Friday, 28 August 2026
LITE

27 มกราคมของทุกปี เป็น “วันสถาปนายุวกาชาดไทย” จุดเริ่มต้นของขบวนการเยาวชนจิตอาสา สร้างความเมตตาและความรับผิดชอบ สำคัญต่อสังคมในยุควิกฤต

(27 ม.ค. 69) ทุกวันที่ 27 มกราคมของทุกปี คือวันสถาปนายุวกาชาดไทย ซึ่งเริ่มขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2465 ภายใต้สภากาชาดไทย เพื่อเป็นวันระลึกถึงการก่อตั้งขบวนการเยาวชนจิตอาสาที่มุ่งเน้นปลูกฝังจิตสาธารณะและความเมตตาต่อผู้อื่น

ช่วงเริ่มแรก ยุวกาชาดไทยมีชื่อว่า "กองอนุสภากาชาดสยาม" ซึ่งได้รับการก่อตั้งและพัฒนาโดยสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต ด้วยเจตนาเน้นสร้างเยาวชนให้มีความเมตตา วินัย และจิตอาสา พร้อมทักษะช่วยเหลือตนเองและผู้อื่น

ยุวกาชาดไทยมุ่งเน้นสอนเยาวชนให้เรียนรู้การช่วยเหลือตนเองและช่วยเหลือผู้อื่น ให้มีความเมตตา เสียสละ และรับผิดชอบต่อสังคม โดยสมาชิกยุวกาชาดมักเป็นเยาวชนอายุระหว่าง 8-25 ปี ที่เข้าร่วมในกิจกรรมต่าง ๆ เช่น งานบำเพ็ญประโยชน์ สุขภาพ และฝึกทักษะชีวิต

วันนี้ไม่ใช่เพียงวันครบรอบ แต่เป็นวันย้ำเตือนถึงความสำคัญของการปลูกฝังมนุษยธรรมผ่านเยาวชน เพื่อเผชิญกับวิกฤตในยุคปัจจุบัน ทั้งภัยพิบัติและความเปราะบางทางสังคม ทำให้ยุวกาชาดยังคงเป็นทุนทางสังคมที่สำคัญ

"งานมนุษยธรรมเริ่มต้นได้จากการปลูกฝังตั้งแต่วัยเยาว์" และจิตอาสายุวกาชาดยังคงสร้างพลเมืองที่รับผิดชอบต่อสังคมในทุกยุคสมัย

ที่มา : https://redcross.or.th/news/information/13009/?utm_source

https://om.moe.go.th/%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%98%E0%B8%B5%E0%B8%9B%E0%B8%8F%E0%B8%B4%E0%B8%8D%E0%B8%B2%E0%B8%93%E0%B8%95%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%AA%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%A1/

26 มกราคม 2440 ก่อตั้งโรงเรียนกฎหมายแห่งแรก วางรากฐานศาลสมัยใหม่ เริ่มสอนในห้องเสวยโดยพระองค์เจ้ารพีพัฒน์ ยกระดับมาตรฐานกฎหมายไทยให้เท่าทันโลก

วันที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2440 ถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ไทยในฐานะวันก่อตั้ง "โรงเรียนสอนกฎหมายแห่งแรกของประเทศ" โดยมี พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ หรือที่รู้จักในนาม "พระบิดาแห่งกฎหมายไทย" เป็นผู้วางรากฐานสำคัญของนิติศาสตร์และระบบศาลสมัยใหม่ในไทย

ในยุครัชกาลที่ 5 ประเทศไทยเผชิญความท้าทายจากอำนาจตะวันตกที่พยายามบีบให้ประเทศเปิดเสรีทางการค้าและการทูต พร้อมข้อจำกัดเรื่องเขตอำนาจศาลที่หนุนให้ศาลกงสุลมีบทบาทเหนือศาลไทย จึงเกิดความจำเป็นในการสร้าง "บุคลากรกฎหมายไทย" ที่เข้าใจระบบกฎหมายสากล เพื่อรักษาเอกราชทางการศาล

พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ ทรงเป็นแรงผลักดันหลักในการจัดตั้งโรงเรียนนี้ โดยเริ่มต้นสอนด้วยพระองค์เองใน "ห้องเสวย" ใกล้กระทรวงยุติธรรม การเรียนการสอนเน้นการใช้กฎหมายตะวันตกผสมผสานกับกฎหมายไทยเดิม เช่น กฎหมายตราสามดวง พร้อมส่งนักเรียนเข้าสู่ระบบราชการศาลเพื่อรองรับการปฏิรูป

"สิ่งที่เรากำลังสร้างไม่ใช่แค่โรงเรียน แต่เป็นเครื่องจักรผลิตความยุติธรรม" พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์กล่าว ความสำเร็จของเนติบัณฑิตรุ่นแรกทำให้วิวัฒนาการของระบบกฎหมายไทยแข็งแกร่งและเป็นรากฐานรัฐสมัยใหม่ที่ไทยใช้ยืนหยัดในเวทีโลก

จากวันนั้นจนถึงปัจจุบัน โรงเรียนกฎหมายแห่งแรกถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่วางรากฐานให้สังคมกฎหมายและระบบยุติธรรมของไทยเติบโตอย่างมั่นคงและทันสมัย

