Tuesday, 14 July 2026
LITE

26 ธันวาคม 2547 ครบรอบ 21 ปี ‘วันสึนามิ’ ถล่มไทย ย้อนมหันตภัยสึนามิคร่ากว่านับพัน เปลี่ยนชายฝั่งไทยตลอดกาล ก่อนลุกขึ้นสร้างระบบเตือนภัยอันดามัน

(26 ธ.ค. 47) เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2547 คลื่นสึนามิจากแผ่นดินไหวใต้ทะเลขนาด 9.1-9.3 แมกนิจูดถล่มชายฝั่งอันดามันของไทย เป็นหนึ่งในภัยพิบัติทางธรรมชาติที่คร่าชีวิตกว่า 230,000 คนในภูมิภาคประเทศรอบมหาสมุทรอินเดีย ไทยได้รับผลกระทบรุนแรง มีผู้เสียชีวิตกว่า 5,000 คนและบาดเจ็บสูญหายอีกจำนวนมาก

เหตุดังกล่าวเกิดจากแผ่นเปลือกโลกอินเดีย-ออสเตรเลียมุดตัวใต้แผ่นเปลือกโลกยูเรเซีย ทำให้พื้นทะเลยกตัวอย่างรุนแรง ส่งคลื่นสึนามิถาโถมชายฝั่งสูงหลายเมตร รุนแรงในพื้นที่จังหวัดพังงา ภูเก็ต กระบี่ ตลอดจนระนอง ตรัง และสตูล

ในวันนั้นน้ำทะเลลดอย่างผิดปกติ ประชาชนบางส่วนไม่ทันรับรู้ถึงอันตราย ก่อนคลื่นน้ำซัดเข้าทำลายบ้านเรือน ร้านค้า และแหล่งท่องเที่ยว กระทบเศรษฐกิจและชีวิตผู้คนอย่างลึกซึ้ง “หลังเหตุการณ์สงบลง เราต้องลุกขึ้นสร้างระบบเตือนภัยสึนามิที่เข้มแข็ง” เป็นคำกล่าวสะท้อนจากการฟื้นฟูและเรียนรู้ของไทย

หลังจากภัยครั้งนั้น รัฐบาลและองค์กรต่างๆ ร่วมกันสร้างระบบเตือนภัย ติดตั้งเสาสัญญาณเตือนภัยและแผนอพยพหนีภัย มีการจัดซ้อมแผนป้องกันอยู่เป็นประจำ ความรู้และการตระหนักรู้เรื่องสึนามิเพิ่มขึ้นในชุมชนชายฝั่ง

ทุกปีในวันที่ 26 ธันวาคม พื้นที่ชายฝั่งอันดามันจัดพิธีรำลึกผู้สูญเสีย เพื่อให้สังคมไม่ลืมบทเรียนและยังคงใช้ชีวิตอยู่กับธรรมชาติอย่างระมัดระวัง ตอกย้ำความเปราะบางของมนุษย์ต่อพลังธรรมชาติและความพร้อมในการรับมือภัยในอนาคต

ที่มา : https://www.silpa-mag.com/this-day-in-history/article_43257

เปิดบ้านที่นอร์เวย์ “ญาญ่า” กลับนอร์เวย์จัดบ้านฉลองคริสต์มาส สองพี่น้องช่วยกันลุยทำความสะอาด ก่อนเสิร์ฟดินเนอร์อบอุ่น โมเมนต์เรียบง่ายแต่พ่อแม่ยิ้ม

(25 ธ.ค. 68) ซุปตาร์สาว 'ญาญ่า อุรัสยา' กลับบ้านที่ประเทศนอร์เวย์เพื่อฉลองคริสต์มาสกับครอบครัวในบรรยากาศอบอุ่น เมื่อวันที่ 24 ธันวาคมที่ผ่านมา โดยปีนี้เธอและพี่สาว 'พี่แคท' ต้องช่วยกันทำความสะอาดและจัดบ้านอย่างเร่งรีบหลังมาถึงช้ากว่าปกติ

'แม่ปลา' คุณแม่ของครอบครัว เล่าว่าในมื้อคริสต์มาสดินเนอร์ปีนี้ ลูกๆ อาสารับบทบาทเป็นเชฟแทนพ่อแม่ โดยมีบางช่วงที่แซวเล่นว่า "มาลุ้นกันว่าหมูกรอบจะกรอบแบบนาน 3 วันมั้ย" เสริมความสนุกสนานให้วันพิเศษ

ท้ายที่สุด ผู้เป็นแม่สรุปความรู้สึกไว้ว่าวันนี้เป็นวันที่ "พิเศษและมีความสุข" ที่ครอบครัวได้ใช้เวลาร่วมกันอย่างอบอุ่นและเรียบง่าย แม้จะเป็นโมเมนต์ที่ดูธรรมดาแต่กลับเต็มไปด้วยความหมาย

เหตุการณ์นี้ตอกย้ำความสำคัญของการใช้เวลาร่วมกับครอบครัวในเทศกาลสำคัญ และการแบ่งปันบทบาทกันในบ้านเพื่อสร้างความสุขร่วมกันอย่างแท้จริง

