุดที่ฉ้อโกงธรรมดา แต่ยังมีความผิดตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน ที่มีโทษจำคุก 5-10 ปี และปรับสูงสุด 1 ล้านบาท โดยคดีนี้ยอมความไม่ได้

ก่อนหน้านี้ 'นานา' ประกาศขายบ้านหรูราคา 69 ล้านบาท เพื่อหาเงินมาชำระหนี้และแสดงความรับผิดชอบต่อผู้เสียหาย ด้านสังคมตั้งคำถามถึงความไว้ใจในวงการคนดัง หลังการลุกลามเป็นประเด็นพูดถึงในวงกว้าง ขณะที่เจ้าหน้าที่รัฐอาจตรวจสอบเส้นทางการเงินและดำเนินมาตรการอายัดทรัพย์สินเพื่อนำเงินชดเชยผู้เสียหายในอนาคต

ถือเป็น "วันคนพิการสากล" เพื่อให้คนตระหนักถึงศักดิ์ศรี ความเป็นมนุษย์ของคนพิการ เปลี่ยนมุมมองจากสงสารเป็นสิทธิ

(3 ธ.ค. 68) ทุกวันที่ 3 ธันวาคมของทุกปี สหประชาชาติได้กำหนดให้เป็น "วันคนพิการสากล" เพื่อสะท้อนสถานภาพและสิทธิของคนพิการในสังคมทั่วโลก ปัจจุบันมีคนพิการประมาณ 16% ของประชากรโลก หรือราว 1,300 ล้านคน ที่ยังถูกมองว่าเป็นภาระมากกว่าผู้มีสิทธิเท่าเทียม

สหประชาชาติเพิ่งดำเนินมาตรการด้านสิทธิคนพิการตั้งแต่ปี ค.ศ. 1982 ผ่าน "แผนปฏิบัติการโลก" เพื่อป้องกัน ฟื้นฟู และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของคนพิการในสังคมอย่างเต็มที่ และในปี ค.ศ. 1992 ได้กำหนดวันที่ 3 ธันวาคมเป็น "วันคนพิการสากล" เพื่อเตือนใจโลกไม่ให้ลืมกลุ่มคนนี้

ธีมหลักในปัจจุบันคือการเปลี่ยนมุมมองของคนพิการจาก "ความสงสาร" สู่ "สิทธิ" และการขยายบทบาทความเป็นผู้นำของคนพิการในองค์กรและตลาดแรงงาน เพื่อให้พวกเขาเป็นพลเมืองเต็มตัวที่มีส่วนร่วมและนำสังคมได้

แม้ประเทศไทยจะมีกฎหมายคุ้มครองสิทธิคนพิการ เช่น พ.ร.บ.ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ และระบบโควตาจ้างงาน แต่ความท้าทายยังมีมากในเรื่องอาคาร สาธารณูปโภค และระบบขนส่งที่ยังไม่รองรับความต้องการอย่างแท้จริง

วันคนพิการสากลไม่ใช่แค่วันแห่งงานพิธีการ แต่เป็นวันที่ต้องทบทวนว่า สังคมได้ก้าวสู่การลงมือจริงเพื่อให้คนเปราะบางที่สุดมีชีวิตที่มีศักดิ์ศรีหรือยัง "สังคมที่ดี...จะวัดกันที่คนเปราะบางที่สุดยังสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีศักดิ์ศรีแค่ไหน"
 

การหวนคืนสู่ประเทศไทยในรอบ 13 ปี รวมหลากหลายศิลปินจาก SM ฉลอง 30 ปี ณ ราชมังคลากีฬาสถาน ปักหมุดจัดคอนเสิร์ตที่กรุงเทพฯ 14 ก.พ. 69

(2 ธ.ค. 68) SM Entertainment เตรียมนำโปรเจกต์คอนเสิร์ตใหญ่ "SMTOWN LIVE 2025–2026: The Culture, the Future" มาจัดที่กรุงเทพฯ ในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2026 ณ ราชมังคลากีฬาสถาน กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นหนึ่งในโชว์ปิดท้ายทัวร์ฉลองครบรอบ 30 ปีของค่าย และเป็นเพียงไม่กี่สเตเดียมในโลกที่ได้รับเกียรติให้เป็นจุดจัดงาน

ซึ่งราชมังคลากีฬาสถานถือเป็นสนามกีฬาขนาดใหญ่ที่เคยเป็นสถานที่จัดคอนเสิร์ตของศิลปินระดับโลกมากมาย รวมถึงเป็นพื้นที่จัด SMTOWN LIVE ครั้งประวัติศาสตร์ในไทยเมื่อปี 2009

รูปแบบโชว์ของ SMTOWN LIVE มักจะเป็นคอนเสิร์ตยาว 3-5 ชั่วโมง ประกอบด้วยโชว์เดี่ยวของแต่ละวงสลับกับเวทีพิเศษที่ศิลปินข้ามวงมาร่วมฟีเจอริ่งกัน โดยในทัวร์นี้มีศิลปินรีเมมเบอร์ทั้งรุ่นตำนานระดับ HYOYEON (Girls' Generation), KEY & MINHO (SHINee), EXO,
Red Velvet (IRENE & SEULGI & JOY), NCT 127, NCT DREAM, WayV ,aespa, RIIZE, NCT WISH ,Hearts2Hearts, XngHan&Xoul, SMTR25⠀⠀