ที่มา : https://shorturl.asia/Pbsug

25 มกราคม 2502 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 เสด็จไปทรงเปิดอนุสรณ์ดอนเจดีย์ รำลึกวีรกรรมและเกียรติยศสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ถึงเหตุการณ์ยุทธหัตถีที่ทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 เสด็จพระราชดำเนินไปยังตำบลดอนเจดีย์ อำเภอดอนเจดีย์ จังหวัดสุพรรณบุรี เพื่อประกอบพิธีบวงสรวงและประกาศเปิด "พระบรมราชานุสรณ์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ณ ดอนเจดีย์" เมื่อวันที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2502 ซึ่งเป็นอนุสรณ์สถานรำลึกวีรกรรมและเกียรติยศของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชรวมถึงเหตุการณ์ยุทธหัตถีที่ทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์

ในราชกิจจานุเบกษาฉบับพิเศษวันที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2502 ระบุหมายกำหนดการรัฐพิธีเปิดอนุสรณ์นี้อย่างเป็นทางการ ทำให้การเปิดพระบรมราชานุสรณ์เป็นงานรัฐพิธีที่แสดงถึงความสำคัญในระดับชาติ

พระบรมราชานุสรณ์ดอนเจดีย์ประกอบด้วยองค์เจดีย์ยุทธหัตถีขนาดใหญ่ และพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงพระคชาธาร ที่สื่อถึงวีรกรรมและสงครามยุทธหัตถี นอกจากนี้พื้นที่ดอนเจดีย์เป็นโบราณสถานที่ได้รับการขึ้นทะเบียนอนุรักษ์ด้วย

การก่อสร้างอนุสรณ์สถานแห่งนี้ผ่านกระบวนการยาวนานจากการค้นพบร่องรอยทางโบราณคดี และการรื้อฟื้นโครงการเพื่อสถาปนาความหมายเชิงประวัติศาสตร์และความเป็นชาติ ก่อนจะมีพิธีเปิดอย่างสมเกียรติในปี 2502

นักวิชาการชี้ว่า พิธีเปิดดังกล่าวเป็นการยืนยันบทบาทดอนเจดีย์ในฐานะเวทีความทรงจำของชาติ โดยใช้สัญลักษณ์และพิธีกรรมของรัฐเชื่อมโยงอัตลักษณ์ความเป็นชาติผ่านวีรกรรมสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ขณะที่ยังมีข้อถกเถียงทางประวัติศาสตร์เรื่องตำแหน่งสมรภูมิที่ทำให้พื้นที่นี้มีความซับซ้อนทางการตีความไปพร้อมกัน

ที่มา : https://shorturl.asia/QmAB0

24 มกราคม ของทุกปี คือวันการศึกษาสากล การศึกษาคือรากฐานสำคัญของโลก ดันเยาวชนเป็นผู้ร่วมสร้างระบบการเรียนรู้ ชี้ลงทุนคนวันนี้คืออนาคตโลกพรุ่งนี้

(24 ม.ค. 69) ทุกวันที่ 24 มกราคม ของทุกปี โลกจะร่วมกันรำลึก "วันการศึกษาสากล" ซึ่งกำหนดโดยองค์การสหประชาชาติ เพื่อเน้นย้ำว่า การศึกษาไม่ใช่แค่เรื่องโรงเรียนหรือคะแนนสอบ แต่เป็นรากฐานของสันติภาพ การพัฒนา และโอกาสในชีวิตของผู้คนทั่วโลก

วันการศึกษาสากลถูกกำหนดขึ้นจากมติของสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติในปี 2018 และจัดขึ้นครั้งแรกในปี 2019 โดยยูเนสโกเป็นหน่วยงานหลักขับเคลื่อนกิจกรรมและสาระสำคัญ

ปี 2026 ธีมวันการศึกษาสากลคือ "พลังเยาวชนร่วมออกแบบการศึกษา" โดยมีข้อความชัดเจนว่าเยาวชนไม่ควรถูกมองเป็นแค่ผู้รับบริการ แต่ต้องเป็นผู้มีส่วนร่วมในการออกแบบการเรียนรู้ วิธีการสอน ทักษะที่จำเป็น และบรรยากาศที่ส่งเสริมศักยภาพ เด็กต้องเติบโตเต็มศักยภาพไม่ใช่แค่ปรับตัวเข้ากับระบบ

ในประเทศไทย วันการศึกษาสากลถือเป็นโอกาสให้สังคมหยุดคิดว่าต้องการเด็กและโรงเรียนแบบไหน ไปจนถึงการปรับระบบให้ทันกับโลกที่เปลี่ยนเร็วและลดความเหลื่อมล้ำ การฟังเสียงเด็กจะช่วยให้ระบบเห็นปัญหาและความต้องการจริงภายในห้องเรียนตั้งแต่ภาระงานที่ไม่จำเป็นจนถึงการเรียนรู้เชื่อมโยงชีวิตและการทำงาน

สรุปได้ว่า วันการศึกษาสากลไม่ใช่แค่พิธี แต่เป็นการเตือนใจถึงความสำคัญของ "การศึกษา" ในการลงทุนเพื่ออนาคตมนุษยชาติ โดยปี 2026 โลกเน้นย้ำบทบาทของเยาวชนว่า "พลังของเยาวชนในการร่วมออกแบบการศึกษา" จะเป็นกุญแจสำคัญของระบบการศึกษาในอนาคต