ที่มา : https://www.sanook.com/news/9864286/

25 ธันวาคม 2514 ในหลวงร.9 เสด็จฯเยี่ยมราษฎรชาวเขาเผ่ามูเซอ พระองค์ทรงหนุนปลูกกาแฟ–ลิ้นจี่–แมคคาเดเมีย เลิกฝิ่นเลิกไร่เลื่อนลอย พร้อมพระราชทาน “เหรียญชาวเขา” แทนเลขบัตรประชาชน

(25 ธ.ค. 68) เมื่อวันที่ 24 ธ.ค. 2514 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมราษฎรชาวเขาเผ่ามูเซอ ณ หมู่บ้านผาหมี หมู่ที่ 15 ตำบลแม่สาย อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย

การเสด็จพระราชดำเนินของพระองค์ในครั้งนี้ไม่เพียงแต่ทรงส่งเสริมให้ชาวเขาปลูกพืชต่าง ๆ เช่น กาแฟ ลิ้นจี่ แมคคาเดเมีย รวมถึงพระราชทานวัวให้ชาวเขาเลี้ยง พร้อมกับหาจุดรับซื้อผลิตผล เพื่อให้ชาวเขาเหล่านั้นไม่ต้องปลูกฝิ่นหรือทำไร่เลื่อนลอย และมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น แต่ยังทรงยืนยันว่า ชาวเขาเผ่ามูเซอทุกคนคือคนไทย ไม่ใช่คนเร่ร่อนไร้สัญชาติ

นอกจากนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ยังทรงพระราชทาน ‘เหรียญที่ระลึกสำหรับชาวเขา’ ซึ่งมีตัวย่อ ‘ชร’ (หมายถึงจังหวัดเชียงราย) และหมายเลขโค้ด 6 หลักที่ใช้แทนหมายเลขบัตรประชาชน ให้แก่ชาวเขาบ้านผาหมี โดยทรงพระราชทานเหรียญที่ระลึกนี้แก่ชาวเขาในหลายจังหวัดทั่วประเทศประมาณ 20 จังหวัดในปี พ.ศ. 2506 รวมกว่า 200,000 เหรียญ ทุกเหรียญจะมีอักษรย่อของจังหวัดและหมายเลขประจำเหรียญ เพื่อช่วยแก้ปัญหาการสำรวจสำมะโนประชากรและการพิสูจน์สัญชาติในการทำบัตรประชาชนให้แก่ชาวเขา

ที่มา : https://www.matichon.co.th/royal/news_204995

กลับบ้านนาแล้วใจละมุน “แอน ทองประสม” เปิดบ้านนาที่เชียงใหม่ ร่มรื่นเต็มไปด้วยธรรมชาติ ปลูกผักปลอดสารพิษแบบง่ายๆ บรรยากาศสงบเรียบง่ายเหมาะเป็นที่ชาร์จพลั

(24 ธ.ค. 68) นางเอกและผู้จัดชื่อดัง 'แอน ทองประสม' เปิดเผยภาพบ้านพักตากอากาศ "บ้านนา" ที่จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อพักผ่อนและฮีลใจจากความวุ่นวายในเมืองกรุง โพสต์ดังกล่าวเผยให้เห็นบรรยากาศร่มรื่นและเต็มไปด้วยความสดชื่นของธรรมชาติรอบบ้าน

'แอน ทองประสม' แชร์ภาพพร้อมแคปชั่นว่า "กลับบ้านนา" ซึ่งสะท้อนความอบอุ่นและเรียบง่ายของบ้านหลังนี้ ที่เจ้าตัวตั้งใจปลูกผักปลอดสารพิษไว้นำมาใช้ประโยชน์เอง ทำให้สภาพแวดล้อมนี้ยิ่งช่วยเติมเต็มวิถีธรรมชาติให้กับชีวิต

แฟนๆ ที่ได้ชมภาพต่างเข้ามาคอมเมนต์ชื่นชมบรรยากาศสวยสงบ ซึ่งหลายเสียงบอกว่า "สวย น่าอยู่" และรู้สึกเหมือนได้พักใจไปด้วยกับบ้านที่ให้ความรู้สึกอบอุ่นและสงบใจในวันที่เหน็ดเหนื่อย

โพสต์นี้ยังมาพร้อมอัลบั้มภาพจำนวนมากที่เผยมุมต่างๆ ของบ้านนา ตอกย้ำความตั้งใจของ 'แอน ทองประสม' ในการสร้างบ้านพักใจที่ใช้ชาร์จพลังเมื่อมีเวลาว่างและต้องการความสงบ

ที่มา : https://www.sanook.com/news/9863986/

24 ธันวาคม 2483 ย้อนวันประวัติศาสตร์ไทย ประเทศไทยประกาศย้าย "วันขึ้นปีใหม่" จากวันที่ 1 เมษายน มาเป็นวันที่ 1 มกราคม เป็นวันขึ้นปีใหม่เหมือนนานาชาติ

(24 ธ.ค. 68) เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2483 รัฐบาลไทยประกาศย้าย "วันขึ้นปีใหม่" จากวันที่ 1 เมษายน มาเป็นวันที่ 1 มกราคม ส่งผลให้ปี พ.ศ. 2483 มีเพียง 9 เดือนเท่านั้น เนื่องจากปีใหม่ตามระบบเดิมจะสิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2484 แต่รัฐบาลได้ตัดเหลือแค่ 31 ธันวาคม 2483 เพื่อให้ปีนับสอดคล้องกับระบบปฏิทินสากล