ตัวแทนแฟนคลับระบุว่า "SMTOWN LIVE ถือเป็นงานที่รวมศิลปินหลากหลายเจเนอเรชันในคืนเดียวอย่างยิ่งใหญ่" ทำให้แฟนๆ ในไทยตั้งตารอคอยอย่างมาก โดยเฉพาะเมื่อนับว่าเป็นการกลับมาของ SMTOWN ที่ราชมังฯ หลังจากครั้งสุดท้ายเมื่อ 17 ปีก่อน

เริ่มจำหน่ายบัตรปิดจำหน่ายบัตร : 𝟮𝟬 ธันวาคม 𝟮𝟬𝟮𝟱 (เสาร์) เวลา 𝟭𝟬:𝟬𝟬 น. – 𝟭𝟲:𝟬𝟬 น.
ส่วนการจำหน่ายบัตรจะมีทั้งรอบ SM ARTIST Official Fanclub และ รอบจำหน่ายทั่วไป
ถ้าหากรอบพรีเซลส์จำหน่ายหมดแล้วก็จะไม่มีการจำหน่ายในรอบทั่วไป

ผังที่นั่ง ราคาบัตร และรายละเอียดอื่นๆ ยังรอติดตามจากผู้จัดในไทย แต่ความคึกคักรอบราชมังคลาคาดว่าจะช่วยพยุงเศรษฐกิจเกี่ยวกับคอนเสิร์ตและการท่องเที่ยวในกรุงเทพฯ ได้ไม่น้อย โดยงานนี้ถือเป็นอีกหนึ่งจุดหมายสำคัญสำหรับแฟน K-POP ทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

 

"วันสากลแห่งการเลิกทาส" UN รณรงค์ให้ทั่วโลกตระหนักว่า "ทาส" ไม่ใช่แค่ประวัติศาสตร์ แต่คือระบบบีบชีวิตคน

(2 ธ.ค. 68) ทุกวันที่ 2 ธันวาคม สหประชาชาติรณรงค์ให้ทั่วโลกตระหนักว่า "ทาส" ไม่ได้หมดไปตามประวัติศาสตร์ แต่ยังคงอยู่ในรูปแบบทาสสมัยใหม่ที่ไม่ใช่โซ่ตรวนแต่เป็นระบบที่บังคับกดขี่ผู้คนทั่วโลกร่วมหลายสิบล้านคน

ปี ค.ศ. 1949 อนุสัญญาสำคัญเปิดทางสู่ "วันสากลแห่งการเลิกทาส" ซึ่งในปี 1986 ถูกกำหนดอย่างเป็นทางการ เพื่อทบทวนปัญหาการค้าคนและแรงงานบังคับ รวมถึงการแสวงหาประโยชน์ต่างๆ ที่ยังเกิดขึ้นในโรงงาน เรือประมง และแรงงานบังคับในรูปแบบหลากหลาย เช่น การค้ามนุษย์ แรงงานเด็ก การแต่งงานบังคับ รวมถึงการแสวงหาประโยชน์ทางเพศ

"ทาสสมัยใหม่" คือผู้ที่ไม่ได้รับเสรีภาพที่แท้จริง ถูกบังคับให้ทำงานหรือค้าบริการโดยไม่สามารถปฏิเสธได้โดยไม่เสี่ยงต่อความรุนแรง ข้อมูลจากองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ระบุว่ามีผู้ตกอยู่ในสถานการณ์นี้หลายสิบล้านคนทั่วโลก และแรงงานเหล่านี้อาจแฝงอยู่ในซัพพลายเชนสินค้าทั่วไปที่ผู้บริโภคใช้ทุกวัน

แม้กฎหมายระหว่างประเทศชัดเจนว่า "ไม่มีใครควรถูกทำให้เป็นทาส" แต่การบังคับใช้ยังไม่ทั่วถึงในหลายประเทศ บางส่วนของเจ้าหน้าที่รัฐและภาคธุรกิจยังมีส่วนเกี่ยวข้องหรือเพิกเฉยต่อปัญหา วันสากลแห่งการเลิกทาสจึงไม่ใช่เพียงการรำลึกประวัติศาสตร์ แต่เป็นการตั้งคำถามถึงความจริงในปัจจุบันว่าเรากำลังทำพอหรือไม่เพื่อยุติการกดขี่รายวันนี้

ทาสสมัยใหม่สัมพันธ์กับเราทุกคนทั้งในฐานะผู้บริโภคที่ต้องตั้งคำถามกับสินค้าราคาถูก นายจ้างและลูกจ้างที่ต้องร่วมมือหยุดการเอารัดเอาเปรียบ และในฐานะพลเมืองที่ควรกดดันให้ระบบยุติธรรมโปร่งใสและแรงงานได้รับการคุ้มครอง ความสำเร็จในการเลิกทาสยุคนี้จึงเป็นตัวชี้วัดระดับคุณภาพของสังคมและสิทธิมนุษยชนของชาติหนึ่งๆ