ที่มา : https://news.trueid.net/detail/jyX94jDw6Oax

23 มกราคม 2424 วันประสูติ “กรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน” พระบิดาแห่งกิจการรถไฟสมัยใหม่ ผู้สร้างระบบ-สร้างคน-สร้างอนาคตรถไฟไทย วางรากฐานการรถไฟถึงวันนี้

23 มกราคม พ.ศ. 2424 วันประสูติ นายพลเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบุรฉัตรไชยากร กรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน ‘พระบิดาแห่งกิจการรถไฟสมัยใหม่’

นายพลเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบุรฉัตรไชยากร กรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน หรือ พระนามเดิมว่า 'พระองค์เจ้าบุรฉัตรไชยากร' เป็นพระราชโอรสองค์ที่ 35 ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 กับเจ้าจอมมารดาวาด ประสูติ วันที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2424

ใน พ.ศ. 2460 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณา โปรดเกล้าให้รวมกรมรถไฟสายเหนือกับสายใต้เข้าเป็นกรมเดียวกัน เรียกว่า กรมรถไฟหลวง โดยให้ กรมขุนกำแพงเพชรอัครโยธิน เป็นผู้บัญชาการรถไฟอีกตำแหน่งหนึ่ง

ช่วงแรกที่พระองค์เสด็จมาเป็นผู้บัญชาการรถไฟใหม่ ๆ กิจการรถไฟ มีคนไทยอยู่น้อยมากส่วนใหญ่เป็นชาวต่างประเทศมีชาวเยอรมัน อังกฤษ อิตาเลียน และชาวเอเชียชาติต่างๆ เช่น ชาวอินเดีย ชาวซีลอน และชาวพม่า พระองค์จึงทรงระดมคนไทยจากทหารช่าง กรมแผนที่และคนไทยที่พูดภาษาอังกฤษได้ จากห้างร้านต่าง ๆ ให้เข้ามาทำงานรถไฟ ทรงฝึกฝนคนไทยให้มีความสามารถในกิจการรถไฟด้วยการแนะนำสั่งสอนด้วย พระองค์เอง

พระองค์ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตส่งนักเรียนไทยไปศึกษาในต่างประเทศ เพื่อศึกษาวิชาการรถไฟและการพาณิชย์ รุ่นแรก ๆ ได้ส่งไปสหรัฐอเมริกา ต่อมาจึงส่งไปยุโรปเนื่องจากมีค่าใช้จ่ายน้อยกว่าเมื่อนักเรียนสำเร็จการศึกษาแล้วได้กลับมารับราชการในกรมรถไฟหลวง ทำให้กิจการรถไฟเจริญก้าวหน้ามาจนทุกวันนี้

พ.ศ. 2471 ทรงสั่งซื้อรถจักรดีเซลมีกำลัง 180 แรงม้า ส่งผ่านกำลังด้วยการกล จำนวน 2 คัน เข้ามาใช้การเป็นรุ่นแรกในประเทศไทย และเป็นรายแรกในทวีปเอเชีย โดยใช้เป็นรถจักรสำหรับสับเปลี่ยนและลากจูงขบวนรถท้องถิ่นรอบกรุงเทพฯ รถจักรรุ่นนี้สร้างโดยบริษัทสวิสส์โลโคโมติฟ แอนด์ แมชินเวอร์ค ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

เนื่องจากพระองค์ทรงเป็นผู้ให้กำเนิดรถจักรดีเซลขึ้นในเมืองไทย รถจักรดีเซลทุกคันที่ใช้การอยู่ในการรถไฟฯ จึงมีเครื่องหมาย 'บุรฉัตร' อันเป็นพระนามของพระองค์ ติดที่ด้านข้างของรถจักรดีเซลทุกคันที่สั่งเข้ามา เพื่อเป็นการรำลึก และ เทิดพระเกียรติแห่งพระองค์

นอกเหนือจากหน้าที่ทางราชการทหารในระหว่างที่ทรงบังคับบัญชากิจการรถไฟนั้น พระองค์ได้บริหารงานด้วยพระปรีชาสามารถทรงนำวิชาการสมัยใหม่เข้ามาใช้ ก่อให้เกิดประโยชน์แก่กิจการรถไฟอย่างมาก จนได้รับการขนานพระนามว่า 'พระบิดาแห่งกิจการรถไฟสมัยใหม่'

ที่มา : https://www.silpa-mag.com/this-day-in-history/article_14764

22 มกราคม 2486 รัฐบาลยุค จอมพล ป. พิบูลสงคราม ประกาศใช้คำว่า “สวัสดี” ขึ้นแท่นคำทักทายชาติ จากห้องเรียนสู่คำติดปากคนไทยทั้งประเทศ ความหมายมงคลพร้อมไหว้คู่กัน

วันที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2486 รัฐบาลยุค จอมพล ป. พิบูลสงคราม ประกาศใช้คำว่า "สวัสดี" เป็นคำทักทายอย่างเป็นทางการทั่วประเทศ ผ่านการรณรงค์ของกรมโฆษณาการ เพื่อสร้างมาตรฐานการสื่อสารที่เป็นทางการและทันสมัยในสังคมไทย