ก่อนหน้านั้น ประเทศไทยเคยมีปีใหม่หลายช่วงเวลาที่เปลี่ยนตามยุคสมัย เช่น ในระบบจันทรคติใช้ แรม 1 ค่ำ เดือนอ้าย ต่อมามีการเปลี่ยนเป็นช่วงสงกรานต์ คือ ขึ้น 1 ค่ำ เดือน 5 และต่อมายึดวันที่ 1 เมษายน เป็นวันขึ้นปีใหม่ทางราชการ

ยุคของจอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้ผลักดันการย้ายวันปีใหม่ เพื่อแสดงความทันสมัยและให้สอดคล้องกับนานาชาติ โดยในประกาศย้ำว่า "วันที่ 1 มกราคม ไม่ขัดต่อพระพุทธศาสนา" และเป็นวันขึ้นปีใหม่ที่ใช้ในหลายประเทศ รวมทั้งเพื่อแก้ปัญหาการเหลื่อมของปีงบประมาณและการติดต่อระหว่างประเทศ

ผลคือ ประเทศไทยกลายเป็นประเทศที่ฉลองปีใหม่ 2 รอบ คือ วันที่ 1 มกราคม ตามปฏิทินสากล และ ช่วงสงกรานต์ในเดือนเมษายน ที่ยังคงเป็นปีใหม่ในวัฒนธรรมและประเพณีของไทยต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

เหตุการณ์นี้ไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนวันหยุด แต่สะท้อนถึงความพยายามของผู้นำในการปรับประเทศให้ทันสมัยและเดินไปในจังหวะเดียวกับโลกสากล พร้อมทิ้งมรดกวัฒนธรรมให้คนไทย "มีปีใหม่สองครั้งในหนึ่งปี" ซึ่งยังคงเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของไทย

ที่มา : https://www.senate.go.th/view/386/News/SenateMagazine/252/TH-TH

‘แก้มบุ๋ม’ สดุดีทหารไทย ยอมแลกชีวิตเพื่อปกป้องแผ่นดิน ลั่นตนเพิ่งเข้าใจคำว่ารักชาติที่สุดก็ปีนี้เอง

(23 ธ.ค. 68) แก้มบุ๋ม - ปรียาดา สิทธาไชย นักแสดงชื่อดัง โพสต์อินสตาแกรมส่วนตัว สดุดีทหารไทย ทึ่งในความกล้าหาญ ยอมแลกชีวิตเพื่อปกป้องแผ่นดิน ลั่นอายุ 37 ปี ตนเพิ่งเข้าใจคำว่ารักชาติที่สุดก็ปีนี้เอง โดยระบุข้อความว่า 
“คุณเอาร่างกายของตัวเองต้านกระสุน
เพื่อปกป้องประเทศชาติ
จากลูกผู้ชายของใครบางคน

ความกล้าหาญแบบนี้...
ไม่ใช่ใครก็มี แต่คุณมี

และสิ่งที่คุณทำไม่สูญเปล่าเลย
เพราะมีคนอีกหลายคน
ที่รักชาติมากขึ้น จากการเสียสละของคุณ”

“37 ปีที่อยู่บนผืนดินนี้
เพิ่งเข้าใจคำว่ารักชาติที่สุดก็ปีนี้เอง
พอเห็นทหารยอมแลกชีวิตเสียสละเพื่อปกป้องแผ่นดิน”

ไวรัลกลายเป็นงานจริง!! “เจนิส–แพต” จับมือเปิดตี้ไอ่เพื่อนรัก งานไวรัลกลางทองหล่อ เคมีเพื่อนซี้สายปั่น จุดไฟโซเชียล ด้วยวลี “คอไม่พับไม่กลับบ้าน”

(23 ธ.ค. 68) "เจนิส–เจณิสตา พรหมผดุงชีพ" และ "แพต–ชญานิษฐ์ ชาญสง่าเวช" ผนึกรวมความสนุกในงาน "Pat x Janis เปิดตี้ไอ่เพื่อนรัก" ที่จัดขึ้นที่ทองหล่อ พร้อมกิจกรรมร่วมกับ Samsung Galaxy Z Flip7 บรรยากาศเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและเสียงหัวเราะจากแฟนคลับที่รู้ดีว่าเมื่อทั้งคู่มารวมตัว เรื่องสนุกไม่มีหยุด

จุดเริ่มต้นของงานนี้มาจากโพสต์ของเจนิสที่ประกาศอยากจัดปาร์ตี้ โดยได้รับการตอบรับอย่างล้นหลามจากชาวเน็ตที่แท็กเรียก "แพต–ชญานิษฐ์" มาร่วมเล่นด้วย ก่อนที่แพตจะเข้ามารับคำท้าผ่านคอมเมนต์ และ Samsung จะเข้ามาช่วยจัดงานให้กลายเป็นความจริง