จบโทแล้ว ด้านเวชศาสตร์ชะลอวัย ฝ่าหลักสูตรโหด 2 ปีเต็ม เรียนหนักควบงานบันเทิง มุ่งมั่นพัฒนาวิชาชีพตัวเอง

(1 ธ.ค. 68) 'ปันปัน สุทัตตา อุดมศิลป์' นักแสดงแถวหน้าของวงการบันเทิงไทย คว้าปริญญาโทด้านเวชศาสตร์ชะลอวัย จากมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ หลังผ่านการเรียนอย่างหนักตลอด 2 ปี เพื่อฟันฝ่าเส้นทางสายวิทยาศาสตร์ที่ไม่ใช่สายเดิมของเธอ

โดยปันปันโพสต์บน X ว่า "ถ้าเลี่ยงถ่ายเสาร์–อาทิตย์ได้จะขอบคุณมาก เพราะต้องเข้าเรียน" แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจอย่างจริงจัง ทั้งยังต้องแบ่งเวลาระหว่างงานในวงการและการศึกษาอย่างเคร่งครัด

ปันปันวางแผนชีวิตอย่างละเอียด ด้วยการเรียนในวันหยุดสุดสัปดาห์ตลอด 2 ปีเต็ม โดยต้องศึกษาทั้งชีวเคมี ระบบฮอร์โมน และการทำงานของเซลล์ ซึ่งเป็นเรื่องยากสำหรับคนที่ไม่ได้เรียนสายวิทยาศาสตร์มาก่อน แต่เธอยอมรับความท้าทายเหล่านี้เป็น "ความสนุก" ของการได้พัฒนาตัวเอง

แรงผลักดันสำคัญมาจากความตั้งใจที่จะนำความรู้ด้านเวชศาสตร์ชะลอวัยไปใช้ดูแลพ่อและครอบครัว เพื่อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ปริญญาโทใบนี้จึงไม่ใช่แค่เครื่องหมายความสำเร็จ แต่เป็นสัญลักษณ์ของความทุ่มเทและการเลือกเส้นทางชีวิตที่เธอรักอย่างแท้จริง

ปันปันเป็นตัวอย่างชัดเจนของคนรุ่นใหม่ที่กล้าเริ่มต้นใหม่ แม้ต้องเผชิญความยากลำบาก และพิสูจน์ว่าแม้เริ่มจากศูนย์ในสายวิทยาศาสตร์ ก็สามารถประสบความสำเร็จได้ด้วยความมุ่งมั่นและความรักในสิ่งที่ทำ

จบโทแล้ว ด้านเวชศาสตร์ชะลอวัย ฝ่าหลักสูตรโหด 2 ปีเต็ม เรียนหนักควบงานบันเทิง มุ่งมั่นพัฒนาวิชาชีพตัวเอง

(1 ธ.ค. 68) 'ปันปัน สุทัตตา อุดมศิลป์' นักแสดงแถวหน้าของวงการบันเทิงไทย คว้าปริญญาโทด้านเวชศาสตร์ชะลอวัย จากมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ หลังผ่านการเรียนอย่างหนักตลอด 2 ปี เพื่อฟันฝ่าเส้นทางสายวิทยาศาสตร์ที่ไม่ใช่สายเดิมของเธอ

โดยปันปันโพสต์บน X ว่า "ถ้าเลี่ยงถ่ายเสาร์–อาทิตย์ได้จะขอบคุณมาก เพราะต้องเข้าเรียน" แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจอย่างจริงจัง ทั้งยังต้องแบ่งเวลาระหว่างงานในวงการและการศึกษาอย่างเคร่งครัด

ปันปันวางแผนชีวิตอย่างละเอียด ด้วยการเรียนในวันหยุดสุดสัปดาห์ตลอด 2 ปีเต็ม โดยต้องศึกษาทั้งชีวเคมี ระบบฮอร์โมน และการทำงานของเซลล์ ซึ่งเป็นเรื่องยากสำหรับคนที่ไม่ได้เรียนสายวิทยาศาสตร์มาก่อน แต่เธอยอมรับความท้าทายเหล่านี้เป็น "ความสนุก" ของการได้พัฒนาตัวเอง

แรงผลักดันสำคัญมาจากความตั้งใจที่จะนำความรู้ด้านเวชศาสตร์ชะลอวัยไปใช้ดูแลพ่อและครอบครัว เพื่อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ปริญญาโทใบนี้จึงไม่ใช่แค่เครื่องหมายความสำเร็จ แต่เป็นสัญลักษณ์ของความทุ่มเทและการเลือกเส้นทางชีวิตที่เธอรักอย่างแท้จริง

ปันปันเป็นตัวอย่างชัดเจนของคนรุ่นใหม่ที่กล้าเริ่มต้นใหม่ แม้ต้องเผชิญความยากลำบาก และพิสูจน์ว่าแม้เริ่มจากศูนย์ในสายวิทยาศาสตร์ ก็สามารถประสบความสำเร็จได้ด้วยความมุ่งมั่นและความรักในสิ่งที่ทำ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top