ก่อนหน้านี้ คนไทยใช้คำทักทายรูปแบบกล่าวถามสารทุกข์สุขดิบ เช่น "ไปไหนมา" หรือ "กินข้าวหรือยัง" ไม่มีคำทักทายสากลแบบเดียวเหมือน "hello" ในภาษาอังกฤษ การผลักดันคำว่า "สวัสดี" มีจุดประสงค์ให้สั้น ชัดเจน และใช้ได้ในทุกสถานการณ์ทุกชนชั้น

คำนี้ริเริ่มโดย "พระยาอุปกิตศิลปสาร" (นิ่ม กาญจนาชีวะ) นักภาษาและนักวิชาการที่นำมาใช้ในวงการศึกษา เช่นกับนิสิตจุฬาฯ ก่อนจะถูกยกระดับเป็นคำทักทายประจำชาติ โดยมีรากศัพท์จากบาลี-สันสกฤต หมายถึง "ความเป็นสิริมงคล" การทักทายจึงไม่ใช่แค่คำง่าย ๆ แต่หมายถึง "ความปรารถนาดี" ที่แฝงมากับถ้อยคำ

ช่วงเวลาเดียวกัน รัฐยังส่งเสริมชุดคำทักทายตามช่วงเวลา เช่น อรุณสวัสดิ์ ทิวาสวัสดิ์ สายัณห์สวัสดิ์ และราตรีสวัสดิ์ เพื่อเทียบแนวคิด good morning/afternoon/evening/night แต่ในชีวิตจริงคนยังใช้ "สวัสดี" มากกว่าเพราะยืดหยุ่นทุกเวลารวมถึงใช้กับ

การลา

"สวัสดี" อยู่ยาวเพราะสั้น จดจำง่าย พร้อมความหมายมงคล รัฐร่วมมือเร่งเผยแพร่ และเข้ากับท่าทางไหว้กลายเป็นมารยาทที่เชื่อมภาพลักษณ์ไทย "คำทักทายนี้จึงกลายเป็นรหัสวัฒนธรรมที่บอกตัวตนของสังคมไทย" และสร้างเอกลักษณ์เฉพาะในเวทีโลก

ที่มา : https://news.trueid.net/detail/V0aLznmkN45d

21 มกราคม 2526 ไทยให้สัตยาบันไซเตส CITES เดินหน้าคุมการค้าชนิดพันธุ์เสี่ยงสูญพันธุ์ วางระบบใบอนุญาต ยึดของกลางได้ หนุนธรรมชาติและการค้าอย่างบาลานซ์

(21 ม.ค. 69) วันที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2526 เป็นวันสำคัญของทรัพยากรธรรมชาติและภาพลักษณ์ของประเทศไทย เมื่อไทยได้ให้สัตยาบัน อนุสัญญาไซเตส (CITES) ซึ่งเป็นอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ เพื่อควบคุมไม่ให้การค้ากลายเป็นสาเหตุให้ชนิดพันธุ์เหล่านี้สูญพันธุ์

CITES เน้นว่า "การค้าได้ แต่ต้องไม่ทำให้สูญพันธุ์" ซึ่งหมายความว่าไม่ใช่การห้ามค้าสัตว์ป่าทั้งหมด แต่มีการกำหนดกติกาควบคุมการค้าให้เข้มงวดตามระดับความเสี่ยงของชนิดพันธุ์ผ่านระบบบัญชีชนิดพันธุ์ใน Appendices I, II, III ที่ต้องใช้ใบอนุญาตหรือใบรับรองในการนำเข้า ส่งออก หรือผ่านแดน

หลังจากให้สัตยาบันไทยต้องแต่งตั้งหน่วยงาน Management Authority และ Scientific Authority เพื่อควบคุมดูแลและบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด รวมถึงการใช้ระบบใบอนุญาตเพื่อให้การค้าสัตว์และพืชป่าตรวจสอบได้และยั่งยืน ทั้งนี้ ผู้เดินทางและผู้ประกอบการต้องใส่ใจในเอกสารเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาทางกฎหมาย

หมุดหมายวันที่ 21 มกราคม 2526 เป็นจุดเริ่มต้นที่ไทยเดินเกมตามมาตรฐานสากล เพื่อประสานการค้าและการคุ้มครองธรรมชาติไว้ด้วยกันอย่างสมดุล ถือเป็นการแสดงจุดยืนของประเทศที่ไม่ยอมให้กำไรทางการค้าทำลายสัตว์และพืชป่าใกล้สูญพันธุ์

ที่มา : https://www.komchadluek.net/news/society/541337

20 มกราคม 2539 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯ เป็นองค์ประธานในพิธี ปล่อยเรือหลวงจักรีนฤเบศร หมุดหมายสำคัญของราชนาวีไทย

วันที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2539 เป็นวันสำคัญในประวัติศาสตร์กองทัพเรือไทย เมื่อมีพิธีปล่อยเรือหลวงจักรีนฤเบศร (CVH-911) เรือธงและเรือบรรทุกอากาศยานลำแรกของราชนาวีไทย ลงน้ำที่อู่ต่อเรือบาซาน เมืองเฟร์โรล ประเทศสเปน โดยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯ เป็นองค์ประธานในพิธี