ความพิเศษของงานปรากฏตั้งแต่ทางเข้างานที่ทั้งสองสาวจับคู่ "โบกรถเมล์แดง" เป็นคอนเซ็ปต์สร้างเสียงฮือฮา และโดยแฟชั่นลุคของทั้งคู่ที่สร้างมีมใหม่ "จากมอเตอร์ไซค์สู่รถเมล์แดง" ซึ่งกลายเป็นภาพจำไม่เหมือนใครในช่วงงาน

ระหว่างงานมีการท้าดวลฝีปากกันอย่างน่าติดตาม พร้อมทั้งกิจกรรมชาเลนจ์ "พับ" มือถือ Galaxy Z Flip7 ที่ดึงดูดความสนใจจากอินฟลูเอนเซอร์และผู้เข้าร่วมงานอย่างมาก

ที่สุดของงานคือการประกาศต้อนรับ "แพต–ชญานิษฐ์" และ "เจนิส–เจณิสตา" เข้าสู่ครอบครัว #TeamGalaxy อย่างเป็นทางการ พร้อมสัญญาว่าจะมีสิ่งใหม่ๆ มาเซอร์ไพรส์ในปี 2026 ต่อไป

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/entertainment/news_10071131

23 ธันวาคม 2491 ‘นายพลโตโจ’ อดีตนายกฯ ญี่ปุ่น ถูกแขวนคอ ในความผิดฐานเป็นอาชญากรสงคราม ปิดฉากผู้นำสงครามญี่ปุ่นในศาลโตเกียว เปิดคำถาม “ยุติธรรมหรือศาลผู้ชนะ?”

(23 ธ.ค. 68)  เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2491 อดีตนายกรัฐมนตรี ญี่ปุ่น ‘โตโจ ฮิเดกิ’ ถูกประหารชีวิต ด้วยการแขวนคอ ในฐานะอาชญากรสงคราม

โตโจ ฮิเดกิ (Tojo Hideki) คือนักการทหารและนักบริหารที่มีความสามารถเป็นที่ยอมรับ เขาได้รับการแต่งตั้งให้รับตำแหน่งผู้บัญชาการกรมทหารราบที่ 1 ในปี 1928 (พ.ศ. 2471) ซึ่งมีส่วนสำคัญในการปราบกลุ่มกบฏ 'ยังเติร์ก' ในปี 1936 (พ.ศ. 2479) ก่อนได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้บังคับบัญชาใหญ่กองทัพญี่ปุ่นในแมนจูเรียในปีต่อมา

ตำแหน่งหน้าที่ของ โตโจ ก้าวหน้าอย่างรวดเร็วนับแต่นั้นมา ในปี 1938 (พ.ศ. 2481) เขาได้รับการแต่งตั้งให้เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสงคราม และเขาก็ได้เป็นหัวแรงสำคัญที่ผลักดันให้ญี่ปุ่นเข้าเป็นภาคีของกลุ่มอักษะสำเร็จในปี 1940 (พ.ศ. 2483) ปีเดียวกันกับที่เข้าได้ขึ้นมาเป็นรัฐมนตรีกระทรวงสงครามเต็มตัว จากนั้นอีกเพียงหนึ่งปี เขาก็ได้ครองตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อจาก ฟูมิมาโระ โคโนเอะ โดยยังยึดเก้าอี้รัฐมนตรีกระทรวงสงครามต่อไป

โตโจ นอกจากจะเป็นข้าราชการที่ได้ชื่อเรื่องการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ เขายังเป็นนักการทหารที่มีนโยบายก้าวร้าวที่สุดในบรรดาผู้นำญี่ปุ่น เขาคือผู้นำประเทศเข้าสู่สงครามกับสหรัฐฯ ด้วยการบุกโจมตีเพิร์ลฮาร์เบอร์ในวันที่ 7 ธันวาคม 1941 (พ.ศ. 2484) ซึ่งเบื้องต้นได้ทำให้ญี่ปุ่นขยายอิทธิพลไปทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และแปซิฟิกตะวันตก

ในปี 1944 (พ.ศ. 2487) โตโจ ก้าวขึ้นมาดูแลกิจการของกองทัพทั้งหมดโดยตรงในฐานะผู้บัญชาการทหารสูงสุด แต่เมื่อญี่ปุ่นพ่ายแพ้ให้กับฝ่ายสัมพันธมิตรในสมรภูมิหมู่เกาะมาเรียนา (Mariana Islands) เขาก็ถูกปลดจากตำแหน่งในวันที่ 16 กรกฎาคม 1944 ก่อนที่เขาและรัฐมนตรีทั้งคณะจะประกาศลาออกในอีกสองวันถัดมา และถูกกันไม่ให้เข้ามามีส่วนในการใช้อำนาจบริหารประเทศอีก

หลังจากที่ญี่ปุ่นยอมแพ้สงครามอย่างเป็นทางการ โตโจพยายามใช้ปืนยิงตัวตายในวันที่ 11 กันยายน 1945 (พ.ศ. 2488) แต่ไม่สำเร็จ เขาได้รับการรักษาและมีชีวิตรอดมาได้

ปีถัดมา โตโจถูกดำเนินคดีในความผิดฐานก่ออาชญากรรมสงครามโดยศาลทหารระหว่างประเทศภาคพื้นตะวันออกไกล (International Military Tribunal for the Far East) หรือศาลอาชญากรสงคราม กรุงโตเกียว ซึ่งศาลได้ตัดสินว่าเขามีความผิดให้ต้องโทษประหารชีวิต