พิธีปล่อยเรือลงน้ำถือเป็นก้าวแรกที่เรือได้รับการปลดจากอู่แห้งเพื่อเข้าสู่การติดตั้งและทดสอบระบบอย่างเข้มข้น ตั้งแต่เครื่องจักร ระบบไฟฟ้า จนถึงดาดฟ้าบินและการรองรับอากาศยาน นับเป็นการประกาศชัดว่าประเทศมีเรือรุ่นใหม่ก้าวเข้าสู่ขั้นตอนทดสอบจริงก่อนขึ้นระวางในปี 2540

ประวัติเรือหลวงจักรีนฤเบศรเริ่มต้นจากการวางกระดูกงูเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2537 ปล่อยลงน้ำในปี 2539 และขึ้นระวางประจำการในปี 2540 เพื่อขยายศักยภาพการปฏิบัติภารกิจช่วยเหลือและความมั่นคงทางทะเลมากขึ้น กองทัพเรือชี้ว่าเรือลำนี้ตอบโจทย์ภารกิจช่วยเหลือผู้ประสบภัยทางทะเลและสนับสนุนการปฏิบัติการห่างไกลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โครงการสร้างเรือดังกล่าวเป็นสัญญาระหว่างรัฐบาลไทยกับบริษัทบาซานแห่งประเทศสเปน เรือมีรูปแบบดาดฟ้าบินพร้อมสกีจัมพ์ที่ช่วยให้อากาศยานขึ้นบินได้ในพื้นที่จำกัด เป็นเรือบรรทุกเฮลิคอปเตอร์ขนาดเบาที่ผ่านการทดสอบจริงในสเปนก่อนเดินทางมาประจำการในไทย

เหตุการณ์ปล่อยเรือหลวงจักรีนฤเบศรลงน้ำคือการแสดงออกถึงพัฒนาการและศักยภาพที่เพิ่มขึ้นของราชนาวีไทย ที่ไม่ได้มีเพียงบทบาททางการทหาร แต่ยังเน้นภารกิจช่วยเหลือมนุษยธรรม รวมทั้งเตรียมพร้อมสนับสนุนชาติในสภาพแวดล้อมทางทะเลที่เปลี่ยนแปลงไป

ที่มา : https://thaitabloid.com/archives/205352?utm_source

19 มกราคม 2545 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จพระราชดำเนินทรงประกอบ พิธีวางศิลาฤกษ์อาคารผู้โดยสาร ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ

วันที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2545 ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของประวัติศาสตร์ไทย เมื่อพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเสด็จพระราชดำเนินทรงประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์อาคารผู้โดยสาร ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ที่อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งถือเป็นการเริ่มต้นโครงการสนามบินหลักแห่งใหม่ของประเทศไทยอย่างจริงจัง

พิธีวางศิลาฤกษ์ไม่ใช่เพียงพิธีมงคลแต่เป็นสัญญาณว่ารัฐบาลให้ความสำคัญและมีความเชื่อมั่นในโครงการนี้ในด้านงบประมาณและการบริหารงาน สะท้อนการเปลี่ยนแปลงจากแผนสู่การลงมือสร้างจริง โดยอาคารผู้โดยสารคือหัวใจของสนามบินและเป็นภาพแรกของประเทศที่ผู้โดยสารเห็นเมื่อเดินทางมาถึง

อาคารผู้โดยสารเป็นเสมือน "ศูนย์กลางการต้อนรับโลก" ที่สะท้อนภาพลักษณ์การเปิดรับการท่องเที่ยว การค้า และโลจิสติกส์ของประเทศ พระราชทานนาม "สุวรรณภูมิ" ซึ่งสื่อความหมายถึง "แผ่นดินทอง" ตอกย้ำความมุ่งมั่นให้สนามบินเป็นศูนย์กลางภูมิภาคและการเชื่อมต่อโลก

ตั้งแต่วันวางศิลาฤกษ์ โครงการสุวรรณภูมิก้าวหน้าสู่การก่อสร้างจนเปิดใช้งานเป็นสนามบินหลักที่รองรับผู้โดยสารจำนวนมาก เชื่อมโยงไทยกับเมืองโลกสำคัญ เป็นปัจจัยสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และการเดินทางระหว่างประเทศ

19 มกราคม 2545 จึงไม่ใช่เพียงวันในอดีต แต่เป็นสัญลักษณ์การเปิดประตูประเทศไทยเข้าสู่ยุคใหม่ของการเชื่อมต่อกับโลกอย่างแท้จริง

ที่มา : https://guru.sanook.com/25821/?utm_source

18 มกราคม ของทุกปี ถูกกำหนดให้เป็น “วันกองทัพไทย” เทิดพระเกียรติสมเด็จพระนเรศวรมหาราช รำลึกวันยุทธหัตถี วันสำคัญแห่งการปกป้องแผ่นดิน สะท้อนการเสียสละของกองทัพไทย