วันที่ 23 ธันวาคม 1948 (พ.ศ. 2491) ฮิเดกิ โตโจ ถูกประหารชีวิตด้วยการแขวนคอ และแม้ว่าเขาจะถูกตัดสินว่าเป็นอาชญากรสงคราม และมีผู้ประท้วงจำนวนมากที่เห็นว่าเขาคือผู้ที่นำหายนะมาให้ญี่ปุ่น แต่ชื่อของเขาก็ยังได้รับการยกย่องในฐานะนายทหารที่สละชีพเพื่อพระจักรพรรดิ ในศาลเจ้ายาสุกุนิ

ที่มา : https://www.silpa-mag.com/this-day-in-history/article_5069

ดราม่าหยุดก่อน!! “บอย พิษณุ” ประกาศขายบ้านหรู บ้าน 2 หลัง 5 ห้องนอน 4 ที่จอด ย้ำดราม่า “ไม่ได้ถังแตก” บอกชัดแค่ปรับให้เหมาะกับปัจจุบัน

(22 ธ.ค. 68) นักแสดงและพิธีกร 'บอย พิษณุ นิ่มสกุล' ประกาศขายบ้านหรูราคา 70 ล้านบาทในซอยโพธิ์แก้ว ผ่านโพสต์โซเชียลส่วนตัว พร้อมถ่ายทอดบรรยากาศภายในบ้านอย่างชัดเจน พร้อมชี้แจงว่าไม่ได้ตกอับหรือถังแตก เพียงแค่ต้องการปรับที่อยู่อาศัยให้เหมาะกับชีวิตปัจจุบัน

บ้านหลังนี้มีเนื้อที่ 268 ตารางวา ตั้งอยู่ในทำเลที่เข้าถึงได้หลายเส้นทาง เช่น ถนนนวมินทร์ ลาดพร้าวซอย 101 และถนนเลียบทางด่วนเอกมัย–รามอินทรา โดยเป็นซอยตันสงบ มีบ้าน 2 หลังในพื้นที่เดียวกัน รวม 5 ห้องนอน และที่จอดรถ 4 คัน

'บอย' เสริมอีกว่า เขาตั้งใจจะย้ายไปอยู่บ้านหลังเล็กกว่า ไม่ใช่เพราะปัญหาการเงิน หรือชีวิตตกต่ำ โดยเขาโพสต์ว่า "ไม่ดราม่านะ แค่ปรับตามความเหมาะสมในปัจจุบัน" และฝากเชิญชวนผู้สนใจให้ติดต่อทางอินบ็อกซ์

โพสต์นี้ได้รับความสนใจอย่างมาก มีแฟนคลับเข้ามาแสดงความเห็นชื่นชมบ้านพร้อมแซวขำๆ จากเพื่อนในวงการอย่าง 'ต้นหอม ศกุนตลา' ที่เล่นมุก "ขายเสร็จขอยืมเงินสักล้าน" สร้างเสียงหัวเราะในโลกออนไลน์

ก่อนหน้านี้ 'บอย' เคยเป็นที่พูดถึงจากการยุติธุรกิจปลาแซลมอน เนื่องจากปัญหารุมเร้าหลายอย่างในเวลาเดียวกัน เขาได้ขอบคุณทุกกำลังใจที่ได้รับจากแฟนๆ และติดตามอย่างใกล้ชิด

ที่มา : https://www.dailynews.co.th/news/5426899/

22 ธันวาคม 2431 สัญญา 9 ข้อ จุดเริ่มยุคเสียดินแดน “สิบสองจุ” ไทเป็นเส้นแบ่งเขต ไทย–ฝรั่งเศส ถือเป็นจุดเริ่มต้นของยุคเสียดินแดนในรัชกาลที่ 5 ถูกจารว่าเป็นการเสียดินแดนครั้งแรกของยุครัตนโกสินทร์ใหม่

(22 ธ.ค. 74) วันที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2431 เป็นวันที่สำคัญในประวัติศาสตร์ไทย เมื่อสยามและฝรั่งเศสลงนามใน "สัญญา 9 ข้อ" เรื่องเมืองสิบสองจุไท ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของยุคเสียดินแดนในรัชกาลที่ 5

เมืองสิบสองจุไทเป็นแคว้นภูเขาที่รวมกลุ่มชาติพันธุ์ไทดำ ไทขาว และไทแดง อยู่ในพื้นที่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของเวียดนามปัจจุบัน โดยแคว้นนี้ถือเป็นพื้นที่กันชนทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างเวียดนาม ลาวเหนือ และจีนยูนนาน สยามไม่ตั้งจังหวัด แต่มีอำนาจบังคับในระบบบรรณาการสั้น ๆ และใช้เป็นฐานร่วมกับการป้องกันภัย

ในช่วงเวลานั้น ฝรั่งเศสเข้ามามีอิทธิพลในอินโดจีน และใช้ฐานการทูตและกำลังทหารแผ่อำนาจในพื้นที่สิบสองจุไท ขณะที่สยามต้องการหลีกเลี่ยงสงครามกับมหาอำนาจฝรั่งเศส จึงเจรจาหยุดรบชั่วคราวผ่านสัญญานี้ แต่หลังลงนาม ฝรั่งเศสเริ่มผนวกสิบสองจุไทโดยอ้างสิทธิทางประวัติศาสตร์และแม่ทัพฝรั่งเศสใช้คำสั่งให้เลี่ยงการเผชิญหน้าโดยตรงกับฝรั่งเศส