(18 ม.ค. 69) ทุกวันที่ 18 มกราคมของทุกปีเป็น "วันกองทัพไทย" หรือที่รู้จักกันในชื่อ "วันยุทธหัตถี" และ "วันสมเด็จพระนเรศวรมหาราช" วันสำคัญที่รำลึกเหตุการณ์ชัยชนะครั้งใหญ่ของกรุงศรีอยุธยาภายใต้การนำของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ณ บริเวณหนองสาหร่าย จังหวัดสุพรรณบุรีในปัจจุบัน

วันดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงแค่การระลึกถึงวีรกรรม แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของการปกป้องอธิปไตยและความมั่นคงของประเทศ โดยกระทรวงกลาโหมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดพิธีวางพานพุ่มและบวงสรวง และถือเป็นวันหยุดราชการในหน่วยงานบางส่วน

วันกองทัพไทยตั้งอยู่บนการประเมินวันตามหลักฐานพงศาวดารโดยเทียบกับปฏิทินสุริยคติ ยืนยันวันที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2135 สะท้อนความพยายามทบทวนประวัติศาสตร์และหลักฐานอย่างรอบคอบ ความเปลี่ยนแปลงการกำหนดวันตั้งแต่ 8 เมษายน และ 25 มกราคม สู่วันที่ถูกต้องนี้ เป็นผลจากมติคณะรัฐมนตรีในปี 2548 และ 2549 ที่ให้วันที่ 18 มกราคม เป็นวันยุทธหัตถีและวันกองทัพไทยตามลำดับ

แม้วันกองทัพไทยจะมีรากฐานจากประวัติศาสตร์ แต่ความหมายในยุคปัจจุบันชวนให้สังคม "มองประวัติศาสตร์อย่างมีหลักฐาน" และย้ำถึงความเสียสละของกำลังพลทหาร "เป็นวันชวนคิดมากกว่าวันพิธี" ที่สะท้อนความจำชาติถูกทบทวนและสื่อสารใหม่ต่อคนรุ่นหลัง

"วันกองทัพไทยไม่ใช่เพียงวันรำลึก แต่เป็นวันที่บอกเล่าถึงบทบาทสำคัญของกองทัพในฐานะผู้พิทักษ์แผ่นดินและส่งต่อความภาคภูมิใจในวีรกรรมของทหารไทย" คำกล่าวสะท้อนความหมายของวันสำคัญนี้

ที่มา : https://www.crma.ac.th/18-%E0%B8%A1%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%A1-%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B8%9E%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2/

17 มกราคม ของทุกปี กำหนดให้เป็น “วันพ่อขุนรามคำแหงมหาราช” วันแห่งศิลาจารึกเปลี่ยนประวัติศาสตร์ จากตำนานสู่หลักฐาน มรดกไทยสู่เวทีโลก ตอกย้ำคุณค่ามรดกเอกสารโลก

(17 ม.ค. 69) วันที่ 17 มกราคมของทุกปี ถูกกำหนดให้เป็น "วันพ่อขุนรามคำแหงมหาราช" เพื่อรำลึกถึงพระมหากษัตริย์และศิลาจารึกหลักที่ 1 ซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญของสมัยสุโขทัยและได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกเอกสารของโลกโดยยูเนสโกในปี 2003

ศิลาจารึกนี้ไม่เพียงเป็นหลักฐานสําคัญที่บอกเล่าเรื่องราวทางประวัติศาสตร์บ้านเมืองและการปกครองสมัยสุโขทัย แต่ยังช่วยยืนยันพัฒนาการของอักษรไทยและการสร้างรัฐในยุคนั้น และวันที่ 17 มกราคมยังเป็นวันที่เจ้าฟ้ามงกุฎ (พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4) เสด็จไปค้นพบจารึกในปี พ.ศ. 2376

แม้จะมีข้อถกเถียงในความแท้จริงของศิลาจารึกหลักที่ 1 ซึ่งเคยถกกันในวงวิชาการ เช่นในช่วงทศวรรษ 1990 แต่ "วันพ่อขุนรามคำแหงมหาราช" จึงเป็นวันที่สะท้อนถึงการรับรู้ทางประวัติศาสตร์ที่ต้องการทั้งความเคารพและการตั้งคำถามไปพร้อมกัน

ในทางปฏิบัติ จังหวัดสุโขทัยและหน่วยงานการศึกษาจะจัดกิจกรรมรำลึก เช่น พิธีสักการะบวงสรวงพระบรมราชานุสาวรีย์ การแสดงนิทรรศการประวัติศาสตร์ และงานวัฒนธรรมต่างๆ เพื่อให้วันสำคัญนี้เป็นทั้งวันแห่งความศรัทธาและการเรียนรู้

ดังนั้น "วันพ่อขุนรามคำแหงมหาราช" ไม่ใช่เพียงวันรำลึกบุคคล แต่เป็นวันของ "หลักฐาน" ที่เชื่อมอดีตกับปัจจุบันผ่านศิลาจารึกที่ยังมีชีวิตในแง่การตีความและการรักษาความทรงจำของชาติในโลกยุคข่าวสารรวดเร็ว

ที่มา : https://www.silpa-mag.com/this-day-in-history/article_14628

16 มกราคม ของทุกปี กำหนดให้เป็น "วันครูแห่งชาติ" ย้ำคุณค่าครูคือรากฐานชาติ เชิดชูคนสร้างคน เทิดพระเกียรติ “พระผู้ทรงเป็นแม่และครูแห่งแผ่นดิน”

(16 ม.ค. 69) ทุกปีวันที่ 16 มกราคมถูกกำหนดให้เป็น "วันครูแห่งชาติ" เพื่อให้สังคมยกย่องและรำลึกถึงพระคุณครูที่สร้างคนและรองรับการเติบโตทางปัญญาของเด็กไทย ปี 2569 นี้ถือเป็นครั้งที่ 70 ของงานวันครูซึ่งจัดขึ้นโดยคุรุสภาร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ ภายใต้ธีม "พระผู้ทรงเป็นแม่และครูแห่งแผ่นดิน" เพื่อเทิดพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

การจัดวันครูมีรากฐานจาก "พระราชบัญญัติครู" ซึ่งเป็นหมุดหมายสำคัญที่สร้างระบบวิชาชีพครูไทยและการก่อตั้งคุรุสภา คุรุสภาจึงเป็นองค์กรกลางที่กำกับดูแลด้านจรรยาบรรณและพัฒนาครู ในปี พ.ศ. 2499 ได้มีมติให้วันที่ 16 มกราคมของทุกปีเป็นวันครูแห่งชาติ โดยมีการจัดงานครั้งแรกในปี 2500

วันครูไม่ใช่เพียงพิธีการเท่านั้น แต่ยังสื่อถึงความหมายเชิงสังคมที่ลึกซึ้ง ทั้งยืนยันคุณค่าและบทบาทของครูในการสร้างคน สร้างวัฒนธรรมกตัญญูของสังคม และเชิญชวนให้มองเรื่องสภาพแวดล้อมและการสนับสนุนครูเพื่อให้สามารถทำงานได้เต็มที่

สำหรับปีนี้งานวันครูทั้งในส่วนกลางและภูมิภาคจัดในรูปแบบผสมผสานทั้ง on-site และออนไลน์ พร้อมกิจกรรมต่อเนื่อง สัปดาห์วันครู 11-17 มกราคม 2569 โดยมีพิธีบำเพ็ญกุศลและนิทรรศการเทิดพระเกียรติ

คำชวนที่สะท้อนความหมายของวันครูปีนี้คือ "น้อมจิตคารวะ และระลึกถึงพระคุณครู" ซึ่งเป็นความจริงใจและการกระทำที่ต่อเนื่องที่มีค่ามากกว่าของขวัญราคาแพง

ที่มา : bangkokbiznews.com/sustainability/education/1213714

15 มกราคม 2477 พิธีเปิดอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี เป็นสัญลักษณ์วีรสตรีโคราช ตั้งหน้าประตูชุมพลสำคัญ กลายเป็นมรดกแห่งชาติไทย

อนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี หรือ "ย่าโม" ถูกเปิดเผยที่หน้าประตูชุมพลในเมืองนครราชสีมาในช่วงต้นปี พ.ศ. 2477 โดยวันนี้ 15 มกราคมถือเป็นวันสำคัญของพิธีเปิดซึ่งถูกจดจำและสืบทอดจนถึงปัจจุบัน

"ท้าวสุรนารี" มีตำนานเกี่ยวกับวีรกรรมในยุคต้นรัตนโกสินทร์ โดยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสถาปนาคุณหญิงโมเป็นท้าวสุรนารีในปี 2370 อนุสาวรีย์ที่สร้างในปี 2476 โดยศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี และพระเทวาภินิมมิตนั้นกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความกล้าหาญและความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของคนโคราช

รูปหล่อทองแดงรมดำสูง 185 เซนติเมตร วางอยู่บนฐานไพที ตรงหน้าประตูชุมพลที่เป็นประตูเมืองด้านทิศตะวันตก ช่วยยืนยันความสำคัญของทำเล ทางราชการยังบรรจุอัฐิของท้าวสุรนารีในฐานอนุสาวรีย์ในปี 2510 เช่นกัน "อนุสาวรีย์ไม่ใช่แค่สิ่งก่อสร้าง แต่เป็นศูนย์รวมจิตใจของเมือง" ตามคำกล่าว

อนุสาวรีย์ย่าโมยังกลายเป็นเวทีสาธารณะและวัฒนธรรมที่ผู้คนสามารถร่วมระลึกถึงวีรกรรมได้ทุกวัน และส่งผลต่อประเพณีงานฉลองที่เรียกว่า "งานย่าโม" ซึ่งจัดทุกปลายมีนาคมถึงต้นเมษายน

นอกจากเป็นสัญลักษณ์สำคัญ อนุสาวรีย์ท้าวสุรนารียังถูกกรมศิลปากรกำหนดให้เป็นโบราณสถานของชาติในปี 2480 ร่วมกับประตูชุมพลและแนวกำแพงเมืองเก่าที่สำคัญของนครราชสีมา ทำให้ที่นี่กลายเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่รัฐรับรองและคุ้มครอง

ที่มา : https://news.trueid.net/detail/n2W7g1z9xx32

14 มกราคม ของทุกปี กำหนดเป็น “วันอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้แห่งชาติ” หมุดหมายมาตรการป่าไม้ไทย ชวนสังคมดูแลต้นน้ำ ลดความเสี่ยงภัยพิบัติ