เหตุนี้ทำให้สัญญา 9 ข้อถูกมองในประวัติศาสตร์ไทยว่าเป็นการเสียเปรียบทางการทูต เป็นจุดเริ่มต้นของการเสียดินแดนที่ตามมาหลังจากนั้น เช่น วิกฤตการณ์ ร.ศ.112 ที่สยามต้องเสียลาวฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงให้ฝรั่งเศส

"ในโลกที่มหาอำนาจยังมีอยู่เสมอ รัฐไทยต้องเรียนรู้ที่จะรักษาอธิปไตยและผลประโยชน์ของตน" นี่คือบทเรียนสำคัญจากเหตุการณ์นี้ที่ควรจำและนำไปใช้เป็นบทเรียนทางการทูตในทุกยุคสมัย

ที่มา : https://ooylifeiseasy.wordpress.com/

เตือนก่อนสาย!! ญี่ปุ่นประเมินแผ่นดินไหวใหญ่ โอกาสเกิดในโตเกียวสูงภายใน 30 ปี สูญเสียหนักทั้งคนทั้งเศรษฐกิจ มาตรการป้องกันช่วยลดความรุนแรงได้

(21 ธ.ค. 68) รัฐบาลญี่ปุ่นประเมินว่าเหตุแผ่นดินไหวขนาด 7.3 แมกนิจูดที่อาจเกิดขึ้นในกรุงโตเกียวและพื้นที่ใกล้เคียงในอีกไม่กี่ทศวรรษข้างหน้า อาจทำให้มีผู้เสียชีวิตสูงถึง 18,000 ราย

คณะทำงานของรัฐบาลแจ้งว่าการประเมินเกิดจากสมมติฐานแผ่นดินไหวศูนย์กลางทางตอนใต้ของใจกลางโตเกียว ซึ่งมีความเสียหายลดลงราว 20% จากการประเมินในปี 2013 เนื่องจากการพัฒนาอาคารที่ทนทานและมาตรการป้องกันอัคคีภัยที่ดีขึ้น

นอกจากนี้ รัฐบาลประเมินความเสียหายทางเศรษฐกิจในกรณีเลวร้ายที่สุดไว้ที่ 82.6 ล้านล้านเยน (ประมาณ 16.65 ล้านล้านบาท) ลดลงจากเดิมที่ 95 ล้านล้านเยน (ประมาณ 19.11 ล้านล้านบาท)

โดยมีโอกาสประมาณ 70% ที่จะเกิดแผ่นดินไหวขนาด 7 แมกนิจูดภายใน 30 ปีข้างหน้าในพื้นที่กรุงโตเกียวและรอบข้าง ในสถานการณ์เลวร้ายที่สุดซึ่งอาจเกิดในช่วงเย็นฤดูหนาว รัฐบาลคาดว่าจะมีผู้เสียชีวิตสูงถึง 8,000 รายในโตเกียวเพียงแห่งเดียว หรือมากกว่าร้อยละ 40 ของยอดผู้เสียชีวิตรวมทั้งหมด

คำเตือนนี้สะท้อนผ่านมาตรการป้องกันที่ทำให้ความรุนแรงของเหตุการณ์ลดลง แต่ยังชี้ให้เห็นถึงความเสี่ยงที่คงอยู่และจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมอย่างต่อเนื่องในประเทศที่มีความหนาแน่นทางประชากรสูงเช่นญี่ปุ่น

ที่มา : Xinhua

 

ใจบุญของจริง “ไฮโซเมย์” มอบรถพยาบาล เติมกำลังทีม “บุ๋ม ปนัดดา” ลุยช่วยสังคม พร้อมเครื่องมือครบครัน เพิ่มโอกาสช่วยชีวิตได้มากขึ้น

(21 ธ.ค. 68) "ไฮโซเมย์ วาสนา" ร่วมกับ บริษัท ไบโอแอคทีฟ เอ็นแซด 1984 จำกัด มอบรถพยาบาลพร้อมอุปกรณ์ครบครัน 1 คัน มูลค่า 1.59 ล้านบาท ให้กับมูลนิธิองค์กรทำดีของ "บุ๋ม ปนัดดา" เพื่อเสริมศักยภาพการช่วยเหลือภารกิจฉุกเฉินทั่วประเทศ

"บุ๋ม ปนัดดา" เผยผ่านโพสต์บนโซเชียลมีเดียว่า "จัดซื้อรถพยาบาลพร้อมใช้งาน 1 คัน…มอบให้กับมูลนิธิองค์กรทำดี เพื่อนำไปช่วยเหลือเคสต่าง ๆ ในสังคม" พร้อมชื่นชมผู้สนับสนุนที่ทำให้ภารกิจจิตอาสาเดินหน้าได้อย่างเข้มแข็ง