(14 ม.ค. 69) ทุกวันที่ 14 มกราคมของทุกปี ประเทศไทยกำหนดให้เป็น "วันอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ของชาติ" เพื่อเตือนใจสังคมว่าป่าไม้คือฐานชีวิต ฐานเศรษฐกิจ และฐานความปลอดภัยของชุมชน โดยเฉพาะในยุคที่ภัยพิบัติทางธรรมชาติมีความถี่และรุนแรงมากขึ้น

วันที่ 14 มกราคมได้รับการกำหนดขึ้นจากเหตุการณ์สำคัญในปี 2532 ที่มีการประกาศใช้ พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายด้านป่าไม้ เพื่อเพิ่มความเข้มแข็งของกฎหมายในการจัดการป่าและระบบสัมปทาน ก่อนจะมีมติคณะรัฐมนตรีในปี 2533 ให้วันที่ 14 มกราคมเป็นวันอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ของชาติ เพื่อย้ำให้สังคมร่วมกันปกป้องป่าไม้

เหตุการณ์ดินถล่มและน้ำป่าไหลหลากที่ตำบลกะทูน จังหวัดนครศรีธรรมราช ในปี 2531 เป็นบทเรียนให้สังคมตระหนักถึงความสำคัญของป่าต้นน้ำ ป่าช่วยดูดซับน้ำและปกป้องหน้าดิน ลดความเสียหายจากน้ำหลากและดินถล่ม เมื่อพื้นที่ป่าลดลง ความเสี่ยงต่อภัยพิบัติเหล่านี้ยิ่งเพิ่มขึ้น

คุณค่าของป่าไม้อยู่ที่บริการระบบนิเวศ เช่น การรักษาวัฏจักรน้ำ การควบคุมอุณหภูมิ และการกักเก็บคาร์บอน หากป่าลดลง ต้นทุนที่สังคมต้องจ่ายไม่ใช่แค่ทรัพยากรหายไป แต่เพิ่มความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม สุขภาพและเศรษฐกิจ

แม้จะมีความพยายามรณรงค์ แต่ป่าไม้ของไทยยังเหลือเพียงประมาณ 31.46% ของพื้นที่ประเทศ (ข้อมูลปี 2567) ดังนั้น การดูแลป่าจึงต้องเป็นวาระร่วมของทุกฝ่าย ไม่ใช่แค่กิจกรรมปลูกต้นไม้ครั้งเดียว แต่ต้องต่อเนื่องทั้งการดูแลและปกป้องพื้นที่ป่าเพื่อรักษาความมั่นคงของประเทศ

ที่มา : https://www.forest.go.th/songkhla13/14-%E0%B8%A1%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%A1-%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9E%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%9B%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B9%84/

13 มกราคมของทุกปี ถือเป็น "วันการบินแห่งชาติ" รำลึกจุดเริ่มต้นฟ้าไทย จากเครื่องบิน 8 ลำ ยุครัชกาลที่ 6 สู่การบินที่เชื่อมต่อโลก จุดเปลี่ยนความมั่นคง เศรษฐกิจไทย

(13 ม.ค. 69) ในวันที่ 13 มกราคมของทุกปี ถือเป็น "วันการบินแห่งชาติ" ของประเทศไทย เพื่อรำลึกถึงจุดเริ่มต้นสำคัญของการบินไทยที่เกิดขึ้นในรัชกาลที่ 6 ด้วยเครื่องบิน 8 ลำ และนักบิน 3 นายที่ได้รับการส่งไปศึกษาวิชาการบิน ณ ประเทศฝรั่งเศส

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเห็นถึงความสำคัญของเทคโนโลยีการบินในยุคใหม่ จึงโปรดเกล้าฯ ให้ก่อตั้งแผนกการบินในกระทรวงกลาโหม และส่งนายทหารไปฝึกวิชาการบินที่ฝรั่งเศส ขณะที่รัฐบาลซื้อเครื่องบินเข้าประจำการเครื่องแรกเพื่อเสริมสร้างกองทัพอากาศไทย

ในวันที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2457 พระองค์เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรการบินครั้งแรกของนายทหารไทย ซึ่งเป็นการประกาศว่า สยามพร้อมเข้าสู่ยุคการบินและมีกำลังทหารอากาศของตนเอง โดยมีการแสดงยุทธวิธีทางทหารและโปรยกระดาษถวายพระพรจากท้องฟ้า

"การบินไม่ใช่แค่เรื่องของนักบิน แต่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของชาติและเศรษฐกิจ" จึงเป็นวันที่เตือนใจถึงการกล้าเสี่ยงและก้าวไกลทางเทคโนโลยีของคนไทย ที่ช่วยสร้างระบบการบินในประเทศไทยขึ้นตั้งแต่ยุคเริ่มต้นจนถึงปัจจุบัน

ทุกปีภาคส่วนที่เกี่ยวข้องจะจัดพิธีวางพวงมาลาถวายพระเกียรติและจัดกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนและประชาชนได้เรียนรู้และระลึกถึงความสำคัญของอากาศยานและฟ้าไทยในวันนี้

ที่มา : https://url.in.th/TYsci


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top