รถพยาบาลไม่ได้เป็นเพียงพาหนะแต่เป็น "ระบบช่วยชีวิตเคลื่อนที่" ที่จำเป็นสำหรับการรับมือผู้ป่วยฉุกเฉินและการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยที่ต้องการอุปกรณ์ทางการแพทย์เฉพาะทาง ยิ่งทีมองค์กรทำดีซึ่งลงพื้นที่อย่างต่อเนื่องจะช่วยเพิ่มโอกาสรอดชีวิตและขยายความช่วยเหลือในหลายจุดพร้อมกัน

ก่อนหน้านี้ บุ๋ม ปนัดดา เคยส่งมอบรถพยาบาลแรงดันลบพร้อมเจ้าหน้าที่ฟรีในช่วงโควิด-19 เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อ ขณะที่ภาคเอกชนสนับสนุนอุปกรณ์ความปลอดภัยอย่างแคปซูลความดันลบ ช่วยเสริมความมั่นใจในปฏิบัติงานของทีมจิตอาสา

ความช่วยเหลือครั้งนี้ของ "ไฮโซเมย์ วาสนา" ไม่ใช่แค่การให้กำลังใจ แต่เป็นการส่งมอบเครื่องมือที่จับต้องได้ เพื่อเสริมความพร้อมในการทำงานภาคสนาม ช่วยให้ระบบช่วยเหลือสังคมเดินหน้าต่อไปด้วยความมั่นคงและมีประสิทธิภาพ

ที่มา : https://entertainment.trueid.net/detail/n1JA9bJVZw0X

21 ธันวาคม 2484 วันที่ไทยจับมือญี่ปุ่น ลงนามพันธมิตร เปิดสนธิสัญญาพันธมิตรกลางวัดพระแก้ว จุดเริ่มต้นมรสุมสงครามโลกครั้งที่ 2 เรื่องเลือกข้างที่ยังถกเถียงกัน

เมื่อ 21 ธ.ค. 2484 วันที่สำคัญในประวัติศาสตร์ไทย เมื่อรัฐบาลไทยโดย 'จอมพล ป. พิบูลสงคราม' ลงนามสนธิสัญญาพันธมิตรกับจักรวรรดิญี่ปุ่นที่พระอุโบสถวัดพระแก้วอย่างเป็นทางการ การลงนามครั้งนี้ทำให้ไทยเปลี่ยนสถานะจากผู้วางตัวเป็นกลางในสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นพันธมิตรกับฝ่ายอักษะ

เริ่มจากเหตุการณ์เมื่อ 8 ธันวาคม 2484 กองทัพญี่ปุ่นยกพลเข้ายึดพื้นที่ยุทธศาสตร์ในไทย ทหารไทยบางส่วนสู้เต็มกำลังแต่ต้องหยุดยิงเพื่อเปิดทางผ่านให้ญี่ปุ่น จากนั้นรัฐบาลไทยเริ่มเจรจาให้ไทยกลายเป็นพันธมิตรโดยสมัครใจ

สาระสำคัญของสนธิสัญญาคือความร่วมมือทางทหารทั้งเชิงรุกและรับ หากฝ่ายหนึ่งทำสงครามกับประเทศที่สาม อีกฝ่ายต้องช่วยเหลือกัน ไทยได้รับแนวคิดและบทบาทใน "วงไพบูลย์ร่วมแห่งมหาเอเชียบูรพา" ภายใต้การนำของญี่ปุ่นและยอมให้กองทัพญี่ปุ่นใช้พื้นที่เป็นฐานปฏิบัติการ

แม้ว่าการลงนามนี้ถูกอธิบายว่าเป็นการเลือกทางที่เสียหายน้อยที่สุดเพื่อรักษาเอกราชและผลประโยชน์ชาติ แต่ก็ทำให้ไทยกลายเป็นพันธมิตรฝ่ายอักษะอย่างชัดเจน เมื่อมกราคม 2485 ไทยประกาศสงครามกับอังกฤษและสหรัฐฯ แต่สหรัฐยังไม่ยอมรับการประกาศสงครามผ่านทางเอกอัครราชทูต ทำให้ไทยถูกมองว่าเป็นประเทศถูกญี่ปุ่นกดดัน

หลังสงคราม สิ่งที่ช่วยให้ไทยรอดโทษหนักคือบทบาทของขบวนการ "เสรีไทย" ที่ร่วมมือกับฝ่ายสัมพันธมิตรและการทูตของสหรัฐฯ ที่สนับสนุนให้ไทยถูกมองเป็นผู้ถูกกดดัน ไม่ใช่ผู้รุกราน ความทรงจำของวันที่ 21 ธันวาคมจึงเป็นบทเรียนเรื่องการเลือกฝ่ายท่ามกลางความขัดแย้งและมหาอำนาจโลก

ที่มา : https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B8%9E%E0%B8%8D%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%9B%E0%B8%B8%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%88%E0%B8%B3%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A8%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2

 

20 ธันวาคม 2510 สมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินเปิดมหาวิทยาลัยขอนแก่น ถือเป็นมหาวิทยาลัยแรกของภาคอีสาน

(20 ธ.ค. 53) เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2510 เป็นวันสำคัญทางการศึกษาของไทย เมื่อพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินเปิดมหาวิทยาลัยขอนแก่นอย่างเป็นทางการ ณ จังหวัดขอนแก่น มหาวิทยาลัยแห่งนี้ถือเป็นศูนย์กลางการศึกษาระดับอุดมศึกษาของภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นแห่งแรกที่เปลี่ยนผืนดินอีสานให้เป็น "เมืองมหาวิทยาลัย"

มหาวิทยาลัยขอนแก่นเริ่มมีแนวคิดตั้งแต่ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 จากนั้นถูกชะลอไปจนมาเดินหน้าจริงจังในยุคหลัง ปี 2500 ภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติฉบับที่ 1 ซึ่งมีเป้าหมายสร้างสถาบันการศึกษาภูมิภาคเพื่อตอบโจทย์พัฒนาของภาค พร้อมได้เลือกพื้นที่กว้างกว่า 5,000 ไร่ บริเวณบ้านศรีฐาน จังหวัดขอนแก่น เป็นที่ตั้งมหาวิทยาลัย

ในวันเปิดอย่างเป็นทางการ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงทอดพระเนตรสภาพแวดล้อมของมหาวิทยาลัย ทั้งอาคารเรียน ห้องทดลอง และแปลงเกษตร พร้อมปลูกต้น "กัลปพฤกษ์" ซึ่งภายหลังกลายเป็นดอกไม้ประจำมหาวิทยาลัย เป็นสัญลักษณ์ของความหวังและปัญญาของเยาวชนอีสาน โรงเรียนนี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการย้ายศูนย์กลางความรู้จากกรุงเทพฯ มาอยู่กลางภูมิภาค

ก่อนหน้านั้นเยาวชนอีสานต้องเดินทางไกลไปกรุงเทพฯ เพื่อศึกษามหาวิทยาลัยทำให้เสียโอกาสมหาศาล มข. จึงไม่ได้เป็นแค่สถาบันการศึกษาแต่เป็นสะพานเชื่อมเด็กบ้านนาสู่โลกใหม่ ที่มาพร้อมฐานความรู้ด้านเกษตร วิศวกรรม และสาธารณสุขซึ่งตอบโจทย์การพัฒนาจริงของภาค

มหาวิทยาลัยขอนแก่นยังเป็นบ่งชี้เชิงสัญลักษณ์ที่สำคัญว่า รัฐไทยให้ความสำคัญกับอีสานโดยแท้จริง ซึ่งโรงเรียนนี้ได้เติบโตเป็นศูนย์กลางวิชาการและการแพทย์สำคัญในภูมิภาค อันเป็นผลมาจากวันที่ 20 ธันวาคม 2510 อันหมายความถึงโอกาสและอนาคตของคนอีสานที่ถูกเปลี่ยนแปลงไปอย่างถาวร

ที่มา : https://web.army2.mi.th/24641/2023/12/20/

ของรางวัลไม่เบา!! สาวหาดใหญ่ดวงปัง จับสลากได้ตู้เย็นกลางสวนลุมฯ แต่ปลายทางอยู่สงขลา ชาวเน็ตแนะ ‘ไปรษณีย์ช่วยได้’

(19 ธ.ค. 68) สาวจาก อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา กลายเป็นไวรัลในโซเชียล หลังจับสลากขำ ๆ งานกาชาด 2568 ที่สวนลุมพินี กรุงเทพฯ ได้รางวัลที่ 2 เป็นตู้เย็นขนาดใหญ่ ทำให้ชาวเน็ตสนุกกับคำถามที่ว่า "แล้วเอากลับบ้านยังไง?"

ผู้ใช้ TikTok @mewtanaa เล่าโมเมนต์ที่ได้รางวัลใหญ่ ถึงความช็อกปนขำกับตู้เย็นที่หิ้วกลับบ้านลำบาก โดยมีคอมเมนต์จากชาวเน็ตทั้งแซวและช่วยคิดทางออก ซึ่งส่วนใหญ่แนะนำให้ติดต่อบูธไปรษณีย์ในงานเพื่อจัดส่งกลับบ้านแทน

งานกาชาดปีนี้มีร้านไปรษณีย์ไทยออกร้าน พร้อมบริการส่งพัสดุขนาดใหญ่ (EMS JUMBO) รองรับของรางวัลอย่างตู้เย็น โทรทัศน์ และเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดใหญ่ ทำให้นักเที่ยวงานที่ได้รางวัลชิ้นโตส่งของกลับบ้านสะดวกขึ้นจริง

งานกาชาด 2568 จัดที่สวนลุมพินี กรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ 11–21 ธันวาคมนี้ เริ่มตั้งแต่ 11.00 น. และมีเวลาปิดแตกต่างระหว่าง 22.00-23.00 น. ตามแต่แหล่งข่าว ธีมปีนี้คือ “ร้อยดวงใจปวงประชา น้อมสำนึกพระเมตตา องค์สภานายิกาสภากาชาดไทย” มีทั้งนิทรรศการ การออกร้าน และการเสี่ยงโชค

ไวรัลนี้สะท้อนว่าแม้จะได้รางวัลใหญ่ง่าย แต่ต้องมีแผนจัดส่งช่วยเหลือเพื่อความสะดวกของผู้รับรางวัลจริงจังในงานกาชาดประจำปีนี้

ที่มา : https://hilight.kapook.com/view/251015


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top